บท ๒๙ รักเก่า

โอ, ท่านทั้งหลายเจ้าข้าเอ๋ย ข้าพเจ้าเล่าความยาก ความทรมาทรกรรมมาให้ท่านทราบ เปนความยากเหลือแค้นแสนเขญ เปนความยากแทบเลือดตาจะกระเด็น เปนความยากที่ข้าพเจ้าจะพรรณาให้เห็นความรู้สึกได้ยากไม่รู้จักสุดสิ้นเลย, แต่สมมุตว่าให้ท่านเข้าใจแต่เลา ๆ แต่เค้าเงื่อน แลขอให้เข้าใจว่าท่านไม่รู้ความสำนึกเคืองแค้นทุกข์ยากตรากตรำ อันเกิดแล้วแก่สัตว์ผู้ยากให้ซาบซึมได้มากส่วน.

โอ, ท่านทั้งหลาย ท่านฟังความตามกระแสนั้นย่อมฟังง่าย แต่จะเล่าให้ฟังเปนการยาก ด้วยท่านจะเข้าใจความรู้สึกทุกข์ยากของข้าพเจ้าแต่กะผีกเดียว ทั้งการเขียนความทุกข์มาเล่าสู่ฟังนั้น เปนหลายหนหลายครั้ง ข้าพเจ้าน้ำตาไหลจดมาถึงเหตุร้ายข้อใด พาใจให้ระลึกถึงเหตุซึ่งได้แก่ตัวแล้ว ตาแพรวด้วยชลไนยล่อหน่วย ต้องถอนสอื้นไปพลาง เขียนไปพลาง จนนั่งทนไม่ไหวด้วยอกอนาถ จึงต้องละกระดาดร่างนั่งโศกาเสียก่อนเขียนต่อไป.

โอ, ไม่มีใครจะสำนึกได้เหมือนผู้ที่ได้ทนทุกข์มาเองแล้ว หากจะเล่าเรื่องให้ฟังได้โดยยากอย่างไร ยังไม่เท่ากับทุกข์ยากที่ได้ทนมาแล้วจริง ๆ. ข้าพเจ้าคิดแล้วยิ่งสยดสยอง ดูราวกะตกทุกข์เหมือนตกเหว แสนเทวศแสนวิบากกันดารนี่กระไร ครั้นผลุดขึ้นได้ถึงปากเหวแล้ว จะแลลงไปอิกก็ยิ่งอนาถใจ ไม่รู้เลยว่าจะตกลงไปได้ ไม่รู้เลยว่าจะขึ้นมารอดได้ จึงไม่รู้เลยว่ามนุษจะได้ทุกข์ถึงเพียงนี้ได้ จึงไม่รู้เลยว่ามนุษใดจะรอดพ้นมาจากนั้นได้โดยไม่มีบาปมาต่อเวร ไม่รู้เลยว่าข้าพเจ้าจะพ้นความถูกประทุษร้าย ถูกหยามหยาบ ถูกกระทำให้อัประมาณ ถูกกระทำให้ทุกข์แค้นแสนสาหัสแล้วจะรอดจากความพยาบาทได้—แลได้รอดแล้วจากการทำร้ายเขาโดยตัวเอง—แลได้รอดแล้วได้โดยความไม่พยาบาท ไม่รู้ได้เลยว่าโมโหแลหึงษาแลเจ็บแค้นจะยั้งใจไม่ให้อาฆาฏได้—จนได้พ้นภัยตัว พ้นชั่วก่อเวรมาได้ผลความสุขได้.

บัดนี้ข้าพเจ้า—พระสุวาที—มีตึกกว้านบ้านเรือนใหญ่ มีบริวารพึ่งบุญด้วยรักน้ำใจข้าพเจ้า ๆ อยู่สุขสบายชั่วนาตาปี ข้าพเจ้ามีภรรยารุ่นซึ่งเติบโตแล้ว รักหล่อนคนเดียวก็มีคู่อยู่ในหล่อนคนเดียวเท่านั้น ข้าพเจ้าพอใจในความสุขแล้ว, ข้าพเจ้าจะไม่คิดอาฆาฏ. แล้วถ้าเพื่อนเก่าที่อริแก่ข้าพเจ้าคนใดมาหา ข้าพเจ้าจะไม่อาฆาฏเลย ข้าพเจ้า—พระสุวาที—จะจับมือด้วยเขาคำนับด้วยความยินดีค่าที่·· (ความไม่พยาบาท)

จะป่วยการกล่าวให้ยืดยาวไปไยในความสุขซึ่งเกิดมีมา มันวนมาวนไปทุกค่ำเช้า แต่ขอกล่าวพอเปนเค้าเปนเงื่อน ว่าเราสมัคสามัคคีรักใคร่กันสองผัวเมียมีสุขสนุกสนาน แม่ประไพนั้นเจียมกายเร่งวานให้รัก เจียมใจเร่งความพิศวาศ การปฏิบัติวัดถากการเย่าเรือนหล่อนเบ็ดเสร็จเรียบร้อยเปนที่น่าสรรเสริญ.

แลเปนข้อสำคัญอยู่ที่ตรงว่าแม่ปรุงนั้นเมตตาผู้อื่นในเชิงสวาท แต่แม่ประไพนี้ช่างมีจิตรเมตตาในเชิงกรุณาสงสารเผื่อแผ่ทั่วไป เช่นนี้เห็นจะไม่ลืมรสชาติของความยากที่หล่อนได้เคยมา จึงเมตตากรุณาทั่วไปด้วยใจคิดถึงอกเขาอกเรา ต่อไพร่แลเพื่อนบ้านจึงรักใคร่ แลการเจียมกายของหล่อนนั้น เราเห็นได้ว่าไปคนละทางกับแม่ปรุง เช่นข้าพเจ้าพูดแก่แม่ประไพว่า “จะเสียเท่าไรก็เสียไป จะปลูกตึกใหญ่ให้น้องอยู่จงได้.”

หล่อนตอบว่า “ตามใจคุณเถิดคะ ฉันอยู่กับคุณที่ใด ๆ ก็ได้ อยู่กระท่อมก็ได้.”

แต่แม่ปรุงนั้นเห็นสิ่งซึ่งเปนสง่างามก็มักหลง เช่นทีเห็นตึกจะเอาตึก เห็นบริวารบำเรอจะหาบริวารบำเรอนั้นบ้างเช่นนี้.

มาครานี้ข้าพเจ้าสุขสบายดังท่านได้ทราบแล้วเพราะฉนั้นย่อมพอใจในทุกอย่าง แลย่อมได้รับการร่าเริงเหมือนเก่าก่อนต่าง ๆ คืนมา เช่นห้องของแม่ปรุงก็หาว่างเปล่ามิได้ พออุ่นตาอุ่นใจว่ามีเจ้าของห้องแล้ว สวนในบ้านก็เที่ยวสุขสบายเพราะมีเพื่อนเที่ยว เพื่อนนั่งชมภิรมยา สระปลาก็มีผู้เลี้ยงดูให้ปลาอ้วน ดอกไม้ต่าง ๆ ก็อุดมด้วยดกต้นส่งกลิ่นหอม ข้าพเจ้ามิได้ขาดจากความเพลิดเพลิน เดิมมีอย่างไรก็กลับคืนกัน—มาใหม่เท่านั้น เมื่อจะไปเที่ยวมันก็ไม่น้อยหน้าแม่ปรุงเลย แม่ปรุงเคย “โชว์” ประกวดงดงามข้างกายข้าพเจ้าเท่าไร แม่ประไพก็เอี่ยมลออล่อโฉมออก “โชว์ “ได้ดีเท่านั้น ทั้งปัญญาพาทีท่วงทีกิริยาย่อมงามสง่าน่าดู ด้วยแม่ประไพเปนคนเคยมีเคยจนมาก่อนเก่า ไหนเลยจะเย่อหยิ่งให้เปนที่ครหาได้.

เราอยู่ เรากิน เรานอน เราเที่ยวกันด้วยความผาสุกสนุกสำราญ แลแม่ประไพนั้นหมั่นในกิจการแลหมั่นเอาใจ เพราะเมื่อก่อนเราจะได้กัน เราได้เคยรู้จักผูกพันธ์ เคยช่วยทุกข์ช่วยยาก เคยประกอบบุญคุณต่อกันไว้ก่อน จึงเปนที่สนิทเสนหายิ่งกว่าที่จะได้มาอยู่ด้วยกันเฉยๆ ข้าพเจ้าเคยเอ็นดูแก่หล่อนอย่างไรก็ยังเอ็นดูกระนั้น แลยิ่งกว่าหล่อนเคยเมตตากรุณามีแก่ใจต่อข้าพเจ้าเพียงไร บัดนี้หล่อนก็มีเพียงนั้นแลมากกว่า เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจึงเปนผาสุกสำราญ จนชั้นเพื่อนฝูงก็มีมาก แลยิ่งข้าพเจ้ามั่งคั่งในบัดนี้ด้วยก็ย่อมทวีจำนวนสหาย แลเขาทั้งหลายได้รับการรับรองจากแม่ประไพเปนอันดี. ดังนี้ ข้าพเจ้าแลภรรยาเก่าเคยมีสหายมาก บัดนี้ข้าพเจ้าแลภรรยาก็มีมากแลมากกว่าเก่า.

ซึ่งข้าพเจ้าได้เลื่อนยศนั้น ไม่เปนการน่าอัศจรรย์อย่างไรเลย เมื่อทำการอยู่กับที่ ครั้นตำแหน่งสูงว่างผู้รั้งตำแหน่ง เจ้าคุณแห่งกระทรวงผู้ซึ่งสนิทสนมกับข้าพเจ้าก็ให้ข้าพเจ้ารั้งตำแหน่งสูงนั้น ครั้นต่อมาข้าพเจ้าได้เปนเจ้าน่าที่มีอำนาจในตำแหน่งนั้นเต็มตัว ก็ได้เลื่อนยศศักดิ์เปนพระทีเดียว บัดนี้ข้าพเจ้า—พระสุวาที- เปนผู้กว้างขวางแลมีเกียรติยศมากกว่าเก่า.

ซึ่งข้าพเจ้าสร้างตึกใหญ่ด้วยทุนที่ไหน แลโดยเจตนาอย่างไรนั้น ก็ควรจะหมายเหตุไว้ที่นี้ให้ท่านทราบ ว่ามันไม่ใช่การแปลกปลาดน่าพิศวงเลย ความเจตนาของข้าพเจ้าซึ่งอยากได้ตึกใหญ่นั้นมีมานานแล้ว ยังแค้นอกแค้นใจตัวอยู่เสมอ ว่าเพราะมิได้บำเรอแม่ปรุงให้ถึงขนาดตามที่ได้มุ่งคิดไว้ จึงทำให้เกิดการเสียหายหย่าร้างได้ กล่าวคือเมื่อแรกได้กับแม่ปรุงใหม่ ๆ นั้น ข้าพเจ้าก็ย่อมยึดถือหล่อนเปนผู้ยอดสนิทเสนหา จนออกปากว่าไม่มีอะไรที่จะไม่ทำให้ถ้าทำได้ แลเมื่อนายขบวนได้เห็นเหตุในการที่แม่ปรุงมีใจเป้อเย้อ หลงไปในความสำราญแห่งตึกใหญ่ของนายภักตร์นั้น นายขบวนได้ตักเตือนข้าพเจ้าว่า ถ้าปลูกตึกอยู่ได้ก็จงปลูกให้บูชาในนามของภรรยาเถิด ข้าพเจ้าก็บอกว่าปลูกได้หรอก แต่จะต้องขายที่ดินหลายแปลง ครั้นแม่ปรุงหลงเล่ห์ของบ้านตึกใหญ่ อันซึ่งข้าพเจ้าขนานนามว่า “บ้านนามร้าย” แลหลงเล่ห์ของการบรรเทิง ถูกบำเรอความสนุกโดยเจ้าของบ้านนั้น จนตกอับลับหน้าไปแล้ว ข้าพเจ้าก็ยิ่งคิดเสียดายที่ตัวมิได้สละที่ดินสองสามแปลงเหล่านั้นเพื่อทำตึกให้แม่ปรุง หาไม่ป่านนี้แม่ปรุงคงยังอยู่กินกับข้าพเจ้าเปนผาสุกโดยปรกติอยู่ แต่นี่ข้าพเจ้าได้ท้อใจไม่สมกับโฉมงามความดีของแม่ปรุง ข้าพเจ้าจึงได้เสียหายยากแค้นแสนเขญมาแสนสาหัสแทบจะเอาตัวให้รอดมิได้.

อุปาทานความยึดมั่นแก่ใจในเหตุนี้จึงสิงอยู่แก่ดวงจิตเสมอ ๆ ข้าพเจ้าจะไม่ยอมให้ความทุกข์มีโอกาศมาแซกอิกครั้งเปนคำรบสอง ข้าพเจ้าจะต้องสร้างตึกบูชาคู่ร่วมชายคา เมื่อข้าพเจ้าอยู่สุขสบายกับด้วยแม่ประไพ จนได้เพิ่มพูลในผลประโยชน์เงินเดือนแลไร่นาแลค่าเช่าตึกแถวแล้ว ข้าพเจ้าก็คิดปลูกตึกเสียขวงทันที ใช่ว่าแม่ประไพจะเย่อหยิ่งมักมากอยากสุรุ่ยสุร่าย แต่เปนใจผูกพันอยากเสียขวงของข้าพเจ้าเอง จึงได้จัดการให้ปลูกตึก ซึ่งบัดนี้ไม่ต้องสละขายที่ดินมากเลย ชั่วแต่ขายนาซึ่งเขาเช่าทำอยู่แก่ผู้เช่านั้นเสียแปลงเดียวก็ได้เงินพอประสมทุนเดิม การขายนาเปนประโยชน์แก่ข้าพเจ้า แลผู้เช่าซึ่งได้เคยอ้อนวอนขอซื้อมาแล้วด้วย.

เพราะฉนั้น บัดนี้ข้าพเจ้า—พระสุวาที—มีเคหาหรูหราเต็มที่ มีศฤงฆารบริวารแต่ที่ดี ๆ แต่พอใช้ มีรถยนต์ขี่เองไม่ต้องยืมเขาเหมือนคราวก่อน แลบ้านช่องครึกครื้นสบาย ในตึกดูวิไลยตาน่าอยู่ เปนกิจะลักษณะโดยแม่เรือนเคยเปนผู้ดีมาแต่ก่อน ค่อนหาความสบายโดยให้ตึกกว้านบ้านเรือนเรียบร้อย โดยใช้ค่าใช้ประหยัดแต่น้อยที่สุดตามแต่จะได้.

ทั้งที่บ้านก็มีสนามใหญ่กว่าเก่า เพราะเราปลูกตึกถอยหลังกันเขตน่าบ้านให้กว้างออกไป เนื้อที่บ้านที่ด้านน่าก็แลดูโอ่โถงน่าปลื้มตาปลื้มใจ ที่ดินหลังบ้านก็มีสวนดอกไม้ต้นไม้อย่างเก่า แต่จัดสรรงดงามกว่า ทวีจำนวนต้นดอกไม้มากกว่า แลสอาดสอ้านกว่า เพราะตาผู้ชราแกมีลูกมือผู้มีกำลังอิกคน เปนจีนผู้ได้เคยเปนกุลีอันไม่เกียจคร้าน.

เรากินอาหารฝรั่งอาหารไทย แลใช้ไฟฟ้านั้นแน่นอน แต่ขอบอกแก่ท่านทั้งหลายว่า แม่ประไพผู้เปนแม่เรือนนั้นหล่อนเปนลูกสาวของผู้ที่ล้มละลาย บทเรียนของการเปลืองเปนบทเรียนอันใหญ่ที่หล่อนได้เรียนมาแล้ว การที่สุรุ่ยสุร่ายหรือการที่เปนอย่าง “ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น” นั้นย่อมเปนสิ่งไม่เคยพบเคยเห็นในลักษณะของแม่ประไพ ที่เรากินโต๊ะกันนั้นท่านจะไม่เห็นอาหารหายากขาดระดูมีอยู่เลย ระดูนี้หมูถูกเรากินหมู, ระดูนี้ปลาถูกเรากินปลา, ระดูนี้กุ้งถูกเรากินกุ้ง, กินหอยกินเห็ดกินผักที่ราคาถูกตามระดู แต่ท่านอย่าโผล่ไปบ้านแม่ประไพโดยหิวออกมานะ แลถ้าท่านรับประทานอาหารที่บ้านแม่ประไพท่านจะออกปากว่าโอชานี่กระไร ไม่เคยได้บริโภคสิ่งอันโอชาที่ไหนเกินจากบ้านนี้ ทั้งนี้ก็เพราะแม่ประไพรู้จักทำอาหารที่อร่อยได้ดี แต่มีหญิงฝีมือเอกในการกับเข้าของบิดาหล่อนมาอยู่ด้วยกับหล่อนนั้น, ข้อนี้เปนข้อสำคัญ นับประสาชั้นชั่ว, ไฟฟ้าที่ใช้นั้นก็ไม่เปลืองเลย ท่านจะไม่เห็นห้องต่างๆ ของตึกเราสว่างไสวไปทุกห้อง เว้นแต่ห้องซึ่งเราต้องการแสงสว่าง.

จึงขอแถลงการณ์ว่า ข้าพเจ้ามีสุขสบายไม่ห่วงใยในการบ้าน, ไม่ห่วงใยในการเสียหายหมดเปลือง, เราอยู่อย่างขนาดสำราญที่สุด ด้วยโสหุ้ยอันน้อยที่สุด บางครั้งบางคราวเรามีการร่าเริง แลเจ้าภาพผู้หญิงนั้นย่อมเปนที่นำความอุ่นใจมาให้แก่แขกเหลื่อทั้งหมด

ใช่ว่าตึกกว้านบ้านช่องอันเปนที่ระโหฐานจะนำมาซึ่งความสุขสบายได้อย่างเดียว มันเปนคู่ที่ร่วมชีวิตที่ข้าพเจ้าได้แบ่งสุขด้วยนั้นย่อมนำมาซึ่งผลแห่งความสุขมากกว่าสิ่งอื่น แม่ประไพมีค่าแก่ข้าพเจ้ามาก ทุกวันเดือนปีหล่อนทำให้ทวีสุขสนุกสำราญ อายุวัยของหล่อนกำลังเจริญ ความเจริญวัยของหล่อนนำมาซึ่งสง่าราษีแก่หล่อนแก่ข้าพเจ้าแก่บ้านช่อง ความสวยงามปัญญาพาทีแลจริตเร่งดีพร้อมขนาดกัน หมั่นทวีความงามความดีเสมอไป ย่อมเปนที่ร่มเย็นแลเจริญตาเจริญใจให้ผาสุกแก่ข้าพเจ้า แลผู้คนภายในแลภายนอก แลการรู้สำนึกในระหว่างแม่ประไพกับข้าพเจ้าว่าได้เคยชิมทุกข์มาด้วยกันก่อนแล้วนั้น ย่อมบังเกิดการไม่ถือโทษซึ่งกันแลกัน มีแต่เร่งรัก เร่งทวีความสามัคคีกันเสมอไป.

ส่วนข่าวคราวของผู้อื่นนั้นมีเช่นนายพิศ เดิมเขามีจริตแขงกระด้างต่อเรา แต่บัดนี้เขาละพยศอันนั้นเสีย ยอมเปนมิตรสนิทสนมกับข้าพเจ้าด้วยใจจริง ทั้งยอมนับถือนายขบวนเพื่อนเก่าของเขามากขึ้น ด้วยเหตุที่เขาเห็นว่านายขบวนเปนผู้ซึ่งข้าพเจ้ายกย่องเกียรติยศเกียรติคุณ.

คุณแกลบนั้นครั้งหนึ่ง มาทำตะกรุมตะกรามต่อแม่ประไพในบ้านตึกใหม่ของเรา ซึ่งข้าพเจ้าต้องพบพูดจาขู่ตะคอกเขาว่า ครั้งแม่ปรุงเขาก็มาทำตะกรุมตะกรามทีหนึ่งแล้ว บัดนี้มาตะกรุมตะกรามต่อแม่ประไพซ้ำอิกจะแก้ตัวว่ากระไร เขาตอบว่าเขารัก ข้าพเจ้าก็ยอมให้เขาไปเสียโดยง่าย ด้วยถือใจว่าอย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา แลบัดนี้คุณแกลบก็ป่วยอยู่ณโรงพยาบาลด้วยความซุกซนของเขาเอง. จนชั้นคุณพระผู้บิดาก็ป่วยออดแอดอยู่กับบ้านด้วยอาการอย่างเดียวกัน.

แม่กลึงนั้นได้มีเย่าเรือนไปแล้ว เราสองบ้านได้สนิทสนมกันอย่างมาก ๆ แลหล่อนนั้นก็เปนภรรยาดี (สามปีสองคนเรื่อย) ทั้งเปนมิตรอันดีด้วย เมื่อข้าพเจ้ามองดูรูปแม่กลึงอันอยู่ในกรอบเงินซึ่งหล่อนให้มาดังข้าพเจ้าได้บอกแล้วนั้น สิ่งนี้แลอักขระจารึกมันทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าหล่อนคิดถึงคุณข้าพเจ้า แลนายขบวนไม่คลาย แลข้าพเจ้าก็รู้สึกนึกถึงบุญคุณหล่อนไม่หาย ทั้งแม่ประไพก็นึกฉนี้ด้วย แม่กลึงก็มีผาสุกสบายมาก.

แม่ปรุงนั้นได้ยินแต่ข่าวว่าแอบอยู่ที่นั่น อาศรัยอยู่ที่นี่ แต่ปีกว่ามาแล้ว เราไม่ได้ยินข่าวคราวของแม่ปรุงเลยเปนอันขาด.

แม่ปรุงจากไปได้ห้าปี ในชั่วเวลาเพียงนี้ข้าพเจ้าได้อิศรยศแลไพบูลย์พูลสมบัติทั้งสุขสบาย มีหน้ามีตาได้ถึงเพียงนี้ ในห้าปีแม่ปรุงจากไปไกลเห็น ในห้าปีข้าพเจ้าได้คู่ใหม่อยู่สุขสบาย.

บัดนี้แม่ประไพอายุได้ยี่สิบเศษ ผมยาวขาวสวยกระชุ่มกระชวยกว่าเก่า เต็มเนื้ออมโลหิต ราษีฉวีวรรณงดงามกว่าเก่า เปนที่สนิทเสนหาของข้าพเจ้ามากกว่าเก่า ความสวยงามแลโก้เก๋นั้นทำให้ข้าพเจ้าคิดว่าแม่ประไพไล่แม่ปรุงพอทัน ๆ กัน แต่ท่ายียวนชวนสวาททางโลกียมีมากในแม่ปรุงเท่าไร ท่าทางน่ารักในสะธรรมในแม่ประไพก็มีมากเท่านั้น เพราะหล่อนเคยทุกข์ยากมา รู้อกใจผู้สุขผู้ทุกข์ ย่อมนำมาซึ่งความมิตจิตมิตใจ.

เมื่อแม่ปรุงหายไปสาบสูญนานแล้วนั้น วันหนึ่งหล่อนก็มาหา. โอ, หน้าไม่เปนตา กายาไม่เปนแม่ปรุง !

ดังข้าพเจ้าเล่าความแล้วแต่เริ่มเรื่องนี้ ว่าแม่ปรุงมาหาที่นี่ พึ่งเห็นหน้ากันนับแต่วันจากไป แม้! ผิดกับเก่าไปทุกสีทุกอย่าง ย่อมนำมาซึ่งความทุเรศแก่ผู้ซึ่งได้เห็นแต่กาลก่อนแลกาลบัดนี้ นี่แทบไม่มีใครอาจจะจำได้ว่าเปนแม่ปรุง ผู้เคยงามพร้อม, ผู้สวยที่สุด, เก๋ที่สุด, เคยน่ารักน่าชม น่ายวนเสน่ห์ใจชายที่สุด.

เหลืออยู่แม่ปรุงในบัดนี้เท่าทรากของแม่ปรุง แม่ปรุงเหมือนคนตายทราก !

หล่อนบากหน้ามาหาข้าพเจ้า ๆ เห็นเข้ารู้เหตุแห่งเปลี่ยนแปลงได้ทันที ความทุกข์เคยจี้ใจข้าพเจ้าอย่างไร มันจี้ใจหล่อนเท่านั้น แลยิ่งกว่า ข้าพเจ้าเปนชาย อดทนต่อทุเรศได้ หล่อนเปนหญิง สิ้นหลักสิ้นฐาน. ความทุกข์เผาผลาญราษีให้หมดเปลือง มันเผาความแช่มชื่นของหล่อนก่อน แลเผาสง่าราษี เผาฉวีให้คล้ำ เผาทุกวันทุกเวลานาที จนหน้าหล่อนเหมือนเถ้าถ่าน. มันเผายิ่งกว่านั้น มันเผาชีวิตจิตใจ เผาเข้าในกระดูก ว่าแต่หล่อนไม่ตรอมใจตายเสียก่อนกี้ บัดนี้ยังเหลือแต่ชีวี หุ้มอยู่ด้วยเนื้อหนังมังสา ปราศจากความโสภา ปราศจากโลหิตอันอุดม.

ความเสียใจเผาใจ ความจนเผาสง่าราษี ความไม่มีใครใยดี เผาจี้ให้รู้เขินขวย ให้รู้ว่าชีพไม่อิศรภาพ ชีพไม่ใช่มนุษ ความรู้สึกกายต่ำช้า ทำให้ความเข้าใจมีว่าตัวเปนสัตว์ ความเข้าใจว่าตัวเปนสัตว์ทำให้ดูเค้าหล่อนไม่ใช่มนุษ ทำให้ใจสำนึกว่าเหมือนอสุรกาย—เหมือนอาศพอันมีแต่วิญญาณ, ทำให้ลักษณะทุกอย่างฝ้าไป.

อกหญิงใจอ่อน ผู้เคยได้งามสง่าผาสุกสำราญ, ทุกผู้นับถือ ทุกผู้ยอโฉม บัดนี้หล่อนตกจากที่สูงโดยพลัน การตกจากสูงนำมาซึ่งความเจ็บช้ำ ตกจากสูงทำให้บอบ ทำให้ลุกขึ้นไม่ไหว ทำให้สิ้นสติ สิ้นมานะจะขึ้นดำรงอิศรยศเดิมได้ ทำให้ทิ้งกาย เหมือนโชคได้ทิ้งตัวเสีย ทิ้งกายราบลงยังแผ่นดิน ทิ้งกายไม่เผยอได้ก็รู้สึกต่ำช้าทรพล.

กินมื้ออิ่มมื้อ อัตคัดขัดสนในสิ่งสารพัดสารเพ เฝ้าถอนใจคอยวันตาย ดังข้าพเจ้าได้สำนึกมาแล้ว แต่ใจมั่นค้ำจุนมิให้ข้าพเจ้าทิ้งกายล้มเซ, แต่หล่อนเปนหญิงไม่มีใครอุปถัมภ์ ถอนใจใหญ่เช้าค่ำ พร่ำกินน้ำตา อิดโรยแรง ตะแบงใฝ่เสาะหาเลี้ยงขีพโดยลำภังกาย ไม่กล้าพึ่งบุญใคร ไม่กล้าออกหน้าออกตา.

ข้อสำคัญมีว่า หล่อนตั้งหน้าทุกข์ระทม ไม่คิดขวนขวายสิ่งไรหมด คิดแต่ที่แล้วจะให้คืนดี คิดถึงวันที่ล่วงไปแล้วจะให้คืนมา คิดถึงความบริสุทธิ์ซึ่งลามกแล้วจะให้คงบริสุทธิ์ คิดย่นเดือนย่อวันจะให้หันกลับมาอย่างไรได้ ความหยิ่งไม่ยอมพึ่งใครทำให้สิ้นที่ค้ำชู ยอมอด ยอมโซ ด้วยคาดว่าเหยียบแผ่นดินผิดแล้วก็ยอมไปตามกรรม แลเมื่อจะให้สุขสบายใหม่อิกไม่ได้แล้ว ก็ไม่ใฝ่หาสุขสบายเสียเลย คิดน้อยใจตัวตลอดเวลา คิดน้อยใจท่านเฝ้าแต่กินน้ำตา คิดน้อยใจสิ่งไร ๆ หมดทุกอย่าง น้อยใจว่าเทวดาสร้างหล่อนมาทำไม สร้างมาแล้วสร้างเหตุทุกข์ทำไม สร้างเหตุทุกข์แล้วสร้างผลกองทุกข์ไฉน.

เพราะฉนั้นจึงวางกายเข้ากองทุกข์ ไม่หลีกทุกข์เพราะมืดหน้า ความทุกข์ก็สูบเอาชีพให้เปลืองไป สาวเหมือนแก่ ความทุกข์สูบกินตับไตไส้พุงแลหัวใจให้เกิดพิการในโรคาพยาธิ ความทุกข์เผาในรูปธรรมนามธรรม ให้รู้สึกโลกเปนมืด ชีพเปนมืด.

แม่ปรุงเคยรักข้าพเจ้าหนักหนา เมื่อไม่มีใครจะรักหล่อนต่อไป เมื่อหล่อนไม่มีตัวรัก จักไม่เสียดายอย่างไร ย่อมคิดถึงความในอาไลยหา ย่อมระลึกถึงคราวสุขทั้งหลาย เมื่อรู้ตัวว่าหล่อนผิดพลั้งถนัด แลรู้ว่าทำให้ผู้รักแทบใจจะขาดรอน หล่อนก็คิดถึงความโทมนัศใจจะขาดรอน เปนสิ้นสติ, สิ้นความเพียร, สิ้นที่ชื่นเหลือจะกลืนกล้ำได้ เข้าปลาอาหารไม่กิน, แทบไม่รู้เวลา คิดว่าเช้าเปนสาย บ่ายเปนเย็น.

ทุกค่ำคืนฝืนเทวศ เฝ้าระลึกเหตุหนึ่งยิ่งแสยง อิกเหตุหนึ่งยิ่งสลด เหตุทั้งหมดยิ่งพาให้เศร้าเสียใจในอารมณ์ไม่สมประดี จิตใจเหลือที่จะข่มแค้นเคืองเขญได้ แม่ปรุงก็เปนเหยื่อของความเสียใจ มันเหมือนเสือโคร่งซึ่งจะกินเลือดเนื้อแลอกใจ ให้สิ้นหมดเปลืองชีพชีวิตไป ๆ ทุกนาที.

เมื่อเห็นแม่ปรุงเข้าแล้วไม่มีใครหยั่งรู้อาการของความโศกครวญเท่าข้าพเจ้าเลย ทุกลักษณะสีหน้าของหล่อนบอกข้าพเจ้าหมดว่าความทุกข์ทนทรมานเผาผลาญดวงจิตหล่อนให้วิโยคยากเย็นเพียงใด จนร่างกายซูบซีดเหมือนตายทราก ข้าพเจ้าเองเคยแก่ตัวมาอย่างไร ก็รู้สึกหล่อนนั้นคิดอาไลยใฝ่หาข้าพเจ้ามากมาย ยิ่งตกอับลับชื่อยิ่งเสียดาย ยิ่งมิได้ปฏิบัติผู้เคยร่วมรักกันให้มีรักกันให้มั่นได้จนวันตาย เสียแรงเกิดเปนผู้ดีมีรูปโฉมประโลมลาน เสียดายไม่รักษาความดีความงามนั้นไว้ได้ หล่อนเสียอกเสียใจเกินประมาณ แลเฝ้าคิดใฝ่หาข้าพเจ้าเกินที่จะพรรณา การคร่ำครวญมีเกินอกหญิง การละห้อยสร้อยเศร้ามีเกินหัวอกใครจะทนเทวศได้ หล่อนจึงมีลักษณะทุกส่วนเค้าหน้า บอกเค้าของความทุกข์ยากโศกครวญทุกลักษณะ ข้าพเจ้าย่อมรู้ได้ตลอด เพราะได้เปนมาแล้วแก่ตัวเองแสนสาหัส ทั้งทุกข์ทั้งรับอัประมาณยิ่งนัก แต่ใจชายนั้นเร่าร้อนได้ไม่ล้ม แลการเปนฝั่งฝาของชายดำรงตัวเขาไว้ไม่ให้เซซาน ไม่เหมือนหญิงผู้สิ้นที่พึ่งในบุคคลในกายในใจตัวได้แล้ว ก็ปล่อยความทุกข์ให้กินตัวเหมือนปรอทกินตะกั่ว เหมือนกรดกัดแร่ สภาพแลรูปโฉมก็ย่อยยับเปลี่ยนแปลงหมด

แม่ปรุงคงจะรู้ตัวผิดทุกเวลานาที หล่อนคิดเห็นเปนบาปเปนกรรม ความคิดยังจับอกจับใจไม่วาย จึงได้บ่ายหน้ามาหาข้าพเจ้า เพื่อจะปฏิบัติถ่ายลามก แต่ยังขัดอยู่อิกข้อหนึ่งซึ่งกีดหัวใจ นั่นคือจะต้องมาขอโทษแก่ข้าพเจ้าเสียก่อน แล้วจึงจะบวชเปนชีตั้งหน้าหาความดีในเนกขัมต่อไป.

หล่อนมาถึง หล่อนโศกมา ยากจนมา ทุกอย่างแสดงกระนั้น, ข้าพเจ้าแลเห็นแสนที่จะสงสาร นึกได้ถึงคราวสุขกาล ยิ่งสมเพชอาไลย คราวก่อนข้าพเจ้าถนอมหล่อน ไม่อยากให้เหนื่อยสักนิด ไม่อยากให้ขัดใจสักหน่อย ไม่อยากให้ช้ำกายช้ำใจทุกเวลานาที บัดนี้หล่อนทุกข์หล่อนช้ำใจทุกหายใจเข้าออกจนหน้าตาแทบไม่เปนผู้คน นี่จะเปนโทษของข้าพเจ้าได้ไหม ที่ไม่ถนอมหล่อน แลทิ้งไว้ให้ชอกช้ำลำเคญเช่นนั้นได้ ข้าพเจ้าใจหาย ข้าพเจ้าน้ำตาไหล สมเพชแลเวทนา.

หล่อนมาขอษมาโทษข้าพเจ้า เพื่อให้พ้นกินแหนงใจ เพื่อจะไปบวชเปนชีด้วยตั้งใจ ข้าพเจ้าก็ยอมยกโทษให้ ข้าพเจ้าไม่เคยถือโทษหล่อน ข้าพเจ้าให้เงินค่าใช้แก่หล่อนด้วย หล่อนซึ่งอ่อนแรง ซึ่งตกระกำลำบากไม่เคยมีใครกรุณา ได้รับความเสนหาข้าพเจ้าใหม่ไม่ทันได้เคยรู้ตัว ความปีติแลเสียวสลดก็พาใจให้วาบวับจนถึงสลบไป.

แม่น้องรักข้าพเจ้ากับสาวใช้ช่วยกันแก้ไข ข้าพเจ้าก็แอบไปโอดครวญสงสารใจเหลือที่จะอนาถ กว่าหล่อนจะฟื้นกายก็รีบกลับไปอาราม ตั้งแต่นั้นมาข้าพเจ้าใจวับ ๆ หวาม ๆ ไม่ใคร่ปรกติใจเลย แลเห็นเหมือนอย่างเงาตามตัวในรูปแม่ปรุงซึ่งมีกระดูกขึ้นทุกส่วน มีความทุกข์ตีตราทุกลักษณะ คิดไปถึงความสบายของหล่อนอันย้อนมาเปนความทุกข์อย่างสาหัส เหมือนอย่างพลัดพรายไปจากฝูงชนทั้งโลก หล่อนต้องเปล่าเปลี่ยวหนักหนา.

โอ้ว่าแม่ปรุงเอ๋ย ได้เคยชุ่มชื่นด้วยความชมเชย บัดนี้สิจะหันหน้าไปขอทานใครกิน จะขอทานใครอยู่ ? ก็จะถูกขู่มากกว่าจะได้ผล ผัวเคยรับขวัญมิให้หวั่นใจ ครานี้แม่มาตากกายตากใจไร้ผู้ปลอบโยน แม่นี้ยังหม่นหมอง โลกรอบกายยิ่งบาดหมาง พุโธเอ๋ย, เคยมีบ่าวรับใช้ ถ้าแม่อนาถามิต้องตรากตรำกายทนยากหนักหนาหรือ แม่ไม่เคยได้อาย ไม่เคยอัประมาณเช่นนั้น ผัวมาทอดทิ้งหยามนามหยามเกียรติยศเช่นนี้ ไฉนเลยจะดูหน้าใครเต็มได้ โอ้, หล่อนเคยได้ “โชว์,” ได้ชื่นใจตัวชื่นใจท่าน เมื่อต้องมาแอบกายตกอับก็เหมือนอย่างแม่นี้ไม่เห็นเดือนเห็นตวันเลย.

ใช่ว่าผัวจะไม่เมตตา เคยฝากกายฝากใจในหล่อนทุกอย่าง ครานี้ฉันนี้ทำกระนั้นไม่ตลอด ทอดทิ้งแม่เสียได้ ทอดทิ้งแม่ไว้ให้เปนได้ถึงเพียงนี้ แม่มหาจำเริญเอ๋ย ฉันไม่รู้เลยว่าแม่จะเศร้าสร้อยละห้อยไห้ทุกนาที ฝูงชนทั้งปัตพีไม่มีใครอินังเลย นี่มิตั้งหน้ากินแต่น้ำตามานาน จนหน้านั้นหายชื่นมีแต่จืดชืดไป แล้วจึงเหลือไว้แต่หนังหุ้มกะโหลกหัวผี จนบัดนี้ยังไม่มีใครรู้ใจแม่เลย แต่ฉันนี้ทราบความได้ เพราะเคยได้ประคับประคองแม่มา.

เมื่อแม่น้อยใจผัว ก็ใช่ฉันดุตีเหมือนสามีทั้งหลาย เมื่อแม่ลับหน้าไปฉันคิดถึงไม่คลาย บัดนี้กลับหน้ามาให้ฉันเห็นใหม่ เห็นไผ่ผอมอดโซ เห็นทุกข์โศกโรคภัย, หันหน้ามาแสดงให้ฉันสมเพชเวทนา พึงรู้บัดนี้ว่าแม่นี้ไม่ลืมฉัน พึ่งทราบว่าแม่นี้รู้ตัวผิด จึงคิดหาความชอบในทางธรรม โอ้, แม่นี้คงตั้งหน้าจะแก้ตัวใหม่ เพื่อทำความชอบไว้ในผัวยั่วโลกีย์ ไม่รู้ใจผัวว่าร้ายหรือดี ด้วยแม่นี้เคยพบแต่คนซึ่งจัณฑาล แม่เคยเห็นแต่ผู้ซึ่งทำให้อัประมาณ เคยถูกทำทุราจาน หมายว่าฉันนี้ใจร้ายเหมือนชายอื่น คงตั้งหน้าแต่น้อยใจฉันเมื่อไม่มาให้รับขวัญ เมื่อไม่หาความชอบใหม่ในฉันได้ฝ่ายโลกีย์ แม่นี้จึงจะไปบวชเปนชีเพื่อหาความชอบในธรรม.

ไฉนเลย แม่เอ๋ย ไม่ดับทุกข์เสียได้ เหมือนฉันนี้เมื่อแม่ได้ทำร้าย เมื่อได้จากไป ใจก็จะขาด—รอน ๆ หมายว่าหล่อนลืมฉันเสียที่สุดที่แล้ว ฉันก็ยังตั้งใจข่มขืนกลืนกล้ำเทวศไว้ ก็ซึมเซ่อครองชีพไปตามการ. แม่นี้ใจหญิง ไม่อดกลั้นเทวศได้ ทั้งยิ่งอับจนยากไร้ แม่นี้จึงได้แสนกันดาร โอ้, หล่อนเอ๋ย เราเคยคู่ชิดมีสุขสำราญ ฉันนั้นไม่ถนอมหล่อนให้พ้นภัยพาลได้ ฉันหลงเสน่ห์แม่ปานใด ชายพาลมันหลงแม่ปานนั้น มันทำให้หล่อนย่อยยับอัประมาณ ทำแล้วมันล่าหนีซ่อนเร้นตามเวรของมัน ฉันนี้เหมือนไม่กรุณาหล่อน ไว้ใจให้ใกล้ชิดงูพิษร้าย โอ้, จงยกโทษให้ฉัน อย่าจองเวร บุญเรามีเท่านั้น กรรมมาตามทัน ทำให้เคืองเขญ ขออย่าจองเวรฉันเลย ไม่รู้เลยว่าแม่นี้จะยากแค้นแสนเขญถึงเพียงนี้ เหตุทั้งนี้อย่าน้อยใจในฉันนักเลย กรรมแล้วแม่เอ๋ย ที่ผัวมิได้อุ้มชูแม่ให้ตลอด แม่เคยเปนยอดพิศมัย หายไปแล้วมีตาดำ ๆ กลับมาใหม่ ใครเลยจะอดสมเพชเวทนาได้ ไฉนเลยพี่จะกลั้นน้ำตาได้.

ข้าพเจ้าไม่ปรกติเลย นับตั้งแต่วันเห็นแม่ปรุงมา. หล่อนเคยเปนเช่นนางพระยา บัดนี้มาเปนเช่นคนขอทาน โฉมหล่อนเคยงามเทียมเทวา ความยากจนต่ำช้าทำให้หน้าตาทรลักษณ์ ข้าพเจ้าเกิดสังเวชใจไม่วาย ภาพแห่งความทุเรศมาติดตาอยู่เสมอ กลางวันมันสิงข้าพเจ้าเหมือนภูต, กลางคืนสิงข้าพเจ้าเหมือน.—

ข้าพเจ้าไม่มีเสบย เหงาใจได้แต่แอบโอยร้องในห้องหับ หากน้องรักมาพบก็ย่อมปลอบถาม ต้องทำหน้าชื่นกลืนน้ำตาทันที แทบจะไม่กล้าร้อง เพราะถูกแม่น้องตัดพ้อบ่อย ๆ.

ใช่แต่จะกลั้นน้ำตาไม่ได้ เมื่อใจวังเวงอยู่ในห้องหับ ถึงว่าเมื่อข้าพเจ้าไปในตรอกในถนนเห็นคนยากไร้หรือเห็นนักโทษ หรือเห็นยาจกวรรณิพก ก็ให้สำนึกถึงความคับแค้นของเขาแล่นเข้ามา เกิดสมเพชเวทนาแม่ปรุงแทบกลั้นน้ำตามิใคร่ได้.

คืนวันหนึ่งข้าพเจ้าตื่นขึ้นจากหลับ ในยามหนาวน้ำค้างสร้านกระเซ็นรู้สึกใจหายวาบวับ ว่าเราได้ทำการทารุณอะไรไว้อย่างหนึ่ง พอมองดูทั่วไปคิดเห็นได้ถึงคนยากไร้ในกระท่อมอันกันดารคือนายภักตร์ก็คิดได้ถึงแม่ปรุงผู้เคยชอบแต่ทางโลกีย์ กำลังซ้ำทรมานกายเผาผลาญอาสวะในเพศชี ขืนใจที่ทุกข์ตรอมให้เกิดทุกข์แก่กายแก่ใจ ทรมานอยู่ในอัตตะกิละมถานุโยค ด้วยอาการอันร้อนร้าวผ่าวผลาญด้วยจิตจินตะนา ข้าพเจ้ายิ่งสงสาร ทั้งคิดได้ว่าในฝ่ายโลกีย์ที่นิยมนั้น หล่อนเคยมีรูป มีเสียง มีกลิ่น มีรส งดงามน่ารัก เปนผลอันดีในเพศฆราวาศนี่กระไร บัดนี้น้อยใจตัว น้อยใจท่าน หันไปเปนชีอันซึ่งผิดนิสัยปัจจัยของหล่อน คงทุกข์ทนนี่กระไร ข้าพเจ้าคิดสมเพชสังเวชขึ้นมาแก่ใจ ก็กอดน้องคล้องสอดไว้ โศกาลัยสอื้นอ้อน จนน้องอันนอนข้างกายมีผ้าสะไบถูกซับชุ่มน้ำตา.

แม่ประไพตื่นขึ้นถามว่า ร้องไห้ทำไม คราวนี้ข้าพเจ้ามิอาจจะปิดพรางได้เหมือนก่อน ๆ ก็มีพจนะรำพรรณทลักออกมา บ่นพึมพำว่า “โอ้, สงสารแม่เอ๋ย, สงสารแม่ปรุง ดูสิ, ช่างยากจนนี่กระไร ช่างทุกข์ตรอมนี่กระไร มีแต่เศร้าสร้อยละห้อยหา หน้าไม่เปนตา, โอ้, ดูตาหล่อนสิ ช่างฉายแสงความทุกข์ออกมานี่กระไร, ไนยตา—บอกโศกแค้นเคืองเขญ โอ้, น้องรักเอ๋ย พี่สมเพชแท้ ๆ เจียวแม่คุณ.”

“สมเพชจะให้ทำอไรเล่าคะ?”

“นี่เอาของไปถวายนางชีที่วัดบ้างหรือเปล่า.”

“เปล่าข้ะ, แต่จะจัดเอาไปพรุ่งนี้ก็ได้.”

“ตามใจหล่อน.”

ข้าพเจ้าก็กอดน้องไว้ด้วยใจอ่อนชอ้อนทรวง ขณะนั้นแม่ประไพทำการชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าคิดว่าถูกผู้หญิงเขาจูบ เราก็ไม่ยักหายฟายน้ำตา.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ