นิทานเรื่องนำ

อตีเต กาเล ในกาลก่อนยังมีพระมหากระษัตริย์องค์หนึ่งทรงพระนามชื่อว่า สมเด็จท้าวพาลราช เสด็จเสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองจักรพรรดินคร มีพระราชบุตรีองค์หนึ่ง ทรงพระนามชื่อประภาพาล นางนั้นประกอบด้วยรูปโฉมพรรณนฤมล ดุจน้ำค้างในกลีบบัว แลสมเด็จท้าวพาลราชนั้น ประกอบด้วยพระปรีชา ทรงทศพิธราชธรรม ทรงพระกรุณาแก่ประชาราษฎรทั้งปวง โปรดให้ลดส่วยสัดพิกัด อากรขนอนน้ำลหาร แก่คนทั้งหลายนั้น ให้เรียกเอาแต่พอควร ครั้นอยู่มาท้าวพระยาสามนต์ราชมุขมนตรีเสนาบดีทั้งปวง ชุมนุมกันปฤกษา ให้สร้างพระมหาปราสาทองค์หนึ่ง ประดุจพิมานสวรรค์ แลประกอบด้วยแก้วเก้าเนาวรัตน์ พิพิธสมบัตินา ๆ ดุจดังดารากรบวรในอากาศ แลท้าวพระยาสามนต์ราช มุขมนตรีเสนาบดีทั้งปวง แลพราหมณาจารย์ทั้งหลายจึ่งถวายพระมหาปราสาทนั้น แก่พระมหากระษัตริย์เจ้า อัญเชิญเสด็จพระองค์ขึ้นบนพระมหาปราสาท พระมหาราชมณเฑียร แลประพฤติการปฐมาภิเษก สุนทรใสศรีเสร็จแล้ว พระองค์เสด็จเถลิงอาสน์ออกณท้องพระโรงราชวินิจฉัย จึ่งเสี่ยงทายท้าวพระยาสามนต์ราช ข้าบาทมุลิกากรทั้งหลายว่า ถ้าข้าพเจ้าจะอยู่ในปราสาทนี้ ไม่มีความสุขเจริญไซ้ ขอจงให้นิมิตรร้ายเกิดประจักษแก่ท่านทั้งปวงเถิด ครั้งนั้นก็บังเกิดมหัศจรรย์ พระพิรุณก็มิได้โปรยปราย พระพายก็มิได้พัดเงียบสงบอยู่ หน้ามุขปราสาทนั้นก็ทำลายพังลงตรงพระพักตร์พระมหากระษัตริย์เจ้า ครั้นท้าวพระยาสามนต์ราชเห็นดังนั้นก็ตกใจ แล้วจึ่งกราบทูลว่าโทษนี้ควรมีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ๆ ขอรับพระราชอาญาใส่เกล้า เพราะข้าพเจ้ามิได้พิจารณาทำไม่มั่นคง หน้ามุขพระมหาปราสาทจึ่งทำลายลงได้ฉนี้ ท้าวจึ่งมีพระโองการตรัสว่า ซึ่งอุบัติบังเกิดวิการทั้งนี้ไซ้ ใช่ว่าจะเปนเหตุแก่ท้าวพระยาเสนาทั้งปวงนี้มิได้ ข้าราชการทั้งหลายจึ่งบังคมทูลว่า ทรงพระกรุณาโปรดมิได้เอาโทษแก่ข้าพเจ้าทั้งปวงนี้ พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ ขอเชิญพระองค์เสด็จขึ้นไปอยู่บนพระราชมณเฑียรเดิมนั้นก่อนเถิด จะขอพระราชทานให้จัดหาช่างที่มีฝีมือดีกว่านี้ให้กระทำปราสาทถวายใหม่ สมเด็จพระเจ้าพาลราช จึ่งดำรัสแก่อำมาตย์เสนาทั้งปวงว่า ท่านทั้งหลายจะให้ทำปราสาทใหม่ให้มั่นคงนั้น ท่านจะทำด้วยสิ่งอันใด จึ่งมนตรีคนหนึ่งชื่อว่าจิตรวิชัยนั้น กราบทูลพระกรุณาว่า ขอพระราชทานข้าพเจ้าจะให้เอาไม้แก่นอันมั่นคงมาให้ปรุงปรับประดับประดารจนาด้วยทรวดทรงปราสาทให้งามปรากฎ พระมหากระษัตริย์ตรัสว่า ไม้แก่นนี้จะมั่นคงประการใด นานไปก็จะซุดโซ ทำลาย มนตรีคนหนึ่ง ชื่อว่าฤทธิวิชัย จึ่งกราบทูลว่า ขอพระราชทานข้าพเจ้าจะให้รจนาพระมหาปราสาทนั้นด้วยสุวรรณกังส พระเจ้าพาลราชจึ่งดำรัสว่า สุวรรณกังสนี้จะมั่นคงประการใด ครั้นนานไปก็จะเกิดสนิมกินกร่อนซุดโซมลง จึ่งมนตรีคนหนึ่ง ชื่อว่ากาลวิชัย กราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะขอพระราชทานให้เอาเบญจโลหะมาทำพระมหาปราสาทนี้ พระมหากระษัตริย์ดำรัสว่า โลหะนี้จะมั่นคงเปนกระไร นานไปต้องแดดฝนจะเปนสนิมกร่อนทำลายไปเหมือนกัน จึ่งเสนามนตรีคนหนึ่งชื่อว่าอุตรวิชัย กราบทูลพระกรุณาว่า ขอพระราชทานเกล้ากระหม่อมฉันจะให้ทำพระมหาปราสาทให้มั่นคงโดยสุภาพ ตามโลกธรรมดานั้นด้วยศิลาแล้วล้วนควรจะทอดทัศนา ประกอบด้วยลวดลายรูปพรรณต่าง ๆ อย่างกระบวนรจนาถวาย จึ่งมีพระโองการดำรัสว่า อันท่านอุตรวิชัยคิดอ่านการทั้งนี้ดีแล้ว เราเห็นชอบด้วยแล้ว แลมนตรีทั้งปวงก็เห็นพร้อมกัน จึ่งสร้างพระมหาปราสาทใหม่แล้วล้วนด้วยศิลาช้านานประมาณสองปี ก็สำเร็จบริบูรณทุกสิ่งเสร็จแล้ว ท้าวพระยาสามนต์ราชทั้งหลายก็ให้ตั้งมงคลการพระราชพิธีปฐมราชาภิเษก ให้เล่นการมหรศพถ้วนคำรบเจ็ดวัน

ณ กาลวันหนึ่ง จึ่งสมเด็จท้าวพาลราชบันทมในราตรีกาล ทรงพระสุบินว่า พระราชมณเฑียรนั้นซุดลงไปถึงเมืองนาคพิภพ น้ำท่วมพระองค์ขึ้นมา ท้าวเธอก็ตกพระทัยตื่นขึ้นจากที่พระบันทม ครั้นอรุณรุ่งแจ้งแสงใส ท้าวเธอเสด็จออกณพระที่นั่งท้องพระโรงราชวินิจฉัย จึ่งให้หาพระครูปโรหิตาจารย์มาทำนายพระสุบินนั้น พระโหราก็ถวายพยากรณทำนายว่า มูลเหตุซึ่งพระองค์ทรงพระสุบินนี้ ตามในตำราคัมภีร์โหราศาสตร์ว่า พระสุบินนี้ร้ายให้เกิดขุ่นเคืองรำคาญ โดยบริหาร ข้าพระบาทขอทูลฉลองให้ทรงทราบใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท ยังอิกเจ็ดวัน ฝนจะตกหนักน้ำจะท่วมพระราชมณเฑียรตำหนักทองคนทั้งหลายจะตายมากนัก แลคนทั้งหลายได้ฟังกระแสข้อความดังนั้น ก็บังเกิดโกลาหลต่างคนต่างแต่งเรือแพไว้หวังจะเอาตัวรอด ส่วนสมเด็จท้าวพาลราชก็ให้แต่งเรือขนานลำหนึ่ง เยียวยามิดชิดเปนอันดี ไว้สำหรับแก่พระราชธิดา แล้วให้พระราชบุตรีแต่ผู้เดียวลงในเรือขนานแล้ว ให้ใส่กุญแจบานทวารที่ห้องหับปิดไว้ จึ่งให้พานรตัวหนึ่ง ซึ่งพระราชบุตรีเลี้ยงไว้นาน รู้เจรจาภาษามนุษย์ได้นั้น ถือลูกกุญแจอยู่รักษาพระทวาร จะมิให้ผู้ใดลงเรือขนานนั้นได้ ครั้นถึงสัปดวาร ก็บันดาลเกิดวายุพยุใหญ่ แลพระพิรุณอุบัติอัศจรรย์บันฦๅลั่นลงมาดังท่อธารา ก็ท่วมทั้งประเทศธานี เรือขนานพระราชบุตรีที่จอดทอดไว้ ก็ขาดด้วยกำลังวายุเวค ก็ลอยซัดไปประมาณเจ็ดวัน ก็ถึงเมืองอันหนึ่ง ชื่อว่าภูดาลัยนคร

เมืองนั้นมีภูตตนหนึ่ง ชื่อกัลปประลัย เปนพระยาปิศาจเสวยราชสมบัติอยู่เมืองภูดาลัยนคร มีมนตรีสี่คน คนหนึ่งชื่อว่าโขมดดาลพลวง คนหนึ่งชื่อว่าโขมดมายา คนหนึ่งชื่อว่าโขมดดาลหลวง คนหนึ่งชื่อว่าโขมดดวงไพร แลมีภูตปิศาจเปนบริวารมากยิ่งนัก พระยากัลปประลัยจึ่งพาบริวารทั้งปวงมาประพาสริมฝั่งพระมหาสมุทร์ ท้าวได้เห็นเรือขนานที่เกยอยู่นั้น จึ่งตรัสใช้ให้มนตรีผู้หนึ่ง ชื่อว่าโขมดมายา ให้ลงไปดูที่เรือขนานนั้น โขมดมายาก็ไปดู จึ่งเห็นนางอยู่ในเรือขนาน กับเห็นพานรตัวหนึ่ง ถือลูกกุญแจอยู่รักษาประตู จึ่งโขมดมายากลับไปกราบทูลแก่พระยากัลปประลัยว่า ข้าพเจ้าเห็นนางนารีสัตรีมนุษย์ผู้หนึ่งอยู่ในเรือขนานนั้น ประกอบไปด้วยรูปโฉมศรีสรรพ์พรรณอันงามล้ำเลิศประเสริฐนัก มีพานรตัวหนึ่ง ถือลูกกุญแจอยู่รักษาประตู พระยาปิศาจจึ่งว่าถ้าดังนั้น โขมดมายาจงไปรับนางมา เราจะตั้งเปนอรรคมเหษี โขมดมายาผู้มนตรี จึ่งทูลทัดทานว่า บุราณราชแต่ก่อน ภูติปิศาจเปนพระมหากระษัตราธิราชแต่ก่อน บห่อนจะมีมนุษย์เปนอรรคมเหษีนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้ยินว่ามีธรรมเนียมมาเลย พระยาปิศาจก็มิได้ฟัง จึ่งว่าท่านเร่งไปรับมาให้จงได้ มนตรีจึ่งกราบทูลว่า นางมนุษย์นี้ผิดชาติตระกูล พระองค์ก็เปนภูตปิศาจผิดวิสัย พระองค์จะรับมนุษย์มาเปนพระอรรคมเหษีดังนี้ เห็นวิปริตผิดนัก ข้าพเจ้าจะขอเล่านิยายธรรมเนียมอันหนึ่งถวาย

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ