บท ๒๗ ขะโมยลักพา

รุ่งขึ้น เปนวันที่ข้าพเจ้าเร่งมีจิตคิดสงสารบุตรีแลบิดา เปนวันซึ่งข้าพเจ้าระลึกไร้อาฆาฏภรรยา—เร่งสงสาร เร่งเมตตาอาไลย.

อ้ายชายนั้นมันเสียหายยับเยิน จนตัวมันยากจนเขญใจ แล้วมันยังไม่วายรัก วายความเอนดูหล่อนซึ่งมันได้ทำลายเกียรติยศเกียรติคุณหมด อันข้าพเจ้านี้ยังไม่ย่อยยับยากจนถึงเพียงนั้น จะเลิกการจองเวรแม่ยอดรักพิศมัยผู้ได้ล้างความสุขให้แล้วนั้นไม่ได้เจียวหรือ. ?

อ้ายชายนี่มันให้ตัวอย่างดีที่สุด มันถึงคับแค้นที่สุดแล้ว มันยังตั้งหน้าบูชาหล่อน แลกำลังบูชาต่อไป ข้าพเจ้าสิผู้ได้รับเกียรติยศจากแม่โฉมงามทรามสวาท, ของหล่อน—แม่ปรุง—ผู้ซึ่งบ่งความสุขที่สุดมาให้ข้าพเจ้าถึงสองปี ทุกนาทีไม่มีความเจือความรำคาญ ทุกนาทีมีแต่ความสุขสำราญ เพราะหล่อนให้สุขสำราญในการชิมชม ในการที่ข้าพเจ้าอยู่ในข้างกายหล่อน ในการที่อยู่กินหลับนอนท่องเที่ยวเดินเหินอยู่บ้านอยู่สวนนั่งนอนยืนเดินด้วยกัน ในการที่หล่อนรักข้าพเจ้า ในการที่รูปทรงหล่อนทำให้ข้าพเจ้าไม่วายสวาทได้รับปลื้มใจเสมอ ในการที่ข้าพเจ้าได้เปนเจ้าของแห่งรูปเสียงกลิ่นรสของหล่อน ในการที่หล่อนทำให้ทุกทิวากาลสำราญอย่างสวรรค์ ทุกราตรีกาลเกษมสุขเทียมชั้นดุสิต ทุกวันข้าพเจ้านึกปลื้มใจดีๆ ที่สุด ทุกคืนข้าพเจ้านึกนิมิตดีๆ ที่สุด หล่อนได้ทำให้ข้าพเจ้าเกษมสานต์หรรษาเช่นนี้ทุกเมื่อเชื่อวันไป อันชายใดได้ไกลจากอาการนั้น อันข้าพเจ้าผู้เดียวได้รับความบำรุงบำเรอจากหล่อน มีลักษณะความชอบมากมายของหล่อน ด้วยอาการหลายหลากเหลือจะพรรณาให้ถี่ถ้วน ว่าหล่อนได้ทำความชอบไว้ในข้าพเจ้ามากมายกี่หลาย ๆ อย่าง.

หล่อนตั้งใจกระทำให้ข้าพเจ้า อาสาต่อข้าพเจ้า ได้เชิดชูหน้าตาข้าพเจ้า ได้เชิดชูความสุขข้าพเจ้าทุกทิวาราตรีตลอดสองปี ไม่มีนาทีเดียวจะฝ้ามัวกลั้วด้วยทุกข์ แลบัดนี้มีตัวอย่างซึ่งชายหนึ่งซึ่งหล่อนทำให้แสนสุขชั่วระดูเดียว มันนั้นก็ย่อยยับอัปรมาณจนถึงแสนแค้นแสนเขญแล้ว มันยังไม่วายรักใคร่นับถือแลบูชาหล่อน มันกำลังทำบุญเอากายทรมานเปนคนพยาบาลโรคเรื้อนอันเปนโรคสกปรก เพื่อจะอุทิศบุญกุศลให้หล่อน ก็ตัวข้าพเจ้านี้หล่อนได้รับใช้ให้กุศลด้วยใจด้วยกายหล่อน ด้วยการแสดงหูตาเมื่อชม้อยชม้ายแสดงปากแก้มชวนชื่นเมื่อยิ้มละไม, แสดงกายให้ข้าพเจ้าเพลินเมื่อหล่อนเยื้องกราย แลบฏิบัติวัตถากเอาเนื้อเอาใจทุกอย่างไปตลอดชั่วสองขวบปี แล้วข้าพเจ้าจะหลู่ลบล้างความชอบหล่อนเสียนั้น ข้าพเจ้าจะไม่อายแก่ใจหรือ ? ข้าพเจ้าจะไม่ยกโทษหล่อนนั้นจะมิเลวไปกว่านายภักตร์ชายชาติทรชนหรือ? ข้าพเจ้าจะไม่ยกย่องหล่อนบ้างจะใช้ได้หรือ? ข้าพเจ้าจะไม่ละความพยาบาทได้หรือ?

ข้าพเจ้ารำพึงเช่นนี้ถึงแม่ปรุง ข้าพเจ้ารำพึงถึงคำเตือนของนายภักตร์ผู้เปนภูต ข้าพเจ้าคิดสงสารภูต ข้าพเจ้ากำลังคิดสงสารแม่รุ่นดรุณี คือแม่ประไพที่จะมาพึ่งกายอยู่กับข้าพเจ้าบ้านนี้ ข้าพเจ้ากำลังคิดจะให้หล่อนสุขสบายที่สุด กำลังคิดขอบใจที่หล่อนรักใคร่มีแก่ใจ กำลังคิดขอบคุณที่หล่อนช่วยชีวิตไว้.

ข้าพเจ้าให้บ่าวจัดแจงแต่งเรือนให้สดใส ให้จัดห้องว่างนั้นให้สอาด ห้องนี้เจ้าของเดิมนั้นแลหาย ต้องสละให้เปนทานแก่ผู้จะพอใจมาอยู่ใหม่ เมื่อวุ่นอยู่เช่นนี้จึงยังไม่ทันไปเยี่ยมแม่ประไพ เพราะหล่อนได้มาหาข้าพเจ้าเมื่อวานนี้เอง และพลูซึ่งป้าเอามาให้ก็ยังกองอยู่เปนพะเนินไม่บกพร่อง จากการเสพย์ (พลู) โดยคนใช้.

รุ่งขึ้นอิกวันหนึ่ง ข้าพเจ้านั่งอยู่ณที่ทำการ, รู้สึกนึกถึงแม่น้องรัก ใจเผาจี๋ด้วยความพะวงใฝ่ถึง, นึกว่าเย็นวันนี้จะไปเยี่ยมปลอบแม่น้องมิให้หมองหมาง ด้วยรู้ใจตระหนักอยู่ว่าถ้าห่างตัวพี่ไป แม่น้องก็ไม่ใคร่สบายใจเลย.

ข้าพเจ้าด่วนกลับ เมื่อได้ออกจากที่ทำงานแล้ว พอถึงบ้านเห็นคุณป้ามานั่งคอยอยู่.

อาการของป้าซึ่งทุรนทุราย แลการที่แกนั่งร้องไห้อยู่ ทำให้ข้าพเจ้าใจหายวาบวับราวกะใครปลิดทิ้ง ที่ได้สำนึกว่าคงมีเหตุแม่นแท้จึงได้เห็นอาการเช่นนี้.

ข้าพเจ้ายืนแขงตลึงจ้องดู แกร้องไห้พลางบอกว่า “คุณคะ แม่ประไพหายไปแล้ว !”

ข้าพเจ้าได้แว่วเสียงรู้เหตุร้าย ก็ยิ่งแขงตลึงไป เหมือนภูตอะไรมายึดข้าพเจ้าตรึงไว้กับที่ พอได้สำนึกในถ้อยคำของป้าเผาจี้แทงใจ เหมือนเหล็กร้อนจี๋เอาดวงจิต ข้าพเจ้าพูดเสียงแขงว่า “อะไรนะป้า!”

“แม่ประไพหายไปแล้วข้ะ หายไปแต่บ่าย ฉันค้นไม่พบ ฉันกลัว—”

ข้าพเจ้ารู้ตลอดว่าแกจะว่ากระไร สิ่งซึ่งแกกลัวมานานนั้นได้ผลปรากฎขึ้นแล้ว แลสิ่งซึ่งแม่ประไพกลัวมานานนั้นได้ผลปรากฎขึ้นแล้วด้วย ! เปนสิ่งอันเดียวกันซึ่งถูกป้ากับหลานสาวได้ขยาดกลัว, สิ่งนั้นคือผู้ร้ายอันปองจับตัวหล่อน! แลข้าพเจ้าได้เฉยเชือนชักช้าไป, ไม่เอาตัวหล่อนมาปกครองไว้เสียให้พ้นภัย!—จนการร้ายได้เกิดขึ้นแล้ว !

ข้าพเจ้าซุดนั่งลงหอบ ข้าพเจ้าทุกข์หนัก เสียใจหนัก แทบสิ้นสติสลบไสล ใจหายวาบ ๆ อาการไข้ใจที่ได้เคยเกิดแล้วแก่ข้าพเจ้า ดูเหมือนได้กลับมาใหม่ทั้งหมดอิก ข้าพเจ้าใจสั่นสท้านเสียว หน้ามืดไนยตาฝ้า ศีร์ษะหนัก สท้านหนาวสท้านร้อน ดูเหมือนดวงใจกำลังตกเหวลิ่ว ๆ ลึก ๆ ลงไปลับ ความโศกทั้งสิ้นได้กลับฟื้นขึ้นมาใหม่ ความทุกข์ทนหม่นไหม้ซึ่งเคยมานั้นกลับหันเข้าหาข้าพเจ้าใหม่โดยแรง กล้าแขงเหมือนอย่างไฟหัวลม.

แล้วข้าพเจ้าโกรธ ข้าพเจ้าตะโกนว่า “คุณพระพาหล่อนไป ! ข้าจะไปบ้านคุณพระ จะเรียกโปลิศหมดเมืองไปรับแม่น้อง จะไปค้นคว้าหาน้อง—ถึงกับทำลายบ้านช่องของคุณพระได้ก็จะทำลาย ขอแต่ให้ได้น้้องแก้วคืนมา !”

คุณป้าร้องไห้พลางตอบคำข้าพเจ้าว่า หมู่นี้หนูประไพพบคนร้ายมาด้อมมอง รู้สึกกลัวตัวมาก, บอกป้าบ่อย ๆ ว่ามีคนร้ายมาตอมมากนัก แลหล่อนไม่กล้าจะไปไหนห่างไกลเรือนเลย วันนี้เวลาบ่ายอยู่ดี ๆ หายไป ป้านั้นคอยระแวงใจอยู่เสมอ ครั้นเห็นหลานสาวหายหน้า จึงให้เด็กหญิง ๆ เที่ยวตามหาจนทั่วแล้วก็ไม่เห็นตัว จึงรู้แน่ว่าผู้ร้ายจับตัวไปแน่แล้ว.

ข้าพเจ้าร้อนใจยิ่ง คิดถึงน้องรักแทบใจจะเด็ดขาด ข้าพเจ้าร้องว่า “ดีหละ, คุณพระ แกจะได้เห็นดี ถ้าไม่ได้น้องรักคืนมา ข้าไม่ขออยู่ร่วมฟ้ากับแก.”

ข้าพเจ้ายังมิได้ถอดเสื้อ เหงื่อออกไหล—โซมหน้า แต่ว่าจะต้องรีบไปให้จงได้ คิดว่าจะตรงไปยังบ้านคุณพระใส่ให้เอ็ดตะโรเสียใหญ่ แล้วคิดว่าไปไต่สวนยังสวนพลูให้รู้เหตุชัดเจนจะดี แล้วคิดว่าถ้าไปแจ้งความที่โรงพักให้ช่วยกันรีบติดตามหาก็ควร แต่ข้าพเจ้าก็ด่วนมา ข้าพเจ้าสั่งป้าให้กลับยังสวนพลูเร่งค้นคว้าติดตามหาไปพลาง.

ข้าพเจ้าเดินตะบึงมาไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อไหน, เดินมาเห็นโปลิศนั่งพักนิ่ง ช่างเฉื่อยชาง่วงเหงาหาวเรอเหมือนอย่างทองไม่รู้ร้อน จะช่วยเราทันอกทันใจที่ไหน ข้าพเจ้ารู้สึกว่าคุณพระจะใส่หน้าด้านว่า ท่านไม่รู้ไม่เห็นในขณะที่ข้าพเจ้าไปชี้หน้ากล่าวโทษท่าน แลข้าพเจ้ารู้สำนึกว่าที่สวนพลูเต็มไปด้วยต้นพลูแลไม้ค้างพลูเท่านั้น ทั้งแม่ประไพที่ไหนจะไปตกอยู่ในท้องร่องท้องคูลับตาคนที่บ้านนั้นได้ ข้าพเจ้าก็เดินดุ่ม ๆ ไปไม่รู้ว่าจะไปไหน แต่ต่อมาข้าพเจ้าคิดความคิดได้ดีที่สุด คือข้าพเจ้าจะไปหานายขบวน.

เมื่อข้าพเจ้ารีบตะบึงมาถึงบ้านนายขบวนนั้น เธอพึ่งกลับจากทำการ พึ่งถอดเสื้อผลัดผ้าเสร็จ เธอเปนคนปั๊งชวล คือไปถึงออฟฟิศก็ตรงนาที กลับถึงบ้านก็ถึงบ้านตรงกับนาทีนั้นเสมอเปนนิจกาล.

เธอเห็นหน้าข้าพเจ้าเปนหน้าเซียว แลอาการลุกลนของข้าพเจ้าทำให้เธอตกใจ เหมือนอย่างข้าพเจ้าได้ตกใจเมื่อเห็นคุณป้านั้นแล้ว.

เธอตกใจเท่าขนาดที่เสียเพื่อนรัก หรือเสียเพื่อนของเพื่อนรัก เธอนิ่งคิดนิ่วหน้าอ้ำอึ้งอยู่ แล้วถามว่าหล่อนหายไปไหน เมื่อเธอได้ยินเหตุ.

ข้าพเจ้าตอบว่า “จะไปรู้หรือ.”

แล้วก็เล่าความตามป้ามาบอกเหตุ แลซ้ำแสดงอาการของป้าแลความรู้สึกของข้าพเจ้าในขณะนั้น แลในขณะนี้ด้วย.

นายขบวนยิ่งตกใจพูดว่า “ป้าแกเปนคนสัตย์ซื่อมาก ไม่ต้องสงไสยในป้าที่จะรู้เห็นเปนใจด้วย, น่ากลัวจะโดนผู้ร้ายพาแม่ประไพไปเสียจริง นอกจากคุณพระเปนต้นเหตุแล้ว ไม่มีใครเปนหัวน่าในการลักตัวหญิงสาวคราวนี้.”

ข้าพเจ้าร้องว่า “อ้ายเสือเถ้านั้นเอง ไม่มีใครแล้ว! นี่มันขะโมยจับตัวแม่ประไพไปอย่างไรได้หนอ.”

“คงจะให้คนลอบมาด้อมมอง พอหล่อนไปห่างจากเรือน ถึงในที่เปลี่ยว คนร้ายมันก็เฉี่ยวเอาหล่อนไปเสีย.”

“มันจะฉุดคร่าหรืออุ้มพาไปอย่างไรหนอ?”

“จริงหละ, แต่ถ้าฉุดคร่าไปทำไมหล่อนไม่ร้องให้คนช่วย หล่อนก็โตจนรุ่นสาวแล้ว ถ้าไม่ร้องในที่เปลี่ยวก็ทำไมไม่ร้องให้เขาช่วยในถนนใหญ่”

“บางทีจะไม่ร้องได้กระมัง.”

“หรือมันจะจับตัวกดฅอให้ดมยาสลบเสียก่อน จึงบรรทุกใส่รถไปได้.”

“หรือว่าล่อลวงไปให้หล่อนพาซื่อตามมันไปจนถึงที่พักของมัน แล้วข้าพเจ้าพูดต่อไปว่า.”

“หล่อนก็เปนเด็กโตแล้ว แลก็ไม่ไว้ใจแก่ผู้ร้ายเลย คอยหวั่นหวาดอยู่เสมอ โอ, นายขบวน ถ้าฉันเสียแม่ประไพอิกซ้ำ อกฉันจะแตกตาย เพราะช้ำในแม่ปรุงยังไม่ทันจะหายช้ำเลย ถ้าซ้ำโดนแม่น้องรักต้องพรากไป ฉันเห็นว่าตัวฉันจะทุกข์ใจไม่รอดเสียแน่.”

ข้าพเจ้าทุรนทุราย มีอาการร้อนรนหนักขึ้นทุกที แต่เห็นนายขบวนซึ่งได้ตกใจเปนหนักหนานั้นมาเห็นข้าพเจ้าหวาดหวั่นทวี เธอก็ยิ่งแสดงใจเย็นหนักทวี ดูท่าทางไม่ค่อยตระหนกตกใจ พูดจาเปนอย่างอาการสำราญใจ ข้าพเจ้ายิ่งร้อนใจยิ่งวุ่นวายหนัก.

เธอออกไปข้างนอกว่าจะสืบถามบ่าวไพร่ ได้ยินเธอเรียกบ่าวไพร่บางคน ข้าพเจ้านั่งคอยอยู่คนเดียวยิ่งร้อนใจยิ่งนัก พอเธอกลับมา, ข้าพเจ้าถามว่าได้ความว่าอย่างไร เธอว่าไม่ได้ข่าวอะไรเลย ไม่มีใครรู้วี่แววด้วยเรื่องนี้ แต่ได้จัดส่งบ่าวที่ไว้ใจให้แยกย้ายไปสืบสวนด้วยความนิ่ง แลเราต้องทำการโดยเงียบ ๆ จะนำความสำเร็จมาให้มากกว่าที่เราจะวู่วาม.

ข้าพเจ้าถามว่า “นี่เราจะทำอย่างไรดี—ตัวเธอกับฉัน?”

เธอว่า “นี่คุณพึ่งกลับมาจากออฟฟิศ ยังไม่ได้รับประทานอาหาร จงรับประทานอาหารเสียด้วยกันก่อน.”

ข้าพเจ้าตกใจ อยากเห็นหน้าน้องนุชสุดสวาท ไม่อยากให้ช้าไปสักนาที ข้าพเจ้าร้องว่ากินเข้าไม่ลงฅอแล้ว ร้อนใจอกจะแตกแล้ว เธอยิ่งทำใจเย็นปลอบโยนข้าพเจ้าต่างๆ ว่านั่นก็เปนเด็กรุ่นแล้ว ถ้าหล่อนไม่ยอมแล้วคุณพระก็ทำอะไรไม่ได้.

แต่ข้าพเจ้าว่าคุณพระนั้นเหมือนอย่างเสือร้ายท่านใคร่กดฅอใคร ๆ ลงได้ไม่อายเหนียม ถ้าแม่ประไพจะตกอยู่ในอำนาจท่านกระนั้น มันเปนการสงสารหล่อนมาก ๆ ที่จะตกทุกข์ให้ช้ำระกำใจ หล่อนจะต้องทรมานกายคอยหา—พี่.

นายขบวนปลอบว่า ถ้าหิวโหยจะเกิดเปนอันตราย ลมใส่เอาหน้ามืด เปนการดีกว่าที่จะกินให้อิ่มท้องไว้ให้มีใจกล้า จะได้ไปผจลการร้ายได้ด้วยเต็มใจแลกำลังแลทั้งเราจะได้คอยบ่าวซึ่งไปสืบข่าวนั้น กลับมาแจ้งความให้เรารู้เหตุดีแลร้าย.

ข้าพเจ้าแสดงว่าไม่อยากคอยบ่าว แลไม่อยากคอยให้เรากินเข้า แต่นายขบวนปลอบข้าพเจ้าให้กินอาหารจงได้ แลว่าในระหว่างกินเข้านั้นเธอจะให้บ่าวไปบอกให้ผูกรถพลาง ๆ ข้าพเจ้าก็รับประทาน แต่ไม่ใช่เพื่อจะเอารสเอาชาติในอาหารหรือความพอใจ เปนแต่ขืนใจกินแค้น ๆ ไปอย่างนั้น กินแต่พอหนักท้อง.

นายขบวนทำท่าทางรื่นเริง พอเด็กมาบอกว่ารถมาถึงแล้ว เธอก็ไปจัดแจงแต่งกาย แลลงบันไดมา ข้าพเจ้านั้นเดินรี่ขึ้นรถทีเดียว แต่เธอหยุดพูดอยู่นานกับคนใช้ ซึ่งยืนคอยดักเธออยู่ พอข้าพเจ้ารู้สึกสิ้นความเพียรที่จะนั่งคอยในรถ เธอก็มาขึ้นรถพอดี แล้วพูดว่าเราต้องไปที่สวนพลู.

ข้าพเจ้านั้นนึกว่าไปไหน ๆ ก็เอาเถิด ไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้าหรืออเวจีก็ได้ แต่ขอให้รีบด่วนออกจากบ้านนี้ไปโดยเร็วหน่อยเถิด.

ตามทางที่มาเปนเวลาเย็นลงนักแล้ว ข้าพเจ้ายิ่งมีใจเศร้าคิดถึงน้องน้อยยอดเสนหา ยิ่งเย็นลงก็ยิ่งคิดถึงหล่อนทวีขึ้น แต่พอนายขบวนชวนทำร่าเริงมาตลอดทางจนถึงที่ เราก็พากันไปในสวนพลู ข้าพเจ้าแลดูสวนนั้นครึ้มไปด้วยเวลาเย็นจะค่ำอยู่รอน ๆ ยิ่งใจสท้อนได้สำนึกถึงน้องรักเคยมาได้ประสบพบหน้ากัน แลหล่อนได้เคยแสดงความยินดีนี่กระไรที่ได้เห็นข้าพเจ้ามาเยี่ยมแลได้แสดงความทุกข์ใจนี่กระไร เมื่อข้าพเจ้าจะต้องลาห่างไปทิ้งหล่อนไว้ให้กลัวภัยในที่นั้น บัดนี้ข้าพเจ้าได้ชล่าใจทำให้เสียการใหญ่ มิได้ช่วยหล่อนนั้นให้พ้นภัยในทันที จนเกิดเหตุอันทำให้หล่อนทุกข์ทรมานได้ถึงเพียงนี้.

ข้าพเจ้าแลไปใจหาย, เห็นแต่ต้นพลูระเกะระกะก่าย, ท้องร่องน้ำใสเย็นราวกะได้กลิ่นหล่อนจมน้ำตายเสียแล้ว ยิ่งครึ้มจะค่ำคราวพยับพโยมเย็น ข้าพเจ้าเห็นเปนที่น่าอนาถใจยิ่งนัก เดินลากขามามิใคร่ได้ ก็ร้องไห้ฟายน้ำตาซุดนั่งลง ความระลึกถึงการชั่วร้ายในกระท่อม ความระลึกถึงความชั่วร้ายในโรงสุราทำให้แทบสิ้นสติ.

นายขบวนว่า “ทำไมคุณทำใจท้อ.”

ข้าพเจ้าว่า “โอ้, คุณพระคุณเจ้าช่วยหล่อนด้วยเถิด ขอให้ได้กลับมาเห็นหน้ากันเถิด.”

พอความวังเวงของสวนพลูทำให้ข้าพเจ้ายิ่งอนาถใจ ข้าพเจ้าร้องไห้รำพรรณครวญ.

พอป้ามาหาเรา ข้าพเจ้าถามว่า “ได้ตัวหล่อนมาแล้วหรือยัง ?”

บ้าบอกว่าหาไม่พบ ตามตัวจนหลายตลบก็ไม่เห็น

ข้าพเจ้ารู้ข่าวยิ่งอกร้อนแทบจะร้องไห้ให้ตายเสียในที่นั้น.

ขณะนั้นนายขบวนร้องว่า “นี่คุณทำไมมาร้องไห้ทำใจท้อเช่นนี้ ยังไม่รู้หรือว่าเราจะได้หล่อนมาในบัดนี้มิทันให้ยามหนึ่งล่วงไป.”

ข้าพเจ้าถามว่า “ทำไมเธอจึงรู้?”

เธอตอบว่า “รู้แน่สิว่าจะได้น้องรักคืนมาให้คุณ, ผมชวนมานี่ใช่ว่าจะชวนมาให้เห็นสวนชวนร้องไห้ ผมชวนมาปลอบป้าว่าอย่าร้อนใจ แลอยากพบป้าสนทนาปราไสย.”

ข้าพเจ้าว่า “มาปลอบป้าทำไม มานั่งพูดเล่นอยู่กับป้าทำไม เมื่อแม่ประไพมีทุกข์จู่มาหาหล่อนทุกนาที ซึ่งเธอว่าจะได้หล่อนคืนมาในค่ำวันนี้หน้ะ เธอรู้อย่างไร ?”

“รู้ซีน่า แท้จริงเดี๋ยวนี้ผมรู้แล้วว่าหล่อนอยู่ที่ไหน.”

“หล่อนอยู่ที่ไหนเล่า ?”

“ก็อยู่ที่บ้านคุณพระน่าซี.”

“งั้นเรามาที่สวนนี้ทำไม ทำไมไม่ไปรับหล่อนที่บ้านคุณพระ.”

“ก็มาปลอบป้าเสียก่อนอย่างไรเล่า คุณป้าอย่าร้อนใจเลย แม่ประไพอยู่สบาย ค่ำวันนี้จะนำมาให้พี่ชายเขากอด.”

ป้าว่า “ดีหละ ขอเร่งตามตัวมาได้ยิ่งเร็วยิ่งดี เด็กมันขวัญอ่อนอยู่หลายวันแล้ว ถ้าได้มาอยู่กับคุณพี่เมื่อไร ฉันจะจัดเข้าของคืนส่งไปให้หมด ขี้เกียจรักษา.”

นายขบวนว่า “ดีหละจ้ะ, อย่าวิตก แม่ประไพไม่เปนอันตราย.”

ข้าพเจ้าร้องว่า “ไปเถิด ไปเถิด ไปหาหล่อน อย่ามัวพูดกันให้ช้าเลย.”

ข้าพเจ้าฉุดนายขบวนมาขึ้นรถ บัดนี้ค่ำมืดรำไรแล้ว ใจข้าพเจ้าหาย อกจะแตกตาย, กระชั้นเวลาทุกหายใจเข้าออก รถก็รีบแล่นกลับมา.

ข้าพเจ้าต่อว่านายขบวนว่า “เมื่อรู้ว่าแม่ประไพอยู่บ้านคุณพระทำไมแกพาฉันเฉไปบ้านป้า.”

เธอหัวเราะว่าจะคอยเวลาให้มืดค่ำทำการได้สนัด

ข้าพเจ้าถามว่าจะทำอย่างไร.

เธอบอกว่าเราต้องไปสืบดูให้รู้ว่าแม่ประไพอยู่บ้านคุณพระนั้นอยู่ห้องไหน แล้วเราก็จู่เข้าไปรับตัวหล่อน.

ข้าพเจ้าว่า “ก็อย่างงั้นน่าซี, แต่ทำไมเราจะรู้สดวกว่าหล่อนอยู่ห้องไหน คุณพระจะทำการกีดขวางเราใหญ่กระมัง ใครจะช่วยเราเล็ดลอดสอดแนมถึงห้องในได้ เราจู่เข้าทางน่าบ้าน คุณพระท่านก็ซ่อนหล่อนไว้เสียหลังบ้านก็แล้วกัน ป่านนี้มิบีบคั้นหล่อนแย่เสียแล้วหรือ.”

“ผมรู้แน่ว่าเราจะทำการได้สดวก เราจะได้ตัวแม่ประไพคืนมาทันที.”

“ใครจะช่วยเรา?” ข้าพเจ้าถาม.

นายขบวนหัวเราะพูดว่า “คุณลืมแล้วหรือ แม่กลึงอย่างไรเล่า หล่อนจะช่วยเราให้สมคิดเต็มที่.”

ข้าพเจ้าได้ระลึกถึงแม่กลึง ดีใจ ใจมานี่กระไร ข้าพเจ้าตบหลังนายขบวนด้วยความพอใจ แทบจะจูบศีร์ษะเธอให้สักสามหนด้วยความยินดี.

แม่กลึงจะช่วยเราเปนแน่ เหมือนเราได้ช่วยแม่กลึง แต่ความคนึงของข้าพเจ้ายิ่งทวีขึ้นที่เห็นค่ำมืดลงทุกที อนาถใจกลัวแม่รุ่นดรุณีจะยับเยินเสียด้วยผู้ใจร้าย ข้าพเจ้าไม่วางใจเลย จึงบอกนายขบวนตามความที่ข้าพเจ้าคิดกลัวนั้น.

นายขบวนหัวเราะว่า “บัดนี้แม่ประไพอยู่ในที่พ้นอันตราย.”

ข้าพเจ้าถาม “ทำไมรู้.”

เธอตอบ “ผมได้จัดแจงไว้เรียบร้อยดีแล้ว.”

ข้าพเจ้าไม่เชื่อใจ ยิ่งค่ำมืดยิ่งใจเตือนตึกเต้น ยิ่งนึกถึงคราวได้เห็นแม่ประไพกับคุณพระคราวปลุกปล้ำกันอยู่ต่อหน้าบิดาหล่อนที่โรงสุราในเวลาดึก ข้าพเจ้ายิ่งร้อนใจ เร่งรถให้ขับตบึงมา.

“เอ้า, เรามาถึงแล้ว” นายขบวนพูดเมื่อรถหยุด

ข้าพเจ้าว่าเราจะทำอย่างไรดี จะจู่ขึ้นบนเรือนดีหรือจะเข้าทางไหนดี.

นายขบวนพูดชี้มือว่า “นั่นเปนคนใช้ของผม มันโบกมือให้เราไปข้างหลังบ้าน เห็นไหมขอรับ เราจอดรถแอบ ๆ ไว้ที่นี่ เราเดินทางนอกบ้าน วกเข้าทางหลังบ้านคุณพระ ดีไหม.?”

“ไปเร็วเถิด” ข้าพเจ้าเร่ง.

นายขบวนกับข้าพเจ้าก็เดินอ้อมมาเข้าทางหลังบ้านคุณพระ ที่นั่นมืดด้วยเปนเวลาค่ำ, มีต้นกล้วยแลต้นไม้อื่นแลมีต้นไม้กระถาง บ้านนี้เปนตึกสองชั้นเก่าคร่ำ เรามองซ้ายขวาไม่รู้ว่าจะเข้าตึกช่องใดดีจึงจะพบแม่ประไพ พอได้ยินเสียงแกรกกราก เราก็แอบซุ่มเสีย ฟังเสียงดิ้นหรือเสียงร้องขาน เผื่อจะรู้ได้ว่าแม่ประไพจะอยู่แห่งใดบ้าง หรือคอยดูว่าหล่อนจะเยี่ยมหน้ามาทางช่องน่าต่างช่องใดบ้าง.

เสียงแกรกกรากมาใกล้ เปนเด็กโตเดินผ่านมา นายขบวนบอกว่านั่นคือบ่าวของเธอ ๆ จึงรีบออกไปหา พบบ่าวก็พูดซุบซิบกันอยู่ ข้าพเจ้าออกมาไม่ทันฟังว่าเขาพูดว่ากระไร.

นายขบวนชี้ว่าแม่ประไพอยู่ห้องที่น่าต่างนี้, เราต้องขึ้นทางน่าต่าง ข้าพเจ้าว่าเราปีนขึ้นอย่างไรได้เล่า. เราจึงยืนหมุนวนอยู่ พอข้าพเจ้าได้ยินเสียงร้องไห้ ข้าพเจ้าจำเสียงได้ จึงสาบาลว่าจะต้องขึ้นไปให้จงได้. จนชั้นว่าจะต้องวางวิ่งขึ้นทางบันไดข้างน่าก็เอา.

นายขบวนกระซิบว่า “บ่าวผมบอกว่าที่ข้างต้นไม้นั้นมีบันได.”

ข้าพเจ้าก็วิ่งตรงไปยังใต้ต้นไม้นั้น มิช้าก็ได้บันไดนั้นมาพาดที่น่าต่าง ยังเหลือห่างช่องน่าต่างอิกเล็กน้อย.

“ขึ้นไปสิ ผมขึ้นตามหลัง” ท่านสหายออกคำสั่ง.

ไม่ต้องบอก ข้าพเจ้าก้าวขึ้นคั่นบันไดไปแล้ว ข้าพเจ้ากัดฟันนึกไว้จะต้องรับมือมัน ผู้ใหญ่ผู้เจตนาร้ายแก่เด็กอย่างไร จะพูดว่ามันให้เสียหายอย่างไร หากเห็นมันกำลังเล่นชู้ ข้าพเจ้าจะถองโครงท่านชราสักกี่ตึงก็นึกไว้เสร็จ ข้าพเจ้าตั้งใจมาด้วยใจเด็ดเดี่ยว ถึงเปนตายขอให้ได้ช่วยแม่หนูเต็มที่.

ข้าพเจ้าก้าวบันไดพรวด ๆ ขึ้นไปสุดคั่น ก็ปีนน่าต่างกระโดดเข้าไปในห้อง.

ข้าพเจ้าพบ—พบหญิงผู้หนึ่งสาวผู้ใหญ่หน้ากลมเปนซาละเปา แก้มยุ้ย, สยายผมดำทิ้งยาวเลื้อยเกินสะเอว ผมดกเลื้อยยุ่ง คุมกับดวงหน้าอันกลมให้งามสง่ายั่วยวนเสนหา, ปากงาม จมูกเปนสันรับลักษณะกันดูคมคาย, ฅอกลม, แขนกลม, ขากลม, สะโพกกลมดูอ้วนท้วม ๆ น่ารัก นุ่งโสร่ง, สะโพกผายไหล่ผึ่ง ใส่เสื้อฅอซับทรวง ดูอกตั้งเต่งโปน เสื้อฅอนั้นหนีบรัดทรวงไว้ แลดูสล้างเสมือนถันใหญ่ได้ตั้งบีบเบียดกันชิดเนื้อซึ่งกันแลกัน.

หน้าหล่อนขาว, อกขาว, ฅอขาว, แขนขาขาว สล้างจับแสงไฟฟ้า ข้าพเจ้าเห็นหล่อนก็ชงักยืนตลึง หล่อนแลดูข้าพเจ้าด้วยความพิศวง แล้วก็แย้มเยื้อนเอื้อนอรรถ ข้าพเจ้าแลดูการแย้มเยื้อนของหล่อนเห็นยิ่งทำให้หล่อนทวีราษีดวงภักตร์ผุดผ่อง หล่อนยิ้มพลางชำเลืองตามาแลพูดด้วยสุระเสียงเครือ ๆ ฟังวังเวงเข้าไปกำซาบหทัย ราวกะลมปราณของหล่อนมาเป่าให้รัญจวนจิตพิษเสนหา เพื่อให้รู้สึกสร้านซ่าไปทั่วสารพางค์กาย.

หล่อนยิ้มว่า “นี่คุณมาในห้องนอนฉันทำไม, ฉันยังแต่งตัวไปรเวทอยู่ในห้องในของฉัน, คุณจู่มาไม่ทันฉันรู้ตัว, ไม่ทันฉันแต่งตัวให้สุภาพ.”

พูดแล้วหล่อนก็ยิ้มชำเลืองกลอกตาไปมา ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าใจเตือนเต้นด้วยโลกียนิยม แลยิ่งเกรงใจหล่อนเปนอันมากที่ได้บังอาจจู่ล่วงเข้ามาในห้องนอนทางน่าต่างในขณะหล่อนยังแต่งกายไปรเวทอยู่ อำนาจการแสดงกายแลถ้อยคำแลน้ำเสียงของหล่อน บังคับให้เรารักให้เราเกรงหล่อนเปนอันมาก ข้าพเจ้าหน้าเก้อไม่รู้จะตอบอย่างไร หล่อนนั้นก็ยิ่งยิ้มย่อง หน้าซาละเปาก็ยิ่งกระชุ่มกระชวยแจ่มใส, จริตอันงามงอนก็เปล่งปลั่งออกมาทุกที.

ข้าพเจ้ายิ่งเก้อเขินสะเทิ้นอาย จึงหันหลังเยี่ยมน่าต่างมามองดูนายขบวนให้เปนเพื่อนกาย เห็นเธอยังก้าวบันไดขึ้นมาอย่างชักช้านี่กระไร จนเปนที่สงไสยว่าทำไมเธอจึงไต่เต้าช้้านัก แลถ้าข้าพเจ้าลงไปยังแผ่นดินแลเงยหน้ามองดู หน้านายขบวนซึ่งก้มลงมาดูดินอยู่นั้น ข้าพเจ้าคงจะได้เห็นเขายิ้มหัวร่อข้อขันที่ข้าพเจ้าไปเก้ออยู่นั้น เพราะเขาได้บอกภายหลังว่าเขาได้หัวร่องอ ๆ จนเขาไต่ขึ้นไปแทบไม่ไหว ข้าพเจ้าจึงเข้าใจได้ว่าหน้าเขาคงยิ้มแหง๋โดยหัวเราะจนหน้าแป้นเหมือนวงซาละเปา เท่ากับดวงภักตร์ของแม่สาวทึมทึกเจ้าของห้องนี้.

เมื่อนายขบวนยังห่างกายไม่เปนเพื่อนข้าพเจ้าได้แล้ว ข้าพเจ้าก็หันมาดู เห็นดวงหน้าอันกลมแฉ่งนั้นกำลังยิ้มแป้นอยู่ ข้าพเจ้ายิ่งขวยใจ แลดูห้องทั่วไป เห็นงดงามเปนกิจะลักษณะดีพร้อมน่าปลื้มใจ พอเจ้าของห้องจะปริปากพิปรายอิก ข้าพเจ้ารีบหันมาหาน่าต่างพลางเยี่ยมหน้าไปกระซิบนายขบวนว่า “มาโดนห้องแม่กลึงเข้าแล้ว เจ้าของห้องกำลังทรงโสร่งยิ้มแป้นอยู่.”

นายขบวนหัวเราะหึ ๆ.

พอข้าพเจ้าเหลียวมาดูอิกทีที่ในห้อง ก็ได้เห็นของปลาดซึ่งทำให้ข้าพเจ้าดีใจราวกะได้ลอยฟ้า.

แม่กลึงยืนเคียงประคองแม่ประไพ, ๆ สยายผมทิ้งยาวเหมือนแม่กลึง ๆ จับมือแม่ประไพ ๆ ยิ้มแกมโศก.

แม่กลึงยิ้มพลางพูดแก่ข้าพเจ้าว่า—“นี่แหละ—แม่ประไพ ฉันรักษาไว้ให้คุณ นี่แหละเปนน้องน้อยกลอยสวาทเพียงขาดใจของคุณ— นี่แหละที่เปนยอดรักยอดเสนหาอาไลยของคุณ ซึ่งฉันรักษาไว้ให้, ฉันคอยมอบตัวให้คุณอยู่ นี่แหละฉันถนอมไว้ไม่ให้มีราคี นี่แหละหล่อนบริสุทธิพรหมจารีแท้—สาวทั้งแท่งทีเดียว เชิญรับเอาไปเสียเถิดข้ะ.”

ข้าพเจ้าตลึงกายด้วยปลื้มใจ.

นายขบวนซึ่งเข้ามาในห้อง แล้วก็พลอยปลื้มตาไปด้วย.

แม่ประไพโผมากอดข้าพเจ้า, ๆ ก็กอดรัดหล่อนไว้จนสนิทเนื้อ ความทุกข์วิตกวิโยคยากเย็นก็ถอยเสื่อมคลายหมด เมื่อได้รัดน้องรักไว้แน่นชิดกาย ใจมาเท่าฟ้าเท่าดิน ดีใจเหลือแสน พอเชยหน้าน้องให้หน่อย เห็นแม่กลึงดูการตระโบมไม่ได้เต็มตา, ได้แต่ชำเลืองหางตาแลก้ม ๆ เงย ๆ ข้าพเจ้าก็กลัวใจแม่กลึงจะนึกนินทา.

แม่กลึงยิ้มพยักพูดว่า “เอาไปเถิด จงพาตัวหล่อนไปโดยดุษดี.”

ข้าพเจ้าปลื้มใจอย่างเดียว ได้แต่กอดน้องรักไว้ไม่ให้ไกลกาย ไม่รู้ว่าเรื่องราวเปนทางเหนือทางใต้ ย่อมไม่ใคร่สังเกตว่าอะไรมีอยู่รอบข้าง รู้สึกอย่างเดียวว่าได้แม่ประไพมากอดไว้มั่นแล้ว หายทุกข์วิตกแล้ว ของหายได้มาแล้ว เลยสูดแก้มน้องแก้วด้วยดีใจจนลืมกาย.

“ลาก่อน ขอบใจแม่กลึง” ข้าพเจ้าร้อง แล้วข้าพเจ้าก็ทำลนลานเหมือนตลกลครฝรั่ง ไม่คิดรีรอชักช้าอะไร, โอบอุ้มแม่ประไพเข้าไว้ เดินตรงมาที่ช่องน่าต่าง ราวกะจะเหาะไปจากวิมานในราตรีมืดฉนั้น.

นายขบวนลอบหัวเราะกับแม่กลึง แล้วนายขบวนมายึดข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าได้รู้สึกกาย ก็ไต่บันไดลงมาก่อน, นายขบวนก็ส่งแม่ประไพลงมา ข้าพเจ้าช่วยประคองแม่ประไพให้ไต่ลงบันได นายขบวนก็ไต่ตามลงมา ครานี้แกทำว่องไวได้เหมือนอย่างจิ้งเหลน จนถึงคั่นสุดท้าย ข้าพเจ้าทำอย่างไรไม่ทราบ—ทำไมจึงรู้สึกว่าแม่ประไพกำลังขี่หลังกอดฅอข้าพเจ้าอยู่.

นายขบวนซึ่งลงได้ว่องไว ไม่เหมือนเมื่อขาขึ้ึน ซึ่งมัวหัวร่อเสียอ่อนใจนั้น ลงมาถึงดินจึงพูดเตือนข้าพเจ้าว่า “คลายกอดกันเสียบ้างเถิด รีบไปขึ้นรถดีกว่า.”

ข้าพเจ้าก็รีบจูงมือแม่ประไพเดินมา.

นายขบวนก็ตามมาติด ๆ กัน.

ข้าพเจ้าเหลียวหลังไปดูที่น่าต่างอิกที เห็นดวงหน้าพุ่มพวง อันเปนวงกลมของเจ้าของห้องนั้นเยี่ยมน่าต่าง เหมือนอย่างดวงจันทร์อันส่องฉายแหวกกลีบเมฆ ซึ่งบัดนี้ดวงจันทร์ก็ได้ขึ้นส่องนภาสว่างโต้รัศมีดวงหน้าที่น่าต่างอยู่แล้ว.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ