บท ๒๔ การช่วยอมิตร

ต่อมาอิกสองสามวันข้าพเจ้าว่างงาน จึงไปหาเพื่อนที่ใกล้ตำบลสวนพลูนั้นแต่เวลาเช้า แล้วเลยไปยังสวนพลูแวะหาแม่ประไพ เห็นหล่อนนั่งร้อยพวงมาไลยอยู่ มีเด็กชาวบ้านนั่งล้อมหล่อน, พูดพลอยอยู่โดยความนับถือหล่อน ๆ เห็นข้าพเจ้าไปก็ดีใจ พูดว่าข้าพเจ้าต้องรอคอยจนกว่าหล่อนจะร้อยพวงมาไลยแล้วจึงค่อยกลับบ้าน ข้าพเจ้าก็ยอม จึงเดินเตร่ชมสวนพลางคิดถึงแม่ปรุงเมื่อคราวอยู่สวนด้วยกันบ้าง แลนั่งพูดใกล้แม่ประไพบ้าง เมื่อหล่อนร้อยเสร็จแล้วจึงมอบพวงดอกไม้ให้ข้าพเจ้า ๆ รับเอาด้วยความขอบใจเปนอันมาก แลแสดงความยินดีที่เห็นหล่อนอยู่กินเปนปรกติสบายดี แต่หล่อนเงยหน้าขึ้นดูตา แสดงว่าในใจหล่อนไม่เห็นเปนสุขสบายอย่างเช่นนั้น.

ข้าพเจ้าลามา หล่อนมาส่งถึงเขตรสวน แลกล่าวคำแสดงวิตกภัยซึ่งคุณพระปองร้ายนั้นอิก.

ข้าพเจ้ากล่าวปลอบไม่ให้กลัวอิก แลฟอดให้อิกเปนการปลอบให้หล่อนใจกล้าได้ชั่วคราว แล้วข้าพเจ้าลามา หล่อนยืนชะแง้พยักหน้าให้ แสดงว่าจะคิดถึง.

เมื่อตกเย็นพวงมาไลยส่งกลิ่นหอมกว่าเก่าเพราะดอกไม้นั้นบานออกแล้ว ข้าพเจ้าชมเชยพวงมาไลยได้กลิ่นดอกไม้ทำให้คิดถึงคราวเมื่อได้พบกับหล่อนในกระท่อมตึก รู้สึกกลิ่นของดอกไม้ชั่วนั้นที่ข้าพเจ้าได้ถือติดมือมาถึงห้องนอน คราวนั้นเปนคราวซึ่งข้าพเจ้ามีภรรยา ซึ่งได้ถือสัตย์ซื่อตรงต่อภรรยาจนไม่กล้าจับต้องหญิงสาว ข้าพเจ้าได้คิดขยะแขยงใจที่ได้ถูกต้องแม่ประไพมา อันเปนมังสาซึ่งเปนอื่นนอกจากของภรรยาข้าพเจ้า แต่ภรรยาข้าพเจ้าหาคิดเยี่ยงเดียวกันไม่ ดูราวกะจะทนทำลามกเท่าไร ๆ ก็ได้, เพื่อตอบแทนกายแลใจอันบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า.

บัดนี้พวงมาไลยของแม่ประไพส่งกลิ่นเข้าจมูกอยู่กรุ่น ๆ จากมือข้าพเจ้าซึ่งถือดมชมเชยอยู่ นึกค่อยมีความปลาบปลื้มอุ่นใจบันเทาทุกข์ชั่วคราว นึกขอบคุณว่าเด็กเท่านี้ยังมีแก่ใจ.

ขณะนั้นนายขบวนเข้ามาหาข้าพเจ้า ๆ ดีใจ “โชว์” พวงมาไลยให้เปนเกียรติยศของแม่ประไพ แลเล่าถึงแม่ประไพอยู่สบายดี แต่หวั่นใจกลัวเขาจะทำร้าย แลเล่าถึงเข้าของ ๆ แม่ประไพนั้นอยู่เปนปรกติดี คุณป้ารักษาไว้.

นายขบวนถามถึงเหตุการณ์ต่อไป.

ข้าพเจ้าก็เล่าว่าแม่ประไพนี้แม่ตายแต่เมื่อเด็ก คือคุณภักตร์เขาได้วิวาห์เมื่ออายุเขาได้ยี่สิบปี อายุยี่สิบสองปีเขามีบุตรี ๆ อายุได้ไม่กี่ขวบแม่หล่อนก็ตาย หล่อนอยู่ในวัง เมื่อออกมาอายุได้สิบห้าปีเศษ บัดนี้อายุได้สิบหกปีกว่าหรือว่าสิบเจ็ดปีหย่อน.

ขณะนั้นนายขบวนถามว่า “คุณแค้นใจนายภักตร์ไหม. ?”

ข้าพเจ้าปลาดใจ ถามว่า “ทำไมจึงถามเช่นนี้.”

นายขบวนตอบว่า ”ถ้าแค้นใจเขา เราก็ไม่ต้องแก้แค้น.”

ข้าพเจ้าปลาดใจ จึงว่า “อ้อ, เขาย่อยยับเองกระนั้นหรือ หรือว่าเขาต้องหนีหน้าออกไปหัวเมืองเสียเองโดยเราไม่ต้องกำจัด. ?”

นายขบวนตอบว่า “ไม่ใช่เช่นนั้น, นี่นายภักตร์จะตาย.”

ข้าพเจ้าตกใจ ถามว่า “จะตายอย่างไร เขาจะผูกฅอตายที่เสียใจต้องล้มละลายกระนั้นหรือ.?”

นายขบวนว่า “ไม่ใช่กระนั้น, จะมีคนแทงตาย.”

ข้าพเจ้ายิ่งตกใจ ถามว่า “ใครจะแทงเขาตายเล่า ! เขามีอริอยู่กับใครเล่า.?”

“อ้าว จะมีอริกับใคร ก็มีอริอยู่กับคุณพระน่าซี คุณยังไม่ทราบอิกหรือ ว่าคุณพระท่านแค้นเคืองเขานัก ลูกสาวก็ไม่ได้ ยังถูกประจานโดยเรา.”

“คุณพระควรจะแค้นเราจึงจะถูก เราไปขัดฅอท่านต่างหาก.”

“คุณพระน้อยใจนายภักตร์ว่าขับไล่ท่านต่อน่าเรา ท่านจึงขัดแค้น.”

“แล้วจะทำไมมัน.?”

“ท่านจะให้คนแทงตายเสีย.”

“กระนั้นเจียวหรือ จ้างใคร จะทำอย่างไร.?”

“จ้างนักเลงสามสี่คนให้คอยดักแทงตาย.”

“จะดักอยู่ที่ไหน.?”

“อ๊อ, นายภักตร์ในสองสามคืนนี้ไปขอเงินนายพิศซึ่งอยู่ตอนล่าง เงินยังไม่ได้ วันนี้จึงจะได้สักห้าหกตำลึง นายพิศจึงนัดนายภักตร์ให้ไปเอา คุณพระรู้ความกระนี้ ท่านจึงบอกคนของท่านซึ่งจ้างไว้แล้วนั้น ให้ไปคอยดักทำร้าย.”

“นี่นายขบวนรู้ได้อย่างไร. ?

“นายพิศซึ่งเปนเพื่อนกับคุณพระเหมือนกับนายภักตร์เหมือนกันนั้นได้บอกความกับคุณพระตามซึ่งนายภักตร์จะไปหัวเมือง แลได้ไปขอเงินเขาสองสามครั้ง แต่จะตกลงได้เงินคืนวันนี้ ๆ นายภักตร์จะไปเอาเงินที่บ้านนายพิศ ๆ บอกคุณพระแต่ว่านายภักตร์ไปขอเงินเขา ค่ำวันนี้เขาจะให้สักห้าหกตำลึง แล้วคุณพระจึงถามเรื่องราวต่อไป แล้วท่านพูดเปนทีเล่นทีจริงว่า ถ้ากระนั้นดักแทงมันเสียเอาไว้มันทำไม มันเปนคนดูหมิ่นคนง่ายๆ นายพิศจึงได้พูดว่า คนร้ายคนเดียวสู้นายภักตร์ผู้แขงแรงไม่ไหว คุณพระจึงว่า สามคน—เอ้า—สู้ได้ไหม?”

ความข้อนี้นายพิศมาพูดเล่นแก่นายขบวน นายพิศนั้นไม่รู้ว่าคุณพระมีอริกับนายภักตร์ แต่นายขบวนรู้อริจึงเข้าใจว่าคุณพระจะคิดทำร้ายนายภักตร์จริง นายขบวนจึงมาบอกแก่ข้าพเจ้าว่าไม่ต้องแก้แค้น.

แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าคน ๆ นี้รู้จักผิดถูกดีกว่าเก่ามากตั้งแต่ล้มละลายมา มันรู้สำนึกตัวมันครัน ๆ ทั้งถ้ามันตายจริงแม่ประไพจะเปนกำพร้า จะเศร้าสร้อยลห้อยหาป๋าของหล่อนน่าสงสารหล่อนนัก.

ข้าพเจ้าจึงบอกนายขบวนว่า เราควรจะป้องกันอย่าให้นายภักตร์ถึงอันตรายแก่ชีวิต.

นายขบวนย้อนถามว่า คนเช่นนี้เอาไว้มันทำไม ไม่ชอบให้มันตายให้หายแค้นหรือ.?

ข้าพเจ้าสั่นศีร์ษะพูดว่า เราไม่เห็นแก่หน้าคนนี้ แต่เราไม่อยากให้ผู้มีบรรดาศักดิ์ ใช้คนทำร้ายพลเมืองเล่นได้ง่าย ๆ ถ้าเราไม่ช่วยป้องกันการร้ายก็จะมี.

นายขบวนถามว่าเราจะคิดอย่างไร ถ้าข้าพเจ้าเห็นดีอย่างไร นายขบวนก็เห็นดีด้วย.

ข้าพเจ้าจึงว่าเราต้องไปยังที่เกิดเหตุ ไปด้อมมองตามเคยได้ด้อมมองมาแล้ว ถ้านายภักตร์ผ่านทางเปลี่ยวนั้นไปถูกผู้ร้ายล้อมทำร้าย เราจะได้ผลุดออกมาช่วยทันที.

นายขบวนคิดพลางแล้วพูดว่า “เราไปตามลำภังไม่ดี บอกนายตรวจเพื่อนผมไปด้วยคนจะดี จะได้ช่วยกันจับผู้ร้ายนับว่าเปนการช่วยบ้านเมืองด้วย กลัวแต่ว่าคุณพระจะพูดเล่น จะไม่ได้จ้างผู้ร้ายจริง.”

ข้าพเจ้าจึงว่า “ถ้าท่านพูดเล่นแล้วนายภักตร์คงรอดตายก็เปนการดีอยู่, แต่ถ้าพูดจริงแล้วนายภักตร์ก็จะตายเปล่า เราจะไว้ใจไม่ได้ สู้ไปคอยระงับการอยู่เสียก่อนไม่ได้.”

นายขบวนจึงพูดว่า “ถ้าจะจัดการให้ได้ดี เราก็ต้องรีบไป นี่จวนจะพลบค่ำอยู่แล้ว.”

ข้าพเจ้าก็จัดแจงแต่งกาย จูบพวงมาไลยครั้งที่สุด กลิ่นหอมเร่งชวนใจให้รีบไปช่วยบิดาหล่อนผู้มีแก่ใจ แล้วข้าพเจ้าประดิษฐานพวงมาไลยไว้ข้างที่นอน จึงรีบบทจรมากับนายขบวน.

เราขึ้นรถลากบ้าง รถรางบ้าง มาตามสบายเปนการเที่ยวตากลมอากาศแลเพื่อกิจการสำคัญด้วย.

นายขบวนนำข้าพเจ้าไปหานายหมวด หรือนายตรวจ ผู้ซึ่งเปนมิตรสหายของเขาที่โรงพักหนึ่งแถวล่าง พบพูดจากับนายสารวัดเปนความลับ.

นายสารวัดว่าไม่อยากไปคนเดียว จะเอาพลตระเวรไปเปนเพื่อนตัวด้วย.

ข้าพเจ้าอารามมีความหนักใจ จึงพูดว่าถ้ากระนั้นเอาพลตระเวรไปสักสี่คนเถิด.

แต่นายสารวัดพูดว่า ถ้าผู้ร้ายมีสามสี่คนละก็เอาพลตระเวรไปสองคนก็พอ เพราะว่าพลตระเวรสองคนกับสารวัดหนึ่งคนเปนสามคนแล้ว ทั้งตัวข้าพเจ้ากับนายขบวนก็รวมเปนห้า ถ้าผู้ที่ถูกแทงเข้าพวกเราด้วยอิกคนหนึ่ง พวกเราก็มีหกคน นับว่ามีมากกว่าผู้ร้ายสองเท่า นายสารวัดกลัวว่าจะไม่มีผู้ร้ายจะจับจริง แต่ข้าพเจ้าอ้อนวอนว่าจะไว้ใจผู้ร้ายไม่ได้เลย ขอให้ไปคอยระงับเหตุหน่อยเถิด แลถ้าไม่พบผู้ร้ายจริงจะยอมรับเลี้ยงสุราอาหารหมี่แกงร้อนกันทุกคนที่ร้านโรงหมี่ นายสารวัดติดใจกลิ่นหมี่ก็ดีใจจะไปด้วย.

เราไปถึงถิ่นนั้นเปนเวลาค่ำแล้ว แลปฤกษากันว่าจะไปคอยสกดรอยนายภักตร์ มาแต่บ้านเขาดีหรือ ๆ จะคอยดูเมื่อเขามาถึงแต่หัวถนนนั้นดี, แต่ในที่สุดตกลงกันว่าจะไปตรวจทาง ตั้งแต่ต้นทางจนจะถึงบ้านนายพิศ ถ้าที่ไหนเปลี่ยวซึ่งเปนที่ไว้ใจว่าผู้ร้ายจะลงมือ เราก็จะวางคนคอยซุ่มจับผู้ร้ายอยู่ที่นั่น.

เมื่อตรวจทางดูก็รู้ได้ว่าที่เปลี่ยวตรงปากตรอกนั้น เปนที่สมควรแก่การทำร้ายได้ถนัดดี เราจึงวางพลตระเวรให้อยู่ต้นทางหนึ่งคน แลปลายทางหนึ่งคน ข้าพเจ้ากับนายขบวนแลท่านสารวัด อยู่หลังซุ้มไม้ข้างถนนตรงที่เปลี่ยวตำบลสำคัญทีเดียว.

ที่ตรงนั้นเปนที่เปลี่ยวมาก แลข้างถนนนั้นเปนที่ลุ่ม ๆ มีหญ้างอก แลถัดเกินไปอิกจึงมีแนวพุ่มไม้ซึ่งเราคอยนั่งพักอยู่ ข้างน่าเราจึงมีที่ลานแคบมีหญ้างอกแลถัดไปก็ถึงชายถนนทีเดียว ชายถนนอยู่ไม่ห่างกับเรานัก ข้างถนนตรงข้ามมีปากตรอก.

เมื่อเราไปถึงนั่นเปนเวลาทุ่มเศษ ยังหัวค่ำอยู่มาก เมื่อนั่ง ๆ นอน ๆ แล้วก็เดินเล่นเลยไปจากใต้ต้นไม้นั้นถึงต้นไม้นี้ แลกลับไปกลับมา เมื่อคอยนานหนักเข้า นายสารวัดจึงว่าถ้าผู้ร้ายมาดึกละก็แย่หละ จะต้องนอนคอยกว่าคนร้องให้ช่วย จึงค่อยลุกขึ้นช่วย แต่เราก็พูดว่ายังไว้ใจได้อยู่ นี่คนของเราซึ่งเปนเหยื่อยังไม่เดินมา.

นายสารวัดจึงว่า ถ้าไม่มาเสียเลยเราก็เก้อเปล่า แต่เรายังยืนยันว่าสุราอาหารหมี่แลแกงร้อนเปนของไม่เหลวไหล นายสารวัดจึงยอมรับรองว่าถึงเหตุร้ายจะเหลวไหล ก็มีแก่ใจที่จะได้การเลี้ยงโดยแน่นอน.

พูดยังไม่ทันขาดคำด้วยเรื่องนี้ ก็พอข้าพเจ้าสังเกตเห็นคนเดินมาคนเดียว ข้าพเจ้าจำการก้าวเดินของเขาได้ทั้งรูปร่างแลกิริยาอาการเพราะที่นั่นมีแสงไฟฟ้า.

ข้าพเจ้ากระซิบบอกให้นายขบวนดู

นายขบวนก็กระซิบว่านั่นเปนนายภักตร์แน่แล้ว ดูหน้าเศร้านี่กระไรยังไม่รู้สำนึกว่าจะถูกทำร้ายตายแหง่อิก.

นายสารวัดได้ยินเราซุบซิบก็ถามว่า พูดอะไรกัน นั่นใครเดิน.

เรากระซิบว่า นั่นคือนายภักตร์ผู้ซึ่งจะถูกทำร้าย. นายสารวัดหัวเราะเบา ๆ ว่า นี่หรือผู้ถูกทำร้ายเดินได้สบายฉุย เมื่อเขาไม่มีใครทำร้ายแล้วเราก็ไม่มีผู้ร้ายจะจับ กลับกันดีกว่า.

ขณะนี้นายภักตร์ไปไกล จวนจะเข้าบ้านนายพิศแล้ว.

นายสารวัดจะกลับบ้านเลิกการด้อมเสียที. แต่ข้าพเจ้าอ้อนวอนว่า “อย่าเพ่อก่อนขอรับ คอยคราวเขากลับอิกที จึงจะรู้แน่ได้ว่าเขาจะถูกทำร้ายจริงหรือไม่.”

สารวัดก็ทิ้งตัวลงถอนใจใหญ่ คอยต่อไป.

นายภักตร์หายไปในบ้านนายพิศซึ่งอยู่ท้ายถนนสักครู่ใหญ่ ๆ แล้วก็เดินออกมา.

ข้าพเจ้ามุ่งตาดูแต่ไกล เห็นแล้วก็ชี้ให้นายขบวนดู นายขบวนก็ร้องว่าใช่นายภักตร์ กำลังเดินกลับมาแน่แล้ว.

ขณะนั้นเปนเวลาจวนได้ยามหนึ่งแล้ว ผู้คนที่นั่นไม่ใคร่จะมีใครเดินเลย.

นายภักตร์รีบเดินสาวเท้ากลับมา พอมาถึงปากตรอกก็มีชายสามคนเดินออกจากปากตรอก ยืนรีๆ รอๆ อยู่ พอนายภักตร์มาใกล้มันร้องว่า “หยุดเดี๋ยวสิขอรับ”

นายภักตร์หยุดยืนถามว่าจะต้องการอะไร.?

บัดนี้เราสามคนเตรียมตัวพร้อมแล้ว แลตั้งใจคอยดูคอยฟังอยู่แทบไม่กระพริบตา ใจข้าพเจ้าก็ตึกเต้นเร่งเร้าอยากกระโดดออกไปต่อผจลกับผู้ร้ายให้จงได้.

แต่สารวัดฉุดไว้กระซิบว่า ถ้ามันไม่ทำร้ายก็จับไปไม่มีประโยชน์ โดยไม่มีข้อพิรุท มันไม่มีโทษที่สมควรจะจับมันได้.

นายภักตร์หยุด ผู้ร้ายคนหัวโจกพูดว่า “คุณได้เงินมามากหรือขอรับ ?”

นายภักตร์จึงว่า “เจ้าจะถามทำไม.?”

ผู้ร้ายชี้แจงว่า “อย่าหวงเลยเงินที่ได้มา ผมคอยอยู่แต่ขาไปแล้ว เห็นไม่มีเงินมาจึงปล่อยให้ไปโดยสดวก บัดนี้คุณกลับมามีเงินมาด้วยแล้ว จงให้ผมเสียเถิด.”

“งั้นใช้ได้หรือ?” เกลอภักตร์ตวาด

หัวโจกพูดว่า “เรามีอาวุธอยู่พร้อมมือแล้ว, เงินกับชีวิตคุณรักอย่างไหนมากกว่า กะอีเงินเท่านั้นจะหาเอาใหม่ก็ได้ จงเอาชีวิตรอดกลับไปบ้านดีกว่า.”

เกลอภักตร์พูดว่า “เองต้องเข้าใจว่าข้าต้องการเงินนี้เท่ากับเองเหมือนกัน เพราะฉนั้นเปนการดีกว่าที่จะไม่มารบกวนข้า”

หัวโจกพูดว่า “ถ้าคุณรู้ความตลอดจะไม่พูดดื้อกระนี้ได้ คือมีคนจ้างผมมาให้แทงคุณให้ตาย ผมจะแทงคุณบัดนี้ผมก็ได้ค่าจ้างทางโน้น แต่ถ้าคุณให้ค่าจ้างผมเสียเดี๋ยวนี้ผมก็ไม่ต้องแทงคุณ.”

เกลอภักตร์ร้องว่า ”อ้ายโกหก.”

หัวโจกจึงชักมีดชายธงออกขู่ว่า คนเดียวกับสามคนมันสู้กันไม่ได้หรอกอย่าดื้อเลย.

แต่ข้าพเจ้าไม่รอคอยให้มันพูดขาดคำ พอเห็นมันชักมีดออกหมายว่ามันแหวะใจเกลอภักตร์เข้าไปแล้วก็รีบตะโพงวิ่งมา มิหนำทำเสียงร้องตวาดมาแต่ไกลด้วย เปนผิดแปลนที่ได้ตกลงกันไว้ว่าให้ค่อยย่องมาใกล้ให้พร้อมกันแล้วตรงเข้าล้อมจับ แต่นี่ข้าพเจ้าผลุดลุกวิ่งออกมาเสียก่อนแลตวาดออกมาด้วย นายขบวนแลนายสารวัดก็วิ่งตามออกมา ผู้ร้ายทั้งสามจึงได้วิ่งหนีไปเสียก่อน แต่นายสารวัดกับนายขบวนไม่ยอมทิ้งเหยื่อ นายสารวัดเป่านกหวีดแล้วก็ไล่ไปตามต้นทางซึ่งได้วางพลตระเวรไว้ นายขบวนก็วิ่งไปตามปลายทางซึ่งได้วางพลตระเวรสกัดไว้คนหนึ่งเหมือนกัน เพราะคนร้ายวิ่งหนีแยกกันไปสามทาง คนหนึ่งเข้าตรอก คนหนึ่งไปตามถนนทางต้นทาง คนหนึ่งจึงไปตามถนนทางปลายทาง.

ตัวข้าพเจ้านั้นพบเกลอภักตร์เข้าหน้าต่อหน้า ข้าพเจ้าถามว่า “มันแทงเอาหรือเปล่า?”

เกลอภักตร์มีหน้าตื่นตกใจอยู่ก่อน เพ่งดูข้าพเจ้าสักครู่แล้วหายตกใจ หัวเราะพูดว่า “มันยังไม่ทันแทงน่าสิ.”

ข้าพเจ้าจึงว่า “เดชะบุญฉันมาทัน ไม่กระนั้นแกตายเปล่า.”

เกลอนิ่งคิดอ้ำอึ้งแล้วพูดว่า “คุณช่างมีตาคอยลอดดูฉันทุกช่องทุกทาง ครานี้ฉันไม่พาผู้หญิงมาหรอก พาแต่เงินหกตำลึงมาในกระเป๋า”

“เรามานี่ไม่ใช่มาต้องการดูผู้หญิง, เรามาเพื่อป้องกันแกให้พ้นอันตราย.”

“กระนั้นหรอกหรือ แต่อ้ายเหล่านั้นมันกลัวฉันกระมังมันจึงหนีไปเสียก่อน”

“ไม่ฉนั้น, มันกลัวฉัน มันเห็นฉันวิ่งมาช่วยแก มันจึงวิ่งหนี.”

“เราไม่รู้แน่กระนั้นเลย.”

“รู้แน่ซี, มันกลัวฉันที่วิ่งมาช่วยแก ๆ ไม่ขอบใจฉันหรือ.?”

“ถ้าคุณไม่เที่ยวด้อมมองดู······  เขาทั่วไปแล้ว ครานี้ฉันก็จะขอบใจคุณเปนอย่างมาก แต่นี่คุณเที่ยวด้อมมองดูเราทั่วไป จนเราคิดว่าคุณเปนกระสือเสียแล้ว จนไม่รู้ว่าคราวไหนควรขอบใจคราวไหนไม่ควรขอบใจ”

“พูดอะไรเช่นนั้น ครานี้เสียแรงฉันมาช่วยแกทั้งที ฉันรู้ว่าคุณพระผู้แค้นใจแกนั้นจ้างคนมาทำร้ายแก ฉันจึงพาโปลิศมาคอยด้อมจับผู้ร้ายให้แก คอยด้อมมองทนยุงกัด แกไม่ขอบใจฉันหรือ?”

“ฉันปลาดใจมากว่าคุณอุส่าห์คอยระวังภัยให้ฉันทุกหัวระแหงไป จนจะนอนที่ไหนก็ต้องส่องดูทุกช่องเสียก่อนเสียแล้ว นี่ฉันจะหนีไปจากกรุงเทพ ฯ ไปอยู่หัวเมืองโดยเร็วทันที เพราะได้เงินพอแล้ว ไม่ต้องกลัวใครแอบมองดูอิก.”

“แกไม่ขอบใจฉันหรือด้วยเรื่องเงินแลเรื่องที่มาช่วยให้พ้นภัย.”

“จะให้ฉันบอกตรงหรือบอกคด.”

“บอกตรงดีกว่า.”

“ถ้ากระนั้นขอแสดงว่า หมู่นี้ฉันมาคิดเห็นว่าไม่อยากขอบคุณ อยากแต่จะทำร้ายให้ตาย.”

“ทำไม ทำไม?—”

แต่เกลอได้เดินไปไกลเสียแล้ว ข้าพเจ้าจึงว่า “กลับมาก่อน บอกเหตุให้ฉันทราบว่าฉันมีโทษผิดอะไร, กลับมาก่อน มากินสุราอาหารหมี่แกงร้อนด้วยกันก่อน.”

เกลอหันหน้ากลับมาพูดว่า “ช่างเถิด ลาก่อน” แล้วก็รีบสาวเท้าเดินไปเสีย.

นายขบวนกลับมากับพลตระเวรคนหนึ่งจากท้ายถนนหืดหอบมา บอกว่าไล่จับมันไม่ทัน นายสารวัดนั้นจูงหูโปลิศนั้นมาโดยอาการที่เรียกว่า “ปิ๋วหู” บ่นว่า “เจ้านี่ดีมาก บอกให้คอยสกัดผู้ร้าย, ไพล่ไปนอนหลับ.”

“ผมไม่ได้หลับหรอกขอรับ” พลตระเวรตอบ.

“นอนไม่หลับจริงหละ แต่นอนหลับตา” นายสารวัดกล่าว มองหน้าแล้วพูดต่อไปว่า.

“เมื่อข้าจับผู้ร้ายรายโน้นไม่ได้แล้ว ข้าก็จับผู้ร้ายรายนี้ได้ โดยปิ๋วหูฉุดมา เพราะเจ้าเปนผู้ร้ายที่ละน่าที่.”

“พุโธ่, ผมนอนคอยอยู่จริง ๆ น็าขอรับ”

“เฮ่อย เองมันตัวดี.”

ข้าพเจ้าจึงขอโทษเขา.

นายสารวัดจึงว่า “เอาเถอะ ! ต่างว่าผู้ร้ายไม่มาจริง เราไม่ได้จับผู้ร้ายเสียเลย, แต่สุราอาหารหมี่แกงร้อนนั้นต้องให้เปนสิ่งมีจริงจะเหลวไหลไม่ได้.”

ข้าพเจ้าก็ยอมรับรอง จึงพากันมาทั้งสิ้น ก็เข้าโรงหมี่ เอาโต๊ะในห้องเปนฐานทัพ เราก็ออกคำสั่งให้เจ๊กตวงสุราแลผัดหมี่ จัดแจงแกงร้อนมาอย่างละสองชาม ทั้งเข้าสุกแลขนมด้วย มิหนำบุหรี่ไทยมวนใบบัวก็ไม่ใช่เล่น เปนการเลี้ยงอย่างพอใจถึงขนาด.

ท่านสารวัดพูดคนองต้องทำให้เราฮา ท่านเริงร่าแสดงว่าลืมความลำบากของการซุ่มด้อมมองนั้นเสียสิ้นแล้ว ทั้งพลตระเวรทั้งสองคนก็พอใจในการเลี้ยงเปนอันมาก.

เราจับมือนายสารวัดเขย่ามือขอบใจท่าน ๆ กับพลตระเวรทั้งสองก็ลากลับไป.

ข้าพเจ้ากับนายขบวนต่างก็กลับมาบ้านด้วยกัน.

ข้าพเจ้าเล่าความตามที่พูดจากับเกลอภักตร์ ให้นายขบวนฟังทุกประการ.

นายขบวนกำชับว่า เกลอภักตร์พูดเช่นนั้นเราควรระวังตัวให้มาก ๆ.

ข้าพเจ้าไม่ใคร่เห็นน่าวิตก ครั้นถึงทางแยกต่างก็ลากันกลับบ้าน.

ข้าพเจ้าอาบน้ำชำระกายแล้วทิ้งกายลงนอน ได้กลิ่นพวงมาไลยก็ยกขึ้นชมเชย ให้รู้สึกหอมกรุ่นชื่นอกชื่นใจ ให้รู้สึกขอบคุณเด็กซึ่งมีแก่ใจ แลคิดยินดีว่าข้าพเจ้าได้ช่วยชีวิตบิดาหล่อนให้รอดได้แล้ว ก็อิ่มใจเปนอันมาก, ยิ่งหอมกลิ่นพวงมาไลยใจเตือนหา ข้าพเจ้าเหนื่อยมาก็นอนหลับ นอนฝัน สนิทนิทราเรื่อยไปสบายใจเฉื่อย.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ