พระราชหัดถเลขาฉบับที่ ๑๗

รูปเดวิดที่สนามเมืองพลอเรนส์

รูปเดวิดที่สนามเมืองพลอเรนส์

คืนที่ ๕๕

เมืองฟลอเรนศ์

วันจันทร์ ๒๐ พฤษภาคม ร. ศก ๑๒๖

หญิงน้อย

เมื่อคืนนี้ถ้าหากว่าไม่เหนื่อยเต็มที คงจะนอนไม่หลับ เพราะเปนวันแรกที่มาได้ยินเสียงอึกทึกโครมคราม ตั้งแต่ขึ้นจากเรือมา ค้างที่เยนัวคืนหนึ่งโฮเตลก็ลึกเข้าไปห่างถนน ไม่ได้ยินเสียงรถม้าเลย แล้วไปอยู่ซันเรโม ก็อยู่วิลลาซึ่งมีแต่รถไฟผ่านนานๆ จึงจะโครมครามหวีดหวอด ครั้นไปอยู่ตุรินก็เข้าไปอยู่ในวังเงียบสบาย ไปเวนิศกลับซ้ำเงียบหนักลงไปไม่ได้ยินอะไรนอกจากเสียงระฆังวัด ผู้ที่เขาเคยอยู่ในเมืองโครมคราม เขาบ่นว่ารู้สึกเงียบเสียจริงๆ ครั้นมาที่นี่โฮเตลตั้งอยู่ในสแควร์กิงวิกตอร์อิแมนวล เปนที่รถม้าไปมาไม่ขาด จะมีเวลาเงียบเมื่อใดไม่รู้สึก หลับตื่นขึ้นเวลาเช้าด้วยเสียงเหมือนฟ้าร้อง แต่ฟังไปก็ไม่ใช่ เสียงรถนั้นเอง แถมเสียงระฆังด้วย หนวกหูเหลือเกิน ตื่นเปนหลายหน ตั้งแต่ตื่นนอนมาก็เห็นฝนตกเรื่อยไม่หยุด เปนฝนฝรั่งแท้ ตกเสมอ มากบ้างน้อยบ้าง แต่ไม่มีซ่าสักครั้งเดียว เปียกฉ่ำเย็นชื้นตลอดทั้งวัน

เวลาเช้า ๕ โมง เคานต์ออฟตุรินมาเยี่ยม ติดตรามหาจักรีด้วย พ่อไปเยี่ยมตอบทันที ที่วังปิตตี แต่เคานต์ออฟตุรินไม่ได้อยู่ในหลังใหญ่ อยู่หลังเล็กต่อเข้าไปข้างปลาย ที่วังนี้มันใหญ่โตเกินประมาณที่จะอยู่ ลงปลายเปนมิวเซียม การที่เจ้านายอยู่วังใหญ่เช่นนี้ ไม่มีพาหนะอะไรมากพอที่จะอยู่ ถ้ามีเมียก็อยู่สองคนกับเมีย ฤๅลูกคนหนึ่งสองคน ยิ่งไม่มีเมียก็อยู่คนเดียว มันเปล่าเหลือหลาย กลายเปนมิวเซียมสำหรัรบเก็บเครื่องเฟอนิเชอโบราณ แลรูปภาพไว้ให้คนไปดู ถ้าตอนที่อยู่จริงๆ แต่งใหม่ค่อยยังชั่ว ถ้ามาอยู่ชั่วคราวเช่นเคานต์ออฟตุริน เครื่องตกแต่งอะไรจนเก้าอี้จะนั่ง แต่บรมสมมะกัป เร่อร่าทูมทามไม่น่าสบายที่ตรงไหนเลย ออกเปนอยู่วัดๆ เพราะฉนั้นเจ้าแผ่นดินโดยมาก ชอบจะทิ้งเรือนใหญ่ๆ ไว้เปนที่รับแขก แล้วปลูกเรือนเล็กๆ อยู่ เช่นเอมเปอเรอรุสเซีย ที่ไหนก็ที่นั่น เว้นไว้แต่ในเซนตปิเตอสเบิคซึ่งไม่โปรดอยู่ วังนี้เห็นจะได้ปรากฎในรายงานพระยาศรีเหมือนกัน จึงไม่เล่า เพราะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลกแต่สักนิดเดียว เมืองฟลอเรนศ์ได้เปนเมืองหลวงของอิตาลี เมื่อรวมเมืองอิตาลีเข้าเปนกิงดอมเดียวอยู่ประมาณสักหกเจ็ดปีได้กระมัง จึงย้ายไปเมืองโรม เมื่อเยอรมันกับฝรั่งเศสรบกันปี ๑๘๗๐-๗๑ ในแผ่นดินประจุบันนี้ แต่ก่อนเมืองอิตาลีแยกเปนหลายอาณาเขตร อาณาเขตรฟลอเรนศ์นี้ เปนเมืองหลวงของตัสเคนี เมืองตุรินเปนเมืองหลวงของปิตมอน เปนที่อยู่ของเจ้าแผ่นดินซาร์ดิเนีย วงษ์ซาวอยเดี๋ยวนี้ เพราะฉนั้นเจ้านายในราชวงษ์จึงยังคงอยู่เมืองหลวงเดิม เปนบ้านเกิดเมืองนอน เมืองฟลอเรนศ์ และเมืองโรมเปนเมืองหลวงทางราชการ ฟลอเรนศ์นี้เล็กกว่าตุรินมาก มีคนเพียงเก้าหมื่นเท่านั้น แต่ผิดกันมากในการช่างวิชาอาคมอะไรอยู่ที่พลอเรนศ์ทั้งนั้น ที่ตุรินเปนเมืองอู่เข้าอู่น้ำแลเครื่องจักร แต่ส่วนการซึ่งเปนวิชาช่างมาบริบูรณ์ในเมืองฟลอรเนศ์นี้ คือเขียนรูปภาพ มีแกละรีที่เก็บรูปภาพดีๆ จะพึงดูได้เปนอันมาก การทำรูปศิลาเล็กใหญ่ด้วยเนื้อศิลาต่างๆ การฝังศิลาลายต่างสี ให้เปนรูปภาพคนฤๅนกไม้ ซึ่งเรียกตามชื่อเมืองฟลอเรนศ์ไตนเหล่านี้เปนต้น เปนเมืองที่ตกแต่งให้งดงามเปนเมืองหลวง การก่อสร้างตึกรามก็ใหญ่ๆ ใช้ศิลาก้อนโตๆ โดยมาก แต่ถ้าจะเทียบกับเมืองตุรินผิดกัน เมืองตุรินเปนเมืองที่มีถนนตรงๆ กว้างๆ ตึกรามใหญ่โตเปนท่องแถวงดงาม ที่เมืองฟลอเรนศ์นี้ ถนนกว้างบ้างแคบบ้างคดโอนไปบ้าง ตึกก็ใหญ่โตสูงเหมือนกัน แต่ไม่มีอาเคตคือทางเดินในชั้นต่ำเหมือนเมืองตุริน ในสี่เมืองคือเนเปอลเมืองหนึ่ง เวนิศเมืองหนึ่ง ตุรินเมืองหนึ่ง ฟลอเรนศ์เมืองหนึ่งนี้ ต่างเมืองต่างมีอาการกิริยาโฉมหน้าแปลกกันห่างไกล เปนคนละประเทศ ผู้คนก็ต่างกันหมด จะร้องว่านี่คล้ายโน่นโน่นคล้ายนี่ไม่ได้เลย

ไปเยี่ยมตอบแล้วกลับมากินเข้ากลางวัน เยเนอราลผู้บังคับการทหาร กับนายทหารผู้ใหญ่ ๔ คนมาเยี่ยม แล้วแมร์แลออลเดอเมนสองคนมาหา เปนการเยี่ยมเยียนแลเชิญให้ไปโฮเตลเดอวิล คือที่ว่าการเมือง

แล้วไปดูที่ร้านปิซานี ซึ่งเปนที่สำหรับรับรวบรวมรูปภาพมาขาย รูปซึ่งเปนสำคัญมีอยู่ คือเซนต์แอนตอเนียวเมื่อมารผจญ เปนรูปเซนต์แอนตอเนียวนั่งเอาหลังอิงเขา แลเห็นเปนหัวผู้หญิงขึ้นมาโผล่ล่อหลายหัว แต่ข่มใจลงไว้ได้ เขียนเหมือนคน แก้วตาใสดีจริงๆ แต่ราคาแพงเหลือเกิน เรียกถึงหกพันปอนด์ทนไม่ไหว มีรูปที่ผู้เขียนตายแล้ว เก่งๆ กันไว้ห้องหนึ่ง แต่ที่พ่อชอบนั้น รูปผู้หญิงที่เปนโมเดลสามคนยืนในสตูเดียว คนข้างซ้ายแก่หน่อย คนข้างขวาผิวคล้ำหน่อย ช่างเขียนนั้นเปนคนหลังโกงถ่อมตัวเอาดอกไม้ไปยื่นให้นางที่แก่หน่อย เขาเขียนเลอียดจนแลดูด้วยตาเปล่าไม่พอ ต้องเอาแว่นสองเห็นเส้นเอ็นเลอียดหมด แต่จะเอาถึงสองพันปอนด์ทนไม่ไหวอิก แผ่นเล็กนิดเดียว มีอิกแผ่นหนึ่ง คนเขียนคนเดียวกันกับรูปโกรธกันที่ห้องงา รูปก็ขนาดเดียวกัน ผัวเมียก็คู่นั้น แม่ยายก็คนนั้น เติมพ่อตาเข้ามาอิกคนหนึ่ง แต่คราวนี้ปรองดองกันไหว้พระ แกว่าแต่ก่อนขายแปดพันแฟรงก์ คราวนี้แกจะเอาเท่ากัน ตกลงต้องงดไปอิกแผ่นหนึ่ง เลือกที่จะซื้อได้ราวสักหกเจ็ดแผ่น เปนคอปีบ้าง แต่คอปีดีๆ ก็แพงเหมือนกัน เวลาบ่าย ๔ โมงกลับมาโฮเตล กินน้ำชาเสียทีหนึ่ง

ครั้นเวลาบ่าย ๕ โมงเศษ ไปดูที่สตูเดียวช่างทำรูปศิลา แล้วมาที่ร้าน เลือกรูปศิลา ไม่เจอะร้านที่เคยซื้อแต่ก่อน มันพลัดไพล่ไปอย่างไร ไม่ใคร่จะได้รูปอะไร เพราะจรูญไม่รู้จักเมืองนี้เลย พ่อออกจะรู้จักดีกว่า แต่ย้ายมาอยู่เสียโฮเตลนี้ ตั้งเข็มไม่ถูกว่าร้านมันอยู่ที่ไหน ต้องไปตั้งเข็มที่น่าแกรนด์โฮเตลที่เคยอยู่แต่ก่อน แล้วต้องส่งให้ดุ๊กไปค้นล่วงน่า หยุดซื้อเครื่องฟลอเรนศ์ไตนสังเขปพอเปนที่รฦก แล้วกลับมาโฮเตลอิก ที่ต้องไปๆ มาๆ บ่อยๆ เพราะมันยังไม่สบร้านที่เหมาะเข้า ถ้าลงเดินเที่ยวหาเปนไม่ได้ คนตอมดูแน่น มันจะดูเอานรกฤๅสวรรค์เพราะดูไม่รู้แน่ ไม่เห็นเมืองใดเหมือนอิตาลี ฝนตกอยู่เสมอ ก็มายืนอยู่เต็มน่าโฮเตลกางร่มกันแน่น ตั้งแต่เช้าจนค่ำ ได้เห็นก็แต่ชั่วเวลาออกจากประตู ผลุดขึ้นรถ รถก็เปนรถปิด สู้วิ่งตามดูจนหมดแรง ไปร้านไหนก็ตอมอยู่น่าร้าน ประตูร้านก็ปิด ใช่ว่าจะเห็นอะไร เบ็ดเสร็จมายืนดูเสียสิบสี่สิบห้าชั่วโมง ได้เห็นสักสามเซกันด์ฤๅสี่เซกันด์ จึงถามว่านี่มันจะดูเอานรกฤๅจะขึ้นสวรรค์อย่างไรแน่ เวลากินเข้าแล้วเพื่อจะหลีกให้พ้นคน ลงเสียกระไดหลังไปเลือกรูปศิลาอิกสองร้าน กลับมาเปน ๔ ทุ่มก็ยังมีคนคอย พอจะได้เห็นอิกเซกันด์หนึ่งรวมเปนห้า

ที่โฮเตลนี้มีจัดดอกไม้ กระเช้ากุหลาบแดงสีบานเย็นเข้มของเมียเซดโยให้ ข้างล่างมีมอสแลมีช้างเผือกเดินสามตัว ที่น่ากระจกมีกุหลาบขาวกับชมภูกิ่งยาวสักแขนหนึ่งสองขวด มีต้นยี่โถฝรั่ง เขาเรียกชื่อว่าเคราน์ปรินเซส สีบานเย็นดอกเหมือนยี่โถ สูงสักศอกคืบ เรือนกว้างสักสองศอก แจ้ดอกเต็มต้นงามจริงๆ

อันลักษณโฮเตลนี้ก็ตึกแถวนั้นเอง มีเฉลียงเปนทางเดินด้านข้างใน ในประธานกั้นเปนห้องสี่เหลี่ยมสี่เหลี่ยม มีประตูทลุถึงกันตลอดเรื่อย จะต้องการกี่ห้องก็ปิดเอาเพียงนั้น ห้องพ่อเปนห้องอยู่มุมที่ได้น่าต่างสองด้าน มีห้องนั่งห้องหนึ่งกินเข้าด้วยในนั้น น่าต่างเปนกระจกสองชั้นบานไม้ทั้งข้างนอกข้างใน เพราะเมืองนี้เปนที่เคยหนาวห้าวหาญ เวลาร้อนก็เปลี่ยนกันมาก เดือน ๗ เดือน ๘ เดือน ๙ อยู่ไม่สบายมักจะเจ็บ เดือน ๑๐ เดือน ๑๑ ไปจนถึงเดือน ๑๒ จึงสบาย เดือนอ้าย เดือนยี่ เดือน ๓ เดือน ๔ ไม่สบายอิก เฉภาะสบายอยู่ เดือน ๕ เดือน ๖ พ่อจึงชิงมาในเวลานี้ แลประกอบด้วยความวุ่นเรื่องรูปภาพทั้งปวงด้วย กลางคืนก็อยู่ข้างจะหนาว หมู่นี้อากาศไม่ดีอย่างยิ่ง ถ้าเปนในบางกอก พ่อไม่สบายเสียแล้ว แปลว่าถูกฝนสามวันสามคืนนั้นเอง อยู่ที่ไหนที่ไหนก็เปิดน่าต่างไม่ได้

• • • • • • • • •

ห้องทำงารของโปรเฟสเซอร์ เยลี ช่างเขียน

ห้องทำงารของโปรเฟสเซอร์ เยลี ช่างเขียน

คืนที่ ๕๖

วันอังคารที่ ๒๑ พฤษภาคม

เช้าวันนี้ไปถ่ายรูปที่มอนตะโบเน ที่เคยถ่ายแต่ก่อน อยู่ข้างจะแป้นมาก ทำอย่างว่องไวรวดเรว แต่ไม่ถึงลุกลนจนน่ากลัวอันตราย ได้ถ่ายรูปแต่งตัวธรรมดา แลแต่งครึ่งยศทหารมหาดเล็ก แล้วถ่ายรูปชายอุรุพงษ์รูปหนึ่ง ออกจากที่นั่นไปที่โปรเฟสเซอเยลลี สิบปีดูไม่แก่ไปกี่มากน้อย เปนแต่หนวดหงอกบ้าง สตูเดียวคงอยู่ตามเดิม เปนแต่รูปเปลี่ยนใหม่หมด สตูเดียวของแกสนุกจริงๆ ไม่สกปรกเหมือนอย่างตาพริ้ง เข้าของตั้งแต่งเข้าทีหมดทุกชิ้น มีตัวอย่างต่างๆ ไม่ต่ำกว่าสองร้อยชิ้น ตั้งแต่ตู้ลงไปจนหม้อเล็กหม้อน้อย รูปไม่ต่ำกว่า ๓๐ แผ่น วางได้แสงสว่างหมด เมียแกเปนช่างปั้น มีรูปศิลารูปบรอนซ์ต่างๆ ที่ทำตามตัวอย่าง สวนหลังบ้านยังคงเหมือนอย่างแต่ก่อนไม่มีผิดเลย ต้นกุหลาบที่เลื้อยตามผนังหลังสตูเดียวทั้งสองข้าง สูงขึ้นไปถึงหลังคา ประมาณสักสามวามีดอกเต็มบริบูรณ์ ผู้หญิงที่เดินเลียบเขามาชะโงกที่ปากถ้ำเดิมหมายว่าทำด้วยศิลา ครั้นมาคราวนี้เห็นชำรุดปูนกระเทาะ กลายเปนทำด้วยอิฐ แต่ยังเลี้ยงปลาเงินปลาทองเสมออยู่ คอนเซอเวตอรียาวที่ปลูกต้นไม้เลื้อยอยู่ในร่ม เดี๋ยวนี้เลื้อยตลอดเปนเพดาน เถากุหลาบใหญ่ที่เคยเลื้อยขึ้นหลังคา ข้างล่างโกร๋น แต่ขึ้นไปแตกกิ่งอยู่ข้างบน เกาะลูกมหวดเปนช่อๆ งามจริงๆ มีสวนต่อออกไปข้างหลังอิกตอนหนึ่ง กำแพงปลูกกุหลาบเลื้อยเต็มไปตลอด ในสวนนั้นเต็มไปด้วยไม้ดอกครืดไปทั้งนั้น ตัดดอกกุหลาบให้เปนมัดใหญ่ พ่อถ่ายรูปทั้งในสตูเดียวแลนอกสตูเดียว รูปภาพที่มีอยู่ในนั้นพ่อชอบรูปหนึ่ง เปนผู้หญิงยืนเปลือยกายพิงตู้ ตู้นั้นเปนตู้ไม้ดำฝังงา มีนกยูงจับอยู่บนหลังตู้ตรงหัวผู้หญิง ผู้หญิงนั้นแต่งตัวสรวมสร้อยฅอนิลเรือนเพ็ชรสายหนึ่ง ประคำไข่มุกยาวสายหนึ่ง มีถ้วยแก้วตั้งอยู่ริมมือซ้าย หม้อทองเหลือตั้งอยู่ข้างขวา ในชั้นตู้มีนาฬิกาทรายแลกระโหลกศีศะ อรรถาธิบายว่าความงามของเนเชอ ถึงจะเปลือยกายอยู่ก็งามได้ รับรองกันกับเครื่องประดับเพ็ชรพลอย ถ้วยแก้วเปรียบว่าเปนของเปราะแตกง่าย นกยูงเปรียบว่าเย่อหยิ่ง ตุ๊กตาทองเหลืองนั้นเปรียบเหมือนผู้ชายที่ชั่วร้าย ทำลายผู้หญิงให้เสีย นาฬิกาทรายแลหัวกระโหลกนั้น เปนกรรมฐาน ว่าถึงจะงดงามมีราคาสักเพียงใด ก็ย่อมถึงความชราแลมรณะ ฝีมือเขียนดีจริงๆ บรรดาสิ่งของที่เปนตัวอย่างเขียนนั้นอยู่ที่นั่นหมด ยกมาเทียบให้ดูได้ทุกอย่าง ชายบริพัตรแลรพีเขาเห็นว่าหน้าดุไป แต่พ่อเห็นว่าหน้าคม จึงได้บอกว่าอยากซื้อรูปแก แกจะให้ซื้อรูปไหน แกก็ชี้รูปนั้น ถามราคาบอกว่าแล้วแต่จะโปรดประทานเท่าไรก็เท่านั้น ก็รู้ได้ทันทีว่าราคาแพง แต่ใจรักจึงตกลงซื้อโดยไม่เสียใจที่ราคาแพงอยู่สักหน่อย ทั้งนึกว่าเปนคนชอบกันก็พอซื้อได้ ออกจากเยลลี ไปที่โปรเฟสเซอโคร์ดิยานี ดูที่จริงแก่ลงไปกว่าแต่ก่อนก็ไม่มากนัก ทั้งตัวแลยายเมียมาต้อนรับแขงแรง ลูกชายก็เปนช่างเขียนแต่โซ้ด เขียนอย่างใหม่อย่างที่มักจะพอใจเขียนกันในสมัยนี้ แกเอารูปที่แกเขียนมาตั้งไว้ให้ดูอันหนึ่ง แต่พ่อไม่ชอบเลยไม่ทัก

ลืมกล่าวถึงเมื่อออกจากมอนตะโบเน ได้แวะที่โรงทำงานของโปรเฟสเซอฟันตาเคียลตี ซึ่งทำรูปศิลาแลรูปหล่อของพ่อคราวก่อน ตานี่ไม่แปลกอะไรเลย งานก็ทำอยู่อย่างเดิม มีรูปหล่ออยู่รูปหนึ่ง แกอยากจะขาย แต่หน้ามันแตกหักนักพ่อไม่ชอบ เลยว่าให้คิดอย่างตุ๊กตาหล่อขนาดใหญ่คู่หนึ่ง แต่ให้ส่งตัวอย่างไปให้ดูเสียก่อนจึงจะสั่ง เสร็จการไปหาอาจารย์ทั้ง ๔ นี้แล้วกลับมากินเข้ากลางวัน แล้วเขียนหนังสือส่งบางกอก

อ้ายการอยู่เมืองฝรั่ง มันอุดอยู่ในเรือนไม่ได้จริงๆ เหมือนทำงานเขียนหนังสือนานๆ ตั้งสองสามชั่วโมงเข้า มันรู้สึกหนาวขึ้นทุกที ใจฅอให้ซึมๆ ไป ให้รู้สึกอยากตากแดดเปนกำลัง เพราะเหตุฉนั้นฝรั่งมันจึงต้องออกไปตากแดดกันอยู่เสมอๆ วันนี้รู้สึกเปนมาก ฤๅมันกำเริบด้วยเห็นแดดก็ไม่รู้ พอทำงานแล้วเสร็จอยากจะโดดออกไปทันที จึงตกลงเปนอันไปเที่ยวตากแดดตามบุญตามกรรม ได้ใช้รถโมเตอคาร์ โถงมาตั้งแต่เช้าแล้ว เวลานี้ก็ใช้โมเตอคาร์ ขับมันเรื่อยไปในถนน แล้วเลยไปคอลิดียานตี ซึ่งเปนเขาอยู่นอกเมือง เปนที่เขาไปเที่ยวดูภูมิประเทศเมืองฟลอเรนศ์ อย่างเดียวกันกับกาเลนซเบิคที่เมืองเวียนนา แต่ที่นี่เปนต่อที่ใกล้แลงามกว่า เมืองฟลอเรนศ์อยู่ในหว่างเขาซึ่งเปนที่ไม่สู้กว้าง บ้านเรือนตึกรามพอเต็มหว่างเขา ออกจะล้นๆ ที่จริงหว่างเขาลึกเข้าไปก็ยังมีที่กว้าง แต่มันห่างไกลธุระค้าขายไป จึงได้เข้ามาจุกกันอยู่ในซอกแคบ เมืองในอิตาลีแต่ก่อนมามีกำแพงทั้งสิ้น แต่บ้านเรือนคนมากขึ้นก็รื้อกำแพงเสียทั้งที่เยนัวแลที่นี่ เหลือไว้แต่ประตูบ้าง เมืองโรมยังมีกำแพงอยู่ดีมากกว่าแห่งอื่น แต่ถึงจะมีกำแพงก็ไม่คุ้มขังอะไรได้ ถ้าข้าศึกเข้ามาได้ถึงเขาเปนเสียเมือง ยิงได้ง่ายดายเพราะเปนเขาล้อมสองด้าน เขาที่ขึ้นไปนี้เฉภาะอยู่ริมแม่น้ำคนละฟากกันกับเมือง แลเห็นแม่น้ำทั้งสองข้าง เมืองอยู่กลางงามดีนัก ที่สนามบนลานเขามีรูปเดวิดหล่อ เปนคอปีของรูปศิลาที่เก็บในมิวเซียมเหมือนกับหัวที่เรามีอยู่นั้น เขาวางเหมาะกับพื้นที่จริงๆ มีคนขึ้นไปเที่ยวรถม้าแน่น มีตาแก่กับเด็กขายของต่างๆ แกมขอทานเปนอันมาก มีพื้นขึ้นไปอิกชั้นหนึ่ง ปลูกศาลาหลังคาตัด ชั้นล่างเปนที่กินน้ำชา ชั้นบนเปนที่ดูวิ้ว เห็นถนัดดีขึ้น พ่อขึ้นไปนั่งกินน้ำชาบนนั้น กำลังเผลอๆ ตาโปรไปรเอเตอเจ้าของโรงน้ำชานั้นให้ลูกสาวเอาดอกกุหลาบช่อมัดใหญ่มาให้ ดัดจริตเสียนี่กะไร พ่อไม่ทันเห็น เอามาวางให้ในแขนแล้วก็วิ่งหนี จะขอบอกขอบใจอะไรก็ไม่ทัน เหลียวไปพอเห็นนิดก็เข้าฉากลับ อายุประมาณสักสิบเจ็ดสิบแปดปี อ้ายพี่ชายที่สรวยเก๋ออกมาบอกแทน ว่าของน้องสาวให้ ครั้นเวลาจะกลับเกิดไม่เอาราคาค่าน้ำชาแลขนม ถวายเสียเปล่าๆ ยัดเยียดก็ไม่เอา ตกลงเปนจะต้องหาของไปให้ กลับลงมาตามทางข้างหลังเขา ทางขึ้นเขานี้เขาทำงาม ปลูกต้นไม้ติดๆ กันร่ม เลี้ยวขึ้นไปเปนวงเลี้ยวลงก็เปนวง แล้วข้ามฟากไปที่ป๊าก ตอนแรกถูกห้ามไม่ให้เข้าถนนในป๊าก เพราะผู้หญิงกับผู้ชายเขากำลังไปกรอกันที่นั่น เราไปโมเตอคาร์เวลาเขากำลังเพลินไม่ทันรู้ตัวกลัวรถโมเตอคาร์จะทับ จึงได้ห้ามกันด้วยเหตุนี้ ต้องไปตามถนนใหญ่รอบป๊ากก่อน แล้วจึงเลี้ยวเข้าเมื่อพ้นที่คนประชุม อันลักษณป๊ากนี้ เปนป่ารูปรีมีถนนวงรอบสองสาย สายนอกเปนทางรถ มีต้นไม้ปลูกติดกันเปนแถวสองข้าง เมื่อพ้นต้นไม้เข้าไปสัก ๔ วาจึงเปนทางขี่ม้า ซึ่งทำดินให้นุ่มๆ สำหรับไม่ให้กีบม้าเสีย มีตาแก่คราดดินอยู่เสมอ ในไส้กลางถนนม้าเข้าไปเปนป่าไม้ตั้งใจจะให้ทึบ ปลูกต้นหนึ่งห่างอยู่ในสี่ศอกกิ่งประกันร่มครึ้ม ปล่อยให้เถาวัลขึ้นพันไม้ใหญ่ แซมไม้เล็กๆ ที่พื้นดินอย่างลักษณบัวเดอบุลอน์ย ถ้าหากว่าที่ไม่มีไม้ใหญ่ก็ปล่อยเปนป่าหญ้าให้หญ้าขึ้นยาวๆ มีถนนตัดเข้าไปจากรอบนอกหลายแห่ง แล้วเลยผ่านถนนรถถนนม้าเข้าไป พอพ้นหน่อยหนึ่ง เข้าในหว่างไม้ทึบจึงค้นเปนทางเล็กๆ สำหรับเข้าไปเดินเปลี่ยวๆ ป่านี้ยาวแต่ไม่กว้างเกือบจะแลเห็นทลุฟากอิกข้างหนึ่ง ได้ยินเสียงรถเสียงม้ากึงกังถนัด เขาบ่นกันว่าเมื่อไรสวนดุสิตจะเปนเช่นนี้ ถ้าหากว่าเปนเช่นนี้เข้าจริงลางทีจะเลยเปนมลาเรียก็จะได้ ฝนตกแต่วานนี้ วันนี้ยังชื้นแฉะไปทั้งนั้น เหมือนฝนตกใหม่ๆ กลับมาแวะซื้อเครื่องอารามอย่างฝรั่ง คือไม้กางเขนต่างๆ หม้อน้ำมนต์ หัวใจที่สำหรับแก้สินบน มันช่างทำบางเสียนี่กะไร เปนแม่พระฤๅเปนผีก็คล้ายกัน อยู่ในหลอกให้ได้ ใครจะเอาของที่ราคาสองสลึงไปบอกว่าร้อยชั่งก็เชื่อ ไม่ผิดกันกับพระเงินที่เช่ากันในตลาดของเรา ยังมีพวกพระพิมพ์อิกมาก พวกรูปเขียนอิกพวกหนึ่ง ซื้อแต่อย่างละอันละอัน ยังมีอิกมาก แต่ลงไปไม่ได้ คนมันคอยดูไม่หยุดไม่หย่อน พระเหล่านี้ซื้อที่สพานหัน ไม่ใช่สพานนั้นหันได้ สพานมีร้านสองข้างเหมือนสพานหันที่บางกอก คนดูช่างมากมายไม่หยุดไม่หย่อน ที่น่าโฮเตลเบียดรวนกันไปกันมาจนถึงต่อยกันขึ้น เมื่อวานนี้พูดถึงเรื่องเคยไปเที่ยวที่วัดเมื่อคราวก่อน พบเขากำลังพาเด็กมาคริสเตนิง พ่อแม่เลยขอให้ลูกชื่อจุฬาลงกรณ์บ้าง ให้พ่อเปนกอดฟาเดอ ก็ได้ตกลงยอมรับ ชายอุรุพงษ์บ่นว่าอยากจะเห็นเด็กจุฬาลงกรณ์ ครั้นวันนี้เมื่อกลับมาถึงโฮเตล มีเด็กคนหนึ่งวิ่งเอาช่อดอกไม้มาส่งให้ มีแม่ตามมาด้วย บอกตัวเองว่าชื่อจุฬาลงกรณ์ ชายอุรุพงษ์ดีใจกระไร ทายไว้แล้วว่าคงจะโตกว่าอุรุพงษ์ อายุมัน ๑๐ ขวบมันโตกว่าจริงๆ หาเงินได้ปอนด์เดียวให้ไปแต่เท่านั้น มากอดรัดปลื้มดี

กินเข้าแล้วจะไปดูออปราตามที่เจ้าของโรงออปราเขาเชิญให้ไปดู แวะดูตุ๊กตาหินเสียอิกหน่อยหนึ่งที่ร้านซึ่งทำพระรูปทูลหม่อม ซึ่งท่านเล็กมาว่าให้ทำ เดิมมันอยู่ใกล้แกรนด์โฮเตล เดี๋ยวนี้ย้ายไปอยู่ที่อื่นก็เหล่านั้นเอง แล้วจึงไปดูลคร โรงลครนี้เปนรูปไข่ใหญ่มาก เห็นจะจุคนตั้งสองพันขึ้นไป มีที่ดู ๗ ชั้น มีพวกปี่พาทย์เกือบร้อยคน ตัวลครร้อยเศษ แต่อยู่ข้างจะชรางุ่มง่ามโดยมาก เล่นเรื่องอะไรก็ไม่เข้าใจ นั่งฟังร้องกันเท่านั้น เปนเรื่องที่เศร้าโศกแลดุดุ มีบาเลต์ แต่งตัวเปน ๔ พวก พวกละ ๘ คน ออกทีละพวก แต่อ้วนแลโตกันจนเต้นเกือบไม่ไหวก็มี ถามใครต่อใครหนักแล้วว่าเรื่องอะไร เปนอะไร ไม่มีใครรู้หมด เพราะเหตุที่มันเปนเรื่องใหม่ ซึ่งเขาแต่งขึ้นประกอบกับตัวบุคคลที่มี ความยากของออปราฝรั่งนั้นมันเปนเช่นนี้ คือคนที่จะร้องจำจะต้องร้องให้ได้เสียงเครื่องดนตรีอย่างหนึ่งอย่างใด เสียงเอกก็ต้องได้กับปี่ๆ นั้นก็สองชั้นสามชั้น เสียงกลางต้องได้กับซอขนาดเล็ก เสียงใหญ่ต้องได้กับซออันโตที่ยืนสีเสียงหว่างๆ อย่างละสองเสียงสามเสียงร้องขึ้นมาแต่ในฅอในทรวงอก การที่จะเลือกคนร้องก็ต้องอาไศรยผ่อนผันตามเสียง ถ้าเสียงมันจะไปได้ทางไหนก็ฝึกทางนั้น ฝึกกันเสียนานกว่าจะร้องได้ ถ้าเสียงไม่มีครบ จะเล่นเรื่องแคลสซิก คือเรื่องที่เขาแต่งไว้เก่า อันบังคับเสียงให้เหมาะกับตัวในท้องเรื่อง หาคนร้องไม่ได้มันก็เล่นไม่ดี จึงได้คิดยักย้ายไปใหม่ แต่งเรื่องเข้าหาคนที่มีอยู่ เพราะมันไม่ใช่แต่ร้องเปล่าๆ ต้องใช้บท คือทำปากทำตาวางหน้าใช้มือ บางคนทำบทดีแต่ร้องไม่ดี บางคนร้องดีแต่ทำบทไม่เปน คราวนี้ต้องแก้เข้าหา ถ้าคนทำบทดีจะเอาเปนนายโรง ต้องแก้เรื่องให้เสียงมันไม่ดีเสียตามที่หาได้ ดังนี้เปนต้น จึงต้องแต่งเรื่องใหม่ร่ำไป เลิกเวลา ๒ ยาม เพราะลงมือดึก ตอนดึกเข้านั่งในโรงลครเสื้ออิวนิงเดรสออกจะรู้สึกหนาวๆ

• • • • • • • • •

ห้องโฮเตลเมืองมิลัน

ห้องโฮเตลเมืองมิลัน

คืนที่ ๕๗

วันพุฒที่ ๒๒ พฤษภาคม

วันนี้แมร์คนเก่ามาเชิญให้ไปดูเอกสหิบิเชนรูปภาพมีทั้งรูปเขียนแลรูปหล่อ อยู่ข้างดีๆ มากราคาไม่แพง แต่เจ้าแผ่นดินเสด็จมาซื้อดักไว้ก่อนแล้วเหมือนกัน มีรูปพระเยซูรักษาตาบอดรูปหนึ่งใหญ่ดี กับผู้หญิงก้าวลงอาบน้ำ หล่อบรอนซ์ทั้งสองรูป ได้วานให้แมร์ผู้นั้นจัดการว่าซื้อเขาว่าจะลดลงได้มาก มีรูปที่ตาพริ้งเขียนแผ่นหนึ่ง เต็มทนทีเดียว กลับมากินเข้ากลางวันที่โฮเตล แล้วแต่งตัวฟรอกโก๊ตหมวกสูงไปโฮเตลเดอวิล เปนศาลาว่าการของกรมเมือง แมร์ ปรีเฟต์ แลเยเนอราลคอมมานดิงทหารบก แลบรรดาผู้ซึ่งมีน่าที่ในราชการรับที่น่าศาลาแล้วพาขึ้นไปข้างบน ผ่านห้องประชุมแลฮอลใหญ่ ซึ่งมีรูปภาพเปนอันมาก แล้วไปในออฟฟิศของแมร์ เขาให้เสาโคมเงินอย่างโบราณ ในชื่อของเมืองฟลอเรนศ์ แล้วเลี้ยงแชมเปนช์แลขนม ดื่มให้กันตามแบบ แล้วกลับมาขึ้นรถของแมร์ แมร์นั่งข้างในกับพ่อ ปรีเฟต์แลเยเนอราลนั่งข้างน่า ไปสเตชั่น รถออกจากฟลอเรนศ์เวลาบ่าย ๓ โมง มาตามทางที่ไปจนถึงโบลอคนา ระยะทางที่ไปเปนเวลากลางคืนไม่เห็น ต่อขากลับนี้จึงได้เห็น เปนทางขึ้นเขาสูงถึงสองพันฟิต แลดูข้างล่างต่ำหวิวคล้ายที่ชวา ในมณฑลปรียังคะ ตามบนเขานี้ปลูกต้นเชสนัตมาก เขาใช้กินลูกต่างอาหาร มีไร่เฮมป์ก็ชุม ต้องเข้าถ้ำบ่อยๆ เมื่อลงมาถึงพื้นล่างแล้ว แผ่นดินก็เปลี่ยนเปนอย่างอื่นไป คือเปนที่ราบ นาเข้าสาลีปลูกต้นหม่อนเปนแถวๆ กันเปนกระทงนา มีต้นองุ่นเลื้อย ตามลักษณเมืองมิลันอันเปนที่บริบูรณ์ดี กินเข้าในรถไฟเวลา ๒ ทุ่ม รถกินเข้าวันนี้เปลี่ยนหลังใหม่ ทำอยู่ข้างจะหรู มีบานเกล็ดทำด้วยแก้ว จะพลิกไปข้างน่าก็ได้หลังก็ได้ มีบานกระจกเลื่อนขึ้นเลื่อนลงได้ง่ายอิกชั้นหนึ่ง มาถึงเมืองมิลัน เวลา ๔ ทุ่มจวนจะครึ่ง ล่าไปนิดหนึ่ง รถโมเตอคาร์มารับทัน มาที่ครองด์โฮเตลมิลาโน โฮเตลนี้ใหม่หมดจด ห้องหับเข้าที แต่อากาศดูเหมือนจะเย็นกว่าที่ฟลอเรนศ์ แลเปนที่เงียบได้เร็ว ที่ฟลอเรนศ์ ๘ ทุ่มรถจึงจะค่อยสงบลง แต่ที่นี่เพียง ๒ ยามเงียบแล้ว เห็นจะเปนเพราะไม่ได้อยู่กลางสแควร์

• • • • • • • • •

คืนที่ ๕๘

วันพฤหัศบดีที่ ๒๓ พฤษภาคม

วันนี้เวลาเช้าได้ไปที่ร้านแพรสองร้าน เพราะเขาทอแพรที่นี่ แต่เรื่องมันขันอยู่หน่อย ที่นี่เปนที่เลี้ยงไหมโดยรอบคอบ แต่เมื่อได้ไหมแล้วย้อมไม่เปน ต้องส่งไปย้อมในเมืองฝรั่งเศส แล้วส่งกลับมาทอที่เมืองนี้บ้าง ทอที่เมืองไลยอนในฝรั่งเศสบ้าง ถึงว่าแพรทอเมืองนี้แล้ว จะขายในเมืองนี้ก็ไม่ใคร่ได้ ด้วยชาวเมืองไม่ชอบใจ นึกว่าเปนของไม่ดี จึงเปนแพรที่ขายออกจากเมืองนี้ ส่งไปเมืองฝรั่งเศสโดยมา บางทีฝรั่งเศสเอาแพรที่ทำเมืองนี้เองกลับเข้ามาขายเมืองนี้ก็มีคนซื้อ ด้วยสำคัญว่าเปนแพรฝรั่งเศส เพราะฉนั้นร้านขายแพรมีน้อย แต่มีกัมปนีที่สำหรับรับไหม ส่งไหม ส่งแพร กว่าสองร้อยกัมปนี แพรที่ซื้อนี้ก็มีอย่างละน้อยต้องสั่งให้ทำ เรื่องราวของเมืองนี้ เดิมเปนเมืองที่พระปกครอง เมืองมิลันนี้เปนเมืองหลวง อาณาเขตรเรียกว่าลอมบาร์ดี เดิมมีกำแพง เดี๋ยวนี้ตัดลงเปนถนน ยังสูงกว่าบ้านเรือนที่อยู่นอกกำแพงฤๅในกำแพง ยังแลเห็นรูปป้อมแลยังไว้ประตูเมือง ตอนข้างเมืองเก่าซึ่งเปนตลาดจอแจอยู่นั้น ถนนเล็กๆ แคบๆ คดไปคดมาไม่ตรง อย่างเมืองอิตาเลียนโบราณ ตอนที่ตัดใหม่จึงได้เปนถนนกว้างใหญ่แลตรงๆ เว้นไว้แต่ที่ใกล้คะทีดรัล ซึ่งเปนวัดใหญ่ตั้งอยู่กลางเมือง วัดนี้ใหญ่โตมาก ชั่วแต่โบสถ์หลังเดียว จุคนได้ถึงสี่หมื่น โดมกว้าง ๒๒๐ ฟิต สูง ๓๖๐ ฟิต มีชั้น ๙๘ ชั้น ตุ๊กตาที่ประดับถึง ๒๐๐๐ ตัว ล้วนแต่ทำด้วยศิลาอ่อนสีขาว แลเห็นยอดสพรั่งไป งามจริงๆ ตั้งแต่ทำมาได้ ๕๐๐ ปีเศษแล้ว แต่วัดใหญ่ๆ เช่นนี้ มักจะเสียสรวยด้วยปลูกเรือนเข้าไปกระชั้น เหมือนอย่างกับโบสถ์ตั้งอยู่ในหลุม แต่นี่เขาก็ได้แก้ไขมาก บ้านเรือนข้างด้านหลังยังชิดอยู่ แต่ด้านน่าเปิดออกไปได้มาก ทำเปนสนามเปนสวน มีรูปกิงวิกตอร์อิแมนวลขี่ม้าชักดาบหันหน้าเข้าไปข้างโบสถ์ ถ้าอยู่ที่ถนนด้านน่าแลเห็นวัดได้ตลอด งามอย่างยิ่ง ความที่ช่างคิดตัวอย่างวัดสูงใหญ่ถึงเพียงนั้น แลดูเหมือนแบบบางเหมือนหนึ่งราวกับว่านกกามาจับจะหัก แลดูเปนอย่างแกะด้วยงา ภายในโบสถ์นั้นเวิ้งว้างเหลือที่จะคเนนึก กระจกสีที่กรุช่องน่าต่างสูงๆ เขาว่าเปนขนาดใหญ่อย่างยิ่ง ในนั้นที่บูชาแลอะไรอื่นๆ ไม่สู้ประหลาดนัก งามข้างนอกมากกว่าข้างใน ข้างวัดมีตลาดหลังคากระจกซึ่งเรียกวิกตอร์อิแมนวลอาเคต เหมือนกับที่เมืองเนเปอล ยังตลาดที่เปนห้างขายสิ่งของก็ตั้งอยู่รอบวัด เรียกว่าดูโมนั้นเอง แต่ตลาดเหล่านี้พ่อเข้าไม่ได้ เพราะเปนที่ประชุมคนจอแจ ถ้าขืนเข้าไปก็ยิ่งกว่ามีโนราห้าโรง จะรุมกันดูจนไม่แลเห็นอะไร น่าโฮเตลมีคนประจำอยู่เสมอทั้งกลางวันกลางคืนหลายร้อยคน ไม่รู้ว่ามันมาอยู่ดูทำอะไรกัน นานนานจะได้เห็นสักอึดใจหนึ่ง ถ้าจะคิดไปดู มันก็เปนอย่างดีของคนเหล่านั้นที่จะได้ดู เพราะไม่มีอะไรจะทำ วิ่งพล่านไปพล่านมาอยู่อย่างนั้น ถ้าจะไปดูอะไรก็จะต้องเสียเงินไปเสียทุกอย่าง นี่ดูเปล่าไม่ต้องเสียเงิน ถึงจะต้องยืนคอยนานหน่อยหนึ่งก็จะเปนไรมี ผีเจาะปากไว้ให้พูด พูดกันเสียให้พล่ามก็แล้วกัน อันที่จริงการที่คนตื่นเต้นดูแลคราวนี้มากกว่าที่มาคราวก่อน บางทีจะเปนด้วยการรักษากวดขันขึ้นก็จะเปนได้ คงจะมีผู้คุมประจำตัวอยู่เสมอ ไปไหนมีนายโปลิศสองคนขึ้นรถตามขี่ไบสิเกอล ๒ คนเคียงข้างรถ หยุดที่ไหนโปลิศท้องที่จุกช่องล้อมวงตั้งแต่ ๔ ขึ้นไปหา ๘ คน น่าโฮเตล ถ้าเวลาลงไปขึ้นรถ โปลิศถึงต้องต่อยกันกับคนดู ที่นี่มีทางลงข้างหลังได้สดวกดี ถ้าขี่รถจ้างแล้ว จะไปไหนๆ ก็ได้แต่อย่าหยุด ถ้าพอหยุดลงที่ไหนโปลิศเขาก็ไปตั้งกองจุกช่องล้อมวง เท่ากับเรียกให้คนมาดู ประเดี๋ยวเดียวก็แน่น จะไปขอร้องว่ากล่าวอย่างไรก็ไม่ได้ เพราะเปนการเขารักษาน่าที่ คนอิตาเลียนมีคนร้ายกาจอยู่มาก อาจจะทำอันตรายโดยไม่พอที่จะทำ เช่นกับยิงเอมเปรสอิลิสซาเบถเมืองออสเตรียที่สวิตเซอแลนด์ก็อิตาเลียน เจ้าของเขาเขาก็ฆ่ากันเอง เพราะคนอิตาเลียนมันเปนคนสำส่อน การปกครองได้ผลัดเปลี่ยนแยกย้ายกันมาหลายทอด ซ้ำมีอ้ายลัทธิอานาคิสต์โซเชียลลิสต์ ซึ่งคิดประทุษฐร้ายต่างๆ เพื่อจะให้สมความประสงค์ มันคล้ายๆ กับสาสนา ไม่ใช่อั้งยี่ เปนลัทธิของคนพวกหนึ่ง ซึ่งไม่ใคร่จะกลัวตาย ยิ่งจับได้ยิ่งเก๋ มันเปนลัทธิที่กินใจออกจะเกือบเปนบ้าๆ ซึ่งไม่มีตัวอย่างในคนไทยเลย เมืองนี้อยู่ข้างจะเปนเมืองใหญ่โตกว่าตุริน แต่เปนเมืองค้าขาย ทำเครื่องเฟอนิเชอแลการช่างต่างๆ มีคนถึงหกแสน มีเยอรมันมากกว่าเมืองอิตาเลียนอื่นๆ ผู้คนพลเมืองก็ผิดกันกับเมืองอื่น การขับรถนอนหลับไม่ใคร่มี รวยรถรางเหลือเกิน ในถนนสายใหญ่มีรถถึงสามชนิด ชนิดหนึ่งสีเหลือง เปนรถไฟฟ้าธรรมดาแต่กว้าง อิกอย่างหนึ่งทาสีน้ำตาล แต่เปนรถคล้ายกับรถเหลืองชั้นเดียว อิกอย่างหนึ่งสีน้ำตาลเหมือนกัน แต่เปนสองชั้น สูงโงงเงง เดินรางเดียวกันหมด ระยะห่างกันสองเส้นสามเส้น ฤๅเดินต่อกันทีเดียวก็มี เปนรถพ่วงสองคันทั้งสามอย่าง ถ้าจะนั่งอยู่ริมถนน คงจะเห็นรถผ่านไปฤๅผ่านมา ระยะห่างกันเพียงเส้นหนึ่งฤๅสิบวาเปนนิจไม่ได้ขาด แต่ไม่เห็นคนเต็มสักรถเดียว ดูเหมือนมันจะเกินความต้องการของเมือง รถนั้นเดินช้าเปนที่สุด คนเดินเท้าเร็วกว่า มีประโยชน์แต่เพียงไม่เหนื่อยอย่างเดียวเท่านั้น จะว่าด้วยการเร็วแล้วเปนไม่มีเลย มีแต่ช้าลงไปเท่านั้น บางทีก็ไปหยุดคั่งกันเสียตั้ง ๖ คัน รถโมเตอคาร์จะเดินไปไหนก็ต้องช้าที่สุดเหมือนกัน ต้องไปติดลอยเปนแพอยู่เช่นนั้นนานๆ รถจ้างที่นี่ใช้ติดเครื่องวัด เปนรูปกลมเหมือนนาฬิกากล๊อก แหวะช่องสำหรับเศษร้อยช่องหนึ่งเลียร์ช่องหนึ่ง ถ้ารถเดินไปเท่าใด เลขนั้นบอกค่าเช่ารถไปตามระยะที่รถเดินเร็วฤๅช้าตามรอบของลูกล้อที่หมุน ถ้าบรรทุกสิ่งของมีอิกช่องหนึ่งสำหรับคิดค่าบรรทุกของ ช่องล่างบอกกิโลเมเตอที่รถได้ไปมากน้อยเท่าใด ถ้ารถหยุดนาฬิกานั้นก็เดินได้เหมือนกัน แต่เดินช้าๆ คิดตามอัตราค่าคอย เวลาคอยนี้ใช้ไขลานเหมือนนาฬิกา ที่ติดเครื่องบอกกำหนดค่าเช่านี้สำหรับกันข้อถุ้มเถียงกันในระหว่างเจ้าของรถแลผู้เช่า ถนนที่นี่เปนต่างๆ ของเดิมเห็นจะเปนปูด้วยก้อนกรวดยาแนว ชั้นหลังเปนปูด้วยศิลาหนา บางตอนปูด้วยอัสฟัลด์ดูเกลี้ยงเกลาดี แต่ฝนตกท่าทางจะลื่น เมืองเราใช้ไม่ได้เปนอันขาด เพราะน่าร้อนเหนียวหนับ ตอนในเมืองที่จอแจเปลี่ยนก้อนกรวดเปนศิลา กำลังทำอยู่ รอบนอกแนวกำแพงใช้ถมศิลาบดตามธรรมเนียม ไม่สู้จะได้เที่ยวเท่าไรนักในเวลาเช้า เหตุเพราะไปไม่สดวกดังเช่นที่ว่า กลับมาจัดของส่งบางกอกแล้วโรเรอยู่จนกินเข้ากลางวัน เวลาเย็นจึงได้ไปที่เอกสหิบิเชนโอโตโมบิล ที่ซึ่งทำเอกสหิบิเชนนั้น ทำนองเปนป๊ากเล็กนิดเดียว คนก็ไม่มากเท่าไร มีโรงเปนสามขามีมุขกลาง ในโรงนั้นตั้งรถโมเตอคาร์เรียงกันสองข้าง มีโคมรถ รถไบสิเกอล นอกโรงเปนที่ตั้งเก้าอี้สำหรับคนไปนั่งพูดกันกินน้ำชา ใครจะเข้าไปดูเก็บเงิน เด็กเก็บครึ่งหนึ่ง แล้วให้ตั๋วน้ำเงินสำหรับไปรับของแจก เปนรถโมเตอคาร์ไขกลตุ๊กตาชายอุรุพงษ์ได้ พ่อลืมเล่าถึงชายอุรุพงษ์ ออกจะรวยๆ ใครเห็นใครอี๋ ถูกแต่ผู้หญิงหยอกจับแก้มร่ำไป ไปข้างไหนตามกันเปนพรวนน่าเอนดู ใครๆ ชอบให้ของ แมร์เมืองฟลอเรนศ์ก็ให้หีบเงินใส่ขนม เมียเซดโยให้ลูกกระดุม ยังได้อะไรอิกหลายสิ่ง เวลาที่พ่อไป ตาเปรสิเดนต์ของเอกสหิบิเชนนั้นไม่อยู่ สิเกรตารีพูดอังกฤษไม่ได้ ไปวานใครที่รู้ภาษาอังกฤษมาพูด ตรงเข้ามาตีฅอถามว่าพ่อเห็นเอกสหิบิเชนเปนอย่างไรบ้าง พ่อนิ่งเสียไม่ตอบ มันไปโจทย์กันว่าเห็นจะไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ อิกคนหนึ่งว่าเห็นจะเข้าใจ พ่อทำไม่รู้ไม่เห็น เดินรีบๆ ผ่านๆ อ้ายคนหนึ่งเข้ามาบอกบริพัตร ว่าให้พ่อไปยืนที่สแตนด์ คงจะคิดอ่านถ่ายรูป เพราะมันตั้งกล้องเตรียมไว้แล้ว บริพัตรตอบว่าให้ไปเรียนรู้คำที่เจ้าเรียกว่ากิริยาดีนั้นเสียก่อน พ่อก็เลยเดินออกมา ต่อหลุดออกมาจากโรงนั้นแล้ว กรรมกิจกรรมการจึงได้มากันเปนพรวน เปิดหมวกกันแล้วพ่อก็มา ไม่ได้คอยฟังให้พูด

ออกไปดูที่ทำกระจก อยู่ห่างกลางเมืองทางประมาณสักสิบห้ามินิต แมเนเยอไม่อยู่ เหลือแต่สิเกรตารีพูดภาษาอะไรไม่ได้นอกจากอิตาเลียน ต้องมีล่ามเปนสามต่อ มีอ้ายห่ามอะไรคนหนึ่งเปนล่ามภาษาอังกฤษเข้ามาพูด ยิ่งไม่พูดกับมันมันยิ่งเสือก จนต้องขอห้ามว่าอย่าให้คนนี้มาพูดอิกต่อไป ภายหลังแมเนเยอไปถึง เอลเลครีแลเฟโรก็ไปถึงด้วย จึงได้ใช้เอลเลครีเปนล่าม การที่ดูนั้น คือวิธีเจียรไนกระจกเงาให้เปนหลังเจียดใช้ครู่กับศิลาซึ่งมีกากเพ็ชร์ คนเอามือจับถูเฉยๆ แล้วจึงไปชักเงา การชักเงานั้นมีเครื่องจักรแท่นเลื่อน มีตุ้มผ้าสำหรับถูยาสีแดงๆ บนกระจก คนคอยเลื่อนให้ลูกตุ้มนั้นเดินทั่วกระจก ครั้นกระจกเกลี้ยงแล้ว เอาวางบนแท่นซึ่งมีสตีมเข้ามาในใต้นั้นให้ร้อน แล้วเอาน้ำเทลงบนกระจก แล้วจึงเอาปรอดซึ่งประสมแล้วเท การที่จะเทปรอดให้เสมอเต็มน่ากระจกนั้น ต้องการความชำนาญอยู่ นี่เปนเรื่องทำกระจกเงา ส่วนที่จะทำให้เปนเงาด้านแลมันนั้น ถ้าเปนกระจกลายเล็กๆ เลวๆ ใช้แบบตกั่วทาบลงบนกระจก แล้วจึงเอาน้ำยาทา เวลายกแบบขึ้นแล้วก็เปนลาย แล้วจึงเอาไปขัดด้วยทราย ที่น้ำยาติดก็เปนกระจกมัน ที่ถูกทรายเปนกระจกด้าน ถ้าเปนลายใหญ่ใช้เยเลตีนที่มีพิมพ์จุดๆ เปนรอยสำหรับตัด ทาบลงบนกระจกแล้วใช้ผู้หญิงตัด ควักเอาเยเลตีนที่ตรงจะให้เปนกระจกด้านนั้นออกแล้วจึงขัดทราย ถ้าจะให้เปนสีจะเปนลายดอกไม้ฤๅรูปภาพขัดกระจกให้ด้านเสียก่อน แล้วจึงเขียนสีลงบนกระจกแล้วเอาเข้าเตาเผาเหมือนลงยาราชาวดี ยานี้เปนของที่เขาปิดปกไม่ให้ผู้ใดรู้วิธีประสม ถ้าจะทำกระจกอย่างเช่นสเตนกลาส ซึ่งตัดเปนลวดลายต่อด้วยลวดตกั่ว เขียนแบบขึ้นว่าจะเอาลายอย่างไร แล้วตัดกระจกเปนชิ้นๆ เช่นเปนดอกไม้ใบไม้ฤๅหน้าคนชิ้นใหญ่บ้างเล็กบ้าง เขียนด้วยสีน้ำยาอย่างเช่นที่ว่าแล้วเอามาประดับกันเหมือนกับเล่นต่อ ลวดตกั่วนั้นใช้เด็กๆ ชัก แล้วเอามาหุ้มที่หัวต่อกระจก ดัดโอนไปได้ตามรูปกระจก ปรับเรียบทั้งแผ่นแล้ว จึงได้บัดกรีด้วยหัวแร้ง ซึ่งมีไฟฟู่ๆ อยู่ในนั้นเอง ไม่ต้องเอาไปเผา

การที่ทำนั้น แพนกของงานมีอยู่เพียงเท่านี้ แต่อาจยักย้ายทำได้ต่างๆ เช่นกระจกเงาปนสีเปนลวดลาย กระจกทำเปนสีโอปอลสีพลอยต่างๆ เปนสีปนปนทองเคลือบลงในกระจก เปนลายลงยาราชาวดี ยักย้ายไปได้ตามแต่ความคิดจะเดิน ไม่มีที่สุด ร้านที่ทำนี้เรียกว่า ลุยคีวอนตานา ทำได้ง่ายแลราคาถูกกว่าแต่ก่อนกว่าครึ่งค่อน พ่อได้ซื้อของสี่สิ่งเปนตัวอย่าง แล้วขอให้ส่งตัวอย่างงานที่เขาทำได้อย่างละชิ้น ให้เอลเลครีส่งไปที่กรมโยธา

ได้ขึ้นรถโมเตอคาร์ไปดูเมืองมิลันจนทั่วที่ควรจะดูได้ แลได้ดูโบสถ์ซึ่งกล่าวมาแล้ว กลับมาแต่ยังวัน ไม่มีที่จะไปไหน เหตุด้วยไปไม่รอด เพราะคนตอมเช่นที่กล่าวมาแล้ว

พรุ่งนี้จะต้องออกจากที่แต่เช้า จึงปลดเปลื้องการทั้งปวงเสียให้สำเร็จ เมืองมิลันนี้ได้มาสองสามคราวแล้ว แต่ไม่เคยค้างคืน ที่คิดค้างคืนครั้งนี้ เพราะจะไม่นอนในรถไฟนั้นอย่างหนึ่ง ที่เลยไปอิกคืนหนึ่ง เพราะหมายว่าจะมีเอกสหิบิเชนที่ต้องดูช้า ถ้ารู้ว่าเช่นนี้ จะไม่อยู่อิกคืนหนึ่ง เพราะฉนั้นขอจบเรื่องกันเพียงเท่านี้ที ที่นี่หนาวกว่าที่เมืองฟลอเรนศ์หน่อยหนึ่ง ปรอดในห้อง ๖๔ แต่เขาก็ว่าไม่แน่ เปนหนาวอย่างแปลกประหลาด ที่เดือนเมนี้ควรจะร้อน แต่หากไม่ร้อนเอง

จุฬาลงกรณ์ ป. ร.

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ