บท ๑๗ เลิกเวนรวมคู่

เมื่อข้าพเจ้าตื่นขึ้นในเวลาดึกดื่นเลยยามสาม ข้าพเจ้ารู้สึกอ่อนแรงด้วยสำนึกรื้อไข้ แลได้ตรากตรำมาตลอดวัน แต่สติอารมณ์แจ่มใสได้พักหลับสนิทเสียได้ช่างชื่นใจนี่กระไร การชื่นใจอาจจะเปนกำลังได้มากๆ ตั้งแต่จากบ้านห่างที่นอนไปยี่สิบเอ็ดวันไม่ได้นอนหลับสนิทสักราตรีเดียว ครานี้หลับสนิทเพียงสองสามชั่วทุ่มมีความชื่นอิ่มในการที่ได้ระงับกายนี่กระไร.

ความทุกข์ยากแลการชั่วร้ายได้ปรากฎแก่ตาข้าพเจ้าโดยจริงใจ รู้สำนึกในเวลาดึกว่าเสียเมีย, เสียเกียรติยศเสียความสุขความเปนใหญ่ได้ในราตรียามดึกนั้นเฉียบแหลมนี่กระไร หนาวน้ำค้างคล้ายนำกรดมาพัดพานถึงกระดูก โดยรู้สึกความน่าอนาถอันเปนไปแหลมอย่างเฉียบแหลมนี่กระไร บุคคลจนกรอกเช่นนี้ย่อมรู้สำนึกว่าเราเสียหมดสิ้นตัวแล้ว แลเสียหญิงที่รักไม่มีที่เปรียบไปเสียแล้วแลจะหาอื่นมาแทนไม่ได้ด้วย.

ความอิ่มเอิบที่ได้นอนหลับสนิทเติมตา ทำให้รู้สำนึกของการเสียหายได้ถ่องแท้ ความเสียใจ ๆ หายวาบวับจับอกจับใจ ความขมขื่นของทุกข์แทบจะกลืนไม่ไหว ตื่นนอนหายคลุ้มคลั่งเช่นนี้ทำให้รู้สำนึกสิ่งอันน่าอนาถใจชวนให้วิโยคเปนอย่างยิ่ง.

แต่ความอิ่มนอนทำให้รู้สำนึกความเสียหายโดยแท้จริงอย่างไร มันก็ทำให้สำนึกว่าเราควรจะกล้าหาญแลอดทนโดยแท้จริงได้ดีอย่างไรด้วย.

บัดนี้อารมณ์ข้าพเจ้าแจ่มใสแล้ว บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นโลกย์เห็นธรรมโดยตระหนักใจแล้ว ข้าพเจ้าเห็นโลกย์เปนโลกย์ เห็นสวรรค์เปนสวรรค์ ไม่ไขว้เขวกัน. ไนยตาของดวงจิตเบิกบาน เห็นสีสันวรรณของทุกสิ่งด้วยลักษณะที่ตรง ข้าพเจ้าไม่งวยงงหลงใหล จิตใจไม่เชือนแช.

ที่ดีจะเข้าหา ที่ชั่วจำจะต้องหลีกหนี ข้าพเจ้าเลงเห็นความลามกของโลกนี้ ข้าพเจ้าเห็นลักษณะความสุทธิดีอย่างไร ความไร้ราคีควรหาได้อย่างไร ข้าพเจ้าต้องเปนชายผู้หนึ่งแลต้องมีน้ำใจชาย ข้าพเจ้าจะต้องไม่ย่อท้อต่อความบริสุทธิ์ ข้าพเจ้าจะต้องไม่มั่วสุมในสิ่งลามก ความยุติธรรมในใจก็บังเกิดมีแก่ข้าพเจ้าแก่กล้า ข้าพเจ้าจะไม่หลงกิเลศร้ายต่อไป.

เมื่อข้าพเจ้าตื่นขึ้นคราวดึกเวลานั้น แม่ปรุงหาได้นอนอยู่ข้างกายข้าพเจ้าไม่ ข้าพเจ้าลุกขึ้นมามองดูยังห้องของหล่อนที่อยู่ติดกัน ข้าพเจ้าเห็นหล่อนนอนงาม หลับอยู่บนฟูกเตียงนอนหายใจอยู่เรื่อย ๆ ด้วยหล่อนก็เหนื่อยกายพักกายหลับสนิท หล่อนเลี่ยงมานอนห้องของหล่อนนี้ ก็เหมือนอย่างเคยมาก่อนตามธรรมเนียม หล่อนจุดตะเกียงหรี่ไว้ แสดงว่าต้องการสว่างเมื่อไรจะได้ไปให้ทันท่วงที เพราะเปนห่วงข้าพเจ้าซึ่งพึ่งกลับมาจากที่กันดาร จะต้องการอะไรในเวลาดึกดื่นบ้าง.

ข้าพเจ้าย่องเท้าเข้าไป เห็นรูปอยู่บนโต๊ะใกล้ตะเกียง แลดูเหมือนรูปนั้นยิ้มเยาะข้าพเจ้าในเวลาดึก เยาะให้รู้สำนึกว่าความสุขของโลก เปนของไม่เที่ยงแท้ รูปนั้นเมื่อทำให้รู้สึกเช่นนั้นแล้ว ก็เปนเหมือนภาพของสิ่งไม่มีชีวิต, ข้าพเจ้าแลดูไม่ติดตา รู้สึกจืดชืดไปไม่ชวนดูเหมือนอย่างเก่าก่อน.

แต่ผู้มีชีพอันนอนหายใจอยู่บนเตียงนั้น รูปทรงสวยสง่า หาได้ดูซีดจืดตามิได้ ข้าพเจ้าพิศภักตร์ปากแก้มน้องรักโดยเปิดมุ้งโปร่งมอง ให้หมางหมองหัวใจนี่กระไร.

ความสมเพชใจตัวข้าพเจ้าเองนั้น ข้าพเจ้าข่มจิตชะนะแล้ว ใจแขงได้แล้ว ถึงอย่างไร ๆ ก็จะสู้ก้มหน้ามีใจกล้าแขงต่อไป แต่หญิงผู้นี้ซึ่งข้าพเจ้าจะทิ้งห่างไป จะไปพึ่งใครได้เล่า หล่อนไม่เคยตกยาก ไม่เคยอัปรมาณ, มีแต่ได้รับประคับประคองแลบูชาราวกะว่าเราแม่ลูกจะเอาหล่อนทูนหัวไว้, ถ้าทูนได้, บัดนี้น่าสงสารหล่อนนี่กระไร ข้าพเจ้าจะตัดใจ ตัดห่วงบ่วงใยในหล่อน ๆ จะมีใครรักทันเทียมข้าพเจ้า หล่อนจะหาใครรักเท่าข้าพเจ้าที่ได้โคยรักหล่อนได้ หล่อนเคยสุขสบาย ถ้าอยู่ในมือข้าพเจ้าแล้วถึงจะเสียเลือดของตัวก็จะไม่ยอมให้หล่อนนั้นขัดแคลนได้.

บัดนี้สิข้าพเจ้าจะต้องตัดจากลามก ข้าพเจ้าจะต้องกำจัดจากหล่อนด้วย ด้วยยามดึกนี้ดวงใจข้าพเจ้าผ่องใส เห็นภัยในโลก, เห็นลามกของปุถุชน ข้าพเจ้าไม่ใจอ่อน, ข้าพเจ้าจะกล้าตัดอาไลย แต่สงสารแต่แม่สายใจที่เคยสุขสบาย ด้วยข้าพเจ้านี้จงรักภักดี แต่นี้หล่อนจะเปลี่ยวเปล่าอ้างว้าง ใครเขาจะรับรักหล่อนให้เต็มใจเหมือนอย่างข้าพเจ้าได้, ข้าพเจ้าแสนเวทนา สมเพชหล่อนนี่กระไร ตัวข้าพเจ้าเองถึงจะจนยากแสนเข็ญ ก็ได้ตั้งใจจะอดทนได้แล้ว เพราะใจข้าพเจ้าผ่องแผ้วเห็นความบริสุทธิ์เปนสิ่งที่ดีเสียแล้ว สงสารแต่น้องแก้ว ถ้าผิดจากผัวรักไปแล้ว หล่อนจะได้รับความอ่อนโยนได้ทุกเมื่อที่ไหน เพราะชายอื่นนั้นถึงขณะชอบก็ชม ชังขึ้นมาก็ไม่ปราณีปราไสย มีแต่ชวนให้ชอกช้ำใจสารพัด··················

ข้าพเจ้าร้องไห้สงสารหล่อนมากกว่าสงสารตัวเอง.

คือราตรีนี้ข้าพเจ้ามีจิตผ่องใส เห็นว่าการโลกีย์ย่อมเปนไปตามกรรม บ้างช่วงบ้างชิงกัน บ้างรักแล้วชัง, บ้างหลงแล้วเลิก, แม่ปรุงนี้ก็ได้ทำความลามกไปเสียแล้ว มิได้ตอบแทนความสุจจริตแลความบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า ๆ จะหนีจากการมั่วสุมกับหล่อน เราต้องอยู่ห่างกันจึงจะไม่ชักชวนกันกล้ำกลั้วด้วยความลามก แต่ความหมุนเวียนไปของโลกีย์มีชั่วๆ ดีๆ เปนอาทินั้น บัดนี้หัวใจข้าพเจ้าผ่องใส จะไม่ถือโทษหล่อนผู้ถูกล่อลวงให้หลงเล่ห์ประเวณีโดยชายกาลีเลย.

แม่ปรุงเอ๋ย ลาก่อน ชาติอื่นจึงค่อยคบกันใหม่ไม่รู้จักร้้าง, ชาตินี้ได้ชมกันแต่เพียงนี้ ความดีของแม่อยู่กับฉันมาก่อนขอขอบใจ แต่ความประคับประคองกันจะไม่มีต่อไป เราจะไม่ร่วมรสกันอิก เพราะฉันไม่อยากมั่วสุมเกลือกกลั้วลามกด้วยหล่อน.

แต่ว่าโลกนี้เต็มไปด้วยบุญ ๆกรรมๆ หมุนเวียนเปลี่ยนท่าไป ทุกสิ่งเปนอนิจจัง, ทุกสิ่งเปนของไม่เที่ยงแท้, ฉันจึงไม่โทษแม่ปรุงเลย จะคิดเสียว่าเปนกุศลอกุศล เพราะยามดึกนี้หัวใจฉันสว่าง ฉันจะเหินห่างจากความลามก, ฉันเห็นโทษของชายที่ชวนชม, ฉันจะไม่โกรธหล่อน, ฉันจะละอาฆาฏในหล่อน ฉันจะไม่มีความพยาบาทหล่อนเลย.

หล่อนช่างงามตื่น ช่างงามหลับ ถึงกระนั้นจะหลงเสนหาอาวรณ์ร้อนสวาทไปไย ราตรีนี้เปนราตรีสุดท้ายที่จะร่วมชมกันอิก.

ข้าพเจ้าก้มลงจูบหล่อน, จูบหล่อนทั้งกำลังหล่อนหลับ เปนครั้งสุดท้ายที่จะได้ทำเช่นนี้ ไม่ใช่จะทำอ่อนแอโดยทำเช่นนี้ แต่อดไม่ได้ด้วยคิดว่าในกายหญิงเปนสิ่งรับใช้เราได้ดี แต่ในใจหญิงเปนเหตุซึ่งจะทำความทุกข์ตรมมาให้เราได้ดี ๆ ข้าพเจ้าอดไม่ได้ ข้าพเจ้าก้มลงถูกปากหล่อน, ช่างชื่นใจนี่กระไร บูชาให้ในกายของหญิง ไม่ใช่ย่อท้ออยู่ด้วยในความรักในน้ำใจหญิง ทั้งบูชาเทวาว่าข้าพเจ้าหมดความพยาบาท !

ข้าพเจ้ามีความปีติยินดีไปในธรรม ในคราวนี้ข้าพเจ้าตัดใจได้ ได้ลองแล้ว ชิมแล้ว ในสิ่งซึ่งรักที่สุด หลงที่สุด ประคับประคองที่สุด อาจจะถึงคราวอกุศลดลใจให้ทุกข์ตรอมมากที่สุดได้ ข้าพเจ้ามีใจผ่องแผ้วที่สุด แต่นี้ไปจะตั้งหน้าอดทน สู้สละของที่รักที่สุดออกจากกาย ไม่ขอกล้ำกลายในสิ่งอันเปนลามก.

ข้าพเจ้าอาจจะจูบปลายเท้าหล่อนได้ โดยไม่ถือ. ใช่ว่าจะคิดทำเช่นนั้นด้วยอาไลย แต่ทำได้เพื่อแสดงใจด้วยความปีติว่าข้าพเจ้าไร้ความพยาบาทแล้ว.

แต่คราวนี้ข้าพเจ้าบูชา โดยจูบแต่ปากหล่อนทีเดียวเท่านั้น ตั้งใจจะว่าลาก่อน ขอเลิก, ขอสิ้นพยาบาท.

แต่พอต้องริมฝีปากหล่อนสิ ข้าพเจ้าสาบาลด้วยความขัดเคืองในใจ ปากหล่อนมีกลิ่น อ้ายมารร้ายนั้นคงบังคับให้หล่อนดื่มสุรากับมันบ้างได้!

โอ้, ลาก่อน แม่ปรุงจงอยู่จงดี จงสงวนกาย ฉันขอออกหากกาย ใช่จะชิงชังหล่อนมิได้ เปนถึงเช่นนี้เพราะฉันอายบาป อายใจ ขอหักใจห่างไปทั้งกำลังรัก.

ข้าพเจ้ามีความประหม่าใจ ย่างเท้ากลับออกจากห้องหล่อนด้วยความเสียดาย ถึงห้องข้าพเจ้าก็ทิ้งตัวนอนร้องไห้ คราวนี้ไม่ใช่เวทนาตัวของตัว, คราวนี้สงสารสาวผู้เคยสำรวย, น่าที่จะต่ำต้อยน่าสงสาร.

รุ่งขึ้นเช้าข้าพเจ้ายิ่งเบาตัว ยิ่งสว่างตาในธรรมารมณ์ ความเจตนาจะพูดกับแม่ปรุงตามที่คิดไว้นั้นมีมากขึ้น หล่อนตื่นขึ้นหน้าตาแจ่มใส ท่าจะได้ชื่นจากชู้เชยแลผัวชม หรืออย่างไร จึงดูจิ้มลิ้มคมคายขึ้นเปนกอง หล่อนแต่งตัวสดใสกว่าเคยอยู่บ้านสักหน่อย เห็นจะเปนนิสัยเกิดใหม่คราวเล่นชู้ แต่ก็หอมกรุ่นอยู่ตามเคย.

แต่เช้าข้าพเจ้าชวนหล่อนเยี่ยมคุณแม่ หรือว่าพอล้างหน้าล้างตาเสร็จ ก็ชวนกันไปหาคุณแม่ทีเดียว เพราะเมื่อข้าพเจ้ามาถึงจากหัวเมืองท่านก็หลับ เวลากลับมาคราวดึกกับแม่ปรุงท่านก็หลับเหมือนกัน ทั้งข้าพเจ้าหลงใหลอยู่ในภรรยาแทบตลอดรุ่ง เมื่อตื่นเช้าจึงชวนภรรยาเยี่ยมมารดา.

ท่านดีใจที่ได้เห็นข้าพเจ้ากลับมาแล้วโดยดุษดีภาพ แต่ท่านดีใจได้พบหน้าแม่ปรุงยิ่งนัก, ทั้งดีใจแทนหล่อนที่ได้เห็นสามีหล่อนกลับแล้ว.

ท่านเรียกหล่อนเข้ามาใกล้ชิด พูดรำพรรณความดีใจ ท่านกอดก่ายหล่อนไว้ด้วยความดีใจได้เห็นหน้า ท่านยกมือหล่อนจูบกอดแทบจะยกเท้าหล่อนจูบเสียด้วย.

ท่านรำพรรณว่า “โอ้, แม่คุณ แม่ทูนหัวของฉัน ฉันป่วยอยู่ก็คอยแต่จะเห็นหน้าแม่ แต่ไม่ใคร่เห็นมาบ้างเลย ใครเดินกุกกักมาหรือว่าแว่วเสียงใคร ฉันหมายว่าแม่ปรุง คอยมุ่งตาดู ก็แลหาย ไม่รู้ว่าแม่นี้หายไปไหน เห็นจะเปนด้วยคิดถึงผัว จึงไม่มาดูหน้าแม่ผัวได้.”

ท่านพูดแล้วก็กอดขากอดแขนแม่ปรุงร้องไห้ ท่านกลับเปนเด็กใหม่ แสดงความดีใจที่ได้เห็นหน้าบุตรสะใภ้ที่รัก แทบจะยกหล่อนไว้บนศีร์ษะได้ ท่านดีใจจนน้ำตาไหล.

แต่บุตรสะใภ้นั้นหาได้เอาใจใส่ในคุณแม่มิได้ ในถ้อยคำทำให้ข้าพเจ้าปลาดใจ ไฉนหล่อนไม่ปฏิบัติคุณแม่ ๆ ซึ่งรักหล่อนเท่าดวงใจ ซึ่งคอยแต่จะเห็นหน้าหล่อนได้ชื่นใจ ซึ่งรักใคร่หล่อนโดยสุจจริตอยู่ตลอดมา มิได้รู้ว่าหล่อนนั้นประพฤติเลวอย่างไร.

แม่ปรุงนั้นรู้สึกอย่างไรไม่ทราบ เลยร้องไห้รักคุณแม่, ซึ่งความในใจกระเดียดจะให้ข้าพเจ้าเข้าใจว่าหล่อนร้องไห้รักตัว.

เช้าวันนั้นแม่ปรุงให้เขาจัดอาหารดีมาก ๆ สมกับที่เปนอาหารชูกำลัง ใช้เนื้อที่เมื่อคืนหล่อนแลข้าพเจ้าได้ความเหนื่อยยากมา เรากินด้วยกันเปนครั้งสุดท้าย เพราะข้าพเจ้าเบากายเบาใจตาสว่างในธรรมสุจจริต ยังกำลังจะหาโอกาศที่จะพูดคำที่รำพึงไว้นั้นกล่าวออกเสียให้ได้.

คุณแม่ป่วยโรคชราจึงมีอาการไม่น้อย ข้าพเจ้าได้ให้ไปตามหมอที่เคยเชื่อถือ ทั้งพระหมอของคุณแม่ก็ได้มาเยี่ยมเยียนด้วย เมื่อกำลังข้าพเจ้าวุ่นวายอยู่ด้วยหมอแลผู้ป่วยนี้ แม่ปรุงหายไปกับเด็กหญิงคนใช้ ข้าพเจ้าขัดใจหมายว่าจะช่วยกันรักษาพยาบาล แลหล่อนต้องมากล้ำกลายใกล้ข้าง ให้ท่านได้เห็นหน้าหล่อนชื่นอกชื่นใจเสมอ ๆ นี่ทำไมแม่ปรุงมาหายหน้าไป.

เมื่อกลับถึงเวลาบ่าย ข้าพเจ้าถามหล่อน ว่าหล่อนหายไปไหน คุณแม่เรียกหาออกจะตายไป.

หล่อนเสียใจหน้าสลด แลแสดงคำว่าเสียใจ, พูดว่าหมายจะไปเยี่ยมพี่น้องสักครู่เดียว แต่เกิด “แอ๊คสิเดนส์” ด่วนมาไม่ได้.

ข้าพเจ้าขัดใจ ข้าพเจ้าระแวงถึงการสู่หาชู้ชาย ข้าพเจ้าจึงเอาโอกาศนี้ว่ากล่าวแก่หล่อนให้เปนการตกลงเสียระหว่างเราสองคนผัวเมีย.

“นี่แหน้ะ, แม่ปรุง ฉันจะทนความชั่วร้ายของหล่อนไปไม่ได้เลย ต้องเข้าใจว่าฉันรังเกียจเกลียดชังในการนี้นี่กระไร เหมือนผัวอื่นทั้งหลายเหมือนกัน เมื่อหล่อนไม่ประพฤติดีแล้วเราจะอยู่ด้วยกันไปทำไม?”

หล่อนตกใจตลึงแล้วว่า “ฉันประพฤติไม่ดีหน้ะ มันชั่วที่ข้อไหน. ?”

“หล่อนเข้าใจดีอยู่แล้ว หล่อนทำการอันเปนที่น่าเกลียด กลางคืนก็ไปหาชู้ กลางวันก็ไป นี่พึ่งกลับมาจากหาชู้ใหม่ กลับเร็วไม่ได้ ชู้มันยึดตัวไว้.”

“เธออย่าหลับตาเหมาเอาฉันง่าย ๆ ให้ฉันเสียชื่อเสียง เธอต้องเข้าใจว่าฉันรักเธอนี่กระไร.”

“หล่อนรัก ฉันก็รัก ฉันก็ขอบใจ แต่เมื่อมาเกิดการลามกขึ้นฉันจะอยู่กินกับหล่อนไม่ได้.”

“ที่ว่าฉันคบชู้สู่ชายหน้ะ เห็นฉันที่ไหน มีพยานที่ไหน? ก่อนจะว่ากันเล่นง่าย ๆ ต้องไต่สวนกันให้เห็นจริงเสียก่อน.”

“ฉันเห็นแก่ตาแล้ว ยังสหายเห็นด้วยกันอิกคน ยังจะต้องไต่สวนอะไรอิก.”

“เห็นฉันที่ไหน เห็นเมื่อคืนหน้ะหรือ เธอพบฉันนั่งอยู่คนเดียวต่างหาก.”

“ฉันไม่อยากพูดไปหรอก แม่ปรุงจ๋า ว่าแต่หล่อนกับฉันมาตกลงกันเสียว่าเราไม่ต้องส้องเสพย์กันอิก.”

หล่อนโกรธ ค้อนควัก พูดว่า “เธอเปนผัว จะเห็นดีจัดแจงอย่างไร ฉันก็ต้องยอม จะเอาฉันไปแล่เนื้อเอาเกลือทาก็ได้.”

“ไม่ต้องถึงแล่เนื้อเอาเกลือทา ที่ว่าไม่ส้องเสพย์กันอิกนั้น ไม่ต้องถึงอยู่ห่างต่างบ้านกัน คงอยู่กินด้วยกัน แต่ฉันจะไม่ให้หล่อนปรนิบัติฉันอิก.”

“ฉันยังไม่เข้าใจ. ?”

“คุณแม่ฉันป่วยอยู่ หล่อนจะจากบ้านฉันไปอยู่ที่อื่นยังไม่ได้ ท่านคลาศเห็นหน้าบุตรสะใภ้ไม่ได้ ท่านจะคิดถึงขาดใจตาย แม่ปรุงคงอยู่กินในบ้านนี้เปนปรกติ เปนแม่เรือนเหมือนเคย แต่อย่าได้มานอนร่วมกันอิกเลย. เราจะปิดบังความลามกนี้ มิให้รู้ถึงคุณแม่ ถ้าขืนรู้ความ ท่านจะเสียใจตายทันที, ท่านจะสมเพชเวทนา, ท่านจะอาไลยหล่อนในเหตุที่เปนไปแล้ว, ท่านจะอัปรยศอดสู, ท่านป่วยหนักอยู่ ท่านจะตายไปเสีย, เราต้องอยู่กันเงียบๆ ทั้งชาวบ้านก็จะต้องไม่รู้ความน่าอดสูนี้ เราจะได้ไม่ต้องอายเขา หล่อนยังอาศัยอยู่แลกินที่บ้านนี้ต่อไป ทำการในน่าที่แม่เรือนเปนปรกติ แต่อย่ามานอนร่วมฉันอิกเลย ฉันรังเกียจต่อการลามกเช่นนี้ เมื่อถึงสิ้นบุญคุณแม่แล้วนั้น หล่อนจะพอใจอยู่ที่นี่หรือไม่นั้นฉันไม่บังคับ.”

หล่อนเคืองแค้นน้ำตาไหล พูดว่า มีผัวเมื่อไม่ชอบร่วมเตียงเคียงหมอนก็ตามใจ หล่อนจะมานะอยู่เดียวก็ได้ เหมือนได้เปนสาวใหม่อิกที.

หล่อนถามถึงเงินทองค่าใช้ ข้าพเจ้าตอบว่าข้าพเจ้าจะใช้ให้จ่ายทุกอย่างตามเคย เว้นแต่ถ้าหล่อนจะได้มาจากอื่นถมเถไปแล้วนั้นจะไม่ต้องการค่าใช้จากข้าพเจ้าก็ได้.

หล่อนร้องไห้ว่า “วู้ย ช่างกล่าวถึงชู้ร่ำไร, ฉันจะครองตัวอยู่เดียวไป จะให้ความดีบริสุทธิ์ปรากฎขึ้นจงได้.”

ต่อนั้นมา เพื่อนบ้านเห็นข้าพเจ้าอยู่กินกับภรรยาเปนปรกติ หล่อนก็ไปเที่ยว ข้าพเจ้าก็ไปเที่ยวตามธรรมดา ผิดแต่ว่าไม่ได้ไปพร้อมกันเหมือนอย่างก่อนเท่านั้น กิจการภายในก็ดำเนิรไปเปนปรกติ ผิดแต่แม่ปรุงไม่มาเข้าห้องนอนข้าพเจ้า ๆ ไม่ไปในห้องของแม่ปรุง.

ตกเวลาบ่ายวันนั้นไออากาศร้อน ความไข้ซึ่งส้อนอยู่ภายในข้าพเจ้านั้นได้ปรากฎขึ้น ข้าพเจ้าจับไข้, เปนทั้งนี้เพราะตรากตรำกายเมื่อวานตลอดวัน แลเมื่อคืนตลอดรุ่ง ครั้นตกเวลาเย็นข้าพเจ้าได้ถูกยาดีค่อยสร่างไข้.

นายขบวนมาเยี่ยมข้าพเจ้า เข้าถึงห้องใน ข้าพเจ้าดีใจได้เห็นหน้าท่านสหาย ลุกขึ้นนั่งพิงเก้าอี้คุยกันเพลิน.

นายขบวนยิ้มถามว่า “ภรรยาคุณนำคุณมาส่งถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ไม่เกิดเหตุเภทภัยในเมื่อคืนหรือ.?”

ข้าพเจ้าตอบ, “เปล่าเลย ขอบใจที่นำไปให้พบภรรยา หล่อนชวนสนทนาแทบตลอดรุ่ง.”

“ผู้กลับจากที่กันดาร เมื่อมาถึงบ้านย่อมได้เพลิดเพลินในการอ่อนหวานของบ้านอย่างมากๆ, หมายว่าจะพักอยู่บ้านสักสองสามปี ที่ไหนเล่า พอได้ถูกเนื้อนิ่มนวล หล่อนก็ชวนจูงจมูกกลับมาบ้านได้ทันที.”

“จริงหละ หลงจนละเลิง แต่บัดนี้ตาสว่างแล้ว ไม่หลงอิก.”

ทำไม.”

ข้าพเจ้าตอบไม่ได้ เพราะยังเปนความลับอยู่ที่ข้าพเจ้าเหยียดเอาภรรยาซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดนั้นเปนสิ่งอันอยู่ไกลที่สุด.

ข้าพเจ้าไถลถามว่า “ปลาดใจเมื่อคืนนี้ เราก็เห็นอ้ายชายอยู่แก่ตาสิ พอเข้าห้องไม่รู้ว่ามันหายตัวไปไหนได้?”

“หายตัวทางน่าต่าง คุณไม่สังเกตหรือ? ม่านหูรูดผ้าลูกไม้ซึ่งบังน่าต่างอยู่ก่อนนั้น คราวหลังได้แหวกอยู่ถ่างออกเปนกอง.”

“งั้นที่นอนใหม่หายไปไหนหล้ะเอ้า, คนหน้ะออกทางหน้าต่างได้เสร็จในนาทีเดียว แต่ที่นอนฟูกออกกะใหญ่กะโต มันหายไปไหนได้ในแผล็บเดียว?”

“ห้ะ ๆๆ” นายขบวนหัวเราะ “คุณได้ยินเสียงดังฟี่ดังฉ่า ๆ ฉี่ ๆ คล้ายลมออกจากยางล้อรถจักรยานไหม?”

“ได้ยินหละ เพราะเธอบอกฉันให้ฟัง แลได้ยินกุกกักๆ ด้วย”

“คุณรู้ไหมที่นอนทำด้วยอะไร? นั้นเปนฟูกซึ่งทำด้วยยางอินเดียรับเบอร์ เวลาจะนอนก็ใช้สูบรถยนต์สูบให้ฟูกโป่ง คลุมผ้า, นอนนุ่มสบาย เวลาเลิกใช้ก็ไขลมออกเสีย ม้วนที่นอนซึ่งเหี่ยวแล้วนั้นเล็กพอที่จะถือหนีบรักแร้ไปได้.”

“ชิๆ, เจ้านี่มีของแปลก ๆ ใช้นัก.”

“ผมบอกแล้วว่าคุณภักตร์มีของฝรั่งใช้ต่าง ๆ นา ๆ.”

“นี่มันมิหอบเอาที่นอนยางนี้ไปด้วยทุกแห่ง ที่มันพาภรรยาฉันไปหรือ.?”

“เอาไปทุกแห่งแน่นอน ไม่จำเภาะแต่ภรรยาคุณ เกลอก็เอาที่นอนนี้ติดไป.”

“ฉันใดน่ะ. ?”

“คือที่นอนนี้เกลอเอาไปทุกแห่ง ไม่ใช่สำหรับภรรยาคุณคนเดียว สำหรับหญิงอื่น เมื่อพาไปเที่ยวกันด้วย.”

ข้าพเจ้าขนลุกขนพอง สั่นศีร์ษะขยะแขยง.

ข้าพเจ้าถามว่า “เธอเคยเห็นที่นอนชนิดนี้ไหม.?”

นายขบวนตอบว่า “เห็นเมื่อคืนนี้ที่ในห้องนั้นเมื่อกำลังถูกลม กำลังพองโป่ง แลเห็นเมื่อแฟบแล้วด้วย โดยผมยังเตร่อยู่แถวนั้นก่อน พอเห็นรถยนต์คันนั้นมาจอดน่าโรงเตี๊ยม, มีที่นอนอยู่ในรถ ที่นอนซึ่งยุบแฟบแล้ว แลซึ่งยังไม่ทันบรรจุเข้าใต้ที่นั่งรถยนต์. มีเจ้าของรถยนต์นั่งกุมม้วนที่นอนอยู่ คนขับรถลงจากรถยนต์ ตรงเข้าไปในโรงอาหารสักครู่หนึ่งเดินกลับออกมา มือถือสูบรถยนต์ลงมาด้วย เปนสูบซึ่งเขาได้เข้าไปเอาลงมาจากห้องซึ่งเราแอบมองนั้น.”

“ถ้ากระนั้นสิ่งซึ่งเราเห็นเมื่อแอบมองทางช่องฝา เปนสิ่งที่ปรากฎจริง เปนเลือดเนื้อจริง หาใช่ผีหลอก.”

“กระนั้นสิ ผมเห็นคุณภักตร์นั่งอยู่ในรถยนต์โทนโท่ เห็นที่นอนม้วนร่าอยู่ข้างกายเขา เห็นสูบซึ่งบ่าวหิ้วเอาลงมาจากชั้นบน”

“ถ้ากระนั้นภรรยาผมมีชู้แน่ !”

“วันนี้ค่อยสบายหรือ ?”

“สบายมากจากเมื่อคืน ชื่นใจที่ได้กลับบ้าน, ทรมานกายมากเกินไปจนจับไข้เมื่อกลางวัน เย็นค่อยสร่างไข้ จับตัวฉันถี่ ยังร้อนไหม. ?”

“ร้อนหน่อยๆ ไม่มาก.”

“ง่า—ภรรยาคุณวางกิริยาเปนอย่างไรบ้าง ?”

“สำออยมาก เอาใจมาก ปรนิบัติเอาเนื้อเอาใจดีจริง ท่าจะกลัวโกรธ.”

“ลอบไปไหนหรือเปล่า ?”

“อ้อ, ลอบไปแต่สาย กลับบ่าย จะว่ากระไร.”

“รู้ไหมว่าหล่อนไปไหน. ?”

“ไม่รู้แต่ทายถูก.”

“ผมรู้— รู้ว่าหล่อนไปบ้านนามร้ายนั้น.”

“ฉันก็คาดว่ากระนั้น ทำไมใจฅอหล่อน ไม่ห่วงบ้าน ไม่ห่วงคุณแม่ ไปเสียนานครัน.”

“ไม่ใช่โทษของหล่อน มันเปนโทษของอ้ายชาย.”

“เธอท่าจะรู้การดีมาก.”

“หล่อนไป หมายจะดูว่าชู้รักจะเปนอย่างไรบ้างจากเหตุเมื่อคืนนี้. หล่อนไปเยี่ยมตามธรรมดา แล้วก็จะด่วนมา, แต่มาไม่ได้.”

“ทำไมเล่า. ?”

“ชู้มันกักไว้น่าสิ มันว่าคลาศเมื่อคืน ไม่ขอคลาศในกลางวันนี้ หล่อนต้องอยู่เสนอหน้ามันใช้เนื้อเมื่อคืนจึงจะได้.”

“นี่รู้มาจากใคร.”

“คุณยังไม่ทราบว่าอ้ายภูตนั้น มันเอาไปเล่าเหตุนี้ประจานให้เพื่อนมันฟัง มันว่ามันรู้ว่าผัวมา มันถูกชิงไปในระหว่างอาหารคาปาก เพราะฉนั้นเวลากลางวันนี้มันกักตัวเจ้าสาวไว้ทดการสวาทให้คุ้มกับซึ่งได้ค้างอยู่เมื่อคืน แลทดทำอำนาจให้เท่าผัว—”

“อ้ายห่า (ข้าพเจ้ายั้งคำไม่ได้) มึงจะมาแข่งขันกับกูหรือ !”

นายขบวนบอกว่า นายพิศเปนคนบอกเหตุตามคำคุยของคุณภักตร์ ให้ข้าพเจ้าสืบสาวใช้ที่ไปด้วย ดูว่าความที่เขาพูดนี้เปนที่ใส่ไคล้หรือพูดจริงด้วย.

เมื่อนายขบวนไปแล้ว ข้าพเจ้าลอบสอบถามสาวใช้ที่ได้ไปด้วยนั้นดู ก็เห็นมีพยานพอสมเหตุ ข้าพเจ้าตกใจเปนอันมาก มิช้าการนี้จะอื้อฉาวน่าอัปรยศ แต่ถึงอย่างไรก็ดี วันนี้ได้พูดกันแล้วโดยไม่มีใครได้ยินได้ฟังคำสัญญาระหว่างผัวเมีย.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ