เกร็ดเรื่องภาษี

(ลำนำ ฉุยฉาย)

ฉุยฉายเอย
บ่าวกะบึงกะบอน ขอดค่อนว่านาย
กระซิบกระซาบ ไม่หยาบคาย
เจ้าเป็นผู้ชาย เห็นชัดชัด
นายท่านมั่งมี เสียปีละหกบาท
เราเป็นข้าทาษ ก็หกบาทตะพัด
หกบาทของท่าน มันไม่เหมือนของเรา
หนักเอาเบาเอา เพราะเราทุนจำกัด
นายท่านชุบเลี้ยง จึ่งเพียงอัตคัด
หาไม่ก็วัด พึ่ง[๑]เอย
ฉุยฉายเอ่ย
ฉันชาวบ้านนอก ขอกนา
ฉันต้องหาอัฐ เลี้ยงวัดวา[๒]
อย่านับประสา ว่าจะเบียดวัด
เราขาดเศรษฐี คหบดี
แม้คนพอมี เขาก็ทุนจำกัด
เถ้าเก๋ร่ำรวย บ้างช่วยชะงัด
บ้างก็ถนัด ศาลเจ้า เอย
ฉุยฉายเอ่ย
นายเสียนิดหน่อย ก็พลอยอาย
สงสารสมุน ให้วุ่นวาย
ยิ่งนึกยิ่งขาย- หน้านิ่งอยู่ไม่ได้
ทนเอาสักนิด เถอะเจ้าฑิตรอหน่อย
ไม่ช้าก็จะค่อย หมดไป
เราเป็นทหาร ราชการสองศก
ออกแล้วท่านก็ยก เว้นให้
พวกเราองอาจ เชื้อชาติชนกไทย
หลีกเลี่ยงเมื่อไร นะเจ้าฑิตเอย
ฉุยฉายเอ่ย
ฉันทำนาเปล่า จะเอาอะไร
ฉันไม่มีทุน ให้วุ่นใจ
สู้ลงแรงไป มันไม่มีค่า[๓]
เลิกสมพัตสร ชาวสวนสบาย
พวกเราทั้งหลาย ยังต้องเสียค่านา
จึ่งไม่มั่งมี ป่นปี้มากกว่า
หาให้พ่อค้า สาแก่ใจ เอย
ฉุยฉายเอ่ย
ฉันเป็นลูกค้า หน้าเมื่อย
หากินง่ายง่าย ตามชายเฟือย
ทั้งเหน็ดทั้งเหนื่อย มั่งมีที่ไหน
แลกข้าวขายข้าว ส่งเข้าในกรุง
เพื่อไปบำรุง พ่อค้าใหญ่ใหญ่
โรงสีทั้งหมด เขากดราคา
พวกแกชาวนา ต่อมากก็ไม่ให้
กดทั้งขึ้นทั้งล่อง ได้คล่องเมื่อไร
แกอย่าเจ็บใจ ลูกค้าเลย เอย
ฉุยฉายเอ่ย
ชิชะ ช่างว่า หน้าไม่อาย
ชาวนาหรือกด จะได้อดตาย
ขึ้นยุ้งไม่ขาย นั่นข้าวของพ่อค้า[๔]
ชาวนาเก็บบ้าง แต่กำลังไม่มาก
ถึงอยากหรือไม่อยาก ก็ต้องขายตามราคา
เราไม่ใช่ผู้กะ ถ้าจะค่อนว่า
เชิญถามพ่อค้า กรุงเทพฯ เถิด เอย
ฉุยฉายเอ่ย
พ่อค้าส่งนอก[๕] ก็บอกยุบล
ว่าราคาข้าว ของเราชอบกล
จำต้องผ่อนปรน ตามตลาดโลก[๖]
หรือมิเช่นนั้น ครั้นเราไม่ขาย
ข้าวเหลือมากมาย ใครเล่าจะต้องโศก
พ่อค้าทุกชั้น กันส่วนกำไร
ซื้อข้าวขายไป ให้มนุษย์บริโภค
แกอยู่สุดท้าย ต้องขายตามโชค
จึ่งต้องร้องโอ๊ก จริง เอย
ฉุยฉายเอ่ย
ราคาข้าวนอก บอกราคาข้าวใน
เราขืนราคา ค้าขายไม่ไหว
ตลาดโลกเป็นใหญ่ เพราะขายไปต่างประเทศ
เมื่อปีน้ำมาก[๗] อดอยากข้าวแพง
รัฐบาลแข็งแรง กักข้าวเป็นพิเศษ
พวกเราช้ำชอก ตลาดนอกทำเหตุ
พ่อค้าใหญ่เทศ แสดงเลศนัย เอย
ฉุยฉายเอ่ย
ลูกเกิดบ้านฆ้อง ร้องพ่อจ๊าว
ข้าเคยหลงเบื่อ พวกเรือข้าว
เหมาว่าก้าวร้าว แกล้งลดราคา
ที่แท้ก็ตัว ท่านนายห้าง
เป็นผู้นำทาง ลูกค้า
เสียแรงห้างขาย ใหญ่โต
กำไรอักโข จริงเจียวนายจ๋า
กำไรของท่าน กำไรของข้า
ข้าไหนจะน่า เก็บ เอย
ฉุยฉายเอ่ย
พ่อค้าใหญ่ใหญ่ เป็นก่ายกอง
เสียภาษีกำไร[๘] ให้เงินทอง
รัฐบาลไม่ต้อง เก็บยากจากข้า
กสิกรย่อยย่อย ทำน้อยได้นิด
ท่านน่าระอิด ระอา
เจ้าของรายใหญ่ ไม่มีใครว่า
เช่นเศรษฐีนา กรุงเทพฯ[๙] เอย
ฉุยฉายเอ่ย
มูลนายข้องขัด อัดใจ จึ่งจำแถลงให้แจ้งไว้
ว่าภาษีกำไร หรือรายได้[๑๐]นั้น
รวมทั้งภาษี มรดก
ที่เราหยิบยก ยื้อแย่งแบ่งปัน
เขาจำกัดเก็บ แต่ที่มากมาก
ป้องกันความยาก แห่งชนทุกชั้น
เจ้าขุนมุลนาย เสียดายเหมือนกัน
เรื่องจึ่งต้องงัน อยู่เพียงนี้ เอย
ฉุยฉายเอ่ย
ผู้ใหญ่บ้านว่า มิน่าเล่า
โทษนั่นโทษนี่ ที่แท้ก็เปล่า
มันเรื่องพวกเรา ได้ความเสมอภาค
แต่ก่อนเรา ‘เอี้ย’ ต้องเสียส่วย
เดี๋ยวนี้เสียด้วย กันหมดต่างหาก[๑๑]
ค่านาของเรา เราเสียของเรา
นาท่านเราเช่า ให้ท่านเสียก็ไม่ยาก
อะไรใหม่ใหม่ ให้ท่านลำบาก
ฉันก็ไม่อยาก ดอก เอย
ฉุยฉายเอ่ย
นายห้างเป็นสุข สนุกสบาย
หาได้เท่าไร เก็บไว้ง่ายง่าย
ไม่ต้องจับจ่าย ให้แก่บ้านเมือง
เมื่ออยู่เมืองนอก ออกค่าภาษี
แบกหนักเต็มที[๑๒] มีแต่หมดเปลือง
มาอยู่เมืองไทย หาไม่ฝืดเคือง
เกือบไม่รู้เรื่อง เสียภาษีเลย เอย
เจ้าฉุยฉายเอ่ย
นับก้าวน้อยน้อย แล้วก็ลอยชาย
เยื้องย่าง เจ้าช่างกรีดกราย
กระเดียดกระทาย ให้ยายเก็บถนัด
เอาไปแต่งหน้าต่าง เหมือนอย่างงานวัด[๑๓]
ใครเห็นให้ทัศน์ เทียว เอย
ฉุยฉายเอ่ย
ชาวนานั่งหลับ รับลมสบาย
มิไยทุ่มเถียง แกเลี้ยงง่าย
เลยฝันว่าควาย มันเตลิดเข้าวัด
แกจึ่งวิ่งอ้าว ออกก้าวสกัด
หลวงพ่อที่วัด ท่านกำชับไว้ เอย

๑๙ พฤษภ. ๗๒


[๑] ......พึ่ง อาศัยวัดกิน โดยไปอยู่กับพระ

[๒] ......วัดวา ภิกษุ คือ ผู้ขอ ไม่สะสม มีอาชีพทางเจริญธรรมและสอนธรรม วัดและพระจึงเป็นหน้าที่ชาวบ้านต้องเลี้ยง ในกรุงความรู้สึกเช่นนั้นน้อย เพราะคนมาก แต่ตามบ้านนอก ถ้าหมู่บ้านไหนทรุดโทรม หรือชาวบ้านกลายเป็นคนต่างศาสนา เช่น พวกแขกครัวในเมืองมีนไปเสียมาก วัดของตำบลนั้นก็ร่วงโรย หรือ ถึงร้าง ชาวบ้านนอก เขามักมีวิธีเรี่ยไรข้าวขึ้นบรรจุยุ้งวัด หรือปันเวรกันมาทำของเลี้ยงพระ มีโยมวัดคือหัวหน้าทายกทายิกาเป็นผู้จัดการ

[๓] ......ค่า ชาวนาที่หากินลำพังครอบครัวไม่ต้องเสียค่าลูกจ้าง หาได้พอกินพอใช้ พอเป็นทุนทำต่อไปทุกปี ก็พอได้ความสุขไม่ต้องคิดค่าแรงของตัว นับในจำพวก Small Holders ที่รัฐบาลทุกประเทศปราร์ถนาส่งเสริม สำหรับเมืองเราชาวนาพวกนี้แหละ ถ้ามีสหกรณ์ช่วยไม่ให้ต้องเสียดอกเบี้ยแพงเมื่อคราวต้องการทุน ก็เป็นชาวนาที่มั่นคง ผู้ทำนาต้องเสียค่าลูกจ้าง เวลานี้มักหากำไรไม่ค่อยได้และทำไม่ยืด นอกจากจะมีทุน มีความรู้และใช้เครื่องมือแทนแรงคนทำเป็นการใหญ่ได้เหมาะ

[๔] ......พ่อค้า มีพ่อค้าไปตั้งยุ้งฉางตามทางรถไฟ เพื่อรับซื้อข้าวบรรทุกมาขายกรุงเทพฯ นอกนั้นยุ้งฉางใหญ่ๆ ที่ชาวนาตั้งขึ้นในที่นาของตัวเอง เขาก็มีทุนทำเช่นนั้นได้ด้วยอาชีพทางพ่อค้า คือ ตกข้าว รับจำนำคิดดอกเบี้ยแพงและค้าข้าว หาใช่ชาวนาแท้ๆ ไม่

[๕] พ่อค้าส่งนอก บริษัทใหญ่ๆ ที่ส่งข้าวไปขายต่างประเทศ เช่น บอเนียวบอมเบเบอร์มา แองโกลสยาม วินด์เซอร์ อีสต์เอเชียติก ฯลฯ

[๖] ......ตลาดโลก ประเทศที่ขายข้าวในตลาดโลกที่สำคัญ คือ สยาม พม่า อินโดจีน อเมริกา และยุโรป ตอนใต้เดี๋ยวนี้ก็ปลูกข้าวแล้ว

[๗] ......ปีน้ำมาก พ.ศ. ๒๔๖๐ ราคาข้าวสารตลาดกรุงเทพฯ ขึ้นถึงกระสอบละ ๔๐ บาท รัฐบาลต้องประกาศห้ามการส่งข้าวออกไปนอกประเทศ เพื่อป้องกันทุพภิกขภัย และให้ราคาข้าวลดลง ปีนั้นน้ำท่วมหน้าพระลานพระบรมรูป ถึงมีการแข่งเรือกันได้

[๘] ภาษีกำไร ในยุโรปและอเมริกาแบบใหม่ พ่อค้ามีกำไรเป็นจำนวนตั้งแต่กำหนดไว้ขึ้นไป ต้องเสียภาษีให้แก่รัฐบาลเป็นรายร้อย คือร้อยละเท่านั้นเท่านี้ จำนวนต่ำกว่ากำหนดไม่ต้องเสีย ภาษีการพนันก็เข้าลักษณะภาษีกำไรแล้ว

[๙] ......กรุงเทพฯ ชาวกรุงเทพฯ มีนาตามหัวเมือง เช่น ในทุ่งรังสิต เป็นต้น รายละนับเป็นพันๆ ไร่ มีมาก เก็บค่าเช่าจากชาวนาผู้เช่าทำ และเสียค่านาในนามของตนนั้นเป็นการสมควรทีเดียว ภาษีโรงร้านทำไมจึงเสียได้

[๑๐] ภาษีรายได้และภาษีมรดก ภาษีทั้งสองอย่างนี้เก็บทำนองภาษีกำไร คือมีกำหนดจำนวนต่ำกว่านั้นไม่ต้องเสีย และเก็บเป็นส่วนร้อย อาศัยหลักตามตำรับของอดัม สมิธ ที่ว่า “พลเมืองของประเทศมีหน้าที่เลี้ยงรัฐบาลของตนเต็มความสามารถ หรือตามฐานานุรูป ด้วยวัตถุปัจจัยเป็นส่วนสัมพันธ์ตามรายได้ของบุทคลนั้น ที่ได้มาโดยอาศัยความคุ้มครองของประเทศ วัตถุปัจจัยนี้แหละเรียกว่า ภาษี”

[๑๑] ......ต่างหาก ในสมัยโบราณ เลขสมสังกัดแห่งราชการ ต้องเสียส่วนแทนเข้ามารับราชการ ครั้นเลิกวิธีลูกหมู่ไพร่หลวง เปลี่ยนเป็นชายฉกรรจ์ทุกคนต้องรับราชการ ผู้ยังมิได้เป็นทหารก็ต้องเสียเงินข้าราชการ ข้าราชการพลเรือนรับราชการอยู่แล้ว จึงพลอยได้ยกเว้นไม่ต้องเสีย ต่อมาเปลี่ยนเป็นเสียเงินรัชชูปการทุกคนไม่เลือกหน้าดังเดี๋ยวนี้ ผู้ได้รับราชการตามพระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหารแล้ว และมิได้รับยศชั้นสัญญาบัตร ได้ยกเว้นไม่ต้องเสียจนกว่าจะปลดจากกองหนุน

[๑๒] ......เต็มที ในประเทศอังกฤษ ตั้งแต่เลิกสงครามโลกแล้ว ค่าภาษีแรงมากเพราะเหตุประเทศต้องเป็นหนี้มากขึ้น พลเมืองต้องเสียภาษีให้รัฐบาลคิดถัวตามสำมะโนครัว เมื่อ ค.ศ. ๑๙๑๓ ก่อนสงครามเพียงหัวละ ๓ ปอนด์ ๑๑ ชิลลิงก์ ๔ เปนส์ ต่อปี ครั้นเกิดมหาสงครามตลอดจนเสร็จสิ้นลงแล้ว ราษฎรต้องเสียภาษีแรงขึ้นทุกที จนเมื่อ ค.ศ. ๑๙๓๐ ต้องเสียคิดถัวตกหัวละ ๑๕ ปอนด์ ๑ ชิลลิงก์ ๕ เปนส์ ความหนักไปตกอยู่แก่เศรษฐีและพ่อค้าใหญ่ๆ กรรมกรที่หางานทำไม่ได้รัฐบาลยังต้องเลี้ยงพอไม่อด

[๑๓] งานวัด ในรัชกาลที่ห้า เมื่อทรงสร้างวัดเบญจมบพิตร ได้มีงานออกร้านประจำปีเก็บเงินบำรุงวัด จึงเรียกกันว่า ‘งานวัด’ ภายหลังในรัชกาลต่อๆ มาย้ายไปมีที่สวนจิตรลดาบ้าง พระราชอุทยานสราญรมย์บ้าง เรียกว่า ‘งานฤดูหนาว’ แล้วเปลี่ยนเรียกว่า ‘งานนมัสการพระปฏิมากรแก้วมรกต’

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ