พระราชหัดถเลขาฉบับที่ ๖

คลองสุเอส

คลองสุเอส

คืนที่ ๒๖

วันอาทิตย์ที่ ๒๑ เมษายน

หญิงน้อย

พ่อไม่ได้ทำทวนต้นเปนหนังสือฉบับใหม่ เพราะจะให้จบวันกันที วันนี้กินเข้าเอาพวกอิยิปต์ไปกินด้วย คลองตอนนี้พ้นอิสไมเลียที่เปนกึ่งทางมาแล้ว ประเดี๋ยวเดียวก็ถึงตอนลงเขื่อนสำเร็จ แต่ได้ความว่าตอนกลางเขื่อนยังไม่สำเร็จ เหมือนกัน ที่จริงมันอัศจรรย์มาก คือในระหว่างเอเซียกับอาฟริกา แต่ก่อนนั้นเปนทเลแคบๆ เช่นทเลแดง ทีหลังตื้นขึ้น จะเปนด้วยเขาไฟฤๅทรายบนฝั่งมีพยุพัดเปนลมบ้าหมูโปรยลงไปนานเข้าก็ตื้นขึ้นได้ ที่ซึ่งทเลลึกแลกว้างทรายถมไม่ เต็มได้ก็เปนทเลเล็กบ้างใหญ่บ้างน้ำไหลไปไหนไม่ได้ ที่ทรายโรยมากก็ดอนสูง ที่น้อยก็เปนทรายพอน้ำแฉะๆ แต่น้ำยังเค็มอยู่ จึงเปนเกลือในที่ที่น้ำท่วมเท่านาเกลือ แต่ไม่ต้องทำอะไร เกรอะขึ้นเองคอยแต่โกย ง่ายกว่านาเกลือของเรา ในที่ที่น้ำลึกลงไปกว่านาเกลือมีปลาชุมมาก เหตุด้วยเวลาน้ำทเลขึ้นท่วมเข้ามาโดยเร็วปลาก็ไหลเข้ามาตามน้ำ ครั้นเวลาน้ำลดค่อยๆ ลดออกไป ปลาไม่ทันรู้ตัวที่จะออกน้ำงวดก็เลยติดอยู่ในห้วงนั้น จึงมีนกต่างๆ นาๆ ตั้งแต่นกกระทุงลงไปจนนกเล็กๆ เต็มไปทั้งนั้น นกกระทุงแลขาวสุดตาจนเหลือเชื่อว่าเปนนก แต่เข้ายิงไม่ได้ด้วยเปนที่ทรายไปทั้งนั้น เขาจึงใช้ตลบด้วยอวนอย่างหนึ่ง ฤๅเอากิ่งไม้บังเข้าไปยิงอย่างหนึ่ง คลองที่ขุดมานั้น เขาขุดหันหาที่ซึ่งมีห้วงน้ำขังอยู่คือที่ทรายลึกหน่อย ให้เบาแรงเปนที่ตั้ง แต่ห้วงอื่นๆ เปนห้วงเล็กกว่าลำคลองที่ขุด จึงไม่ใคร่ปรากฎเช่นห้วงน้ำบิตเตอเล็กแลบิตเตอใหญ่ ซึ่งแลเห็นเปนทเลเหมือนทเลสาบน่าเมืองสงขลาแลพัทลุง การขุดนั้นยาก เพราะเปนทรายรวดลงไปลึกจึงถึงกะส้าหอย เหมือนอย่างเราขุดคลองเล่นในหาดทราย เปิดน้ำเข้าไปทรายก็พลอยลงไปเต็มตื้น เขาลงเขื่อนสองข้าง แต่ยังต้องโกยในกลางอยู่เสมอ เขื่อนนั้นก็ยังไม่ตลอด ขุดคลองนี้ดูลำบากกว่าคลองกีลในเยอรมนีมาก ด้วยที่นั่นเปนดินแขงตัดตรงลิ่ว แลทำภายหลังคลองนี้ เปนการที่คิดสำเร็จแล้วไม่ต้องทดลอง ข้อสำคัญอิกอย่างหนึ่งนั้น ตามลำคลองนี้ไม่มีน้ำจะกินตั้งแต่เริ่มแรกมา ขุดบ่อก็ไม่ได้น้ำ จึงขุดคลองชักสายน้ำจืดมาแต่แม่น้ำไนล์ เคียงกันมากับคลองใหญ่แลทางรถไฟจนถึงปอตเสด แล้วปิดให้ตันไม่ทลุ อย่างเดียวกันกับคลองราชดำริห์ที่ประทุมวัน มีน้ำจืดใช้ได้ตลอดปี ตามริมคลองนั้นปลูกต้นสน ขันที่มันไม่โตเท่าไร เมื่อคราวพ่อมาสิบปีแล้วนั้น ต้นสนก็สูงอยู่ในแปดศอกสิบศอก ก็เห็นจะปลูกมาแต่แรกเปิดคลอง คือในแผ่นดินพระจุลจอมเกล้านี้เอง ครั้นมาคราวนี้เห็นยังเล็กกว่าต้นสนที่สวนดุสิตก็มี เท่ากันนั้นมีน้อย เซียๆ เสียโดยมาก บางตอนกลับจะว่าเล็กลง เห็นจะเปนด้วยรากเดินไม่ได้ ไม่มีน้ำจะกิน จึงไม่แตกกิ่งออกไปได้ สพานข้ามคลองที่กีลมีสพานเหล็กเรือกำปั่นลอดได้ แต่ที่นี่ไม่มีเลย จะเปนด้วยไม่ต้องการ แลถ้าจะทำขึ้นก็ทีจะต้องลงทุนมากกว่าคลองกีล ผู้ที่จะข้ามไปมานั้นชั่วแต่พ่อค้าอูฐที่ไปมาค้าขายในแผ่นดินอาหรับฟากข้างตวันออก มีพวกอาหรับชาวป่าเรียกว่าเบดวนมาปลูกเตนต์อยู่ในกลางๆ ทราย เห็นเรี่ยรายมาตามทาง พวกนี้ไม่มีบ้าน แลมักจะเปนผู้ร้ายปล้นตีชิงเที่ยวย้ายไปย้ายมา เวลาที่จะย้ายไปไหนก็ถอนเตนต์ยกครอบครัวพาม้าฬาอูฐแกะไปตั้งอยู่ที่อื่นต่อไป การที่จะขุดคลองนี้เริ่มแต่แผ่นดินทูลหม่อมปู่ มีฝรั่งเศสผู้หนึ่งชื่อมองสิเออเดอเลสเสปเปนผู้คิดว่าจะขุด แต่เปนข้อใหญ่ใจความที่ต้องปฤกษากันมาก อังกฤษเปนตัวขัดขวางอย่างเอก เหตุด้วยหวงประเทศอินเดียกลัวเรือรบต่างชาติ์จะไปถึงง่าย ที่มีรถไฟเดินผ่านระหว่างกิ่วทเลอยู่เท่านั้น ไม่น่ากลัวอันใดเหมือนเรือจะผ่านไปพร้อมด้วยสาตราอาวุธ เพราะมันย่นทางลงถึง ๑๕ วัน แต่ฝรั่งเศสครั้งนะโปเลียนที่ ๓ อุดหนุน มีทุนรอนของคนฝรั่งเศสมาก เงินพอแล้วแต่ไม่มีคนที่จะรับจ้าง จึงต้องมาชวนเสดปาชาเจ้าเมืองอิยิปต์ให้เข้าหุ้นส่วน ให้ฟรีแชร์แลมีข้อสัญญาให้ช่วยเกณฑ์จ้างพวกพลเมืองอิยิปต์ ที่เรียกว่าเฟละฮีนเดือนละ ๒๐๐๐๐ คน เปนการเดือดร้อนผู้คนระส่ำระสายมากนัก ครั้นเมื่อเสดปาชาตาย อิสไมลปาชาได้เปนเจ้าเมืองอิยิปต์ จึงไม่ยอมเกณฑ์คนไปขุดคลอง เกิดเปนความกับบริสัทถึงต้องปรับปรุงกันเอะอะมาก บริสัทได้เงินค่าปรับนั้นไปสร้างเครื่องจักร มาขุดคลองต่อมาจนสำเร็จ แต่อิสไมลปาชาแกเปนคนหรูเหลือประมาณ ถึงเชิญเอมเปรสยูยินีเมียนะโปเลียนมาเปิดคลอง สร้างวังขึ้นรับใหม่ทั้งวังที่เมืองอิสไมเลีย ถวายของเครื่องพระสำอางประดับเพ็ชร์แลทับทิมทั้งสำรับ แลแขกอื่นๆ ก็มาก สิ้นเงินเท่าใดจำไม่ได้แน่ กว่าสิบแปดล้านแฟรงก์แต่ชั่วเปิดคลอง แกก็เลยล่มจมเพราะเรื่องหรู ถึงต้องถูกถอด แลเมืองก็เปนหนี้เขายับเยิน จนเจ้าหนี้ยึดอยู่จนทุกวันนี้ แต่ความมั่งมีมันไปอยู่ที่ฝรั่ง เมื่อแรกลงทุนเข้าแชร์กันแชร์ละห้าร้อยแฟรงก์ เพราะมันได้กำไรดอกเบี้ยเหลือล้น จนเดี๋ยวนี้ขายแชร์ละ ๔๕๐๐ แฟรงก์ก็ยังมีผู้ซื้อ เมื่อคิดดูผู้ซึ่งยังถือแชร์ละ ๕๐๐ แฟรงก์อยู่แต่ก่อนไม่ได้ซื้อขึ้นราคาจะรวยสักเพียงใด ในการที่ซื้อ ๔๕๐๐ นี้ก็ต้องคเนว่าดอกเบี้ยคงไม่ต่ำร้อยละ ๕ ถ้าต้นทุนแต่เพียง ๕๐๐ แฟรงก์ จะมิได้มากเหลือเกินเต็มทีฤๅ นี่เปนส่วนประโยชน์ที่ฝรั่งเศสได้จากคลองนี้

แต่ยังมีเก่งขึ้นไปกว่านั้นอิก คืออังกฤษอันเปนผู้ไม่เข้าตาชอบเรื่องขุดคลองนี้มาแต่ต้นเดิมดังที่กล่าวแล้ว กลับได้ใช้คลองนี้มากยิ่งกว่าใครๆ หมด ใช่แต่เท่านั้น เมื่ออิสไมลซวนลงจวนจะต้องเลหลังนั้น แอบเข้ามาขอปันแชร์ของอิสไมล เปนต้นทุนถึงสี่ล้านปอนด์ แล้วซื้อได้แชร์ละ ๕๐๐ แฟรงก์ด้วย เพราะอิสไมลแกได้เปล่าก็มี ลงทุนไปบ้างก็มี ขายแชร์ละ ๕๐๐ แฟรงก์เท่าเดิมก็ไม่ขาดทุน ในเวลานั้นราคาแชร์ที่ขายกันอยู่ในตลาดสองพันแฟรงก์ไม่ใช่เวลาที่กัมปนีตกต่ำ ซึ่งเคยขายได้แต่เพียงแชร์ละ ๒๑๐ แฟรงก์ก็มีนั้น ใช่แต่เท่านั้น ซ้ำเข้ามาช่วยอิยิปต์ในการปราบปรามจลาจลยึดเอาเมืองอิยิปต์ไว้เปนผู้ทำนุบำรุงแต่คนเดียว กันฝรั่งเศสซึ่งกำลังกระปลกกระเปลี้ยในเวลานั้นออกเสียได้ ความคิดเขาเดินเปนอันหนึ่งอันเดียวแน่แน่วกริบๆ เข้าไปไม่ได้มีถอยหลังเลยตลอดเวลาห้าสิบปี การที่เปนได้ดังนี้ เพราะอังกฤษมีหลักฐานการปกครองมั่นคง เรียบมาเสียห้าร้อยปีจริงๆ แล้วด้วย เมืองอื่นจึงไม่ใคร่จะว่องไวเหมือน หน่อยๆ ก็ไปทลายถอยหลังเสีย แล้วจึงตั้งต้นใหม่

บ่นด้วยเรื่องคลองมาตลอดแล้ว ทีนี้จะว่าด้วยถึงปอตเสด เรามาถึงบ่าย ๕ โมง แต่ที่นี่กลางวันมันมากขึ้นมาทุกที หนาวก็มากขึ้นทุกที ปรอดในแคบิน ๗๑ กลางแจ้ง ๖๘ เรือค่อยๆ เลื่อนเข้ามา พ่ออยู่บนสพานเห็นแปลกแต่ตอนข้างขวามือ การขุดอ่าวจอดเรือเห็นจะมีมากขึ้นสักหน่อย การที่รู้ว่าขุดไม่ขุดนั้นใช่จะเห็นเปนน้ำเปนดินอะไร ที่ตรงไหนเปนน้ำแลเห็นเปนน้ำไม่มีทรายปริ่มๆ แปลว่าตรงนั้นขุด ถ้าไม่สังเกตก็คล้ายกันทั้งบกฤๅน้ำ แต่ข้างซ้ายมือนั้นเปนที่มีตึกรามเปนตัวเมืองมีขุดเข้าไปเปนอ่าวๆ สำหรับจอดเรือ มีเรือรบไอรอนแคลดอิตาลีลำหนึ่ง อังกฤษลำหนึ่ง มีทหารยืนคำนับทั้งสองลำ ด้วยในคลองเขาห้ามไม่ให้สลุด แต่เมืองสลุดข้างริมทเลได้ยินเสียงเบาๆ จอดที่ตรงน่าตึกของบริสัทคลองซึ่งมีโดมหลังคากระเบื้องเคลือบสีเขียว หมอลงมาตรวจก่อน แต่พ่อไม่ทึ่งหมอด้วยเห็นเสียแต่กลางคืนแล้ว มาทำอะไรบ้างก็ไม่ทราบ เจ้าบ้านผ่านเมืองรถรัดอะไรลงมาคอยอยู่พร้อมที่ท่า แต่เห็นจะรอหมอตรวจ เพ็ญ[๘๘]กับพระเสนีพิทักษ์[๘๙]หลุดลงมาก่อน เพ็ญอ้วนขึ้นมาก ไม่เคยเห็นอ้วนเท่านี้ ตัวบอกหาย แต่หมอเขาว่าอิกสองปีจึงจะสนิท ต่อนั้นจึงคอเวอเนอเยเนอราล ชื่ออิปรฮิมฮะลิมปาชา กับผู้บังคับการโปลิศในลำคลอง ชื่อชัลชเบย์ กับมองสิเออเดอตูริสผู้บังคับการโปลิศลงมารับรับสั่งเกดิฟมาให้ต้อนรับแลเชิญเสด็จขึ้นบก ตากงสุลเยอรมันได้เคยพบแต่คราวก่อน เข้ามาเปนเจ้าเข้าเจ้าของ ค่าที่มาเรือเยอรมัน

พ่อขึ้นบกในเรือของรัฐบาลกับพวกข้าราชการเตอรกทั้งปวง ขึ้นรถแรกกับสมุหราชองครักษ์ บริพัตร์ขึ้นกับผู้ว่าราชการเมือง รวบรวมใจความในข้อที่เห็นเมืองปอตเสดเปนอย่างไรนั้น ตอนข้างเก่าคือข้างใต้เหมือนอย่างเดิมไม่ได้แปลกอะไร แต่หาดงอกออกไป ข้างเหนือริมทเลทำถนนออกไปแล้ว มีตึกรายๆ มีที่ว่างยังเปนน้ำเฉาะแฉะอยู่ก็มี เห็นจะเท่ากันกับเมืองเก่า จวนผู้ว่าราชการแลศาลเมืองยกออกไปทำริมทเล สร้างขึ้นใหม่พึ่งจะแล้วในปีนี้เอง ไม่ใช่แต่ไม่เคยไปคราวก่อน ที่เหล่านั้นคราวก่อนยังเปนทเลอยู่ เรือนตะเกียงที่เคยอยู่ปากคลองนั้นเดี๋ยวนี้หลุดลึกเข้ามาแล้ว แต่ความจริงตอนใหม่นั้นยังโรเรไม่แน่นหนาเหมือนตอนเก่า ถ้าจะนึกหน้าเมืองปอตเสด จะเทียบกับเมืองใดในข้างตวันออกไม่ได้ มันเปนเมืองฝรั่ง ฝรั่งก็ไม่ใช่ชาติอื่น ฝรั่งเศส ยังไม่โตมากจริง แต่สิบปีออกไปเกือบครึ่งหนึ่ง มีท่าทางที่จะโตเร็วมาก แต่ต้นไม้แลเต็มที ที่ปลูกตามถนนโตแล้วก็แห้งร่องแร่ง ที่ปลูกใหม่ก็ไม่เห็นน่าว่าจะรอด แต่เปนความทเยอทยานของพวกนี้ ดูเหมือนไม่มีอะไรที่จะสำคัญยิ่งกว่าจะหาดอกไม้มาแต่งมาประดับในเวลารับแขก ไปบ้านเคาวเนอ ในห้องเลี้ยงน้ำชาเปนเฉลียงเรือน ไม่จำเปนที่จะต้องแต่งดอกไม้เลย ควรฤๅแต่งดอกกุหลาบเสียออกหรู โต๊ะกินเข้าที่โฮเตลถึงแก่แต่งปกคลุมไปด้วยดอกไม้ ดอกกุหลาบของเขาดีกว่าบ้านเราเปนอันมาก เพราะเขามีสีต่างๆ ดอกใหญ่ๆ ไม่เหมือนกับเรา ลงอยู่เพียงชมภูซ้อน วันดีคืนดีจึงจะได้เห็นกุหลาบเหลือง แต่ลองถามดูเถิดมาจากไกโรทั้งนั้น ไกโรเองลองถามดูเถิดมาจากยุโรปทั้งนั้น เมืองที่มีต้นไม้ดอกไม้น้อยเขารักต้นไม้ดอกไม้ เมืองที่มีเฝืออย่างเช่นเราไม่มีใครแลดู หัดเคยมือมาเสียแต่เด็กๆ เดินก็เอามือระต้นไม้รูดใบเล่น

เรือนเจ้าเมืองนี้ทำชอบกล มันยาวๆ แคบๆ เห็นจะคอดกลาง พอเข้าประตูข้างน่าจะขึ้นกระไดก็แลเห็นประตูข้างหลัง แต่เปนตู้กระจกโก้เต็มที แกเลี้ยงน้ำชาทีจะเห็นท่าเราจะชอบใช้อย่างอังกฤษ พ่อไม่กิน เรียกกาแฟอิยิปต์ออกจะประดักประเดิด ดูเหมือนพระยาวิสุทธสริยศักดิ์[๙๐]เสียกระไรเลย เปนแต่อ้วนกว่าโตกว่า จะบอกว่าคนอื่นไม่ได้เปนอันขาด พ่อขอเสียอย่าให้มีการรับรองอย่างอื่นต่อไปอิก แต่ยอมให้แกช่วยเลือก ว่าจะพักที่โฮเตลไหนดี ตกลงเปนเลือกอีสเตอนเอกสเชนช์ซึ่งเปนโฮเตลทำใหม่ พากันไปทั้งหมดออกแห่ๆ ตามถนนมีโปลิศราย แลมีโปลิศม้านำรถรับกันเปนทอดๆ แลประจำอยู่น่าโฮเตลเปนนิจ เขามีที่นั่งเล่นอยู่ชั้นล่างฝากระจบรอบ ตามเฉลียงริมถนนมีคนมานั่งเล่นในเวลาเย็นจนค่ำแน่นไปทุกๆ แห่ง เหมือนในเมืองฝรั่งเศสเวลาน่าร้อน แต่ไม่เห็นกินเข้า เวลาเราไปนั่งอยู่ที่ชั้นล่างดูกันกะไรเลย แต่กับเข้าไม่อร่อย สู้ในเรือเราไม่ได้ กินเข้าออกไปกินเฉลียง ท่าทางมันไม่น่าสบาย กี่ชั้นกี่ชั้นขึ้นไปก็เปนห้องนอน มีห้องบิลเลียดชั้นหนึ่ง ทางเดินอยู่ในกลางเรือนมีห้องข้างซ้ายข้างขวา ดูเหมือนในทางเดินจะมืด เครื่องตกแต่งก็เลว แต่ใช้ลิฟต์ไม่ว่าอะไรจิปาถะ ดูเหมือนชั้นล่างไม่ใช้อะไรนอกจากนั่งเล่น ลิฟต์นั้นกว้างพอจุ ๖ คน ใช้แรงน้ำอย่างเรียกว่าไฮดรอลิกต้องมีคนประจำอยู่นั้นคนหนึ่ง มีสายลวดขึงยื่นลงมาตลอด ๖ ชั้น เวลาจะขึ้นอ้ายตาเจ้าพนักงานต้องสาวลวดนั้นขึ้นไป ขึ้นด้วยแรงคนเปนแต่มีเครื่องถ่วงให้เบาแรง เวลาจะหยุดต้องเอามือไปค่อยๆ รอสายลวด แล้วจึงจับให้หยุด อ้ายตาเจ้าพนักงานนั้นเห็นจะถึงมือแดงทีเดียว ประเดี๋ยวชั้นนั้นกริ่งประเดี๋ยวชั้นนี้กร่าง ไม่มีหยุด ไกลร้อยโยชน์แสนโยชน์ไม่ขอเปนตาเจ้าพนักงานลิฟต์

ก่อนเวลากินเข้า ได้ไปเที่ยวห้างริมๆ นั้นเอง การมันใหญ่มาก เหมือนพระยายืนชิงช้าเมื่อจะออกเดินจากชมรมนี้ไปชมรมโน้น มีโปลิศม้าไปกันคนเสียก่อน แล้วราชองครักษ์แลเจ้าเมืองกรมการเดินสองข้างเหมือนพราหมณ์ พวกคนก็ดูแน่งเหมือนดูพระยายืนชิงช้า แต่ของไม่มีอะไรนอกจากของฝรั่ง ถามเจ้าของเมืองเองแกก็ว่ามีดีแต่ห้างยี่ปุ่น แต่คนขายไม่ใช่ยี่ปุ่น เปนยิ้วรับมาอิกต่อหนึ่ง ของทำดีจริงๆ น่าพิศวง ดีกว่าที่เคยเห็นๆ เปนอันมาก มันเข้าใจที่จะแปลงรูปแลเก็งความชอบใจของฝรั่ง ประกอบทั้งความฉลาดในการวาดเขียน ถ้าว่าราคาเท่าๆ กันแล้ว จะหาของฝรั่งดีได้เหมือนไม่มีเลย ตกลงเปนหาของในเมืองไม่ได้จริงๆ สักร้านเดียว นอกจากหม้อที่ส่งมา ผ้าคลุมหัวแขกนั้น ถึงทำเมืองฝรั่งก็จริง แต่ลวดลายแลหน้าตามันก็เปนแขก จึงสมมตเอาว่าเปนของแขกทีหนึ่ง พ่อเข้าใจว่าไม่แพง แลคิดเห็นว่าถ้าใช้เปนผ้าห่มเห็นจะงาม หนักมากอยู่สักหน่อยหนึ่ง แต่มันแวววาวดี เล้ศฝรั่งทำไมห่มได้ เล้ศแขกจะห่มเปนไรไป ไปเที่ยวอยู่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงกลับมาโฮเตล พูดกันต่อไปใหม่ คราวนี้ไปไล่เลียงถึงเจ้าเขมร[๙๑] พวกข้างแขกไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดเลย กรมการอังกฤษซึ่งเปนผู้ให้การนั้นว่าตัวได้เห็น แต่จำหน่ายเรื่องไม่ตก ซัดให้ถามนายคลองเปนฝรั่งเศส คนนั้นเปนผู้จัดการรับรองตลอด มาถึงขึ้นบกต้องเช่ารถหมดทั้งเมืองเพราะรถมีน้อย ว่าขึ้นบกเวลานั้นเจ้านายผู้หญิง ๖ องค์เจ้าจอม ๓๐ ขี่รถรอบเมืองแล้วแวะที่ร้านซื้อของแจก แล้วกลับไปลงเรือ ว่าเมื่อเวลามา รับสั่งกับกับตันว่าไม่เห็นแผ่นดินแผ่นทรายเลย จะแล่นให้เห็นฝั่งเห็นฝาสักหน่อยหนึ่งไม่ได้ฤๅ กับตันว่าเปนพ้นวิไสยที่จะทำได้ อิกสามวันจึงจะเห็นฝั่ง ไม่รับสั่งภาษาอะไรได้เลย อึดทีเดียว ครั้นจะซักไซ้แกเข้าไปหนักก็ออกเกรงใจแกจึงงดเรื่องแต่งตัวไว้เสียที

กลับลงมาเวลา ๔ ทุ่มเศษ หนาวเจี๊ยบทีเดียว เขาขนถ่านแลล้างเรือสำเร็จแล้ว มีการล่ำลากันตามเคย ได้ออกเรือเวลา ๕ ทุ่มเศษ ได้นอนเข้าโปงแบลงเกตตั้งแต่วานนี้มา น่าต่างประตูต้องปิดหมด ปรอดในห้องรักษาไว้ได้เพียง ๗๐ เปนอย่างสูง บนดาดฟ้าถึง ๖๔

ได้รู้ข่าวกรมมหิศรตายที่เมืองสุเอส แต่ที่จริงก็ตายวันพ่อถึงเอเดนจริงตามที่คาดไว้นั้นเอง แต่หากเราเดินทางอยู่ เพ็ญเขารู้เสียแต่วันที่ ๑๗ แลบ่นว่า ถ้าออกไปด้วยกันก็จะไม่ตาย

รูปหมู่ก่อนเสด็จขึ้นบกที่ปอตเสด

รูปหมู่ก่อนเสด็จขึ้นบกที่ปอตเสด

เมืองปอตเสด

เมืองปอตเสด

• • • • • • • • •

คืนที่ ๒๗

วันจันทร์ที่ ๒๒ เมษายน

ที่เขียนเรื่องเมื่อคืนนี้ยังลืมเสียอีก ต่อไปกินเข้าจึงนึกได้ เพราะกับตันแกบอกว่าเมื่อคืนนี้เห็นเรือยอชออกจากท่า แกจะลงไปรับ คนวิ่งมาบอกว่าเจ้าแผ่นดินยังไม่เสด็จกลับ มีแต่พวกเตอรกทั้งนั้น แกสงไสยดื้อลงไปจึงรู้ว่าพ่อมา ที่เปนเช่นนี้เพราะพ่อพูดถึงหมวกแดง แล้วบ่นว่าลืมเอาหมวกที่เคดิฟให้คราวก่อนมาด้วย ใส่สบายดี ให้เรียกเขามาขายพ่อจะซื้อ ท่านเจ้าเมืองจัดการ พอกินเข้าแล้วลงมาก็ได้เลือกหมวก พ่อบอกให้เจ้านายขุนนางเลือกเอาคนละใบ แล้วสั่งให้บริพัตรใช้เงิน ตาเจ้าเมืองมาบอกว่าไม่ต้องใช้เดี๋ยวนี้ก็ได้ ข้างบริพัตรกลัวจะใช้ไม่ทัน เร่งให้มันส่งบิลเจ้าของรับว่าจะไปเขียน คอยอยู่ประเดี๋ยวมาบอกว่ายังเขียนไม่ได้ แล้วจึงจะเขียนส่งไปที่เรือ บ่นกันเสียพอแรงว่ามันช้าไม่ได้เรื่อง แต่หมวกนั้นเขาพากันใส่ลงมาทุกคน พวกคนดูก็ทึ่งกันตามเคย ครั้นมาถึงเรือทูลล่ำทูลลากันแล้ว บริพัตรไปวานท่านเจ้าเมืองใช้เงิน ให้เงินไว้เหลือเท่าใดจึงให้ส่งคืน แกจึงบอกว่าเคดิฟสั่งว่า ถ้าจะต้องประสงค์อะไรให้จัดถวายอย่าให้คิดราคา จะออดแอดว่าเปนของเล็กน้อย ขอใช้เงินเท่าไรแกก็ไม่ยอมรับ แล้วก็ตีกินไปทีเดียว ไม่ได้ขอบอกขอบใจอะไร เพราะพึ่งรู้เมื่อเขาไปแล้ว ถ้านึกระแวงเช่นนี้ก็จะเอามาแต่คนเดียว

กับตันแกว่าเห็นเสียเมื่อวานนี้แล้ว ว่าความคิดที่พ่อจะไปไหนเงียบๆ นั้น น่าจะไม่สำเร็จ ทั้งที่จะไม่ให้ใครรู้จักก็ไม่ได้ ด้วยคนเห็นรูปรู้จักเสียหมดแล้ว แต่ตัวแกเองยังเคยเห็นรูปพ่อมาเสียนมนาน เห็นตัวก็รู้จักทันที วันนี้ให้ซองเงินลงยากับตันใบหนึ่ง พ่อชอบแกมากขึ้นทุกที จนขากลับก็อยากให้แกมาอิก ตัวเองก็สมัคจะมา วันนี้คงหนาวเหมือนกัน แต่เห็นจะมากขึ้นสักหน่อย ในห้องปรอด ๖๘ เปิดประตู ปิดประตู ๗๐ พ่อได้เขียนโปสต์กาดโฮเตลไปให้หญิงน้อยดูใบหนึ่ง ออกจะค่อยสนุกขึ้นกว่าที่มาๆ แล้ว เพราะมันแก้วซ้ำนักเหม็นเบื่อ วันนี้ตอนดึกค่อยคลายหนาวลง เห็นจะบังเกาะครีต เข้าโปงซ้อนแบลงเกตแลผ้า รู้สึกหนักอยู่สักนิด

• • • • • • • • •

คืนที่ ๒๘

วันอังคารที่ ๒๓ เมษายน

ตอนเช้ากำลังนอนเรือโยนแลหนาวมากขึ้น ผ้าห่มเบาเท่ากับห่มผ้าส่าน ก็เข้าใจได้ว่าออกช่องเกาะครีต รศชาติตามเคยเช่นครั้งก่อน ปรอดเวลาเที่ยงในห้องนอน ๖๘ บนดาดฟ้า ๕๘

กินเข้าวันนี้มีคนน้อย เหลือบริพัตร (ไม่ตลอด) ดุ๊ก พระรัตนโกษา หม่อมนเรนทร์ นายมุ่ย กับพระยาบุรุษ นอกนั้นเมาคลื่นเปนพ่อสวิงพ่อสวายพ่อระทวยพ่อชอ้อนนอนหมด จนตาสอิ้ง (อ้น)[๙๒]ก็พลอยนอนทั้งเคยๆ เช่นนั้น กินเข้าแล้วต้องกลับเข้ามาอุดห้อง เพราะเครื่องแต่งตัวที่ทำมาจากบางบอกมาปรากฎว่าไม่ได้กับตัวโดยมาก หาเครื่องแต่งกันหนาวได้ ไม่พอที่จะขึ้นดาดฟ้าได้

มาแปลออกว่าถ้วยยี่ปุ่นบางมันเลิกเสียด้วยอะไร มันใช้ไม่ได้ในเมืองหนาวจริงๆ ถ้วยต้วนญี่อักษรพระนามเวลานี้ ใส่น้ำร้อนทิ้งไว้ ๕ มินิตเย็น กินไม่ทันหมดถ้วย ในเรือนี้เขาใช้ถ้วยหนาเหมือนโกร่งบดยา ดุ๊กหัวเราะเยาะแลร้องว่ากินไม่ได้แต่แรก เห็นว่าฝรั่งมันโง่ พ่อกับกรมสมมตเปนคนชอบถ้วยเช่นนั้น ถึงไม่กินถ้วยของเรา เพราะน้ำมันร้อนอยู่ได้นาน มาพักนี้ปรากฎชัด ถ้วยบางพอรินก็ต้องซดให้หมด ถ้าตั้งทิ้งประเดี๋ยวก็เย็น ได้ปรารภถึงอยากกินน้ำร้อนด้วยถ้วยหนาในบางกอก เออออกันกับกรมสมมตมาในเรือ นั่งอยู่ในห้องก็ต้องใส่หมวก น่ากลัวหัวล้าน เพราะมันไม่มิดชิดเหมือนห้องเรือนบนบก บริพัตรเมาเพราะไม่สบายเปนหวัดมาแต่คืนนี้ ขึ้นบกไม่ได้เอาโอเวอโก๊ดไป เจ้าชายอุรุพงษ์นั้นอ้วนขึ้นจนแก้มพอง แต่น่ากลัวเรื่องดื้อไม่ยอมหนาว ต้องป่าวร้องกันในพวกที่เคย ถ้าเห็นนอนเปิดประตูนอนไม่คลุมผ้าต้องจับคลุมแลปิดประตูเสีย ทั้งนี้เพราะมีพ่อจริตต่างๆ ในชาวเราที่หนาวไม่เปน จนปรอด ๗๐ ยังเก๋นุ่งกางเกงแพรถอดถุงตีนเดินกันเรื่อย ไม่ใช่ไม่รู้ รู้แล้วแกล้งไม่รู้ เก๋ร่มต่างๆ อย่างกระลาสีเรือมหาจักรี คราวก่อนถึงต้องมียามตรวจ คงจะพบพวกที่อวดดีออกนอนกลางแจ้งไม่ห่มผ้าเสมอ ความจริงมันหลับได้จริงๆ ด้วยความขี้เซานั้นเหลือล้น ทนได้ทั้งร้อนทั้งหนาว ต่อเขียวทั้งตัวจึงตื่น ตอนหลังนี้ต้องให้เปิดสติมมาในห้องจึงค่อยอุ่นขึ้น คลื่นก็ดูจะค่อยน้อยลง แต่ยังรู้สึกเมื่อยอยู่มาก นายมุ่ยดีนักไม่เมาทำงานได้ พ่อให้เขียนห้องเคบินที่พ่ออยู่ยังไม่แล้ว วันนี้ก็เขียนได้ ได้เขียนวันละน้อยเพราะมีงานอื่นทำ ถ้าแล้วจะส่งล่วงน่าเข้าไปให้ดู จะได้นึกออกว่าพ่ออยู่อย่างไร

บ่าย ๔ โมงล่วงแล้วนี้มีแดด ทั้งอบห้องปรอดลดลงเปน ๖๘ ในห้อง รู้สึกบันเทาหนาวลงมาก ถ้าเปนบ้านเราเท่านี้จะบ่นกันอู้ไป ยังลืมบอกที่กินเข้าวันนี้ ต้องวางตารางไม้กันเลื่อนแลห่วงสำหรับขวดแลถ้วย เปนอย่างที่เรียกติดขื่อคาเต็มที่ ถ้าผู้หญิงมาเห็นจะไม่สนุกเลย กินเข้าแล้วลองเสื้อ เดชะบุญฟรอกโก็ตใช้ได้ แต่มอนิงโก๊ตกั๊กก็คับเหมือนกัน แต่เห็นจะพอแก้ไข แต่เสื้อเดินทางเปนอันเหลวหมด วันนี้เปิดท่อสติมไว้ไม่ได้ปิด ตอนดึกจะออกปวดหัว หยุดเปนนานแล้วยังไม่หายร้อน ปรอดถึง ๗๘ นอนไม่สบาย

• • • • • • • • •

คืนที่ ๒๙

วันพุฒที่ ๒๔ เมษายน

วันนี้หนาวกำลังสบายดี ในห้องแคบินปรอด ๖๕ กลางแจ้ง ๖๐ กินเข้าขาดคนอิก คือกรมสมมต เพ็ญ เจ้าพระยาสุรวงษ์ ทองต่อ พ่อสอิ้ง ทับทรวงหมด เหลือแต่พระยาบุรุษกับนายสี[๙๓]ทหารเรือ นายมุ่ยเก่งทำงานได้ คลื่นมันโง่ไม่จ้ำเสียให้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ถ้าเช่นนั้นรุ่งขึ้นก็หายหมด นี่เปนแต่ ๔ โมงเช้าไปจนบ่าย ๓ โมงหาย เปนเวลาสบาย กลางคืนกินเข้ากันเปนพยุบุแคม แต่เพ็ญขึ้นมาได้เร็วกว่าเพื่อน พระรัตนโกษากลับเจ็บฝีไปใหม่ นั่งพูดกันบนดาดฟ้าจนบ่ายลงไปจะตัดผมโกนหนวด พบกำลังพระยาบุรุษตัดอยู่เลยนั่งดูเสียก่อน ลูกเห็นจะอยากฟังเรื่องราวตัดผมบ้าง

ช่างตัดผมนี้ไม่ได้รับผลประโยชน์อันใดในเรือเลย นอกจากค่าจ้างคนมาตัดผม มีห้องอยู่ในแถวชั้นที่ ๑ สองน่าต่างรวมเปนห้องเดียวกัน มีตู้แลหิ้งต่างๆ กับทั้งที่ล้างหน้าอยู่ริมฝา มีเก้าอี้ยาว ใครจะไปคอยตัดผมก็นั่งที่นั่น ตัวช่างเองก็นอนที่นั่น กลางห้องมีเก้าอี้ใหญ่ พนักเอนๆ มีราวสำหรับพาดตีน นั่งหงายๆ เอาหัวลงพาดหลังเก้าอี้ ตีนพาดราวสำหรับเวลาโกนหนวด ผู้ที่จะตัดผมต้องปลดฅอเสื้อถอดเสื้อชั้นนอก แล้วสรวมเสื้อใบบัวผ้าขาวเปิดด้านหลังมีแขนสั้นๆ สอดกันผมเปื้อนผ้า เอาสำลีอุดตามช่องซอกฅอ กันผมร่วงเข้าไปในเสื้อ ตัดด้วยตะไกรขาเล็กสำหรับตัดผ้า มีหวีอันเล็กรองตัด ตะไกรนั้นซอยถี่มาก ไล่ตอนล่างเรียบแล้วจึงเอามือรีดผมตอนบน กริบปลายเอาเท่านั้น ไม่ได้ไล่ตะไกร แล้วเก็บผมต้นฅอด้วยตะไกรอย่างตัดผมม้า เมื่อเสร็จแล้วเอาแปรงอ่อนปัดผมที่เสื้อ ถอดเสื้อออกสลัดเสียทีหนึ่งแล้วคลุมใหม่ คราวนี้เอาสำลีสระหวีเสนียดขูดถี่ แล้วเอาแปรงอ่อนปัด คราวนี้เอาน้ำสระผมเขย่าลงแล้วขยี้จนทั่ว แล้วเอาผ้าเช็ดแห้งแล้วจึงใส่น้ำมันปนน้ำเช่นพ่อใส่ หวีหัวให้เสร็จทีเดียว ตัดผมนี้นั่งให้ประมาณ ๒๐ มินิตสำเร็จหมด ในการโกนหนวดนั้นต้องนั่งเอนหงายหน้าเอาส้าบู่ทาแล้วโกน ใช้มีดโกนถี่เหมือนกัน โกนหนวดสบายมากเหมือนเกาๆ แล้วเอาน้ำทาที่โกน เอาผ้าเช็ดหน้าเล็กๆ กระพือให้หมาดแล้วจึงเช็ด คราวนี้เอาน้ำมันปนน้ำแตะหนวดทั้ง ๒ ข้าง แล้วหวีด้วยหวีเล็กโง้ง เปนสำเร็จกันเท่านั้น

เดิมพ่อคิดจะไปโกนแต่หนวดสำหรับพรุ่งนี้ ครั้นดูๆ มันก็ว่องไวดี จะรอไปตัดต่อวันเสาร์ก็เปนวันขึ้นเยนัว เห็นจะไม่ได้ตัด จึงเลยอนุให้มันตัด แต่เอาหวีแลแปรงของเราไป เขาว่าคนหัวล้านมากเพราะมันใช้หวีแลแปรงอันเดียวกันหมด ตัวหัวล้านเลยเกาะติดกันได้ ถ้าที่เมืองเขาไปจองไว้ได้เฉภาะตัว แต่หวีเราโตไปมันตัดไม่ได้ มันมีใหม่ยังไม่ได้ใช้จึงเปนอันตกลง มันตัดสั้นมากพ่อก็ยอม เพราะออกจะชอบสั้นๆ อยู่แล้ว รู้สึกสบายดีกว่าผมยาวมาก แต่ออกจะแปลกกว่าเดิม ในเรือนี้มันตัดเหมือนกันหมด ก็ไม่ขันอะไร ถ้าบางกอกเห็นจะแปลก เปนผมมหาดไทยรองทรงที่พ่อเคยตัดแต่ก่อนนั้นเอง ค่าจ้างพ่อตัดนั้นเปนพิเศษ แต่อัตราเขาตัดผมม้าก ๑ โกนหนวด ๕๐ เฟนิก ล้างหัวเท่านั้น หวีหัวเท่านั้น เพราะคนหวีหัวไม่เปนมาก มันว่าคราวนี้ผลประโยชน์น้อย เพราะคนโดยสานน้อย เซกันด์คลาศก็ไม่มีมาโกนหนวด ที่ขาดมากนั้นเพราะไม่มีผู้หญิงๆ ฝรั่งต้องให้ช่างเกล้าผมเปนพื้น

กลับจากห้องตัดผมแล้วไปดูชั้นที่ ๓ อ้ายพวกอึงกาหลขึ้นที่ปอตเสดหมด เวลานี้มีมาไม่มากนัก ที่นั่งเล่นบนดาดฟ้าไม่มีเพดานอยู่ตอนหัวเรือไม่มีอะไรบัง นั่งเล่นไพ่กันอยู่กลางแจ้งน่ากลัวหนาวเต็มที ยายแก่คนหนึ่งเอาเก้าอี้นอนตั้งเข้าอันหนึ่ง บรรดาผ้ามีกี่มากน้อยเอามารองเอามาห่อคลุมตัวจนคับเก้าอี้เหมือนกับตุ๊กตา เอนอยู่ไม่ได้กระดิกเลย ลืมตาปริบๆ เท่านั้น แกเห็นจะหนาวเต็มที ลงไปชั้นล่างที่เปนห้องนอนนั้น พอถึงก็โต๊ะกินเข้ากว้างเท่ากระดานอยู่ไฟ มีขอบสองข้างกันจานตก ปูผ้าดอกน้ำเงิน ในห้องมีร้านกั้นเปนลิ้นกลี่ ซ้อนกันสามชั้น แปลว่าห้องละ ๑๒ คนสองห้อง ห้องละ ๘ คนสองห้อง ห้องละ ๔ คนสองห้อง เขาว่ามักของหายอย่างยิ่ง มีห้องนอนสองคนห้องเดียวอยู่กลางกำลัง แต่เห็นจะเท่ากับอยู่ในตู้ผ้านุ่ง เกือบตายทีเดียว อาหารกินสี่เวลา มีซุปแลขนมปัง อะไรๆ ผักหญ้าที่พรรณาว่ามีนั้นมันอยู่ในซุปหมดแล้ว

กลับขึ้นมาเขียนหนังสือนี้บ่าย ๕ โมง เขามาบอกเดี๋ยวนี้ว่าเห็นเขาเมานต์เอตนาที่เปนเขาใหญ่ในเกาะซิซิลีเปนเขาไฟ แต่เก่าๆ ไม่แรงแล้ว อยู่ในแสงแดดแดง เห็นลอยอยู่ครึ่งเขาเหมือนเมฆ เวลาพอพลบก็ทุ่มหนึ่ง เพราะฉนั้นกินเข้ากันแต่พลบมาสองวันแล้ว กลางวันมีแต่จะมากขึ้นทุกที กินเข้าแล้วไปนั่งคอยดูเรือเข้าช่องหว่างเกาะซิซิลีกับฝั่งอิตาลี แต่จน ๔ ทุ่มเศษจึงถึงบ้านซันโยวานี ที่ข้างฝั่งมีไฟสว่าง ต่อลับไฟบ้านนี้แล้วเห็นเมืองเมซินาฟากข้างเกาะซ้ายมือเปนเมืองใหญ่มีไฟมากยาวมีไลต์เฮาส์ เรือเราจุดดอกไม้เมื่อผ่าน เมืองนี้ที่จะหยุดขึ้นบกไปปาเลอร์โมเมื่อขากลับ แลมาแต่ไกลเปนไฟสว่างริมทเลตรงกันข้ามทั้งสองฟาก

เรื่องหนาวนั้นมันเคยได้แน่ คราวก่อนตอนหลังๆ จนกลางคืน ควันออกจากปากพลุ่งๆ ก็ไม่หนาวเท่าไร คราวนี้วันแรกหนาวเสียกระไรเลย ค่อยทนได้ขยับขึ้นไปทุกวัน แต่ก่อนในห้องปรอด ๗๐ กลางแจ้ง ๖๒ ครางแล้ว วันนี้ในห้อง ๖๕ กำลังสบาย ข้างนอก ๕๘ รู้สึกหนาวมาก การที่หนาวนี้เขาว่าฤดูล่าผิดที่เคย ควรจะหนาวน้อยกว่านี้แล้ว ถ้าลมเปนใต้ในทเลนี้ร้อน เช่นขากลับคราวก่อนคลื่นจัดเต็มที แต่ไม่สู้หนาวมากเท่าใดนัก ตอนเย็นนี้ไม่มีคลื่นเลย เรื่องเสื้อเปนอันได้ความว่าเปลี่ยนกันกับดุ๊กสำรับหนึ่ง แกใส่คับท้องหลวมน่าอก บ่นเจอกันเข้ายืมกันลองได้พอดีกันทั้งสองข้าง ผเอิญได้ดุมสองแถวด้วยปลื้มเต็มที เสื้อกั๊กนับว่ามีตัวเดียวเท่านี้ เสื้อดุมสองแถวก็นับว่ามีตัวเดียวเท่านี้ ใส่สบายเสียนี่กะไรเลย จะแต่งสำรับนี้เปนนิจ

ขอจบไว้เพียงเท่านี้ เพราะรู้ว่าเรือเขาจะออกเวลาสองยามวันนี้ จะกลับมาเขียนต่อไปจะไม่ทัน คิดถึงเปนอันมาก จะลงมือวันใหม่เมื่อมาถึงทีเดียว

จุฬาลงกรณ์ ป. ร.



[๘๘] พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ประชวรออกไปพักรักษาพระองค์อยู่ที่อิยิปต์

[๘๙] พระเสนีพิทักษ เปลี่ยน หัศดิเสวี ไปตามเสด็จกรมหมื่นพิไชยฯ (เดี๋ยวนี้เปนพระยาชนินทรภักดี)

[๙๐] พระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ ม ร ว เปีย มาลากุล ณกรุงเทพ (เปนเจ้าพระยาพระเสด็จในรัชกาลปัจจุบันนี้)

[๙๑] คือเรื่องสมเด็จพระศรีสวัสดิ พระเจ้ากรุงกัมพูชาไปยุโรป

[๙๒] คือเจ้าหมื่นเสมอใจราช อ้น นรพัลลภ มักดำรัสเรียกว่าตาอ้น (เดี๋ยวนี้เปนพระยานิพัธราชกิจ)

[๙๓] นายเรือโท ศรี กมลนาวิน (เดี๋ยวนี้เปนพระยาราชวังสัน)

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ