หน้าบันทึก สำเนา เรื่องมัชชาดก

 

ฯ นมัดถุ ฯ อภิตถะนะยะปะชัณหาติ อิทังสัตถาเชตะวะเน วิหะรันโต อัตตะนาวัสสาปิตะวัสสัง อารัพภะกะเถสิ

จะแสดงความในมัจฉะชาดกในคัมภีร์เอกนิบาตนั้น มีความว่าสัดถา สมเด็จพระศาสดาเสด็จประทับสำราญพระอริยาบถอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารพภ์ฝนอันพระองค์ให้ตกแล้ว จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ พระสังคีติกาจารย์เจ้ากำหนดด้วยบทเบื้องต้นพระคาถาว่า อะภิดถะนะยะปะชุณหะดังนี้ก่อน จะกล่าวโดยพิศดารดังได้ยินมาครั้งหนึ่ง ในแว่นแคว้นโกศลรัฐชนบท เกิดฝนแล้งเข้ากล้าเหี่ยวแห้งไม่บริบูรณ สระน้ำแลสระโบกขรณีทั้งหลายที่มีอยู่ในสถานนั้น ๆ ก็แห้งขาดจากน้ำ แม้ถึงน้ำในสระชื่อว่าเชตะวะนะโบกขรณีที่ใกล้เคียงกับซุ้มพระทวารพระเชตวันนั้น ก็แห้งขาดกระแสสาย หมู่นกกาทั้งหลายก็เฉี่ยวคาบเหล่ามัจฉาชาติ ที่ตกคลักแอบแฝงส้อนตนอยู่ในเปือกตมนั้นด้วยจะงอยปากอันคมดุจคมตระไกล แล้วฉุดคร่าปลาขึ้นมาได้พ้นเปือกตมแล้วก็จิกกิน ปลานั้นก็ดิ้นลนไปตามพิไสยแห่งตนจนสุดสิ้นกำลังแล้วก็สำเหร็จเปนอาหารควรจะสังเวทด้วยทุกข์ บังเกิดมีแก่หมู่สัตว์ ณะ ครั้งนั้น สมเด็จพระศาสดาจารย์ได้ทอดพระเนตร์เห็นความฉิบหายอันเกิดมีแก่ปลาแลเต่าทั้งหลาย พระองค์มีพระหฤทัยอันพระมหากรุณา ให้ทรงพระอุสาหะ จึงทรงพระดำริห์ว่า วันนี้เราผู้ตถาคตควรจะยังฝนให้ตกลง ครั้นเมื่อราตรีสว่างแล้วทรงกระทำสริระปฏิชัคคะกิจ เสร็จแล้วกำหนดเวลาภิกขาจารย์ มีหมู่พระภิกษุสงฆ์เปนอันมากแวดล้อมเปนพุทธบริวารเสด็จเข้าไปรับบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี โดยพระพุทธลิลาศเปนอันงาม เมื่อก้าวกลับจากบิณฑบาตแล้ว ณ เพลาปัจฉาภัตร์ ทรงพระดำเนินแต่พระนครสาวัตถีเสด็จไปยังพระวิหารประทับที่บันไดสระเชตวันโบกขรณีตรัสเรียกพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ท่านจงไปนำผ้าอุทกสาฎกมาตถาคตจักสรงน้ำ ณ สระเชตวันโบกธรณีนี้ พระอานนท์เถรเจ้าจึงกราบทูลว่าข้าแต่พระผู้ทรงพระภาคผู้เจริญ น้ำในสระเชตวันโบกขรณีแห้งขาดมิใช่หรือ น้ำที่จะเหลืออยู่แต่สักว่าขุ่นข้นแลเปือกตมก็มิได้มี ดูกรอานนท์ ธรรมดาชื่อว่ากำลังของพุทธเจ้านั้นเปนของใหญ่นัก ท่านจงไปเถิดจงนำผ้าอุทกะสาฎกมา ณ บัดนี้ พระอานนท์เถรเจ้ารับพุทธาณัตติพจนแล้วจึงไปนำมาถวาย สมเด็จพระผู้ทรงพระภาคจึงทรงนุ่งผ้าอุทกสาฎกด้วยส่วนข้างหนึ่ง ทรงคลุมสริระด้วยส่วนข้างหนึ่งแล้วจึงทรงพระปรารพภ์ว่า พระตถาคตจักสรงน้ำในสระโบกขรณีนี้ ในขณะนั้นบัณฑุกัมพลศิลาอาศน์แห่งท้าวสักกรินทรเทวราชก็แสดงความร้อนกระด้างให้ปรากฏ ท้าวโกศรีย์จึงทรงอาวัชชะนาการว่านี่เหตุอะไรหนอ ก็ทรงทราบเหตุนั้น แล้วจึงมีเทวบัญชาให้หาวัสสะวลาหกเทวราชมา จึงตรัสว่า ดูกรพ่อ สมเด็จพระศาสดาจะสรงสนานในสระเชตวันโบกขรณี บัดนี้เสด็จประทับอยู่ที่บันไดสูง ท่านจงกระทำแว่นแคว้นโกศลทั้งสิ้นให้ปรากฏเปนเมฆตั้งขึ้นเปนอันเดียวกัน แล้วจึงยังหยาดวัสโสทกให้ตกลงโดยฉับพลัน วัสสวลาหกเทวราชนั้นก็รับเทวบัญชาว่า สาธุ ดังนี้แล้ว จึงนุ่งผ้าวลาหกผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่งแล้วก็ขับเพลงขับ สำหรับจะทำเมฆให้ตั้งขึ้น ผันหน้าเฉภาะสู่โลกธาตุฝ่ายปาจิณทิศแล้วแล่นไป มณฑลแห่งเมฆก้อนหนึ่งประมาณเท่ามณฑลแห่งลาน ก็ตั้งขึ้นในปาจิณทิศาภาคนับได้ร้อยชั้นพันชั้นกระหึมเสียงลั่นคะครีมครึก สายฟ้าก็แลบฉวัดเฉวียน หยาดเมล็ดฝนก็ตกลงโดยอาการเหมือนหม้อน้ำอันบุทคลคว่ำปากในเบื้องต่ำแล้วตั้งไว้ก็ปานกัน หยาดวัสโสทกนั้นก็ท่วมทั่วจังหวัดโกศลรัฐชนบทสิ้นทุกสถาน มีอาการเหมือนห้องน้ำอันใหญ่ไหลมาท่วมทับฉนั้น หยาดฝนที่ตกลง ๆ นั้นมีกระแสธารไหลมาไม่ขาดสาย โดยกาลครู่หนึ่งเท่านั้นสระเชตวันโบกบรณีก็เต็มเปี่ยม มีน้ำท่วมจดถึงบันไดสูงสมเด็จพระผู้มีพระภาคเสด็จลงสรงกระแสวัสโสทก ในสระเชตวันโบกขรณี ครั้นเสร็จอุทกกิจแล้ว ทรงผลัดผ้าสองชั้นมีวรรณอันแดงทรงคาดกายพันธ แล้วทรงคลุมสุคตมหาจีวรเฉวียงพระอังษาข้างหนึ่งมีหมู่พระภิกษุสงฆ์แวดล้อมเปนพุทธบริวาร เสด็จไปประทับ ณ บวรบัญญัติตาอาศนที่พระสงฆ์ปูลาศไว้ถวายในบริเวณพระคันธกุฏิ ครั้นเมื่อพระภิกษุสงฆ์แสดงกิจวัตรเสร็จ เสด็จอุฏฐาการทรงประทับ ณ แผ่นกระดานต้นบันได โปรดประทานโอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์แล้วส่งไป ส่วนพระองค์เสด็จเข้าสู่สุรภิคันธกุฏิ สำเร็จสีหไสยาโดยส่วนพระกายฝ่ายทักษิณปรัศเบื้องขวา ครั้นเวลาสายัณห์สมัยพระภิกษุทั้งหลายประชุมในโรงธรรมภาค กล่าวถ้อยคำสนทนากันขึ้นว่า ปัสสถาวุโส ดูกร อาวุโสท่านทั้งหลาย จงเห็นเถิดซึ่งความถึงพร้อมแห่งพระคุณ คือขันตีแลเมตตากรุณาของพระทศพลสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเข้ากล้ามีพืชพรรณ์ต่าง ๆ แห้งเหี่ยวไป ชะลาไลยในที่ทุกสถานเหือดแห้ง หมู่เต่าปลาทั้งหลายถึงซึ่งความลำบากเปนมหันตทุกข์ อาศรัยพระมหากรุณาพระองค์ทรงผ้าอุทกะสาฎก แล้วทรงพระดำริห์ว่าจะเปลื้องความทุกข์ประชุมชนนิกร เสด็จประทับที่บันไดสูง ณ สระเชตวันโบกขรณีโดยการครู่หนึ่งเท่านั้น ยังหยาดวัสโสทกให้ตกลงเต็มบริบูรณ์ทั่วแว่นแคว้นโกศลรัฐชนบท ปลดเปลื้องมหาภัยให้ประชานิกรสัตวพ้นจากทุกข์กายแลทุกข์ใจ แล้วจึงเสด็จเข้าไปสู่วิหารอย่างนี้ แต่พอสมเด็จพระศาสดาเสด็จออกจากพระคันธกุฏิ ทรงพระดำเนินมาถึงโรงธรรมสภาคตรัสถามว่า แน่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้ท่านทั้งหลายนั่งประชุมสนทนากันถึงกถาเรื่องอะไรหนอ พระภิกษุสงฆ์จึงกราบทูลความตามกถาที่ตนได้สนทนานั้นให้ทรงทราบทุกประการแล้ว จึงทรงตรัสว่าแน่ภิกษุทั้งหลาย เราผู้พระตถาคต ครั้นเมื่อเหล่าประชากรได้เสวยทุกข์เร่าร้อนลำบากอยู่ได้ยังฝนให้ตกลงในกาลนี้ครั้งเดียวก็มิได้ แม้ถึงในกาลปางก่อนพระตถาคตเสวยพระชาติในกำเนิดสัตวดิรฉาน แม้ในกาลเมื่อเกิดเปนพระยาปลาก็ได้ยังฝนให้ตกลงเปลื้องทุกข์ของหมู่ญาติแลสัตว์ครั้งนั้น เมื่อตรัสดังนี้แล้ว จึงทรงนำมาซึ่งอดีตชาดกว่า อติเต ในอดีตกาลล่วงแล้วมา ประเทศที่ตั้งสระเชตวันโบกขรณีนี้มีอยู่ ณ เมืองสาวัตถี ในโกศลรัฐชนบทนั้น แต่ครั้งก่อนเปนซอกลำธารแห่งหนึ่ง แวดวงไปด้วยชัฎแห่งเถาวัลย์ในกาลครั้งนั้นพระตถาคตเบ็เนโพธิสัตว บังเกิดในกำเนิดแห่งปลา แวดล้อมด้วยหมู่มัจฉาชาติอาศรัยอยู่ในซอกลำธารนั้น แม้ครั้งนั้นในโกศลรัฐชนบทฝนไม่ตก เกิดฝนแห้งเหมือนครั้งนี้ เข้ากล้าในนาของมนุษย์ชนทั้งหลายเหี่ยวแห้งไปไม่บริบูรณ์ น้ำในที่มีบึงบ่อแลเหมืองสระเปนต้นก็ขุ่นข้นแห้งขาดกระแสสายมัจฉาชาติ ปลาแลเต่าทั้งหลายก็เข้าแอบอาศรัยในปรักแห่งเปือกตมซ่อนตัวอยู่ แม้ถึงน้ำในซอกลำธารอันเปนที่อยู่อาศรัยแห่งพระโพธิสัตวนั้น ก็งวดลงขุ่นข้นเข้าเปนเปือกตม หมู่ปลาที่อยู่อาศรัยในที่นั้นก็แอบแฝงกายในปรักเปือกตมมุดซ่อนตัวอยู่ เหล่าสกุณชาติทั้งหลายมีกาเปนต้น ก็บินมาเฉี่ยวคาบปลาที่มุดอยู่ในเปือกตมนั้น ด้วยจงอยปากอันคม แล้วจึงนำไปจิกกินเปนอาหาร พระโพธิสัตวได้เห็นความวิบัติฉิบหายของหมู่ญาติ ณ ครั้งนั้นโดยอำนาจพระกรุณาอยากตักเตือนพระหฤทัยให้ทรงพระดำริห์ว่า ครั้งนี้เว้นไว้แต่เราผู้เดียวแล้วไม่มีผู้อื่นที่จะสามารถเปลื้องความทุกข์ของหมู่ญาติได้ เราจะทำสัจจะกิริยายังฝนให้ตกลงปลดเปลื้องหมู่ญาติ ให้พ้นจากความทุกข์ ณ ครั้งนี้ พระองค์จึงแหวกเปือกตมมีสีอันดำออกให้เปน ๒ ภาค แสดงพระองค์อันใหญ่มีสีเขียวประหนึ่งท่อนไม้แก่นที่เขียวนั้นให้ปรากฏ แล้วก็ลืมพระเนตร์ทั้งสอง อันแดงงามดุจแก้วมณีแดงที่ช่างชำระบริสุทธิ์แล้วฉนั้น เหลือบแลขึ้นไปบนอากาศ แล้วแสดงพระวาจาแก่ท้าวประชุณเทวะราชประกาศสัจกิริยาธิฐานว่า โภปชุณ์น ดูกร ประชุณ์นเทวราช เราถึงซึ่งความทุกข์ยาก เพราะอาศรัยหมู่ญาติ ส่วนท่านครั้นเมื่อเราผู้มีศีลได้ความลำบากถึงเพียงนี้ เหตุไรจึงไม่ยังฝนให้ตกเล่า อนึ่งเราเกิดเปนชาติสัตว์มีธรรมดาที่จะกินสัตว์ อันมีชาติเสมอกันเปนอาหาร ถึงกระนั้นเราซึ่งจะได้บริโภคปลาเล็ก มีกายประมาณเท่าเมล็ดเข้าสารเปนต้นไม่มีเลย แม้ถึงสัตว์อื่น ๆ ที่เราจะได้คิดแกล้งปลงเสียจากชีวิตด้วยวทกะเจตนาก็ไม่เคยมีเปนอันขาด โดยอำนาจสัจความจริงอันนี้ ท่านจงยังฝนให้ตกลงเปลื้องหมู่ญาติของเราให้พ้นจากความทุกข์ ณ ครั้งนี้ พระโพธิสัตว์ตรัสฉนี้แล้ว เมื่อจะบังคับจึงตรัสเรียกประชุณ์นเทวราช แสดงอำนาจ มีอำนาจดังบุทคลบังคับเด็กเปนคนใช้ฉนั้น จึงตรัสประพันธ์เปนคาถาว่า อภิต์ถะนยะปชุณ์นนิธึง กากัส์สนาสาย กากังโสกายรันเทหิ ปัญ์จโสกาปโมจยะ กระนี้อธิบายความในพระคาถาว่า ดูกรประชุณณเทวราช ถ้าท่านจะให้ฝนตกแต่ลำพัง ฝนจะไม่ให้ฟ้าร้องคำรน สายฟ้าไม่ปรากฎ แลบฉวัดเฉวียนหางามไม่ เพราะฉนั้นท่านจงยังฟ้าให้คะนองสายฟ้าแลบปรากฎในอากาศ แล้วจึงยังฝนให้ตกลงยังขุมทองของหมู่กาคือปลาที่ตกปรักอยู่ในภายในเปือกตมให้ฉิบหาย เพราะด้วยท่านยังฝนให้ตกลงปกปิดขุมทองของหมู่กาด้วยน้ำฝนนั้น ท่านจงยังกาให้เร่าร้อนด้วยความโศก จงปลดเปลื้องเราแลญาติของเราด้วยให้พ้นจากความโศกอันเกิดมี พระโพธิสัตวกระทำสัจกิริยาตรัสบังคับเรียกประชุณ์ณเทวราชด้วยพระคาถาดังนี้แล้ว ยังฝนห่าใหญ่ให้ตกทั่วไปในโกศลรัฐชนบท ปลดเปลื้องหมู่ญาติแลสรรพสัตวแลมหาชนให้พ้นจากมรณาทุกข์ด้วยประการฉนี้ ชีวิตปริโยสาเน ครั้นถึงกาลกำหนดที่สุดลงรอบแห่งพระชนม์ชีพแล้ว พระองค์ก็ไปสู่ภพเบื้องหน้าโดยสมควรแก่กุศลกรรม สัตถา สมเด็จพระศาสดานำมาซึ่งพระธรรมเทศนาเรื่องมัจฉาชาดกนี้ แก่พระภิกษุ สงฆ์พุทธบริษัทว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตยังฝนให้ตกลงในกาลนี้เท่านี้ก็หามิได้ แม้ในกาลปางก่อน พระตถาคตแม้เกิดในกำเนิดมัจฉาชาติ ก็ได้ยังฝนให้ตกเหมือนครั้งนี้ แล้วจึงสืบต่ออนุสนธิประชุมพระชาติชาดก ในที่สุดอวะสานว่า ในกาลครั้งนั้นหมู่ปลาทั้งหลายที่เปนบริวารแห่งพระยาปลา ณ ครั้งนั้น สืบปวัติขันธ์สันดานมาคือพุทธบริษัททั้งหลายในครั้งนี้ ประชุณ์ณเทวราชยังฝนให้ตกนั้น สืบปวัติขันธ์มา ณ ครั้งนี้คือพระอานนทเถระ ส่วนพระยาปลาผู้ประกอบด้วยความกรุณานั้น ครั้นสืบปวัติขันธ์เปนลำดับมา ณ ครั้งนี้คือพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแท้จริง จบมัจฉชาดก เพียงนี้.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ