บท ๒๖ เครื่องบูชา

ข้าพเจ้าเร่งถอยมาดีกว่า หาไม่จะร่ำไรร้องไห้รัก. ข้าพเจ้าถอยออกจากกระท่อมไนยตามัว ออกจากกระท่อมซึ่งเปนเคหะอันเลวที่สุด สำหรับคนซึ่งเคยอยู่ตึกกว้านบ้านช่องใหญ่โตระโหฐานผู้ซึ่งบัดนี้ได้ร่วงโรยแล้ว.

ข้าพเจ้าเดินมา ตามัว คล้ายว่าคล้ำด้วยน้ำตาร่ำ, ลมเย็นในสวนพลูกระทบให้หนาวใจ. เสียงสัตว์แลแมลงซึ่งแว่วๆ เหมือนอย่างแว่วเสียงสำเนียงนาง ผู้มาร้องครางครวญชวนตั้งหน้าไปสู่สวรรค์ ทำให้สท้านหนาว โลมาซ่าสร้าน เสียงเหมือนหล่อนขานอยู่ลอย ๆ เหมือนอย่างจะว่าหล่อนได้ยินแว่ว ๆ ว่าเราจะมาช่วยค้ำให้หล่อนไปสู่สวรรค์ บัดนี้หล่อนกำลังวิ่งมาฟังความตกลงของเราแล้ว.

“คอยด้วย—คอยด้วย ร้องไห้อยู่ที่ไหน.”

เสียงคล้ายผีหลอก.

ข้าพเจ้าสู้มันผู้มีกำลังชะนะ เพราะข้าพเจ้าไม่เมา มันเมาสุราเสียท่าเซตัว.

ข้าพเจ้าไม่ถูกแทงทลุ เพราะแม่ประไพให้เสื้อหนังสัตว์ใส่กันตัวมา ข้าพเจ้าคิดขอบคุณแม่หนูนั้นหนักหนา หล่อนจะรู้ว่าข้าพเจ้าจะถูกทำร้ายหรือไฉน จึงได้ให้เสื้อใส่มา.

แล้วข้าพเจ้ารู้สึกหนาวเย็น รู้สึกตัวเบา การร้องไห้มาก ๆ แลจุกใจมากๆ ทำให้รู้สึกโผเผ ข้าพเจ้าแว่วเสียงให้หวั่นหวาด นึกว่าแม่ปรุงมาเรียกหาด้วยเสียงอ่อนหวาน.

ขณะนั้นข้าพเจ้าได้ยินเสียงกระซิบเรียกข้าพเจ้าว่า “คุณหลวง—คุณหลวง” ข้าพเจ้าเร่งหวาดใจหมายว่าหล่อนนั้นมาใกล้ได้เปนพยานในความเจตนาจะทำบุญของเรา พอมีมือมาแตะที่บ่าข้าพเจ้า.

ข้าพเจ้าเหลียวตลึง ก็พบหน้านายขบวนเข้าหน้าต่อหน้า !

“นี่คุณไม่ตายหรอกหรือ ?” เขาถาม.

“ไม่ตาย แต่เกือบตาย” ข้าพเจ้าตอบ.

“ทำไมเกือบตาย?”

“ร้องไห้เกือบตาย.”

“หมายว่าจะมีใครทำร้าย ไม่มีใครทำร้ายหรอกหรือ?”

“เปล่าเลย มีแต่ทำร้ายหัวใจ คำเขาแทงใจเข้าไปลึกปวดปลาบแปลบ แต่มีดซึ่งเขาแทงเต็มแรงนั้นถูกหลังหน่อยเดียว.”

“เจ็บไหม เข้าลึกไหม.?”

“เจ็บ แต่เห็นจะไม่—เพราะฉันใส่เกราะ. นี่ทำไมเธอรู้.”

“แม่ประไพบอก.”

“แม่ประไพ (หน้ะ) หรือ !”

“จุๆ อย่าอึงไป หาไม่หล่อนจะถูกเฆี่ยนลายตลอดตัว.”

“นี่แม่ประไพไปตามนายขบวนอย่างไร?”

“ไปถึงบ้าน ผมไม่อยู่ หล่อนคอยอยู่นาน ครั้นผมกลับมา หล่อนบอกด้วยความตกใจเปนกำลัง แลมีหน้าทุกข์โศกเปนอันมาก ตามเหตุที่คุณถูกเชิญโดยป๋าของหล่อน.”

“ทำไมรู้ว่าฉันจะถูกทำร้าย.”

“ถ้าคุณจะมาขึ้นรถเสียก่อน ผมจะเล่าให้คุณฟัง.”

นายขบวนก็ชวนข้าพเจ้าขึ้นรถม้า, บอกสารถีให้ขับไปยังบ้านถนนสระปทุม, แล้วนายขบวนจึงเล่าว่า “เมื่อตวันบ่ายป๋าแม่ประไพเรียกหล่อนไปพูดว่า เออนี่แน่ แม่ประไพ อ้ายเพื่อนของเรามันรักเจ้ามากอยู่ เจ้าไปเชื้อเชิญมันคงไม่ขัดขวาง เย็นวันนี้จงไปบอกนายเจียรให้มาพบกับป๋า ๆ จะสั่งลาเขาไปหัวบ้านหัวเมือง ถ้าเจ้าไปไม่ได้ตัวเขามาป๋าจะเฆี่ยนลายทั้งตัว.”

“แล้วทำไมหล่อนรู้ว่าเกลอจะทำร้ายฉัน.”

“หล่อนสงไสย หล่อนไปแอบมอง เห็นป๋าลับมีดเห็นชมเชยมีด แลหล่อนได้ยินเขาบ่นถึงเรื่องรัก แลเรื่องแก้แค้น แลเรื่องจะกำจัดผู้ร่วมชมในแม่ปรุง แม่ประไพคงรู้ชัดว่าจะเรียกคุณมาทำร้าย หล่อนจึงหน้าซีดไม่มีเลือด—”

“แม่คุณ เจ้าแม่นา หน้าตาทุกข์ตรมราวกะถูกเขาพาไปรีดเอาชีวิตออกจากร่าง.”

“จึงให้เสื้อใส่กันตัว.”

“แม่เจ้าประคุณของฉัน บุญคุณของหล่อนไม่มีที่เปรียบ ไม่ตายจะแทนคุณ.”

“ไม่ตายมาแล้วอย่างไร เหลือแต่จะแทนคุณ, ห้ะๆ.”

“หล่อนบอกห้ามคุณไม่ให้มาไม่ได้ ป๋าจะเฆี่ยนลายทั้งตัว.”

“เจ้าแม่นา น่าสงสาร.”

“หล่อนมาบอกผม ๆ รีบมา ๆ ไม่ทันนี่ดึกแล้ว.”

“เดี๋ยวนี้หล่อนอยู่ที่ไหน.?”

“เข้านอนบ้านป้าแล้ว หล่อนชี้ทางไปกระท่อมให้ผม หล่อนใจหายจนหน้าไม่มีเลือด ร้อนใจกลัวคุณจะตายแทบอกแตก นี่คุณเห็นว่าหล่อนจะพ้นภัยไหม?”

“ป๋าหล่อนใจอ่อนแล้ว ใจมันกลายเปนเด็กไปใหม่ มันจะไม่ทำร้ายลูกมันหรือใครๆ.”

“พรุ่งนี้เช้า คุณจงรีบมาเยี่ยมแม่ประไพโดยด่วน แสดงว่าคุณไม่เปนอันตราย หาไม่หล่อนจะวิตกอกแตกตาย.”

“ฉันจะมา จะขอบคุณหล่อนเสียใหญ่, จะทำขวัญเสียใหญ่, นี่ฉันถูกเรียกไปโดยอ้ายมารคนนั้น หมายว่ามันจะเรียกไปขอบใจที่เราช่วยมันให้พ้นตายจากมือคนร้าย มันกลับตรงเข้าแทงเอา.”

“ด้วยเรื่องอะไรหนอ ?”

“มันหึงอย่างไร มันบอกว่าผู้ที่ร่วมรสชมในแม่ปรุงกับมันด้วยกันนั้นจะอยู่ร่วมโลกกับมันไม่ได้ มันต้องผลาญเสียให้เหลือมันคนเดียวที่หล่อนจะรัก แลที่จะรักหล่อน.”

“อ้อ, หวงกลิ่นรส มิให้ชายอื่นคงติดอกติดใจในรสรัก.”

“มันคลั่ง—”

“ไม่คลั่งหรอก ได้ยินว่ามันให้แม่ปรุงสาบาล.”

“มันหรือให้หล่อนสาบาล, มันกล้าให้หล่อนสาบาลเจียวหรือ !”

“มันให้สาบาลว่าหล่อนจะไม่รักใครอิกนอกจากมัน มิหนำซ้ำให้หล่อนกินน้ำสาบาลด้วย มันเปนผู้ป้อนน้ำสาบาลให้หล่อนกลืน.”

“เอ! อ้ายถ๊อย!”

ข้าพเจ้าร้องได้คำนี้ แล้วยิ่งคิดฤษยานี่กระไร อยากแทงมันเสียสักเจ็ดแผลให้สมกับค่าที่มันหยาบหยามข้าพเจ้าใจเสียอ่อนระทวย อารมณ์เสีย ราวกะถูกพิษลูกศรซึ่งจุ่มปลายด้วยยาพิษ เร่งคิดเคืองแค้น เร่งคิดลห้อยเลหี่ยเสียใจ, เร่งคิดว่าไม่มีอะไรเหลืออยู่ ซึ่งแม่ปรุงยังไม่ถูกหยาบหยามข้ามหน้าข้าพเจ้า ๆ ยิ่งกัดฟันมันไส้ ใจร้อนยังไฟจี้ แทบจะคิดว่าถ้ามันทำหยาบหยามแก่หล่อนประชดข้าพเจ้าได้ถึงเช่นนี้ ทำไมข้าพเจ้าไม่หยาบหยามต่อภรรยาข้าพเจ้าประชดประกวด “โชว์” มันให้มองเล่นเห็นดูจนตาค้าง ทำประชดแข่งขันกับมันเสียใหญ่ให้สาใจที่มันหึงษา.

ข้าพเจ้าพูดออกมาได้ จึงถามว่า “นายขบวนรู้มาจากไหน?”

“มันคุยโผง.”

ท่านสหายตอบ. “มันทำเช่นนี้เพื่อจะปิดประตูค้า.”

“ชิๆ เพื่อจะปิดประตูตีแมวหน้ะไม่ว่า ว่าแต่มันหยาบคายอะไรอิก แลให้หล่อนสาบาลอะไรอิก”

“บังคับให้หล่อนสาบาลโดยวิธีอนาจารก็หยาบอยู่พอแล้ว แต่ส่วนสัญญาสาบาลด้วยข้ออื่นนอกจากให้หล่อน “รัก” มันหล่อนไม่ยอมสาบาลให้.”

“แลมันไปคุยป่าวร้องทั่วหมด.”

“งั้นซี เพื่อให้ผี เทวดา แลมนุษเปนพยานในความรักใคร่พิศวาศของเขาทั้งสองอย่างไรเล่า.”

“แลมันจะกำจัดฉันผู้เข้าหุ้นส่วนบริษัทรักด้วย.”

“งั้นซี เขาจะตั้งทุนจำกัดคนเดียวอย่างไร.”

“ชิๆ สมหน้าที่ล้มละลาย สมหน้าที่หนีหน้าซุกซ่อนไป.”

พอเรามาถึงบ้าน นายขบวนมาส่งข้าพเจ้าขึ้นบนเรือน.

นายขบวนถามว่าถูกแทงที่ไหน.?

ข้าพเจ้าชี้ให้ที่ล่างของไหล่ซ้าย.

เธอจึงถามว่าเจ็บหรือเปล่า. ?

ข้าพเจ้าตอบว่าเจ็บแต่เห็นจะไม่เข้า เขาสงไสยด้วยเห็นเสื้อนอกขาด ข้าพเจ้าก็ถอดเสื้อนอกออกแลถอดเสื้อในออก โลหิตก็ไหลพุ่งฉูดจากแผล แลที่ไหลลงตลอดสันหลังแล้วก็มี.

“นั่นแน่ ว่าไม่มีแผลที่ไหนได้.”

บ่าวซักเสื้อผ้า เช็ดโลหิตจากเสื้อนวมให้สอาด.

นายขบวนล้างชะแผลสด จนกายข้าพเจ้าสอาดแล้วก็ราดแผลด้วย “ทิงเชอร์กำยาน” (ประสระกำยาน) อันสมานเนื้อแผลสดได้ดีเร็วที่สุด.

เสื้อทลุสามชั้น ชั้นนอก, ชั้นเกราะ, ชั้นใน, หากมีเสื้อหนังดามนวมกันเปนเกราะอยู่ หาไม่แผลจะลึกถึงโลหิตตกใน.

“ขอบคุณที่แม่ประไพให้เสื้อกันอาวุธ หาไม่จะเข้าลึกมาก นี่จิ้มเข้าไปหน่อยเดียวเท่านั้น จงนอนเสียเถิดขอรับ พรุ่งนี้จะสบาย มะรืนนี้จะหาย มะเรื่องนี้แผลจะตกสะเก็ด.” สหายกล่าวปลอบ.

นายขบวนให้ข้าพเจ้านอน แลนั่งคุยด้วย, เห็นว่าข้าพเจ้าสบายดีแล้ว เธอก็ลากลับบ้าน เพราะเวลานั้นสองยามแล้วเธอก็ขึ้นรถม้าเช่าของเธอกลับบ้าน.

ข้าพเจ้าก็นอนกอดหมอนถอนใจสำราญ รู้สึกหอมหวานในเชิงสวาทแม่รุ่นดรุณีผู้มีใจอารี พรุ่งนี้จะไปเยี่ยมหล่อนให้คลายใจ ว่าตัวพี่หาเปนอันตรายมิได้ ตัวพี่มาขอบใจแม่น้องกลอยสวาท ขอฝากรัก ฝากกาย ฝากชีวีกับโฉมแม่หนูยอดนารีไม่คลาคลาย.

รุ่งขึ้นเวลาเช้าข้าพเจ้าเห็นว่าถึงป่วยเล็กน้อยก็จริง แต่มันเปนการไม่สดวกแก่การไปแลการทำการที่ออฟฟิศ ข้าพเจ้าจึงบอกป่วย โดยให้เด็กนำหนังสือลาไป, ข้าพเจ้าก็นอนสบาย ยิ่งนานนาทีก็นับว่าแผลที่ไหล่ยิ่งหายขึ้นทุกที.

วันนั้นตลอดวันข้าพเจ้าไม่ได้ไปไหน จริงอยู่ข้าพเจ้าได้คิดถึงแม่ประไพด้วยใจพะวงหลายอย่าง นึกขอบคุณที่ได้อุส่าห์ให้เสื้อกันภัย แลขอบใจหล่อนที่อุส่าห์เปนทุกข์ร้อนนี่กระไร, บัดนี้น่ากลัวหล่อนจะตั้งใจคอยข้าพเจ้า ด้วยหล่อนไม่รู้ว่าไปร้ายหรือดีประการใดในราตรีที่แล้วมา.

เวลาเย็นข้าพเจ้าแต่งตัวแล้วจึงขี่รถลากไปจนถึงที่สวนพลูนั้น ที่นั้นเปลี่ยว ข้าพเจ้าต้องแลดูซ้ายขวาน่าหลัง ด้วยยังไม่ไว้ใจคู่วิวาทเมื่อคืนนี้ว่ามันจะปองทำร้ายอิกหรือไม่ ข้าพเจ้าถือไม้เท้าเตรียมตัวไว้พลางก็ค่อยเดินมา คิดหวาดหวั่นว่าไม่ได้ชวนนายขบวนมาเปนเพื่อนกัน.

ข้าพเจ้าค่อยเดิน แลคอยลอดตาส่ายระวังภัยไปพลาง พอลอดไปเห็นแม่ประไพยืนเด็ดใบพลูอยู่กับเด็กสองสามคน ข้าพเจ้าก็ร้องเรียกชื่อหล่อน หล่อนจ้องมองมา พอแลเห็นข้าพเจ้าก็โดดข้ามท้องร่องสองสามร่วงแลไต่ไม้ข้ามแลวิ่งถลามามิช้าก็มาถึงข้าพเจ้า.

หล่อนโถมกอดข้าพเจ้าไว้แน่น.

ข้าพเจ้าได้เห็นหล่อนกำลังวิ่งมานั้น สังเกตว่ามีหน้าตาผิดปรกติยิ่งนัก, เมื่อเย็นวานข้าพเจ้าได้เห็นหน้าซีด ตาลอย ไม่ผ่องใส ดูซีดสลดไปหมด มาได้เห็นหล่อนเดี๋ยวนี้ดูยิ่งกว่านั้นหลายเท่า หล่อนมีสีหน้าเผือดหน้าแห้งไนยตาลอยกระบอกตาลึก เมื่อมาโถมกอดข้าพเจ้าไว้หล่อนหายใจหืดหอบ, อาการหรือสีหน้าทุกอย่างแสดงให้ข้าพเจ้ารู้เหตุทันที.

พอหล่อนถามว่าคุณไม่ตายดอกหรือ. ?

ทำให้ข้าพเจ้ายิ่งรู้ความในของหล่อนทวี.

คือหล่อนเปนห่วงข้าพเจ้ายิ่งนัก, เมื่อคืนนี้หล่อนไม่ได้ข่าวคราวถึงข้าพเจ้า ไม่รู้ว่าตายหรือเปน จึงได้เปนห่วงใยอาไลยหายิ่งนัก ด้วยกลัวที่พึ่งที่รักของหล่อนจะบรรไลยหายสูญไป คเณได้ว่าหล่อนเปนทุกข์หนัก ไม่กินไม่นอน ตรมตรอม แลร้องไห้น้ำตาเปนคราบทั้งกลางคืนกลางวัน.

เย็นวันนี้สิหล่อนเห็นข้าพเจ้ามาแล้ว ข้าพเจ้ายังไม่ตาย หล่อนดีใจเหลือแสน หล่อนวิ่งมาถึงก็กอดรัดไว้ ข้าพเจ้ารู้สำนึกตัวว่าได้ทำผิดสนัดใจที่ไม่ได้มาเยี่ยมหล่อนเสียแต่เวลาเช้า ทิ้งให้หล่อนโศกตรอมตลอดวันเวลาสิบสองชั่งโมง เปนเวลาที่หล่อนได้ทนทุกข์ทรมานใจเปนห่วงอาไลยถึงข้าพเจ้ายิ่งนัก.

หล่อนกอดข้าพเจ้าน้ำตาไหล ดีใจแทบพูดไม่ออก ข้าพเจ้าอุ้มหล่อนขึ้นได้ก็ใส่เสียฟอด ๆ ใหญ่จนลืมกาย แสนพิศวาศราวกะต่างตายแล้วเกิดใหม่ได้มาพบกันอิก.

ข้าพเจ้านั่งลงที่ชายท้องร่อง แสร้งยิ้มปลอบว่าร้องไห้ทำไม หล่อนเช็ดน้ำตาพลางตอบว่าดีใจจนน้ำตาไหล ดีใจเหลือเกินที่ได้พบข้าพเจ้าอิก.

ข้าพเจ้ากล่าวว่า ข้าพเจ้ารู้แล้วว่าหล่อนจัดการอย่างไร แลทนทุกข์อย่างไร ข้าพเจ้ารู้สึกขอบใจเปนอันมาก.

หล่อนว่า “โอ้, นี่คุณทำไมรอดมาได้.”

ข้าพเจ้าตอบ “เพราะหล่อนช่วย.”

“ช่วยอะไรคะ?”

“ช่วยให้เสื้อเกราะ เพราะเสื้อเกราะนั้นกันอยู่ ป๋าจึงแทงไม่ทลุ.”

“ตายจริง คุณถูกแทงหรือ ?”

“ถูกแทงเต็มแรงจ้ะ.”

“พุโธ่ เจ็บไหมคะ?”

“ก็เจ็บ แต่ไม่เปนไร เสื้อเกราะกันไว้ได้.”

“โอ้, คุณคะ, ฉันหมายว่าคุณตาย ฉันสิ้นที่พึ่งแล้ว ฉันร้องไห้ อยากตายเสียด้วย คุณยังไม่ทราบหรือว่าฉันนี้ยังมีคนปองร้าย คุณพระนั้นอย่างไร ให้คนมาด้อมจะทำร้ายฉันเสมอ.”

“อย่าหวาดหวั่นนักเลย แม่น้องรัก เราอยู่ดี ๆ ใครจะมาทำอะไรเราได้.”

“คุณไม่รู้ว่าคุณพระชั่วเลวเท่าไร ฉันทราบว่าถ้าสิ้นคุณเปนที่พึ่งฉันก็อยากจะตายเสียด้วย โธ่, ฉันร้องไห้ตลอดคืนตลอดวันไม่รู้ข่าวว่าดีร้าย.”

“ฉันไม่เปนอันตรายแล้ว จงวายวิตกเถิด, ขอโทษที ฉันรู้ว่าหล่อนวิตกยังงี้ มิมาให้หล่อนเห็นหน้าเสียแต่เช้าแล้วหรือ คราวนี้จงวายโศกเถิดจ๊ะ.”

ข้าพเจ้าปลอบฟอดให้อิก หล่อนค่อยมีหน้าตาผ่องใส แล้วถามว่าเมื่อไรจะพาหล่อนไปอยู่ด้วย ข้าพเจ้าว่าอยู่นี่ไปก่อนจะกลัวอะไร.

หล่อนว่ากลัวภัยน่าซี.

ข้าพเจ้าจึงว่าอยู่กับป้า ให้ป้าเปนผู้ปกครองไปพลาง.

หล่อนว่า “ป๋ามอบฉันให้คุณปกครองไม่ใช่หรือ.”

ข้าพเจ้าว่า “ป้าแกรู้แล้วหรือ ?”

หล่อนว่า “ป๋าสั่งป้าแล้วด้วย ให้มอบฉันให้คุณปกครอง.

ข้าพเจ้าจึงว่า “ดีหละ, ฉันจะปฏิบัติตามคำป๋าของหล่อน. นี่ป๋าหล่อนเขาไปหัวเมืองแล้วหรือ หรือยังอยู่ที่กระท่อมนี้.”

หล่อนตอบ: “ป๋าไปหัวเมืองแล้วหรือยังไม่ทราบ แต่ไม่ได้อยู่กระท่อมนี้แล้ว ฉันมาแอบมองดูที่กระท่อมแต่เช้าไม่เห็นมีใครอยู่ แลไม่เห็นเข้าของ ๆ ป๋าทั้งสิ้น.”

ข้าพเจ้าว่า: “ถ้ากระนั้นป๋าคงไปหัวเมืองแล้ว.”

หล่อนว่า “โอ้, คุณอย่าเพ่อไว้ใจ แต่ก่อนฉันก็ยังถูกเฆี่ยนบ่อย ๆ ป๋าใจร้ายนัก.”

ข้าพเจ้ากอดหล่อนไว้แลแสดงขอบใจที่หล่อนช่วยตักเตือน.

ดูหน้าตาแม่ประไพค่อยชุ่มชื่นขึ้นเปนอันมาก ราวกะคนละคน ข้าพเจ้ายิ่งมีความยินดีมากที่ได้เห็นว่าข้าพเจ้าได้สนองคุณหล่อนเปนผลดีเปนอันมาก ที่มาเยี่ยมเยียนให้หล่อนเห็นหน้าจนหน้าตาหล่อนแจ่มใส.

ข้าพเจ้าไปเยี่ยมคุณป้าซึ่งบอกข้าพเจ้าว่าแม่หนูรักป๋านี่กระไร รู้ว่าป๋าจะห่างไกลไปเมืองเหนือ แม่ประไพก็ร้องไห้ทั้งกลางคืนกลางวัน จนป้ารำคาญใจอยากจะยอมให้ไปเสียกับบิดาด้วยแล้ว.

ข้าพเจ้าตอบว่า ข้าพเจ้าได้ปลอบหล่อนให้วายคิดถึงป๋าแล้ว แลฝากฝังหล่อนกับป้า ให้ป้าดูแลหล่อนอย่าให้เกิดเหตุเภทภัยขึ้นได้ แล้วข้าพเจ้าก็ลามา.

หล่อนตามมาส่งอย่างเคย พูดว่า “เมื่อวานนี้คุณให้ของกำนันแก่ฉัน ฉันไม่ใยดี ไม่ได้เอามา. เพราะคุณตกอยู่ในระหว่างอันตราย ฉันจึงไม่มีความดีใจในเข้าของได้ บัดนี้คุณพ้นภัยแล้วฉันสบายใจ, ถ้าจะให้อะไร ๆ ฉันก็ต้องดีใจ.”

ข้าพเจ้ารับรองว่าจะเอาของนั้นมาให้ แลจะหาสิ่งอื่น ๆ มาให้อิก แล้วก็ลาหล่อนมา. ตั้งแต่นั้นมาข้าพเจ้ารู้ได้ว่าถ้าแม่ประไพไม่ได้เห็นหน้าข้าพเจ้า หล่อนก็ไม่มีความสบายเลย.

ต่อมาไม่ช้าวัน ข้าพเจ้ารับจดหมายซึ่งทิ้งไปรสนีย์มาให้ข้าพเจ้า ๆ เห็นซองเก่าคร่ำคร่า แลเห็นจดๆ หมายด้วยเส้นดินสอดำด้วย ข้าพเจ้าก็ขันใจ จึงฉีกผนึกอ่านดู ความในจดหมายมีว่า “ฉันขอลาคุณแล้ว คุณจะไม่ได้เห็นหน้าฉันอิกเลย, นอกจากจะไปยังนครเชียงใหม่จึงจะเห็นฉัน แต่เปนการยากที่จะรู้ตัวฉัน เพราะฉันเปลี่ยนชื่อเสียแล้ว ขออย่าลืมความในค่ำวันนั้น ขอจงยกโทษให้หล่อน แลขอรักษาลูกหญิงฉันอย่าให้มีอันตรายด้วย—จากคนอันลับหน้าแล้ว—ภ.”

ตัว ภ. นี้แทนคำว่า “ภูต” ก็ได้ แต่เรารู้ว่าเปนจดหมายของนายภักตร์ ซึ่งบัดนี้ไม่มีใครเรียกว่าคุณภักตร์เสียแล้ว เพราะเขาได้เปลี่ยนชื่ออื่นชื่ออะไรก็ไม่รู้ ทั้งจดหมายนี้ไม่มีประโยชน์อะไรนัก นอกจากทำให้ข้าพเจ้าวางใจ ว่าเขาไปยังหัวเมืองเสียแล้ว ทั้งตราไปรสนีย์ก็บ่งว่าจดหมายนั้นมาจากหัวเมือง จึงเปนที่ไว้ใจของข้าพเจ้าว่าผู้ปองร้ายนั้นได้ไปลับหูลับตาแล้ว.

วันหนึ่งเวลาเย็น คุณป้าแวะมาหาข้าพเจ้าถึงบ้านข้าพเจ้า ทั้งแม่ประไพก็มาด้วย คุณป้าแกบอกว่าเอาของกำนันมาให้.

ข้าพเจ้าถามว่า เมื่อไรคุณป้าจะหยุดการส่งสร่วยพลูเสียที.

ป้าบอกว่าไม่เปนไร ที่สวนมีถม.

ข้าพเจ้าว่าที่นี่ไม่ใคร่ต้องการพลูเสียแล้ว. แล้วก็หวนคิดถึงแม่ปรุงซึ่งชอบกินหมากจัดสักหน่อย, คุณหลวงดำริห์ที่บ้านสวนเปนผู้ส่งสร่วยหมากน่าฝาดๆ จากท้องสวนของท่าน ส่่งมาให้เสมอ ๆ เพราะฉนั้นบ้านเราไม่ขาดหมาก แม่ปรุงกินหมากจนฟันดำงามราวกะแสงสีปีกแมลงทับ เมื่อมีผู้เอาพลูงามๆ มาให้ข้าพเจ้ากระนี้ ข้าพเจ้าจะไม่คิดถึงแม่ปรุงแลคุณแม่ข้าพเจ้าอย่างไรได้.

สบายหรือแม่ประไพ, สบายหรือคุณป้า?, ข้าพเจ้าทัก

คุณป้าตอบว่าสบายดี, นี่หนูประไพรบเร้าให้มาเยี่ยมบ้านคุณ ป้าก็ต้องมา แลได้เยี่ยมพี่น้องอื่นๆ ตำบลนี้มาด้วยแล้ว ที่บ้านนี้ช่างสุขสบายจริง.

แม่ประไพนำคุณป้าเที่ยวดูระแวกบ้านของเรา.

ข้าพเจ้าก็ตามไปด้วย.

คุณป้าเที่ยวดูผลไม้ดอกไม้ตามที่มีสบายใจ แลเก็บตามที่มีเอาไปด้วย ด้วยข้าพเจ้าอนุญาต.

แม่ประไพจึงช่วยป้าแกเก็บผักบนบก แลผักในสระน้ำใส่กระจาดของป้าเปนกอง.

ข้าพเจ้ามาได้แลดูที่ท้ายบ้านนี้อิก เกิดสังเวชใจนี่กระไร ที่ไม่ควรรกก็รก ต้นไม้บางต้นเคยงามก็ไม่งาม เพราะว่าร้างจากเจ้าของซึ่งครั้งนั้นหล่อนได้ตั้งใจบำรุงถึงขนาด.

เมื่อคุณป้าขึ้นมาบนเรือนก็สรรเสริญว่าทำสวนนั่งเล่นไว้สบายดี แลถามข้าพเจ้าว่าเมื่อไรข้าพเจ้าจะเอาตัวหนูประไพมาอยู่ด้วยช่วยปกครอง.

ข้าพเจ้าว่า อยู่กับป้าที่สวนพลูสบายแล้วก็แล้วไปเถิด อย่าเพื่อเดือดเนื้อร้อนใจเลย.

ป้าบอกว่าแม่หนูหวั่นตัวกลัวภัยมาก ได้มีคนด้อมมองปองร้าย ทั้งที่บ้านสวนพลูนั้นไม่เปนที่มั่นคงอันจะรักษาทรัพย์ของแม่พระไพพ้นอันตรายได้แน่นอน ทั้งหนูประไพมีแต่ร้องไห้ “คิดถึงบิดา” ถ้าได้มาอยู่ที่นี่สุขสบายคงวายทุกข์.

ข้าพเจ้าถามว่า “แม่ประไพพอใจมาอยู่นี่หรือ?”

แม่ประไพร้องว่า “โอ้, คุณคะ ฉันคิดอยากมาทุกนาที.”

ข้าพเจ้าว่า “แล้วฉันจะจัดแจง—จัดแล้วจึงค่อยมาอยู่.”

พอแม่ประไพออกไปรับผักซึ่งบ่าวนำมาเพิ่มเติมอิก

คุณป้าพูดว่า “ถ้ารับตัวนางหนูมาไว้ละก็อย่าใช้อย่างบ่าวอย่างเพื่อนอย่างเดียว ให้ปรนิบัติด้วยเถิด··· มันเปนคนขยันขันแขงทีเดียว มีผัวได้ดี ๆ.”

ข้าพเจ้าถามว่า “ทำไมป้าพูดกระนี้”

ป้าว่า “อ้าว, คุณยังไม่รู้หรือ? มันอาจจะมีลูกมีผัวได้แล้วน็า ก็พ่อมันจะเอาไปขายให้อีตาแก่อย่างไร หากมันยอมแต่ปีกลายละก็ป่านนี้มันออกลูกเสียแล้ว พ่อมันไม่ดี ฉันก็สงสารแม่หนูอยู่มาก.”

ข้าพเจ้าว่า “ฉันรักยิ่งกว่าน้อง.”

ป้าว่า“นั่นแหละ แต่อย่าทำเฉยอยู่ไม่ได้ หญิงนี้มันไวอยู่ ถ้ามีหนุ่มแห่งใดมาต้องตามัน คุณจะชวด—”

ข้าพเจ้าถามว่า “ทำไมป้าจึงร้อนใจที่จะจัดให้ตัวฉันกับแม่ประไพอยู่กินเปนสามีภรรยากันกระนั้น.”

ป้าว่า “พ่อมันเขามอบให้คุณปกครองหรือมิใช่.

“จริงหละ จ้ะ.”

“ถ้ากระนั้นจะให้ฉันเอาตัวมันไว้ให้เสียเข้าสุกทำไม.”

“จริงหละ ป๋าหล่อนได้ฝากฝังฉัน.”

“พ่อมันสั่งฉันเมื่อเวลาเช้าจะไป มันมาปลุกสั่งกะฉันแต่เช้าก่อนแม่หนูตื่น”

“สั่งว่าอย่างไร จ๊ะ?”

“เมื่อเช้ามันจะไป มันมาหาฉันแต่เช้าทีเดียว ดูหน้าตามันเศร้าซึมเซ่อมาก มันบอกว่ามันจะไปถึงเชียงใหม่ เปนห่วงลูก ขอให้ป้ารีบยกแม่หนูให้ไปอยู่กับคุณ มันจึงจะคลายใจวายวิตก มันว่ามันฝากฝังคุณแล้ว ให้ฉันฝากฝังคุณอิกที.”

“จริงหละ ป้า เขาได้เปนห่วงลูกสาวของเขา เขาได้ฝากฝังฉัน นี่เมื่อวานฉันก็ได้รับจดหมายจากเขาบอกให้ช่วยเลี้ยงดูแม่ประไพด้วย ฉันก็จะเลี้ยงดูหล่อนให้มีสุขสบายไม่ฉันทา.”

“ดีหละ แต่อย่าเลี้ยงให้มันอยู่ตัวเปล่าไม่ได้น็า.”

“ถ้าต่อไปภายหน้าหล่อนสมัค—”

“พ่อมันสั่งฉันว่า ขอให้ฉันส่งตัวนางหนูให้คุณ ขอให้ส่งอย่างส่งเจ้าสาว—”

“ว่าถึงกระนั้นเจียว.”

“พูดคาดคั้นมาว่า การใหญ่ที่สุดของมัน—มันมีแต่จะจัดนางหนูให้ได้กับคุณ, มันว่านางหนูจะทำไม่ให้คุณลืมความที่มันสั่งไว้เปนข้อใหญ่.”

ข้าพเจ้าสดุ้งขึ้นทันที ชายผู้นี้รู้ผิดชอบแต่ในราตรีนั้นแล้ว จึงได้มาสั่งป้าแกแต่เช้าก่อนมันจากไป เพราะการใหญ่ที่จะทำให้แม่หนูกับข้าพเจ้าอยู่เปนสามีภรรยากันนั้น เกลอยังไม่ได้จัดการให้สิ้นไป เกลอจึงสั่งป้าให้รีบจัดการเสียจงได้ ข้าพเจ้าคเณดูได้ว่า เกลอตั้งใจมอบแม่หนูซึ่งเปนแก้วตาแลดวงใจของเกลอ ให้แก่ข้าพเจ้าโดยเต็มใจ ทั้งนี้เพราะเกลออยากใช้หนี้ข้าพเจ้าในการสวาทให้เต็มที่ ทั้งเกลอเปนห่วงในถ้อยคำที่สั่งข้าพเจ้าว่าจงยกโทษให้เกลอ แลจงยกโทษให้ “หล่อน”—หล่อนซึ่งมันรัก มันล่วงเลมิด มันทำประจาน ขอให้ข้าพเจ้ายกโทษให้หญิงที่มันรักที่สุดในโลก แลหมั่นสวดมนต์ภาวนาไปให้หล่อนเหมือนอย่างเกลอ แลในการที่เกลอร้อนใจอยากให้ข้าพเจ้าได้เชยชิดพิศมัย ในแม่รุ่นดรุณี เพราะเกลออยากใช้หนี้การประโลมให้ข้าพเจ้า เปนหนี้ซึ่งเกลอได้ทำไว้เมื่อเกลอล้างผลาญการประโลมของข้าพเจ้าเสียใหญ่แทบเลือดตาจะกระเด็น.

บัดนี้จึงแสดงให้เห็นได้ว่า เกลอขอมอบบุตรีอันเปนที่รักใคร่อย่างดวงใจให้ข้าพเจ้า ทดแทนการร้ายของเกลอ แม่หนูจะได้เปนพยานชวนใจให้ข้าพเจ้ายกโทษให้เกลอ แลยกโทษให้หล่อนผู้โน้น—ผู้ซึ่งเกลอได้ช่วงชิงจากข้าพเจ้า ผู้ซึ่งเกลอได้ทำให้ซุดโซมเสียหาย เกลอขอเอาแม่หนูบูชาข้าพเจ้าให้หายจองเวร ให้ไม่ลืมคำสัญญาที่จะไม่ถือโทษหล่อน ผู้ได้เปนภรรยาข้าพเจ้า  แลให้ยกโทษแลให้สวดมนต์ให้หล่อน แลขอให้มันตั้งหน้ารักหล่อนผู้โน้นคนเดียว ข้าพเจ้าไม่ต้องเกี่ยวข้องด้วย—ขอให้มีแต่กังวลการสวาท ในแม่รุ่นดรุณีนี้เถิด เมื่อไม่คิดอาไลยถึงภรรยาเก่า ก็จะได้ไร้ความพยาบาท จะได้ยกโทษหล่อนผู้โน้นตามสัญญา !

ข้าพเจ้าจุกอกตันใจ ที่ได้สำนึกว่าอ้ายชู้มันช่างรักใคร่บูชาหญิงนั้นซึ่งมันได้ร่วมชม แลช่างรักหล่อนติดอกติดใจนี่กระไร จนตัวของตัวมันซุดโซมล้มละลายแล้วมันยังไม่คิดยี่หระในตัวมัน มีแต่ตั้งหน้าคิดรักสวามิภักดิ์ต่อหล่อน ขอช่วยหล่อนให้พ้นมลทินการบาป, ขอสละลูกรักของมัน “บูชายัญ” เสียในนามของความรักแม่ปรุง.

เมื่อมันจะลาไป มันแสดงให้ข้าพเจ้ารู้ว่ามันตั้งใจมอบหมายให้ข้าพเจ้าโดยจริงนี่กระไร ข้าพเจ้าก็นึกสงสารมันผู้ทรหด—ผู้ทรชน, พอแม่ประไพกลับมานั่งด้วย ข้าพเจ้าแลเห็นหน้าหล่อน ก็ยิ่งคิดสงสารบิดาหล่อนจนน้ำตาไหล ข้าพเจ้าพูดกับแม่ประไพว่า “ป๋าหล่อนออกไปหัวเมืองแล้ว ฉันได้รับจดหมายเมื่อวานนี้แล้ว ป๋าก็ได้ฝากฝังมาอิกแล้ว แม่ประไพจงกลับไปกับป้าให้สบายเถิด แล้วฉันจะจัดที่ทางรับหล่อนมาอยู่ด้วยกันเปนสุขสบาย.”

หล่อนลาไปกับป้า ข้าพเจ้าก็เดินไปส่งถึงประตูบ้าน หล่อนลอบจับมือข้าพเจ้า ถือไว้แน่นกระซิบว่า “โธ่, คุณ, อย่าทิ้งฉันนาน ฉันหวั่นใจ จะไม่ได้กลับมาเห็นหน้าคุณอิก ฉันร้อนใจไม่วายเวลา ผู้ร้ายมันมาด้อมมองฉันทุกวัน.”

หล่อนพูดแล้วน้ำตาไหล ข้าพเจ้านึกสงสารแต่ก็ลองกอดไว้มั่นว่า “ใจฉันอยู่กับหล่อนเสมอ ฉันก็กำลังจัดที่ทางจะรับหล่อน ทำไมหล่อนจึงวิตกวิจารณ์ไปเล่า.”

พอคุณป้าร้องเรียกมาว่าเรียกรถลากได้แล้ว.

ข้าพเจ้าก็จับมือเล็กเรียวซึ่งกำลังยึดข้าพเจ้าอยู่มั่นนั้นยกขึ้นจูบยัดใส่ในกระแบะมือให้ เพื่อแสดงว่าจะตั้งใจใฝ่ใจระลึกถึง.

แล้วข้าพเจ้าก็ส่งหล่อนขึ้นรถลากกับป้า ซึ่งกำลังอยู่บนรถลากกับด้วยกระจาดผักนั้นแล้ว.

แม่ประไพขึ้นนั่งข้างกายป้า ป้าแกอำลาข้าพเจ้า ให้เร่งไปเยี่ยมที่สวนเร็วอย่านอนใจ แลให้รีบไปเอาพลูใบงามมาอิก.

“ขอบใจป้า” ข้าพเจ้าว่า.

แล้วรถก็ลากวิ่งไป.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ