๒๖ นิทานเรื่องท้าวบรมราชหลงนางสุทธิเทวี

ยังมีพระมหากระษัตริย์องค์หนึ่ง ทรงนามชื่อท้าวบรมราช เสวยราชสมบัติณเมืองบุระนคร น้องชายองค์หนึ่งทรงพระนามชื่อเจ้าสุริยกุมาร ๆ แกล้วกล้าอาจหาญมีความคิดอ่านดีนัก มีอำนาจดังพระอาทิตย์เมื่อเวลาเที่ยง อำนาจนั้นเลื่องฦๅไปทุก ๆ กรุงประเทศทั้งปวง ก็ผิดกับท้าวบรมราชผู้พี่นั้น

ครั้งนั้นนางสุทธิเทวีอรรคมเหษีอุดมราชอยู่เมืองอุดมนคร นางนอกใจพระมหากระษัตริย์เปนชู้ด้วยมหิศรเสนาผู้ใหญ่ แลพระมหากระษัตริย์ทราบถนัด ให้คุมเอามหิศรเสนาถามได้ความสัตย์แล้ว ให้จำใส่คุกไว้แล้วจะให้ฆ่าเสีย จึ่งตรัสสั่งให้คุมเอาพระอรรคมเหษีมาจะให้ฆ่าเสียด้วยกัน นางอรรคมเหษีรู้ตัวจึ่งเก็บเอาหัวแหวนอันมีราคาได้มากแล้ว ใส่ตะกร้าเอาเพศเปนคนยากปลอมออกมาจากเมือง ไปอาศรัยบ้านพรานป่าแทบเมืองบุระนครนั้น

ณกาลวันหนึ่งท้าวบรมราชเสด็จไปประพาสมฤคยานเสด็จไปใกล้บ้านพรานป่า ซึ่งนางสุทธิเทวีอาศรัยอยู่นั้น นางสุทธิเทวีไปอาบน้ำ ที่สระริมป่านั้นแล้วกลับเข้ามาเรือน เมื่อนางเดิรเข้ามาท้าวบรมราชทอดพระเนตรเห็นนางแต่ไกลให้อำมาตย์ไปดู อำมาตย์มาทูลว่า สัตรีผู้หนึ่งมีรูปงามไปอาบน้ำกลับมาเรือน พระมหากระษัตริย์ให้หยุดข้างพระที่นั่ง ให้หาตัวนางสุทธิเทวีนั้นมาถวายปังคม จึ่งมีพระราชโองการถามนางนั้นว่า เปนบุตรภรรยาของผู้ใดจึ่งมาอยู่ที่นี่ นางจึ่งกราบทูลว่าข้าพเจ้าชื่อนางสุทธิเทวีเปนอรรคมเหษีท้าวอุดมมหาราช ท่านว่าข้าพเจ้าเปนชู้ด้วยเสนาผู้ใหญ่ ท่านจะให้ฆ่าข้าพเจ้าเสีย ข้าพเจ้าเอาเพศเปนคนเข็ญใจมาอาศรัยอยู่ด้วยพรานป่า พระองค์จงทราบเถิด ท้าวบรมราชเห็นรูปนางงดงามเปนที่เจริญตา ก็เกิดความปฏิพัทธผูกพัน จึ่งให้รับนางเข้าไปในเมืองอภิเษกเปนนางอรรคมเหษีอยู่ในเมือง

อยู่มานางสุทธิเทวีกราบทูลพระมหากระษัตริย์ว่า ข้าพเจ้าระฦกถึงบิดาข้าพเจ้าท้าวอุดมราชให้จำใส่ตรุไว้ ท้าวบรมราชครั้นได้ฟังนางทูลดังนั้น ก็ให้เจ้าสุริยกุมารน้องชายของพระองค์เข้ามาคิดราชการตามนางกราบทูลนั้น เจ้าสุริยกุมารกราบทูลว่าจะฟังคำของนางนั้นมิได้ นางนั้นนอกใจท้าวอุดมราชจริงฤๅมิจริงก็ไม่ทราบแน่ ถ้านางนอกใจจริงเราจะไปรบพุ่งเอาบิดาของนางนั้นก็มิชอบ ถ้าท้าวนั้นเอาเนื้อความใส่โทษนางควรเราจะไปหาฤๅดู ถ้าแลบิดาของนางมิมาเราจะไปรบพุ่งก็ควร แลข้าพเจ้าจะไปสอดแนมดูก่อน ท้าวอุดมมหาราชตรัสว่าตามแต่เห็นชอบเถิด เจ้าสุริยกุมารมาทูลดังนั้นแล้ว ก็แต่งตั้งกฤษอำมาตย์ให้ไปสอดแนมฟังราชการถึงเมืองอุดมนคร กฤษอำมาตย์ไปสืบราชการถึงเมืองอุดมนคร ได้เนื้อความตามจริงทุกประการ แล้วกลับมาทูลแก่พระสุริยกุมาร ๆ จึ่งทูลแก่พระมหากระษัตริย์ผู้พี่นั้นว่า ข้าพเจ้าให้กฤษอำมาตย์ไปสืบถึงเมืองอุดมนครกลับมาบอกข้าพเจ้าว่า นางสุทธิเทวีเปนชู้ด้วยมหิศรเสนาผู้ใหญ่ ท้าวอุดมราชให้ถามมหิศรเสนาผู้ใหญ่ ๆ รับเปนสัตย์ ท้าวอุดมราชตรัสสั่งให้จำมหิศรเสนาไว้ในตรุ แล้วให้จับนางสุทธิเทวีจะเอาไปฆ่าเสียด้วยกัน นางสุทธิเทวีหนีมาได้ เราจะไปรบเอาเมืองอุดมนครรับบิดามารดาของนางมานี้มิควรนัก แลท้าวบรมราชได้ฟังคดีเจ้าสุริยกุมารกราบทูลพระมหากระษัตริย์ตามถ้อยคำนี้เปนความดังนั้นมั่นคงอยู่ เราจะไปรบเอาเมืองอุดมนครนั้นมิชอบ จึ่งให้ไปหานางสุทธิเทวีกุมารี ๆ เห็นเจ้าสุริยกุมารมาเฝ้าก็เชิญเข้าไปหานางนั้น เจ้าสุริยกุมารเข้าไปหา นางก็ถามว่าเจ้าไปฟังราชการนั้นรู้สิ่งใดบ้าง พระราชกุมารก็บอกตามอำมาตย์ทูลนั้น นางก็ทรงพระโกรธพระราชกุมารนักหนา นางก็คิดว่าจะทูลพระมหากระษัตริย์ให้ฆ่าพระราชกุมารเสียให้ได้

อยู่มาวันหนึ่งนางทูลท้าวบรมราชว่า เจ้าสุริยกุมารมาหาข้าพเจ้าแล้วว่าแก่ข้าพเจ้าว่า เราพอใจนางมเหษียินดีด้วยเรา ๆ จะให้ไปบอกบิดามารดามาให้ข้าพเจ้า แล้วก็หยิกหยอกข้าพเจ้า ๆ ได้ความเจ็บอายแก่นักสนมทั้งหลาย ข้าพเจ้าหนีตายมาพึ่งเย็นแล้ว แต่มาได้ความอายเล่า ข้าพเจ้าจะลาไปตายเสียในป่านั้น เห็นจะวิเศษกว่าอยู่ พระองค์จงทราบเถิด แลนางสนมทั้งปวงเปนใจด้วยนางสุทธิเทวีสิ้น ด้วยได้หัวแหวนอันมีค่านั้น ครั้นทูลดังนั้น พระมหากระษัตริย์ให้หานางนักสนมทั้งปวงมาถาม นางนักสนมทั้งปวงรับคำสิ้นทุกคนแล พระมหากระษัตริย์ได้ฟังดังนั้นก็ทรงพระโกรธนักหนา จึ่งให้หามาแล้วซึ่งเจ้าสุริยกุมารจะจับเอาไปฆ่า เจ้าสุริยกุมารก็ตรัสแก่อำมาตย์ว่า เราไม่ขึ้นเฝ้าแล้ว พี่น้องสองคนมิฟังกันแล้ว ฟังนางสุทธิเทวีเปนแพศยามาต่างเมืองดีแล้ว ก็อยู่รักษากันเถิดเราจะลาไปแล้ว แลพระราชกุมารตรัสแก่อำมาตย์ดังนั้น แล้วก็สั่งให้ผูกช้างพระที่นั่งที่เธอจะหนีออกไปป่านั้น ออกไปจากวังของเธอนั้น แลเล็งเห็นผู้ใดจะเข้ามาจับเธอนั้นก็มิได้ ด้วยฤทธิ์เดชพระราชกุมารนั้นนักหนา อำมาตย์บังคมทูลพระมหากระษัตริย์นั้นแล้ว อำมาตย์ทูลความอยู่ยังมิทันสำเร็จ พระราชกุมารเสด็จทรงช้างมาหน้าปราสาท พระมหากระษัตริย์ ๆ ก็ทอดพระเนตรเห็น ถวายบังคมลาแล้วเธอร้องทูลลาว่า พระองค์คอยอยู่เปนสุขเถิด ข้าพเจ้าจะลาไปตามความสุขของข้าพเจ้า ปางเมื่อเธอทูลดังนั้น พระมหากระษัตริย์จะได้ตรัสเปนประการใดหามิได้ เธอทูลแล้วก็ไปณเขาสีหบรรพตนั้น ไกลเมือง ๑๕ วัน แลชาวเมืองตามเธอไปเปนอันมากนักหนา ไปสามส่วนอยู่ส่วนหนึ่ง แลครั้นถึงเขานั้นแล้วเธอก็บวชเปนดาบสอยู่ในถ้ำที่ภูเขานั้น แลไพร่พลทั้งปวงเข้าห้อมล้อมพิทักษ์รักษาเจ้าสุริยกุมารนั้น

กิติศัพท์เลื่องฦๅไปถึงเมืองอุดมนคร ว่านางสุทธิเทวีซึ่งหนีไปนั้น บัดนี้ท้าวบรมราชได้ไปเปนมเหษีรักนักหนาลุ่มหลงไป แลนางยุยงให้เอาเจ้าสุริยกุมารผู้น้องซึ่งอยู่กับพระองค์นั้นไปฆ่าเสียแล้ว ฤทธิ์เดชเธอมากนักทำเธอมิได้แล้ว จึ่งเจ้าสุริยกุมารออกไปบวชเปนฤๅษีอยู่ที่เขาบรรพตนั้น คนก็ไปเปนอันมาก แลทหารรี้พลอยู่ด้วยท้าวบรมราชนั้นน้อยนักหนา ท้าวอุดมราชได้ฟังกิติศัพท์ดังนั้น ก็ทรงพระดำริห์ว่าดังนี้ ว่าเจ้าสุริยกุมารมิได้อยู่ในเมืองบุรนครแล้ว เรากลัวเกรงอะไรเล่า เราจะไปรบเอานางสุทธิเทวีมาฆ่าเสียเถิด ครั้นท้าวอุดมราชทรงพระดำริห์ดังนั้นแล้ว ก็สั่งให้เสนาอำมาตย์ทั้งปวงชุมนุมไพร่พลช้างม้าทั้งปวง ครั้นอำมาตย์มาทูลบัดนี้ชุมนุมไพร่พลช้างม้าสำเร็จแล้ว เธอก็ยกทัพมาล้อมเมืองบุรนคร แลท่านนั้นจึ่งให้ราชการเข้าไปแก่ท้าวบรมราชว่า ให้ส่งนางสุทธิเทวีออกมา แลนางนั้นนอกใจเราจงให้ส่งนางมายังเราแล้ว ถ้าท้าวบรมราชมิส่งนางนั้นมา เร่งแต่งตัวออกมารบกันในกลางสมรภูมิไชยนี้ ถ้ามิออกผาเราจะเผาเมืองเข้าไป ครั้นราชทูตถือสารเข้ามาถวายท้าวบรมราชดังนั้น ท่านก็มิส่งนางออกมา แลท่านนั้นก็ตอบราชสารออกมาว่า นางสุทธิเทวีหนีตายมาพึ่งเราแล้วเรามิส่งเลย แลให้ท้าวอุดมราชแต่งตัวเถิด อิกเจ็ดวันเราไปผจญด้วยกันในกลางสมรภูมินั้น ครั้นตอบราชสารออกไปแล้วก็ให้ตรวจตราทหารทั้งปวงให้แต่งตัวให้ครบครัน ครั้นถึงเจ็ดวันท่านนั้นก็ออกมารบด้วยท้าวอุดมราช ท้าวบรมราชขาดฅอช้างในกลางศึกนั้น ท้าวอุดมราชรุกเข้าไปจับเอานางสุทธิเทวีนั้นได้ ท่านก็ให้ฆ่าเสียกับด้วยมหิศรเสนาผู้เปนชู้นางนั้น แลท้าวอุดมราชจึ่งห้ามเสนาแลไพร่พลทั้งสิ้น มิให้คุมเหงชาวเมืองทั้งปวง ให้ชาวเมืองทั้งปวงอยู่เย็นเปนสุขทุกคน ท้าวอุดมราชทรงพระดำริห์ว่าเราได้เมืองแล้ว เราจะกลับไปมิชอบ ถ้ากลับไปเกลือกเจ้าสุริยกุมารเข้ามาเมืองรู้เรื่องว่าเราฆ่าพี่ชาย ก็จะไปรบเอาเมืองเราไม่มีผู้ใดจะสู้ได้ ก็จะพ่ายแพ้แก่เธอเปนมั่นคง ด้วยอานุภาพเราน้อยกว่าเธอนัก ครั้นท้าวอุดมราชทรงพระดำริห์ดังนั้น ก็ให้หาเสนาผู้ใหญ่ในเมืองบุรนครมาเฝ้า จึ่งตรัสถามเสนาทั้งปวงว่า บัดนี้เจ้าสุริยกุมารนั้นไปอยู่แห่งใด เสนาทั้งปวงกราบทูลว่า พระสุริยกุมารออกไปบวชอยู่เขาสีหบรรพต พ้นแต่เมืองนี้ออกไปทางสิบห้าวัน ท้าวอุดมราชก็มีพระราชโองการตรัสว่า ถ้าดังนั้นท่านจงสมทบรี้พล เราจะออกไปรับเจ้าสุริยกุมารเข้ามาเสวยราชสมบัติเราจะเปนเมืองขึ้นของเธอ ครั้นเสนาทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็ดีใจนัก แล้วก็ชุมนุมไพร่พลทั้งปวง แล้วก็กราบทูลท้าวอุดมราช ท้าวอุดมราชก็ยกช้างม้ารี้พลเสนาในเมืองบุรนครออกไปสิบห้าวันถึงเขาสีหบรรพต เสนาอำมาตย์ทั้งปวงจึ่งเข้าไปทูลแก่เจ้าสุริยกุมาร ๆ จะได้ครั่นคร้ามพระไทยหามิได้ ทรงพระดำริห์ว่าเกิดมาเปนรูปเปนนามนี้ย่อมบุญแต่งบาปแต่ง ถ้าบุญแต่งนั้นก็เปนมงคล ถ้าบาปแต่งก็เปนอัปมงคล เราจะตกใจก็จะได้ความอายแก่ฝูงชนแลเทพารักษทั้งปวง บัดนี้เราจะมัธยัตอยู่ตามบุญแลบาปจะแต่งให้เถิด ทรงดำริห์ฉนี้แล้วเธอมัธยัตเพิกเฉยอยู่บนจอมเขานั้น ครั้นท้าวอุดมราชไปถึงแล้วก็เสด็จขึ้นไปบนเขาสีหบรรพต ครั้นถึงที่เจ้าสุริยกุมารอยู่จึ่งถวายบังคม แล้วตรัสเล่าอนุสนธิ์ทั้งปวงให้พระราชกุมารฟังสิ้นทุกประการ แล้วจึ่งเชิญพระราชกุมารเข้ามาเสวยราชสมบัติในเมืองบุรนคร แลยอมเปนเมืองขึ้นแก่เจ้าสุริยกุมาร ครั้นเจ้าสุริยกุมารรับคำเชื้อเชิญแล้วก็ลาผนวช ท้าวอุดมราชแลเสนาบดีผู้ใหญ่ก็อภิเษกเจ้าสุริยกุมารในป่านั้น เสร็จแล้วก็รับเธอเข้ามาครอบครองสมบัติในบุรนคร

โขมดดวงไพรทูลพระยาปิศาจว่า พระองค์อย่าดูเยี่ยงท้าวบรมราชรักสัตรีลุ่มหลงไป เอารี้พลแลตัวไปฉิบหายเสียหาประโยชน์มิได้ แลพระองค์จะไปรบท้าวกฤษณุราชเพราะเหตุสัตรีนั้นมิชอบ ผิดด้วยธรรมเนียมสืบ ๆ มา ขอพระองค์จงทราบเถิด ครั้นพระยาปิศาจได้ฟังขโมดทั้งสี่ตนถวายนิยายดังนั้น ก็ตรัสแก่โขมดทั้งสี่ว่า ท่านว่าก็ชอบแล้ว แต่เราเปนกระษัตริย์ได้ออกพระโอษฐแล้วจะให้เราคืนถ้อยคำเสียนั้นมิควร ประการหนึ่งดูก่อนโขมดทั้งสี่ อันธรรมเนียมกระษัตริย์ทั้งหลายตรัสเนื้อความสิ่งใดเหมือนงาช้างยื่นออกจะถอยหลังนั้นมิได้ ท่านจงรู้เถิด โขมดทั้งสี่จึ่งกราบทูลว่า ถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะไปรบเปนทัพหน้าก่อน ถ้าหนักเบาประการใดจะบอกเข้ามาถึงทัพหลวง พระองค์จงตั้งทัพหนุนข้าพเจ้าเถิด พระยาปิศาจได้ฟังโขมดทั้งสี่กราบทูลดังนั้นจึ่งมีพระราชโองการตรัสสั่งว่าตามแต่ท่านทั้งสี่เถิด โขมดทั้งสี่ถวายบังคมลาออกมาสมทบพลทั้งปวงเสร็จแล้ว ก็ยกไปรบเมืองตรีนคร พระยาปิศาจยกทัพหนุนเปนทัพหลวงไป โขมดทั้งสี่ไปถึงแดนเมืองขึ้นเมืองตรีนครนั้น พวกเทพารักษอันตระเวนรักษาแดนเมือง เห็นกองทัพมามากมายนัก ก็บอกข่าวสารสืบ ๆ กันเข้ามาถึงพระเสื้อเมือง ๆ จึ่งแต่งให้พระทรงเมืองเปนทัพหน้า พระเสื้อเมืองเปนทัพหลวง ก็ยกออกไปตั้งอยู่แดนเมืองขึ้น ครั้นโขมดทั้งสี่มาถึงทรายพระดาบสทำออกไปปรายไว้นั้น เข้ามามิได้ก็หยุดอยู่ เทพารักษกองทัพทั้งปวงก็รบป้องกันเปนสามารถทั้งสี่ทิศ โขมดทั้งสี่ตนนั้นแตกพ่ายไป กองทัพเทพารักษจับโขมดทั้งสี่แลหมอปิศาจซึ่งแต่งมานั้นได้อิกเปนอันมาก กองทัพเทพารักษส่งเข้ามาถวายพระเสื้อเมืองทัพหลวง พระเสื้อเมืองสั่งให้พิทักษรักษาไว้จงมั่นคง พระเสื้อเมืองให้ทหารไปสั่งพระทรงเมืองทัพหน้าให้เร่งจัดเทพารักษอันกล้าแขง ให้ไปติดตามเอาไพร่พลให้ได้จงสิ้น พระทรงเมืองก็แต่งให้ไปติดตาม พระยาปิศาจรู้ว่าโขมดเสนาทั้งสี่นั้นเทพารักษจับตัวได้ก็ยกทัพตามลงมา เทพารักษที่ติดตามนั้นก็รบรอกั้นลงมาถึงทัพพระทรงเมือง ครั้นพระยาปิศาจรบมาถึงทรายที่พระฤๅษีให้ปรายไว้นอกแดน ก็เข้ามามิได้หยุดอยู่ที่กองทัพพระทรงเมือง ๆ ยกทัพรุกออกไปรบพระยาปิศาจ ๆ ก็แตกหนีไป พระทรงเมืองก็ยกทหารติดตามไป เทพารักษทหารก็จับพระยาปิศาจได้กับไพร่พลเปนอันมาก ไพร่พลทั้งนั้นพระทรงเมืองให้จับไว้นอกแดนเมืองนั้น แต่งให้ทหารอยู่พิทักษรักษาเปนอันมาก เอาแต่ตัวพระยาปิศาจนั้นไปถวายพระเสื้อเมืองทัพหลวงสั่งให้รักษาจงมั่นคง ก็ให้พระราชทานรางวัลแก่พระทรงเมืองแลทหารเทพารักษเปนอันมาก พระเสื้อเมืองให้ตั้งพลับพลาอยู่ที่เมืองขึ้นแก่เมืองตรีนครนั้น ข้างทิศอุดร

อยู่มาวันหนึ่งเวลาเช้า พระเสื้อเมืองให้หาพระทรงเมืองแลทหารเทพารักษผู้ใหญ่อันอยู่หัวเมือง ซึ่งขึ้นแก่เมืองหลวงนั้น มาชุมนุมกันที่พลับพลา ให้คุมเอาพระยาปิศาจออกไปไว้ด้วย ครั้นพระองค์เสวยแล้วเสด็จออก พระทรงเมืองกับเทพารักษทั้งปวงถวายบังคม พระเสื้อเมืองจึ่งสั่งให้คุมเอาพระยาปิศาจเข้ามาถวายบังคมแก่ท่านนั้น พระยาปิศาจกลัวอานุภาพยิ่งนัก จะยกพระเศียรจะเงยพระพักตรขึ้นมิได้ พระยาปิศาจคิดแต่ในใจว่า พระเสื้อเมืองนี้มีตระบะเดชะมากควรเราจะเปนข้าท่านเถิด พระเสื้อเมืองก็ทอดพระเนตรดูพระยาปิศาจแล้ว จึ่งตรัสสั่งให้พระยาปิศาจเงยหน้าขึ้น พระยาปิศาจเงยขึ้นแล้วถวายบังคม ท่านจึ่งถามพระยาปิศาจว่าเหตุไรท่านจึ่งให้ทหารแต่งยาแลอาถรรพ์ มาทำให้ไพร่บ้านพลเมืองแลช้างม้าทั้งปวงล้มตายเปนอันมาก แลยังบังอาจคุมรี้พลมารบอิกเล่า ถ้าตัวมีกิจสิ่งใดเราเปนใหญ่ในเมืองนี้ ตัวมีราชสารมาถึงเรา ให้เรารู้จักหนักเบาควรเราจะปฤกษาให้ตามผิดแลชอบ ตัวบังอาจดูถูกเราทั้งนี้ด้วยเหตุอันใด ตรัสสั่งให้ถามพระยาปิศาจแล้ว ท่านก็เสด็จเข้าไปในพลับพลา พระทรงเมืองให้เทพารักษผู้ใหญ่ถามพระยาปิศาจตามพระเสื้อเมืองสั่งนั้น พระยาปิศาจให้การตามความหนหลังแลรับสารภาพผิดทุกประการ ครั้นเวลาเย็นพระเสื้อเมืองเสด็จออก พระทรงเมืองกราบทูลว่า พระยาปิศาจให้การว่า นางมนุษย์ผู้หนึ่งพระยาปิศาจได้เอามาเลี้ยงไว้เปนภรรยา ท้าวกฤษณุราชลอบลักนางนั้นมา พระยาปิศาจน้อยใจนัก จึ่งให้เสนาไพร่พลมารบแลตัวก็มาด้วย ทำให้ไพร่พลช้างม้าตายทั้งนี้เปนเหตุด้วยน้อยใจพระยากฤษณุราช แลข้อซึ่งมิได้บอกเข้ามาให้กราบทูลพระองค์ให้ทราบนั้น พระยาปิศาจรับสารภาพผิดแล้วจะโปรดเถิด พระเสื้อเมืองตรัสว่า พระยาปิศาจผู้นี้อาธรรมนัก ตัวเปนปิศาจมาเอานางมนุษย์เปนภรรยานั้นผิดวิสัย ถ้ามนุษย์ตายเปนปิศาจแล้ว พระยาปิศาจเอานางมนุษย์ซึ่งตายไปเปนภรรยาจึ่งจะชอบ พระเสื้อเมืองตรัสสั่งให้พิพากษาโทษอันพระยาปิศาจทำผิด พระทรงเมืองกับเทพารักษผู้ใหญ่ทั้งปวงอันมีฤทธิ์เดชานุภาพนั่งพร้อมกันณศาลเทพารักษท่ามกลางเมือง พิพากษาโทษพระยาปิศาจว่าธรรมเนียมเทพารักษแลปิศาจทั้งหลายย่อมรักษาประเพณีบุราณสืบ ๆ มา ถ้าปิศาจทำผิดคลองประเพณี เทพารักษจับได้ก็ย่อมให้ฆ่าเสีย ถ้ามิดังนั้นริบเอาบริวารแล้วก็ขับเสียมิให้เข้าที่ชุมนุม พระยาปิศาจทำผิดประเพณีอาธรรมโทษหนักเกินปรกติ ตามแต่จะบังคับให้ทำสิ่งใดก็ควรสิ้น พระทรงเมืองแลเทพารักษทั้งปวง ครั้นพิพากษาโทษพระยาปิศาจแล้ว ก็ทูลพระเสื้อเมือง ๆ ตรัสว่า โทษพระยาปิศาจผิดดังนี้ พระยาปิศาจว่าอย่างไรบ้าง เทพารักษ์ทูลว่าพระยาปิศาจรับผิดแล้ว ตามจะเมตตาโปรด พระเสื้อเมืองจึ่งตรัสว่าพระยาปิศาจทำผิดครั้งเดียวให้ยกโทษไว้ ให้สบถสาบาลอย่าให้คิดร้ายต่อไป แลยกเอาเสนาภูตทั้งสี่กับไพร่พลนั้นไว้ แต่พระยาปิศาจให้ปล่อยไปเถิด พระยาปิศาจทราบความดังนั้นก็เปนทุกข์นัก จึ่งทูลพระทรงเมืองว่า ซึ่งจะปล่อยแต่ข้าพเจ้าเสียผู้เดียว ไพร่พลทั้งปวงจะเกาะเอาไว้นั้น เหมือนไม่ได้ปล่อยข้าพเจ้า อุปมาเหมือนนกมีบุคคลผู้หนึ่งตีให้ปีกหักแล้วปล่อยไป นกนันจะไปไหนก็มิได้ เหมือนพระองค์เจ้าปล่อยแต่ข้าพเจ้าเสีย ยึดเอาแต่ไพร่พลข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าเหมือนนกปีกหัก ท่านเมตตาข้าพเจ้าจงช่วยทูลขอโทษข้าพเจ้า ขอโขมดทั้งสี่ตนแลไพร่พลทั้งปวงไป และจะขอขึ้นแก่พระเสื้อเมืองเจ้าต่อไป พระทรงเมืองก็ทูลแก่พระเสื้อเมือง ตามพระยาปิศาจให้กราบทูลขอโทษนั้น พระเสื้อเมืองได้ฟังดังนั้น ก็สั่งให้ยกทัพกลับมาเมืองหลวง ให้เอาพระยาปิศาจมาด้วย ครั้นถึงเมืองหลวงแล้วพระมหากระษัตริย์มาบวงสรวงพระเสื้อเมืองถึงศาล พระเสื้อเมืองก็สำแดงให้กระกษัตริย์เห็นพระองค์ ทรงเครื่องอาภรณ์สังวาลเปนอันงามกับนางเทพธิดาผู้เปนนางอรรคมเหษี ครั้นท้าวกฤษณุราชเห็นดังนั้นก็ตกพระไทยนัก พระมหากระษัตริย์ถวายบังคมแล้วนั่งนิ่งอยู่ในที่นั้น พระเสื้อเมืองจึ่งตรัสเรียกท้าวกฤษณุราชว่า เชิญมาให้ใกล้เราๆ จะบอกเหตุดีร้ายให้แจ้ง ท้าวกฤษณุราชครั้นได้ฟังก็คลานเข้าไป พระเสื้อเมืองตรัสว่า บัดนี้เรายกทัพเข้ามาถึงเมืองหลวงเมื่อวานนี้ เราให้พระทรงเมืองเทพารักษ์รบพระยาปิศาจผู้เปนสามีนางธิดาที่ท่านได้มานั้นจับตัวพระยาปิศาจได้ กับทั้งไพร่พลอำมาตย์ทั้งปวงเปนอันมาก บัดนี้เราเอาตัวพระยาปิศาจเข้ามาด้วยแล้ว ท่านจะคิดประการใด จะให้ฆ่าเสียฤๅ ๆ จะให้ขับเสีย ฤๅจะให้เอาทานบลไว้ ให้เลือกเอาตามพระไทยเถิด แล้วบอกเรามาจะฟังบัดนี้ พระเสื้อเมืองตรัสถามท้าวกฤษณุราช จะดูพระไทยท้าวกฤษณุราชว่าจะอยู่ในทศพิธราชธรรมฤๅหามิได้ ท้าวกฤษณุราชฟังพระเสื้อเมืองถามดังนั้น ก็ทูลขอโทษพระยาปิศาจว่า พระยาปิศาจผิดครั้งเดียว ขอให้พระองค์เจ้าเอาทานบลไว้ แลให้เปนเมืองขึ้นของพระองค์เถิด พระเสื้อเมืองได้ฟังดังนั้นก็สาธุการ แล้วให้แก้วดวงหนึ่งแก่ท้าวกฤษณุราช แจ้งว่าแก้วดวงนี้ให้สำเร็จความปราถนาทุกประการ แล้วท้าวกฤษณุราชมิได้เสด็จคืนกลับเข้าวัง เสด็จแรมอยู่ที่ศาลพระเสื้อเมือง จึงตรัสสั่งให้ไปรับนางประภาพาลสุดาเทวีออกมา ครั้นนางมาถึงพระเสื้อเมืองเสด็จอยู่นั้น พระองค์ก็พาลางนั้นถวายตัวให้เปนข้าพระเสื้อเมือง พระเสื้อเมืองจึ่งว่าแก่ท้าวกฤษณุราชว่า ท่านจงรีบให้แต่งศาลอันใหญ่ ๒๙ ห้อง แต่ศาล ๑๐ ห้องให้ได้ ๕๐ ศาล ให้แต่งเครื่องบวงสรวงไว้จงมากเราจะเลี้ยงเทพารักษ์ทั้งปวง ให้ปรากฎแก่มนุษย์ทั้งหลายให้เห็นทั่วกัน ท้าวกฤษณุราชตรัสสั่งเสนาให้รีบทำศาลใหญ่กลางเมือง ทำศาล ๕๐ ศาลนอกเมืองทั้งสี่ทิศ ศาลใหญ่นั้นแต่งเครื่องบวงสรวง แลเครื่องประดับทั้งปวง สำหรับถวายพระเสื้อเมืองพระทรงเมืองเทพารักษ์ทั้งปวง ศาลนอกเมืองนั้นแต่งเครื่องบวงสรวงไว้เปนอันมาก ให้ทำรูปช้างม้าแลเรือแพนาวาอาวุธทั้งรูปคนเปนอันมาก ครั้นอำมาตย์ทำเสร็จแล้วมาทูลแก่ท้าวกฤษณุราช ๆ ก็ทูลพระเสื้อเมือง ๆ ก็สั่งเทพารักษ์ให้หาเทพารักษ์ผู้ใหญ่อยู่หัวเมือง เข้ามาประชุมณศาลกลางเมือง ให้เทพารักษ์ผู้น้อยลงไปมาชุมนุมกันที่ศาลนอกเมืองให้พร้อมกันพรุ่งนี้เช้า เทพารักษ์รับสั่งพระเสื้อเมืองแล้ว ก็ไปเชิญเทวดาทั้งปวงให้รู้ทั่วกัน ครั้นเวลาเช้าเทพารักษ์ทั้งปวงมาอยู่พร้อมกัน เทพารักษ์ก็ทูลพระเสื้อเมือง ๆ ก็ตรัสสั่งให้ท้าวกฤษณุราชเสด็จไปณศาลกลางเมือง พระเสื้อเมืองก็เสด็จไปณศาลกลางเมืองนั้น ครั้นพร้อมแล้วพระเสื้อเมืองก็ให้เทพารักษ์ทั้งปวงสำแดงกายให้ท้าวกฤษณุราชเห็น พระเสื้อเมืองสำแดงกายให้คนไพร่พลเมืองทั้งปวงเห็น คนทั้งหลายเอิกเกริกทั้งเมือง พระเสื้อเมืองให้พระยาปิศาจกัลปประลัยมา พระเสื้อเมืองจึ่งสั่งให้ท้าวกฤษณุราชเอาเครื่องบวงสรวงทั้งปวงนั้นถวายเทพารักษ์ทั้งปวง ๆ รับเครื่องบวงสรวงก็ชวนกันบริโภคที่นั้น ครั้นบริโภคแล้วพระมหากระษัตริย์เอาอาภรณ์ผ้าพรรณนุ่งห่มช้างม้า แลเครื่องสรรพอาวุธถวายเทพารักษ์ทั้งปวงในที่นั้น ศาลนอกเมืองนั้นพระองค์ก็สั่งให้เอาไปบวงสรวงเทพารักษ์ ให้อาผ้าผ่อนบูชาทุก ๆ ตนครั้นสำเร็จแล้ว พระเสื้อเมืองจึ่งให้เอาพระยาปิศาจกัลปประลัยมาในที่ชุมนุมแล้ว จึ่งตรัสว่าบัดนี้ท้าวกฤษณุราชขอโทษพระยาปิศาจ เราก็ยกโทษพระยาปิศาจให้แก่ท่านแล้ว เราจะปล่อยให้ไปด้วยพระยาปิศาจแต่โขมดมายา โขมดดารหลวงกับไพร่แลหมอกึ่งหนึ่ง พระยาปิศาจก็รับคำว่า ข้าพเจ้าจะอดซึ่งโทษแก่ท้าวกฤษณุราชแต่วันนี้ไปอย่าเปนเวรแก่กันเลย พระเสื้อเมืองเทพารักษ์ทั้งปวงท้าวกฤษณุราชก็ร้องสาธุการพร้อมกัน เสียงมี่ก้องไปทั้งพระนคร พระมหากระษัตริย์จัดอาภรณ์เครื่องประดับผ้าต้นอย่างดี ให้พระยาปิศาจอกัลปประลัย พระยาปิศาจก็รับเอาเครื่องทั้งปวงประดับกาย พระยาปิศาจอยู่ที่นั้น พระเสื้อเมืองเทพารักษ์ผู้ใหญ่พระยาปิศาจก็ถวายแก้วอันประเสริฐแก่ท้าวกฤษณุราชองค์ละดวง แล้วให้พรแก่ท้าวนั้นทุก ๆ ตน พระเสื้อเมืองจึ่งสั่งให้โขมดสองตนหมอไพร่พลกึ่งหนึ่ง ให้แก่พระยาปิศาจ ๆ ก็เปนเมืองขึ้นแก่ท่านนั้น พระเสื้อเมืองก็เสด็จเข้ามา เทพารักษ์แลพระยาปิศาจนั้นก็ลากลับคืนยังที่อยู่ของตน ๆ แต่นั้นไปบ้านเมืองตรีนครอยู่เย็นเปนสุขหาความไข้มิได้

ครั้นนานมาสมเด็จท้าวพาลราชได้ยินข่าวไปว่า ท้าวกฤษณุราชได้พระราชบุตรีของท่านไปไว้เปนอรรคมเหษี จึงปฤกษาเสนามนตรีทั้งปวงว่า ธิดาของเราซึ่งเราให้ลงอยู่ในเรือขนานเพื่อจะกันอันตรายเมื่อน้ำท่วมนั้น บัดนี้ท้าวกฤษณุราชได้ไปไว้เปนอรรคมเหษี เราจะยกช้างม้ารี้พลไปรบเอาพระราชบุตรีเราคืนมา ท่านทั้งปวงจะเห็นเปนประการใด มนตรีหนึ่งชื่อฤทธิชัยทูลแก่ท้าวพาลราชว่า อันพระองค์เจ้ามาวิวาทดังนี้มิชอบ เพราะอุปัทวาการเกิดขึ้นในแผ่นดินเรา พระราชธิดาพลัดไปต่างประเทศไซ้ สมเด็จท้าวกฤษณุราชได้อภิเษกไว้เปนพระอรรคมเหษีแล้ว ถ้าท้าวกฤษณุราชได้พระราชบุตรีไปมิได้เลี้ยงให้สมควรแก่อิศริยยศ พระองค์จะกริ้วโกรธก็ชอบ ท้าวพาลราชจึ่งว่า ท้าวกฤษณุราชดูถูกเรา ได้พระราชบุตรีเราไปไว้เปนอรรคมเหษีแล้ว ควรให้มาบอกคำนับแก่เราจึ่งจะชอบ ซึ่งมิได้มาบอกแก่เราดังนี้เปนดูหมิ่นเรานัก เราจะยกพลไปรบเอาเมืองท้าวกฤษณุราชให้จงได้ มนตรีผู้ชื่อฤทธิวิชัยทูลว่า ข้าพเจ้าจะขอเล่านิทานธรรมเนียมอันหนึ่งถวายแก่พระองค์

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ