บท ๒๑ สองสาว - สองคดี

ข้าพเจ้าไม่อยากจะกล่าวว่าเมื่อเราขึ้นไปถึงห้องชั้นบนนั้น เราไปมองดูยังห้องข้างขวาที่มีเตียงนอนก่อน ห้องที่หนึ่งอยู่ต้นทางนั้นมืด แต่ห้องที่สองนั้นมี “สุภาพบุรุษ” ผู้ขี้เมากำลังหยอกอยู่กับสัตรี ส่งเสียงออกมาทั้งชายหญิงอันหาความอายมิได้, ท่านชายก็พูดโลน ๆ ท่านหญิงซึ่งมีเสียงหวานกำลังสาวก็พูดดัง ๆ เสียงหวีดหวาด แลปลุกปล้ำกันอยู่จนฟูกบนเตียงดังตึงตัง.

นี่แสดงว่าเราพบนกเขาเข้าคู่หนึ่ง แต่ไม่ใช่ตัวการของเราซึ่งเรามุ่งมาหา.

นายขบวนยิ้มกระซิบว่า เราลอดตาดูห้องนี้บ้างเปนไร แล้วก็ฝังตาอยู่ที่ผนังห้องนั้นหัวเราะหึ ๆ.

ข้าพเจ้าฉุดเธอเปนหลายหนพูดว่าเราต้องการหาตัวคู่อื่น.

แล้วข้าพเจ้าก็ยืนทอดถอนใจอยู่ไปมาที่ได้สำนึกว่าที่นี่่ช่างเลวนี่กระไร แลคนที่ทำเสียงอยู่ในห้องนั้นก็ช่างถ่อยนี่กระไร เปนพวกของคนซึ่งไม่มียางอาย ทำให้ข้าพเจ้าสลดจิตว่าแม่ปรุงซึ่งเคยขึ้น “โฮเต็ล” นี้นั้น ช่างไม่อายเหนียมบ้างเลย แลเปนคนดี ๆ ที่รักที่นับถือของเราช่างมาในสำนักอันร้ายกระนี้ได้ เปนที่ข้าพเจ้าผู้อยู่ใกล้ชิดหล่อนนั้นจะสยดสยองเปนอันมาก.

“เราต้องการดูคู่ซึ่งเราตั้งใจตามหา” ข้าพเจ้าร้องเตือนนายขบวน.

นายขบวนถอนตาจากช่องผนังตอบว่า “ไปสิ เข้าห้องรับแขกสิ.”

เราก็ผ่านห้องกลางมา ขณะนั้นที่ห้องกลางไม่มีใครมานั่งดื่มสุรากินอาหาร เราก็เข้าห้องรับแขกห้องต้น พอเข้าห้องก็ได้ยินเสียงซึ่งเราจำได้เสียแล้ว ในห้องในมีเสียงชายพูดอยู่กับผู้หญิงโดยอ่อนหวาน, หญิงนั้นพูดเสียงเบา แต่อ้ายชายเสียงไม่เบาเท่ากัน เราได้ยินก็จำเสียงมันได้ถนัด.

“จะทำอย่างไรดี?” นายขบวนถาม.

“ดันประตูเข้าไป ช่วยกันชี้หน้ามัน ช่วยกันมองดูมันให้ได้อาย หากมันโต้เถียงไม่พอใจเรา ๆ ก็คลึงเสียด้วยเท้า แล้วเตือนว่ามันต้องอดสูใจบ้าง, เท่านี้เปนพอ.”

“ผู้หญิงเล่า ?” นายขบวนถาม.

“ผู้หญิงนั้นเราก็บอกหล่อนให้รู้ตัวว่าเราจับได้คามือก็แล้วกัน อย่าขืนดื้อปฏิเสธข้อหาอิก ถ้าอยากจะมีชู้ประชดผัวก็ต้องคิดถึงความอายบ้าง.”

“นั่นไม่ยาก.”

“ลองผลักประตูดูซิ๋”

ประตูปิด ดันไม่เข้า เรายืนตลึง.

ขณะนั้นได้ยินเสียงหญิงพูดว่า “ปล่อยฉันดีกว่า”

เสียงชายมีว่า “ดีที่ไหนได้ ไม่ปล่อยจึงจะดี”

“ถ้ากระนั้นจะขัดใจ” หล่อนตอบ.

“ถ้าหล่อนขืนดื้อมันก็ต้องขัดใจกันเหมือนกัน” อ้ายชายกล่าว.

ขณะนั้นหล่อนร้องหวีด ก็พออ้ายชายร้อง “อุ๊ย อย่าหยิก อะไรเช่นนี้ เจ็บเนื้อเกือบตาย.”

หล่อนว่า “ฉันร้องขึ้นน็า.”

ชายว่า “ร้องก็ร้องตะซี ไม่อายเขาหรือ.?”

หล่อนว่า “เล่นเช่นนี้ไม่ดี ผู้ใหญ่จะว่าฉันได้.”

ชายว่า “อายุหล่อนยี่สิบกว่าแล้ว นอกปกครองท่านแล้ว ท่านว่าเราไม่ได้หรอก สู้มีคู่เสียไม่ได้ ทำประโยชน์ให้เราทั้งสองฝ่าย.”

หล่อนร้อง “อุ๊ย, ฉันไม่เห็นดีด้วย ดูซี, อย่าเล่นหยาบๆ น็า !”

ข้าพเจ้าใจเตือนเต้นที่รู้ว่าเขาทั้งสองอยู่ภายในแลกำลังพูดเกี้ยวกันอยู่ ความขัดใจแทบไม่ได้ยินอะไร จึงบอกนายขบวนว่าเร่งเข้าไปชี้หน้ามันเถิด.

นายขบวนว่าฆ่ามันตายก็ไม่มีความ มันเปนชู้แลมันยั่วโมโห.

ข้าพเจ้ากระซิบว่า ฆ่ามันก็ตายเปล่าไม่ต้องการ ถึงตีมันหัวล้างข้างแตก มันก็ไม่รู้สึกสำนึกตัว ดีกว่าที่จะประจานมันให้มันเห็นตัวมันเอง อายใจมันเองดีกว่า จงเร่งพังประตูเข้าไปเถิด.

ขณะนั้นได้ยินเสียงปล้ำปลุกกันภายในเสียงตุบตับตุ้บตั้บ เสียงผู้หญิงพูดกระเส่าๆ เบาๆ แต่เน้นถ้อยคำเต็มกำลังว่า “ปล่อย ปล่อยน็า.”

แลได้ยินเสียงตุบตับต่อไปใหม่ ซึ่งชวนให้ข้าพเจ้ายั่วโมโหมากกว่าจะได้ยินเขาเกี้ยวกัน พอเสียงท่าน “สุภาพบรุษ” ขี้เมาที่ห้องข้างซ้ายมือโห่ดังขึ้นพร้อมกับเสียง “ท่านหญิง” ของท่าน, หัวเราะก้ากดังขึ้นในระหว่างที่เขาทั้งสองผู้ไม่มียาง หยอกกันอยู่นั้น เปนเสียงซึ่งเร่งให้ข้าพเจ้าได้สำนึกในการหยาบช้าแลการชนิดไพร่แลชนิดเลว เปนเสียงช่วยให้ยิ่งแค้นเขาทั้งสองซึ่งกำลังปล้ำกันอยู่ตุ้บตั้บในห้องฟากขวานี้ ข้าพเจ้าเร่งให้นายขบวนช่วยพังประตู พอนายขบวนจุปากห้ามไว้ก่อน แลกระซิบว่า— “เสียแรงเราได้ติดตามเขามาโดยยาก เพื่อจะจับตัวเขาให้ได้คามือ บัดนี้ก็จะเปนผลสำเร็จที่จะได้จับตัวเขาคาหลังคาเขาสมคิดแล้ว ถ้าทำไม่ดีให้เขาหนีไปเสียทางน่าต่างได้อิก ครั้งนี้เราก็จะเสียทีเสียเปล่าอิก มันเปนการดีกว่าถ้าเราจะคิดมิให้เขาหนีเราได้.”

ข้าพเจ้าเห็นดีด้วยจึงถามว่า ทำอย่างไรดี จึงจะไม่ให้เขาหนีเราได้ในครั้งนี้.?

นายขบวนตอบว่า “ผมจะปีนน่าต่างห้องนี้ไปเข้าน่าต่างห้องโน้น คยยสกัดไว้ทางช่องน่าต่างมิให้อ้ายชายหนีออกทางน่าต่างได้เหมือนคราวก่อนอิก แต่ให้คุณเข้าทางประตูไป เปนสิ้นแต้มที่ผู้ร้ายจะหนีออกพ้นไปได้.”

ขณะนั้นมีหญิงร้องหวีดอิกคราว แลเสียงอ้ายชายขู่ แล้วได้ยินเสียงผลุผละตุบตับต่อไป ซึ่งเร่งทำให้ใจเร่าร้อน เร่งตะเบงจะให้ตะครุบตัวมหาโจรผู้ขะโมยเมียเขาให้จงได้.

นายขบวนกระโดดลงน่าต่างห้องนี้ได้. พยักหน้าให้ข้าพเจ้าเข้าดันประตู, แล้วนายขบวนก็ไต่กันสาดไปเข้าน่าต่างถัดไป พอกู่เสียง “วู้” ให้สัญญาแสดงว่าเข้าน่าต่างโน้นได้แล้ว ข้าพเจ้าก็ตบประตูตังๆ จะทลวงเข้าไป พอกลอนหักกรอบข้าพเจ้าก็หกคะเมนเข้าไปในห้องนั้น บานประตูก็เปิดผาง แต่ในห้องนั้นมืด!

อ้ายชายได้บิดสวิชปิดไฟฟ้า, เมื่อแจ้งเหตุว่ามีคนขัดฅอทลวงเข้าทางน่าต่างแลประตู คงดับไฟเมื่อได้ยินตบประตูผางคราวแรก.

เมื่อกี้ไฟสว่าง บัดนี้มืดมิด ข้าพเจ้ายืนคว้าง ตาฟาง ตามืด ห้องมืดแลไม่เห็นอะไร.

พอนายขบวนร้องบอกให้คุมช่องประตูไว้ ข้าพเจ้าสกัดโดยเอาหลังให้ฝ่ายประตู หน้าข้าพเจ้าก็หันมาดูยังในห้องที่มืด กำลังเบิ่งตาอยู่เพื่อจะดูให้ลอดความมืดเห็นรายเลอียดในห้องนั้นจงได้.

“ขีดไม้ขีดไฟดูว่าสวิชไฟฟ้าอยู่ที่ไหนสิ” นายขบวนร้องบอก.

“อ้ายห— สวิชอยู่ปากประตู จะเปิดไฟฟ้าก็เปิดเถอะ” อ้ายภูตร้อง.

ยังไม่ทันขาดคำน้ำเสียงของอ้ายภูต ข้าพเจ้าก็บิดสวิชไฟฟ้าขึ้นผลับโดยฉับไว ในห้องมืดก็กลายเปนสว่างโร่.

เรากวาดตาดูรอบห้องด้วยพิศวง ในห้องมี “เฟอรนิเชอร์” รูปภาพแลพรมงามตามที่ได้เคยเห็นมาแล้ว แต่ท้ายห้องนี้มีพรมแลสิ่งของยุ่งยิ่งอยู่ทำให้รู้ได้ว่าได้ยื้อยุดฉุดคร่ากัน แลปลาดใจมากที่ได้เห็นเสื้อผ้าผู้หญิงกองทิ้งเรี่ยรายอยู่ชายผนัง แลของแปลกซึ่งข้าพเจ้าพึ่งได้เคยเห็นนั้น เปนฟูกที่นอนอันทำด้วยยางอินเดียรับเบอร์ ได้สูบลมไว้แน่น พอง สูง หนา เสียงกระทบฟูกนี้จึงได้ยินไปภายนอกห้องดังผลุบผลับตุบตับ เมื่อข้าพเจ้าลองจับฟูกนี้ดู รู้สึกหยุ่นๆ นุ่มมือนอนสบายนี่กระไร แลโดยความปลาดตาข้าพเจ้าค้นหาจุ๊บทางสูบลมเข้า ก็เห็นอยู่ปลายฟูกข้างซ้ายที่เรียกว่าตอนปลายตีน ที่จุ๊บมียาง “ว้าลฟ์” หรือยางจุ๊บเหมือนจุ๊บรถจักรยาน เมื่อเหลียวค้นปากจุ๊บก็เห็นสูปรถยนต์อยู่ข้างผนังนั้น แลมีหมอนซึ่งทำด้วยยางอินเดียรับเบอร์สูบไว้โป่งพองลมหนุนศีร์ษะนุ่มดีมาก, มีผ้าขาวปูบนฟูกซึ่งยุ่งเหยิงเลิกแลบเห็นฟูก, ข้าพเจ้ามีโอกาศพิศดูฟูกนี้ได้โดยเลอียดเมื่อขณะระหว่างเวลาสนทนากับอ้ายภูต. แลฟูกนี้ก็ไม่ใหม่นัก ทำให้ข้าพเจ้าเห็นจริงตามคำที่นายขบวนบอกว่าฟูกนี้ถูกใช้ตรากตรำมามากแล้ว บนฟูกนี้แลมีท่านหญิงนอนตะแคงคุดคู้งอตัวคลุมผ้าอยู่ !

อ้ายภูตนั้น นั่งโกรธตาแดงเปนแสงไฟอยู่บนเก้าอี้นวมยาว แลนั่งเอนอิงตัวพิงถึงผนังตึกไขว่ห้างถอนใจแก้เหนื่อยอยู่ !

“นี่คุณภักตร์แกทำอะไรอยู่ ?” ข้าพเจ้ามีกระทู้ถาม.

“แกเข้ามาทำไมที่นี่ ?” มันตะคอก.

“นี่แกมาอยู่กับผู้หญิงกระนั้นหรือ ?”

“ไม่ใช่การของแกเลย.”

“การของข้าสิ—”

มันหัวร่อพูดว่า “ถ้าพวกเจ้าเหล่านี้มาคอยแอบมองดูเขาเล่นทั่วไปแล้วเห็นจะเต็มที, ครานี้ใครเข้าห้องกับสาวแส้ที่ไหนไม่ได้หมด, ทำอย่างกระสือเช่นนี้ไม่กระดากใจบ้างหรือ? อย่าต้องมองเขาเลยเกลอเอ๋ย, แหน้ะ, ห้องโน้นมีที่เปล่า เจ้าหาผู้หญิง···”

“แกอย่าพูดหมิ่นเรา เราไม่ใช่คนใฝ่มอง—“

“นี่ทำไมมามอง แล้วยังขืนดันทุรังเข้ามาให้เสียกิริยา แกลองนึกดูถี หากแกจะเข้าห้องกับภรรยา แลมีคนแอบมองแล้ว มิหน้าซ้ำพังประตูเข้ามาด้วย แกจะคิดไหมว่าเขาเปนคน หรือเปนสัตว์เลวเพียงไร.?”

“ถ้าข้าเข้าห้องกับเมียข้า— เออ— หากมีคนมารางควาน ข้าโกรธก็ถูกหละ นี่เจ้าไม่เข้าห้องกับเมียเจ้า, นี่เจ้าเข้าห้องกับเมียข้า !”

เกลอหัวร่อก้าก ถามว่า “ข้าเข้าห้องกับเมียแกที่ไหน ?”

“เจ้าเข้าห้องกับเมียข้าอยู่เดี๋ยวนี้ ปล้ำปลุกคลุกคลีกันเล่นอยู่เดี๋ยวนี้ จนที่นอนกระจุยนั่นอะไร?”

เกลอหัวร่อใหญ่ ถามว่า “ข้าอยากจะทราบว่าเมียแกคนไหน แลเดี๋ยวนี้มาอยู่ที่ไหน.?”

ข้าพเจ้าร้องว่า “นั้นอย่างไร, บนที่นอนนั่นเมียใคร. ?”

“นั่นเมียข้า !”

ข้าพเจ้าขัดใจตรงเข้าไปตบหน้าเกลอๆ ปัดไปเสีย.

เกลอร้องว่า “เจ้าเหล่านี้ทำไมทำหยาบหยามนัก มองดูเขามิหน้าซ้ำมุดเข้าห้องมารางควานเขา มาชี้หน้าว่าเขาแล้วก็มาตบเขา.”

“ข้าจะว่า, ข้าจะฆ่า, ข้าทำทุกอย่างได้, ทำไมเจ้าไม่อาย, ทำไมเจ้าพาเมียเขามา.?”

“เมียเจ้าอยู่ที่ไหน? นั่นเปนเมียข้าแท้”

“อ้ายนี่เดี๋ยวพ่อ—”

“เมียแกชื่อไร รูปร่างหน้าตาเปนอย่างไร.?”

“อย่าไถลพูด เจ้าภูตผี เมียข้าชื่อแม่ปรุง ซึ่งเจ้าทำป่นปี้.”

“นี่แม่ปรุงอยู่ไหน ข้าอยากรู้.”

“นั่น- นอนบนที่นอนนั่น เองมาปล้ำปลุก—”

“ห้ะๆๆๆๆ อ้ายตาฝาด นั่นเมียเจ้าเมื่อไร นั่นแม่ปรุงเมื่อไร.”

“ไม่ใช่แม่ปรุงเปนใครวะ เจ้าหน้าด้านปากแขง จับได้คามือยังดื้อเถียง.”

“นี่แหน้ะ คุณเจียร ผมรำคาญเต็มที คุณทำกิริยาอย่างนี้เลวกว่าผู้ร้ายเสียอิก ซึ่งจะมาด้อมมาขัดฅอเขา ต่อไปในย่านนี้ไม่มีใครเข้าห้องกับใครได้ เมื่อเมียคุณหายไปจากบ้านแล้วจะมาเที่ยวตู่ว่าเมียคุณอยู่กับใคร ๆ คนอื่นทั่วไปนั้นไม่ถูก ท่านหญิงผู้นี้ไม่ใช่แม่ปรุงเมียของคุณเลย.”

“งั้นแม่ปรุงไปไหนถ้าไม่ได้มากับเจ้า, เจ้ามันเถียงหน้าด้าน.?”

“คุณกำลังเถียงอยู่เดี๋ยวนี้อย่างหน้าด้านครัน ถ้าอยากพิสูตรให้เห็นเท็จจริงจงไปมองดูสิ “โชว์” หน้าเขาหน่อยสิหล่อนจ๋า.”

นายขบวนกระซิบว่า “อ้ายนี่พูดพิลึก ถ้าท่านหญิงนั้นไม่ใช่แม่ปรุงจะเปนผู้ใดเล่า.”

มันลอบได้ยินคำนี้ มันร้องว่า “พนันกันไหมเล่า นั่นใช่แม่ปรุงหรือไม่ใช่.?”

ข้าพเจ้าตรงเข้าไปฉุดผ้าโปงที่ท่านหญิงคลุมโปงอยู่ หล่อนคู้ตัวสั่นขดอยู่กลมแทบจะไม่รู้ได้ว่าข้างไหนหัวข้างไหนท้าย แต่กะเอาทางจุ๊บของฟูกเปนปลายตีน เราจึงฉุดเลิกผ้าทางศีร์ษะ.

ท่านหญิงผมยาว ภรรยาข้าพเจ้าผมสั้น !

หล่อนอายหน้าไม่เคยการเช่นนี้เลย ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี อายก็แสนอายที่มีคนมาดูหน้ามาก เจ็บใจก็แสนเจ็บใจที่ได้ต้องคร่าฉุดยุดยื้อกระนั้น แต่หล่อนแขงใจนั่งขึ้น หล่อนเปนหญิงผู้ดีสาวขาวสวยแต่หน้ากลม ภรรยาข้าพเจ้าน่าเปนรูปไข่ !

มิช้าท่านหญิงสาวก็ลุกนั่งขึ้นถอนใจอยู่ไปมา เปิดหน้า แต่คลุมผ้าจากบ่าลงไปตลอดตัว, หน้าหล่อนกลมเปนมะนาวตัด หรือว่ากลมอย่างซาละเปา แก้มยุ้ย, ปากแย้ม, ผมเปนวงสมวงหน้า, ฅอกลม, ค่อนข้างอ้วนเต็มเนื้อสักหน่อย ท่วงทีเปนผู้ดี ไนยตาคมสัน. หล่อนอายเหนียม หน้าม้าน นั่งก้ม ๆ เงยๆ ถอนใจไปมา.

“แม่กลึง !” ข้าพเจ้าร้องขึ้น.

“แม่กลึง, ไม่ใช่แม่ปรุง !” นายขบวนร้องตาม.

“นี่ทำไมแม่กลิ้งจึงได้มาอยู่นี่?” ข้าพเจ้าถาม.

หล่อนฟังความก็ร้องไห้กระซิกๆ น้ำตาก็ไหลหลั่งลงถูกแก้มเปนพวงงามของหล่อนเปนทางไป.

ขณะนั้นเจ้าภูตก็ร้องว่า “ดูสิ, นี่เปนภรรยาของเจ้าเมื่อไร นี่เปนเมียข้า เจ้าไม่รู้ว่าบิดาหล่อนกับตัวข้าเกี่ยวข้องกันอย่างไร.”

ข้าพเจ้าระลึกขึ้นได้ ถึงข่าวลือกันว่าอ้ายนี่มันพยายามจะเปนลูกเขยคุณพระ แลคุณพระพยายามจะเปนลูกเขยอ้ายนี่ นี่ก็สมกับคำเล่าลือ แม่กลึงนี้เปนบุตรคุณพระ แลไม่ใช่เปนภรรยาข้าพเจ้า ๆ ก็ยืนตลึงไป ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ขยับจะไม่ใช่การของเราเลย.

อ้ายชายมันนั่งพลางก็แช่งเราเสียใหญ่ ค่าที่เล่นสับประดนมามองดู แลด้านหน้ามุดเข้ามาขัดฅอมัน, จนชั้นจู๊ดๆ มันก็แช่ง.

ข้าพเจ้าแลดูน้ำตาไหลสู่แก้มพวงของแม่สาวกายกลมละม่อมก็รู้เหตุได้ทันที, ข้าพเจ้าโกรธจัดตวาดว่า “นี่เจ้าพาลูกคุณพระมาข่มขืนหรือวะ.?”

“เออ, ลูกคุณพระ, แลเปนเมียข้า” มันตอบ.

“เจ้าขืนใจหญิง มายื้อคร่าหล่อน ขืนถือดีไปเจ้าจะต้องถูกโปลิศจับแลปรับเข้าคุกในบัดนี้.”

“แกรู้หรือว่าข้าข่มขืน หล่อนนี้เปนสาวผู้ใหญ่อายุเลยกว่ายี่สิบปีแล้ว หล่อนอยากหาความปลื้มจึงได้มากับข้ายังที่นี้ หากเจ้าเสือกดันเข้ามาทำ “นิวแซนส์” วุ่นวายไม่ได้เรื่อง ข้าอยากไส้ฅอเจ้าทั้งสองออกไปเสียนัก.”

“นี่ความมันเปนอย่างไร แม่กลึงจ๊ะ.?”

หล่อนสอื้นตอบว่า “เขาให้แม่ปรุงไปชวนฉันมาดูหนัง เขาเปนผู้ขับรถยนต์แล้วเขาลวงเอาฉันมาห้องนี้แลปล้ำฉัน.”

“ไม่ช้าเจ้าจะรู้สำนึกอาชญาจักร” ข้าพเจ้าชี้หน้าอ้ายชาย.

“ไม่มีพยานเลยว่าฉันได้ปล้ำ.”

“ข้าได้ยิน สหายข้าก็ได้ยิน.”

แม่กลึงเล่าความว่าในเวลาหัวค่ำแม่ปรุงเอารถยนต์ไปรับหล่อน ๆ มาขึ้นรถยนต์จึงรู้ว่าเปนรถยนต์ของคุณภักตร์ ๆ เปนผู้ขับ ได้ขี่เที่ยวตากอากาศมาตามถนนราชดำเนิรก่อน พอคุณภักตร์บอกว่าแวะที่นี่ก่อน แล้วนำหล่อนกับแม่ปรุงมาห้องนี้ พอหล่อนนั่งพักลงก็พอคุณภักตร์ว่าลืมอะไรไว้ที่ร้านโน้น จะไปเอาประเดี๋ยวจะกลับมา คุณภักตร์ก็ออกไป แม่ปรุงก็ตามไปด้วย ไปเปนครู่ใหญ่คุณภักตร์ก็กลับมาคนเดียว มาเกี้ยวหล่อนแลปล้ำหล่อน.

หล่อนร้องไห้, หล่อนอาย, หล่อนแค้น, หล่อนไม่เคยใครทำบังอาจต่อหล่อน, หล่อนไม่เคยการเช่นนี้.

ข้าพเจ้าตวาดมันว่าทำไมมาทำการเช่นนี้ ? มันตอบว่าไม่ใช่กิจการของใคร.

ข้าพเจ้าถามหล่อนว่า จะให้ไปเรียกโปลิศมาจับมัน หรือจะให้ชี้แจงอย่างไร.?

หล่อนห้ามมิให้ทำการเอิกเกริก คนรู้ไปจะขายหน้าเขา เพราะหล่อนมีผิวหน้าบางไม่เหมือนเขาซึ่งไม่มียาง.

ข้าพเจ้าจึงถามว่าจะให้ทำอย่างไร? เราจะช่วยจัดแจงทุกอย่าง.

หล่อนอยากจะกลับบ้าน เราก็ว่าเราจะไปส่งให้พ้นภัย.

นายขบวนชวนคุณภักตร์ ออกมาสนทนาภายนอกทั้งข้าพเจ้าด้วย ให้แม่กลึงผู้เปลือยอยู่นั้นมีโอกาศจัดแจงแต่งกาย.

นายขบวนจึงว่าคุณภักตร์เคราะห์ดีมากที่แม่กลึงไม่เอาความให้วุ่นวายไป หาไม่จะต้องถูกโปลิศจับแล้ว.

นายขบวนถามความจริงจากคุณภักตร์.

เกลอบอกว่าเราไม่ควรจะมาขัดฅอเขาเลย อุบายของเขานั้นเพื่อจะฝากตัวเปนบุตรเขยคุณพระ ได้ลอบชักชวนแม่กลึงให้หนีบิดาด้วยกัน หล่อนนั้นไม่ยักหนี หล่อนคงไม่รักเขา เขาก็ได้เขียนจดหมายลอบไปให้หล่อนบ่อยๆ แต่หล่อนไม่เห็นดีตามจดหมาย, เขาเห็นว่าถ้าได้กันเสียแล้ว หล่อนก็คงรักคงยอมเองในภายหลัง เขาจึงอุบายได้ตัวหล่อนมาเข้าห้องนี้, ถ้าเรามาช้าไปห้านาที ก็คงสมฤดีของเขา เพราะฉนั้นเขาเห็นว่าเกมด้อมมองของเราเปนเกมอันเลว แลทำให้เขาได้รับความเสียหายมากที่สุด.

เมื่อแม่กลึงแต่งตัวเสร็จแล้วเราสามนายก็เข้าไปหา.

แม้! หล่อนช่างดูงดงามนี่กระไร. เมื่อแต่งตัวแล้วราษีเปล่งปลั่งด้วยรัดเนื้อค่อนข้างอ้วนเต็มเนื้อ เลือดฝาดงาม ฉวีผ่องแก้มเปนพวง ผมดำ ริมผมเปนวงเวียนเข้ากับวงหน้า ปากจิ้มลิ้ม ท่าทางพริ้มพราย.

หล่อนนั่งเก้าอี้ ใส่เกือกปัก พิมพ์เดียวกับรองเท้าของภรรยาข้าพเจ้าที่ใส่มา.

เราถามว่าจะทำอะไร.?

หล่อนว่าจะกลับบ้าน.

ขณะนั้นคุณภักตร์ถามว่า หล่อนจะไปฟ้องเหตุนี้แก่บิดาหล่อนไหม. ?

หล่อนถอนใจใหญ่ถามว่า ถ้าฟ้องพ่อจะเปนอย่างไร แลถ้าไม่ฟ้องจะเปนอย่างไร. ?

คุณภักตร์ตอบว่า ถ้าฟ้องคุณพระท่านก็โกรธ ถ้าไม่ฟ้องท่านก็ไม่โกรธ ใจเขากลัวท่านโกรธจึงไม่อยากให้หล่อนแจ้งเหตุแก่ท่าน.

หล่อนถอนใจไปมา ออกปากว่าไม่อยากฟ้องพ่อ.

ขณะนั้นนายขบวนพูดว่า แม่กลึงถูกหมิ่นประมาท คุณภักตร์ควรต้องขอษมาอภัยแก่หล่อนเสียก่อน, หล่อนจะได้ไม่น้อยใจ ในที่เขามาทำให้หล่อนเสื่อมเสียเกียรติยศ.

คุณภักตร์ก็ยอมแสดงคำว่าเขาเสียใจเปนอันมาก ที่จะต้องใช้พลการแก่หล่อนเช่นนั้น เปนทั้งนี้ไม่ใช่ว่าเขาไม่กรุณาแลนับถือหล่อน เปนโดยที่เขาขัดสนด้วยทรัพย์สมบัติจึงเจตนาจะเกี่ยวดองเพื่อระงับความจนยาก.

นายขบวนว่า เขาต้องสัญญาว่าจะไม่ทำอันตรายแม่กลึงอิก.

เกลอก็สัญญาว่าแต่นี้ไปไม่เกี่ยวข้องด้วยหล่อนอิกเลย รู้แล้วว่าหล่อนไม่ชอบ เขาก็ไม่ปองในตัวหล่อนอิก.

ข้าพเจ้าพูดว่า เขาได้ทำการล่วงเลมิดต่อหล่อนมาก จงกราบไหว้ขอโทษหล่อนเสียเปนไร.

นายขบวนหัวเราะเห็นดีด้วย.

“กราบหล่อนสิ—กราบสิ” นายขบวนเตือน.

คุณภักตร์ทำหน้าตื่นไม่ชอบทำเช่นนั้น แต่ภายหลังเขานึกสนุกขึ้นมาก็หัวร่อดังพูดว่า “เออ, ได้หรอก จะนมัสการท่านหญิงก็ได้, ด้วยต่อไปฉันจะต้องนับเอาหญิงเปนเทวดา.”

“กราบสิ—ไหว้สิ” นายขบวนเตือน.

คุณภักตร์จึงยอบกาย ประนมมือเปนฝักถั่ว ก็ไหว้หล่อนประหลก ๆ สองนัด ประเคนให้หล่อนโดยเต็มใจเปนที่พอใจหล่อน.

“แถมอิกที !” นายขบวนเตือน.

คุณภักตร์ก็ไหว้แถมให้, พอนายขบวนหัวเราะขึ้น ข้าพเจ้าก็อดไม่ได้ คุณภักตร์ก็พลอยหัวร่อไปด้วยอิกคนหนึ่ง, แม่กลึงรับไหว้เขาแล้วกลั้นยิ้มไม่ได้.

”อย่าบอกคุณพ่อเลยแม่กลึง” เขาวอน.

“ได้, ฉันจะไม่บอกคุณพ่อ เพราะที่ฉันมานี่ก็หนีมาโดยท่านไม่รู้ ฉันกลัวท่านจะดุก็จะไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นด้วยฉันอายท่านแลกลัวท่านจะดุเอาว่ามาเที่ยวไม่บอกจนเกิดเหตุร้อนใจให้ท่านอาย.”

“ดีหละ ขอบใจมาก” เขาเผลอไปก็ไหว้อิกทีหนึ่ง.

ข้าพเจ้ากำลังไปตรวจดูฟูกปลาดนั้นอิกที เอามือตบดังผลุๆ เปนเครื่องมืออันแม่ปรุงได้ถูกประคองมามากแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าสยดสยอง จึงลุกขึ้นเอาเท้าเขี่ยพลางถามว่า “นี่จะจัดแจงอย่างไร? ด้วยที่นอนสกปรกโสมมอันนี้ถ้าใช้มันยิ่งน้อยก็ยิ่งดี.”

เกลอผลุนไปยังฟูกนั้น ไขจุ๊บให้ลมออกดังฟี่ๆ มิช้าที่นอนซึ่งได้พองโป่งเต็มที่นั้น ก็แห้งแบนแป็ดแป๋ทั้งหมอนด้วย, เกลอก็ม้วนหนีบรักแร้ อิกมือหนึ่งถือสูบรถยนต์ก็ก้มคำนับลากลับไป.

“นั่นเปนภูตของการสวาท” นายขบวนกล่าวแก่แม่กลึง.

“นั่นเปนห่าซึ่งจิกผู้หญิง” ข้าพเจ้าตอบ.

แล้วเราบอกแม่กลึงว่าเรามีรถม้า, จะไปเรียกมาให้รถไปส่งหล่อนถึงบ้าน.

แม่กลึงก็กล่าวว่าชอบแล้ว.

เราสองคนก็ออกจากห้องลงมาชั้นล่าง ออกจากโรงอาหารนั้นมา เพื่อจะร้องเรียกรถของเราซึ่งจอดอยู่ที่หัวถนน เดินคุยกันมาพลางด้วยการเรื่องแม่กลึงนี้ แลด้วยรูปโฉมของแม่กลึง.

แม่กลึงนี้ ขอบคุณข้าพเจ้ากับนายขบวนเปนอันมากที่ได้มาช่วยหล่อนให้พ้นภัยขนาดใหญ่, แลเมื่อต่อมาหล่อนได้วิวาห์กับท่านสุภาพบุรุษซึ่งมีบรรดาศักดิ์ผู้หนึ่งนั้น หล่อนได้ให้รูปขนาด “คะบิเน็ต” แก่ข้าพเจ้ารูปหนึ่งซึ่งถ่ายคู่กับสามีหล่อน, แต่กรอบเปนเงินงดงามแลลายจารึกนั้นแสดงให้เห็นได้ว่า หล่อนขอบใจข้าพเจ้าไม่รู้จักคลายด้วยใจจริงเหมือนกรอบเงินซึ่งไม่รู้จักคลายสีขาว.

เมื่อเราเดินคุยกันไปในถนน “ฟุตป๊าธ” เพื่อจะไปนำรถของเราที่หัวถนนมาให้แม่กลึงนั้น—

พอนายขบวนซึ่งตาไวฉุดข้าพเจ้าแอบต้นไม้ในที่มืด, เธอชี้มือไป.

ข้าพเจ้าแลดูเห็นสิ่งนั้นก็ตัวแขงซื่อไป จ้องดูไม่วางตา สิ่งนั้นคือแม่ปรุงเดินตัดข้ามถนนมาแล้วก็เดินตรงไปยังโรงอาหารนั้น.

ข้าพเจ้ากระซิบว่าเราต้องตามไปดูให้ตลอด.

เราก็เดินสกดรอยมา เห็นหล่อนเข้าไปในโรงอาหารโดยไม่สทกสท้าน, พอแลเห็นหล่อนย่างขึ้นบันไดไปชั้นบนเราก็ตามหล่อนขึ้นไป.

หล่อนเข้าห้อง พบหน้าแม่กลึง จึงถามว่า “คุณภักตร์อยู่ไหน.?”

แม่กลึงอึ้งอ้ำอยู่สักครู่แล้วบอกว่า “เขาทำการมิดีก็เลี่ยงหนีกลับบ้านแล้ว”

แม่ปรุงก็นั่งลงร้องไห้ครวญคราง.

แม่กลึงประคองกอดปลอบถามว่าร้องไห้ทำไม.?

แม่ปรุงสอื้นตอบว่า คุณภักตร์หลอกเอาตุ้มหูเพชร์เม็ดโตของหล่อนไปเสียแล้ว, ๆ ก็ร้องไห้เช็ดน้ำตาพลาง.

แม่กลึงถามว่าเขาหลอกเอาไปได้อย่างไร.

แม่ปรุงตอบว่า เดิมเมื่อบ่ายคุณภักตร์ให้จดหมายมาพูดว่าจะชวนไปดูหนัง แต่ให้ใส่ตุ้มหูเพชร์มาด้วย เพราะจะแวะเปรียบเทียบขนาดแลราคาของตุ้มหูเพชร์อิกคู่หนึ่ง ถ้าเขาขายราคาพอสมควรก็จะซื้อให้แม่ปรุง แลเมื่อเขาบังคับให้มาชวนแม่กลึงไปดูหนังด้วยกันนั้น แม่ปรุงก็มาชวนแม่กลึงตามใจเขา ครั้นขี่รถมาเที่ยวตากลมแลมาถึงห้องนี้แลให้แม่กลึงพักอยู่ที่นี่ก่อน แล้วคุณภักตร์กับแม่ปรุงไปยัง “โฮเต็ล” โน้น คุณภักตร์จึงลวงให้แม่ปรุงถอดตุ้มหูให้เขาไปได้.

แม่กลึงถามว่าลวงโดยวิธีอย่างไร.?

แม่ปรุงก็ไม่ใคร่จะบอกให้เต็มปากคำได้ แต่ฟังความตามเค้าเงื่อนเราจับความได้ว่าเกลอภักตร์เอาความสวาทชิดชมเข้าป้อยอแม่ปรุงให้ละเลิงใจด้วยความรัก แลพูดว่าจะเอาไปเปรียบตัวกับคู่อื่น ได้ตุ้มหูเพชร์แล้วจึงเลี่ยงมาข่มขืนแม่กลึง ถึงหากแม่ปรุงจะตามมาได้พบตัวมัน ๆ คงไถลว่าจะไปเปรียบขนาดต่อไปอิก หล่อนคงไม่ได้เพชร์ใหญ่ทั้งคู่คืนได้เลย.

ขณะนั้นแม่ปรุงกำลังร้องไห้อยู่ด้วยแค้นใจ บ่นรำพรรณว่า “ฉันไม่รู้เลยว่าเขาจะโกงฉันได้ถึงเพียงนี้ เขาก็ไม่ยากจนอะไร.”

ขณะนั้นนายขบวนจู่ตรงเข้าในห้องร้องประกาศว่า “ศาลตัดสินคุณภักตร์ให้ล้มละลายในวันนี้แล้ว! บัดนี้เจ้าพนักงานยึดสมบัติแลตึกกว้านบ้านช่องของคุณภักตร์หมดแล้ว! บัดนี้คุณภักตร์สิ้นตัวแล้วไม่มีสมบัติเหลือสักสตางค์!”

นายขบวนร้องประกาศคล้าย ๆ ร้องประกาศแทนเจ้าพนักงาน.

แม่ปรุงร้องหวีดแล้วโศกครวญ หล่อนร้องไห้ดัง ๆ

ข้าพเจ้าก็เข้าห้องตามนายขบวนเข้าไปแลถามปฏิบัติเหตุของการล้มละลายของผู้ร้ายของเรา.

นายขบวนก็เล่าความฉิบหายของเขาให้ฟังทุกประการ ทำให้แม่ปรุงทวีครวญ.

ข้าพเจ้าถามว่า “แม่ปรุงมานี่ทำไม, นั่งร้องไห้ทำไม. ?”

หล่อนเงยหน้าตาเปียกมาดูแล้วตอบว่า “อ้อ, นี่คุณมานี่ด้วยหรือ มาทำไมค่ะ.?”

ข้าพเจ้าตอบว่า “ฉันมาดูแม่ปรุงร่วมประเวณีกับชู้ ด้วยยังติดใจมาแต่ครั้งก่อน แต่คลาศไป, ไม่ได้ทันทัศนาการอันนั้น เห็นแต่อ้ายชู้มันปล้ำข่มขืนท่านหญิงสาว.”

แม่ปรุงยิ่งทวีโอดครวญ.

แม่กลึงสงสารก็กอดประโลม.

ข้าพเจ้าเห็นการอ่อนโยนเช่นนั้นให้เกิดทุเรศขึ้นจับใจ นี่เปนหญิงซึ่งถูกทำให้เสียแลถูกปอกปลิ้น มานั่งร้องไห้เสียใจอยู่ที่นี่.

ข้าพเจ้าดูหน้าเศร้าตาเปียกแฉะของหล่อนอันไหลร่วงพรู ๆ มาตามแก้มซึ่งเคยแช่มช้อย.

ข้าพเจ้าสงสาร – สงสารในนามของหญิงผู้ดีทั้งหลายที่ถูกปอกปลิ้น.

มันเปนการชั่วช้ามาก อันนำมาซึ่งความเจ็บช้ำใจข้าพเจ้ามาก ที่ได้เห็นหญิงอันเราแม่ลูกเคยบูชาด้วยความรัก มาถูกหักหาญทำทุราจารจนเสื่อมเสียแล้ว มิหนำยังซ้ำถูกปอกปลิ้นอันเปนการเลวทราม ซึ่งแม่ปรุงได้รับมา มันเปนการชั่วร้ายมากที่หล่อนได้ถูกขะโมยซึ่ง ๆ หน้า ถูกทำให้คับแค้นใจ ถูกฉกชิงอย่างใจดุร้ายกระนี้ หล่อนถูกเขาชวนทำชั่วแล้วมิหนำ ยังซ้ำถูกผู้ซึ่งทำแก่หล่อน — จนเสียหายแล้วนั้น – ฉกชิงสิ่งของโดยอุบายล่อลวงให้หล่อนเจ็บช้ำใจอิก.

ฝ่ายแม่กลึงนั้นเล่า เปนหญิงสาวผู้ดีถูกการข่มขืนจะทำมิดีมิร้าย ฝ่ายแม่ปรุงนี้เล่ากำลังนั่งร้องไห้อยู่ด้วยถูกขะโมยโดยอาการเลว เพราะฉนั้น ในราตรีเดียวอ้ายเวรนั้นมันทำความชั่วร้ายสองครั้ง โดยทำโจรกรรมฉกชิงสิ่งของอันมีค่าไปจากหญิงผู้ถึงอับจนอย่างหนึ่ง แลได้ทำการข่มขืนประเวณีท่านหญิงสาวซึ่งมันลวงเอามาอิกอย่างหนึ่ง เปนการร้ายที่มันทำสองคดีในราตรีเดียวกัน.

ข้าพเจ้าสงสารแม่ปรุงแทบขยักน้ำตาไว้ไม่ไหว, ใจฅอตื้นกลืนน้ำตาเท่าไรน้ำตาก็ไม่ยอมยับยั้งได้ ข้าพเจ้าสมเพชหล่อนในนามของหญิงทั้งหลายผู้ซึ่งถูกหลอกเอาตุ้มหูเพชร์ที่รักของหล่อนไปเสียเฉย ๆ กระนั้น ถึงว่าเพชร์คู่นั้นเปนของมันให้มาก็จริง แต่ได้ให้หล่อนเด็ดขาดแล้ว แลให้นานแล้วจนหล่อนได้ใช้แลชอบนานแล้ว หล่อนมีกรรมสิทธิ์ในตุ้มหูเพชร์เม็ดใหญ่นี้ โดยมันได้ให้หล่อนด้วยความเสนหาแล้ว ครานี้มันสิลวงเอาไปโดยใช้อาการเสนหา.

แม่กลึงนั้นปลอบแม่ปรุงว่า อย่าด่วนร้องไห้เลย, แล้วสั่งให้เราเรียกรถมา หล่อนจะพาแม่ปรุงกลับด้วย.

เราก็ไปเรียกรถม้าของเรามา แม่กลึงก็ชวนแม่ปรุงกลับบ้าน เราก็ส่งท่านหญิงทั้งสองให้ขึ้นรถกลับบ้านตามลำภัง รถก็เคลื่อนที่ไปจนลับตา.

ขณะนั้นเด็กซึ่งนายขบวนว่าเปนบ่าวเธอ แลซึ่งได้เล่นล้อกวางตุ้งอยู่นั้น เห็นนายขบวนเข้าก็มาไหว้, พูดว่า “ผมคอยนายอยู่นานแล้วขอรับ ทำไมมาดึก ผมนึกว่าจะไม่ได้พบนายเสียแล้ว จนหาวนอนอยากจะกลับบ้านก็กลับไม่ได้.”

นายขบวนว่า “ข้าเห็นเจ้าแล้ว เล่นบ้อหุ้นอยู่ แต่ข้าไม่อยากกวนเอง นี่การของข้้าเสร็จแล้ว เองจะกลับบ้านก็กลับได้ นี่สิ — เอาไปยี่สิบสตางค์ แต่ข้าขอบอกเองกว่า เองมาสืบความลับโดยเล่นบ้อหุ้นเสียสนุกนั้นเห็นจะได้ความลับแยะ. ?”

“ได้แยะขอรับ ผมเห็นเขามาจอดรถแล้วพาผู้หญิงขึ้นไปในตึกนี้สองคน แล้วเดี๋ยวเห็นพาผู้หญิงลงมาคนหนึ่ง เดินไปไกลถึงในซอกตรอก ผมเดินตามติดๆ ไปเพราะอยากรู้ความลับ เขาไม่ยักสังเกตผม. เขาเข้าโรงเจ๊ก ๆ นึกว่าผมเปนบ่าวมาด้วย, เขาเข้าห้องผมมองได้สบาย.”

“เขาว่าผู้ชายขะโมยตุ้มผู้หญิงจริงไหมว๋ะ.?”

“อ๋อ, ยังไม่ขะโมยก่อนขอรับ, ผู้หญิงสวยพิลึกขอรับ, แต่งตัวงดงามด้วยขอรับ, เข้านอนที่ที่นอนเจ๊กสบายใจไม่ยักกลัวเสื้อใหม่นั้นเหม็นสาบ—”

“ว่าแต่เองเห็นเขาขะโมยตุ้มหูไหม.?”

“อ๋อ, ตุ้มหูหน้ะหรือ ง่า – เขาจูบผู้หญิงฟอดแล้วขอถอดตุ้มหู แล้วก็ —”

“ฮะ, ถ้าเองอยากเล่าความเพื่ออวดดีว่าเองสืบสวนได้มาก เองกลับไปคุยกะข้าที่บ้านก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้ท่านผู้นี้ไม่ชอบฟัง ท่านเกลียด –”

“เขาเข้าโรงเจ๊กนานเท่าไร ?” ข้าพเจ้าถาม.

“เข้าไปเดี๋ยวเดียวก็ออกมาขอรับ ผมยังไม่ทันหนีออกจากโรงเจ๊กเลยขอรับ ยังนั่งอยู่ พอเกือกปักตกล่อง, เขายังให้ผมหยิบเลยขอรับ ผมหยิบให้แล้ว เขาให้อัฐผมห้าสตางค์ขาว ผมเอามาเล่นบ้อหุ้น.”

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ