บท ๓๐ ชีป่วย

ข้าพเจ้าไม่ใคร่เสบยเช่นนี้ตั้งห้าหกเดือน จนแม่ประไพไม่ใคร่พอใจในการไม่เสบย หมู่นี้ชวนเที่ยวตากอากาศบ่อย ๆ รถยนต์เรามีอยู่เองก็เลยมีธรรมเนียมใหม่ ได้ออก “โชว์” กันทุกวัน หาไม่ค่ำ ๆ ก็ไปดูหนังดูลคร แม่ประไพปรนปรุงข้าพเจ้าด้วยมีแก่ใจ คอยเอาเนื้อเอาใจปฏิบัติวัตรถาก แลชวนชื่นชอบพอใจ ทำให้ข้าพเจ้าได้ผลดี ๆ มาก ค่อยคลายบรรเทาที่กระวนกระวายใจซึ่งเกิดจากความรู้สึกว่า ได้ทำความทารุณอะไรไว้อย่างหนึ่ง.

วันหนึ่งในระหว่างไปในยานยนต์ แม่ประไพถามว่าอยากจะไปเยี่ยมนางชีไหม ข้าพเจ้าสดุ้งขึ้นให้สยดสยอง กลัวหน้าแลไนยตาของแม่ปรุงจะมาสิงสังหรข้าพเจ้าอิกไม่วายวันวายคืน แลข้าพเจ้ากลัวจะไปได้สังเวชสลดใจมา แลกลัวนางชีจะไม่ถือขันตีมั่น จะทำใจนางให้ละห้อยสร้อยเศร้า เศร้าหมองต่อปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้าก็เฉยเสีย แลบอกน้องว่า จงจัดให้คนเอาของแลเงินไปถวายเถิด.

น้องตอบว่า เมื่อเดือนก่อนนี้โดยเหตุว่าคุณพี่ให้จัดของไปถวาย น้องก็จัดสรรเอาผลไม้แลอาหารอื่นไปถวายอย่างที่สูงราคา แม่ชีต้องออกปากว่าอย่าทำเช่นนี้เลย ต่อนั้นมาน้องยังไม่ได้จัดสิ่งของใดไปถวาย เพราะกลัวจะขัดใจนางชี.

ข้าพเจ้าจึงว่านั่นเปนเวลาสองสามเดือนมาแล้ว เราลองจัดของไปถวายอิกทีเห็นจะดี.

รุ่งขึ้นน้องจึงจัดของพอสมควรให้คนไปถวายนางชี, ต่อนั้นมาแม่น้องมีกิริยาไม่ใคร่เสบย.

ข้าพเจ้าถามว่าเปนอะไรจึงเหงาไป แต่หล่อนยิ้มตอบว่า เปล่า, ไม่เศร้าหรอก.

ข้าพเจ้าคิดแคลงใจ เห็นแม่น้องมีปริวิตกอะไรไม่ทราบ ตีความไม่ออก เพราะข้าพเจ้าเอาใจใฝ่ถนอมหล่อน, ไม่เห็นมีอะไรที่อาจจะทำให้หล่อนเศร้าใจได้.

ต่อมาจึงได้รู้.

ที่สำนักนางชีแห่งอารามนั้น ในห้องหนึ่งมีนางชีนอนป่วยอยู่เกือบจะตาย หายใจร่อแร่เต็มที ไม่อาจกินอาหารได้ มีนางชีอื่น ๆ ช่วยกันรักษาพยาบาลด้วยใจสังเวชสลดอยู่รอบข้าง แต่หมอไม่มีรักษา เพราะว่าหมอเปนผู้ชาย ถ้าป่วยเกือบจะสิ้น ๆ ใจจึงต้องการหมอ.

แม่ประไพคงรู้เหตุนี้โดยถามปากคำจากสาวใช้ที่ได้นำของไปถวายนั้นนางชี ว่าของเอาไปถวายนั้นนางชีฉันไม่ได้ด้วยตัวล้มป่วย ผอมแห้งสิ้นแรงเกือบจะตาย นอนหายใจแขม่ว ๆ อยู่แล้ว.

ข้าพเจ้าไม่รู้ความเลยว่า นางชีนั้นล้มตัวป่วยไข้มาหลายเวลาแล้ว แรงถอยจะสิ้นแรงลงไปทุกที มีแต่อาการไห้หงิง ๆ โอดครวญ ยิ่งไม่ได้รับประทานอาหารประทังแรง ยิ่งโศกยิ่งครวญ แรงก็ยิ่งถอยลงทุกทีจนแทบจะลุกขึ้นไม่ได้ นางชีแก่สาวทั้งหลายสงสารแสน ได้ช่วยจัดของรับประทานให้ จัดหยูกยาให้ พยุงลุกพยุงนั่งให้ เฝ้ารักษาพยาบาลให้พร้อมใจพร้อมมือกันทุกคน แต่นางชีผู้มีไข้ใจเปนแม่เรือน มีกายถอยแรงจนสุดสิ้นเปนโทษคำรบสอง, กำลังจะอ่อนชีพแทบจะดับสังขารขาดลมหายใจอยู่แล้ว.

ใครไม่ปรากฎความใน แต่เมื่อจวน ๆจะสิ้นใจมีการเพ้อบ่อย ๆ เปนประมาณ นั่นแหละจึงรู้ข้อไข ถ้าสังเกตก็จะเห็นได้ ว่าขณะจิตรทุกขณะไป นางชีผู้ป่วยมีอะไรเปนข้อรำพึง—

ยามพกเพ้อเมื่อไม่เปนสมประดี นางชีร้องเรียกเสียงอ่อนเสียงหวาน เรียกแต่ว่า—คุณขา คุณขา มาหาฉันหน่อยเมียจะตาย ขอให้ได้เห็นอิกครั้ง โอ้, คุณขา คุณขา ขอพบหน้าอิกทีเทอญ ขอลา ขอษมาต่อปากอิกครั้ง คุณขา คุณขา ขอลาล่วงลับ นี่จะไม่กลับคืนดีหรือ คุณขา ขอลา ขอบอกว่ารัก จงอยู่ดีเถิด คุณคะ คุณคะ—

เมื่อยามได้สติหล่อนไม่พูดไม่บ่นเหมือนอย่างเพ้อเลย, นิ่งเงียบ ภาวนามนต์เสียงอยู่ในลำฅอ มีนางชีอันรอบกาย ถามกันว่า นั่นหล่อนบ่นหาใคร ถามกันต่อไปว่า เรียกหาคุณอะไร ตอบกันว่า เรียกหาคุณผัว ถามกันว่า ผัวอยู่ที่ไหนทำไมมาบวชเปนชี ตอบกันว่า ไม่รู้ก็มี รู้ก็มี พอนางชีป่วยเร่งเพ้อเรียกหา “คุณขา” ไม่วาย แม่ชีทั้งหลายสงสารแสน จึงปฤกษากันว่าผู้ซึ่งจะตายนั้น ควรเรียกตัวญาติพี่น้องมาสู่หา มาคอยดูใจ, บัดนี้แม่ชีนี่ก็เรียกหาผัวอยู่ไม่วายคำ ควรจะเรียกผัวนั้นมาจึงจะดี จึงสั่งให้หญิงหนึ่งมาเรียนพระสุวาที ตามเหตุที่นางชีจะขอพบหน้าเมื่อเวลาจะตาย.

หญิงนั้นได้มายังบ้านถนนสระปทุม แต่ไม่พบตัวท่าน, เมื่อคอย ๆ ไม่ได้ผลสิ่งไรแล้วก็กลับไปบอกนางชีทั้งหลายตามเหตุที่ตัวไปหาพระสุวาที แต่ท่านไม่อยู่ ครั้นตกเวลาบ่ายนางชีผู้ป่วยก็เพ้อพกไปอิก เรียกหา “คุณขา” ไม่วายคำ.

ครั้นได้สติขึ้นมา แม่ชีทั้งหลายก็บอกอาการหนักของหล่อนว่า เมื่อไม่สมประฤดีหล่อนได้มีอาการบ่นเพ้อกระวนกระวายอย่างไร ท่าจะไม่รอดเสียแล้ว จะสั่งความอะไรก็สั่งไว้.

นางชีป่วยพึ่งรู้ว่าตัวจะตาย จะต้องหนีโลกไปก่อนผู้ซึ่งยังรักติดใจ ก็โศกศัลย์รำพรรณร้องไห้จนสิ้นเรี่ยวแรง หล่อนเกิดมานะเมื่อใกล้ตาย ไม่อยากตายจนกว่าจะได้เห็นหน้าภัศดา แลเมื่อได้พบหน้ากันแล้วก็ไม่อยากจะตายเสียเลย แต่มานะนี้พึ่งมีมาในขณะนี้เอง เปนธรรมดาที่มนุษย์บางคน เมื่อใกล้จะตายที่สุดก็ยิ่งรักชีวิตที่สุด.

ครานี้หล่อนร่ำรำพรรณในระหว่างยังมีสมประฤดีอยู่ด้วย “โอ้, คุณขา มาหาฉันหน่อย จะไม่ได้มาเห็นหน้ากันแน่แล้วหรือ โอ้, เชิญมา ให้ฉันได้ขอษมาอิกที โอ้, คุณขา คุณขา อกฉันจะแตกก่อนตาย—”

แม่ชีทั้งหลายเห็นหล่อนกระสับกระส่ายกระวนกระวายอาไลยถึงภัศดานัก ยิ่งมีใจสงสาร ยิ่งอยากทำคุณทำประโยชน์ให้ได้ตัวท่านผู้นั้นมาหา ให้หล่อนได้เห็นหน้าจงได้ ยิ่งแว่วเสียงหวานก็ยิ่งเวทนา ให้หญิงนั้นเร่งมาตามท่านผู้นั้นอิกที ตามบุญตามกรรม ถ้าพบปะท่านผู้นั้นขอให้รีบมาหน่อย แลบอกว่าพวกนางชีขอให้เชิญมาหน่อยจงได้ หมายเอาบุญเถิด.

หญิงนั้นก็รีบมายังบ้านข้าพเจ้าอิก ข้าพเจ้าก็ไม่อยู่อิก.

แต่มาเที่ยวนี้แม่ประไพรู้ความ เพราะหล่อนเห็นหญิงนั้นจึงให้คนมาถามไต่ หรือว่าคนใช้จะขึ้นไปบอกหล่อนกระมังว่ามีหญิงมาหาคุณด้วยธุระร้อน มาสองหนแล้วไม่พบคุณ แม่ประไพจึงให้เรียกหญิงนั้นมาได้ ถามได้ความก็ตกใจเปนกำลัง จึงสั่งให้คนใช้เร่งรีบมาในรถยนต์ถึงยังกระทรวง คนใช้ก็บอกเหตุแก่ข้าพเจ้าตามนายผู้หญิงสั่งทุกประการ.

ขณะนั้นบังเอิญข้าพเจ้าพูดจาอยู่กับหมอฝรั่งหนึ่ง, นายทหารแพทย์ผู้หนึ่ง กับผู้อื่นอิก เขาทั้งหลายเห็นหน้าข้าพเจ้าเผือดลงเมื่อได้รับคำบอกจากคนใช้ หมอฝรั่งจึงถามว่า มีเหตุอย่างไรจึงได้หน้าซีด ข้าพเจ้าบอกว่า มีนางชีป่วยหนัก มีอาการเพียบ จะต้องไปเยี่ยม, ถ้าหมอจะมาด้วยข้าพเจ้าจะยินดี หมอฝรั่งผู้คุ้นเคยแก่ข้าพเจ้ามีความยินดีที่จะมาด้วย ข้าพเจ้าจึงนำหมอมาขึ้นรถยนต์ให้คนขับรีบขับไป.

ข้าพเจ้าจะไม่ลืมสิ่งที่เห็นแลได้ยินในที่นั้นเลย จนวันตาย ในเรือนน้อยหนึ่งที่ห้องกลางของเรือนนั้น อันมีน่าต่างเปิดอยู่ข้างบนช่องหนึ่ง นอกนั้นปิดมืด ในห้องจึงมืดครึ่งหนึ่งสว่างครึ่งหนึ่ง ที่ตรงน่าต่างแลหันศีร์ษะไปตรงน่าต่างที่เปิดนั้นผู้ป่วยนอนอยู่ แลข้างกายนั้นมีของกระจุกกระจิกสำหรับผู้ป่วยอยู่รอบข้างผู้ป่วย มีถ้วยยา ถ้วยแก้ว กระโถน ถาดยา ตะเกียง ฯลฯ ฯลฯ แลรอบผู้ป่วยมีนางชีสาวแลแก่บางคนนั่งอยู่.

ชีทั้งหลายผู้พยาบาลต่างมีหน้าแขงขึงได้ความสลดสังเวชใจ ต่างพูดกระซิบกัน ต่างแสดงการสงสารอาไลย ผู้ป่วยนั้นนอนนิ่งอยู่ ได้เพ้อคำมากแล้วก็หยุดนิ่งหลับตาพักถอนหายใจใหญ่ หน้าตาซีดซูบนี่กระไร ทั้งแขนก็ผอมเหมือน “แก่นจวัก” ขาแลเท้าก็ผอมซีดไม่ห่มสะไบ แต่คลุมผ้าขาวทับอก เห็นฅอแลภายบนของอกแสดงว่าผอมมากซี่โครงขึ้นมาก ขาแลเท้าซึ่งยื่นจากผ้าออกมานิดหน่อย ก็แสดงแห้งซีดเหมือนอย่างหนังหุ้มกระดูก ผู้นี้โกนศีร์ษะผมสั้นเกรียนเหมือนอย่างนางชีทั้งหลาย เว้นเต่พึ่งว่างปลงผมบ้างหนึ่งหรือสองสับดาหะ นอนอยู่บนเสื่อลวดซึ่งมีผ้าหรือที่นอนอย่างบางที่สุด เปนอาสนะของชีที่นิยม จึงแลเห็นได้ว่าไร้ฟูกที่นุ่มกาย.

เมื่อเห็นร่างกระดูกเช่นนี้ข้าพเจ้าย่องเข้าไปกับท่านหมอด้วย ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าเปนแม่ปรุงเลย ผิดรูปร่างไปหมด จนชั้นผิดกับที่ข้าพเจ้าได้เห็นมาครั้งที่สุดที่บ้านนั้นเสียด้วยอิกซ้ำ ริมฝีปากแห้งผาก ตาลึก น่าผากซูบ แก้มตอบ กระดูกขึ้นเปนสัน ขมับยุบ ไหปลาร้ากลวง ผ่อนหายใจอยู่น้อย ๆ แสดงว่าวิณญาณยังไม่ทิ้งร่างซึ่งสิ้นแรงนั้นวิญญาณยังไม่หนีไป.

ข้าพเจ้าเกิดสังเวชใจที่ได้เห็นว่าผู้นี้ตายอย่างอนาถา แลอาการป่วยก็เกิดป่วยจะตายเพราะอนาถาด้วยข้าพเจ้าสลดใจยิ่งนัก คล้าย ๆ ใครจับเอาข้าพเจ้ามาถ่างตาดูของอันน่าทุเรศน่าสยดสยองยิ่งนัก ข้าพเจ้าสท้านใจหัวใจตกต่ำซึ้ง ๆ ลงไปทุกที ขณะนั้นพอผู้ป่วยซึ่งได้ยินเสียงกระตุกกระตากผิดสังเกตก็ลืมตาขึ้น!

ผู้นี้มีสติอารมณ์ดีอยู่ในขณะนี้ ความคิดอ่านแลรู้สึกแลความสำนึกมีเท่าคนเราดี ๆ เพราะสติแลวิญญาณเปนของใหญ่ ไนยตาตำเปนประกาย เพ่งตาดูจับอยู่ที่ข้าพเจ้า ทีแรกถลึงอยู่ด้วยแทบไม่เชื่อตาว่าจะได้เห็นสีหน้าสิ่งนั้นอย่างฝันใฝ่ได้ แสดงพิศวงว่าผู้นั้นอาจจะมาเยี่ยมได้เห็นหน้าได้ หล่อนกลอกตาแล้วก็ชำเลืองไป แล้วไนยตาก็แสดงว่ารู้แน่แล้วที่ผัวรักจนใฝ่ฝันนั้นได้มาสู่หาหล่อนแล้ว ! แลไนยตานั้นข้าพเจ้าจำได้แม่นยำว่าเปนไนยตาแม่ปรุง แลที่นอนป่วยจวนจะตายนี้คือแม่ปรุง !

เห็นตาหล่อน ราวกะไนยตาจะตัดบาดหัวใจ, หัวใจซึ่งกำลังตกด่ำ ไนยตาซึ่งคมอย่างกฤช ซึ่งแสดงให้เราสำนึกถึงความเก่าแก่ได้หมดสิ้นในนาทีเดียว ข้าพเจ้าปลาบใจตลึงไปด้วยความสมเพชจนอัดอกตันใจ ขณะนั้นมีเสียงอ่อนแจ่มใสกล่าวมาว่า “อ้อ, คุณคะ ฉันคิดถึงนี่กระไร, หมายว่าจะไม่ได้พบคุณอิกแล้ว, คุณมานี่ฉันดีใจ อุส่าห์มาเยี่ยมหรือคะ, เงินสิบบาทที่ให้ฉัน ๆ ยังไม่ทันขอบใจขอกล่าวขอบพระคุณด้วย ขอขอบพระคุณที่เคยเลี้ยงดูอุ้มชูฉันมิให้อนาทร ขอแสดงว่าฉันไม่วายคิดถึงบุญคุณสักนาที คราวนี้ฉันจะตาย คุณจงอยู่ดีมีสุข จงนึกว่าฉันรัก รักเสมอ รักจนวันตาย ไม่มีใครเคยรักคุณมากกว่า แลพร่ำสวดมนต์ภาวนาถึงคุณจนทุกวันนี้ ซึ่งกรรมฉันอาเภทให้ฉันเปนไปแล้ว คุณจงยกโทษให้ฉัน ซึ่งคุณได้ยากแค้นเพราะฉันนั้นจงลืมเสียเถิด จงอยู่เปนสุขสบาย ลืมแค้นลืมอาไลย แล้วฉันจะดีใจ ตั้งใจไปสู่ที่มีสุข, ลาก่อนนะ จงคิดไว้ว่าฉันรักแลคิดถึงคุณไม่วาย—”

ข้าพเจ้าได้ยินคำ ทำให้นึกเหมือนอย่างได้ทำชั่วไว้ ข้าพเจ้าเคยถนอมขวัญผู้นี้จนชั้นจะไม่ปองหญิงอื่น มาคราวนี้สิคล้ายข้าพเจ้ากำลังมาฆ่าหล่อนให้ตายพลัน ข้าพเจ้าใจหายวับ เหมือนสิ่งซึ่งได้เคยรักมากที่สุดนั้นจะลี้หนีหายไปไกล ข้าพเจ้าใจหายที่สุด ความผิดแปลกของชีพแลของกายผู้นี้ในบัดนี้ แลแต่ก่อนมาตำตาข้าพเจ้าอยู่สิ้น ผู้นี้เคยสุข แลกระชุ่มกระชวย บัดนี้ผู้นี้โศกทุกข์ถึงที่สิ้นสุดผอมแห้งเหมือนผี ข้าพเจ้าอนาถใจดังไฟจี้ ร้องขึ้นได้ว่า “โอ้, แม่ปรุงอย่าเพ่อตาย !” แล้วข้าพเจ้าก็น้ำตาไหลทลักทะเล้นออกมา แลโดยความพิศวาศหรืออนาถใจจนลืมกายก็ตะกายไปจับเท้าซึ่งยื่นออกจากชายผ้าคลุมนั้น—ซบหน้าจูบด้วยน้ำตาหลั่งไหลใจจะขาด ยิ่งมีสำนึกอย่างเดียวว่าข้าพเจ้าได้ทำให้ผู้นี้ผ่อนชีพจะตายมาทุกนาที จนผู้นี้ได้รับทุกข์ทนทรมานมาหลายปี ก็จะถึงใกล้น่าที่ที่ทุกข์ที่สุดจนขาดใจ ข้าพเจ้าน้ำตาไหลร้องไห้สอื้นดังแทบลืมกาย พอได้สำนึกตัวก็รู้ได้ว่าเราเปนชาย ไม่ควรถูกต้องกายนางชีแม้แต่ปลายเท้า.

“แม่ปรุง โอ้, แม่ปรุงอย่าเพ่อตาย ข้าพเจ้าร้องอิกที, ขณะนั้นก็มีอาการอันหนึ่งซึ่งแสดงออกมา อันจะทำให้ข้าพเจ้าใจหายราวกะจะปลิดโยนทิ้ง.

ด้วยว่าผู้ป่วยซึ่งกำลังพักหอบหืดอยู่ หอบหืดจากคำรำพรรณที่ได้พูดนานนั้น ได้เห็นอาการรักแลเวทนา เปนอาการที่แสดงมากกว่าปากข้าพเจ้าจะพูดได้ หล่อนพึ่งจะตาย พึ่งเห็นใจผัวบัดนี้ว่าอมรักอมเวทนาต่อหล่อนนี่กระไร หล่อนจะจากไป หล่อนอาไลยยิ่งนัก เสียดายผัว เสียดายที่เขารัก ยิ่งอาไลยชีวี หล่อนลืมกาย ลืมสภาพ ก็ลุกนั่งขึ้นชูมือมา เพื่อจะเอาแขนโอบกอดชาย—ชายซึ่งเปนภัศดาหล่อน ซึ่งหล่อนเห็นน้ำใจดีที่สุดของเขาในครั้งนี้ครั้งที่สุด หล่อนร้องว่า “คุณคะ—” นี่เพื่อจะกอดปลอบข้าพเจ้า.

เมื่อผู้ป่วยอันหมดกำลังรวบรวมแรงที่เหลืออยู่ทั้งสิ้นเอาออกมาใช้ เพียงแค่ลุกนั่งชูแขนก็หมดสิ้นเชิงเสียแล้ว หามีแรงเหลืออยู่อิกเพื่อทำอาการต่อไปไม่ หล่อนก็ล้มลงสิ้นแรงสลบไป.

ข้าพเจ้าปลาบใจดังใครควัก ข้าพเจ้าร้องเรียกนามหล่อนได้อิกคำหนึ่ง ก็มีน้ำตาทลักออกมาไหลพราก ๆ เหมือนใจจะขาดรอน ๆ อิกทีหนึ่ง ข้าพเจ้าซบลงที่เท้าหล่อนอิกทีหนึ่ง ข้าพเจ้าจูบเท้าหล่อนแล้วก็ครวญครางร่ำรักอาไลยด้วยใจร้าว ยิ่งได้สำนึกคิด—แม้อย่างน้อยที่สุด—ว่า ข้าพเจ้าได้ทรมานกายให้สัตว์ผู้ยากคนหนึ่งตายด้วยความลำบากอย่างสาหัศ.

ข้าพเจ้าก็ยิ่งครางแลสอึกสอื้นไห้ด้วยความสมเพชแลอาไลย.

ชีที่นั่งอยู่รอบข้างมิอาจจะกลั้นน้ำตาได้ ก็มีน้ำตาหยด หรือน้ำตาคลอตาทุกคน คนหนึ่งนั้นเลี่ยงออกไปร้องไห้นอกห้อง ท่านหมอฝรั่งทำตาแดงๆ ท่านจับมือผู้ป่วยคลำชีพจร ท่านคลำที่หัวใจเต้น อยากดูลิ้นคนไข้ แต่เสียใจดูไม่ได้ เว้นแต่แหกตาดูอาการ.

ท่านหมอบอกว่า ถ้าทิ้งผู้นี้ไว้ที่นี่จะไม่รอดแน่ แต่ถ้าจัดนำผู้นี้ไปรักษาพยาบาลที่บ้านข้าพเจ้าซึ่งอยู่ไม่ไกล หมอรับรองว่าจะให้หายได้ เพราะผู้นี้ไม่มีอวัยวะภายในพิการเลย ร่ายกายภายในเปนปรกติดีๆ ไม่มีพิรุท.

แม่ชีทั้งหลายได้ฟังก็แสดงความเห็นชอบด้วย หัวน่าชีก็จัดแจงลาสิกขาแลเป่ามนต์สะเดาะเคราะห์ให้.

ในที่สุดข้าพเจ้าได้ออกคำสั่งให้ยกประทุนรถยนต์ขึ้นกั้นกางในยามนั้น แม่ชีหนึ่งกับหญิงหนึ่งประคองอุ้มผู้ป่วยคลุมกายมานั่งประคองอยู่ในรถยนต์ เพราะกายนั้นเบาเท่าหุ่น ข้าพเจ้ากับท่านหมอนั่งน่ารถ ข้าพเจ้าก็ค่อย ๆ ขับรถยนต์มาถึงบ้านพลัน.

ข้าพเจ้าก็ให้ยกผู้ป่วยมายังห้องใหญ่ ห้องเย็นในส่วนตึกที่เงียบ ท่านหมอตรวจอาการอิกที แลเร่งไปในรถยนต์ของข้าพเจ้า เพื่อเอาเครื่องพยาบาลแลหีบยามา ฝ่ายแม่ประไพนั้นได้จัดการอย่างเรียบร้อยที่สุดต่อไป เปนการที่จัดห้องนั้น แลจัดฟูกแลของใช้ให้คนไข้ เปนการเรียบร้อยดีมีความชอบในแม่ประไพมากในครั้งนี้ เพราะข้าพเจ้านั้นใจเสียจับอะไรไม่ไคร่ถูก แลดูมากก็ไม่ได้.

ผู้ป่วยได้ฟื้นทีหนึ่ง หมอได้ให้ดื่มยาในเวลาเย็นแล้วหล่อนก็แน่นิ่งนอนหลับไปนาน ข้าพเจ้านั้นละห้อยละเหี่ยเสียใจ แอบขึ้นมาเข้าห้องน้ำตาไหล ถ้านึกห่วงใยหนักเข้าทีไรก็แอบมาถามอาการ เข้าปลาอาหารข้าพเจ้ารับประทานไม่ลงฅอ หมอว่าอาการไม่เปนไรแล้วลาไป สัญญาว่าค่ำ ๆ จะมาอิกที นั่นจะรู้ได้แน่ว่าโรคหนักหรือเบา.

เวลายามหนึ่งหมอมาอิกตามสัญญา ให้กินยาอิกแลให้หยอดอาหารน้ำที่ชูกำลัง เมื่อหมอลาไปหมอบอกว่าถึงไม่มีอาการดีขึ้นก็จริง แต่ไม่มีอาการซุดลงเสียเลยซึ่งนับว่าเปนต่อ—ได้เปรียบ—แก่เรา.

ข้าพเจ้าถามว่า “เปนต่อ” เราอย่างไร หมออธิบายว่า อาการทรงอยู่จริง แต่ยาได้ตกถึงในท้องจึงเปนต่อที่คนไข้ได้มียาอยู่ในท้องแล้ว ถึงว่ามีอาการเสมอตัว ฟังดูก็เข้าทีอยู่.

ข้าพเจ้าผู้สลดในใจอนาถอยู่แล้วนั้น ครั้นล่วงเวลามาในราตรีก็เกิดความสลดสังเวชทวีขึ้นอิก, ไม่ใช่เพราะโดยอาการไข้ได้ซุดทวี เพราะอาการนั้นได้หนักเพียบอยู่เต็มที่ของมันเสียแต่เดิมแล้ว แต่ยิ่งสังเวชสลดในใจหายอาไลยทวีขึ้นด้วยเหตุอื่น.

แม่ประไพนั้นจัดการพยาบาล แลวางคนพยาบาลทุกอย่าง ที่นอนสอาด เตียงไม้สอาด ผ้าสอาด หมอนสอาด ถ้วยแก้ว ถ้วยยาเครื่องใช้สอาด มีผู้ให้ปัดยุง มีเครื่องหอมเผาส่งกลิ่นหอม จัดน้ำร้อนน้ำดอกไม้ อาหารน้ำ กระโถนคนโทอะไร ๆ ทุกอย่างที่สอาดเสร็จสิ้นไม่ขัดแคลน หล่อนจัดการโดยเต็มใจเต็มกำลังให้ทุกสิ่งเปนไปโดยเรียบร้อย ครั้นเวลาดึก ข้าพเจ้าผู้อกสั่นขวัญหายอยู่แล้วนั้น นึกถึงแม่ประไพทำไมยังไม่ขึ้นมานอน ข้าพเจ้าคอยๆ นานเข้าก็สงไสย, จึงค่อยย่างเท้าลงไปข้างล่าง ที่นั้นเงียบสงัดสิ้นแล้ว อากาศค่อยเย็นลงแล้ว ข้าพเจ้าเดินตรงมายังห้องป่วยซึ่งไขไฟฟ้าดวงหนึ่งสว่างอยู่ สาวใช้พยาบาลไปต้มน้ำร้อน ข้าพเจ้าผลักประตูห้องคนไข้ แง้มออกมองดูไปในห้องนั้น เห็นที่นั้นเงียบสงัดเหมือนภายนอก ที่นั้นไม่มีใครอยู่นอกจากผู้ที่อยู่บนเตียง, บนเตียงมีผู้ป่วยนอนหลับ แลข้างคนป่วยซบหน้าอยู่นั้นคือแม่ประไพ !

แม่ประไพซบหน้าชิดอยู่ข้างคนป่วย หล่อนร้องไห้ซบสอื้นอยู่หนัก.

ข้าพเจ้าแลตลึงไปคิดว่า โอ้, แม่ประไพ ทำไมร่ำรักร่ำอาไลยในผู้ป่วย ราวกะเปนพี่สาวหรือมารดา หรือว่ารักยิ่งกว่านั้น ทำไมแม่ช่างสงสารแม่ปรุงนัก ทำไมรัก ทำไมสงสารแสน จนแม่นี้ซบสอื้นโศกาอยู่ไม่เปนสมประฤดี.

ข้าพเจ้าอยากเข้าไปปลอบแม่น้องอย่าร้องไห้ ข้าพเจ้าอยากเข้าไปกอดเท้าแม่ปรุงรำพรรณ แต่อกใจข้าพเจ้าไหวหวั่น ที่ได้เห็นหญิงร้องไห้อาไลยรักหญิง, อนาถใจยิ่งกว่าที่จะได้เห็นชายจะร้องไห้ แลการอนาถใจยิ่งทวี ๆ โดยหญิงที่ร้องไห้ซิกซี้อยู่นั้นเปนแม่ยอดเสนหาน่าเอ็นดูของข้าพเจ้า.

ข้าพเจ้าตลึงไป ขาแขง ไม่อาจจจะย่างเท้าเก้าเข้าห้องไปปลอบน้องได้ พออกอั้น น้ำตาก็ไหลออกมาเสียเอง โอ้, แม่ปรุง ช่างน่าทุเรศ โอ้, แม่ประไพ ช่างแสนเทวศ ไฉนน้องรักร่ำรักแม่ปรุง ไฉนน้องสอื้นอ้อนอ่อนใจ โอ้, แม่น้องนี้ช่างใจอ่อน ถ้วนหน้าแม่เมตตา ถ้วนหน้าแม่ปราณี บัดนี้หญิงผู้ยากอันไร้ญาติได้มาสำนักที่แห่งน้องรัก เพื่อให้โอกาศนิ่มน้องรักษาพยาบาล แม่นี้เองเคยทุกข์แค้น จึงมีจิตคิดสมเพชหญิง หญิงผู้มีช่องต้องทุกข์ภัยได้ทั่วไป หญิงนี้ผู้เคยงามสง่า แม่มาได้เหนตกยากเปนพ้นใจ น้องรักสงสารแสนด้วยคิดถึงตัวเอง อกหญิงรู้อกหญิง น้องรักจึงยิ่งเทวศครวญ โอ้, แม่ประไพเอ๋ย อย่าร้องไห้ไปเลย พี่ไม่ทำน้องให้หมองหมางถึงเพียงนี้ พี่จะสงวนยิ่งดวงชีวี โอ้แม่นี้อย่าด่วนน้อยใจ.

ข้าพเจ้าขยับเข้าจะไปปลอบหล่อนเสียให้ได้ รวนๆ, ใคร่เข้าไปกอดประทับไว้ รวน ๆ ใคร่ไปจูบจอมถนอมเกล้า แต่เร่งสำนักตัวว่าตัวเองกำลังน้ำตาไหลพรากสอื้นอ้อนยิ่งกว่านั้นอยู่แล้ว หากจะไปรับขวัญน้องแก้ว แม่จะรู้ว่าตัวข้าผู้เปนชาย ช่างใจอ่อนกว่าผู้หญิงนี่กระไร ข้าพเจ้าจึงตะกายถอยมายังห้องนอน, นอนคอยหล่อนด้วยอ่อนจนอกโรย เดินมาถึงห้องได้โดยยาก น้ำตาไหลพรากแพรวตา แทบน้ำตาจะบังหน้ามิให้เห็นทางเดิน.

ข้าพเจ้ากลั้นสอื้นไม่ได้ กลืนน้ำตาไม่ไหว เร่งเห็นภาพของหญิงกอดกันร้องไห้ ยิ่งใจหายวาบวับ. หญิงหนึ่งแจ่มใส หญิงหนึ่งเหลือแต่ทราก หญิงหนึ่งอุดมลักษณ หญิงหนึ่งกายซุดโซม หญิงหนึ่งเต็มไปด้วยความหวังใจในสุขของโลก หญิงหนึ่งจะตายอยู่รอน ๆ หญิงหนึ่งสมบูรณ์พร้อม หญิงหนึ่งสิเสียหายยากแค้นแสนเขญ ตกอับลับชื่อลับเกียรติยศ ทรมานจนป่วยกาย ทรมานใจจนสิ้นแรงอยู่ร่อแร่.

ข้าพเจ้าอนาถใจ ยิ่งน้ำตาไหลยิ่งคร่ำครวญ. พอข้าพเจ้าระลึกได้ถึงถึงเหตุหนึ่ง ก็พอข้าพเจ้าอนาถใจแทบใจจะขาด โอ้, ข้าพเจ้าอกโอ้—อนาถใจอยู่ครันแล้ว บัดนี้ข้าพเจ้าคิดเหตุได้ข้าพเจ้าอนาถใจทวี ๆ ๆ.

แม่ประไพหน้ะ ไม่ใช่ร่ำรักเพราะสมเพชเวทนาแม่ปรุงด้วยเปนหญิงด้วยกันอย่างเดียว หล่อนมีเหตุเวทนายิ่งกว่านั้น โอ้, อกเอ๋ย หล่อนเวทนาแม่ปรุงยิ่งกว่านั้น หล่อนคิดถึงบิดาหล่อนผู้ทำแก่แม่ปรุง, ป๋าหน้ะเปนเชื้อสายผู้บังเกิดเกล้าของหล่อน หล่อนเองอนาถใจที่ป๋าได้ทำแก่แม่ปรุงถึงเพียงนั้น ทำแม่ปรุงให้เสียหาย จนแม่ปรุงตรอมใจเกือบจะตาย หล่อนอนาถใจ, เหมือนได้รับทุกข์แทนบิดา เท่ากับหล่อนเหมือนว่าได้ทำแก่หญิงผู้นี้ให้ทุกข์แค้นแสนสาหัสเอง คล้ายข้าพเจ้าผู้โศกทวี เพราะสำนึกว่าคล้ายข้าพเจ้าได้ทำแก่หญิงผู้ป่วยอยู่นี้เอง !

บัดนี้หญิงนั้นผู้มีกายโซมเหลือแต่ทราก, ผู้มีใจหวังแห่งความดีต่อภายน่าได้แตกเลอียดไป เปนความหวังดีไม่มีคืนมาได้—ผู้นี้ได้มาตกอยู่สำนักนี้ หญิงเจ็บนี้ได้ตกมาในมือหล่อนให้หล่อนรักษาพยาบาล หญิงผู้ซึ่งบิดาหล่อนได้กระทำประทุษร้ายทุราจารแล้ว หญิงผู้บิดาหล่อนได้ทำให้ยับเยินแลจวนจะตายแล้วนั้น มาได้พึ่งแม่ประไพให้รักษา แม่ประไพเห็นเปนพยานของการชั่วร้ายแห่งบิดา แม่ประไพเสียใจอาไลยรักแลเวทนาหญิงนี้เปนอย่างยิ่ง ถ้าหญิงนี้ตาย โทษหล่อนจะไม่รู้จักเหือดหาย เพราะพยาบาลหญิงนี้ให้ถึงตาย เพราะจะไม่ได้ชุบเลี้ยงหญิงนี้ใหม่ ใช้เนื้อในค่าที่บิดาหล่อนทำให้เสียหาย !

เพราะฉนั้นแม่ประไพอาไลยลาน ป่วนปั่นกลัวหญิงนี้จะวายชีพ หล่อนยิ่งคิดยิ่งสงสาร ผู้นี้ซึ่งเคยชื่นบาน ผู้นี้จะวายปราณอยู่รำมะร่อ ถ้าตายแล้ว ความชั่วของพ่อจะไม่รู้จักบันเทา แม่ประไพยิ่งซบเซ้ายิ่งอาไลยลาน.

ข้าพเจ้ายิ่งระลึกความเก่ายิ่งสลดใจ ยิ่งรู้ความห่วงใยของแม่น้องรัก ยิ่งอนาถใจทวี ถ้าแม่ปรุงนี้เปนอันตราย แม่น้องมิหมองไหม้หนักหรือ.

โอ้แม่ประไพเอ๋ย แม่ช่างมีใจกรุณา แม่เคยรู้จักความยาก แม่เคยรู้จักความสุขสำราญ แม่สงสารหญิงเพราะเปนหญิงด้วยกัน แม่คิดถึงตัวเมื่อแม่เคยยาก แม่คิดถึงอกเขาอกเรา คราวซ้ำคราวถูกทรมาน แม่จึงอาไลยลานด้วยความสมเพชเวทนา, แม่น้องช่างรู้จักคุณบิดามารดาด้วย แม่น้องรู้จักคุณคนทั่วไป โอ้, น้องรักเอ๋ย อย่าเฝ้าโศกาลัยให้อ่อนแรงเช่นนั้น พี่เห็นแล้วยิ่งสงสาร พลอยให้พี่นี้ยิ่งทุกข์ทรมาน ยิ่งเศร้าสร้อยละห้อยไปด้วยน้อง น้องรักเอ๋ย อย่าโศกาเลย พี่ไม่ทำน้องได้ถึงเพียงนั้น พี่จะถนอมแม่ไว้มิให้นิ่มน้องหมองนวลสักเท่ายองใย.

ข้าพเจ้าเฝ้าร้องไห้ พอมีกายหนึ่งเดินเข้ามา ข้าพเจ้าก็ลุกขึ้นไปคว้าเอามาโอบอุ้มกอดไว้ สัมผัสกายใจยิ่งเตือนให้พิศวาศ ยิ่งเตือนให้อาไลย ข้าพเจ้าก็ซบหน้าสอื้นน้ำตาไหลบนกาย—ของน้องรัก.

พอหน้านวลเงยขึ้นต้องแสงไฟฟ้า ข้าพเจ้าเห็นเปนหน้าโศก มีน้ำตาไหลพรากลงแก้มอันนิ่มเนื้อ, ไนยตาโศกยิ่งชวนข้าพเจ้ากำศรด หน้าโศกของน้องยิ่งชวนใจให้เสนหา ข้าพเจ้าก็พร่ำสูดที่หน้าน้องนั้นเสียยกใหญ่.

พอวายเพ้อ ข้าพเจ้าประคองถามว่า “คนไข้เปนอย่างไรบ้างนะแม่เอ๋ย ?”

หล่อนตอบว่า “หลับสบายข้ะ.”

ข้าพเจ้าบ่นว่า “หลับไม่สบายหน้ะ.”

แล้วก็กอดน้องไว้แน่น กลัวหล่อนจะไกลตัว.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ