บท ๒๐ จดหมายนัดแนะ

ความน่าอนาถซึ่งได้เห็นบ้านที่อยู่เปนที่ตั้งบูชาศพแลเปนที่ทำบุญให้แก่ศพนั้น เปนสิ่งทำความอนาถใจมาให้แก่ข้าพเจ้ามาก ข้าพเจ้าอ้างว้างรู้สึกว่าคนในโลกนี้ไม่มีใครอินังขังข้อข้าพเจ้า หมดโลกนี้เปนสิ้นผู้เมตตากรุณารักใคร่เสียแล้ว.

ข้าพเจ้าโอดครวญอยู่ขลุกในห้องสามวันสามคืนน้อยใจไปทุกอย่าง หากแต่ก่อนจะมีโศกเช่นคราวบุตรสุดสวาทตายก็ยังคงมีภรรยาเปนที่ร่วมทุกข์ ยังเห็นหน้าภรรยาชมภรรยาต่างหน้าบุตรได้ แต่ต่อไปนี้จะโศกเศร้าตัวเท่าไรก็ไม่มีใครแล ทั้งเรือนชานไม่เรียบร้อย สวนในบ้านมีแต่หญ้าจะงอกเปนพง ห้องข้าพเจ้าเองก็ไม่เปนกิจะลักษณะ ดูทุกสิ่งให้ยุ่งเหยิงรกตาไป ไม่เหมือนสมัยก่อนจะแลดูอะไรก็ให้ราบรื่นชื่นตา.

บัดนี้ข้าพเจ้าจึงตกอยู่ในสภาพคนมีทุกข์แท้ มีอาการให้โศกครวญกินเข้าไม่ได้ซูบผอม สลดเสียใจไปทีเดียว คราวอยู่หัวเมืองนั้นได้รู้ข่าวร้อนร้าวในภรรยาก็ไม่สบายใจจนป่วยไข้ ครั้นได้กลับมาเห็นจริงในเหตุนั้นมันก็ยิ่งร้ายใหญ่ไปอิก เมื่อถูกหยามหน้าเสียเต็มประดา จนมารดาตายลงแล้วก็ทำให้โศกเศร้า ทั้งเรือนเย่าบ้านช่องดูหมองหมางไปด้วยทุกแห่งหน, ทั้งนี้เพราะไม่มีคนใดจะเต็มใจดูแล, ไม่มีใครจะ “แคร์” สำหรับข้าพเจ้าเปนสิ้นผู้ที่จะเมตตากรุณาตัว.

ในระหว่างนี้แล้ว แม่ปรุงผู้เคยได้มีน่าที่จะปลอบโยนข้าพเจ้านั้น ยังไม่หายจากการที่หายหน้าไปจากบ้าน เมื่อหล่อนลอบไปแผล็บหาย ผลุบหาย แล้วไปนานๆ บางทีกลับเย็น กลับค่ำ ทำให้ข้าพเจ้าเกิดน้อยใจ อนาถใจมากมายนัก ถ้าหล่อนหายหน้าไปจากเรือน ใจข้าพเจ้ามีแต่จะเตือนตึกเต้นคอยดูว่าเมื่อไรจะกลับมา เพราะนับแต่นาทีที่หล่อนย่างเท้าเก้าลงบันไดไป ข้าพเจ้ามีแต่อาวรณ์ร้อนใจคอยว่าเมื่อไรหล่อนจะกลับมา เห็นภาพเปนฉากไปตามเดาว่านั่นถึงขณะชู้สาวพบกัน, นั่นถึงเขาเคล้าคู่กันเริงร่า ในขณะเราตั้งหน้าเจ่าจุกทุกข์โศก นั่นอ้ายชายมันหยอกล้อคลอเคลีย, นั่นเปนขณะมันสำรากคล้ายจะเอาเท้าของมันสกิดหยอก ซึ่งหล่อนไม่รู้สึกในความแขงกระด้างกระดางลาง ส่วนเราแม่ลูกมีแต่จะบูชาหล่อนจนทูนหัวทูนเกล้า ครั้นข้าพเจ้าเห็นหล่อนกลับมา ค่อยทำให้ใจมุทลุแค้นขัดแลน้อยใจคลายลงหละ แต่เมื่อเห็นหล่อนนั่งยิ้มกริ่มอยู่คนเดียว หรือกลับมาทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ยเริงรื่นด้วยชื่นใจกำซาบจิตมา ข้าพเจ้ายิ่งแค้น, ยิ่งน้อยใจ, ยิ่งเห็นยิ่งมันไส้ ยิ่งดานโทโส, ยิ่งชวนให้อิจฉาหึงษาเปนอันมาก, ที่รู้ว่าเขาชมกันกลับมาอย่างสนุกสำราญเต็มที่ ตัวเราไม่มีปลื้ม นั่งเฝ้าบ้านเฝ้าศพมารดาน้ำตาเปนเผาเต่า.

นอกจากจะคิดว่า หล่อนกับชู้ทำหยามน้ำหน้าข้าพเจ้านักแล้ว ยังเห็นเปนการหยาบคายกับผู้ตายยิ่งนัก มีหรือคุณแม่ตายศพแทบยังไม่วายอุ่น, ฝ่ายข้างสะใภ้อันยอดรัก ยอดพิศวาศซึ่งเร้นชู้ทรชนไว้เหนือศีร์ษะสามี หรือนัยว่าเล่นชู้ข้ามหน้าแลทำต่าง ๆ นา ๆ แก่ข้าพเจ้าได้แล้ว ช่างหยาบหยามต่อศพผู้ตายยิ่งนัก, มารดาข้าพเจ้าตาย มันจะยับยั้งใจคิดเห็นว่าเปนผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งผู้คนนับถือบ้างก็หามิได้ คล้ายๆ จะเล่นชู้กันน่าศพ ทำให้นึกว่าทำทุรจารศพไม่มีความยำเกรง ไม่นึกไว้หน้าไว้เกียรติยศใครหมด ข้าพเจ้ายิ่งสลดยิ่งอนาถกลัดกลุ้ม ร้อนตัวไปในการที่รู้ว่าถูกทำให้เสื่อมเสียไปทุกอย่าง เสื่อมเกียรติยศตัว เสื่อมเกียรติยศคุณแม่, แทบข้าพเจ้าจะด่วนยกศพไปไว้วัดเสียให้พ้นจากอนาจารดีกว่า.

ไนยตาข้าพเจ้าบวมด้วยร้องไห้ หน้าแห้งอย่างที่เขาเรียกว่า “ไก่ฟัก” เพราะแม่ไก่ที่ฟักไข่โดยต้องอดเข้าอดน้ำทรมานฟักไข่ได้ทุกข์ยากจนหน้าแห้งเกรียมอย่างไร หน้าตาข้าพเจ้าก็แห้งเกรียมกรมอย่างนั้น หน้าข้าพเจ้าจึงเหมือน “ไก่ฟัก” เพราะชายใดถูกภรรยามีชู้ แลแถมเสียหายอื่น ๆ อิก โดยรอบข้างจนสิ้นตัว ทั้งลห้อยลเหี่ยเสียใจมารดาตายด้วยนั้น หน้าตาต้องแห้งเหี้ยมเกรียมกรมทุกคน ทั้งการแต่งตัวก็ไม่หมดจดสดใสได้เหมือนอย่างเดิม เพราะใจไม่มีจะทำให้ “แต่งฟ้อ” ได้อย่างหนึ่ง , แลเสื้อผ้าก็ไม่หมดจดสดใสเองนั้นอย่างหนึ่ง ข้าพเจ้าเปนคนเหมือนอย่างเมียตายแม่ตาย แต่ยิ่งกว่านั้นอิก เมียไม่มีประโยชน์แก่ข้าพเจ้า แล้วมิหนำซ้ำทำให้น้อยใจทวีทุกที ในที่เห็นหล่อนเร่งทำความเสื่อมมาให้ทวีขึ้น แลเร่งทำให้ข้าพเจ้าน้อยใจเร่งฤษยามากขึ้น.

แม่ปรุงนั้นก็มีแต่จะคิดน้อยใจข้าพเจ้าเหมือนกันว่าใจฅอข้าพเจ้าไม่บูชา ไม่ปรองดองหล่อนอย่างก่อนเก่า เปนเช่นนี้ก็เหมือนอย่างที่ว่าเสียน้อยเสียง่าย หรือนับว่า “เส้นผมบังภูเขา” ทีคราวเราชังราคีของหล่อนขึ้นมาสักหน่อย หล่อนลืมตาโพลงเห็นโทษของเราจับเอาไปน้อยใจได้หนักหนา ทีชู้มันจะสำรากเท่าไร จนชั้นจะเหยียบอกหล่อนไว้ หล่อนก็เหมือนอย่างหลับตาปี๋ แลไม่เห็นโทษแลความหยาบคายของมัน คล้ายหล่อนจะเหยียดเอาแมวว่าดีกว่าคน, คล้ายจะเหยียดเอาเทวดาว่าเลวกว่าผี โดยเห็นเทวดาเลงเห็นผิดในหล่อนหน่อย ก็พลอยน้อยใจเทวดาเอาใหญ่ ไม่มักไยไพต่อภูตผีซึ่งล้วงตับหล่อนกินพลามๆ เหมือนว่าฝ่ายเรานั้นหล่อนจะให้เราใส่บ่าหล่อนไว้ แต่การที่อ้ายชายทรชนขี่ฅอหล่อนไว้นั้น หล่อนไม่มีความรู้สึกรังเกียจ. ซึ่งหล่อนน้อยใจข้าพเจ้านั้นก็เหมือนอย่าง “เส้นผมบังภูเขา.”

เมื่อคุณแม่ท่านเสียลง แม่ปรุงค่อยรู้สึกเศร้าสลดสองสามวัน แต่หล่อนคงประพฤติเหตุอย่างเดิมต่อไป โดยทีจะเอาความโศกไปคายทิ้งเสียณที่อื่น พ้นสองสามวันไปก็เริ่มการหมั่นมาหมั่นไปเต็มที่ เพราะฉนั้น การส่งชมให้ชู้เหมือนอย่างส่งเข้าส่งน้ำแก่มันสัตวผู้ยาก ผู้หิวระหายอดโซนั้นได้หยุดชงักเพียงสองสามวันพอให้วิญญาณของอาศพในโลงนั้น มีโอกาศไประงับในที่ไกลได้หน่อย ต่อนั้นมาการได้ดำเนิรไปโดยสดวกเต็มที่ราวกะเปนน่าที่อันใหญ่ สำหรับส่งเข้าส่งน้ำอ้ายชายผู้ตายอดตายอยาก หรือว่าส่งน้ำนมลูกอ่อนผู้หิวระหายไม่รู้จักอิ่นหมีพีมันได้เลย. นี่ก็เหมือนอย่าง “เส้นผมบังภูเขา” อิก เพราะอ้ายชู้นั้นต้องปรนปรันมันด้วยความประโลมให้สมใจสวาทจนเต็มที่, ฝ่ายอ้ายผัวนั้นปล่อยให้มันอดปลื้มดื่มทุกข์อยู่กระนั้น จนมันหน้าแห้งเหมือนอย่าง “ฟักไข่” เพราะไม่มีไฟฟ้าแห่งความปลื้มด้วยเสนหาแล่นเข้าสู่เส้นประสาทสักครึ่ง “อัมแปร์” ซึ่งหล่อนเร่งเล่นประโลมชู้ประชดผัวที่ตัวน้อยใจนั้นก็เหมือนหล่อนเร่ง “หุงเข้าประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว” ให้หมาแลแมวขมุ้มขม้ำตามสบาย.

วันหนึ่งเวลาบ่ายแม่ปรุงเดินอยู่ชายสนามน่าบ้านแล้วนั่งพักเก้าอี้ยาว ลมพัดอู้ๆ ท่าจะเย็นสบาย ข้าพเจ้าลอดตาดูว่าท่วงทีกิริยาหล่อน เมื่อมานั่งตรงนั้นจะแสดงการที่คิดถึงข้าพเจ้าไหม ข้าพเจ้าดู ๆ ก็ไม่รู้สำนึกได้ แต่เห็นหล่อนถอนใจ เงยดูเรือกสวแลอมยิ้มลมัย ดูจิ้มลิ้มน่ารักน่าชมน่าเอนดูพิลึก นี่เปนวันที่หล่อนได้ห่างเวนสู่ชู้มาได้วันหนึ่ง กล่าวคือเมื่อวานหล่อนไม่หายหน้าไปจากบ้าน อยู่กับบ้านขลุก ช่วยจัดการรับรองแลถวายของพระสงฆ์ที่มาบังสกุล เมื่อวานหล่อนอยู่บ้านขลุก ท่าจะถูกชู้มันตะครุบตะครับอ่อนระอา หรือถูกชิมจนหน้าชา หล่อนจึงหา “โฮลิเด” สักวันหนึ่ง.

เมื่อหล่อนกำลังนั่งอยู่ชายสนามกระนั้น, เห็นมีหญิงหนึ่งมาหา ไม่มีลักษณะจะบอกในหญิงนั้นอย่างไรนอกจากลักษณะนมยานขนาดใหญ่ (ต่อมาได้ยินว่าหญิงนี้เปนแม่นมบุตรบุญธรรมของแม่ปรุง เคยได้มาอยู่สู่นมเด็กณบ้านนี้ แต่เมื่อคุณแม่ป่วยเด็กทั้งสิ้นต้องไปอยู่ที่อื่นหมด ทั้งผู้เลี้ยงเด็กกจึงหมดน่าที่ในบ้านนี้) แม่ปรุงเห็นหญิงนั้นเข้าประตูบ้านมาก็ลุกขึ้นเดินไปพบ เห็นพูดซุบซิบกันสักครู่หนึ่งหญิงนั้นยื่นจดหมายให้แล้วลาไปทันที.

ข้าพเจ้าลอบดูจึงคิดในใจว่า “เมื่อวานนี้แม่ปรุงขาดเวน วันนี้อ้ายเวรทนความหื่นที่อยู่เดียวไม่ได้ มันจึงให้จดหมายนัดแนะกัน แม่ปรุงเปนเหยื่ออย่างโอชาเพราะสวยงามน่ารักน่าเอนดูที่สุด ชั้นเชิงยียวนชวนเสพย์. อ้ายชู้กำลังคลั่งรสจึงตะกลามแดกห่าเสียใหญ่ คลาศไม่ได้เจียวนะ แต่จดหมายนี้มีมาน่าปลาด คงจะมีการร้อนอะไรสักอย่างนอกจากร้อนรัก จึงได้จดมาสั่งเสียนัดแนะกันจำเราจะตามไปดูให้ได้.”

ข้าพเจ้ายังคงเจตนาอยู่ที่จะลอบตามไปมองดูชู้สาวเขาชมกันให้จับตัวได้เมื่อกำลังกอดอยู่ด้วยกัน, จะได้ประจานให้หญิงได้อายรู้สำนึกไม่ทำความหยามน้ำหน้าให้เสียเกียรติยศข้าพเจ้าไม่รู้สุดสิ้น, ทั้งถ้าเราจับได้ให้หล่อนอายเสียแล้วจะเหินห่างรังเกียจแก่ชู้บ้างกระมัง ทั้งอ้ายชายนั้นถ้าทำให้มันอายโดยเราได้ประจานตัวของมันให้มันเห็นตัวมันเอง มันคงรู้สำนึกความชั่วของมันได้ดีกว่าที่เราจะทิ่มแทงมันด้วยกฤช เพราะคนอย่างมันโลหิตไม่สมควรจะเปื้อนกฤชของเรา มือเราไม่มีเกียรติยศพอที่จะแหย่โลหิตคนเช่นนั้น นอกจากจะแหย่ด้วยเท้าได้ ซึ่งจะทำให้โลหิตของมันเปื้อนพสุธาเปล่า ๆ ไม่เข้าเรื่อง.

ข้าพเจ้าจะลอบสกดรอยไปดูภรรยาข้าพเจ้าชมชู้ให้จงได้ ข้าพเจ้ารีบจดหมายให้คนสนิทของข้าพเจ้า (ชื่อนางหนูเสด) นั้นเร่งถือไปให้แก่มือนายขบวนบอกเหตุที่ข้าพเจ้าลอบเห็นเหตุ แลบอกความเจตนาของข้าพเจ้าที่จะดูไปให้สุดเหตุ

ได้รับตอบมาจากนายขบวนว่า “อย่าขยับขยาย จนค่ำจะมารับ.”

“ข.”

ข. คือขบวน อย่าขยับขยายจนค่ำคือให้ข้าพเจ้าอยู่กับบ้านเงียบ ๆ จนค่ำเพื่อนจึงจะมารับ ข้อนี้ทำให้ข้าพเจ้าคิดกริ่งใจว่าถ้าค่ำเสียแล้วเราไปล้าหลังมิคลาศจากการจะพบเขาทั้งสองหรือ แลเมื่อตอนเย็นเมื่อแม่ปรุงรับประทานอาหารอิ่มหมีพีมันแล้ว หล่อนคอยสักครู่ก็อาบน้ำชำระกายแล้วเข้าไปแต่งกายาในห้องนาน เมื่อแต่งตัวเสร็จหล่อนออกจากห้อง ข้าพเจ้าแอบมองเห็นช่างเพราพริ้งยิ่งน่าชวนความพิศวาศนี่กระไร ข้าพเจ้าเองให้รู้สึกใจรัญจวน ทำให้คิดว่าชายใดเมื่อเห็นเช่นนี้แล้วย่อมเกิดการร้อนราคตัณหาปั่นป่วนใจ ถ้าเช่นนี้แล้วการเกิดหวงหึงจนถึงกับตีรันฟันแทงกันโดยร้อนแรงกามราคโดยไม่คิดยั้งใจก็เพราะรู้สึกอย่างข้าพเจ้าฉนี้เอง.

หล่อนช่างงามงอนกระทัดรัดน่าเอนดูเปนที่ชูเสน่ห์ให้ชายหลงใหลไปในเล่ห์รสประเวณีนี่กระไร ข้าพเจ้าเลยกะวัดใจว่าในโฉมงามเช่นนี้แล้ว ถึงฝรั่ง, ถึงไทย, ก็ไม่ต้องต่อ.

ถ้าจะให้อธิบายในประโยคนี้แล้ว ก็แสดงได้ว่าส่วนค่าข้าพเจ้าเองได้ตีนั้น, ค่าในหล่อนอย่างสูงที่สุดมาแล้วจนถึงกับตีค่าว่า “หาค่ามิได้” นั่นคือเรารักกันมั่นเหมาะ, แลการตีราคาสูงยังอธิบายได้ในคำว่า “ขอให้ได้ชมสักหน่อยเถิด, ถึงจะยากเย็นเปนตายก็ไม่ว่า.”

แม่ปรุงแต่งตัวงามสง่าท่ายั่วยวน ใส่เกือกปัก ใส่ตุ้มหูเพชร์เม็ดโตใหญ่, หน้าตาช่างจิ้มลิ้มเก๋พิลึก ตาก็คม คิวก็ก่ง แก้มคางอย่างหุ่น สมวงกับหูซึ่งประดับเพชร์เม็ดเขื่องจริง ๆ สร้อยฅอซึ่งห้อยจี้อันน่ารักอยู่กับฅอระหง สีเนื้อขาวผ่องนั้นทำให้ชูหน้าชวนชมแท้ๆ, หล่อนไปกับเด็กหญิงน้อย เดินไปห่างบ้านแล้วขึ้นรถม้า, ข้าพเจ้าผู้สามีแลดูตาค้าง ถ้าไม่คิดถึงการที่น้ำตาตกในท้องแล้วคงดูดปากเจาะ—ชมเปาะว่า “เออ เมียเราช่างงามจริงนะแม่มหาจำเริญ” แลคงดีเนื้อดีใจด้วย, แต่ในขณะนี้โดยอาการเช่นนี้ยิ่งเห็นตบแต่งยียวนน่ารัก น่าชม, ก็รู้สึกว่าถูกหมิ่นประมาท เหมือนใครมาทำให้เลียปาก— คิดอยากเอามือประสานกันเมื่อเห็นเขาขี่คานหาม แลรู้สึกว่าถูกหยาบหยามเลวกว่าที่ถูกเขกศีร์ษะสักสองสามหน รู้สึกเช่นนี้แล, ดีกว่าที่รู้สึกมีหน้ามีตาไปกับเขาด้วย.

ยิ่งค่ำยิ่งมืดทำให้ข้าพเจ้าใจตึกตัก อยากดูคู่รักเขาเล่นโขนให้เราดู, ยิ่งคอย ๆ นายขบวนก็ไม่มา, ยิ่งร้อนใจอยากไปชม— ชมเขาเล่นโขนกัน, ไม่ใช่ว่าชมนางวิไลย นายขบวนก็ยิ่งหายไป ทุกนาทีใจข้าพเจ้าร้อน แต่คำสั่งของท่านสหายเปนคำซึ่งข้าพเจ้านับถือไม่หลบหลู่ เพราะเชื่อใจในปัญญาเพื่อนอยู่มาก.

ข้าพเจ้าไม่รู้จะทำอย่างไร ร้อนใจเข้าก็ได้แต่ตั้งหน้าคอยสหายทุกหายใจเข้าออก.

สองทุ่มกว่าเกลอมาถึง หัวร่อร่าหน้าแช่มชื่นราวกะจะทำให้รู้ว่าเพื่อนมาหัวเราะเยาะข้าพเจ้า ว่านั่งดูดขี้ฟันอยู่ทำไม. ?

ข้าพเจ้าว่านกบินไปเสียแต่เย็นแล้ว นี่มาทำไมเวลาสองทุ่มกว่า ?

เธอว่าเราจะจับนกได้หรอกอย่ากลัวเลย แล้วเธอปราไสยแก่ข้าพเจ้าตามเคยอย่างสนิทสนม.

ข้าพเจ้าบอกเธอว่า “หล่อนงามจริง.”

เธอก็ให้ข้าพเจ้าจารไนการแต่งกาย.

ข้าพเจ้าก็รายงานให้เธอฟังตามรายเลอียดของการแต่งตัวของภรรยาข้าพเจ้า, เธอจุปากเจาะ ๆ สรรเสริญว่างามจริงด้วย แลว่าที่ข้าพเจ้ารายงานให้เธอฟังนั้นก็เปนประโยชน์แก่เธอในการจะจับนกคราวนี้ด้วย.

ข้าพเจ้าว่า “พะผ่า หล่อนช่างแต่งตัวประชด, เล่นชู้ประชดกันได้อย่างใหญ่.”

สหายจึงว่า “ชายใดได้รับประชดชิมชมของหล่อนเปนต้องได้สำราญใหญ่เต็มภูมดวงใจเปนแน่.”

ข้าพเจ้าว่า “จริงหละ, อย่างฉันนึกว่าหล่อน “หุงเข้าประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว” อย่างไรเล่า.

สหายว่า “เออนี่แหน้ะ, หล่อนประชดเรา ทำไมเราไม่ประชดหล่อนบ้างเล่า ? ครานี้คุณแอบอยู่ปากประตูห้องของคุณให้ดีนะ แล้วให้เด็กเอาขนมหรือเสื้อผ้าก็ได้ ไปชูล่อหล่อนไว้ทางโน้น ให้หล่อนหลงเดินผ่านประตูห้องของคุณมา พอผ่านมาถึงน่าประตูคุณก็ตะครุบตัวเข้าห้องปิดประตูชมประชดเสียบ้าง ให้เข็ดเสียบ้างก็แล้วกัน”

เราหัวร่อ ด้วยอดหัวร่อไม่ได้.

ข้าพเจ้าจึงว่า “ช่างทำมีประโยค— มีพิโยคพิเกณฑ์มากจริงนะ ถึงกับล่อเหยื่อด้วยของกินแล้วจับตะครุบตัว.”

ท่านสหายจึงว่า “ถ้ากระนั้นจูงมือหล่อนเข้าห้องเสียเฉยๆ ได้ไหม. ?”

ข้าพเจ้าตอบว่า “นั้นยังมีประโยคพิโยคพิเกณฑ์มากไปอิก หากจะทำประโยคให้น้อยกว่านั้น คือไม่จับกุมแตะต้องเสียเลย—”

“ถ้ากระนั้น นี่จะไปแอบมองเขาให้เปนพิโยคพิเกณฑ์ทำไมเล่า. ?”

ข้าพเจ้าจนคำต้องอ้ำอึ้งแล้วตอบว่า “อดไม่ได้ ทั้งเปนน่าที่ ๆ เราจะสั่งสอนให้รู้สำนึกเสียบ้าง.”

สหายตอบว่า ควรสั่งสอนให้หล่อนได้สำนึกในความรักความพิศวาศเก่าก่อนคืนมาใหม่ดีกว่า แล้วก็เร่งให้ข้าพเจ้ารีบแต่งตัวให้เสร็จแล้วเราก็พากันรีบขึ้นรถม้าซึ่งเธอเช่าขี่มารับข้าพเจ้าไปด้วยกัน.

นายขบวนสั่งให้รถขับมาพลาง แลพูดว่าต้องจับแต่ต้นทางจึงจะดี, เรามาทางหัวลำโพง ถึงสามแยกเลี้ยวมาสพานเหล็กล่าง, ขณะนั้นพอนายขบวนซึ่งบอกลู่ทางให้คนขับเลี้ยวไปแห่งใดอยู่นั้น เมื่อรถมาสพานเหล็กล่าง (สพานพิทยเสถียร) เธอบอกให้รถกลับทันทีชี้ให้เข้ามาในพระนคร.

ข้าพเจ้านั้นเห็นไม่สมคเณที่จะพบภรรยาทางล่าง โดยเห็นเขาบอกให้คนขับกลับรถฉับพลัน แลข้าพเจ้านั้นก็ไม่ค่อยวางใจ จึงออกความเห็นว่าเราขับมาตามคนของเรา น่ากลัวจะเสียเที่ยวเปล่าๆ เพราะไม่รู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหนเสียแล้ว เรามาก็ช้าเวลาไป เขาจะไปซุกอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ทำไมไม่ตรงไปบ้านคุณภักตร์.

นายขบวนหัวเราะพูดว่า “ประเดี๋ยวจะได้ตัวเขาทั้งสอง นี่ผมมาจับเงื่อนแต่ต้นทางที่เขามา คือเขาข้ามสพานเหล็กมาจากถนนสี่พระยา บัดนี้รู้ว่าเขาเข้าทางบนแล้ว.

ข้าพเจ้าถามว่ารู้ได้อย่างไร ?

เธอบอกว่าประเดี๋ยวรู้ แล้วก็เร่งให้รถขับมา, ครั้นมาถึงสามแยก เธอให้รถมาทางถนนทรงวาดตลอดมาถึงราชวงศ์ แล้วก็เลี้ยวไปถนนหลังวัดสามปลื้ม มาทางโรงพักจักรวัติ.

ข้าพเจ้าถามว่ามาทางถนนเงียบ ๆ ทำไม ? จะไปพบไปเห็นเขาหรือ เผื่อเขาจะไปดูหนังหรือสวนทางเรามาทางถนนเจริญกรุงบ้างกระมัง.?

นายขบวนตอบว่าอย่าวิตกเลย ประเดี๋ยวเราจะรู้ว่าเขาพากันมาทางไหนแน่, แล้วก็เร่งรถให้ขับไปตามถนนวรจักร เมื่อถึงสี่แยกของถนนวรจักร ซึ่งตัดทางด้วยถนนอื่นนั้น เธอมองดูรอบทุกที่ คือเมื่อผ่านตัดถนนเยาวราชมา เธอมองดูรอบแล้ว ไม่พูดว่ากระไร รถขับเรื่อยมาถึงสี่แยกเจริญกรุง เธอดูรอบด้วยปลาดใจ แล้วก็ไม่ว่ากระไร, รถซึ่งขับอยู่ตามแนวถนนวรจักร ได้มาถึงสี่แยกถนนหลวง แลถึงสี่แยกสพานแม้นศรี จนถึงสี่แยกถนนหลานหลวง แลสี่แยกถนนตลาดนางเลิ้ง, นายขบวนดูที่สี่แยกด้วยความพินิจทุกสี่แยกมาแล้วก็ถอนใจใหญ่ จึงบอกให้รถจะกลับย้อนหลังมาตามถนนวรจักรอิก.

ข้าพเจ้าหลากใจที่เห็นว่าจะไม่ได้การเสียแล้ว นายขบวนก็ดูท่าทางไม่ค่อยวางใจ, แต่เธอพูดว่าเราย้อนทางกลับอิกทีดีกว่า, พอเธอแลเห็นคนกวักมือ เธอก็ยินดี ร้องว่า “นั้นแน่” ด้วยความดีใจ จึงให้ขับรถไปที่มุมถนนนั้น บ่นว่า “นึกว่าจะต้องย้อนทางสอบกลับอิกเสียแล้ว.”

รถจอดแอบข้างถนน, ข้าพเจ้าจำได้ว่าคนนั้นเปนคนใช้ของนายขบวน ๆ ลงจากรถไปพูดจากับเขาซุบซิบซึ่งข้าพเจ้าไม่ได้ยิน นายขบวนจึงกลับมาขึ้นนั่งข้างข้าพเจ้าอย่างเดิม แลร้องสั่งคนใช้ว่าให้ไปคอยน่าโรงหวย แล้วจะไปรับ เว้นแต่ถ้าดึกแล้วไม่เห็นเธอไป คนใช้จึงกลับบ้านได้, แล้วนายขบวนบอกรถให้ขับข้ามสพานผ่านฟ้า มาทางถนนราชดำเนิรกลาง แล้วข้ามสพานผ่านพิภพอิกสพาน มาตามถนนราชดำเนิรใน มาถนนสนามไชยเลี้ยวมุมวัดโพธิ์ มาสี่กั๊กพระยาศรี, แต่ก่อนจะถึงตำบลนี้ได้ไปแวะบ้านเงียบ ๆ สองแห่ง แห่งหนึ่งถามคนที่น่าประตูใหญ่ว่า คุณภักตร์พาผู้หญิงมาที่นี่หรือเปล่า? ซึ่งได้รับตอบว่าเปล่า แห่งที่สองเธอพูดว่าที่นี่ควรถามอิกแห่งเพราะเปนสถานีของคุณภักตร์เหมือนกัน แต่เราไม่แลเห็นรถยนต์ของเขาเราเลยไปดีกว่า.

ข้าพเจ้าซักไซร้ว่า ทำไมเธอจึงตรงมาในพระนครเพื่อหาตัวผู้ร้ายของเรา ? เธอหัวเราะแล้วว่า “ผมทำให้คุณพิศวงนานไปหน่อย บัดนี้จะบอกให้ทราบ เมื่อคุณให้เด็กนำจดหมายไปให้ผมที่บ้านเมื่อเย็นนั้น พอผมทราบความเห็นมีเวลาพอ ผมจึงให้บ่าวของผมจัดแจงกินอาหารเสีย แลสั่งให้แยกย้ายกันไปคอยดักทางซึ่งรถยนต์ของคุณภักตร์จะผ่านไป คนแรกนั้นผมให้ไปดูที่ถนนสี่พระยา มันไปคอยดูต้นถนนเห็นคุณภักตร์ขับรถมาเวลาค่ำ เพราะคุณว่าภรรยาของคุณออกจากบ้านจวนพลบ คนใช้ของผมจึงมาคอยดูผมที่เชิงสพานพิทยเสถียร ครั้นเห็นผมจะข้ามสพานลงไปทางล่างมันจึงโบกมือห้ามไว้ แลชี้ให้มาทางบน ผมจึงทราบได้ว่าคุณภักตร์พาผู้หญิงขึ้นมาทางบน, ส่วนคนใช้ที่สองนั้นผมบอกเขาว่า เจ้าก็ขี่จักรยานเปน จงเช่าจักรยานสักสองสามชั่วโมงไปอยู่ที่สามแยก ถ้าเห็นคุณภักตร์พาผู้หญิงเข้ามาในพระนครจงตามมา แต่ต้องคอยผมที่สี่แยกของถนนวรจักรซึ่งผ่านตัดด้วยถนนใดถนนหนึ่ง คนใช้ของผมก็ทำตามสั่ง แลซึ่งสี่แยกของถนนวรจักรมีมากแห่ง .ผมจึงจับตั้งแต่ต้นถนนวรจักร— โดยลัดมาหลังวัดจักรวัติ แล้วก็สังเกตเรื่อยมาทุกสี่แยกของถนนนั้น จนมาถึงสี่แยกถนนตลาดนางเลิ้ง จึงได้พบคนใช้ของผมซึ่งยืนคอยอยู่ มีจักรยานพิงอยู่ข้างถนนเห็นไหม. ?”

ข้าพเจ้าตอบว่า เห็นหละ, เธออธิบายต่อไปว่าคนใช้นั้นไม่กล้าติดตามคุณภักตร์มาในพระนคร เพราะกลัวจะคลาศการพบกับเรา บัดนี้คนใช้ได้บอกกับเธอแล้วว่าคุณภักตร์ได้ข้ามสพานผ่านฟ้ามา แลรถยนต์ของเขาได้แล่นไปทางถนนราชดำเนิรกลาง แลเลี้ยวน่าห้างแบดแมนมาในถนนราชดำเนิรใน เพราะคนใช้ลงสพานผ่านฟ้าทอดตามาเห็นตลอด แต่ต่อไปอย่างไรอิกมันไม่ทราบ.

นายขบวนจึงชี้แจงว่า บัดนี้เราก็มาติดตามเขาซึ่งเปนชายกับหญิงอันเราเข้าใจอยู่ว่า เขาคงจะพักผ่อนในที่ห้องลับตาคนแห่งใดแห่งหนึ่ง กล่าวคือเขาทั้งสองจะต้องหาที่พักหลับนอนผ่อนสบายกันเล่น เราก็ได้มายังบ้านซร่องของเขาสองบ้านแล้วไม่พบเขา เราก็มีแต่จะหาเขายังที่พักผู้เดินทางหรือ “โฮเต็ล”— หรือสถานนอนพัก หรือโภชนาคารเท่านั้น.

อนึ่งซึ่งคุณภักตร์อ้อมมา ขี่ไปทางถนนราชดำเนิรเช่นนี้ ก็รู้ได้ว่าไม่รีบร้อนจะ “ทำการ” แลขี่ตากอากาศเล่น, เมื่อเราไม่เห็นเขาในบ้านที่เขาเคยพักทั้งสองแห่งแล้ว แลไม่พบเกลอในโรงอาหารต่างๆ แล้ว เราก็มีน่าที่ๆ จะย้อนไปยังบ้านเขาที่ถนนสี่พระยาอิก แลถ้าบ่าวเธอยังคอยเฝ้าต้นทางอยู่ที่นั่น ก็คงพบเราบอกเหตุเราด้วย น่าที่ของเราบัดนี้มีแต่จะค้นดูตามโรงอาหารซึ่งมีห้องนอน.

ข้าพเจ้าเฉลียวใจว่า เกลอภักตร์จะมายังโรง “เร็สตอร็องต์” โรงเก่า แลเข้าพักอยู่ห้องเก่าของโรงอาหารนั้นอิกกระมัง? จึงบอกนายขบวนตามที่คิดเฉลียวใจ แลออกความเห็นด้วย ว่ากลัวเกลอจะไม่ไป เพราะเข็ดขยาดที่เราได้พบเกลอครั้งหนึ่งแล้ว แต่นายขบวนพูดว่าเกลอภักตร์นั่นทำการทุกอย่างโดยอาจหาญ ไม่ค่อยยำเกรงอะไรนัก เขาอาจจะไปยังโรงเตี๊ยมแลอยู่ในห้องนั้นอิกก็ได้ โดยเขาคิดเสียว่าครานี้คงไม่มีใครรบกวน แลคงคิดว่าเราคงไม่นึกว่าเขาจะกล้ามาทำทุราจารทับที่เก่าอิก.

อย่างไรก็ดี นายขบวนบอกให้รถของเราขับมาในถนนหนึ่ง แล้วเลี้ยวมาอิกถนนหนึ่ง เปนถนนที่มีโรงพักดื่มแลกินอาหารทั้งสองถนน พอถึงหัวถนนหนึ่งก็เปล่งอุทานร้องขึ้นด้วยความตกใจหรือพอใจ ข้าพเจ้าถามว่าอะไร? ท่านสหายตอบว่าที่หัวถนนมีรถยนต์แอบจอดอยู่ในที่มืด นั่นเปนรถยนต์ของคุณภักตร์ผู้ร้ายของเรา เพราะฉนั้นตัวเขาได้นำแม่ปรุงมาเข้าโรงเตี๊ยมถนนนี้อิกแล้ว แลโรงอาหารอื่นๆ ไม่มีห้องพักที่ลับตาแลสบายกว่าโรงเตี๊ยมโรงนี้ เพราะฉนั้นเกลอต้องอยู่ในโรงอาหารนั้นเอง ว่าแต่จะอยู่ในห้องข้างซ้ายซึ่งมีเตียงนอน หรือจะอยู่ห้องข้างขวาเหมือนอย่างเดิมซึ่งเปนห้องงามสง่าน่าพักสนทนา.

ข้าพเจ้าออกปากว่า “เขากล้าจริงนะ.”

ท่านสหายว่า “กล้าจริง, แต่คราวนี้แอบรถยนต์ไว้หัวถนนในที่มืด ไม่เหมือนคราวก่อนที่ได้จอดรถไว้ตรงกับน่าโรง “เร็สตอร็องต์” ทีเดียว เพราะฉนั้นรถเราจะไปจอดในถนนนั้น แต่เราจะลงเสียก่อน แลเดินไปเข้าโรงอาหารนั้นตามทาง “ฟุตป๊าธ” ใต้ชายคา หาไม่เขาเยี่ยมน่าต่างมาก็อาจจะแลเห็นเราเสียก่อนได้ เราจะเสียการ.”

นายขบวนจึงชวนข้าพเจ้าลงจากรถเดินมา พอถึงน่าโรงอาหาร เขาเหลี่ยวดูรอบแล้วชี้มือไปซอกถนนว่า “นั่นเด็กเล่นบ้อหุ้น (ล้อกวางตุ้ง) กัน เด็กคนโตเปนบ่าวผมซึ่งผมบอกให้มาคอยดูเหตุตาม “โฮเต็ล” แลทางจะเข้าพระนคร มันคงได้เห็นชายหญิงของเราเข้ามาในโรง “เตี๊ยม” นี้มันจึงคอยผมอยู่ แต่มัวเล่นอยู่เพลินแล้วเราอย่าไปกวนมันเลย แต่บัดนี้ทำให้ผมรู้แน่แล้วว่าผู้ร้ายตัวการของเราอยู่ในโรงอาหารนี้แน่ ถ้าเราขึ้นไปข้างบนก็คงพบเขาเล่นบ้อหุ้นซึ่งเรียกว่า “เกมล้อกวางตุ้ง” อยู่ด้วยกันสนุกใหญ่เปนแน่.”

ข้าพเจ้ากัดฟัน ค่อยเดินตามนายขบวนมาขึ้นชั้นบนของสถานนั้น.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ