บท ๔ ชีพอย่างชมจันทร์

เมื่อมีคู่อยู่กินกันใหม่ ๆ นั้น ตามธรรมเนียมฝรั่งมักชอบพากันไปเที่ยวอยู่เสียยังตำบลบ้านไกลในหัวเมืองอื่นอันมีอากาศสบาย เช่นตำบลทเลหรือหมู่เขาเช่นนี้ก็เพื่อจะให้ไกลตาจากเย่าเรือนเคหาซึ่งเคยอยู่จืดตา แลไกลญาติวงศ์พงศาทั้งหลาย. ให้คู่วิวาห์เห็นแต่หน้าซึ่งกันแลกันอันเปนมิตร์สนิทยิ่งแต่สองต่อสอง ทั้งได้รับความอิศรภาพในส่วนตัวทั้งสองคน ไม่มีห่วงกังวลกิจใด หรือกริ่งเกรงผู้ใด เช่นนี้เรียกว่า “ฮันนิมูน” ซึ่งหนังสือพิมพ์ภาษาไทยแปลว่า “การชมจันทร์.”

พูดแต่ย่อๆ ว่าการอันนี้ใช้กันเมื่อวิวาห์กันแล้วก็นำเจ้าสาวไปอยู่ป่าเขาสองต่อสองแล้ว ความรู้สึกของเขาทั้งสองจะเปนอย่างไร ? ไม่ต้องกล่าว แลจะปลูกเพาะการรักกันสนิทสนมได้ง่ายเปนแน่ แลย่อมรู้รสของการวิวาห์ได้เต็มอารมณ์ โดยมิต้องแบ่งอารมณ์ไปกังวลในกิจการ.

ข้าพเจ้าเองนั้นวิวาห์ที่สวนนั้น แลก็ยับยั้งที่สวนนั้น คุณหลวงให้เรือนหลังขวางเปนเรือนหอกว้างใหญ่ มีบันไดลงข้าง ๆ เรือนได้ ในห้องนั้นมีเครื่องแป้งงาม, มุ่งหมอนเตียงนอนงาม, ตู้งาม, ปูพรมงาม, โคมหลอดงาม, แขวนดอกไม้งามๆ, ปักดอกไม้งามๆ, ในพานบนโต๊ะแลเปลี่ยนบ่อยๆ, เครื่องเงินทองมีบ้าง เปนของเก่าได้มาจากคุณหลวงก็มาก จากคุณแม่ข้าพเจ้าก็มี เสื้อผ้างาม ๆ ของแม่ปรุงก็มีอยู่ไม่น้อยบรรจุตู้.

ข้าพเจ้าได้ย้ายมาอยู่บ้านสวนกับแม่ที่รักมันก็เหมือนได้ย้ายสถานมา “ชมจันทร์” ฝ่ายแม่ที่รักเมื่อวิวาห์แล้วหล่อนแลดูสวนของหล่อน เหมือนอย่างกลายเปนสวนสวรรค์ แลน้ำในท้องร่องคลองบ่อ เหมือนอย่างกลายเปนน้ำสระอโนดาต นั่นก็เหมือนได้ย้ายสถานมา “ชมจันทร์” เหมือนกัน.

ข้าพเจ้าลากระทรวงหยุดการได้สามสี่วันเท่านั้น ต่อนั้นมาก็ต้องเช้ามากระทรวง เย็นกลับบ้านทุกวันไป เมื่อตื่นแต่เช้าคราวใด ลมเย็นกระทบกายฟุ้งสร้านซ่า กลิ่นอากาศดูเหมือนหอมหวานไปทั่วถิ่น เสียงสงัดคน มีแต่แมลงภู่แมลงผึ้งภุมรินคำรณร้อง ทั้งนกอันแปลกตาร้องราวกะขับขาน ฟังเสียงดูช่างหวานนี่กระไร หากข้าพเจ้ามัวนอน แม่แก้วตาก็อุตส่าห์ปลุกให้ฟื้นกายเพื่อให้รีบไป เสร็จราชการรีบกลับมาเห็นหน้าพูดจากันใหม่ เมื่อข้าพเจ้านอนหลับก็เหมือนอย่างได้นิมิตร์ฝันดีจับใจอยู่ เมื่อผวาตื้นขึ้นก็ยิ่งชื่นชมด้วยความปลื้มใจ เห็นแม่ตาดำ ๆ คิ้วก่งยิ้มวอนอย่าให้นอนสาย หน้าแฉล้มแย้มพรายเก๋อย่างนิมิตร์ได้มา เมื่อแตะต้องประคองสัมผัศาทำให้รู้สึกว่าไม่ใช่นิมิตร์ฝันไปเปล่า ๆ อย่างเหล็วใหล แต่ว่าได้สมสุขแลได้ตัวผู้ชวนสุขสนุกสำราญมาไว้จริง.

ข้าพเจ้าย่อมรีบกลับมาบ้านในเวลาเย็นจากพระนครมาสู่สวนโดยด่วนไม่เถลไถล จนหล่อนรู้ใจทุกอย่างว่าข้าพเจ้ารักใคร่สนิทสนม หล่อนอาจจะฝากกายฝากใจได้โดยแท้ ดวงจิตข้าพเจ้าจะไม่ผันแปรไปอื่น หล่อนก็มีความขอบใจอยู่ไม่วาย เมื่อข้าพเจ้ากลับมาเวลาเย็นเหนื่อยหรือไม่เหนื่อยก็ดี มีแต่ลืมการกังวลอื่น ๆ ทุกทีโดยสถานแลบุคคลบันดาลให้.

สถานคือที่สวนอันร่มเย็นเปนที่โอฬารระโหฐานวิเวก บุคคลคือตัวเจ้าหล่อนอันงามปลอด ใช่แต่เท่านั้น ยังชวนพูดพลอดหรือมีอุบายชวนผาสุกทุกเมื่อ ไม่ชวนกินก็ชวนนอน, ไม่ชวนนอนก็ชวนพูด, ชวนชม, ชวนเที่ยวสวน, ชวนนั่งพลอดฟังเสียงนก, จนชั้นเหตุน้อย ๆ ซึ่งท่านจะนึกว่าไม่น่าบอก เช่นชวนอาบน้ำบ่อ, อาบน้ำคลอง , หรือตักจากท้องร่อง, เช้า, หรือเย็น, หรือค่ำ, ชวนว่ายน้ำกระทุ่มเล่นเปนฟอง, ชวนเก็บดอก, ชวนเก็บผลมะพร้าว, ชวนกินหมาก, ชวนสูบบุหรี่, ชวนดูดาว, ชวนนั่งตากลม, ชวนเลี้ยงปลา, ชวนเลี้ยงไก่, ชวนปลูกต้นไม้, ชวนตอนต้นไม้,. มันชวนใจข้าพเจ้าทุกอย่าง มันยวนใจทุกขณะ.

วันหนึ่งเวลาเย็นรอน ๆ เราได้นั่งกันบนแคร์ยาวใต้ต้นไม้ใบหนาท้ายสวนระหว่างลานอันปลูกไม้ดอกแลโกศล เปนที่ซึ่งข้าพเจ้าเคยจับต้องหล่อนเปนคราวแรก วันนี้ลมก็พัดเรื่อย ๆ เย็น ๆ เหมือนวันนั้น อากาศก็หอมอย่างเคยแต่ชื่นใจกว่าเคยมาก ข้าพเจ้าฉุดหล่อนมาใกล้กายพูดว่า “ที่นี้เคยนั่งก่อนวิวาห์ วันนี้ได้นั่งสบายกว่าเก่า แต่ก่อนต้องจากหล่อนเวลาตวันรอนๆ ร้อนใจพิลึก วันนี้ไม่ต้องจากกัน.”

หล่อนยิ้มแลเล่นตาพูดว่า “เธอไม่รู้ว่าฉันร้อนใจเท่าไร เมื่อเธอจากไปเช่นนั้น” แล้วหล่อนเล่าความรันจวนใจไปโดยจริงใจ เสียงหล่อนแลถ้อยคำกับสถานที่ที่วิเวกบันดาลให้ข้าพเจ้ากอดหล่อนใกล้เข้าทุกที ทำให้หล่อนเกิดพิศวาศหน้าตาแจ่มใส ปากแก้มแดงก่ำอย่างเย็นวันนั้น แลโดยความสวาทนั้นทำให้หล่อนให้สัตย์ปฏิญาณว่าขอร่วมคู่กันไปตลอดชีวิต.

เรานั่งอยู่ได้จนค่ำมืดคล้ายว่าลืมกาย จนแสงจันทร์ส่องสว่าง หิ่งห้อยจากต้นลำภูชายคลองบินมาหาเราอยู่ว่อนแวววามทำให้ทวีความชอบชื่น แลแม่ปรุงนั้นแสดงอาการให้ข้าพเจ้าเห็นว่าหล่อนชอบเกี้ยวแลเล้าโลมชายให้งวยงงได้ดีนัก สมัยนั้นข้าพเจ้าหน้ามืดด้วยความรัก ก็ไม่เห็นว่าเปนสิ่งแสลงอะไร. จากที่นั้นแล้วเราพากันมาอาบน้ำที่ท่าสพานในแสงเดือน แลในแสงหิ่งห้อยที่ต้นลำภูตามเคยที่เราอาบน้ำก่อนเข้านอน หล่อนนั้นช่างขยายการอย่างพิลึก—จะว่ารัก, หรือว่าหยอก, หรือปลอบ, ก็ไม่ทราบ กำลังหล่อนตัวเปียก หล่อนมากอดข้าพเจ้าเข้าเต็มรัด ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกวาบวับซับซึม บังเกิดสังหรณ์ขึ้นทันทีพร้อมกับที่เสนหา ต่างคนกำลังตัวเปียกเช่นนั้น หล่อนมาแนบเนื้อข้าพเจ้า ๆ เหลียวมาเห็นหน้าหล่อนต้องแสงจันทร์งดงามอย่างเงือกน้ำที่วาดเขียน ผิดแต่หล่อนเอาไว้ผมสั้น แต่กันฅอเกรียนเข้าทีมาก เห็นหล่อนยิ่งตาคมกลมดำ แสงไนยตาเปนประกาย หล่อนโถมมาสัมผัสรัดไว้ฉนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกเสียวสท้านด้วยเสนหา แต่ว่าเกิดสังหรณ์ขึ้นทันที ให้รู้สำนึกว่านิสัยหล่อนช่างชอบชวนชิดพิศมัย เฉลียวใจได้ว่าหล่อนใฝ่ในโลกีย์นักกระมัง. แลสัมผัศของหล่อนนั้นทำให้รู้สึกแปลบปลาบรันจวนใจ ข้าพเจ้าเกิดการหึงษาขึ้นมาทันที ให้คิดหวงเสน่ห์เล่ห์กลยลแยบธรรมรสหล่อนนัก น้ำใจให้ปั่นป่วนคิดกระสัน พลางหวั่นโพยภัยอันจะมีมาต่อหล่อนให้เปนที่ระคายเคือง ผู้หวงคือผู้หึง ๆ คือผู้เกียจกันความรัก ๆ แล้วก็ไม่ค่อยวางใจ แลหวนคิดไปถึงเขตที่สุดสองปลายว่า ถ้าเราคุ้มครองหล่อนโดยเต็มกำลังไม่พ้นภัยได้แล้ว ก่อนหล่อนจะต้องเสียตัวให้ใครนั้น หล่อนตายเสียก่อนดีกว่า มิฉนั้นเราผู้สามีตายเสียก่อนดีกว่า นี่เปนข้อสังหรณ์บ้า เปนสองปลาย. พอคิดเสนหาแลหึงที่สุดปลายเช่นนี้ได้แล้ว ข้าพเจ้าก็สท้านกาย หนาวเย็นซาบเข้าหัวใจ.

หล่อนถามว่า “หนาวหรือ.?” ข้าพเจ้าตอบว่า “ไม่หนาวน้ำ แต่หนาวลม.”

หล่อนแนบกอดข้าพเจ้าอิกซ้ำ ข้าพเจ้าสดุ้ง··· ต่อนั้นมาข้าพเจ้าไม่ใคร่วายอารมณ์หึงอิกเลย.

เมื่อเราขึ้นจากท่าน้ำมาในห้อง ดอกไม้บนโต๊ะส่งกลิ่นฟุ้งตลบห้อง.

หล่อนนุ่งใหม่ห่มใหม่ช่างดูวิลัยแท้ ๆ เจียวแม่เอ๋ย หน้าแฉล้มด้วย กายหอมด้วย ดูสวยกว่าเก่า หล่อนเห็นข้าพเจ้าซึมเซ่อก็ยิ้มลมัยมานั่งใกล้ให้เคล้า หล่อนเห็นข้าพเจ้าละห้อยละเหี่ย ก็รวน ๆ กายใกล้ชิดราวกะจะสกิดถามว่า เปนอะไร? แต่ใครจะไปออกปากบอกหล่อนได้ว่า “หล่อนจ่า อย่าให้ใครชมชิมหล่อนเลยนอกจากฉัน” หล่อนจะได้หัวร่อเห็นขันว่ารักกันยังงี้แล้ว จะพูดยังงั้นทำไม, ถ้าหากข้าพเจ้าจะประนมมือกล่าวว่า “ฉันไหว้หละขออย่าไปรักใครที่ไหนเลย” ก็จะทำให้หล่อนเห็นขันที่ผัวมานั่งประจบเมียเอาความรัก แลหน้าไม่อาย วอนไหว้ปิดประตูค้าความรัก เหมือนอย่างกอดลูกไก่ไว้กับอกแล้วสั่งว่า “ไก่เอ๋ย รักกันสองคน” เช่นนี้ดูทีจะขี้เท่อ ๆ กลาย ๆ. เปนดีกว่าอย่าปริปากขยายขี้เท่อ แต่ว่ารักมากเท่าไรชมมากเท่านั้นดีกว่า.

พอชายผ้าห่มหล่อนปัดมาหอมชื่นใจ ข้าพเจ้าก็จับชายผ้าดมโฮกใหญ่ พอหล่อนหักร่อคิ๊ก ข้าพเจ้าก็ลืมที่เพ้อพะวงหึงษามิหนำซ้ำเมื่อหล่อนหยิบผ้าริ้วแพรที่ได้ให้ไว้แต่ก่อนวิวาห์นั้นมา แลหล่อนสรรเสิญว่าผ้าผืนนี้หล่อนได้เคยห่มชมเมื่อนอนผ่อนคนึงนึกถึงพี่ที่รัก ทำให้ข้าพเจ้ายิ่งลืมหึงษาใหญ่.

อยู่กับแม่ปรุงใครจะไม่ลืมอะไร ๆ หมดได้ ว่าแต่จะไม่ลืมกิน, ลืมนอน, ลืมผ่อนหายใจหน้ะเถอะ.

ชีพในสวนกับแม่ดวงยิหวามันช่างน่าเพลิดเพลินนี่กระไรจะพรรณามันเหลือที่จะให้เพียงพอได้. “ปิกนิก” ใต้ต้นไม้, น้องชายหล่อนออกตลก, ทำขนมเลี้ยงกันในครัวหรือหัวท้องร่อง, ช่วยกันเก็บดอกไม้ ดูสาวใช้ตกปลา, ดูเก็บผักในท้องร่อง, ช่วยกันปลูกต้นไม้ ใน “ป๊าก” ท้ายส่วนซึ่งเปนที่เคยนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่, เลี้ยงส้มตำ, เลี้ยงส้มจีน, เลี้ยงผลไม้. ปล่อยบ่าวสาว ๆ เล็ก ๆ เล่นเอาเถิด, เล่นซ่อนหา, เล่นไล่บนบก, เล่นไล่ในน้ำ, นาน ๆ ฟังมันร้องเพลงชาวนา, นั่งพูดนั่งจา, นั่งสนทนาปราไสยที่ “ป๊าก” หรือที่ต้นไม้ใด ๆ เวลาล่วงไปสุขสบายยิ่งกว่านิมิตร์.

แม่ปรุงเปนภาพดังนิมิตร์, ข้าพเจ้าได้หล่อนทันใจดังนิมิตร์, เรารักกันอย่างนิมิตร์, จะพูดจาเชยชิดหรือหลับนอนอยู่กินก็มีรสอย่างนิมิตร์ทั้งนั้น.

คุณหลวงท่านรักเราทั้งสองยิ่งนัก ท่านตามใจทุกอย่าง, ท่านจัดเรือรีบไปส่งแลรีบไปรับข้าพเจ้าเมื่อไปทำงาน, ท่านรักข้าพเจ้าหนัก, แต่คุณแม่ข้าพเจ้ารักแม่ปรุงเปนอย่างที่สุด ถึงวันหยุดข้าพเจ้าพักจากงาน แม่ปรุงมี “โปรแกรม” สำหรับข้าพเจ้าในวันหยุดเปนพิเศษ คือยอมให้ตื่นสายไม่เปิดประตู ยอมให้กินสายด้วยอาหารพิเศษ, ย่อมชวนหาที่พักร้อนในสวน, ยอมเลี้ยงกลางวัน, ยอมให้งีบระงับเมื่อตวันบ่าย, ย่อมปฏิบัติไม่คลาดคลาย ย่อมชวนพายเรือไปชมแนวคลองแค่ใกล้, ย่อมชวนไปสู่สวนเพื่อนหรือญาติอันสนิทที่สุดที่ใกล้ ๆ พร้อมบ่าวไพร่หญิงแลเด็กทั้งน้องชาย, ย่อมดูแลให้บ่าวปลูกต้นไม้ใน “ป๊าก” หรือชวนข้าพเจ้าปลูกเอง, ย่อมเลี้ยงพิเศษ เล่นพิเศษ โดยตัวเราหรือด้วยสาวใช้แลเด็กคนใช้.

ตัวแม่ปรุงก็ไม่เปนที่น่าเบื่อนักอยู่แล้ว “โปรแกรม” ของชีพอันรื่นเริงสำราญแปลก ๆ อย่างวนเวียนเปลี่ยนกระสายไปดังพรรณามาแล้วนั้น มันเปนการนำมาซึ่งการไม่รู้สึกเบื่อหน่ายในรส “ชมจันทร์” ได้เลย.

คุณแม่ข้าพเจ้ามาเยี่ยมเราที่สวนบ่อย ๆ มาทีไรมีของเล็กน้อยมาฝากแม่ปรุงตามสรรพสิ่งที่หล่อนพอใจ คุณแม่ดีใจนักที่ได้วิวาห์แล้ว แลรักแม่ปรุงมากมายนัก ไนยว่าถ้าท่านยกเท้าหล่อนขึ้นทูนศีร์ษะท่านไว้ได้ก็คงทำกระนั้นทุกครั้ง ท่านรักหล่อนอย่าง “ทูนหัวทูนเกล้า” แท้ ๆ ท่านรักราวกะจะกลืน รักยิ่งกว่าชีวิตของท่าน ดังจะได้เห็นปรากฎต่อไป แม่ปรุงมีผู้ให้ความรักใคร่พิศวาศในตัวข้าพเจ้าแลมารดาอยู่แล้ว แลหล่อนได้รับความประคบประหงมเปนอันมาก หาที่จะไร้ในสิ่งใดไม่ ความจริงใจหล่อนก็รักแลรู้คุณอยู่ แต่หล่อนทำลืมเสียชั่วครั้งเดียวโดยเผลอไปหลงการโลกีย์ ทำให้เรายิ่งกว่าเลือดตากระเด็น.

วันหนึ่งข้าพเจ้ากลับมาจากงาน พอขึ้นจากเรือก็รีบมายังเรือน ด้วยหมู่นี้ข้าพเจ้าทวีความเสนหาหล่อนมากกว่าเก่า แลยิ่งห่วงเย่ามากขึ้น ตัวหล่อนนั้นก็ตอบแทนความห่วงอาลัยเต็มทีเหมือนกัน ยังไม่ทันขึ้นบันไดเรือน พ่อเปรมวิ่งมาหาแลกอดรัดเอวข้าพเจ้าไว้พูดว่า “นายเจียร, ขอรับ คุณพี่ปรุงป่วยเกือบตาย.”

ข้าพเจ้าใจหายวาบวับ เหลียวดูต้นไม้รอบข้างเห็นกลายเปนพฤกษาในอวิจีไปหมด ตัวสั่นขวัญหาย ถามเสียงเครือด้วยถ้อยคำอันออกจากลำฅอโดยยากว่า “คุณพี่ป่วยเปนอะไรเล่า พ่อเอ๋ย. ?”

“ราก, ขอรับ รากอ้วก ๆ นอนหายใจแขม่ว ๆ.”

ข้าพเจ้าใจหายวาบยิ่งประหม่า ถามว่า “ลงหรือเปล่า-ง่า-ลงท้องหรือเปล่า.?”

“ไม่รู้ได้ ขอรับ, แม้ นอนน้ำตาไหลด้วย นอนดมยาดมด้วย กินส้มด้วย.”

ข้าพเจ้าหวั่นใจเปนกำลัง หันมาเห็นบ่าวชายหนึ่งที่ไว้ใจ ก็สั่งว่าจงรีบลงเรือไปบอกคุณแม่ที่บ้านโน้นมาโดยเร็ว พอคนเรือจะยกแจวขึ้นมาเก็บทั้งสองคน พอได้ข่าวก็ลงเรือแจวหัวท้ายไปใหม่ มีคนสนิทของคุณหลวงนั่งกลางลำนำข่าวไป.

ข้าพเจ้าขึ้นบันไดด้วยขาสั่น ด้วยใจสท้านสท้อนอาวรณ์อ่อนทรวง ถึงน่าประตูห้องหอเห็นหญิงต้นห้องนั่งยิ้มรับอยู่ ข้าพเจ้าค้อนให้พลางถามว่า “แม่ปรุงเปนอย่างไรบ้าง.?”

นางต้นห้องตอบว่า “สบายข้ะ หายป่วยแล้ว.” ข้าพเจ้าเข้ามาในห้อง เห็นแม่ปรุงนอนอยู่บนเตียงนอน คลุมผ้าริ้วไหมหลับตาอยู่ พอได้ยินเสียงฝีเท้าหล่อนลืมตายิ้มรับน่ารักน่าเอนดู หล่อนผงกหัวขึ้นพอจะลุกขึ้นนั่งก็เลยนอนลงเสียใหม่.

ข้าพเจ้าถามว่า “ป่วยเปนอะไรหรือ.?”

หล่อนบอกว่า “เปนลมไป หายแล้ว.”

ข้าพเจ้าว่า “หายป่วยแล้วทำไมยังนอนซม.”

หล่อนตอบว่า “จะให้ลุกนั่งหรือไปเที่ยวนั่งเล่นยัง “ป๊าก” ท้ายสวนก็ได้” เสียงของหล่อนรับรองว่าหล่อนไม่มีภัย.

ข้าพเจ้าดีใจกอดหล่อนไว้เปนนานทั้งยังไม่ได้ถอดเสื้อกระนั้น ค่อยหายเศร้าสลดใจรู้สึกปลาบปลื้มหวานใจจาก ชีพ “ดวงจันทร์” ยิ่งกว่าเคย ความปีติโสมนัศยินดีนี่กระไร จนน้ำตาคลอตามากไปก็ไหลหยด.

หล่อนจึงนั่งชิดกายเล่าความป่วยให้ฟัง.

ข้าพเจ้าก็เล่าเรื่องที่ใจหายให้ฟังบ้างเหมือนกัน ต่างคนต่างนั่งชิดเอนอิงถือมือกันนิ่งคล้ายว่าต่างจะรับขวัญที่หายไปให้คืนมา ก็ได้มาใหม่อิกจริงเกินเก่า.

มารดาข้าพเจ้ามาถึงจวนพลบ ท่านคว้ายาหอมได้บ้างแล้วก็รีบลงเรือมา ท่านบดยาหอมให้แม่ปรุงกินแล้วหัวเราะ พูดว่า “แม้, อยู่ด้วยกันยังไม่ทันไร ในสองเดือนเท่านั้นแพ้ท้องแล้ว! ทำให้แม่ตกใจเสียแย่. !”

ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าแม่ปรุงมีครรภ์อ่อน หล่อนก็ขาวนวลผ่องฉวีขึ้นทุกวัน งดงามน่ารัก น่าชมยิ่งขึ้นทุกคืน.

เหตุที่ข้าพเจ้าได้ชิมรสแห่งความใจหาย ทำให้ได้ชิมรสปลื้มทวีมากกว่าเก่า, อากาศดูหอมทวีกว่าเก่า, ชีพคือความเปนอยู่ดูหวานกว่าเก่า, การอยู่กินยิ่งทวีผาสุกกว่าเก่า, การชิดชมยิ่งปลื้มสวาทมากกว่าเก่า, โดยเหตุที่รู้สึกใจหายใจคว่ำชั่วขณะเดียวราวกะได้ล่วงลับดับสูญไปแล้วกลับมาคู่สวาทกันใหม่ นำความปลื้มมาให้สองต่อ ข้าพเจ้ายิ่งมีใจเสนหาเมตตาหล่อนมากขึ้น ทั้งญาติวงศ์พงศาก็ทวีจิตคิดกรุณา หล่อนยิ่งมีสีหน้าเปนนวลใย ทั้งวรกายบ่มโลหิตสีผ่องเปนยองใยด้วย โดยโลหิตระดูหยุดยั้งเปลืองหาย มาลุคราวในการอุ้มอุทรงามงอนอุดมไปด้วยโลหิตฉีดซ่าทั่วสรรพางค์ ดูอย่างนางฟ้าน่ารักน่าชม กล้ามเนื้อเต่งเคร่งครัด เปนที่กำหนัดยินดีอย่างน่าประโลมนัก.

หล่อนนั้นรู้สึกว่าจะเปนมารดา ก็มีทางท่าเพลิดเพลินด้วยบรมสุขรู้สึกพอใจ รู้สึกจะได้กรรมสิทธิ์ขนาดใหญ่ จึงแสดงท่วงทีกิริยาปรีดีปรีดา จนเห็นท่าอาการเปนที่เสนหายิ่งใหญ่ แต่กระนั้นหล่อนยังกระปรี้กระเปร่า ทำอะไรรวบรัดแทบจะขยันขันแขงเกินไปจนต้องถูกทักท้วงติง มิให้กระปรี้กระเปร่าเกินไปบางคราวเสียอิก.

รูปทรงอันทวีงามทำให้ข้าพเจ้ารักทวี ฉวีวรรณอันยิ่งสง่าทำให้ข้าพเจ้าแลญาติพี่น้องเร่งยำเกรงนับถือ, อาการอันเสงี่ยมแลรัดกุมของหล่อน ทำให้ข้าพเจ้าทวีเสนหา ทั้งที่ข้าพเจ้ารู้เหตุว่าจะมีความโสมนัศในบุตร์อิก นอกจากภรรยา ข้าพเจ้าก็รู้สึกปรีดีปรีดาปราโมทย์ทวี, รู้สึกเมตตาปราณีหล่อนยิ่งขึ้นอิกหลายต่อ.

หมู่นี้คุณแม่มาเยี่ยมบ่อย ท่านดูลูกสะใภ้ทวีสง่าหน้างาม, ผิวงาม, กิริยางดงามกว่าเก่า, ยิ่งทวีรัก, ยิ่งออกปาก, ยิ่งฝากความสัตย์สุจริตของท่านไว้, ให้หล่อนเชื่อความเสนหาของท่านว่ารักยิ่งกว่าดวงหทัย.

เราพากันไปฝั่งฟากตวันออกเยี่ยมคุณแม่ เยี่ยมญาติพี่น้องเพื่อนฝูงบางแห่ง แลพากันไปไหว้ผู้ใหญ่บางคนซึ่งยังไม่ได้ไหว้ จนชั้นการเที่ยวเตร่อันเรียกว่าเที่ยว “โชว์” หรือเที่ยวสู่ดูหนังดูลครก็มีบ้าง แต่การข้ามมาฟากฝั่งตวันออกนี้เปนบางครั้งบางคราว เพราะเราติดใจการ “ชมจันทร์” ในบ้านสวนอันเปนที่วิเวกผาสุกอย่างเงียบมากอยู่เหมือนกัน เมื่อเปนเช่นนั้น เมื่อนายขบวนสหายเอกของข้าพเจ้า ซึ่งเคยมากับข้าพเจ้าที่สวนเปนครั้งแรกนั้น ได้มาเยี่ยมยังสวนข้าพเจ้าอิกครั้งในวันอาทิตย์ ได้ทักทายข้าพเจ้าว่าไม่ค่อยเห็นหน้า แล้วก็เลยเหมาเอาข้าพเจ้าว่าพา “บุษบา” มาแอบเข้าถ้ำเสียเงียบ ไม่ใคร่ให้ใครพบเห็น

ในวันที่นายขบวนมาเยี่ยมนี้ แม่ปรุงต้อนรับดี จนถึงให้เกียรติยศชวนกันไปนั่งได้ยังที่ “ป๊าก” หลังสวน นายขบวนสูบบุหรี่พ่นควัน ทำเก๋, หน้าเก๋, ยิ้มแย้มแจ่มใส, ท่าสง่าโอ่โถง, เปนคนฉลาดแลดีมาก ๆ ข้าพเจ้ารักใคร่นับถือเขาตลอดต้นตลอดปลาย เขาชำเลืองตาเก๋ของเขา ดูภรรยาสาวของข้าพเจ้า ยิ้มลมัยอยู่ในหน้าเช่นนี้ไม่วายเลย ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าแม่ปรุงมีเสน่ห์อย่างไร แลนายขบวนหลงสรรเสิญรูปแลกิริยาหล่อนอยู่ในใจเขามากเพียงไร พลอยให้ข้าพเจ้ายิ้มลมัยอยู่ในหน้าไปด้วย.

หมู่นี้แม่ปรุงปรารภถึงความสนุกแห่งพระมหานครอยู่บ่อย ๆ ครั้นบังคับนายขบวนด้วยจริตแล้ว หล่อนก็ออกคำถามเสียใหญ่ นายขบวนต้องจาระไนตอบ เล่าไปตามคำถามมีว่า หนังพยนต์มีหลายโรง วันเสาร์คนแน่นกว่าวันอื่น คนดูหนังมากกว่าลคร ผู้ดีก็ดูมาก, สาวก็ดู, แก่ก็ดู, เด็กก็ดู, สาวสวย ๆ มีบ้าง, แต่ไม่สวยเท่าแม่ปรุง. (คำเกี้ยวคำนี้ทำให้เราหัวเราะพร้อมกัน)

นายขบวนต้องบอกถึงร้าน, ถึงห้าง, ถึงการโชว์, ถึงการเที่ยวรถ, ถึงการเที่ยวเรือ, ถึงอาหารการกิน, ถึงโฮเต็ล, ถึงสำเพ็ง, ถึงชาย, ถึงหญิง, ถึงดนตรี ถึงเพลงแตร, ถึงราคาหีบเสียง, ถึงข่าวรบกัน, ถึงข่าวไม่รบกัน, บอกตามคำถามของหล่อนโดยชัดเจน ทำให้หล่อนเปนที่พอใจเปนอันมาก.

เมื่อหล่อนลุกไปเรียกเด็กให้เฉาะมะพร้าวอ่อนใส่ถาดมานั้น นายขบวนถามข้าพเจ้าว่า หล่อนชอบฝั่งโน้นทำไมกักไว้อยู่ฝั่งนี้. ข้าพเจ้ายังมิทันบอกรสชาติของชีพ “ชมจันทร์” ที่ฝั่งฟากสวนนั้นอันเปนที่วังเวง ก็พอนายขบวนพูดว่า “เธอรู้ไหม, นายพิศเขาเอาไปโพนทะนาว่าชิ้นโชว์ชิ้นเอกมาตกอยู่ที่นี้” ข้าพเจ้าตอบว่า เขายอโฉมจะว่าเขาโพนทะนาอย่างไร นายขบวนจึงไถลพูดว่าไม่เคยเห็นใครงามเพียงนี้ แล้วเขาร้องว่า “เออ, นายพิศว่าแม่ปรุงเล่นเพลงยาวเก่งหรือ. ?”

ข้าพเจ้าหัวเราะโดยไม่ต้องอธิบาย แล้วว่าหล่อนริเล่นเพลงยาวครั้งหนึ่ง เล่นไปได้ถึงแต่เพียงการอ่านเพลงยาวฉบับเดียว เลยได้จับแล้วก็เลยได้จูบ.

แม่ปรุงกลับมาถามว่า หัวเราะอะไรกัน ? นายขบวนตอบว่า “ฉันไม่ทราบเลยว่าฉันกำลังมานั่งทับที่อยู่ในที่ซึ่งทำให้ระลึกถึงมังสาถูกนาสิก—เอ๊อะ.—”

แม่ปรุงหยิบมะพร้าวอ่อนจากถาดส่งให้นายขบวนด้วยมืองามแขนงอนของหล่อน คล้ายนาง “หะวา” ยื่นผลอินตะผาลำให้แก่ “อาดำ” ในสวนสวรรค์ นายขบวนผู้งงงวยรับน้ำมะพร้าวดื่มด้วยปลื้มใจ แล้วเราทั้งสามคนก็ได้ดูดดื่มน้ำมะพร้าวอิกต่อไป รู้สึกเย็นดีมีโอชาเท่ากันทุกคน.

เมื่อนายขบวนลากลับ แม่ปรุงขอบใจเขาที่ได้มาเล่าความให้หล่อนฟังเปนที่พอใจ แลเมื่อนายขบวนจะลงเรือเขากระซิบแก่ข้าพเจ้าว่า “ภรรยาแกต้องการความ “โชว์” ต้องการอยู่ฝั่งโน้น ดูทีขรึมนิดๆ เห็นไหมเล่า นั้นคือต้องการ “โชว์” ต้องการอยู่บ้านโน้น.”

เมื่อเขาลงเรือไปแล้ว ข้าพเจ้าแว่วเสียงของเขาไม่วาย หมู่นี้แม่ปรุงรำพึงถึงการอยากอยู่ฝั่งฟากพระนครจริงด้วย แลเมื่อไปเยี่ยมคุณแม่ที่บ้านทีไร คุณแม่ก็ชวนหนักขึ้นด้วย ท่านว่าท่านคิดถึงลูกชายแลลูกสะใภ้นัก ทั้งกำลังมีท้องมีไส้ ท่านอยากอยู่ใกล้ได้ปรนิบัติเอง เร่งทำให้ข้าพเจ้านึกว่าถึงเรือกสวนนี้อยู่เปนที่วิเวกสบายดีชั่วครั้งคราวก็จริง แต่จะอยู่เปนอาจิณคงไม่สนุกเสมอไป ทั้งแม่ปรุงรำพึงอยากอยู่ฝั่งฟากพระนครนั้นทำให้ข้าพเจ้าคิดว่า ตัวหล่อนยังคงอยู่สวน ยังไม่เคยย้ายสถานใน “ฮันนิมูน” แต่ข้าพเจ้าสิย้ายแล้วจากบ้านของตัว มาอยู่บ้านเจ้าสาว ข้าพเจ้ามีใจเมตตาหล่อน ตกลงใจว่าถึงอย่างไรก็ย้ายไปอยู่กับคุณแม่ ให้แม่ปรุงได้ไป “ชมจันทร์” ที่บ้านข้าพเจ้าอิกสักพักก็ขยับจะดี.

เมื่อตกลงเช่นนั้น มารดาข้าพเจ้าก็จัดแดงห้องหับเรือนชานให้หมดจดสดใสไว้รับเราเปนอันดี บ้านเราอยู่ในถนนสระปทุมพ้นสพานยศเสมามาก มีต้นไม้มากเปนที่ร่มเย็นสุขุมดีเหมือนกัน ที่เรือนก็มีเถาวัลย์พรรณไม้ แขวนกระเช้ากล้วยไม้ มีชานมีระเบียงครึ้มสุขุม แลก็นับเปนที่วิเวกรโหฐานได้เหมือนกัน มารดาข้าพเจ้าจ้างคนมาขุดท้องร่องปลูกต้นไม้ดอก ทำสวนดอกไม้น่าบ้านตามมีตามเกิด แลจ้างเจ๊กเอาอิฐก่อทางเดินจากประตูบ้านขึ้นบันไดเรือน. บันไดเรือนมีชานกระได มีที่พักนั่ง ทั้งที่สวนน้อย สนามน้อย น่าบ้านก็มีที่นั่งบ้างเหมือนกัน ข้างเรือนแลหลังเรือนก็มีต้นไม้ร่มรื่น มีเขตดินที่บ้านกว้างขวางพอสบาย.

ความดีใจของแม่ปรุงจะได้มาอยู่ชม “จันทร์” บ้านใหม่ฝั่งฟากพระนคร ทำให้ชื่นบาน อาการกะลิ้มกะเหลี่ยยินดีของหล่อนนั้นทำให้หล่อนมีลักษณะชุ่มชื่นน่ารักน่าชมขึ้นอิกเปนอันมาก.

เข้าของต่าง ๆ คุณแม่จัดดูแลให้คนขนมาให้เสร็จ เราผัวเมียลอยชายมาอยู่บ้านใหม่อย่างสบาย เมื่อลาคุณหลวงดำริห์มานั้นท่านพูดว่า “ลูกรักของฉันได้ไปอยู่กับนายเจียรแลคุณแม่แล้ว ถึงอยู่ห่างฉันก็เหมือนอยู่ใกล้ชิดฉัน ฉันสิ้นห่วง แต่ขอฝากด้วยเถิด” ข้าพเจ้าปริปากว่า “ไม่ต้องฝาก, รักเท่าหัวใจ,” แต่คุณหลวงผลักให้ลงเรือเสียก่อนจะพูดได้ พอฝีพายโห่ฮิ้วแลร้อง “เย้อวพ่อ” ขึ้น ก็ทำให้เราหัวเราะกันขึ้น คุณหลวงก็หัวร่อหน้าบานเหมือนวันก่อนวิวาห์ ข้าพเจ้าเกิดปีติยิ่งโดยอธิบายกำเนิดปีติได้ง่าย ๆ ว่าเกิดจากความรู้สึกว่า “ดวงแก้ว” ในเรือนี้ถูกมอบกรรมสิทธิ์ให้ข้าพเจ้าปกครองแทนบิดาอิกทอดหนึ่งต่อจากอำนาจกรรมสิทธิ์แห่งความเปนสามี. หน้านวลอันอยู่ใกล้ยิ่งบ่งรูปเสียงกลิ่นรสส่งมาเข้าหทัยข้าพเจ้าให้ปลื้มเต็มฤดี ข้าพเจ้ารู้สึกพระคุณท่านอันเปนผู้บังเกิดเกล้ากลั่นโฉมมาให้หล่อนโดยดุษฎี ยิ่งมีใจสร้านเสียวไปด้วยความอุ่นใจ เร่งให้เกิดความเคารพ เพื่อซร้องสาธุการบรรพบรุษ ข้าพเจ้าก็ประนตกราบกรานท่านที่ยืนหน้าบานอยู่หัวสพาน ท่านตุลาการเก่าก็ร้องเยี่ยงคำขานอันเคยอ่านบนบัลลังก์ว่า “ข้าปล่อยตัวเจ้าไปให้สนุกนะลูกเอ๋ย.”

พอฝีพายขานคำ “เย้อวพ่อ” ต่ออิก คนพายหัวทั้งสองก็จ้วงน้ำตามแต่จะเต็มแรง คนแจวท้ายก็พุ้ยตะโพงกระทุ่มมายังกรุงศรี หน้าน้องยิ่งนวลฉวี, ไนยตายิ่งคมเปนประกาย ยิ้มแย้มลมุนลมัย เหมือนจะชวนใจว่าจะไปอยู่ด้วยกันที่แห่งใดก็ได้ “ชมจันทร์” ที่นั่นไม่รู้จักจืดจางเลยสักอึดใจ ฝีพายก็เริงร่า ส่่งลำมาโดยพละอันโหมฮึก เยี่ยงม้าศึกอันออกศึก ทำให้นึก ๆ ว่าแม่ปรุงไปแห่งใด ใคร ๆ ก็ได้สนุกเต็มที่ณแห่งนั้น.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ