พระราชหัดถเลขาฉบับที่ ๓๔

เสด็จพระราชดำเนินเยือนตูเรเฟล

เสด็จพระราชดำเนินเยือนตูเรเฟล

คืนที่ ๑๔๒

วันพฤหัศบดีที่ ๑๕ สิงหาคม ร. ศก ๑๒๖

หญิงน้อย

เมื่อคืนนี้ที่นอนสบายดี เวลาบ่ายปรินซยอชออฟกรีศมาหา เขามาอยู่ที่นี่เดือนหนึ่งแล้ว แคล้วเคราน์ปรินซออฟมากรีสพึ่งไป กิงออฟกรีศจะมาถึงเมื่อออกจากปารีสไปเสียก่อนแล้ว เวลาบ่ายไปเยี่ยมตอบปรินซยอชที่โฮเตลบริสโตล ส่งก๊าดแล้วไปบัวเดอบุลอง ไปด้วยรถโมเตอคาร์ จำหนทางได้มั่นคงไม่ได้มีคลาศเคลื่อนเลย แต่ดูช่างถึงไหนถึงเรวเหลือเกิน ไปประเดี๋ยวเดียวก็ถึงตึกซึ่งกวีนอิซาเบลลาออฟสเปนเคยอยู่ จำได้ อิกครู่หนึ่งก็ถึงประตูเหล็ก หน้าตาป๊ากก็เปนอย่างเดิม แปลกแต่ต้นไม้อาเกเซียเก่าๆ ตัดลงหมด เปลี่ยนปลูกใหม่ ป๊ากนี้ก็เปนป่าปลูกต้นไม้ติดๆ กัน แล้วตัดหนทางกว้างใหญ่เข้าไปในนั้นหลายสาย ตรงบ้างอ้อมบ้าง มีหนทางย่อมลงไปอิกชั้นหนึ่ง ค้นเปนหนทางเล็กชั้นที่ ๓ อิกชั้นหนึ่ง มีสระสำหรับตีกระเชียงเล่นเรือ สระนี้ดีที่น้ำสูงกว่าพื้นถนนปริ่มขอบ ตอนหนึ่งเปนเขามอทน้ำตกอย่างไกรลาศ ตรงปากช่องที่จะเข้าไปมีเรสเตอรองต์หลังคาจีน ซึ่งอยู่มาแต่บุรมบุราณ ขับรถไปจนถึงลองชองซึ่งเปนที่สนามแข่งม้าแล้วเวียนรอบ ที่แถบนั้นเปนป่าต่อทุ่งหญ้า วนกลับเข้ามาจนถึงที่ซึ่งศรีสวัสดิเอาลครไปเล่น ลงเดินตามแถบนั้นแล้วจึงขึ้นรถกลับ ในเวลานี้มีคนมาเที่ยวอยู่ในป๊ากก็มาก นั่งเล่นเดินเล่น แต่น้อยกว่าในฤดูกาล ในถนนเมืองปารีสทุกๆ สายเงียบออกร้างๆ เพราะเปนน่าร้อน คนออกไปอยู่เสียบ้านนอกโดยมากนั้นอย่างหนึ่ง เพราะเปนวันโฮลิเดพระเยซูขึ้นสวรรค์ ชาวร้านแลคนซื้อของพากันไปเที่ยวเสียหมด เวลาเย็นเห็นรถโมเตอคาร์อย่างใหญ่ที่นั่ง ๖ แถว กลับมาแต่เวอไซล์เปนหลายรถ ความต้องการแลจำเปนของฝรั่งที่จะต้องไปป๊าก ไม่ใช่แต่ผู้ดีที่อยากไปเที่ยวขี่รถม้า ฤๅหนุ่มสาวที่จะไปเกี้ยวไปกรอกัน ถึงคนชั้นกลางแลคนชั้นสามัญต้องออกไปทั้งนั้น ไปด้วยความจำเปนยิ่งกว่าที่ตัวเขาจะรู้สึก ฤๅยิ่งกว่าเราจะคิดเห็น ตามที่เล่าๆ กันมาแลคิดเห็นกันมาว่า “เขาทำไว้ให้เปนที่ไปขับรถขี่ม้าเล่นเปนการสนุกสนาน” ฤๅว่า “ให้เปนที่ครึกครื้นแก่บ้านเมือง” ฤๅที่เรียกตามภาษาอย่างเก่าว่า “ไปกินอากาศตากอากาศ” แต่ตามที่เล่าๆ พูดๆ กันมาดูไม่สู้เปนการจำเปน เพราะคิดไม่เห็นการที่จะอยู่ในเรือนอย่างฝรั่ง ซึ่งไม่มีชานแลไม่มีลานบ้านเปนอันต้องอุดอยู่ในตู้กระจก มันเหลือที่จะอยู่ได้ ถ้าเหมือนอย่างเรา เรามีนอกชาน มีลานบ้าน เพียงลงไปนั่งที่แคร่ฤๅที่ม้าฤๅก้นครก ดูเด็กๆ มันวิ่งเล่นฤๅไปนั่งตีนท่า ดูเขาพายเรือไปเรือมาก็พอ แต่เมืองฝรั่งไม่มีที่เช่นนั้นสำหรับบ้านทุกๆ บ้าน จึงต้องมีที่กลางสำหรับเล่นในหว่างหมู่บ้านบ้าง เปนป๊ากใหญ่บ้างเล็กบ้าง ใช่แต่เท่านั้น ฝรั่งที่อยู่ในเรือน มีอย่างเดียวแต่ต้องนั่งเก้าอี้ “เลือดลงตีน” อยู่เสมอจะลงนอนพั้งพาบลงนั่งขัดสมาธิ์เล่นกับพื้นอย่างเช่นเราไม่ได้ ครั้นเวลาออกไปกลางแจ้งในป๊ากเช่นนี้ นั่งขัดสมาธิ์ก็ได้พับเพียบก็ได้ ขาแข้งลืมแขง ลงนอนพั้งพาบเล่นตามหญ้าก็ได้ ดูเถอะ ตามหนทางที่ไปเกลื่อนกลาดไป ไม่ใช่ขี่รถ ไม่ใช่ไปนั่งโต๊ะเก้าอี้นั่งลงไปกับพื้นเปนอันมาก ประกอบทั้งได้ผึ่งแดดได้รับลมในที่กว้าง เปนลมอากาศที่สอาด จึงเปนการจำเปนยิ่งกว่าในเมืองเรา ไม่ว่าไพร่ว่าผู้ดีต้องไปในที่เปิดโถงเช่นนั้น กลับมาลิเคชั่น คิดเรื่องเข็มอักษรซึ่งจะแจกในเรื่องการประพาศยุโรป

เวลาค่ำไปเที่ยวรถกลับมาถึงลิเคชั่นเวลา ๔ ทุ่มครึ่ง วันนี้ไม่สู้จะร้อนเหมือนเมื่อวานนี้ เวลากลางคืนออกจะเย็นๆ ขันที่ในเมืองปารีสนี้ดูใบไม้ร่วงเรวกว่าที่อื่นๆ หมด ตามถนน ต้นไม้ใบแดงโดยมากแล้ว ร่วงตามโคนต้นเปนกองๆ เมื่อคราวมาครั้งก่อน ต่อเดือนกันยายนจึงได้ร่วง ส่วนข้างเหนือที่ผ่านลงมา ยังเขียวสดชุ่มชื่นอยู่ทุกแห่ง แต่ที่ปารีสนี้ร้อนเรวกว่าข้างเหนือมาก เวลาเราไปถูกสโนสตอมอยู่ที่นอรเว ข้างนี้ได้ข่าวว่าปารีสร้อนแล้ว แต่เขาว่าก็หนาวหวนไปหวนมา ความจริงเห็นจะเปนซัมเมอน้อย น่าจะเข้าออตัมโดยเรว

ทอดพระเนตรบริเวณชั้น ๒ ของตูเรเฟล

ทอดพระเนตรบริเวณชั้น ๒ ของตูเรเฟล

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๔๓

วันศุกรที่ ๑๖ สิงหาคม

วันนี้เวลาเช้ามืดมัว การที่กะว่าจะไปขึ้นไอเฟลเตาเวอจึงได้กลับกลายความคิดไป ด้วยกลัวจะมืดมัวเสียไม่เห็นอะไรทั่วถึง เปลี่ยนเปนไปห้างลูฟร์ ห้างที่เรียกว่าลูฟร์นี้เรียกตามชื่อวัง เพราะวังนั้นอยู่ตรงข้ามกับห้าง เปนตึกก่อในสี่เหลี่ยมรอบเช่นศาลายุทนาธิการ แต่เล็กกว่า ทำหลังคาข้างในที่หว่างตึกนั้น ชั้นล่างขายเครื่องแต่งตัวผู้หญิง แลของอื่นๆ รายรอบไป แลขึ้นไปอิกเปนห้าชั้นด้วยกัน ทางขึ้นใช้สพานผ้าเหมือนอย่างเช่นที่พ่อเคยเล่า มีอยู่ที่บ่อนมอนติกาโลนั้น ขึ้นไปเปนชั้นๆ ขาลงลงด้วยลิฟต์ เรื่องห้างนี้ไม่ต้องเล่ามากเสียแล้ว เพราะอาจจะเปรียบกับเคาฟเฮาสที่เมืองเบอลิน แต่เคาฟเฮาสจัดสิ่งของดีกว่านี้ งามกว่านี้ ของที่ขายก็ดีๆ กว่านี้ ทั้งใหญ่โตกว่านี้มากด้วย เพราะเหตุที่เคาฟเฮาสเปนห้างใหม่ เห็นอย่างห้างเก่าๆ เลือกคัดที่ไม่ดีออก เอาแต่ดีไปทำ ส่วนสิ่งของนั้นห้างลูฟร์นี้ไม่ฆ่าห้างย่อยได้ ราคาถูกจริง แต่ของไม่สู้ดี ถ้าจะหาของดี ไปหาตามห้างย่อยดีกว่า แต่ที่เคาฟเฮาสนั้น ของดีแลราคาถูกกว่าห้างย่อย เอาการที่ได้ทำธุระมากเข้าเปนกำไร คนที่จะไปเที่ยวห้างย่อย ต้องเสียค่าเดินทางแลเสียเวลามาก ถ้าไปที่เคาฟเฮาส จะเอาอะไรก็ได้พร้อมเสียหมดแล้ว ไปแห่งเดียวสดวกกว่า คนจึงได้ไปซื้อเสียร้านใหญ่มาก ทั้งวิธีขายของก็ผิดกัน ที่เคาฟเฮาสเปนอันหนึ่งอันเดียวกันไปหมด ทั้งมีคนมากเหมือนอย่างเราไป ตั้งกองจุกช่องล้อมวงไม่ให้คนเข้ามาเบียดเสียด พาดูแลชวนให้เลือกของซ้องไปตลอด ที่นี่เขาจัดคนให้ประจำตัวคนไปซื้อ คนไหนซื้อก็ต้องบอกแก่คนขายที่ประจำตัว ข้ามกันก็ไม่ได้ คนที่มาเปนผู้ขายนั้นออกจะแก่งแย่งกัน พ่อไม่ใคร่จะได้ซื้ออะไร ต้องการจะเดินดูว่าเขาจัดการอย่างไร พอเดินทั่วแล้วก็กลับ แต่กว่าจะทั่วมันก็นานอยู่ถึงเมื่อยขา

กลับมายังวัน แลอากาศก็แจ่มใสมีแดด ตูเรเฟลเรียกตามภาษาอังกฤษว่าไอเฟลเตาเวอนั้น อยู่ในหนทางที่จะกลับมาบ้านจึงได้แวะเที่ยวเสียทีเดียว โรงเรือนย่อมๆ ที่อยู่ตามเชิงเสานั้นไม่มีแล้ว เหลือแต่สวนแลสระซึ่งทำงามดีมาก เวลาไปไม่มีคนกี่คนปลอดโปร่งดีมาก ชั้นต้นขึ้นลิฟต์ซึ่งเปนเกรินอย่างยกโกษฐขึ้นตั้งเบญจา ไปถึงชั้นต้นมีร้านแลเครื่องเล่นเสียชั้นหนึ่ง แล้วขึ้นเกรินไปอิกเปนชั้นที่ ๒ ก็มีร้านแลเครื่องเล่นอย่างเดียวกัน แต่ชั้นที่สามนั้น เปนชั้นสูง ที่เสาตรงขึ้นไปจึงได้ใช้ลิฟต์ แต่แบ่งเปนสองตอน ขึ้นลิฟต์ไปจนถึงกลางเสาตอนบนแล้วย้ายไปขึ้นอิกลิฟต์หนึ่ง จึงถึงชั้นสาม ชั้นสามนี้ก็มีร้านแลเครื่องเล่นเหมือนกัน แต่มีฝากระจกกันลม ด้วยสูงมาก พอขึ้นลิฟต์ชั้นสามนี้ฝนก็ตก เพราะเหตุฉนั้นจึงไม่ได้ขึ้นชั้นบนอิกชั้นหนึ่งซึ่งเคยขึ้นแล้ว เสานี้จำได้ครั้งก่อนว่าสูงสามเส้น ขึ้นไปชั้นบนออกไหวๆ ด้วยไวเบรชั่น เมื่อคิดเทียบดูกับที่เราไปขึ้นเขาครอตลิน สูง ๒๕ เส้นเศษ ถ้าเอามาเกลาให้เล็กเท่านี้ จะเสียวไส้ปานใด แต่นี่แลเห็นคนออกไปทาสียังเสียวๆ ตีน

ร้านที่ขายของนั้น มีสิ่งของต่างๆ เช่นกับกลักขีดไฟ ที่เขี่ยบุหรี่ ถ้วย ดินสอ ช้อนเปนต้น ล้วนแต่มีรูปเตาเวอนั้นติดอยู่ มีโปสต์ก๊าดซึ่งอาจจะเขียนจากบนนั้นส่งได้ มีตัดกระดาษเปนรูปดำๆ ปักผ้าเช็ดหน้าแลบาร์ขายของกิน ดูกร่อยกว่าแต่ก่อน ออกจะตามๆ เคย ส่วนการเล่นนั้น มีเครื่องหมุนๆ ที่สำหรับหยอดอัฐต่างๆ คือแข่งม้าเอาอัฐหยอดคนละอัฐแล้วหมุน ใครชะนะได้อัฐคืนใครแพ้อัฐสูญ มีแต่เสียแลเสมอตัว แข่งเรือหมอดูต่างๆ แลหยอดอัฐลงไปเอาของต่างๆ อย่างงานวัด คุณวิเศษในการขึ้นหอนี้ ที่ได้ดูเมืองปารีสเห็นตลอดโดยรอบจนสุดสายตา กว่าจะขึ้นลงสำเร็จกว่าชั่วโมง เพราะต้องเดินดูบ้าง ต้องคอยบ้าง ด้วยระยะลิฟต์เหล่านั้น สิบมินิตจึงขึ้นครั้งหนึ่ง

กลับมากินเข้ากลางวันที่ลิเคชั่น โปรเฟสเซอคอร์มาหา โปรเฟสเซอคอร์ผู้นี้ เปนผู้ซึ่งได้เคยเปนผู้จัดการเอกสหิบิเชน ช่วยพระยาสุริยาครั้งเอกสหิบิเชนฟิเลเดลเฟียคราวหนึ่ง แลได้จัดการคราวเอกสหิบิเชนเซนต์หลุยส์คราวนี้ เปนผู้ที่ชอบพอกันกับพวกเรามานานแล้ว พระรัตนาญัป์ติกลับไปรู้ว่าพ่อจะไม่ไปอเมริกา จึงได้ข้ามมาหา เปนคนที่มีอัธยาศรัยดี แลพวกเราที่เคยได้ยินชื่อ กะหน้าเปนอย่างหนึ่ง ครั้นเมื่อเห็นตัวเข้า ไม่เหมือนที่กะเลย มาเอ่ยพ้องกันเช่นนี้เปนหลายคน

เวลาบ่าย ขึ้นรถโมเตอคาร์ ไปที่เซฟว์ซึ่งเปนที่ทำถ้วยชาม ตำบลนี้อยู่นอกเมืองปารีส พอออกจากบัวเดอบูลอง รถต้องหยุด มีพนักงานตรวจน้ำมัน เพราะเปนภาษีชั้นในสำหรับเมืองปารีสอิกชั้นหนึ่ง ด้วยราคาน้ำมันในปารีสแพง พอหลุดพ้นเขตรออกไปร้านน้ำมันก็อยู่ตรงนั้นขายถูกลงไปทันที แต่รถพ่อไม่ต้องทำอะไร ด้วยมีตั๋วสำคัญ ไปถึงที่เซฟว์มีเจ้าพนักงานรับ ไปดูห้องที่ตั้งของอวดแลขายชิ้นโตๆ ไม่ได้ขายทั้งนั้น ขายชิ้นเล็กๆ แล้วไปดูที่ทำงาน ที่จริงการทำปอสเลนนี้ก็ได้เห็นที่นี้เองคราวก่อนครั้งหนึ่ง ที่ไมเซนเมืองเดรสเดนครั้งหนึ่ง ในอิตาลีแลรัสเซีย เดนมาร์กครั้งนี้ก็ได้เห็น แต่เล่าซ้ำไว้เสียหน่อยก็ดี การขึ้นรูปสิ่งที่กลม ใช้ถีบแป้นเหมือนอย่างปั้นหม้อ ถ้าเปนตุ๊กตาใช้รูปพิมพ์ ถ้าเปนเครื่องขาวไม่ได้เคลือบก็เข้าไฟทีเดียว ถ้าเปนขาวเคลือบชิ้นเล็กๆ ที่ควรจะยกจุ่มลงในน้ำเคลือบได้ ก็จุ่มลงแล้วยกขึ้น น้ำเคลือบจะแห้งทันที ด้วยถ้วยข้างในซึ่งยังไม่ได้เผานั้นสูบ ถ้าเปนเขียนสีเปนสองอย่าง อย่างหนึ่งเขียนก่อนชุบน้ำเคลือบ อย่างหนึ่งเคลือบแล้วจึงเขียนด้วยน้ำเคลือบนั้นเองเพื่อจะให้หนาขึ้นเปนลายซ้อน ส่วนเขียนลายทองนั้นแกะพิมพ์ลงในแผ่นเหล็ก แล้วถูยาดำ ให้ฝังอยู่ในร่องลายแกะ เช็ดพื้นที่ราบเสียให้สอาด แล้วเอากระดาษบางทาบเข้าเครื่องอัด ยาดำที่ในพิมพ์นั้นกลับมาติดอยู่ที่กระดาษบาง แล้วเอากระดาษบางทาบลงในจานที่เคลือบแล้วใช้ยางอินเดียรับเบอคลึงหลังกระดาษ ยาดำกลับลงไปติดอยู่ในถ้วย แล้วก็โรยทอง ทองก็เฉภาะติดแต่ที่ยาดำ เหตุด้วยที่อื่นเปนถ้วยเกลี้ยงแล้วก็เข้าไฟได้ ถ้าจะซ้อนทองให้หนาแห่งใด ต้องเติมทองอีก ครั้นเมื่อสำเร็จแล้วออกจากเตา ต้องชักเงาด้วยเนียม จึงจะเปนอันแล้วสำเร็จ การมันก็ประดักประเดิดอยู่มาก ทำด้วยมือจริงๆ ทุกระยะไม่ได้ทำด้วยตีนเลย ในการที่จะเคลือบของใหญ่ ซึ่งยกขึ้นชุบไม่ได้ เขาใช้หลอดแก้วพ่น อย่างเช่นฉีดน้ำหอม ถ้าจะปั้นของบางเช่นถ้วยบางๆ ใช้หล่อด้วยพิมพ์ทำรูปเหมือนเบ้าแล้วแต่จะเอารูปถ้วยอย่างไร แล้วตักดินถ้วยซึ่งละลายน้ำมากรอก ช้าเรวตามที่จะให้หนาให้บางเท่าใด พอแห้งก็ถอดออกมาเปนรูปถ้วย แต่เปราะเต็มที แตกง่าย เวลาเข้าเตา มีเบ้ารูปเหมือนแร่ง เอาสิ่งของบรรจุลงในนั้นแล้วจึงเข้าเตา ใช้ไฟอย่างแรงสุมค้างคืน วันนี้เห็นเขาเปิดเตาเอาของที่เผาแล้วออก แลได้เห็นทำจานแลถ้วยน้ำชาของเรา ซึ่งยังทำไม่แล้วหมด พ่ออยากได้ไก่คู่หนึ่งซึ่งได้เห็นเวลาเอาออกจากเตา เขาว่าเปนของเมียเสนาบดีว่าการต่างประเทศสั่งให้ทำ พ่อก็ว่าดีแล้วจะพูดกับเสนาบดีว่าการต่างประเทศ แลได้ซื้อตุ๊กตาสำหรับโต๊ะกินเข้าสำรับหนึ่ง ฝีมือทำดีจริงๆ ที่ไมเซนทำดีเหมือนกันในเชิงเนื้อแลเคลือบ แต่รูปพรรณท่วงทีไม่สู้แบบบางเหมือนของฝรั่งเศส ที่เซฟว์เห็นจะเปนดีกว่าทุกแห่งไม่มีที่ไหนสู้ กลับมาตามทางเดิม เข้าในบัวแวะกินน้ำชาที่เปรคาตลัง กากินน้ำชาของพ่อเปนแต่ขึ้นชื่อ ที่แท้แปลว่ากินลูกไม้หมอห้ามไม่ให้กินน้ำชา ซึ่งพ่อก็ไม่อยากจะกินอ้ายค่นพลั่ก จึงได้กินลูกไม้แทน ลูกไม้เวลานี้มีแปลกมาอิกหลายอย่าง คือลูกองุ่นดำรูปรีลูกใหญ่ องุ่นเขียวลูกใหญ่มีกลิ่นหอมรศดีมากทั้งสองอย่าง ลูกสตรอเบอรีรูปรี ลูกปลัมแลกรินเกชกำลังจัด หวานสนิท ลูกปีชดีมานานแล้ว ยังคงดีเสมออยู่ แปร์ก็มีดี เว้นแต่ไม่สู้เขื่องอย่างแต่ก่อน แตงฤๅฟัก “เมลัง” ในเมืองฝรั่งเศสนี้หนาแลชุ่มหวานสนิท มเดื่อกำลังจัด หวานมาก ลูกไม้เปนบริบูรณ์กว่าที่อื่นๆ หมด เมนูในเมืองเยอรมนีจะบอกลูกไม้ถึงต้องแถมว่าลูกไม้ฝรั่งเศส ด้วยสามารถที่มีลูกไม้มาก ที่ซึ่งไปกินน้ำชาวันนี้อยู่ในกลางป่าเขาสร้างตึก ผนังด้านหนึ่งเปนกระจกเงา ด้านหนึ่งกรุด้วยกระจกช่องแผ่นใหญ่ๆ เต็มทั้งห้อง ตั้งโต๊ะเล็กๆ มีทั้งขนมแลผลไม้เครื่องดื่มทุกอย่าง มีดนตรีสองวง ผลัดกันทำ นอกโรงประดับด้วยต้นไม้สีแลตัดทางเดินตามเงาไม้ งามสนุกจริงๆ ในชั้นเชิงตกแต่งเหล่านี้แล้ว เปนไม่มีใครสู้ฝรั่งเศสได้ กินน้ำชาแล้วกลับมาลิเคชั่น ทำการต่างๆ

เวลาค่ำไปดูออปรา ที่ครองด์ออปรา ทางที่ไปมันสว่างเหมือนมีงานมีการไปทุกหนทุกแห่ง ถนนในเมืองปารีสนี้จุดไฟเกือบจะมีทุกอย่าง ตเกียงก็มี แคสก็มี ไฟฟ้าก็มี อาร์กแลมปก็มี ขาดแต่ตเกียงลานกับตเกียงแมงดา มีไฟฟ้าอย่างใหม่ ใช้หลอดยาวจุดเปนไฟดวงยาวสีน้ำเงิน ตามห้างร้านต่างๆ จุดไฟฟ้าเปนตัวหนังสือ บอกขายของบอกชื่อร้าน ผลัดกันติดผลัดกันดับบ้าง เปลี่ยนสีบ้าง เหลือจะพรรณา เหมือนกับมีงานจุดไฟอิลลุมมิเนชั่นอยู่เปนนิจ ตามเรสเตอรองต์แลกาเฟต่างๆ ตั้งโต๊ะกินเข้าเล็กๆ อยู่ริมถนนแน่นๆ ไป ที่อื่นถึงจะมีบ้างก็ไม่เหมือนอย่างปารีส ลอนดอนเปนไม่มีเลย ตั้งขึ้นที่ไฮด์ป๊ากก็ไม่เห็นมีคนไป เปนสันดานคนอังกฤษไม่ชอบที่จะไปเที่ยวนั่งกินเช่นนั้น ฤๅฤดูมันไม่ให้ด้วย มักเปนฝนเปนหมอกควันมืดไปต่างๆ อย่างเช่นปารีสอากาศแจ่มใสแลอุ่นสบาย ชวนให้ออกเล่นกลางแจ้ง ที่ครองด์ออปรานี้ เปนตึกที่งามอย่างยิ่งไม่มีที่ไหนสู้ แต่เดี๋ยวนี้ดูมัวหมองไปกว่าแต่ก่อน ทั้งข้างนอกข้างในออกจะเปื้อนๆ ต้องการซ่อม ออปราแห่งนี้ได้ตั้งโรงมาแต่คฤสต์ศักราช ๑๖๖๐ เห็นจะเปนแผ่นดินพระเจ้าปราสาททองเมืองเรา แต่เปลี่ยนแปลงมาเปนชั้นๆ โรงใหม่นี้ทำแผ่นดินนะโปเลียนที่สาม การเล่นออปรานี้ขาดทุนทั้งนั้นไม่ว่าแห่งใด รัฐบาลต้องออกเงินอุดหนุนจึงตั้งอยู่ได้ คนไปติดออปราคอมมิกฤๅเทียเตอเสียมาก ออปราคอมมิกนั้นตรงกับยี่เกทีเดียว อันที่จริงลครฝรั่งมันไม่ผิดกันกับลครเราอย่างไรคงรูปกันได้แต่ต่างวิธี เช่นออปราใหญ่เช่นนี้ มันก็ร้องแลรำ ไม่มีเจรจา นั้นเอง คำที่ว่ารำนั้นรำจริงๆ คือยกแขนสูงๆ ไขว้ขาไปไขว้ขามา โอนตัว เอี้ยวตัว แต่ฝรั่งมีกระโดดโลดโผนเล่นเท้ามากจังหวะเรว ของเราก็ใช้ทั้งมือทั้งตีนอย่างเดียวกันแต่จังหวะช้า ใช้กิริยาอย่างเนิบนาบไม่กระโดดโลดโผน ข้อที่ฝรั่งไปเห็นวิธีรำของเราเปนขบเปนขันอะไรจนเห็นเปนน่าเกลียดได้ ถ้าเราแลดูบ้างด้วยความเห็นอย่างไทยแท้ ก็เห็นน่าเกลียดน่าอายได้เหมือนกัน นุ่งกระโปรงสั้นๆ หิ้วเลิกเวิกวาก เต้นโลดเปนลิงแสม น่าอายที่ผู้หญิงจะต้องทำเช่นนั้น ในการร้องก็ดี ใช้บทก็ดี มันก็ลักษณเดียวกัน เว้นแต่อย่างเดียวกับเครื่องดนตรี ฝ่ายของเราพิณพาทย์ราตตะโพนมีข้อบังคับเสียหมด จะเล่นให้แปลกให้กว้างออกไปก็ผิดแบบฟังไม่ได้ การรำเต้นก็มีแบบวางไว้เสียหมดจะออกนอกแบบไปไม่ได้ มันมีที่สุดทั้งพิณพาทย์ทั้งรำ ข้างฝรั่งไม่มีที่สุด เพลงจะผูกขึ้นใหม่กี่ร้อยกี่พันก็ผูกได้ ตั้งแต่ดังไปจนกระทั่งเบาที่สุดแล้วรื้อดัง ตั้งแต่เรวที่สุดไปจนกระทั่งช้าที่สุด จะเอาอะไรคั่นอะไรสุดแต่นึกขึ้นมาเปนใช้ได้ ถ้าเข้าทีก็เพราะ การรำเต้นก็เหมือนกัน มันยักย้ายหันไปหาเพลงได้ เครื่องแต่งตัวเล่า ถ้าเปนลครแบบเช่นนี้ก็อยู่ในแต่งให้วาวๆ วาบๆ แลแต่งอย่างโบราณทั้งนั้น ไม่ได้แต่งอย่างทุกวันนี้เลย ของเราก็แต่งอย่างโบราณแลแวบๆ วาบๆ เหมือนกัน ในที่สุดคนที่ไปดูก็ชอบฟัง เพราะดูงามอย่างเดียวกัน ส่วนเจ้าพวกยี่เกฤๅพวกลครพูดมันก็อย่างเดียวกัน เปนแต่ภาษาต่างนิสัย ความรู้แลความคิดน้อยกว่ากัน ที่บังคับกว้างแลที่บังคับแคบกว่ากันเท่านั้น

ลครที่เล่นวันนี้เรื่อง อาเรียน ท้องเรื่องเปนผู้หญิงที่น้องสองคนรักร่วมผู้ชายคนเดียวกัน ครั้นเมื่อรู้กันเข้าก็เสียใจฤๅโกรธกันอย่างไร นางน้องสาวไปทำอะไรกับรูปวีนัส วีนัสล้มลงมาทับตายแห่ศพมาเข้าโบสถ์ พี่สาวออกไปอ้อนวอนวีนัสอยู่ในเวลากลางคืน วีนัสมาปรากฎแล้วใช้ให้นางผีมาพาไปในที่ซึ่งเปนที่อยู่อันพวกภูตผีปีศาจต่างๆ ขึ้นมาเต้นรำขับร้อง นางนั่นไปหาวีนัส เอาดอกไม้ไปถวายขอให้น้องกลับเปนขึ้นมา วีนัสก็ให้น้องกลับเปนขึ้นมา ครั้นนางคนน้องกลับเปนขึ้นมาแล้ว ก็ไปรักใคร่กันกับผู้ชายคนนั้นอิก นางพี่สาวเปนบ้า เลยเดินลงทเลตาย แต่พ่อไปดูฉากที่ ๒ เสียแล้ว แลกลับมาเสียก่อนไม่ทันจบเรื่อง ฉากเขาทำงามดี ใช้แสงไฟหรูหรามาก เวลากลางคืนทำดีนัก กลับมาเวลา ๕ ทุ่ม

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๔๔

วันเสาร์ที่ ๑๗ สิงหาคม

วันนี้ยุ่งเหยิงมาก ตื่นสายด้วย นัดเขามาตัดผมด้วย อ้ายช่างตัดผมเจ้ากรรมอยากจะหวีให้ไม่ยอมให้หวีเอง แสกกลางก็ไม่เปน มันยังพยายามที่จะแสกถึงสามหนจนต้องไล่ ไปกินเข้าก็ไม่อร่อย มันจำเภาะทำกับเข้าที่มีเข้าในนั้น เข้าก็ดิบอยู่ข้างจะขุ่น ถึงต้องต้มเข้าต้มกินเอง เลยอิ่มไม่ได้กินเข้ากลางวัน

มองสิเออเดอฟรางศ์ ที่เปนราชทูตเมืองไทยแต่ก่อนมาหา ดูอ้วนท้วนหน้าแดงสบาย จะขอพาเมียแลลูกซึ่งพ่อเคยรักมาแต่เด็กๆ มาหา

วันนี้เดิมกะว่าจะไปร้านบักการาก่อน แล้วจะไปเวอไซล์ แต่บ่ายเสียไปไม่ได้ จึงตกลงเปนไปร้านบักการา แล้วจะเที่ยวตามบุญตามกรรมต่อไป ครั้นไปถึงกลางทาง ดูถนนบูลวาที่เปลี่ยนชื่อตามลำดับต่างๆ เพลิดเพลินไป ได้เห็นประตูเมืองปารีสเก่าสองประตู คือปอร์ตซังมาตังกับปอร์ตซังเดนิส ซึ่งเขายังเหลือไว้ไม่ได้รื้อ ถนนบุลวานี้เปนกำแพงเก่ารื้อลงจึงเปนถนนใหญ่ตรงไปตามแนวประตูนั้น ปารีสเก่าอยู่ข้างตอนโนตรดัม แต่ปาเลศ์รอยัล เดิมมีกำแพงรอบ ถิ่นฐานที่เราอยู่แลเที่ยวกันเดี๋ยวนี้เปนเมืองใหม่ทั้งสิ้น ถนนสายใหญ่คือบุลวาที่ทำไปตามแนวกำแพงนี้แบ่งเรียกชื่อบุลวาต่างๆ เปนตอนๆ ไปจนกระทั่งถึงตอนข้างปลายซึ่งเรียกว่า ปลัศ เดอ ลา รีปึบลิก แถบนั้นเปนชั้นคนจนพวกทำงานอยู่ เข้าของที่ขายตามร้านก็เลวลงไปเลวลงไปทุกที เปนของสำหรับขายพวกคนจน แถบนั้นอยู่ข้างจะร้ายกาจมีฟันแทงกัน เที่ยวไปมาในกลางคืนอยู่ข้างจะยาก ถ้าจะเกิดเหตุผลอันใด เช่นสไตรก์ ฤๅลุกลามอย่างหนึ่งอย่างใดก็มักเกิดจากแถบนั้นก่อน มีโปลิศต้องปราบปรามมาเปนอันมาก ที่ไปนี้ล่วงทางซึ่งจะเลี้ยวไปบักการาลงไปหน่อยหนึ่ง จนถึงเสาที่ตั้งรูปนางลิเบอตี้ แล้วจึงวนกลับขึ้นมา เลี้ยวไปบักการา

ที่ร้านนี้มีห้องที่สำหรับตั้งของเครื่องแก้วให้ดูเปนห้องใหญ่ เจ้าของเขาอวดว่าแปลกกว่าแต่ก่อนมาก ที่จริงดูก็ไม่แปลกเท่าไร ของใหญ่ก็เสาระย้าไฟ แลระย้าแขวน อย่างเช่นแต่ก่อนนั้นเอง สิ่งที่อวดมากนั้นคือพวกแก้วสี ที่ทำให้เหมือนปอสเลน แต่ถ้าไม่เคาะก็ไม่รู้ เหมือนกับปอสเลนนั้นเอง พ่อจึงไม่ได้ซื้อ เพราะราคาแพงแลไม่สู้รู้สึกอะไรนัก ของเล็กๆ น้อยๆ เช่นที่ล้างหน้าเครื่องถ้วย ก็เหมือนอย่างเก่านั้นเอง เปนร้านตั้งตัวอย่างไว้ให้ดูสำหรับไปสั่ง แลขายด้วย ไม่ใช่ที่ทำ

ออกจากร้านนั้น ไปทางมองมาตร เพื่อจะดูเมืองปารีสจากวัด เอ เคลิส ดึ เวอ นาซิโอนาล ดึ ซาเครเคอร์ แปลว่าวัดศักดิสิทธัถทัยศรัทธาราษฎร์ ชื่อช่างเหมือนกันกับอย่างวัดใหม่ๆ ในบ้านเราเสียจริงๆ การที่คิดจะมาวัดนี้ เพราะเหตุที่ขึ้นไอเฟลเตาเวอ แลเห็นโดมเด่นอยู่บนแนวเขาซึ่งรู้ได้ว่า ถ้าแลจากที่นั่นจะเห็นเมืองปารีสดีเหมือนขึ้นไอเฟลเตาเวอ เมืองปารีสนี้ตั้งอยู่ในที่เขาล้อมเหมือนอยู่ในก้นกระทะ เขาเปนปากกระทะ วัดนี้ตั้งอยู่บนปากกระทะ ทางที่ขึ้นเขานั้นก็อยู่ข้างจะชันอยู่ แต่ไม่สู้สูง มีบ้านเรือนคนจนขึ้นไปตลอด คล้ายกันกับเขาที่เมืองเนเปอล แต่เตี้ยกว่ากันมาก ถนนไม่แคบเหมือนอย่างที่เนเปอล ในที่สุดจึงขึ้นไปถึงวัด วัดนี้เปนวัดเรี่ยรายทำยังไม่แล้วสำเร็จ มืยอดห้ายอด มีหอระฆังสูงทำด้วยศิลา มีระฆังใบใหญ่ที่หล่อแลฉลองแล้ว แต่เอาขึ้นที่ไม่ได้ ระฆังนั้นชำรุดด้วย อยู่ข้างจะศักดิ์สิทธิ์ มีคนขึ้นไปนมัสการเสมอ รูปแห่งใดที่ขลัง ก็มีหัวใจสินบนแลมีจงกลเทียน มียายแก่ขายเทียนสำหรับจุดบูชาแดงครึ่ดอยู่เสมอ มีคนไปสวดมนต์ภาวนาอ้อนวอน ทำวัตรกันเปนหมู่ก็มี กำลังเข้าไปแสดงบาปอยู่กับบาดหลวงก็มี มีน้ำมนต์ที่สำหรับวักจิ้มเจิม สิ่งซึ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงเปนรูปทั้งนั้น มาโดนาเปนพื้น แต่มาโดนาบางตัวก็ศักดิ์สิทธิ์ บางตัวไม่ศักดิ์สิทธิ์ ถึงพระเยซูก็เปนบางตัวศักดิ์สิทธิ์ บางตัวไม่ศักดิ์สิทธิ์ ข้อที่จะปรับว่าเราเปนไอดอลตารี นับถือรูปเคารพซึ่งเปนการไม่จริงนั้น ถ้าหากจะว่าเช่นนั้น พวกโรมันคาทอลิกนับถือรูปเคารพมากกว่าเรา ถ้าหากว่าเขาแก้ว่าไม่ได้นับถือรูป เราแก้ได้สนิทกว่า พิธีรีตองอะไรคาทอลิกเหมือนพราหมณ์มากกว่าเรา ถ้าจะเทียบทางพุทธสาสนาก็เหมือนพระญวน ข้างเราใกล้โปรเตสตันต์มาก ตามรอบๆ วัดก็มีร้านขายรูปพระเยซูแลรูปมาโดนา เปนรูปหล่อเหมือนพระที่ขายวัดสามปลื้มของเรา พวกฝรั่งไปเมืองเราซื้อพระพุทธรูปตามตลาด ด้วยความต้องการจะซื้อมาดูเล่นก็มี ด้วยความหมิ่นประมาทหาว่าเราเปนไอดอลตารีก็มี พ่อจึงได้ซื้อบ้าง แต่ซื้อด้วยความพอใจที่จะดูเปนของประหลาด มิได้ซื้อด้วยน้ำใจหมิ่นประมาท แต่เขายังมีมากกว่าเรา มีเครื่องผูกฅอกันไข้กันเจ็บ คุ้มเกรงรักษาต่างๆ อิกมาก ถ้าจะซื้อให้หมดแต่อย่างละตัวก็ตั้งกระบุง มีตลอดจนกระทั่งถึงลูกประคำ ที่สำหรับไปจำศีลภาวนา เศกสวดอะไรๆ มันก็คล้ายกัน พระเดินจงกรมก็มี เดินภาวนาบ่นแลจงกรมอยู่ในที่เดียว แต่เรื่องแสดงอาบัติของคฤหัสถ์เราไม่มี นี่เขามีแสดงอาบัติทำเปนตู้พระเข้าไปนั่งอยู่ในตู้กลาง แล้วเจาะช่องไว้สองข้างสำหรับให้คนที่จะไปแสดงอาบัติ ไปคุกเข่าบอกที่หูพระ มีเครื่องกำบังไม่ให้เห็นหน้า ในการที่จะแก้บาป ไม่ใช่เตือนให้สังวรระวังสืบไปภายน่า นี่บาปไปแล้วก็คงเปนบาป อาจจะล้างให้หายได้ ด้วยเสียเงินให้แก่พระ ฤๅให้ไปวัดกี่สิบร้อยหน บาปนั้นเปนอันหมด ความมุ่งหมายก็เรื่องดัดสันดาน ลงปลายมันก็กลายเปนเงิน แลเปนพิธีไปได้ตามกิเลศของตน

วิ้วจากที่นี่แลเห็นเมืองตอนเก่าแลตอนใหม่ได้ถนัด มีคนไปนั่งไปยืนดูกันอยู่มาก กลับลงจากวัดนั้นแล้ว กลับมาทางบัวเดอบุลองแวะไปกินน้ำชาที่เรสเตอรองต์ ชื่ออาเมนองวีล อยู่ในบัวเดอบุลองนั้น ได้พบกับปรินซยอชออฟกริศไปนั่งอยู่ในที่นั้นก่อน เลยสนทนากัน ที่นี่เปนสวนตัดทางวงเวียนต่างๆ เรสเตอรองต์ตั้งอยู่กลางเปนฝากระจกแลบังสาดกระจกรอบ ปลายบังสาดนั้นมีดวงไฟฟ้าทำเปนรูปดอกไม้รายตลอด แต่ยังมีไฟฟ้าในที่อื่นๆ เวลาค่ำตามไฟสว่างเหมือนมีงาน ออกจากที่นั้นไปเดินเล่นที่ริมสระ ซึ่งเปนที่ตีกระเชียง มีห่านขาวแลเป็ด ขายขนมปังอยู่ในที่นั้นสำหรับให้กิน ช่างเหมือนกับอ่างหยกของเราจริงๆ ยกพื้นริมน้ำก็เหมือนที่ข้างเรือนต้น เว้นแต่น้ำของเราสอาดกว่า ช่างคิดถึงสวนดุสิตใจรอนๆ ทีเดียว ชายอุรุพงษ์ชวนให้ไปดูลครซึ่งเรียกชื่อว่าชัตเลต์ เปนที่แห่งหนึ่งซึ่งเขาปล่อยให้เด็กไปดู เพราะไม่หยาบคาย แต่ลครโรงนี้เฉภาะอยู่อิกมุมเมืองหนึ่งทีเดียว เพราะฉนั้นวันนี้จึงเปนอันเที่ยวเมืองปารีสสามมุมเมืองขาดอิกมุมเดียวจะครบสี่

ลครที่เล่นวันนี้เปนเรื่องแกมเล่นกล มีผีสาวคนหนึ่ง ผีแก่คนหนึ่ง เข้าเปนพรรคพวกของมนุษย์คนละพวก แกล้งสาปสรรค์ให้เปนอะไรต่างๆ ซึ่งเปนอย่างตลกๆ เช่นให้ปวดท้องเปนต้น ให้เปนเรื่องเล่นกล คือจะนั่งกินเข้า ของกินหลุดขึ้นไปหาปากรูปภาพ โต๊ะจมลงไปเสียในพื้นเปนต้น มีตอนหรูๆ เช่นบาเลต์ คั่นเปนระยะระยะ ดูดูไปมันก็ช่างน่าเกลียด ที่ว่าไม่หยาบแล้วนั้น ถ้าเปนไทยๆ เราเล่นก็ว่าหยาบนั่นเอง คือผู้หญิงสรวมกางเกงยืดแพรแนบเนื้อ แลดูจนเนื้อเปล่า แล้วสรวมเสื้อผ้าโปร่งดำบางๆ ข้างนอก ออกมาเต้นโลดมันก็แลเห็นขาแข้งหมดตัว ฤๅใส่กางเกงยืดเช่นนั้น แล้วสรวมกระโปรงสั้นๆ กางเหมือนร่ม เต้นเวิกไปเวิกมาดูมันก็เหมือนกับไม่ได้มีกระโปรง ถ้าหากว่าเปนลครไทย เจ้าพระยาเทเวศร์คงไม่ยอมให้ลครของตัวแต่งเช่นนั้น โดยจะยอม ตัวลครเองมันก็คงไม่ยอมแต่ง แต่หากเขานิยมกันว่าไม่หยาบ มันก็เปนไม่หยาบไปได้ เรื่องลครโรงนี้อุรุพงษ์เปนออทอริตี้ดีจะเล่าได้มาก เพราะพ่อไปดูก็ไม่ทันขึ้นต้น แลกลับเสียก่อน ไม่ได้อยู่จนเลิก กลับมาถึงลิเคชั่นเวลา ๕ ทุ่มเศษ หมายจะพบมิสเตอวอนีซึ่งตามมาหา แต่กลับไปเสียก่อนไม่ทันพบ พบแต่กรมหลวงประจักษ์ ซึ่งมาแต่อิงค์แลนด์ วันนี้ได้รับหนังสือเมล์สองเที่ยวพร้อมกัน ทั้งของเก่าก็ค้างอยู่อิก เพราะตอนต้นไม่มีเวลาจะตอบจริงๆ ติดเดินทางแลการรับรองไม่ได้หายใจ ครั้นมาถึงปารีสในสองวันนื้ก็ต้องการดูเหตุด้วยเวลาที่ได้เข้าเมืองน้อยนัก เมื่อมาคราวก่อนก็ติดการรับรองเหน็ดเหนื่อย ไม่ทันเห็นอะไรกี่มากน้อย คราวนี้นึกว่าจะดูเสียให้เห็นตลอดในสี่ห้าวัน เวลาไปอยู่ฮอมเบิคว่างมากไม่มีอะไรจะทำ จะได้ตอบหนังสือทั้งปวง

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๔๕

วันอาทิตย์ที่ ๑๘ สิงหาคม

เวลาก่อนเที่ยง ขึ้นรถโมเตอร์คาร์ไปฟอนเตนโบลจะดูวังที่เอมเปอเรอนะโปเลียนที่ ๓ รับทูต ครั้งเจ้าพระยาศรีพิพัฒ[๒๐๓] กว่าจะไปพ้นเขตรปารีสช่างนานเสียจริงๆ แล้วเลียบไปตามริมแม่น้ำ เข้าใจได้ว่าถนนที่ไม่บดมุมนี่เปนแบบฝรั่งเศส เลี้ยวหักเปนมุม มีต้นไม้รายสองข้างทาง แต่โดยมากถนนเปนหินก้อนโตๆ ตะกุกตะกักรถกระเทือนมาก รถที่จ้างไปนี้เปนรถอย่างสั้นสำหรับใช้ในเมืองเลี้ยวง่าย แหนบมันไม่พอจึงได้กระเทือนมาก รถโมเตอร์คาร์ที่ใช้ในเมืองห้ามไม่ให้ใช้ไฟน่าใช้แต่โคมสองข้าง เพราะม้าตื่น ถนนต่อออกไปอิกเห็นจะเปนเวลากำลังซ่อม อยู่ข้างจะครุคระ สู้ถนนตามหัวเมืองไม่ได้ เหตุด้วยในปารีสใช้เกวียนมากถนนเสียเร็ว ที่ซ่อมเสร็จแล้วเขาเทน้ำมันกันฝุ่น เห็นจริงได้ว่าไม่มีฝุ่น กว่าจะสิ้นเขตรของปารีสก็พอไปจดเมืองเล็กๆ ในบริเวณปารีส ต่อนั้นออกไปจึงถึงทุ่งนาซึ่งเกี่ยวเข้าแล้วเสร็จ กำลังผึ่งเข้าอยู่กลางนาตั้งลอมฟางแล้ว เมื่อทางค่อนจะขึ้นสูงหน่อยหนึ่งจึงเปนป่าไม้อื่นๆ ทางในทุ่งในป่าเหล่านี้ตัดตรงไม่คดเคี้ยวเหมือนตอนแรก ที่เขาตัดโอนตามลำแม่น้ำ ถัดขึ้นไปอิกพื้นแผ่นดินเปนทรายจึงได้ปลูกสน ซํ้าต่อขึ้นไปอิกเปนเทือกศิลาครุคระปลูกอะไรไม่ได้ ที่นั่นมีสนามม้าใหญ่ ต่อขึ้นไปหน่อยหนึ่งก็ถึงเมืองฟอนเตนโบล ซึ่งมีบ้านร้านตลาดติดต่อกัน แต่ไม่ใหญ่โตเท่าใด ตรงไปที่เรสเตอรองต์ ซึ่งตั้งอยู่น่าวังตรงกันข้าม เห็นมีคนฝรั่งเศสคู่เดียวเท่านั้น นอกนั้นเปนคนต่างประเทศ มีอเมริกันเปนพื้น กินเข้าในที่นั้นแล้ว จึงได้เดินเข้าไปดูที่ในวัง แต่เรากำลังสูบบุหรี่อยู่ จึงได้ไปดูสระปลาแลภายนอกของวังนั้นก่อน ตามลานวังแลตัววังภายนอกดูโทรมมาก หญ้าร่องแร่งไม่ได้รักษา ตามซอกศิลาหญ้าขึ้นต้องการซ่อม สัณฐานวังนั้นหลังน่ายาวเหมือนพระที่นั่งจักรี เปนสามยอดอยู่ข้างน่า แล้วมีท้องพระโรงกลางยื่นเข้าไปจดหลังใน ตรงกันกับพระที่นั่งบรมราชสถิตย์มโหฬาร ที่สวนขวาเปนสระเลี้ยงปลาไม่กว้างเท่าใด ปลาว่าเปนปลาเก่าอายุตั้งร้อยปี ไปโปรยขนมปังเห็นมีขึ้นแต่ตัวย่อมๆ อายุไม่ถึงร้อยปีเปนแน่ ที่มุมหลังนอกซึ่งเทียบกับบ้านเรา เปนออฟฟิศพระคลังข้างที่นั้นเปนมิวเซียมจีน เปนที่ที่จะเข้าไปดูได้ง่าย ใกล้หนทางที่ประตูมีสิงโตศิลาจีนสองตัว ในนั้นมีของจีนยี่ปุ่นไทยปนกันอยู่ มีเครื่องคลูสเน ถ้วยชามหยก ส่วนของไทยเรานั้นเที่ยวปะปนคละอยู่ในที่ต่างๆ ถามผู้รักษาก็เข้าใจว่าเปนของไทย แต่ไม่รู้ว่าอะไร โดยมากต้องเที่ยวไล่มองค้นเอาเอง ได้เห็นสิ่งของ คือมงกุฎลงยายอดเปนพุ่มเข้าบิณฑ์ สังวาลทับทิมสายหนึ่ง ตรานพรัตนอย่างเก่าสายหนึ่ง ตรารูปลิยองดอเนอแต่เปลี่ยนมงกุฎดวงหนึ่ง พระแสงยี่ปุ่นฝักลงยาหนึ่ง ฝักถมหนึ่ง กฤชฝักทองมีหนังสือเขียนติดไว้ว่าให้พระราชบุตร เข็มขัดใหญ่สายทอง มีดอกประจำยามประดับมรกฎ หีบลงยาราชาวดีขัด ตไกรคร่ำจุกเพ็ชร ๑ จุกทับทิม ๒ พระแสงงาด้ามลงยา สันประดับมรกฎ ๑ คู่ มีดซ่อมช้อนทองคำประดับเพ็ชร ซองบุหรี่กลมบีบแฟบลงยา ๑ ถม ๑ (รูปอย่างของเจ้ากรุง[๒๐๔]ได้ประทาน) ตลับลงยาสี่เหลี่ยมรี ๑ รูปไข่ ๑ ตลับทองเปล่าลายยี่ปุ่น ๑ แหวนนพเก้า ๑ รังแตนเพ็ชร เนื่องเพ็ชร ๑ โต๊ะเงินปากก้าไหล่ทอง ๑ คู่ ปี่ชะวางา ๑ เสลี่ยงกง วอช่อฟ้า พระกลดคันสั้นเอากั้นไว้ที่เสลี่ยงกง สังข์อุตราวัฏมังสีลงยาแยกเอาไว้คนละแห่ง พระเต้าลงยาพานไม่ได้รองกัน แต่เห็นได้ว่าเปนสำรับ (สิ่งนี้น้ำยางามมาก) ขันสรงพระภักตร์ลงยากลึงข้างใน พานรองแยกกันอยู่คนละต่างหาก ถ้วยพระโอสถลงยา ๑ ก้าไหล่ทอง ๑ บ้วนพระโอษฐลงยา ๑ ที่ชาทองคำถ้วยหยกป้านสายลูกแก้วแดงขัด ๑ บังสูริย์ ๑ พระกลดทองแผ่ลวด ๑ พระกลดตาด ๑ เครื่อง ๕ ชั้น ๑ คู่ เครื่อง ๓ ชั้น ๑ คู่ ชุมสาย ๑ คู่ พระแสงตรีศูลด้ามยาว ๑ หอกง่าม ๑ ง้าว ๑ หอก ๑ ทวน ๒ คู่ เครื่องม้าดอกประจำยามทองคำประดับพลอยผนังข้างเยี่ยระบับหนึ่งสำรับ ฉากพระแก้วมรกฎทรงเครื่องสามฤดูมโหรทึก ๑ รวมของทั้งหมดมีเท่านี้

ออกจากนี้ขึ้นชั้นบน ดูตามห้องต่างๆ เช่นในโปสต์ก๊าดที่ส่งมาให้ดู เปนห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ทั้งนั้น ในโปสต์ก๊าดทำดีมากเหมือนของจริง เว้นแต่สดใสกว่าของจริง มีห้องใหญ่อยู่สองสามห้อง คือไลบรารีแลห้องเต้นรำ นอกนั้นจนโทรนรูมก็ไม่โต ห้องในวังนี้เปนห้องที่ได้ตกแต่งในแผ่นดินต่างๆ ยังมีอักษรพระนามเจ้าแผ่นดินปรากฎอยู่เปนห้องๆ นะโปเลียนแก้เสียก็หลายห้อง วังนี้เปนวังที่นะโปเลียนโบนาปาดได้ยอมเซ็นชื่อออกจากราชสมบัติ เขาคัดลายมือหนังสือนั้นมาไว้ในไลบรารี ด้านข้างหลังที่เทียบกับบ้านเราเปนคลังฤๅสวนสวรรค์นั้น เปนสวนเรียบๆ ปลูกต้นไม้สี มีน้ำพุเล็กๆ อยู่กลาง วังนี้ได้สร้างตั้งแต่คฤสต์ศักราช ๑๖๑๕ มีทิมดาบแลห้องชาววัง ต่อออกไปจากพระที่นั่งสองหลัง หลังหนึ่งเดินถึงกันกับพระที่นั่ง หลังหนึ่งลอยเปนตึกที่ทำคนละคราว ดูๆ ก็นึกน่าเสียดาย เดี๋ยวนี้ทิ้งไว้เปล่าๆ สำหรับคนไปดูเท่านั้น การรักษาบกพร่องเปนอันมาก

เวลาบ่าย ๕ โมงแล้วกลับ มาพักที่เรสเตอรองต์ประเดี๋ยวหนึ่งขึ้นรถมา พอรถออกฝนก็ตกแต่ไม่มากเท่าไร มาถึงตำบล วิล เนิฟว์ ซัง ยอรช์ แปลว่าเมืองใหม่เสนต์ยอซ แวะดูที่ปลูกกล้วยไม้ของมองสิเออมาคอซ ที่จริงก็เราก็ไปอย่างปอนๆ แต่คนกลางถนนรู้จักบอกกันจนเราได้ยิน ว่า รัวจุฬาลงกรณ์ ที่ซึ่งปลูกกล้วยไม้นี้เขาอยู่ข้างจะปิดบังไม่สู้ให้ใครไปมานัก เพราะเปนที่หากิน มีดอกกล้วยไม้ขายได้ตลอดปี เปนของมีราคามาก เขาปันกล้วยไม้ไว้เปนอย่างๆ เดือนนี้ถึงเวรอย่างนั้นจะบาน เดือนนั้นถึงเวรอย่างนั้นจะบาน พวกนอกเวรที่บานไม่แน่นอนมีมากอิกต่างหาก โรงที่เลี้ยงต้นกล้วยไม้นั้นหลังคากระจกฝากระจก ติดฝาด้านหนึ่งตั้งร้านไม้จริงเปนที่สำหรับวางกระถางเปนคั่นกระไดขึ้นไป ใต้ร้านนั้นมีถังก่อด้วยปูนสิเมนขังน้ำไว้ ไม่สู้มากนัก แต่บรรดาพื้นโรงนั้นโรยถ่านทั้งสิ้น กล้วยไม้ปลูกด้วยกระถางดิน มีดินใบไม้แลมอส ไม่ชุ่ม เปนแต่ชนๆ วิธีรดน้ำเขาไม่ได้รดที่ต้นกล้วยไม้ทุกวัน สองวันสามวันจึงรดครั้งหนึ่ง แต่รดพื้นที่เปนถ่านแลร้านไม้ที่รองกระถางนั้นทุกวันให้ชื้นอยู่เสมอ มีท่อไอน้ำให้อบอุ่น ปรอดอยู่ใน ๒๐ ดีกรีเซนติเกรตขึ้นไป เวลาไปเห็น ๒๕ ดีกรี มีมุลี่บนหลังคาแต่ม้วนได้ กล้วยไม้ที่ได้มา หั่นเปนชิ้นเล็กๆ ฝังในมอสให้งอก เขาตัดแยกได้กระถางหนึ่งปีละกิ่งเท่านั้น แต่มีวิธีที่จะทำให้มากขึ้นด้วยประการอย่างอื่น แลอาจจะทำให้เปลี่ยนสีได้เหมือนต้นกุหลาบ คือเมื่อเปนฝักแล้วทิ้งให้แก่จนแตก จึงเอาเม็ดที่ร่วงนั้นมาประสมกับเกสรดอกที่กำลังงามอยู่ แล้วจึงเอาเม็ดนั้นไปเพาะในมอสต้องใช้น้ำชุ่ม แลห้องนี้เย็นกว่าห้องอื่นๆ ที่เปนต้นโตๆ เมื่อถึงกำหนดก็แตกใบขึ้นมาเล็กๆ จนเขื่องขึ้นเปนลำดับ จนได้ขนาดจึงแยกกระถาง เหตุฉนั้นกล้วยไม้จึงได้แพร่หลายมาก มีอย่างที่วิเศษอยู่ ๑๗ อย่าง พ่อได้ให้เขาส่งอย่างละสองต้นเข้าไปให้ดูเผื่อจะเล่นได้บ้าง ราคาแพงๆ อยู่ นอกนั้นเปนสามัญ มีที่ออกมาจากเมืองเราก็มาก อย่างหนึ่งมาแต่อเมริกางามจริงๆ กลิ่นหอมเหมือนแป้งร่ำอ่อนๆ เขาให้มา ได้ให้ดุ๊กเขียน ถ้าสำเร็จจะส่งเข้าไปให้ พรรณนี้ก็ได้ซื้อไปด้วยเหมือนกัน

ระยะทางที่ไปวันนี้ ประมาณเจ็ดสิบแปดสิบกิโลเมเตอ กว่าจะกลับมาถึงลิเคชั่นได้ เวลาทุ่มครึ่ง เขย่าขย่อนเสียเหนื่อยพอใช้ กินเข้าในลิเคชั่นมิสเตอเวอนีข้ามมาหา ได้สนทนากันยืดยาว

เสด็จพระราชดำเนินเยือนเวอไซล์

เสด็จพระราชดำเนินเยือนเวอไซล์

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๔๖

วันจันทร์ที่ ๑๙ สิงหาคม

เวลาเช้า ๕ โมง ขึ้นรถโมเตอร์คาร์ไปเวอไซล์ ระยะทางที่ไปตั้งแต่ออกจากปารีสแล้วถนนสูงขึ้นไปโดยลำดับ มีลงที่ต่ำบ้างแต่ไม่มาก คือไต่ข้ามลูกเนิน มีบ้านเรือนตามระยะทางไปสักครึ่งทาง จึงถึงทุ่งแล้วถึงป่า พอสุดป่าก็เข้าเขตร์เวอไซล์ มีรั้วเหล็กกั้นเหมือนกันกับเขตร์ปารีส ซึ่งมีทุกๆ ทิศเปนที่ตรวจภาษี เมืองเวอไซล์นี้มีตึกรามมากกว่าฟอนเตนโบลมาก ถนนกว้างใหญ่ แต่ตึกรามไม่ใคร่จะงามเปนอย่างเมืองบ้านนอก ทางที่จะเข้าไปวังนั้นมีหลายทาง ริมหนทางปลูกต้นไม้ใหญ่ตัดยอดแลตัดข้างริมถนน เพื่อจะให้ติดกันเปนกำแพงโค้งไปสองข้าง แต่ไม่สู้จะสำเร็จนัก ขาดกระบ่อนกระแบ่น พ่อเลี้ยวไปทางถ้าจะเรียกว่าท้ายสนมก็เกือบได้ ผ่านน่าวังตริอานองใหญ่ วังตริอานองใหญ่นี้เปนตึกชั้นเดียว แต่กว้างย่อต่อเหลี่ยมกัน เปนที่ผู้หญิงคนโปรดของหลุยส์ที่ ๑๔ อยู่ แต่ไม่สู้อัศจรรย์อะไร พ่อไม่ได้แวะเหตุด้วยกลัวเวลาจะไม่พอ จึงเลยไปที่เปติดตริอานอง คือตริอานองน้อย ซึ่งเปนตำหนักของกวีนมาเรียแอนตอเนต เมียกิงหลุยส์ที่ ๑๖ เปนเจ้าหญิงเมืองออสเตรีย ตำหนักนี้ทำด้วยศิลา แต่ไม่ใหญ่โตอันใด มีน่าต่าง ๕ น่าต่างตามยาวเท่านั้น เพราะกวีนมาเรียแอนตอเนตโปรดห้องเล็กๆ ดังจะได้กล่าวต่อไปข้างน่า ในนั้นมีผนังกั้นกลางตามยาว มีห้องซีกละสามห้องสี่ห้อง ห้องที่แปลกมากนั้นคือห้องเสวย ซึ่งเปนห้องกลางด้านข้างถนน มีโต๊ะศิลาอยู่กลาง เขียนรูปลูกโลกย์มีแผนที่ประเทศทั้งปวง เขาว่าเปนฝีมือกิงหลุยส์ที่ ๑๖ เขียนเองเพื่อจะสอนลูก มีชื่อเมืองไทยในนั้นตัวโต แต่ไม่มีโต๊ะเสวย ถ้าถึงเวลาเสวยโต๊ะจัดอยู่ในชั้นต่ำสำเร็จ แล้วทลึ่งขึ้นมาบนพื้นเอง ตาภู่[๒๐๕]แกคงจะรู้ระแคะระคายใครเล่าให้ฟัง ฤๅจะมีในหนังสือเก่าๆ ครั้งโกษาปานที่คนหารเสียแล้วว่าไม่จริง จึงไม่ได้เก็บลงในพงศาวดาร มีรูปศิลาหลุยส์ที่ ๑๖ แลกวีนตั้งอยู่อีกห้องหนึ่ง ในห้องนั้นเองมีรูปเขียน กิงแลกวีนคู่กันด้านหนึ่ง มีรูปกวีนเมื่อยังเด็กเล่นลครคู่กันอิกข้าง ห้องแถวในมีห้องเล็กๆ สำหรับนั่งเปนบูดัวห้องหนึ่ง กลางเปนห้องนอน อิกข้างหนึ่งเปนห้องแต่งตัว เตียงนอนก็เล็กๆ แต่ผ้าคลุมนั้นเปนผ้าปักไหม ว่าของเมืองลิยองถวายเมื่อแต่งงาน มีกระไดใหญ่ลงทางด้านหุ้มกลองออกถนน ด้านรีฟากข้างห้องเสวยเปนสวนดอกไม้แลสระ ปลูกต้นไม้เปนฉนวนตัดเปนโค้ง ในนี้ออกจะสำเร็จเรียบร้อยดี มีเก๋งในที่สุดหลังหนึ่ง ด้านรีข้างห้องนอนเปนไม้ป่า ปลูกต้นไม้ใหญ่ครึ้ม มีลานหญ้า ด้านหุ้มกลองข้างหลังมีห้องเครื่องหลังใหญ่ ถัดห้องเครื่องไปนั้นเปนสวนอย่างสวนป่า มีไม้สีมาก ถัดลานตำหนักออกไปเปนป่าแลทุ่งอย่างเล็กๆ ทำเลียนของจริง เดินไปไกลหน่อยหนึ่งจึงถึงตำหนักมุงจากเปนเรือนบ้านนอก มีเรือนหลังเล็กๆ น้อยๆ หลายหลัง รายๆ กันอยู่มุงจากเปนอย่างบ้านนอกทั้งนั้น เขาว่ากวีนมาเรียอันตอเนตชอบเล่นเปนชาวบ้านนอก ถ้าเวลาออกไปเล่นที่นั่นแล้วแต่งตัวเปนชาวบ้านนอก มีที่เลี้ยงวัวแลอะไรต่างๆ ที่จริงท่าทางสนุกงามอย่างป่าๆ เวลาที่เจ้าของยังอยู่เห็นจะงามมาก เวลานี้รักษาแต่พอประมาณ ดูเหมือนจะระวังแต่ให้ถนนดีอยู่สำหรับคนไปเที่ยว หญ้าบอนอะไรไม่สู้จะได้ตัดนัก ในหนองน้ำน่าตำหนักนั้นเลี้ยงปลาทองแลปลูกบัว เดี๋ยวนี้ก็ยังมีตัวเล็กๆ บัวฝรั่งมันประหลาด ขึ้นเปนกลุ่มกระจุกมีดอกอยู่ในระหว่างใบ ไม่ทอดสายยาวเหมือนบัวของเรา ใบก็หนาคล้ายๆ ใบตับเต่า เดินดูที่วังนี้ตลอดแล้ว จึงได้ออกมาดูรถในโรง รถหลังหนึ่งใหญ่มากเหลือเกิน ดุมกงเหมือนมหาพิไชยราชรถอย่างไทย ว่าน้ำหนักถึง ๗๐๐ กิโลแกรม ได้ใช้ในครั้งแผ่นดินหลุยส์ครั้งเดียว ภายหลังนะโปเลียนแปลงเปนยี่ห้อนะโปเลียน ก็ได้ใช้หนเดียวเหมือนกัน ลากด้วยม้า ๘ ตัวจึงไหว ดูเกือบจะไม่ใคร่มีแหนบ ถนนตามแถบวังนั้นปูศิลาก้อนเท่าๆ อิฐรู เห็นจะกระเทือนเต็มทนทีเดียว มีรถอื่นๆ อิกหลายหลังแปลงเปนยี่ห้อนะโปเลียนหมด เปนของนะโปเลียนเองก็มี เช่นกับรถสำหรับส่งเอมเปรสโยสัฟไฟเมื่ออย่ากัน รถรับพระมเหษีใหม่ รถรับทูต มีวอสำหรับข้างในแต่ครั้งหลุยส์ที่ ๑๔ แลเลื่อนเดินบนน้ำแขงของพระมเหษีบ้าง ของเจ้าจอมบ้างต่างๆ ออกจากโรงรถนั้นไปกินเข้าที่โฮเตลริเซอวอ แล้วจึงได้ไปดูวังใหญ่ วังใหญ่นี้มันโตเหลือเกิน ประมาณการทำได้ด้วยกำลังเกณฑ์อย่างเดียว ถ้าจะทำด้วยกำลังเงินเช่นที่ทำเดี๋ยวนี้เปนทำไม่ได้เปนอันขาด ด้านน่าข้างถนนใหญ่มีทิมดาบสองหลัง อย่างเดียวกันกับที่ฟอนเตนโบล มีรูปตุ๊กตาหินโตๆ ตั้งเรียงกันสองข้างทาง รูปหลุยส์ที่ ๑๔ ขี่ม้าอยู่กลาง ตัววังนั้นย่อเปนชั้นๆ ถึงสี่ย่อแล้วจึงออกปีก หลุยส์ที่ ๑๔ เฉภาะไว้ห้องนอนที่ตรงกลาง ข้างหนึ่งเปนวัดติดกับวังเหมือนอย่างเมืองอื่นๆ ถ้าจะว่าไปเมืองอื่นๆ เอาอย่างเมืองฝรั่งเศสนี้ทั้งสิ้น เช่นกับวังเชินบรูนที่เมืองออสเตรีย วังปิเตอร์ฮอฟที่เมืองรูสเซียก็เหมือนกัน เปนแบบเดียวกันกับที่นี่ เปนอันต้องการจะมีอันหนึ่งเหมือนๆ กัน แต่ไม่มีที่ไหนโตแลสนุกเท่าที่นี่ การสร้างวังในเวลานั้น ออกจะเปนการเฉลิมพระเกียรติยศ คล้ายๆ สร้างมอนิวเมนต์มากกว่าจะสร้างที่อยู่ เพราะไม่เปนเรือนอยู่ เปนปีกเชอแกละรีมากกว่า มีแต่จะสนุก ไม่ใช่มีความสบายในวังนั้นเลย เวอไซล์หมดทั้งวังเห็นเปนที่ซึ่งสำหรับคนอยู่ แต่ตอนที่กวีนมาเรียอัลตอเนตกั้นห้องที่ทางเดินเปนที่อยู่แต่เล็กเหลือเกิน ถ้าจับตั้งขึ้นได้ก็จะแลเห็นเปนชั้วสำหรับตั้งของ จะหาห้องใดที่กว้างถึงสามวาเปนไม่มี ๘ ศอก ๖ ศอก ๑๐ ศอก ห้องใหญ่ที่สุดซึ่งเปนที่รับแขกก็กว้างสัก ๑๐ ศอก ยาวสักสามวาเท่านั้น เดินซอกแซกซุกซิกไปออกจะมืดๆ ด้วย ในนั้นมีขันอยู่อย่างหนึ่ง มีช่องที่รุ้งผนังลึกเข้าไป กว้างยาวพอตั้งเก้าอี้ยาวได้ตัวหนึ่ง กรุด้วยกระจกเงา ถ้าเวลาไปยืนทแยงมุมให้หน้าเราตรงมุม แลเห็นแต่ตัวเปล่าไม่มีหัว อิกอย่างหนึ่งนั้น ถ้าแลแหงนขึ้นไปดูเพดานต่อกับฝาด้านหลัง ใครไปยืนอยู่เราจะแลเห็นตาหมด เว้นแต่ตาเราเองไม่แลเห็นเหมือนเอาอะไรบังตาไว้เสีย จะแกล้งทำเช่นนั้น ฤๅทำเข้ามันเห็นเปนเช่นนั้นไปเอง ไม่รู้ แต่ห้องซึ่งเปนที่อยู่ที่ว่ามานี้ก็ไม่ยาวเท่าไร นิดเดียว นอกนั้นก็เปนหลังยาวคั่นเปนห้องสี่เหลี่ยมสี่เหลี่ยม เดินลุยกันไปตลอด แต่ห้องเหล่านั้นแต่งต่างๆ กัน คงจะมีรูปหลุยส์ที่ ๑๔ แทบทุกห้อง ศิลาบ้างเขียนบ้าง ฝาผนังเขียนเปนรูปประจุบันในเวลานั้นเปนพื้น เพดานเขียนงดงามหรูอย่างยิ่ง มีห้องยาวสองห้องคือห้องกระจก ผนังด้านในเปนกระจกเงา ด้านนอกเปนน่าต่างใหญ่ เพดานเขียนรูปยอพระเกียรติหลุยส์ที่ ๑๔ ทั้งนั้น แบ่งช่องเปนปางๆ ด้วยหลุยส์ที่ ๑๔ เปนคนที่มีความเย่อหยิ่งอย่างแรง เปรียบตัวว่าเปนพระอาทิตย์ มีฤทธิเดชมาก แต่รูปภาพที่ผูกเรื่องดีอย่างยิ่ง ฝีมือก็งามนัก ห้องนี้เมื่อเยอรมันมาตีฝรั่งเศสได้คราวหลัง เปนที่ประกาศตั้งเยอรมันเอมไปร์ ห้องยาวอิกห้องหนึ่งนั้นมีรูปสองข้าง หลังคากระจก เปนอย่างปิกเชอแกละรีแท้ แต่ไม่ใช่รูปแขวนแผ่นเล็กๆ น้อยๆ เขียนเสียแผ่นใหญ่เต็มผนังเปนช่องๆ ไปทีเดียว รูปภาพในนั้นเท่าๆ ตัวคน เปนปางที่ฝรั่งเศสมีไชยชะนะในการศึกตลอดทั้งสองฟาก ฟากข้างหนึ่งเจ้าแผ่นดินแต่ก่อนๆ ฟากข้างหนึ่งเปนนะโปเลียนโบนาปาดเกือบจะตลอด ฝีมือเขียนดีมาก ในห้องหนึ่งมีรูปแผ่นใหญ่ๆ สามแผ่น เปนรูปเก่าสองแผ่น รูปครั้งเปรสิเดนต์คาโนต์แผ่นหนึ่ง ดูช่างเลวกว่ารูปเก่าเสียจริงๆ มีครั้งหลุยส์ฟิลิปอยู่ห้องหนึ่ง ส่วนห้องของนะโปเลียนที่ ๓ ไว้ตอนหนึ่งต่างหาก เปนรูปรบครีเมียเปนพื้น ในห้องนี้มีรูปรับทูตไทย เช่นที่นะโปเลียนส่งไปถวายทูลหม่อมติดอยู่ที่พระที่นั่งจักรีจนเดี๋ยวนี้ เมื่อไปฟอนเตนโบล พ่อได้บอกแก่จรูญว่านะโปเลียนรับทูตในห้องโทรนฟอนเตนโบล จรูญไม่เชื่อ ด้วยเห็นห้องนั้นเตี้ยแลแคบมาก เตี้ยกว่าพระที่นั่งอมรพิมานมณี กว้างยาวก็จะราวเท่านั้นเอง แต่รูปที่เขียนนี้ช่างเห็นห้องใหญ่โตเสียจริงๆ คนเข้าไปยืนเปนกอง หน้าตาในรูปที่เขียนนั้นเหมือนกับห้องกระจกที่วังเวอไซล์นี้ แต่ที่จริงโทรนอันนั้นก็ยังอยู่ โต๊ะที่วางพระราชสาส์นอันนั้นเองก็ยังอยู่ มาเทียบกับรูปเขียนเข้าก็เห็นได้หมดว่าถูกต้อง เว้นไว้แต่ห้องเขียนใหญ่กว่าจริงเปนอันมาก แต่มิใช่ห้องมากไปกว่าห้องจริงก็เท่ากัน แต่ดูมันกว้างเอง ที่วัดนั้นก็มีทางเดินข้างบนแลมีที่ทรงธรรมบนแกละรีเหมือนกันกับที่อื่นๆ น่าพระเปนเครื่องก้าไหล่ทอง ลูกมหวดแกละรีก้าไหล่ทอง

ส่วนข้างนอกวังนั้นเล่นน้ำพุมาก มีสวนไม้สีสลับกันกับน้ำพุ เหลือที่จะพรรณาให้ถ้วนถี่ได้ ใช้ขุดสระขึ้นมาถมลานวังให้สูงหลั่นลงไปเปนชั้นๆ มันโตเกินตาเราจะเห็นได้ในที่ใกล้ๆ แต่ไปเดินวันนี้ทั้งข้างในแลข้างนอกสามชั่วโมง ยังมีที่ต้องเดินรีบๆ ผ่านๆ รวบรวมใจความว่าวังนี้หาที่มีความศุขไม่ได้ มันไม่เปนเรือนคนอยู่ ที่นอนหลุยส์ที่ ๑๔ เองนั้น เท่าพระที่นั่งอมรพิมานมณี เตียงก็ตั้งเช่นนั้น แต่มีพนักลูกมหวดปิดทองกั้นสกัดปลายเตียง เพราะเวลาตื่นประธมขึ้นยังอยู่บนเตียง ขุนนางเข้าเฝ้า ที่เรียกว่าเลวี ประเพณีเจ้าแผ่นดินฝรั่งเสด็จออก เดี๋ยวนี้เรียกว่าเลวีนั้นมาจากหลุยส์ที่ ๑๔ เปนต้นเหตุ แปลว่าเฝ้าเวลาตื่นนอน นอนก็ต้องเกี่ยวแก่ราชการอยู่เช่นนี้ จะเอาความศุขมาแต่ไหน ทางที่จะลงไปเดินเล่นก็โถงแจ้ง ต้องประกอบด้วยยศถาบันดาศักดิ แต่จะเดินในเรือนก็เหนื่อยเสียแล้ว จะเปนเพราะเหตุนี้เอง จึงต้องมีตริอานองทั้งใหญ่ทั้งเล็กสำหรับไปเที่ยวเงียบๆ บ้าง ขึ้นชื่อว่าวังฝรั่งอย่างเก่าๆ ไม่เห็นมีที่น่าสบายแห่งหนึ่งแห่งใด ที่ใดซึ่งเจ้าแผ่นดินทุกวันนี้จะอยู่ ต้องไปตกแต่งขึ้นให้เปนห้องคนๆ อยู่ ส่วนใดส่วนหนึ่งแต่พออยู่ เหลือนั้นก็เปนปิกเชอแกละรี ฤๅเปนมิวเซียมไปเท่านั้น ที่จริงวันนี้เปนวันจันทร์เขาปิด เพราะคนไปเที่ยวในวันอาทิตย์มาก แต่พ่อไปเขาจึงเปิดให้ดู การรักษา ที่วังใหญ่นี้รักษาดีกว่าที่ฟอนเตนโบลแลที่ตริอานอง เพราะเหตุที่เปนแกละรีสำหรับเมือง แต่ถึงดังนั้น เห็นจะเลวทรามลงกว่าเมื่อเจ้าของยังมีเปนอันมาก ตามชลาที่เปนซอกลับๆ ปล่อยให้หญ้าขึ้นรกรักษาไม่ไหว เปนด้วยใช้กำลังเกณฑ์ไม่ได้แลใช้เงินน้อยไปกว่าแต่ก่อน

กลับเวลาบ่าย ๕ โมง เลยไปดูสวนองุ่นที่เขาปลูกในเรือนแก้วมาพ้นเขตรเวอไซล์แล้วเลี้ยวไปทางที่จะไปซังเยอมัง มาในถนนระหว่างทุ่งนามีเรือนบ้านนอกเรี่ยรายตลอด ควรจะสังเกตได้อย่างหนึ่งว่าฝรั่งเศสชอบอยู่เรือนของตัวเองมาก เพราะชาวฝรั่งเศสมีอำนาจที่จะซื้อที่ดินเปนของตัวได้ไม่เหมือนอย่างอังกฤษ ข้างอังกฤษที่ดินมันเปนของผู้มีตระกูลไปเสียโดยมาก อย่างไรอย่างไรก็ต้องอยู่ตึกแถวทั้งนั้น ข้างฝรั่งเศสมีที่ดินเล็กน้อยเท่าใดคงจะสร้างเรือนอยู่ในที่ดินของตัว ที่สุดจนตึกสองห้องเล็กๆ กั้นรั้วออกไปข้างน่าเปนสวนนิดหนึ่งก็ยังสร้างอยู่เปนหลังๆ ไม่ต่อกัน แต่ไม่ว่าถนนใดสั้นฤๅยาว คงจะมีเรสเตอรองต์แลกาเฟสำหรับไปนั่งกินเข้านั่งเล่นอยู่ข้างถนน ถ้าหากว่าอยู่ในเมืองออกไปยืนกลางถนนเหลียวไปรอบ คงจะเจอเรสเตอรองต์ฤๅกาเฟทั่วทุกหนทุกแห่ง ถ้าหากว่าเปนที่แยกถนนอาจจะมีได้ทุกมุม อนึ่งถ้าไปเที่ยวออกนอกเมืองคงจะเจอตั้งร้านเปนแฟร์ มีม้าหมุนยิงเป้าตั้งร้านขายของแห่งใดแห่งหนึ่ง เปนนักขัตฤกษ์จุดไฟในถนนสว่าง เขามีพวกซึ่งสำหรับเที่ยวหากินในการตั้งการมโหรศพเช่นนี้ เล่นอยู่ที่นี่จืดแล้วย้ายไปที่โน่น มีล้อเกวียนสำหรับขน ได้เคยเห็นมาหลายหนแล้ว

ที่ปลูกองุ่นนั้นทำเปนเรือนกระจกอย่างโรงแต่เตี้ยๆ เรียงกันไปหลายสิบ หลัง ในโรงนั้นปลูกต้นองุ่นริมผนัง แล้วชักเถาให้เลื้อยมาตามใต้หลังคา เวลาเปนลูกใช้ห่อด้วยกระดาษ แต่ไม่ห่อมิด ทำเปนกระโจมครอบไว้ เวลาเปนลูกแล้วแตกปุ่มที่จะออกเถาเปนสองปุ่มตัดเถาเดิมเสีย เลี้ยงเถาใหม่ต่อไป แต่ไม่ใช้เถาที่ออกตามข้างข้างใช้แต่เถายอด ต้นเดิมนั้นไม่มีเวลาที่สุด นับเปนต้นทุน รวังแต่อย่าให้ปรอดต่ำกว่า ๑๐ ดีกรีเซนติเกรต ปรอดจะสูงขึ้นไปจนสามสิบสี่สิบก็ไม่เปนไร รวังอย่างเดียวแต่อย่าให้แดดส่องเผาจนไหม้ เพราะฉนั้นเขาจึงเอาดินสอพองทาหลังกระจกเสีย แต่องุ่นมีหลายอย่าง การที่จะบำรุงรักษาต่างกันอยู่บ้างเล็กน้อย เพราะเหตุที่องุ่นต่างพรรณกันเช่นนั้นเขาจึงได้ลูกอยู่เสมอ

ขากลับกลับทางถนนปลายกรองอามี ชื่ออะไรอ่านไม่เห็น ถนนนี้งามเต็มที เพราะข้างหนึ่งเปนมอนิวเมนต์ตั้งอยู่ในที่สูง ในที่สุดเข้ามาในเมืองแลเห็นประตูไชยตั้งลอยเด่น เพราะเหตุที่ที่ตั้งมอนิวเมนต์แลที่ตั้งประตูไชยเปนที่สูง แลย่านกลางเปนที่ต่ำดูที่ตรงนั้นเหมือนรางรนาด พอหลุดประตูไชยเข้ามาแล้ว ก็แลเห็นประตูไชยกับเสาศิลาที่กลางปลัศเดอลาคองคอร์ดรับกันอิกคู่หนึ่ง ถนนนี้งามจริงๆ ตรงลิ่วเปนถนนที่ตรงแลยาวเห็นจะไม่มีที่ไหนเท่า ในวันนี้อาจจะสมมตเรียกได้ว่าพ่อได้เห็นเมืองปารีสทั่วยิ่งกว่าไทยๆ ด้วยกันที่เคยมา เว้นแต่เรื่องเที่ยวซอกแซกแพ้เขา

เสด็จขึ้นรถกับเปรซิเดนต์ฝรั่งเศสที่สถานีรถไฟรองบุเย

เสด็จขึ้นรถกับเปรซิเดนต์ฝรั่งเศสที่สถานีรถไฟรองบุเย

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๔๗

ชาโตเดอรงบุลเย

วันอังคารที่ ๒๐ สิงหาคม

เช้าวันนี้เปนวันหยุดไม่ได้ไปไหน เพราะเมื่อวานนี้ฟก แล้วทำกับเข้า น้ำพริกลูกองุ่นอร่อยจริงๆ แต่เสบียงอยู่ข้างค่นเต็มที เพราะห้ามไม่ให้ส่ง ลงต้องอาไศรยลิเคชั่นเขาบ้าง แล้วพบมิสเตอเวสเตนกาดนั่งสนทนากันอยู่จนข้างฝ่ายฝรั่งเศสเขามารับ

เวลาบ่าย ๓ โมง ๒๐ ขึ้นรถไปขึ้นรถไฟที่สเตชั่น เดสอังวะลีดส์ มีมาแต่บริพัตร จรูญพระยาบุรุษ หม่อมนเรนทร์ เหตุด้วยที่อยู่ที่รงบุลเยเล็กไม่มีห้อง อันที่จริงไม่เปนที่เขาสำหรับรับแขกเมือง ยังไม่มีเจ้าแผ่นดินใดเคยมาที่นี่เลย การที่รับรองครั้งนี้ เพราะเหตุที่พลาดครั้งต้นจึงได้จัดการขึ้น เขาอยากจะเข้าไปรับในเมืองเสียอิก แต่ข้างเราเห็นว่ามันไม่เข้าที คราวแรกเปนไปรเวต คราวหลังจะมาเปนออฟิเชียลขึ้น มันเก้อๆ เขาเห็นเราออดแอดไม่ตกลง จึงได้ย้ายเปนทางไปรเวตทำนองเดียวกับอิงค์แลนด์ ทางที่มาวันนี้ผ่านเวอไซล์ด้านข้างสระซึ่งขุดเอาดินขึ้นถมลานพระที่นั่ง มีกระไดถึง ๑๐๐ คั่น คิดๆ ดูสร้างวังเวอไซล์นี้ ไม่ผิดอะไรกันกับสร้างพระนครธม ต่างกันแต่เวลาในกาลครั้งโน้นตั้งใจที่จะให้งามแลเปนสง่าราษี สำหรับเฉลิมพระเกียรติยศ อยู่ไม่สบาย ฉันใด วังเวอไซล์นี้ผิดกันที่เปนชั้นหลัง เมื่อมนุษย์รู้จักหาความศุขมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งดินฟ้าอากาศร้อนเย็นผิดกัน ต้องการที่กั้นที่บังมากกว่าในเมืองเขมร จึงได้มีหลังคามีฝามาก แต่สร้างขึ้นสำหรับเฉลิมพระเกียรติยศให้ฦๅว่าใหญ่โตงดงาม ไม่ต้องนึกถึงความสุขที่จะอยู่ จึงเห็นว่าไม่ผิดอะไรกัน งานที่ทำก็ทำได้ด้วยลักษณอันเดียวกัน คือเกณฑ์แลทำให้ใหญ่โตที่สุด ซึ่งอาจจะทำได้ในเวลานั้น ทางต่อมาอิกก็มีแต่ทุ่งนา ไม่ใช่ป่าไม้ใหญ่จนกระทั่งถึงเมืองรงบุลเย ซึ่งเปนเมืองไม่ใหญ่ มีสเตชั่นเล็กๆ รถต้องผ่านสเตชั่นขึ้นไปเปลี่ยนรางถอยกลับลงมา เพราะรถมารางนอกห่างสเตชั่นทางที่มาประมาณสักชั่วโมง ๑ เปรสิเดนต์ฟัลลิแยร์ มองสิเออโมลารด์ ชีฟเดอโปรโตคล แลมองสิเออยองลันส์ เจ้าพนักงานรักษารงบุลเย เปรเฟต์ สับเปรเฟต์ แลแมร์ กับผู้อื่นๆ อิกรับที่สเตชั่น แมร์ได้กล่าวคำต้อนรับเปนภาษาอังกฤษแล้วพากันมาขึ้นรถ รถแรกเปรสิเดนต์แลพ่อกับจรูญแลมองสิเออลันส์ ผู้รักษารงบุลเย มีทหารแห่หมู่นำน่าแลรายข้างตามหลังตามแบบฝรั่งเศส ที่ถนนแยกตามทางมามีทหารจุกช่องทุกๆ ถนน เมื่อแรกมาถึงอยู่บนรถไฟก็แลเห็นธงทิวซู่ซ่า นึกว่าเขาจะเปนนักขัตฤกษ์อย่างหนึ่งอย่างใด ภายหลังจึงรู้ว่าธงนั้นเปนการรับรอง ตกแต่งห้อยย้อยมาตลอดหนทางมีธงช้างก็มาก จนกระทั่งถึงน่ารงบุลเยก็มีซุ้มธง รอบเรือนมีเสาธงปักรายกันเปนระยะ ชักธงประฎากสามสีต้นหนึ่ง ธงช้างต้นหนึ่ง เสาธงที่หลังหอสูง ซึ่งชักธงสำหรับตัวเปรสิเดนต์ก็ชักธงชัาง ราษฎรร้องออกชื่อเซงแซ่ตลอดทางมา ที่น่าเรือนมีแตรวงแลทหารกาด พาขึ้นมาพบมาดามฟัลลิแยร์กับลูกสาว เมื่อนำรู้จักกันหมดแล้ว เลี้ยงน้ำชา แล้วเปรสิเดนต์พาลงไปเดินเล่นในลานสวน ผ่านหมู่ต้นไม้ไปจนสุดเขตรที่ห้ามคน แล้ววนมาตามริมสระ เลยไปจนสุดเขตรที่ห้ามคนอิกด้านหนึ่ง แล้วจึงกลับมาขึ้นเรือน ได้ถ่ายรูปเล่นไปพลาง แลได้ถ่ายกับเปรสิเดนต์ด้วย

ที่รงบุลเยนี้ เปนวังโบราณ แต่ก่อนนี้ว่าใหญ่โต แต่ชำรุดรกร้างมาหลายทอด สร้างขึ้นไม่เท่าเก่า เปนตึก ๓ ชั้น ๔ เหลี่ยม มุมมีหอคอยทั้ง ๔ ยอดเปนกระโจม มีหอใหญ่หลัง ๑ กลมอยู่ด้านหุ้มกลองด้านใต้ ว่าเปนห้องที่กิงฟรานซิสที่ ๑ ตายในที่นั้น เปรสิเดนต์ได้พาพ่อมาส่งห้องที่อยู่ข้ามกันคนละฟาก ว่าเปนห้องของกิงชาร์ลที่ ๑๐ บริพัตรอยู่ข้างบน ตรงกันขึ้นไป ห้องเหล่านี้เปนห้องเล็กๆ ทั้งสิ้น มีห้องโตอยู่แต่เพียงห้องกินเข้า ก็ไม่ใหญ่เท่าไร ข้างเรือนด้านใต้นอกจากลายไม้สีออกไป ปลูกไม้ใหญ่เรียงเปนแถวๆ เปนตารางสี่เหลี่ยม ลักษณต้นมะม่วงน่าพระที่นั่งวโรภาศแต่ก่อน ด้านข้างเหนือเปนถนนตรงปลูกไม้ ๒ แถวร่ม ถัดออกไปข้างตวันออกเปนสนามหญ้าอยู่กลางถนนเข้า ๔ มุม ปลูกต้นไม้ริมถนนครึ้มตลอด ด้านข้างตวันออกเปนสระขุดยืนเปนลำคลองเหมือนสระที่บางปอิน แล้วโอบหลังไปเปนสามเหลี่ยม ในระหว่างกลางนั้นมีเกาะ ๖ เกาะเรียงน่ากัน ๕ เกาะ อยู่หลังเกาะกลางเกาะหนึ่งขุดคลองอย่างตรงๆ เหมือนทำลายสวน ไม่พยายามที่จะให้เปนของเปนจริง ทำให้แลเห็นว่าเปนของที่สร้างขึ้น ตามเกาะเหล่านั้นมีแต่ต้นไม้ใหญ่ทั้งนั้น ตัวตึกก็เปนตึกเกลี้ยงๆ ไม่มีลวดลายอันใด ภายในก็แต่งเกลี้ยงๆ มีห้องที่เปนสำคัญก็ห้องรับแขกฝากรุด้วยไม้ลายสลัก ไม่ได้ทาน้ำมัน มีสิ่งซึ่งจะพึงดูอยู่เท่านั้น นอกนั้นเครื่องตกแต่งก็เปนของเก่าๆ โต๊ะเก้าอี้แลระย้าโคมไฟเก่าทั้งนั้น ไม่มีแกสฤๅไฟฟ้าอย่างหนึ่งอย่างใด จุดเทียนไขแลโคมน้ำมันปิโตเลียม

เปรสิเดนต์เปนคนอัธยาไศรยอย่างใจดีแต่อย่างสุภาพ ไม่มีท่าทางองอาจอย่างหนึ่งอย่างใด ท่านผู้หญิงก็เปนผู้หญิงอย่างสามัญ แต่ขัดข้องที่พูดภาษากันไม่ได้ต้องใช้ล่ามเสียเสมอ ยากที่จะหยั่งรู้อัชฌาไศรยกันชัดเจน

เวลาไปเที่ยวเดินทั่วแล้ว ย่ำค่ำกลับมาหยุดพัก เวลาทุ่ม ๑ เปรสิเดนต์มารับพาไปที่ห้องรับแขก ได้พบเสนาบดีซึ่งมาในที่นั้นโดยมาก เว้นไว้แต่อรรคมหาเสนาไม่อยู่ ไปกาลสบาด สำหรับอาบน้ำ ภรรยาเสนาบดีแลขุนนางผู้ใหญ่มาด้วย นั่งโต๊ะประมาณ ๔๐ เศษ รู้สึกขัดข้องด้วยภาษาเสียจริงๆ มีผู้หญิงที่พูดภาษาอังกฤษได้อยู่ ๒ คนฤๅ ๓ คน แต่บันดาศักดิเขาไม่เหมาะกับที่จะนั่งเคียงกับพ่อ จึงต้องนั่งอยู่ในระหว่างที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่มองสิเออปิชง เสนาบดีว่าการต่างประเทศพูดอังกฤษได้บ้าง อยู่ข้างขวาต่อมาดามฟัลลิแยร์ ข้างซ้ายมีเยเนราล ปิการ์ เสนาบดีกระลาโหม เปนคนพูดอังกฤษได้อย่างดีคนหนึ่งค่อยยังชั่ว มีสปีช เปรสิเดนต์พูดภาษาฝรั่งเศส แต่พ่อตอบภาษาไทย แลได้แปลลงไปเปนภาษาฝรั่งเศส เขียนไว้แล้ว ให้เสเกรตารีสถานทูตไปอ่านอยู่ข้างหลังเปนคำแปล

ครั้นเสร็จการเลี้ยงแล้ว ขึ้นไปเลี้ยงน้ำชา ปล่อยผู้หญิงไว้ห้องนอก ผู้ชายเข้าไปสูบบุหรี่ห้องใน พ่อได้สนทนากับมองสิเออลุยซ์กระทรวงต่างประเทศ เปนคนสำคัญในราชการกระทรวงต่างประเทศแลเยเนอราลปิการ์ เสนาบดีกระลาโหม ที่จริงเขาเปนคนฉลาด อัธยาไศรยดีมาก เวลาดินเนอแล้วมีแขกเพิ่มเติมมาอิกมาก ทั้งผู้หญิงผู้ชาย เปรสิเดนต์ออกไปรับ แต่ไม่ได้นำให้รู้จักใครต่อไปอิก พวกเราที่ไม่ได้มาอยู่นี่ กับพวกสถานทูตก็ได้มาหมด คนที่มานั้นดูเหมือนเปรสิเดนต์จะไม่ใคร่รู้จัก แปลกๆ ที่ดูยังเปนเด็กๆ อยู่ก็มี ถึงไม่ได้แต่งเสื้อเวลาเย็นก็ได้

ครั้นเวลามาพร้อมกันแล้ว ออกไปนั่งที่น่าเรือน จุดดอกไม้เพลิง มีแตร ๒ วง ผลัดกันเป่า

ดอกไม้เพลิงที่จุด มีงามประหลาดๆ หลายอย่าง เขาไปตั้งจุดที่ตามเกาะ มีกำหนดที่ จุดแต่สูนย์กลางบ้าง สี่หย่อมบ้าง ห้าหย่อมบ้าง แปดหย่อมก็มี จัดเปนลำดับ มีดอกไม้สัญญาจุดที่กระไดน่าเรือนเปนสำคัญ ตั้งต้นด้วยพลุสี แล้วดอกไม้น้ำ พเนียงลอยน้ำ จังหันอย่างฝนแสนห่าเพนียงกลางลอยน้ำ จังหันบนบกตั้งตะแคง เปลี่ยนเปนชั้นในแล้วออกชั้นนอก เปนพเนียงรอบ ปลายเปนประทัดพลุตับต่างสี พเนียงเปนน้ำพุในกลางสระ พเนียงเปนน้ำตก มีพระที่นั่งจักรีทั้งหลังยาว แต่งด้วยดอกไม้สีเห็นเข้ารู้จัก มีดอกไม้ที่ไม่เคยเห็นหลายอย่างอยู่ข้างจะงามดีมาก เลิกจุดดอกไม้แล้วมีการเลี้ยงน้ำชาแลขนม ผ่อนกันไปนั่งในห้องรับแขก ต่อไปอิกได้สนทนากับมาดามปิชง เมียเสนาบดีว่าการต่างประเทศ พูดอังกฤษพอได้ คนไปหมดแล้วเสนาบดีแลเมียเสนาบดีจึงได้ลากลับ เขาขึ้นรถไฟไป เวลา ๔ ทุ่มเปรสิเดนต์พามาส่งที่ห้องเปนเสร็จการในเวลาวันนี้ เปรสิเดนต์ได้บอกให้หม้อเซฟร์ ซึ่งพ่อได้ไปถามราคาที่เซฟร์ แต่ไม่ได้ซื้อนั้น พ่อแสดงความประสงค์อยากจะได้รูปของเขาเอง เพื่อจะได้ให้ไปเข้าหมู่กันกับรูปมองสิเออเฟลิกซโฟร์ แลมองสิเออลุเบต์ ที่เจ้าตัวเขาให้ เปนอันได้ความว่ายังไม่ได้ทำ ถ้าทำเมื่อใดจะส่งไปให้

เสด็จประพาศป่ารอบวังรองบุเย

เสด็จประพาศป่ารอบวังรองบุเย

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๔๘

สถานราชทูต ปารีส

วันพุฒที่ ๒๑ สิงหาคม

เมื่อเวลาเช้า ๔ โมงครึ่งเปรสิเดนต์มารับพาไปขึ้นรถไปเที่ยวที่ในป่าตำบลรงบุลเย ที่อาณาเขตรของรงบุลเย มีถึงยี่สิบกิโลเมเตอ เปนป่าบ้างทุ่งบ้าง ในป่าจัดเปนที่เลี้ยงสัตว์ เช่นนกเฟซสันต์ กระต่าย แต่เนื้อกวางเห็นจะมีน้อย ฤๅจะมีมากแต่เราหากไม่เห็นด้วยเปรียวมาก วันนี้เห็นวิ่งผ่านสองคราว คราวละสี่ห้าตัว ได้ยิงแต่ปีละสี่ห้าตัวเท่านั้น แต่นกเปนเวลาที่กำหนดยิงในฤดู ๗ วันครั้งหนึ่ง เขาปันเปนส่วนๆ ตัดทางเล็กๆ เปนที่สำหรับคนยิงเข้าไปยืนประดาหน้า แล้วมีคนต้อนให้นกบินขึ้น ที่ซึ่งจะยิงนั้น ตัดต้นไม้ให้เปนตอเตี้ยๆ สำหรับไม่ให้บังตา นอกนั้นมีป่าไม้ฟืนป่าไม้สน ที่นาแลที่ป่าฟืนป่าไม้เหล่านี้ให้ผูก ผูกแต่เฉภาะตัดฟืนบ้าง ทำนาทำไร่บ้าง ผูกทั้งตำบลเปนที่สำหรับยิงนกบ้าง มีหนองสำหรับยิงเป็ด ในหนองนั้นปลูกบัวสายซึ่งถึงกำหนดปีขึ้นเอง เดี๋ยวนี้กำลังมีดอก ถ้าที่ซึ่งมีผู้ผูกไปเฉภาะเช่นนั้นแล้ว ถึงฤดูก็เชิญเปรสิเดนต์ไปยิงพร้อมด้วยคนอื่นๆ เปลี่ยนทอยกันไป เปรสิเดนต์เองก็มีรับแขกทุกๆ ๗ วัน ฤดูยิงนกเช่นนี้อยู่ในฤดูหนาว มีที่เลี้ยงกลางวันในกลางป่า แลที่ป่าเช่นนี้กั้นกำแพงทั้งสิ้น การซึ่งจะกำหนดว่าที่ใดควรทำอย่างใดนั้นแล้วแต่พื้นที่ เพราะพื้นที่เหล่านี้เปนเทือกเขา บางแห่งก็เปนกรวดเปนศิลา บางแห่งก็เปนทราย ที่เปนดินดีก็เปนไร่นา ที่ไม่ดีก็เปนป่าไม้ตั้งแต่ไม้ดีๆ ลงไปจนไม้เลวๆ มีสวนผลไม้ กั้นกำแพงตอนหนึ่งต่างหาก มีที่เลี้ยงวัวนม แต่ในที่เหล่านี้ไม่ได้เข้าไปดู หนทางก็เปนทางป่าๆ ไม่ใช่อย่างเรียบร้อยอันใด ออกจะเปนทางเกวียน แต่การรวังรักษาดูช่างกวดขัน เวลารถจะไปทางไหนมีตำรวจภูธรยืนรายห่างๆ ทั่วไปทุกหนทุกแห่งจุกช่องล้อมวงอยู่เปนนิจ เปรสิเดนต์รู้ว่าพ่อเล่นถ่ายรูปมาตั้งแต่วานนี้ วันนี้กำชับแล้วกำชับเล่าให้เอากล้องถ่ายรูปไปด้วย ถึงที่ไหนงามชวนให้ถ่าย ถ่ายจนหมดกระจก แต่ที่จริงเจ้าพนักงานของเขาสำหรับถ่ายรูป ก็เที่ยววิ่งตามถ่ายทุกหนทุกแห่ง ตานั่นเก่งมาก เผลอไม่ได้เปนถ่ายทุกที ดูถึงไหนแกไปถึงนั่น แลถ่ายไม่ทันรู้ตัวโดยมาก จนเมื่อจวนจะกลับมา ได้รูปเมื่อวานนี้มาให้บ้างแล้ว วันนี้คงจะได้มาก ช่างถ่ายรูปชเลยศักดิ์ก็มุงกันกลุ่มละเก้ากล้องสิบกล้อง หนักกว่าหนักทั้งวานนี้แลวันนี้ แต่รูปขุนฉายาฝรั่งเศสถ่ายอยู่ข้างจะดีมาก ได้ให้ไปตามอิก แต่ไปเที่ยวอยู่เช่นนั้นสองชั่วโมงจึงได้แล้ว กลับมาหยุดพัก

มาได้ข้อความลงสันนิฐานได้เปนแน่นอนอย่างหนึ่ง ว่ารงบุลเยนี้เปนตำบลที่ซึ่งมีตาน้ำ จึงได้ขุดสระไว้มาก มีที่ขังน้ำโดยยาวทั้งหมดถึง ๕ กิโลเมเตอ รงบุลเยอยู่บนเนินที่สูง ฝังท่อลงไปจนถึงเวอไซล์ น้ำพุที่เวอไซล์ใช้น้ำที่รงบุลเย ลักษณอย่างเดียวกันกับขังน้ำที่ทเลชุบศรไขลงไปใช้ที่ลพบุรี ท่าทางที่วางแปลนที่ขังน้ำในที่นี้ ขุดเปนเหลี่ยมๆ โดยมาก ลักษณเดียวกันกับทเลชุบศร แชโตรงบุลเยนี้ก็คือปราสาททเลชุบศรนั้นเอง เปนที่ประพาศแห่งหนึ่ง ในเวลาเสด็จมาอยู่เวอไซล์ เจ้าแผ่นดินเสด็จเข้ามาอยู่เมืองปารีสแต่ในฤดูหนาว อิกสามฤดูอยู่นอกมีเวอไซล์เปนต้น แล้วเสด็จประพาศรงบุลเยแลที่อื่นๆ ฉันใด ก็อย่างเดียวกันกับพระนารายน์เสด็จอยู่ที่กรุงแต่เวลาน่าฝน นอกนั้นประทับลพบุรีแลทเลชุบศร คงจะทำอย่างเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสนี้เองเปนแน่ ไม่แต่เมืองเรา เมืองอื่นๆ เช่นรุสเซีย ออสเตรีย ก็สร้างปิเตอฮอฟเชินบรูนโดยลักษณนี้เหมือนกัน คงจะเปนเวลานิยมกันอย่างนั้นทั่วไปทุกบ้านทุกเมือง การซึ่งพงศาวดารกล่าวถึงพระนารายน์สร้างเมืองลพบุรีก่อน แล้วถึงกล่าวถึงวิชาเยนทร์ บางทีก็จะเปนแต่ลำดับหนังสือ วิชาเยนทร์เห็นจะได้ไปทำงานอยู่ก่อน เปนคนชั้นต่ำๆ อยู่นาน แลคงจะมีฝรั่งคนอื่นเข้าไปเล่าเรื่องเมืองฝรั่งอยู่ก่อนแล้ว พระนารายน์เล่นสร้างลพบุรีนั้นเอาอย่างฝรั่งเปนแน่ เพราะปรากฎอยู่แล้วว่าฝรั่งที่เปนผู้มีวิชาได้เข้าไปอยู่เมืองไทย ได้ลงมีอทำงานมาเสียแต่แผ่นดินพระเจ้าทรงธรรมหรือปราสาททอง ซึ่งในพงศาวดารก็มีปรากฎว่าให้ฝรั่งส่องกล้องตัดทาง พวกส่องกล้องเหล่านั้นเองเปนผู้คิดอ่านก่อนวิชาเยนทร์ แล้ววิชาเยนทร์เปนแต่เพิ่มเติมให้วิดถารขึ้นภายหลัง มีหลักที่จะอ้างอิกอย่างหนึ่ง เรื่องไขน้ำธารโศกธารทองแดงให้มาลงธารเกษมแผ่นดินพระเจ้าปราสาททอง ก็เปนฝีมือฝรั่ง ความรุ่งเรืองบารมีแผ่ซ่านของเมืองฝรั่งเศส อยู่ในระหว่างนั้น ถึงพงศาวดารเราก็กล่าวว่าฝรั่งเข้าไปค้าขายมากในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรฐ แต่ข้างเรื่องราวของฝรั่งเขาเริ่มตั้งแต่แผ่นดินพระไชยราชา คงจะเปนความจริง เพราะความยุคเข็ญในบ้านเมืองเวลานั้น เกิดขึ้นในปีเดียวก็สงบมา ต่อแผ่นดินพระมหาจักรพรรดิ เมื่อบ้านเมืองเกิดยุคเข็ญครั้งศึกมอญ ก็จะเปนแต่แตกไปบ้าง แต่ไม่ถึงล่มจม จึงมาคุมกันเข้าได้อิกในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรมได้มาลงมือทำการฝรั่งส่องกล้องปรากฎ แต่ผู้ซึ่งให้แบบอย่างที่ลพบุรีได้คิดลดสเคลให้เล็กลงหมด พอสมควรแก่กำลังที่จะทำสำเร็จได้ ทั้งยืนแบบอย่างข้างไทยไว้ ในสิ่งซึ่งควรจะเข้ากันได้ ดูก็เปนการประหลาดอยู่ที่สถานที่เหล่านี้ แล้วสำเร็จก่อนโกษาปานมาทั้งนั้น เมื่อเห็นรูปหลุยส์ที่ ๑๔ ขี่ม้าที่น่าเวอไซล์ให้นึกถึงทรงม้าขาวชมสวน[๒๐๖] เรื่องม้าขาวนี้ก็ขัน รูปหลุยส์ที่ ๑๔ จะเขียนก็ดี ทอตาเปสตรีก็ดี ทำขี่ม้าขาวทั้งนั้น แต่อ้ายเรื่องเพ็ชรมรกฎทับทิมอะไรนั้น เห็นใครจะไปกุเติมลง ฝันมาจากศรีธนญไชยไปเมืองจีน เปนของแต่งเติมลงเมื่อไม่มีฝรั่งในเมืองไทยแล้ว ตาแก่ตาเถ้าอะไรเล่ากันต่อๆ มา นึกว่าไม่มีใครจะจับปดก็แถมลงไป ถึงเรื่องที่โกษาปานกราบทูลว่าเหมือนเมืองไทยต่างๆ ก็คงจะเห็นเหมือนอย่างเช่นที่พ่อกล่าวเดี๋ยวนี้ แต่มาเกิดคลั่งเรื่องทูตพูดดีกันขึ้น เห็นจะมาจากเรื่องราชาธิราช ลักษณทูตลังกา จดหมายระยะทางของโกษาปาน เห็นจะเปนเนื้อเปนหนังมากไม่อาจปด เพราะฝรั่งยังอยู่ออกครึ่ดไปในเวลานั้น ถ้าวิชาเยนทร์ทูลเข้าไปคำเดียวว่านายปานขี้ปดก็จะเสียคน นับประสาอะไรแต่หนังสือเก่าถึงเพียงนั้น แต่หนังสือรายงานพระณรงค์วิชิตมาปารีส ๔๐ ปีเศษเท่านั้น ยังถูกเติมเสียออกป่นปี้ ทั้งที่มีผู้เคยอ่านเคยเห็นว่าไม่ใช่เช่นนี้ มีชีวิตรอยู่ ยังกล้าแก้ได้ด้วยความโง่เขลา

เวลาบ่ายโมง ๑ เปรสิเดนต์มารับไปเลี้ยงกลางวัน มีแขกเชิญเท่าเวลากลางคืน แต่เปลี่ยนเปนฝ่ายทหารโดยมาก พวกแม่ทัพนายกองแลฝ่ายพลเรือนก็เปนพวกที่เคยเข้าไปเปนทูต เช่นมองสิเออเดอฟรางศ์ มองสิเออริฟโฟลต์ แลมีมองสิเออปาวีมาด้วย ออกลำบากอยู่แต่เวลานั่งโต๊ะ ข้างหนึ่งมะดัมฟัลเย ข้างหนึ่งลูกสาว พูดอังกฤษไม่ได้ทั้งสองคน ต่อไปก็เยเนอราลผู้บังคับการทหาร อิกข้างหนึ่งก็ปาวี พูดอังกฤษไม่ได้ พูดไทยก็ร่องแร่ง ลืมเสียมาก แต่ครั้นเมื่อเลี้ยงเสร็จแล้ว มองสิเออเดอฟรางศ์เปนล่ามดูค่อยคล่องอกคล่องใจขึ้น จนจวนเวลาที่จะกลับจึงได้มาหยุดพักหน่อยหนึ่ง แล้วเปรสิเดนต์มารับขึ้นรถไปส่งที่สเตชั่นเหมือนอย่างเมื่อแรกไปถึง ขากลับรถไฟเร็วกว่าเมื่อไปมาก เพราะเหตุที่มีแต่ต่ำลงมาทุกที มองสิเออโมลาต์ ชีฟเดอโปรโตคลแลผู้อื่น มาส่งที่สเตชั่น กลับมาถึงลิเคชั่นเวลาบ่าย ๔ โมง วันนี้ได้นัดให้มองสิเออเดอฟรางศ์ มะดัมเดอฟรางศ์แลลูกสาวมากินน้ำชา ลูกสาวคนนี้ได้เข้าไปบางกอกแต่อายุ ๕ ขวบ พ่อเคยรักใคร่ เล่นด้วยเสมอ เขาจึงอยากจะมาหา รูปร่างแปลกไปมาก จำไม่ได้ อายุถึปี ๑๗ ปีแล้ว เมื่อแรกหน้าตาคล้ายๆ แม่ เดี๋ยวนี้เหมือนพ่อทีเดียว นับว่าเปนผู้หญิงสรวยได้คนหนึ่ง

วันนี้ได้รับหนังสือเมล์อิกเที่ยวหนึ่ง รู้สึกรำคาญเต็มทีที่ไม่ได้ตอบ แต่พรุ่งนี้จะไปฮอมเบิคจะได้ลงมือตอบหนังสือ เพราะเหตุที่รายวันคงไม่มีอะไรกี่มากน้อย แลไม่มีการรับรองอันใด จะไปหยุดรักษาตัว จึงขอผัดไปอิกวันหนึ่ง

จุฬาลงกรณ์ ป.ร.



[๒๐๓] เจ้าพระยาพิพัฒ แพ บุนนาค เมื่อเปนทูตยังเปนพระยาศรีพิพัฒ

[๒๐๔] เจ้ากรุง ในกรมหลวงรักษรณเรศร

[๒๐๕] คือสุนทรภู่ที่แต่งหนังสือเรื่องพระอภัยมณี

[๒๐๖] เรื่องม้าขาวชมสวนนี้ ทรงหมายความเรื่องโกษา ปาน เปนทูตไปเมืองฝรั่งเศส ตามที่แต่งไว้ในหนังสือพระราชพงศาวดาร

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ