บท ๑๙ แท้ง?--ยู?

คราวนั้นอาการป่วยของคุณแม่ข้าพเจ้าเพียบหนักลงมาก ข้าพเจ้าก็มาตกอยู่ในความระเหระหนเองโดยเหตุที่ขาดจากความปรองดองภรรยา เราก็ช่วยกันปิดบังความลับลี้ไม่ให้มี่ฉาวขึ้น ก็เพราะกลัวจะเกิดอับอายเขาทั่วหน้าไป บัดนี้สิแม่ปรุงก็ทวีการน้อยอกน้อยใจเร่งเล่นชู้ขืนดื้อดึงไป เร่งจะทำให้ความลับลี้นี้รู้แซ่กันไปใหญ่ ข้าพเจ้าก็มีแต่จะคอยวันถึงแก่อัประมาณ ถึงแก่เสียเกียรติยศ ซึ่งบัดนี้กำลังคลานมาสู่หาข้าพเจ้าอยู่แล้ว.

เมื่อเปนเช่นนี้ มารดาข้าพเจ้าก็ซุดป่วยหนักลง ทำให้ทวีความทุกข์ซึ่งมีอยู่แล้ว ทั้งมีเวลาจะต้องดูแลพยาบาลมารดามากขึ้น จึงมีโอกาศจะไปตัดกำลังภรรยาที่จะให้เลิกกับชู้ได้นั้นน้อยลง คือการไปด้อมมองเขาเพื่อจะจับได้ให้คามือ จะได้ประจานเขาให้รู้สำนึกอาย เขาจะได้เลิกดำเนิรการลามกต่อไป เหตุร้ายซึ่งจะทำให้ข้าพเจ้าอัประมาณ แลเสียเกียรติยศจะได้หมดเปลื้องไป แต่หามีโอกาศมากไม่ เพราะคุณแม่ท่านป่วยหนักลง ข้าพเจ้าต้องเอาใจใส่ดูแลท่านยิ่งกว่าเก่า.

คุณแม่ช่างรักแม่ปรุงนี่กระไรเลย, เมื่อข้าพเจ้าชวนแม่ปรุงไปนั่งข้างกายคราวไร ท่านชอบจับมือจับแขนทูนหัวทูนเกล้าไปทีเดียว เปนที่ยินดีที่บุตรสะใภ้ยอดรักผู้มีฉวีวรรณแลรูปโฉมงามสง่าได้มานั่งใกล้ชิดสนิทสนมกับท่าน ๆ ย่อมจะกล่าวฝากฝังข้าพเจ้าไว้ในหล่อน เพราะเชื่อใจหล่อน นับถือเปนผู้มีหลักฐาน เปนผู้ไว้ใจได้.

ท่านได้รักบุตรสะใภ้ให้สมงามของหล่อน แลเปนผู้จัดการตามน่าที่ให้ดียิ่งที่สุด ในการที่จะเลือกสาวสวยงามที่สุด มาวิวาห์กับบุตรชายท่านๆ ได้ มีความชอบไว้เต็มมือแล้ว แต่หากบุตรสะใภ้ไม่ทำไว้แก่หน้าแลมารมาผจลข้าพเจ้าไม่ให้คงมีหน้ามีตาแลความสุขได้ตลอดไป จนบัดนี้ต้องขาดความปรองดองกับภรรยา จะโทษมารดาข้าพเจ้าก็มิได้.

ท่านยังนึกว่าแม่ปรุงยังเปนผู้บริสุทธิโดยปรกติอยู่ก็ฝากฝังการต่าง ๆ เมื่อคลาศเห็นหน้าแม่ปรุงไป ท่านก็ครวญหา เมื่อได้พบก็ดีใจอิ่มใจ เปนเช่นนี้แม่ปรุงผู้อยู่ร่วมเย่ากัน ควรมีโอกาศมานั่งใกล้ชิดพยาบาลท่านได้เสมอๆ แต่การหาเปนเช่นนั้นไม่ แม่ปรุงอยู่บ้านก็จัดธุระหรือว่าการออกคำสั่งให้เขาทำกับเข้า, หรือนั่งแต่งตัว มิฉนั้นก็นั่งขรึมซึมเซ่อ หรือว่านอนหลับเพราะเหนื่อยไป แต่หมู่นี้ทั้งหล่อนแลข้าพเจ้าหามีความเพลินในสวนไม่ จึงไม่เอาเปนธุระกับการปลูกต้นไม้เล่นอิก ถึงกระนั้นแม่ปรุงผู้มีทุกข์ใจอยู่บ้างนั้น ไม่ได้พยาบาลคุณแม่เสียเลย แลเหตุร้ายสำคัญที่สุดซึ่งห้ามการพยาบาลนั้น คือหล่อนไปสู่ชู้ชายเสีย มิทันมารอหน้าคุณแม่ที่บ้านได้.

เดิมทีข้าพเจ้าหมายจะตักเตือนการประพฤติอันร้ายนี้โดยจับผิดเขาประจานให้อายใจเช่นนั้นแล้ว แล้วมาถูกกังวลข้างที่บ้านในการพยาบาลคุณแม่ ข้าพเจ้าก็คิดว่าจะรั้งตัวแม่ปรุงให้ห่างจากการลอบไปสู่ชู้ชายได้โดยชวนหล่อนตั้งหน้ารักษาพยาบาลคุณแม่ ให้หล่อนมีกังวลเสียด้วยกัน แต่เมื่อหล่อนยังคลาศบ้านไปได้บ่อยๆ ทำให้คุณแม่คอยตั้งใจใฝ่หา ข้าพเจ้าสงสารท่านนัก นึกน้อยใจแม่ปรุงที่ไม่ใยดี ข้าพเจ้าก็ได้ทำความดีโดยไม่ถือโทษหล่อนก็เพราะจะปิดความมิให้คนทั้งหลายรู้ แลไม่ให้คุณแม่รู้เพราะจะทำให้ท่านเสียใจจนตายก็เปนไปได้ ใจดีของข้าพเจ้าเช่นนี้แม่ปรุงไม่เลงเห็น แลไม่เวทนาคุณแม่ที่มีคุณบ้าง.

ข้าพเจ้าเห็นว่าจำจะต้องใช้อุบายอื่นระงับการเที่ยวของแม่ปรุง ข้าพเจ้าจึงให้คนไปบอกหลวงดำริห์ว่าคุณแม่ป่วยหนักในวันนี้มีอาการซุดลงมาก คุณหลวงซึ่งทราบแต่ว่าป่วยน้อย ครั้นทราบว่าป่วยหนักจึงรีบมาเยี่ยมเยียนคุณแม่ ท่านเห็นป่วยหนักก็กล่าวถึงคุณวุฒิหมอโน่นแพทย์นี่ตามใจนิยมของท่าน เพื่อจะให้เรารับมา แลท่านสัญญาว่าจะส่งหมอคนหนึ่งมาให้.

ข้าพเจ้าอยากเอาอำนาจคุณหลวงดำริห์เปนที่พึ่ง จึงบอกท่านให้ช่วยอ้อนวอนแม่ปรุง ด้วยว่าในขณะคุณแม่ป่วยหนักกระนี้ขอให้หล่อนเอาใจใส่พยาบาล แลอย่าให้เที่ยวนักเลย คุณหลวงดำริห์ได้เข้าใจว่าแม่ปรุงปรนิบัติวัดถากรักษาพยาบาลคุณแม่อยู่เต็มมือแล้ว ครั้นทราบว่าไม่เอาใจใส่ผิดธรรมดาหญิง ท่านก็เรียกตัวมาดุสั่งสอนเสียใหญ่โตจนถึงแม่ปรุงแค้นใจน้ำตาไหล.

แม่ปรุงหมายใจว่าข้าพเจ้าบอกความชั่วของหล่อนให้บิดาหล่อนฟังหมดแล้ว จนบิดาหล่อนดุดันหล่อนแลกล่าวโทษต่างๆ หล่อนก็ยิ่งน้อยใจแค้นใจข้าพเจ้ายิ่งนัก เมื่อหลวงดำริห์กลับบ้านแล้วหล่อนก็ฮึดฮัดขัดใจ ค้อนควักอยู่ไปมาด้วยว่าในใจเคืองแค้นข้าพเจ้า.

หล่อนมารักษาพยาบาลพอให้คุณแม่ได้เห็นหน้าชื่นอกชื่นใจก็จริงอยู่ แต่การห่วงกังวลของหล่อนไม่ทำให้หล่อนปรนิบัติคุณแม่ได้เต็มที่ได้ แลในดวงใจหล่อนนั้นดูทีมีความทุกข์โศกน้อยใจ ด้วยหล่อนรู้สึกจะเสื่อมถอยอำนาจไป ไม่มีใครใยดี สามีไม่สามัคคีด้วย หล่อนพึ่งรู้สึกทุกข์ร้อนเปนคราวแรก ไม่รู้จักทนทานเพื่อจะดับทุกข์ในใจแลเพื่อคลายความแค้นใจข้าพเจ้า หล่อนจึงเฝ้าหาขณะสนุกสำราญ เอามาเปนอารมณ์เพื่อเปลื้องทุกข์ โดยชมชู้สู่หาให้เปนที่ชื่นใจคล้ายดื่มสุราแก้เหงา.

อ้ายชายผู้ปองสวาทอยู่หนักแน่นนั้น ครั้นฝ่ายหญิงสู่ชิดติดพันหมั่นส่งสร่วยในการปลื้ม มันก็กำเริบใจดูท่าจะเอาอกเอาใจหล่อนใหญ่ มันคุยโตไขความกับเพื่อนว่าหญิงอันสวยที่สุด อันตัวได้หลงเสนหาที่สุดนั้นมาอยู่ในกำมือแล้ว มิหนำซ้ำหล่อนรักมันจับอกจับใจเสียจริงๆ กลางคืนกลางวันหมั่นมาหาแล้วไม่อยากคลาคลาศไปเปนเช่นนี้ เพราะหล่อนหลงรักมันเสียใหญ่ ด้วยผัวหล่อนเปนคนไม่รู้จักปรนิบัติให้ถูกใจ ไม่รู้จักเอาเนื้อเอาใจ, ไม่รู้จักอ่อนหวาน, หล่อนจึงชิงชังสามี เพราะไม่คู่ควรกับหล่อน เลี้ยงดูไม่สมหน้าสมตาที่หล่อนสวย, ที่เปนข้อนินทาข้าพเจ้าโดย “ชาย” ของหล่อน. ด้วยมันไม่รู้ว่าหล่อนหนีร้อนไปพึ่งเย็น หล่อนน้อยใจจึงถือหยิ่งมานะเอาความงามความสวาทแลการประโลมไปประชดให้มัน ก็เหมือนอย่างที่เขาว่า “หุงเข้าประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว” หมาแลแมวจะไม่ตะกลามกินจุใหญ่อย่างไรได้.

ข้าพเจ้าได้รักหล่อนมากเพียงไร ก็ได้ห้ามหวงแหนเท่านั้น ต้องการใจผู้หนักแน่นแท้ จึงจะเมินการแก้แค้นทดแทนมันถึงแก่ฆ่าฟันกันตาย เพราะแม่ปรุงนั้นท่วงทีมีเสน่ห์มาก ยากที่จะไม่ทำใครให้เกิดหึงษาเมื่อได้เห็นหน้าหล่อน เมื่อเปนเช่นนั้นแล้วหล่อนเปนของข้าพเจ้า ๆ จะไม่หึงษาอยู่เสมออย่างไร แต่เมื่อข้าพเจ้าถูกทำทุราจารเหมือนอย่างมารแสร้งทำลายของรักข้าพเจ้า นี้ข้าพเจ้าจะไม่ทวีความฤษยาอย่างไร เมื่อข้าพเจ้ามาถูกนินทาโดยอ้ายชายด้วยแล้ว ก็น่าที่จะขัดแค้นยิ่งขึ้น แต่ข้าพเจ้าได้ตกลงใจ หทัยสว่างมาแต่เมื่อราตรีที่ร่วมชมภรรยา เวลายามสุดท้ายแล้วนั้น ไนยตาข้าพเจ้าสว่าง ใจผ่องแผ้ว รู้เห็นของจริงโดยตระหนัก, รู้ธรรมอันเปนกระทู้หลักของชีพมนุษ ข้าพเจ้าเห็นว่าการเสียหาย การเสียใจ, การอาธรรม์, การอคติ, การน้อยใจ ตรอมใจ, อาฆาฏ พยาบาท, เปล่าใจ, เหงาใจ, หึงษา หวงแหน, แลเจ็บน้ำใจต่างๆ จะเกิดในการนี้ใหญ่โตเท่าภูเขาหลวง การใหญ่ที่เหตุร้ายจะเกิดแก่ข้าพเจ้ามากมายหลายท่าหลายทางนี้ ก็เพราะหญิงที่ข้าพเจ้าได้ฝากกายฝากใจได้มีชู้เอาความเสนหาออกเผื่อแผ่แก่ชายเลวผู้ทุจจริต.

ทำไฉนจะแก้ไขได้เล่า? จะแก้ให้หล่อนหายความเสียหายให้ไร้ราคีที่ไหนได้ หล่อนได้ทำการอย่างแก้ไม่ได้, เหมือนคนได้สิ้นลมหายใจตายแล้วไม่มีใครจะเป่าให้ฟื้นได้ฉันนั้น กล่าวคือหล่อนได้เสียกาย เสียธรรม เสียตัว เสียเกียรติยศ เสียความสุทธิ เสียธรรมลักษณหมดแล้ว ไม่มีใครจะเป่าให้ความสุทธิคืนมาได้. ข้าพเจ้าสิต้องเสียหายร้อยแปดอย่างนั้นๆ แลจะคุมแค้นอาฆาฏขัดเคืองอย่างเลือดของหทัยจะไหลหยาด เช่นนี้จะแก้ไขอย่างไรดี คนอื่นก็มีแต่จะตอบแทน เช่นแก้แค้นประหารชายให้ลับโลก แก้แค้นหญิงโดยทรมานหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งนับกันว่าเปนการลบล้างความเสียหาย แลลบล้างความแค้น ซึ่งข้าพเจ้าไม่เห็นว่าจะลบให้หายได้.

ข้าพเจ้าไม่คิดจะก่อเวร, ไม่อยากจะต่อสายเวรให้ยืดยาวออกไป ข้าพเจ้าจะตัดตัวเวรให้สั้นแลให้ขาดตอน, ข้าพเจ้าต้องชนะความเสียหาย แลความเสียใจทังสิ้น เช่นนี้จะทำไฉน? จึงจะไม่ทุกข์ ไม่แค้น, ไม่ไหว ไม่หวั่น, ข้าพเจ้าจึงตกลงใจในราตรีนั้นเสียแล้ว เปนราตรีที่ได้ชมโฉมมากที่สุดพิศวาศมากที่สุด ทั้งได้แรกพบกันใหม่, ภายหลังที่ได้จากห่างไปไกลยังหัวเมือง “การร้างแรมทำให้ดวงจิตทวีสวาท” มากที่สุด เปนคืนที่หล่อนสำออยยั่วเสนหาที่สุด, เปนราตรีที่มีสมัคสามัคคีมากที่สุด.

แต่ก่อนจะรุ่งราง, ข้าพเจ้าได้เห็นเหตุของการจนถึงที่สุด เห็นจะเกิดกายกรรมอันร้ายแรงที่สุด ข้าพเจ้ามีตาสว่าง, ข้าพเจ้าเบาตัว เบาสมอง, ใจโล่ง เห็นธรรมโล่งไปตลอดรากง่าว ข้าพเจ้าถูกผลักให้ลงอเวจีโดยถูกชวนให้ก่อกรรม, ข้าพเจ้าได้ถูกผลักให้ตกลงในความทุกข์แล้ว, แลถูกฉุดรั้งให้เขยิบเข้าไปสู่ทุกข์ทวีโดยก่อกรรมสร้างกรรมให้งอกงาม.

ไม่ได้— ไม่ได้— ข้าพเจ้าต้องตัดกรรม, ต้องชนะกรรม, จะทำอย่างไรดี. ?

ดวงจิตโปร่งทำให้เห็นว่าถ้าจะตัดกรรมโดยไม่ให้ทวีทุกข์ ต้องไม่ต่อยามทามไถ ต้องไม่ต่อกรรม.

ถ้าจะให้ไม่มีทุกข์ โดยจองเวร ต้องไม่ก่อเวร.

ถ้าจะให้ใจสงบ อารมณ์ร้ายต้องสงบ.

ถ้าจะไม่ให้ทวีทุกข์เรา ต้องไม่ใส่ทุกข์ให้ท่าน.

ถ้าจะให้ความสุขเกิดใหม่ ข้าพเจ้าต้องไม่มีความพยาบาท !

ถ้าไม่ก่อเวร ต้องไม่จองเวร !

ดวงจิตโปร่ง แม่ปรุงได้ปรุงสุขให้ไปสู่สวรรค์, ข้าพเจ้าได้รู้สึกเบาศีร์ษะ เบาตัว เบาใจ ความคิดโปร่งกำลังรักที่สุด, เราต้องตัดเร็วพลันที่สุด, หญิงคนหนึ่งซึ่งรักดังดวงใจ เราตัดใจ ไม่จองเวร ไม่มีความพยาบาท !

พอคิดฉนี้ได้ ข้าพเจ้าก็มีใจฅอสว่าง อารมณ์สว่าง ไม่ฆ่าเขาตาย, ไม่ฆ่าตัวตาย, ไม่ช้ำตายด้วยความอาไลย, ไม่หึงษาอาฆาฏ, ค่อยประทังความสุขใจแลไม่มีความพยาบาท !

วันหนึ่ง นายขบวนมาหาข้าพเจ้า ในระหว่างสนทนา—

ท่านสหายถามว่า คุณเห็นการผิดแปลกในกายแม่ปรุงบ้างไหม. ?

ข้าพเจ้าตอบว่า ไม่เห็นแปลกเปนพิเศษออกไป นอกจากแต่ก่อนรู้น้อย ‘บัดนี้หล่อนรู้มาก’ ซึ่งข้าพเจ้าหมายความว่าเดิมมักน้อย บัดนี้มักมาก, ย่อความว่าบัดนี้มีชู้จึงเปนแปลก.

นายขบวนว่าไม่ใช่แปลกปลาดดังได้รู้กันแล้ว แต่กายหล่อนนั้นแปลกปลาดเปนพิเศษซึ่งยังไม่มีใครรู้กัน.

ข้าพเจ้าถามว่า กายหล่อนแปลกเปนอะไรไป. ?

นายขบวนว่า “กายวิการ.”

เขาหมายว่าข้าพเจ้าเข้าใจแล้ว แต่ข้าพเจ้าไม่เข้าใจจึงพูดว่า ถ้ามีชู้ละก็กายก็วิการน่าซี แต่นายขบวนส่ายหน้าแล้วกระซิบที่หูข้าพเจ้า.

ข้าพเจ้ารู้ข่าวก็ร้อนเร่าแปลบปลาบขึ้นสมอง พิษร้อนรักแต่เก่าก่อนได้แล่นขึ้นท่วมหัวใจ ความหวงแหนที่เคยมาแต่ก่อนส่อสร้านซ่าในดวงจิต ความหวงแหนแต่เก่าก่อนเกิดขึ้นพลันทำให้แสบตลอดดวงใจ.

ข้าพเจ้าเคยสงวนงามแห่งภรรยา เคยถนอมเคยอ่อนโยนเคยหลงรสหล่อนรักหล่อนเพียงใด ก็เคยหึงษาเพียงนั้น ได้มารู้ข่าวนี้ทำให้ข้าพเจ้าเกิดฤษยา ข่าวนี้ซึ่งเขาบอกว่าพยานของการลักลอบมันจะเกิดปรากฎขึ้น ข้าพเจ้ารู้ข่าวก็แสดงความเร่าร้อนพูดได้ย่อๆ สองคำว่า “เสีย—ใจ.”

ต่อมาเมื่อข้าพเจ้าได้สังเกตดูท่วงทีกิริยาแม่ปรุงดูก็ยิ่งเห็นปรากฎชัดเจนขึ้นทุกที ฉวีหล่อนผุดผ่องขึ้นเปนน้ำนวล โลหิตแล่นงามขึ้นทุกต่อมเนื้อ, แก้มเกือบแดง ปากออกแดง ๆ โดยอุดมโลหิต เส้นขึ้นที่น่าอก เต้าตั้งเต่งเคร่งครัดกว่าเก่า เมื่อหล่อนอาบน้ำข้าพเจ้าลอบมองเห็นปลายน้ำเต้าเขียวแขง แลฐานมีโลหิตแดงกล้ำกับลักษณะขาวพอง เดินเหินกระปรี้กระเปร่าก็จริงแต่ย้ายน่าขาหน่อย ๆ.

ข้าพเจ้าได้รู้สึกว่าหล่อนปรนปรุงความสุขให้อ้ายชายหมด แลปลดเอาความนิยมจากข้างนี้ไปปรนข้างโน้นทุกอย่างไป ความสุขข้างฝ่ายนี้ที่ได้เคยรู้รสชาติมาเท่าไร ถูกกอบโกยไปสุมหัวให้ฝ่ายโน้นหมด ข้าพเจ้าดูๆ รู้ว่ามันได้รับป้อยอเต็มที่.

ความเสนหาอาไลยซึ่งเกิดเตือนใจแปลบปลาบ ทำให้ฉุนฉิวในความฤษยาทันที แต่ชั่วคราวเดียวเท่านั้น เพราะขันตีอันเกิดจากราตรีนั้น เมื่อได้รับความปรนิบัติอันหวานชื่นจากสาวยอดรัก มันตั้งหลักกระทู้ไว้มั่นกว่า, ความหึงษาในขณะนี้จึงตั้งอยู่ได้ไม่ช้า แลไม่เปนสายอันจะโยงให้สละอภัยทานคือความไม่พยาบาท—ไม่ให้มันโยกถอนได้.

ข้าพเจ้ามีแต่ถอนใจไปมา เมื่อมีโอกาศจึงถามซ้อมปากคำนายขบวนว่า “ใครทำ.”

นายขบวนถามว่า “ทำอะไร ?”

ข้าพเจ้าตอบว่า ทำให้วิการคือมีท้องฉนั้น.

นายขบวนยิ้มตอบว่า มีคนเดียวซึ่งทำได้ แลทำใหญ่ด้วย.

ข้าพเจ้าถอนใจใหญ่

นายขบวนจึงพูดว่า “โธ่, น่าสงสารคุณเจียรของผมจริงๆ.”

พอน้ำตาข้าพเจ้าปริ่มออก ข้าพเจ้าก็กลืนน้ำตาเสีย.

แล้วข้าพเจ้าถามว่า ทำไมรู้แต่เนิ่น ?

นายขบวนตอบว่า อ้ายชายเอาไปคุยแลอวดดีด้วย.

ข้าพเจ้าขนลุกขนพองด้วยโกรธ.

นายขบวนพูดต่อไปว่า ถ้าแก้ไม่ให้มันคุยโตได้จึงจะสมน้ำหน้ามัน.

ข้าพเจ้าก็นิ่งเสีย.

นายขบวนถามว่า ทำไมไม่ทำต่อไป ?

ข้าพเจ้าส่ายหน้า ทำให้สหายหัวร่อ.

นายขบวนพึ่งรู้เร็วๆ นี้เองว่า ข้าพเจ้าขาดเวนทางสามัคคีกับภรรยา — ถึงว่าคงอยู่กินด้วยกัน. แต่ก่อนนั้นเขาไม่รู้ความใน แต่ข้าพเจ้าก็กำชับมิให้เขาแพร่งพราย เหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าไม่ร่วมหมอนนอนเสื่อด้วยภรรยานั้น.

วันหนึ่ง ข้าพเจ้ากระทำโจรกรรมโดยใช้สายตาคือข้าพเจ้ากระทำการแอบมอง แลนึกได้ว่าเมื่อก่อนนี้คุณภักตร์ประพฤติเหตุในการลอบมองดู ข้าพเจ้ายังติฉินเขาว่าหาเปนการสุภาพมิได้ บัดนี้ข้าพเจ้าขะโมยปราศจากใครติว่าเปนขะโมย.

ข้าพเจ้ารู้สำนึกบุรษโทษในตัว แต่อดไม่ได้แลจำเปนจึงใช้วิธีลักลอบมองดู.

แล้วต่อมาเมื่อนายขบวนมาหา ข้าพเจ้ายิ้มพูดว่า “แกหาความแม่ปรุงผิดไปเสียแล้ว ซึ่งแกว่าหล่อนนั้น, ฉันได้ลอบพิสูตรดูไม่สมจริงเลย.”

นายขบวนสดุ้งขึ้น พอแว่วสำเสียงกล่าวถึงเรื่องนี้ เขามีหน้าซีดสลดสีเผือดลง

ข้าพเจ้าหมายว่าเขาตกใจหน้าซีด โดยที่ได้พูดผิดพลั้งก็ยิ่งพูดล้อเขาเล่นใหญ่.

เขาถามว่า ได้พิสูตรอย่างไร?

ข้าพเจ้าบอกว่า แม่ปรุงเอวกลมปลายนมเหี่ยวอกรวบ ไหปลาร้ายุบหน่อย คงเปนทุกข์ด้วยแตกสามัคคีกับข้าพเจ้า ไม่ใช่มีส่วนกายกระชุ่มกระชวยอย่างแกว่าหรอก.

ท่านสหายก็ตกใจตลึง หน้าตายิ่งเผือดซีด ถอนใจไปมา จนข้าพเจ้ายิ่งปลาดใจ ถามว่านั่นตกใจอะไรนักหรือจึงแสดงอาการเช่นนั้น. ?

เขาตอบ : “ผมได้ยินข่าวร้ายอันหนึ่ง เปนข่าวไม่สู้ดีจนไม่ใคร่เชื่อในข่าวนั้น บัดนี้คุณมาบอกเหตุแก่ผม ทำให้รู้สึกว่าเหตุร้ายนั้นมันสมจริงเสียแล้ว”

ข้าพเจ้าตกใจ ถามว่าเหตุร้ายนั้นคืออะไร.?

เขาตอบ : ผมได้ยินเหตุร้าย แต่ไม่ได้เชื่อ จนคุณบอกเหตุแห่งความสังเกตจากการลอบมอง ผมจึงเห็นว่าจะเปนเหตุจริง ผมจึงตกใจ.”

“ก็เหตุนั้นคืออะไรเล่า ?” ข้าพเจ้าถาม.

“ได้ยินว่าแม่ปรุงไปเยี่ยมให้หมอตรวจ— ตรวจแล้วก็สบาย.”

“สบายแล้วก็เอามาพูดทำไม. ?”

“ตรวจแล้วก็สบายกลายเปนคนละคน.”

“ฉันยังไม่เข้าใจ. ?”

“อ้ายชายมันนำไปหาหมอ··· ให้แก้ไขหล่อนให้สบาย แทนที่อ้ายชายมันจะอยู่ภายนอก โดยปล่อยให้หมอบีบคั้นเพื่อสิ้นการป่วย มันหน้าด้านพอแก่การหยาบคาย มันเข้าไปด้วยช่วยดูบอกว่ามาคุมเมียมัน.”

ข้าพเจ้าปลาบใจแทบสิ้นสติ เสียใจด้วยความพึงกลัว โลมาสยองไปทั่วกาย, รู้เหตุได้ว่าความชั่วร้ายของมนุษไม่รู้สิ้นสุด, อาการแสดงความทรมาทรกรรมของหญิงซึ่งเราได้ “แคร์” ได้ประคับประคอง ถูกหมิ่นประมาทเกินที่เราจะออกปากไม่กระดากลิ้นได้ เราเองถูกหยามเกินเหตุ เพราะหลงทูนหัวทูนเกล้าในสิ่งซึ่งบุคคลอื่นมักเหยียบย่ำ นับว่าเราบูชาผู้หนึ่งซึ่งผู้อื่นทุราจาร.

ข้าพเจ้ากายสั่น จุกอกตกประหม่า, คล้ายๆ จะรู้สึกว่าทุกสิ่งซึ่งภูตผีได้ทำ เปนการที่ทำในนามของข้าพเจ้า กล่าวคือที่เขาเรียกว่า “หยิกเล็บเจ็บเนื้อ” นั้น ก็สมกับในการนี้ที่มีผู้อุกบังอาจหยาบหยามข้ามหน้า เปนที่ทำให้ปวดใจแสบมากกว่าเหตุที่เสียของรักอย่างสามัญเสียอิก.

ข้าพเจ้าเสียงสั่นถามว่าหมอคนไหน.?

นายขบวนตอบว่า : “คุณอยากพบ··· เพื่อสืบถามเอารายเลอียดในการนี้หรือ? หมอจะไม่บอก, แน่นอน ได้ทราบว่าหมอร้อนตัวกลัวผิดคิดกลับบ้าน, ไม่ทันถึงสิ้นเดือนนี้ก็จะเห็นเขาลงกำปั่นแล่นคว้างตกกลางทเล, ถ้าจะถามจดรายงานจงไปถามเจ้าผู้ชาย มันคุยดังๆ มากดีนัก.”

ข้าพเจ้าหาโอกาศเลี่ยงเข้ามาห้องนอน ด้วยอ่อนใจความแค้นจนน้ำตาหลั่งไหล แม่ปรุงช่างเปนไปได้ถึงเพียงนี้, อ้ายชายช่างร้ายกาจถึงเพียงนี้, มันช่างหยาบช้าแสนชั่ว ช่างกระทำสำรากไม่กระดากใจ, แม่ปรุงช่างทำให้เราแสนแค้น หล่อนแสนกาลี ไฉนคบอ้ายชายคนเช่นนี้ หากจะไม่คิดถึงตัวทำไมไม่คิดถึงผัว ผู้ซึ่งจงรักภักดีฝากชีวาหล่อน ๆ ยังมาทำให้แทบเลือดตากระเด็น หากจะไม่รักกายทำไมจึงไม่คิดถึงสามีบ้างว่าจะถูกหยามหน้าสักเพียงไหน, ทำไมหล่อนไปให้ชายทรชนย่ำเหยียบหยาบหยามกระนี้.

ข้าพเจ้าร้องไห้ออกเสียงครางครวญ ด้วยเจ็บปวดที่ดวงใจ หัวอกร้าว จุกอกขัดลมถอนสอื้นอ่อนพับประหลับประเหลือก น้อยใจตัว น้อยใจท่าน ความแค้นจุกอก จุกฅอหอย, พอได้แรงตะแบงลุกนั่งก้มๆ เงยๆ ถอนใจพลาง แลดูกายตัวเห็นเปนสิ่งไม่มีค่าอันใด หรือไม่มีเยื่อใยอันใด ซึ่งใคร ๆ อาจจะไม่แลเห็น ไม่ “แคร์” หรือเหยียบย่ำไปได้ โดยไม่รู้สึกว่าเรามีอัตตภาพอยู่.

ข้าพเจ้าคิดว่าคนเหล่านี้ขลาดนี่กระไร ถ้าขลาดทำไมอาจจะเล่นเกมนี้ ถ้ากล้าทำไมไม่ทำอย่างเขาว่า “ใส่ตะกร้าล้างน้ำ.” ทำแล้วรีดท้องทำลายเพื่อใด

พอมีเด็กมาเคาะประตูร้องเรียกข้าพเจ้าว่า คุณแม่ป่วยหนัก บัดนี้กำลังชักตาตั้งอยู่ ข้าพเจ้าตกใจเปนห่วงคุณแม่นัก ก็รีบเช็ดน้ำตาให้แห้งหวีผมยุ่งที่ตัวดึงจนระบมศีร์ษะเมื่อยามคลั่งแค้นใจ ทำผมให้เรียบร้อยแล้วส่องกระจกเห็นหน้าโศกซีดสลดคล้ายหน้าผี, เหมือนอย่างบอกว่าใจก็กลวงไม่เอิบอิ่มเพราะหมักหมมด้วยทุกข์ทุเรศ ออกไปใครจะเห็นผิดปรกติ ข้าพเจ้าลอายใจจึงหักใจทำเปนไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้โศก, พอลองหัวร่อในกระจกดู แม้! ยิงฟันเหมือนผีลูกคางร่วง อ้าปากเหมือนหนังตลุง ไม่มีเค้าแช่มชื่นฉวีวรรณเลย ก็คล้ายหัวร่ออย่างหุ่นหัวร่อ.

ข้าพเจ้าออกมาหาคุณแม่ ท่านได้ชักหงับ ๆ เสียเสร็จแล้ว บัดนี้กำลังหอบหืดอยู่ มีจิตใจแลอารมณ์ดี แต่ให้อ่อนใจไปมาก ท่านเรียกหาน้ำดื่ม แลเรียกหาแม่ปรุงยอดเสนหาของท่าน ข้าพเจ้าให้เด็กไปเรียกแม่ปรุงก็ไม่ได้ตัวมา เด็กบอกว่ากำลังแต่งตัวอยู่ ผัดประเดี๋ยวก่อน ข้าพเจ้าร้องว่าผัดผ่อนไม่ได้ แล้วก็รีบตรงมายังห้องแม่ปรุง เห็นหล่อนแต่งตัวสวยสง่าเพราพริ้งลงบันไดไปแล้ว.

ข้าพเจ้ารีบสาวเท้าไปทันก็จับเข้าที่ต้นแขน ถามว่าแม่ปรุงไปไหนจ๊ะ?

หล่อนหันมาร้องอุ๊ย พูดว่าอย่ามาถูกตัวฉัน ๆ เปนคนลามก.

ข้าพเจ้าว่า “คุณแม่ป่วยหนัก อยากเห็นหน้าเต็มที ทำไมหล่อนเลี่ยงมาเสีย เชิญหล่อนไปเยี่ยมท่านให้เห็นหน้าชื่นใจสักหน่อย.”

หล่อนว่า “ฉันหนีหน้าเมื่อไร ฉันก็ไปปรนิบัติท่านเสมอ นี่มีธุระร้อนจึงจะไปสักครู่เดียว.”

“คุณแม่ซึ่งชักประหงับๆ จะตายอยู่รำมะร่อนั่นมิเปนธุระร้อนของเรามากกว่าสิ่งอื่นอิกหรือ ? หล่อนไม่มีแก่ใจจึงไม่ปราถนาเยี่ยมท่าน.”

“ฉันไม่ทราบว่าท่านป่วยหนักเพียงนั้น นี่ฉันจะไปครู่เดียว.”

“ครู่เดียวของหล่อนหน้ะ ตั้งหม้อเข้าก็เดือดได้หลายๆ หม้อทีเดียว คนจะสิ้นใจเสียก่อนมิทันได้เห็นใจกันหรือ ธุระร้อนของหล่อนฉันก็รู้อยู่ว่าเปนธุระอะไร, ธุระเช่นนั้นเอาไว้กลางคืนกลางค่ำก็ทำกิจได้ ไม่ต้องร่านไปในกลางวันนี้.”

“คุณทราบว่าฉันธุระอะไร คุณจึงได้มาพูดทิ่มๆ ตำๆ ฉัน—”

“แม่ปรุงยะ แม่จะมีชู้สักกี่คน ๆ ก็ตามใจเถิด ขอแต่ให้มาดูใจคุณแม่ก่อน.”

“ดูซี มาพูดแดกเอาฉัน นี่คุณหาความว่าฉันมีชู้กี่คนเล่า.?”

“ฉันจะพูดเลยไปก็ขอโทษ บางทีหล่อนจะมีแต่คนเดียวเท่านั้นไม่ถึงหลายคน เพราะคนเดียวนี้เปนที่ชอบอกชอบใจพอแล้ว.”

หล่อนร้องไห้ด้วยแค้นใจ หล่อนว่า “คุณไม่ต้องมาว่าฉันถึงเพียงนี้ หมู่นี้ช่างทำให้ฉันเจ็บช้ำทุกอย่างไปทั้งกายทั้งกาจา หน่อยก็ฉันไม่อาจจะทนอำนาจร้ายของคุณได้ ที่ไหนจะอยู่รอหน้าคุณต่อไปไหว.”

หล่อนร้องไห้พลางขยับจะไป.

ข้าพเจ้าขัดใจจับตัวไว้ ร้องว่า “แม่ปรุงจ๊ะ, ฉันไม่ให้ไป, หล่อนจะไปหาชู้, ฉันไม่ยอมให้ไป, จงไปเยี่ยมคุณแม่เดี๋ยวนี้.”

หล่อนซุดลงร้องไห้โฮๆ, หล่อนโกรธแค้นขัดเคือง กระทืบเท้าขึ้นมาบนเรือนเข้าห้องของหล่อน สาวใช้ก็มาเชิญหล่อนว่าคุณแม่เรียกหา, หล่อนก็เช็ดน้ำตาเสียเหมือนครั้งข้าพเจ้าได้เช็ดน้ำตาให้แห้งก่อนออกจากห้องอดกลั้นความโศกแล้วมาหาคุณแม่.

ท่านผู้ป่วยเห็นลูกสะใภ้แต่งตัวสวยพริ้ง ท่านดีใจ ท่านสรรเสิญความงามความดีของหล่อน ท่านมอบหมายสิ่งทั้งสิ้นในโลกนี้ที่ท่านมีไว้ให้หล่อนสิ้น ท่านจับมือหล่อนทูนหัวด้วยความรักพิศวาศ.

ข้าพเจ้าเห็นเปนปลาดอดกลั้นน้ำตามิได้เลย ท่านพูดเสียงแจ่มใสว่า “แม่ยอดหัวใจของฉัน เกิดมาฉันรักแม่ปรุงคนเดียว ขอฝากลูกชายฉัน, ผิดนิดเกินหน่อยอย่าน้อยใจเลย.”

ท่านเขยิบหน้าไปคล้ายจะจูบที่ตักหล่อน, ท่านลูบหลังหล่อน. เปนสิ่งแสดงให้เห็นภาพในดวงใจข้าพเจ้าว่าคุณแม่รักเพียงนั้นยังสู้ข้าพเจ้ารักไม่ได้ เมื่อมาแสดงภาพความพิศวาศออกมาให้ข้าพเจ้าเห็นเช่นนั้น ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้าได้แสดงความพิศวาศต่อหล่อนยิ่งกว่านี้ไปอิก.

ทั้งทุกข์, ทั้งแค้น, ทั้งอัประมาณ, ทั้งลห้อยลเหี่ยเสียใจ ข้าพเจ้าก็นั่งร้องไห้อยู่ข้างกายคุณแม่—คุณแม่ผู้ซึ่งตอบแทนข้าพเจ้าให้ได้ผาสุกที่สุด ที่ให้วิวาห์กับสาวสวยโสภาที่สุด !

ข้าพเจ้าเผลยกายให้ระทวยไป เมื่อเงยหน้าอิกทีเห็นคุณแม่นิ่งถ้อยคำแล้ว คล้าย ๆ ผ็อยม่อยหลับไปแลแม่ปรุงได้ไปเสียแล้ว พอท่านลืมตาขึ้นท่านยังติดใจในความรัก อยากจะกล่าวคำหวานกับบุตรสะใภ้ต่อไปก็เรียกหา “แม่ปรุง— แม่ปรุงจ๋า มาหาแม่หน่อย” คล้ายๆ แม่ลูกอ่อนอันรำพรรณคิดครวญหาลูกน้อยที่ตัวถนอมดังวิญญา แต่ไม่รู้ว่าเสือป่ามันพาไปพล่ากินเสียที่ไหนแล้ว.

ข้าพเจ้าแสนสงสารท่านผู้มีคุณ บอกสาวใช้ให้เรียกแม่ปรุงกลับมาหาคุณแม่ใหม่ ให้ไปเรียกมาจากในห้องของหล่อน แต่สาวใช้กลับมาบอกว่าไม่มี ข้าพเจ้าเอะใจก็รีบมาค้นคว้าตามตัวแม่ปรุงเอง ค้นหาไม่พบ ยิ่งตระหนกใจห่วงคุณแม่ พอบ่าวคนหนึ่งมาบอกว่า แม่ปรุงขึ้นรถลากไปจากบ้านเมื่อกี้นี้เอง ข้าพเจ้าก็ใจหายวาบซุดนั่งลงที่ตรงนั้นเอง.

พุโธ่เอ๋ย คุณแม่จะตาย แม่ปรุงหายไปแล้ว คราวนี้แม่ปรุงทำให้ข้าพเจ้าแทบเลือดตากระเด็น เสียงแว่วของคุณแม่เรียกหาแม่ปรุงอยู่ด้วยคำหวาน ข้าพเจ้าไม่มีแม่ปรุงจะนำไปให้ท่านเห็นหน้า ข้าพเจ้าทั้งทุกข์ ทั้งแค้นแสนสาหัส ตะกายเข้าห้องร้องไห้โฮ ๆ.

บัดนี้ถึงที่อับจนแล้วเจ้าแม่เอ๋ย, เปนการขัดสนจนใจจริง, ไฉนเวรกรรมจึงบันดาลให้เปนไปได้ถึงเพียงนี้.

ข้าพเจ้าร้องไห้คร่ำครวญ ไม่มีมนุษไม่มีเทวดาจะช่วยข้าพเจ้าให้หายตกร้ายคงดีได้เสียแล้ว ทุกๆ สิ่งของข้าพเจ้าเสียหมด. คุณนามในตัวข้าพเจ้าเสียหมด แม่จะเสีย เมียจะหาย ลูกได้ตาย เหลือแต่วิญญาณข้าพเจ้า ๆ น่าจะตรอมถึงแก่ตายได้.

แม่ปรุงกำลังฆ่าข้าพเจ้า “ทีละนิ้ว” ไม่ช้าความตายจะเขยิบมาท่วมตัวข้าพเจ้า นั่นแหละจึงจะสิ้นทุกข์ ชีพนี้เห็นจะหาสุขไม่ได้เสียแล้ว.

พอบ่าวมาบอกว่าคุณแม่มีอาการซุดหนัก ให้ข้าพเจ้าเร่งไป ข้าพเจ้าใจหายอกร้อนผ่าว เสียงแว่วเสียงหวานของท่านให้สำนึกหูข้าพเจ้าอิกแล้ว ข้าพเจ้าอ่อนระทวยหลายครั้งจะลุกมาดูใจคุณแม่ หลายครั้งข้าพเจ้าซุดกายฟายน้ำตา ดูให้อ้างว้างแลหาย สู้ตะกายมาถึงที่ ๆ ท่านนอนป่วย เห็นนอนแซ่วหลับตาอยู่ ข้าพเจ้าก็ย่องมาด้วยใจสลด พอท่านได้ยินเสียงกริบท่านลืมตาหมายว่าแม่ปรุงที่รักของท่านนั้นมาหา ท่านเรียกชื่อหล่อนเสียงหวานจับใจ.

ข้าพเจ้าใจหายยิ่งอ้างว้างซุดลงนั่งร้องไห้ จะร้องให้เบาก็ผ่อนร้องไม่ได้ ข้าพเจ้าต้องถอยอยกมา.

ขณะนั้นพอนายขบวนมาหา เห็นข้าพเจ้าร้องไห้อยู่โฮ ๆ ก็ถามว่าคุณแม่ตายหรือ จึงร้องไห้ใหญ่กระนั้น. ?

ข้าพเจ้าบอกว่ายังไม่ตายแต่เกือบสิ้นใจ ถ้ารู้ว่าแม่ปรุงอยู่ที่ไหนโปรดตามตัวมาให้ถี่.

นายขบวนจึงว่าแม่ปรุงไปธุระที่ไหนพึ่งกลับมาเห็นตามหลังผมมานี่.

ข้าพเจ้าทอดตาไปเห็นแม่ปรุงมาแต่ไกลก็วิ่งรี่ไปหาหล่อน กอดเท้าหล่อนไว้ร้องไห้พลางวอนว่า “โอ้, แม่ปรุงจ๋า แม่มหาจำเริญ แม่จงไปหาคุณแม่หน่อยเถิด แม่คุณเอ๋ย—”

ข้าพเจ้าร้องไห้พลางกอดขาหล่อนไว้ แทบจะยกเท้าหล่อนขึ้นจูบเสียให้ได้ ขอแต่ให้หล่อนนั้นได้มาเยี่ยมคุณแม่หน่อยเถิด.

หล่อนยืนนิ่งอ้ำอึ้งดูข้าพเจ้า ในขณะข้าพเจ้านั่งกำลังจับกายหล่อนคล้ายจะทูนกระบานไว้เช่นนั้น แล้วก็เช็ดน้ำตาพลางเดินมาหาคุณแม่.

เมื่อข้าพเจ้ากับนายขบวนตามมาถึงที่นั้น เราเห็นบุตรสะใภ้กับแม่ผัวกำลังกอดกันร้องไห้อยู่งัวเงีย พอหมอมาถึงเข้าก็แลเห็นเปนพยานอิกคนหนึ่ง ในสิ่งซึ่งจะทำให้กล่าวยืนยันได้ว่าคุณแม่รักบุตรสะใภ้มากที่สุด.

ท่านจับมือหล่อนไว้ ลูบหลังไล้ ๆ พูดเสียงอ่อนหวาน ท่านปลอบหล่อนอย่าให้เสียใจที่ท่านจะล่วงลับ จงตั้งหน้าหาความสุข อย่าเสียใจที่บุตรน่าสุดสวาทของหล่อนตาย ไม่ช้าจะได้เลี้ยงบุตรใหม่ ๆ ต่อไปจะบ่นว่าเลี้ยงไม่ไหว ท่านฝากเย่าเรือนเคหาข้าไท ท่านให้ศีลให้พรต่าง ๆ แล้วร้องไห้ที่จะไม่ได้อยู่ไปจนได้ชมหลานซึ่งเปนลูกของแม่ปรุง เพราะท่านหมายว่าลูกแม่ปรุงจะงามยิ่งทุกคน งามเท่าคนเก่าหรือยิ่งกว่า ท่านรักแม่ปรุงมาก เพราะแม่ปรุงเปนคนน่ารักนัก.

ท่านทำให้แม่ปรุงคิดถึงความเก่านั่งร้องไห้ ทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงความเก่าด้วย ก็ร้องไห้ด้วย.

นายขบวนกับท่านหมอก็แทบกลั้นน้ำตาไม่ได้.

ในคืนวันนั้นเองตกดึกเข้ามารดาข้าพเจ้าก็ตาย.

ข้าพเจ้าก็เสียสิ่งซึ่งข้าพเจ้ารักใคร่หมดไป ไม่เหลืออยู่อิกเลยสักอย่าง !

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ