พระราชหัดถเลขาฉบับที่ ๒๒

คืนที่ ๗๓

เมืองบาเดนบาเดน

วันศุกรที่ ๗ มิถุนายน ร. ศก ๑๒๖

หญิงน้อย

วันนี้ไปอาบน้ำแลรมตามเคย ได้เดินตลอดไปจนกระทั่งถึงที่อาบน้ำ อากาศยุโรปมันพิฦกกึกกือเต็มที ที่เรือนนี้เขาไม่ได้คิดเตรียมสำหรับจะหนาวในเดือนยูน เดือนเมร้อนแล้วเดือนยูนกลับหนาว เวลานี้กำลังหนาวมากเท่าๆ กันกับเมื่อแรกไปถึงซันเรโม รบัดรเบิด ถ้ามืดฝนมาเมื่อไรเปนหนาวมาเมื่อนั้น ถ้าวันใดมีแดดวันนั้นก็ไม่ใคร่หนาว กลับกันเร็วเต็มที พวกฝรั่งออกปากทุกคน ว่าเดือนยูนไม่เคยหนาวเท่านี้

กลับจากรมควันแล้วกินเข้ากลางวันเวลา ๕ โมงเช้า แล้วนั่งให้ช่างเขียนของจรูญเขียนรูปเปนชั่วโมงเศษ เหม็นเบื่อเต็มที ต้องเอากรมสมมตไปเขียนหนังสือไปพลาง หนาวจนนั่งไม่ใคร่จะลง ต้องลงเดินแกว่ง เร่งเขียนหนังสือรายวันจนกระทั่งบ่าย ๔ โมงเศษจวน ๕ โมง เพราะค้างอยู่หลายวัน ต้องไปนั่งตากแดดอยู่ที่ชานริมน่าต่างจึงทำงานได้ แล้วหยุดลงไปเดินเล่นเสียที เดินก็ออกจะตามๆ เคย คือไปทางอ้อม ไม่ไปทางลัด หยุดซื้อดอกไม้เหน็บเสื้อแล้วไปเดินเล่นในบริเวณคอนเวอเซชั่นเฮาส์ วงไปรอบๆ กินน้ำชามีไส้กรอกตามเคย เสร็จแล้วเดินกรอกแกรกมาตามถนน จับรถขึ้นไล่ให้มันขับไปจนพ้นสเตชั่นรถไฟ เลี้ยวลงข้างซ้ายมือริมโรงแกส แล้วไปตามทางในป่าเลียบเขา จนถึงบึงฤๅทเลสาบอย่างเล็ก มีทางเดินเล็กๆ น้อยๆ สำหรับเที่ยวเล่นนั่งเล่นริมห้วงน้ำนั้น ขึ้นไปขึ้นไปในหมู่ต้นไม้แล้วจึงไปตกออกท้องทุ่ง มีต้นไม้เปนหมู่หมู่ละเมาะงามมาก แล้วกลับเลี้ยววกลงไปในซอกเขามีป่าแลมีทำเลหญ้า เปนที่สำหรับเลี้ยงเนื้อแลเห็นเนื้อนอนจมอยู่ในหญ้ากระดิกหู เขาว่าเปนที่มีเจ้าของมาเลี้ยงไว้สำหรับยิงในฤดู คราวนี้ทางกลับเลียบขึ้นเขาต่อไปอิก พอถึงสันเขาก็เปนนถนนใหญ่ มีที่นั่งริมถนน สำหรับขึ้นไปแลดูเมืองซึ่งตั้งอยู่ในซอกเขางามดี คราวนี้เปนขาลง วนลงมาพอไม่ให้ทางชัน มีวิลลาต่างๆ เรียงรายลงมาตลอด ได้ผ่านวิลลากรุปซึ่งเคยไปกินเข้าครั้งก่อนนั้นด้วย ขากลับลงมาสักครึ่งชั่วโมงก็กลับมาถึงที่อยู่ แกรนด์ดุ๊กให้มาบอกให้ที่ดูลครแต่วานนี้สองบอกซ์ วันนี้ดูหนังสือพิมพ์ ว่าอิสซาโดราดันแคน เปนผู้หญิงชาวอเมริกันจะออกเล่น ได้ฟังแว่วๆ ถึงเรื่องนางคนนี้เปนที่เลื่องฦๅ จึงให้ไปบอกที่โรงลครว่าจะไปดู แต่มัวกินเข้าแลพูดกันเล่นอะไรเหลวอยู่เสีย ไม่ได้ไปจนกระทั่งจวนจะสิ้นเรื่อง เพราะเขาลงมือสองทุ่ม สักสี่ทุ่มฤๅเท่าไรก็หมด เราไปม่านหลังที่สุด กำลังปิดฉาก เลยดูโรงลคร โรงนี้กระทัดรัดน่าเอ็นดู ที่จริงไม่สู้กระไรนัก เมืองเราทำได้แท้ๆ โรงลครดึกดำบรรพ์[๑๖๑] แต่อยู่ข้างจะต้น คนดูเปน ๗ ชั้น แต่มันลักชั้นกันอยู่ในตัวเสียสามชั้น ที่เปนตัวชั้นจริงๆ สี่ชั้น คนเต็มพอใช้แต่ไม่ใคร่มีใครแต่งตัว เปิดฉากไม่เห็นมีม่านหลัง เอาผ้าคล้ายๆ กับฉนวนกั้นเตนต์วงเข้าไว้ข้างหลัง ไม่มีเครื่องโรงอะไรแต่สักสิ่งเดียว ออเคสตราทำเพลงมีผู้หญิงแต่งตัว เสื้อบางๆ หลวมโพลกเพลก ไม่สวมถุงเท้ารองเท้า ออกมากระโดดโลดเต้นทำหน้าทำมือต่างๆ เปนทีเหมือนเก็บลูกหมากรากไม้บ้าง ดีดสีตีเป่าบ้าง เล่นบ่าอะไรบ้าง ไหว้พระบ้าง ไม่เข้าอกเข้าใจว่าทำอะไร เต้นอยู่แต่คนเดียวไม่มีมากกว่านั้นเลยตั้งแต่ต้นจนปลาย เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวต่างๆ พวกบางๆ หย่อนๆ ทั้งนั้น เวลาจะจบก็จบไม่มีมูล ปิดม่านลงไปเฉยๆ รวบรวมใจความมันเหลือที่จะเข้าใจได้อยู่ดังนี้ คือตั้งว่าเล่นเรื่องกรีกโบราณตอนใดตอนหนึ่ง ซึ่งจะเล่าเรื่องก็ได้มิเล่าก็ได้ เพราะแกไม่ได้ทำบทตามเรื่อง แกทำตามทำนองเสียงแลจังหวะของเพลง ที่นึกหน้าตาว่าท่ามันเปนอย่างไร ไม่ใช่นึกตามแผ่นที่ตั้งไว้ เช่นเชิดแล้วคงจะเดิน กราวคงจะเต้น แกนึกของแกอย่างใหม่ว่าหน้าตามันเปนอย่างไร เช่นกับเด็กๆ นึกว่าสวากขาโตหน้าตามันเปนคนขาโตๆ เดินตุบตับ อุชุหน้างอๆ ญายะหน้าโตๆ สามีหน้าดำๆ เช่นนี้ ยายนี่แกนึกเช่นนั้นเหมือนกัน แกนึกว่าเพลงนี้หน้าตาเช่นนั้นก็ทำเช่นนั้น แต่เลียนอย่างซึ่งนึกในใจว่าคนกรีกครั้งโบราณตามที่กล่าวไว้ในหนังสือนั้นเปนอย่างไร ชอบเล่นเต้นรำโลดโผนในกลางแจ้ง อันเปนเหตุให้เกิดความศุขสำราญแก่ร่างกาย ด้วยได้ยืดแขนเหยียดขาออกแรง ทั้งได้อยู่ในกลางแจ้งกลางแดด ทำให้โลหิตเดินบริบูรณ์ ข้อซึ่งไม่แต่งตัวให้รัดตึงในที่แห่งใด แลไม่ใช้ผ้าที่หนานัก ใช้แต่เปนเสื้อยาวๆ อย่างพระเยซูใส่ หรือเปนเสื้อผู้หญิงก็ถลกขาถลกแข้งไม่ว่า ยิ่งแนบเนื้อลงไปจนเห็นรูปภายในยิ่งดี เพราะเห็นรูปมนุษย์เปนรูปอันงาม ที่ไม่ควรจะปกคลุมหรือเปลี่ยนแปลงเสีย เท้าก็ไม่ควรจะสวมรองเท้าให้บีบรัดเสียรูป ถ้าเวลาเล่นเต้นรำใช้เท้าเปล่า อยู่ปรกติก็สวมแต่รองเท้าบางๆ เสื้อหลวมๆ ยายคนนี้เปนคนมีผัว แลคิดตั้งโรงเรียนฝึกหัดเด็กผู้หญิงให้รู้ภาษาดนตรีอย่างเช่นที่แกนึกใส่ใจเห็น โลดเล่นเต้นรำให้ถูกกับสำเนียงของเพลง เมื่อดูๆ ไปไม่มีอะไรนอกจากที่จะลงท้ายเห็นว่าบ้า เว้นแต่ไม่ใช่บ้า เพราะบ้าแล้วคงจะเปลี่ยนเปนขณะ นี่แกไม่เปนขณะ แกเข้าใจของแกได้เสมอ ผู้ซึ่งได้เคยพบปะถึงได้กินเข้าด้วยกับแกกล่าวว่าบ้านิดๆ แต่ไม่ใช่บ้าพร่ำพรูฟุ้งส้าน เปนบ้าอย่างหัวเขวๆ คนที่ดูด้วยกันโดยมากคงจะเห็นต่างกัน ตั้งแต่เห็นเข้าก็กวดว่ายายนี่บ้า ทำอะไรก็ไม่รู้ ไม่สนุก ไปจนกระทั่งถึงว่าก็ชอบกลดีอยู่หรอก ได้ส่งบทกลอนเข้ามาให้ ซึ่งแรกทำให้เข้าใจว่าจะร้องตามนั้นก็เปล่า ไม่ร้อง ซ้ำไม่เกี่ยวด้วยบทกลอนนี้ เปนแจกแถมพกเล่นเฉยๆ มีอิกแผ่นหนึ่งที่เปนทีว่าโปรแกรมมีเรื่องคนนั้นคนนี้มากๆ คนก็มี เช่นกับทหารทั้งกองออก ชาวบ้านออกมาเต้นรำ ดูเหมือนอย่างตัวลครสักห้าสิบหกสิบคน แต่เปล่าไม่มีใคร ยายนั่นคนเดียวเท่านั้น ออกมาทำคนโน้นบ้างคนนี้บ้าง ฟู้เต็มที จบ

ตั้งแต่มาจากซันเรโมแล้วไม่ได้ข่าวเพ็ญเลย พึ่งได้วันนี้ บอกว่าตั้งแต่พ่อออกจากซันเรโมแล้วได้วันหนึ่งก็ออกตาม ไปอยู่เลกโคโม ๑๕ วัน วันแรกมีแดดต่อมาก็มีฝน ไม่มีฝนก็มืดมัว เลยไม่ได้ไปไหนทั้ง ๑๕ วัน ออกจากนั้นไปเตริเตต์ จะขึ้นไปอยู่โคก็กลัวหนาว แลจะจู๊[๑๖๒] คิดอ่านจะอยู่เตริเตต์ แต่ดูถ้อยคำที่พูดนั้นไม่มีความยินดีฤๅสนุกรื่นเริงอย่างไรเลย ดูเปนแต่เหี่ยวแห้งใจเหนื่อยหน่ายในความเปนอยู่ พ่อนึกวิตกเปนอันมาก กลัวจะไม่มีคุณอะไร ไปไหนจะเอาไปด้วยแกก็ทนไม่ไหว อยู่คนเดียวก็เปลี่ยว อยู่นิ่งๆ ไม่ใคร่เที่ยวใคร่เตร่ไปข้างไหนมันก็ชวนให้เปลี่ยววังเวงใจ หมอก็ไม่จับเอาใครเปนเจ้าของว่าจะเดินตามทางไหน มีแต่ตาหมออังกฤษที่อิยิปต์ซึ่งแนะนำอย่างกว้างขวางว่าให้ค่อยๆ คลานขึ้นไป ตามร้อนถึงไหนไปที่นั่น จนกว่าจะถึงเมืองอังกฤษจึงจะบอกต่อไปว่าจะให้ทำอย่างไร ไปตรงกับความกลัวของเพ็ญที่ว่าฤดูในยุโรปปีนี้แปลกมาก ไม่ใคร่จะร้อน กว่าจะคลานตามหนาวขึ้นไปพอถึงเมืองอังกฤษก็จะหนาว จะไล่ให้กลับไปนอนดูฟ้าอยู่อิยิปต์อิก ไม่มีเวลากลับบ้าน ใจแกท้อแท้เสียอย่างนี้ พ่อจะมีหนังสือไปให้หาหมอที่เมืองสวิตเซอแลนด์ให้เปนหลักฐานขึ้น

ที่บนเรือนนี้หนาวจริงๆ เฉภาะด้านข้างสวน กลางคืนปรอดถึง ๕๖, ๕๔ ถ้าไม่มีฝน อย่างดีก็ ๕๘ ในห้องกลางวันเวลาเที่ยงปรอด ๖๐ ถ้วน ส่วนด้านข้างริมถนนเขาอุ่น เปิดน่าต่างก็ได้ หนาวจนห้อยตีนลงไปเกือบไม่ใคร่ได้ ปวดข้อตีนเดินไม่ใคร่ถนัด เรือนไม่สบายเลย

• • • • • • • • •

รูปรถพระที่นั่งที่เมืองบาเดนบาเดน

รูปรถพระที่นั่งที่เมืองบาเดนบาเดน

คืนที่ ๗๔

วันเสาร์ที่ ๘ มิถุนายน

เวลาเช้าไปอาบน้ำตามเคย แต่วันนี้ตื่นสายจนสามโมง เลยโต้งเต้งใหญ่ กลับจนเที่ยง พอมาถึงก็แต่งตัวให้ชูมันถ่ายรูป ได้กินเข้าเปนบ่ายโมงหนึ่งแล้วยังต้องมานั่งให้เขียน เบื่อเต็มที รอดตัวที่ได้ให้กรมสมมตเขียนหนังสือไปพลาง เลยเปนเวลาเปิดออฟฟิศ จนบ่าย ๔ โมงจึงได้เลิก บ่ายเกือบ ๕ โมงจึงได้ไปเที่ยว ที่จริงหมายว่าจะไปด้วยรถโมเตอที่เขารับจ้าง แต่เดินพลางถ่ายรูปพลาง เพราะนึกว่าคงไม่ทันแล้ว ไปสืบถามเขาว่าทางใกล้ไกลเท่าใด โปลิศที่เขาตามกำกับอยู่บอกว่าทั้งไปทั้งมาครึ่งชั่วโมง เห็นว่าพอจะไปได้ จึงเช่ารถเขาไป ทางที่ไปนั้น เมื่อพ้นจากสวนแล้วถึงสนามที่สำหรับเขาเล่นเกมต่างๆ มีลอนเตนิสเปนต้น ที่นี้มีลำธารน้ำตกมาแต่เขา เรียกว่าน้ำโอส ตามชื่อปากช่องที่สเตชั่นเมื่อจะมาถึงบาเดนบาเดน น้ำโอสเปนแต่ชั่วลำธาร ข้างบนแคบเล็ก ข้างล่างกว้างออกหน่อยหนึ่ง เขาก่อเขื่อนเสียทั้งสองข้าง ท้องธารขนศิลาก้อนกลมๆ ขึ้นเสียหมด เลียบศิลาก้อนรีเปนพื้นลำธารราบตลอดลดเปนคั่นๆ ตามที่สูงที่ต่ำ ให้สายน้ำแผ่ออกเต็มลำคลอง แต่ตื้นสักคืบเดียวเท่านั้น ต่อเวลาฝนตกมากน้ำจึงค่อยมากขึ้น แต่ขุ่น ลำโอสนี้ผ่านมาในระหว่างกลางสวนแลกลางเมืองบาเดนบาเดน ตอนตรงข้ามกับสวนเปนโฮเตลทั้งปวง มีโฮเตลสเตฟานนี ซึ่งเปนที่มาอยู่ ตั้งอยู่ในหว่างกลางแถวโฮเตลทั้งปวง เมื่อพ้นสวนขึ้นไปแล้วเปนสนามที่สำหรับเล่น พ้นสนามขึ้นไปทางปัดลงมาใกล้ลำน้ำโอส ฟากข้างที่เปนโฮเตลนั้นกลายเปนวิลลาต่างๆ ตลอดถนน ในตอนสวนมีถนนใหญ่สามสายเรียงกัน สายกลางเปนถนนรถสองข้างเปนทางคนเดิน ครั้นเมื่อพ้นสวนไปแล้ว ถนนเปนหกสายติดกัน สายริมข้างน้ำโอสเปนทางไบสิเกอล ถัดเข้ามาเปนทางรถ ในทางรถนั้น แบ่งเปนทางม้ากว้างประมาณสามศอก แล้วจึงปลูกต้นไม้รายคั่น นอกต้นไม้เปนทางคนเดิน นอกทางคนเดินออกไปเปนทางไบสิเกอล นอกทางไบสิเกอลออกไปเปนทางม้า รวมถนน ๖ สายนี้ประมาณกว้างสัก ๑๒ วา ฤๅ ๑๔ วาเท่านั้นเอง เพราะเปนทางแคบๆ ไปหมดถนนเมื่อถึงบ้านอย่างเก่า แล้วเลยขึ้นทางเขา เปนบ้านนอก เลียบไปตามลำธารเปนพื้น ลำธารเหล่านั้นก็กว้างอยู่ใน ๖ ศอก ๘ ศอก เปนลำธารสามัญไม่ได้ตกแต่งอะไร มีบ้านเรือนราษฎรคนจนแลไร่เล็กๆ น้อยๆ รายขึ้นไป มีที่เลี้ยงผึ้งโพรงซึ่งนึกจะแวะดูแต่กลัวจะเปลืองเวลา จึงรีบไปขึ้นบนเนินเขาอยู่ข้างสูงสักหน่อยหนึ่งจึงถึงที่เลี้ยงปลา มีสระเลี้ยงปลาทองชั้นล่างสระหนึ่ง แล้วจึงเลี้ยวขึ้นไปอิกทบหนึ่งก็ถึงสระบนเปนที่เลี้ยงปลา คล้ายๆ ที่อังกฤษเรียกเตราต์ มีสายน้ำตกลงในสระนั้นสองแห่ง แล้วมีเรือนหลังใหญ่ปลูกอยู่สูงขึ้นไปอิกสักนิด ในเรือนนั้นตอนหนึ่งเปนที่สำหรับประสมปลาแลเลี้ยงลูกปลา อิกตอนหนึ่งเปนที่สำหรับไปกินเข้า มีที่นั่งกว้างขวางแลมีครัว ได้เข้าไปดูในที่ห้องประสมปลานั้นก่อน เขาทำเปนรางด้วยปูนสิเมนต์ตั้งบนเสาเหล็ก กว้างประมาณสักศอกเศษ ยาวสัก ๘ ศอกฤๅ ๑๐ ศอก น้ำลึกสัก ๔ นิ้วบ้าง ๕ นิ้ว ๖ นิ้วบ้าง เปนลำดับกันขึ้นไป ๖ ราง ที่หัวรางมีก๊อกน้ำรินอยู่เสมอ ปลายรางมีท่อน้ำล้น การประสมปลานี้ชอบกลอยู่ได้ความเช่นนี้

เมื่อถึงฤดูที่ปลาจะมีไข่ สังเกตได้ว่าปลาตัวไหนเปนตัวผู้ปลาตัวไหนเปนตัวเมียด้วยบวมผิดปรกติ เมื่อเห็นว่าไข่ได้ขนาดแล้ว รีดไข่ออกจากปลาตัวเมียเทลงไว้ในกระชอนที่ทำด้วยเหล็กวิลาดปรุ ปลาขนาดใหญ่อายุ ๗ ขวบ มีไข่อย่างมากถึงพัน ถ้าตัวย่อมก็ไข่น้อยลงมา อาจจะรีดไข่ปลาตัวเมียสามตัวรวมกันในกระชอนเดียวได้ ถึงจะรีดทิ้งไว้ช้าหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร ด้วยไข่นั้นยังไม่มีชีวิตร คราวนี้ต้องเอาปลาตัวผู้มารีดน้ำนม ถ้าเปนปลาตัวใหญ่อาจจะรีดน้ำนมประมาณตวงเต็มปลอกมือสำหรับเย็บผ้า ข้นเหมือนครีม แบ่งเทลงไปที่ไข่นั้นพอให้ทั่วถึง แล้วจึงถ่ายไข่นั้นลงในชาม เอานมที่ยังเหลืออยู่นั้นละลายน้ำเทลงไปในชามนั้นอีก ทิ้งแช่ไว้ประมาณสิบสองนาที แล้วจึงเอาไข่กลับลงกระชอน แช่ไว้ในรางที่มีน้ำเปลี่ยนอยู่เสมอ แต่ต้องไม่จับต้องเลยในระหว่าง ๑๒ วันต่อไป แรกที่ปลาจะเปนตัวนั้นล่วงได้เดือนหนึ่งแลเห็นเปนจุดดำสองจุดในไข่ คือดวงตา แล้วอิกประมาณ ๓ เดือนจึงเปนตัว เอาหางออกมาจากไข่ก่อนแล้วจึงมีหัว ไข่นั้นติดอยู่ที่ท้อง ต่อ ๔ เดือนจึงจะว่ายกระดุกกระดิก เมื่อว่ายกระดุกกระดิกเข้าแล้วตัวก็ลอดลงไปทางช่องกระชอน ไปว่ายอยู่ในราง ในเวลาที่ไข่ยังติดท้องอยู่ตราบใดยังไม่ต้องให้อาหารกิน เมื่อหมดไข่แล้วจึงต้องให้อาหาร อาหารนั้นใช้มันสมองแลม้ามลูกวัวปนกับน้ำนม ทาที่กระชอนวางลงไปในน้ำ ปลานั้นมากินเอง ตั้งแต่ขวบหนึ่งขึ้นไปให้กินแป้ง เปนแป้งชนิดหนึ่งซึ่งทำสำหรับให้ปลากิน แต่ปลาขวบไหนอยู่ด้วยกันได้แต่เฉภาะขวบนั้น ถ้าเอาเล็กปนใหญ่แล้วกินกัน เพราะฉนั้นเขาจึงคัดปลาขนาดอายุต่างๆ ไว้เปนรางๆ การที่เลี้ยงปลาตั้งแต่ไข่หลุดแล้วไว ในอ่างนั้นเปนเลี้ยงไว้ให้คนดู ถ้าเปนปลาที่จะเลี้ยงเปนผลประโยชน์ เขาเอาไปลงสระแยกกันหลายสระตามอายุของปลา พิจารณาดูตามระยะปี โตไม่สู้เร็วนัก ปลาที่สำหรับกำลังกินอยู่ในสามขวบสี่ขวบ ปลาที่ผสมเปนพืชพรรณตั้งแต่ ๗ ขวบไปถึง ๑๐ ขวบ

ยังมีปลาอิกชนิดหนึ่งซึ่งเลี้ยงอยู่ในที่นั้นเหมือนกันเปนปลาทองหางซิว ปลาชนิดนี้มีไข่มากถึงหมื่น แต่เปนปลาที่เลี้ยงไว้ดูเล่นไม่ใช่ของกิน รูปร่างเลวกว่าปลาเงินปลาทองจีนเปนอันมาก

การประสมปลานี้ ไม่ใช่เปนการของรัฐบาล เปนของผู้ที่เขาจัดการนี้ได้ทำขึ้นเอง แต่รัฐบาลช่วยรับซื้อปีละหมื่นหกพันตัว กำหนดพันละ ๗ ม้าก ซื้อไปปล่อยในน้ำโอส เพื่อจะให้สืบพืชพรรณให้แพร่หลาย แต่จะปล่อยลงไปในตอนข้างต่ำๆ ไม่ได้ ด้วยมีปลาใหญ่ ปลาเช่นนี้ชอบว่ายทวนน้ำอยู่เสมอ ข้างเหนือน้ำน้ำตื้นไม่มีปลาใหญ่ จึงปล่อยปลาเล็กไว้ข้างเหนือน้ำ เมื่อโตขึ้นก็ค่อยๆ เลื่อนลงไปเองจนเข้าหมู่พวกปลาใหญ่ได้

ที่เลี้ยงปลานี้มีผู้จัดการอยู่ทั้งครอบครัว มีผู้หญิงเด็กหลายคน เด็กนิดคนหนึ่งรู้จักประจบ เข้ามาวิ่งเอื้ออยู่รอบๆ เห็นดอกไม้ที่เสียบเสื้อพลัดตกก็หยิบส่ง ประเดี๋ยวไปเที่ยวหาดอกไม้มาให้ อยากจับมือแลเปนกำลัง อายุสักสามขวบฤๅไม่ถึง น่าเอนดูจริงๆ หมายว่าเคยกลามจึงได้เที่ยวประจบคน ส่งทองให้ปอนด์หนึ่ง เปล่าไม่รู้สึกว่าอะไร ถือเล่นเหมือนดอกไม้ เชาชวนให้กินปลา จึงได้ถ่ายรูปแลนั่งเล่นอยู่ที่น่าโรงนั้น ได้พูดเล่นกับคนแก่เยอรมันคนหนึ่งอายุ ๗๐ แต่พูดอังกฤษได้ เปนชาวเมืองบรีเมน แกคุยเอะอะโผงผางสนุกดี การตระเตรียมอยู่ข้างจะช้ากว่าจะพร้อมได้ ต้องไปเลือกปลา แล้วมีเด็กสำหรับทำปลา แล้วจึงเอาขึ้นนึ่ง เกณฑ์ในนอนคว่ำกางท้องอ้าปาก แต่ต้องกินกับเนย หาไม่จะออกเหม็นคาว มีมันสติวเปนผัก จานปลาแต่งด้วยดอกไม้เสียสรวย มีขนม แต่ส้มมีสามใบไม่เกินกว่านั้น กินอร่อยแลอิ่มดี กว่าจะแล้วมาได้กินถึงทุ่มหนึ่ง กลับมาถึงวิลลาเปน ๒ ทุ่ม แต่อย่าหลงไปว่ามืด ยังมีแดด พอมาถึงก็ต้องกินเข้าอิก

วันนี้เปนวันที่เขามีงาน เปนการเรี่ยรายเงินเลี้ยงคนจนที่คอนเวอเซชะนัลเฮาส์ พ่อได้รับเชิญ ไปยามครึ่ง เขายังกำลังเต้นรำกันอยู่ แมร์แลเลดีเปรสิเดนต์กับทั้งกรรมการรับรองแขงแรงมาก พาคนให้รู้จักทั้งผู้หญิงผู้ชาย ในห้องเต้นรำร้อน เพราะคนมากถึง ๗๐๐ ที่เล็กไปกว่าคน ถูกไปนั่งดูนั่งรับแขกอยู่เปนนานจึงได้ขยับขยายออกมาข้างนอกได้ ค่อยเย็นขึ้น มาเดินเกะกะอยู่ข้างนอกจน ๔ ทุ่มครึ่งจึงได้ลงมือเล่นออเปอเรตที่ห้องใหญ่ กว่าจะเข้าไปนั่งพร้อมกันได้นานเต็มที พวกผู้หญิงที่จะเล่นแหวกม่านดูกันดื้อๆ จนกระทั่งถึงเวลา

เรื่องที่เล่นนั้นมีเจรจาเบิกโรง แล้วจึงมีผู้หญิงออกมาร้องเพลงขัดเกือก แซกเจรจาติดตลก แล้วจึงมีคนหัวล้านที่ว่ามีลูกสาวสิบคนออกมาร้องเพลงบ้าง เจรจาบ้าง เกี้ยวนางผู้หญิงคนขัดเกือกนั้น ภายหลังสาว ๑๐ คนนั้นจึงได้ออก แต่งตัวเสื้อขาวขลิบแดงถือปืนเดินเปนทหาร แล้วร้องเพลง นางผู้หญิงที่ขัดเกือกนั้นเปนผู้ตีกลอง มีร้องเพลงเปนตลก คนตีกลองเปนต้นบท ผู้หญิง ๑๐ คนนั้นเปนลูกคู่ ภายหลังมีคนหนุ่มที่เปนลครเมืองคาลสรูห์ออกมาหาคนแก่หัวล้านที่เปนพ่อผู้หญิง จะขอลูกสาว คนแก่นั้นเรียกลูกสาวออกมาทั้งสิบคน แต่งตัวต่างๆ เปนชาวสเปนบ้าง ชาวป่าดำที่นี่บ้าง นั่งเรียงกัน ออกเต้นรำทีละคน มีอาการแปลกๆ กัน ชาวสเปนเต้นกรับ ที่ลุกขึ้นเจรจาเปล่าๆ ก็มี ที่หน้าเปนกล้าล้อผู้ชายก็มี แต่นางผู้หญิงอังกฤษคนหนึ่งร้องช้าๆ เสียงงัวเงียง่วงนอน ปี่พาทย์ก็งัวเงียลงไปตาม จนเวลาจบเลยหลับอยู่กับเก้าอี้ แล้วเต้น ๔ คน ตาพ่อตาตื่นลูกสาวต่างๆ กับผู้ที่จะมาเปนลูกเขย ตบขาตบหลังอย่างแรงๆ เล่นตลก ลงปลายนางขัดเกือกนั้นมาร้องแลรำ คนหนุ่มนั้นเลือกเอาคนขัดเกือก แล้วตกลงเปนเดินเวียนแล้วเอาโต๊ะมาตั้ง ตีระนาดคนละอันเข้าปี่พาทย์แล้วเปนอันเลิก พอเวลา ๒ ยามตรง ยังถูกเกณฑ์ให้ไปกินซับเปอซึ่งเขาจัดโต๊ะไว้ต่างหาก ผู้หญิงที่แต่งเปนชาวสเปน เปนหลานของยายเปรสิเดนต์ เข้ามาปฏิบัติวัฏฐากแขงแรงมาก ได้พบกับคนที่เล่นเต้นรำร้องวันนี้เกือบทุกคน เปนผู้ดีทั้งนั้น การซ้อมอยู่ข้างจะประดักประเดิดมาก ว่าต้องซ้อมกันถึง ๖ วิก เพราะผู้หญิงถึง ๑๑ คน เขาว่าผู้ชายร้อยหนึ่งซ้อมง่ายกว่าผู้หญิง ๑๑ คน เพราะเง้าๆ งอดๆ กันง่าย ในห้องเลี้ยงคนเต็ม เสียงออกกราวไปทั้งห้อง ของเลี้ยงดีๆ มาก เขาทำดอกไม้เหน็บเสื้อเปนกุหลาบตอตั้งบนโต๊ะงามดี คือเอาก้านกุหลาบตรงๆ ฤๅไม่ใช่กุหลาบก็ได้ ตั้งขึ้นเปนลำต้น แล้วผูกดอกกุหลาบแย้มเอาลวดขึงขึ้นไว้ไม่ให้ก้านอ่อน ติดใบแล้วเอาตะกั่วพันจัดเข้าเปนพุ่ม อย่างดอกไม้หัวโล้น สำหรับให้ผู้หญิงเหน็บให้ผู้ชาย แล้วแจกโปสต์ก๊าดรูปพวกที่มาร้องรำคนละสองแผ่น พ่อได้ให้เงินช่วยในการเรื่องนี้พันม้าก เขายังจะมีเต้นรำต่อไปอิกเมื่อเวลาเลี้ยงกันแล้ว ว่ามีผู้หญิงนำเครื่องแต่งตัวไปให้ผู้ชาย ผู้ชายนำไปให้ผูหญิงแล้วจึงเต้นรำ ทีจะกวดกันรุ่ง เขาชวนจะให้อยู่ พ่อง่วงนอนงัวเงียเต็มทีต้องลากลับ แต่เช่นนั้นยังมาถึงเกือบ ๗ ทุ่ม ผู้หญิงที่เปนเปรสิเดนต์นั้นใจดีอย่างยิ่งต้องรับแขงแรง แปลเรื่องราวทุกคำ ทั้งตัวไหนออก ตัวไหนเต้น ตัวไหนร้อง แกชมว่างามหมด ดีที่สุดทุกตัว ฟังเสียเพลินทีเดียว การเต้นรำตอนหลังทีจะสนุก มีเครื่องอะไรอะไรทำด้วยกระดาษเปนกระเช้า เปนดอกไม้สีหรูๆ ออกเปนกองที่เตรียมไว้น่าโรง ตอนหัวค่ำคนเต็มทั้งสนาม แต่ตอนสองยามแล้วข้างนอกเงียบ ครึกครื้นอยู่แต่ข้างใน

• • • • • • • • •

น้ำพุที่เมืองบาเดนบาเดน

น้ำพุที่เมืองบาเดนบาเดน

คืนที่ ๗๕

วันอาทิตย์ที่ ๙ มิถุนายน

ได้เดินไปดูที่อาบน้ำสำหรับว่าย ดูน้ำเขียวสกปรกไม่น่าอาบ สระโตสักเท่าสวนเต่า[๑๖๓] มีห้องสำหรับผลัดผ้ารอบ ออกจากนั้นไปกินน้ำอาบน้ำ แลรมควันตามเคย กลับมาเวลา ๕ โมง กินเข้ากลางวัน วันนี้ได้ตำน้ำพริกจิ้มไข่เจียว อร่อยเพลินเปนอันมาก แต่พริกที่แช่น้ำปลามานั้น มหาแหลกเขาไม่เข้าใจ หยิบพริกสำหรับกินกับปลากุเราเมื่อวานนี้เทน้ำปลาทิ้งเสียหมด เอาไว้แต่พริกเปล่าๆ เหี่ยวปอดแปด ไม่มีอย่างอื่นนอกจากที่จะฟาดเคราะห์ ทำอะไรต่างๆ แล้วเขียนรูป เวลาบ่ายกินน้ำชา แล้วไปถ่ายรูปตามในสวน แล้วขึ้นรถโมเตอคาร์ ให้ดิเต๊กติฟนำ มันว่าจะไปถึงน้ำพุอะไรแห่งหนึ่ง ไปทางที่เลี้ยงปลาถึงที่วัดทางสี่แพร่ง แยกไปทางขวามือ ขึ้นเขาไปในป่าสน หยุดถ่ายรูปป่า แล้วขึ้นไปจนหมดทางที่เรียบเปนทางเกวียน นึกออกสงไสยแล้วว่าจะไม่ได้เรื่อง แต่มันยังยืนยันแขงแรงอยู่ก็ขึ้นไปอิก จนถึงที่สูง ๕๐๐ เมเตอแล้วก็ยังไม่ถึง เห็นไม่ได้เรื่องจัดการถอยกลับลงมา รถเก๋งมาเสียกลางทางไม่รู้ว่าด้วยเหตุไร เลยมารถเดียวจนถึงที่วัดสี่แยก พ่อจำทางได้รับเปนผู้นำไปดูเลี้ยงตัวผึ้งซึ่งอยากเห็นอยู่แต่วานนี้แล้ว ที่ที่เลี้ยงนั้นมีโรงคนอยู่สองหลัง ฝากระดานหลังหนึ่ง ตึกหลังหนึ่ง พื้นเพรกเรี้ยว มีเด็กเล่นอยู่เปนกอง มีสวนอยู่นิดหนึ่ง เรือนที่เลี้ยงตัวผึ้งนั้นอยู่ในสวน โดยยาวประมาณสักแปดศอก กว้างสามศอก กั้นฝารอบ ด้านข้างน่าเปนช่องเล็กๆ สำหรับผึ้งบินเข้าออก มีประตูเปิดเข้าทางด้านหุ้มกลอง เปนหิ้งที่ตั้งหีบฤๅเชือกขดสำหรับผึ้งอาไศรยอยู่ศอกหนึ่ง เปนทางเข้าออกเดินทำงานสองศอก การที่เลี้ยงผึ้งนั้นทำดังเช่นกล่าวต่อไปนี้

คือเอาไม้มาต่อเปนกรอบอย่างลิ้นกลี่กลวงลึกประมาณสักนิ้วกึ่ง กว้างคืบหนึ่งยาวคืบหนึ่งเปนสี่เหลี่ยม เอาสีผึ้งซึ่งตีพิมพ์เปนรูปรวงผึ้งแต่อย่างตื้นๆ บางๆ บรรจุเข้าไว้ในกลางกรอบลิ้นกลี่นั้น แล้วจึงเอาเข้าในหีบ ตั้งตะแคงซ้อนๆ กันออกมา ๒๔ ชั้น แล้วไปหาตัวกวีนผึ้ง คือเปนผึ้งตัวใหญ่กว่าเพื่อนมาปล่อยเข้าไว้หีบละตัว คราวนี้ผึ้งอื่นๆ ต้องตามมาเองไม่ต้องไปเที่ยวหา มาแวดล้อมนางพระยาผึ้งนั้นแล้วก็ตั้งกองทำรัง เสิมจากช่องสีผึ้งที่หล่อไว้ตื้นๆ นั้นให้สูงขึ้นมา ในวันเดียวอาจจะทำเต็มรังเสมอกับที่กว้างของลิ้นกลี่นั้นได้ ด้านข้างหลังกรุกระจกไว้แล้วเอาฝุ่นฝอยยัดจึงปิดฝา เมื่อเวลาจะเปิดฝาแลเปิดกระจกเปลี่ยนเอารังออกมานั้น ต้องสูบบุหรี่ ถ้าสูบบุหรี่เข้าไปแล้ว ผึ้งได้กลิ่นสิ้นฤทธิ์เดชไม่ทำอะไรเลย ถึงกำหนดก็ไปล้วงเอาลิ้นกลี่นั้นออกมา ลิ้นไหนเต็มก็มาเคาะเอาตัวออกเสีย ตัวที่เคาะออกนั้นก็ไม่ไปไหนบินเข้าไปหานางพระยาผึ้งในรังเดิมนั้น ในลิ้นกลี่นั้นเปนหัวน้ำเต็มไปหมด สีน้ำผึ้งเปนสีเหลืองแก่เหมือนน้ำผึ้งเรา แต่ขุ่น ตัวผึ้งออกจะเขื่องๆ กว่าของเรา เปนผึ้งโพรงอย่างเช่นทำรังในโพรงไม้ ไม่ใช่ผึ้งรวง อาหารนั้น ถ้าน่าร้อนไม่ต้องให้กินอะไร บินไปหากินแล้วกลับมาเอง ถ้าน่าหนาวซึ่งไม่มีดอกไม้ใช้น้ำตาลฤๅน้ำผึ้งนั้นเองละลายน้ำให้กิน รังหนึ่ง ๒๔ กลี่ได้น้ำผึ้งสี่ปอนด์ การที่จะคั้นน้ำผึ้งนั้นมีเครื่องมือเปนลุ้งเหล็กวิลาด ข้างในเปนโพรงสามเหลี่ยมพอบรรจุลิ้นกลี่ได้สามลิ้นกลี่ ตั้งตะแคง มีเครื่องหมุนอยู่ข้างบน หมุนไปน้ำผึ้งก็กระเดนออกเกาะตามข้างลุ้ง เมื่อมากเข้าก็ไหลลงทางช่องที่เปนพวย วิธีคั้นเช่นนี้ไม่มีสีผึ้งติดออกมาเลย การเลี้ยงผึ้งมีฤดูดีฤดูไม่ดี ฤดูที่ล่วงมาแล้วนี้ว่าไม่ดี เจ้าของโรงดูเปนคนจนมาก นุ่งกางเกงเก่าคร่ำคร่าเสื้อปะ แต่มีน้ำใจที่จะเล่าเรื่องราวโดยถ้วนถี่ เสร็จดูการเลี้ยงผึ้งเท่านี้ กลับมาเวลา ๒ ทุ่มเข้าไปแล้ว เลยกินเข้าทีเดียว ไม่ได้แต่งตัว

วันนี้ได้ให้เหรียญดิเต๊กติฟ เช้าคนหนึ่ง บ่ายคนหนึ่ง คนละเหรียญ ค่าที่เอื้อเฟื้อแขงแรง ได้เขียนหนังสือด้วยกระดาษยาว เหมือนใบลานที่เขาทำขายเขียนอย่างหนังสือใบลาน บอกอังกาแลสลักหลังด้วยหนังสือขอม เริ่มต้องตั้งต้นให้พระยาสุขุม ฉบับที่ ๒ ถึงกรมดำรงอันเปนผู้สมควรซึ่งจะได้รับ

• • • • • • • • •

คืนที่ ๗๖

วันจันทร์ที่ ๑๐ มิถุนายน

เวลาเช้าเว้นอาบน้ำ ไปที่รม นั่งอยู่ชั่วโมงหนึ่งตามเคย แล้วขึ้นรถโมเตอคาร์จากที่นั่นไปสตราสเบิค มีบริพัตร อุรุพงษ์ ดุ๊ก หม่อมนเรนทร์ หมอฟิสเตอ ไปด้วย ออกจะต้องคลำๆ ทางหน่อย รถหลังไปหลงแยกกันไปคนละทาง แต่เขาขับเร็ว กลับไปถึงก่อนรถเรา ที่แท้ทางที่ไปนั้นก็ไต่ทางรถไฟไป ไปผ่านทางรถไฟเมื่อจวนจะถึงเกลต์ เมืองเกลต์ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไรน์ ยังอยู่ในเขตรแดนแกรนด์ดุคัลเมืองบาเดน เมื่อข้ามฟากไปถึงฟากโน้นจึงเปนแดนสตราสเบิค แม่น้ำไรน์ตรงนี้กว้างสักเท่าแม่น้ำท่าจีนที่รถไฟข้ามไปพระปฐม จะเล็กกว่าสักนิดหน่อย ตะพานเปนตะพานเหล็กทำงามดี พอถึงต้นตะพานทางโน้นก็เปนด่านภาษี เจ้าพนักงานเดินออกมาพอบอกให้รู้ก็ไม่เรียก ไปจากฝั่งแม่น้ำไรน์อิกนานจึงได้ถึง เมืองนั้นตั้งอยู่ที่ฝั่งคลองเรียกว่าอิล ห่างจากแม่น้ำไรน์ประมาณร้อยเส้น มีคลองไปจากแม่น้ำไรน์หลายคลอง เปนทางเรือเดินไปมากับเมืองเยอรมนีเมืองฝรั่งเศส แลสวิตเซอแลนด์ เปนเมืองที่มีการค้าขายกว้างขวางใหญ่มาแต่ก่อน เดี๋ยวนี้มีโรงจักรต่างๆ ตั้งอยู่รอบนอกเกิดขึ้นเปนอันมาก เปนเมืองใหญ่ของอาลเซสแลเยอรมันลอเรียน มีผู้ว่าราชการเมืองแลเปนที่ตั้งทหาร มียูนิเวอซิตี ทั้งมีบิชอบโรมันคาทอลิก พลเมืองแสนห้าหมื่น ทหารหมื่นห้าพัน เปนเมืองของฝรั่งเศสปกครองมาสองร้อยปีเศษ พึ่งตกเปนของเยอรมันเมื่อรบกับฝรั่งเศสปี ๑๘๗๑ เมื่อว่าโดยภูมฐานแล้ว ถ้ากำหนดเอาแม่น้ำไรน์เปนเขตรต่อแดน ก็น่าจะตกเปนของฝรั่งเศส เพราะอยู่นอกแม่น้ำไรน์ออกไป แต่ฝรั่งเศสแพ้เยอรมันจึงต้องเสียเมืองเหล่านี้ คนพลเมืองพูดภาษาแปลก ปนกันทั้งเยอรมันแลฝรั่งเศส คือพูดภาษาเยอรมันสักคำหนึ่งสองคำ ฝรั่งเศสสักสามคำสี่คำ ลางทีพูดภาษาเยอรมัน แต่สำเนียงฤๅสำนวนเปนภาษาฝรั่งเศส พวกเยอรมันเขาว่าคนเมืองนี้ใจกลับกลอก เมื่อเวลาอยู่กับฝรั่งเศสอยากเปนเยอรมัน ครั้นเมื่อได้มาอยู่กับเยอรมันกลับอยากอยู่ในฝรั่งเศส เปนเมืองที่ข่มไว้ด้วยทหารทั้งการในเมืองแลเตรียมต่อสู้ เมื่อเยอรมันรบกับฝรั่งเศสครั้งก่อน ที่นี้ได้เปนที่รบกันใหญ่ แรกที่จะถึงเมืองมีที่ไว้ถ่าน ยาวเปนอันมาก เปนเมืองมีป้อมเชิงเทิน ป้อมชั้นนอกชั้นหนึ่ง แล้วจึงถึงคูแล้วถึงกำแพงเมือง กำแพงนั้นก่อด้วยศิลา พูนดินเปนเชิงเทินแลเปนลูกป้อม ถนนในเมืองตอนข้างเก่าแคบแลคด แต่เมืองข้างตอนใหม่ทำถนนใหญ่ ดูจะเปนใหญ่อยู่สายเดียว เมืองนี้เปนเมืองน่าศึกมาแต่ไปไหนแต่ไร เมื่อตกเปนของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสได้สร้างป้อมเพิ่มเติมขึ้นแขงแรงมาก ตามรอบเมืองข้างนอกเปนป้อมมีสนามเพลาะมีตึกดินซ่อนหมกอยู่ในหญ้ารอบไป ครั้นเปนของเยอรมัน เยอรมันก็ซ่อมแซมทำขึ้นใหม่โดยกวดขัน ยูนิเวอซิตีนี้ได้ตั้งขึ้น ๔๐๐ ปีแล้ว แต่มีเวลาหยุดเมื่อเกิดริโวลูชั่นในเมืองฝรั่งเศส ต่อตกเปนของเยอรมันจึงได้กลับตั้งขึ้นใหม่ ในเมืองมีรถม้าใช้น้อย เพราะหนทางแคบ มีรถแตรมเดินทั่วไป รถแตรมฤๅรถม้าเดินช้าเท่ากับคนเดิน ห้ามปรามกันกวดขันไม่ให้เดินเร็ว พ่อไปได้ตั้งใจจะไปกินเข้ากลางวันที่นั่น เพราะเหตุที่ได้ออกจากบาเดนบาเดนเวลา ๔ โมงครึ่ง ถึงที่นั่นเกือบบ่ายโมง ๑ ด้วยต้องหยุดรอหลีกรถบรรทุกของกลางทางบ้าง ฉงนหนทางบ้าง ตรงเข้าไปแวะที่วเลนตีน ซึ่งเปนเรสเตอรองต์มีชื่อเสียงล่ำฦๅมากว่าทำกับเข้าดีนัก ความล่ำฦๅนั้นก็เปนความจริง อาหารอยู่ข้างวิเศษ เมืองนี้เปนที่ทำตับห่านซึ่งซื้อขายกันอยู่ อยากจะเห็น แต่เปนเวลาที่เขาไม่ได้ทำ เพราะเขาทำกันในฤดูหนาว ได้ฟังแต่วิธีทำ คือแล้งให้ห่านมันเกิดโรคตับโตโดยให้กินของที่เผ็ดมีพริกเปนต้น กับทั้งของที่มันๆ มันไม่ได้กินโดยความอยากกิน จับตัวมาเอาอาหารกรอกลงไป ให้กินจนเหลือขนาด ข้อที่ให้กินพริกนั้นเพื่อจะให้กินน้ำให้มาก เมื่อตับโตแล้วก็ฆ่า ตับที่บรรจุกลักไปขายเปนของเก่า ไม่เหมือนซึ่งทำไว้ใหม่ๆ รศชาดดีกว่ากันมาก พอกินเข้าแล้วให้รถโมเตอคาร์กลับ เพราะคิดจะกลับทางรถไฟ แล้วขึ้นรถม้าตรงไปคทีดรัล คือวัดใหญ่ในกลางเมืองนี้ วัดนี้ว่าเปนวัดเก่าได้สร้างประมาณ ๑๓๐๐ ปีมาแล้ว แต่พึ่งมาขยายใหญ่ขึ้นใน ๙๐๐ ปีทำเรื่อยมาช้านาน เติมขึ้นเสมอจนเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่แล้วเสร็จ ยอดแหลมน่าโบสถ์ยังมีแต่ข้างเดียว ทำด้วยศิลาแดง แต่ต้องอันตรายต่างๆ บ่อยๆ จนกระทั่งเมื่อเยอรมันรบกับฝรั่งเศสก็ถูกปืนชำรุดมาก ดูภายนอกบ้านเรือนอยู่ข้างจะกระชั้น แลรูปพรรณของโบสถ์นั้นเองสู้มิลานคทีดรัลไม่ได้ แต่สูงใหญ่เห็นจะสูงกว่า ภายในอยู่ข้างจะมืด เพราะถึงว่ามีน่าต่างโตๆ มาก แต่ได้ติดกระจกสีรูปภาพที่เรียกว่าสเตนคลาสทำให้แลดูครึ้ม ถ้าเปนเมืองเราก็ค้างคาวบินแจ๊กทีเดียว เวลาที่ไปดูนั้นเปนเวลาฝนตกกำลังฟ้าร้องจึงได้ชักให้มืดมาก ซ้ำไปถูกเวลาเขาทำวัตรบ่าย มีพระสวดอยู่บนยกพื้นอาศน์สงฆ์ที่ในใต้โดม ไม่ใคร่จะแลเห็นตัวถนัด สัปรุษไม่มีเท่าใด มีสักเจ็ดแปดคนนั่งหลับตาภาวนาอยู่ห่างๆ กัน ผู้ที่สำหรับรับแขกทำท่าทางอยู่ข้างจะกวดขัน ว่าเปนเวลาพระสวดห้ามไม่ให้เดิน ต้องให้รออยู่อิกสักครึ่งชั่วโมงสวดจบแล้วจึงจะเดินได้ แต่นอกจากยายแก่สี่ห้าคนที่นั่งภาวนาอยู่ก็เห็นเขาเดินไม่เห็นมีใครหยุด เราก็เดินบ้าง ก็ไม่เห็นว่าต่อไปอิก ทีหลังกลับมานำให้ดูโน่นดูนี่เสียอิก ตอนล่างๆ จะเดินดูแห่งใดก็ดูได้ ก็เปนอย่างวัดฝรั่ง คือมีที่บูชาตามข้างๆ มีรูปพระเยซูบ้าง มาโดนาบ้าง เปนห้องห้องไป ยังหวงแหนอยู่แต่เรื่องนาฬิกาซึ่งเปนที่ล่ำฦๅมาก ว่าสวดจบจึงจะไปดูได้ จึงได้เดินเลี่ยงเข้าไปดูทางกระไดที่พระขึ้นลงด้านข้างข้าง ผ่านออเคนคือหีบเพลงสำหรับประกอบเสียงสวด ไปเห็นต้นบทสวดในแตร อย่างชักสวดมนต์ พวกลูกคู่สวดตาม ดูไม่แล้วเลย ยังยืดยาวมาก เดินเลี่ยงมาทางน่าอาศน์สงฆ์จนถึงกลางโบสถ์ไม่เห็นว่าไรกัน ตาคนที่ห้ามกลับมาพลอยยืนอยู่ด้วย เวลานี้ดูเปนสวดโต้ตอบกันกับพวกเด็กๆ ซึ่งซ่อนอยู่ไม่แลเห็นตัว พวกนั้นสวดเสียงใส พวกข้างล่างสวดเสียงเปนกังวาล ทำนองจะทำให้ปรากฎเหมือนพวกเทวดาฤๅนักบุญสวดอยู่ ได้ยินแต่เสียงไม่แลเห็นตัว ฟังอยู่นานก็ไม่จบ เลยเดินเลี่ยงไปข้างขวา ตาคนห้ามนั้นเองย่องเข้าไปไขกุญแจเปิดให้เข้าไปที่นาฬิกาได้แล้ว พอเข้าไปกันหมดก็ลั่นกุญแจข้างนอกเสีย นาฬิกาเรือนนี้เปนเรือนใหม่ ได้ทำเมื่อปี ๑๘๓๘ ถึง ๑๘๔๒ เปนนาฬิกาโหรมีพร้อมทุกอย่าง คือชั้นล่างมีตุ๊กตาสองตัวยืนอยู่ที่เสา สำหรับชี้วันในวงซึ่งเขียนไว้ ๓๖๕ วัน มีฤดูเปลี่ยนเอง ๔ ฤดู ช่องซุ้มชั้นล่างมีเทวดาตัวหนึ่งสำหรับตีระฆังทุกๆ ๑๕ มินิต อิกตัวหนึ่งที่ตรงกันข้ามถือนาฬิกาทราย กลับนาฬิกาเองทุกๆ ชั่วโมง ซุ้มขึ้นไปอิกชั้นหนึ่งเปนร่างกระดูก สำหรับตีโมง มีรูปสี่รูปผลัดกันออกเดินวนรอบร่างกระดูกนั้น ใน ๑๕ นาทีแรกเปนเด็ก ๑๕ นาทีที่ ๒ เปนรุ่น ๑๕ นาทีที่ ๓ เปนผู้ใหญ่ ๑๕ นาทีที่ ๔ เปนคนแก่ อิกช่องหนึ่งขึ้นไปบอกวัน วันอาทิตย์รูปอะโปโล วันจันทร์รูปไดนา คือพระจันทร์ วันอังคารรูปมาร์ส คือพระอังคาร วันพุฒรูปมคิวรี คือพระพุฒ วันพฤหัศบดีรูปยูปิเตอ คือพระพฤหัศบดี วันศุกรรูปวินัส คือพระศุกร วันเสาร์รูปซาเตอน คือพระเสาร์ เปลี่ยนกันออกวันละรูป ช่องบนขึ้นไปอิกเปนรูปพระเยซูนั่ง ถ้าเวลาเที่ยงรูปอโปซัล คือนักบุญลูกศิษย์พระเยซูสิบสองคนเดินเวียนพระเยซู มีเสาสูงซึ่งเปนที่ถ่วงลูกตุ้ม ปลายเสานั้นมีไก่เท่าไก่จริงๆ ขนาดใหญ่จับอยู่ ถ้าพวกนักบุญเหล่านั้นออกมาเดินเวียนพระเยซูถึงเซนตปอลเมื่อไร ไก่นั้นก็กระพือปีกแลยื่นฅอขัน แต่เวลาเที่ยงที่นี่ไม่ถูกกับเวลาเที่ยงที่อื่นๆ เพราะฉนั้นจะไปดูเวลาเที่ยงอยู่ข้างจะประดักประเดิดอยู่บ้าง ที่วงซึ่งเปนคาเลนดารายวันตลอดปีนั้น มีดวงพระอาทิตย์แลมีดาวพระเคราะห์เดินเวียนไปตามทางโคจรของพระเคราะห์เหล่านั้น แลเดินได้ตามกำหนดบรรจบรอบช้าแลเร็ว ตรงเสาไก่ลงมามีวงๆ สี่วง ซึ่งเขาว่าเปนเวลาของวัดแต่แลไม่เห็น คู่กันกับเสาไก่นั้นเปนกระไดเวียนสำหรับขึ้นไปบนนาฬิกา นาฬิกาเรือนนี้สูงประมาณสักสามวาเศษฤๅสี่วาได้ ตั้งอยู่บนยกพื้นมีพนักกั้น ออกจะอยู่ข้างมืดๆ เพราะมืดฝนเช่นที่ว่าแล้ว ดูตัวเลขไม่ถนัด พอได้เห็นนาฬิกาสมประสงค์แล้ว ขี้เกียจคอยดูบนอาศน์สงฆ์พระยังสวดไม่จบเลยกลับ แวะซื้อของที่ร้านตามทางหน่อยหนึ่ง แล้วมาพักเรสเตอรองต์กินน้ำร้อนน้ำชาฝนกำลังตก

ตอนที่ ๒ ออกจากเรสเตอรองต์ไปดูวัง ที่วังนี้ตั้งอยู่ในตอนข้างที่แก้ไขเมืองใหม่ วังตั้งอยู่ตรงยูนิเวอซิตีของเก่า ตัดถนนใหญ่ในระหว่างนั้นไม่สู้ห่างกันเท่าไร ประมาณสักสามสิบเส้นฤๅหย่อน วังนี้สร้างเมื่อเอมเปอเรอวิลเลียมที่ ๑ ก่อด้วยศิลาหนาๆ หนักๆ อย่างตึกเยอรมัน เปนสี่เหลี่ยม ด้านน่าห้องกลางเปนที่เสด็จออก ถัดเข้าไปข้างซ้ายเปนส่วนของเอมเปอเรอ มีห้องรับแขกห้องหนึ่ง ห้องนั่งห้องหนึ่ง ห้องหนังสือห้องหนึ่ง เปนห้องเล็กๆ ไม่ใหญ่โตอะไร ด้านข้างขวาเปนห้องของเอมเปรสเท่ากันกับห้องข้างซ้าย ด้านสกัดห้องยิ่งเล็กลงไปอิก เปนห้องนอน ห้องน้ำ ห้องแต่งตัว ห้องบ่าว ฤๅมหาดเล็ก ข้างขวาก็เปนห้องเหมือนกันสำหรับเอมเปรส ด้านหลังเปิดโล่งตลอดเปนห้องยาวสำหรับเต้นรำ วงในเปนเฉลียงเดินได้รอบ กลางเปนกระไดใหญ่ ขึ้นมาตรงๆ แล้วแยกสองข้าง กลางมีที่น้ำไหลจากปากสิงห์ มีแท่นตั้งต้นไม้ สองข้างกระไดมีน้ำหลั่งตกเปนคั่นๆ ชั้นล่างข้างน่าเปนห้องคอย กิริยาอาการของวังนี้ ทำนองพระที่นั่งภาณุมาศ เปนวังไม่ใช่เรือนอยู่ อยู่อย่างไม่สบาย เครื่องตกแต่งก็ไม่มีอะไรนอกจากรูปเอมเปอเรอแลเอมเปรสวิลเลียมที่ ๑ เอมเปอเรอแลเอมเปรสเฟรเดอริก นอกนั้นก็เปนของสัพเพเหระอย่างใหม่ๆ เลวๆ โดยมาก ที่ดินรอบวังก็มีน้อย บ้านอื่นๆ แลเห็นเข้ามาในชานพระที่นั่ง มีสนามแลสวนน่าวังเล็กๆ ที่มุมถนนขวาง อย่างเช่นมุมถนนใบพรกับเบญมาศ มีตึกทำด้วยศิลาเปนคู่กัน ข้างหนึ่งเปนไลบรารี อิกข้างหนึ่งเปนตึกราชการ ต่อออกไปก็เปนตึกใหญ่ๆ ก่อด้วยศิลาทั้งนั้น จะราวกลางวังสวนดุสิตไปตพานมัฆวาน เปนตึกยูนิเวอซิตี มีวัดสำหรับกองทหารอยู่วัดหนึ่งกลางย่าน อยู่ราวที่วัดเบญจมบพิตร เมื่อเลี้ยวออกจากถนนใหญ่นิดเดียวก็เปนเมืองใหม่ ตึกยังหรอมแหรมอยู่ เขาว่าเปนอย่างใหม่มาก ต่อนั้นไปได้ไปออเรนเยอรีคือสวนส้ม คำที่เรียกว่าสวนส้มนี้ใช่จะเปนสวนส้มอย่างเช่นแถบริเวียราข้างอิตาลี ซึ่งเปนสวนปลูกกลางแจ้งเหมือนอย่างบ้านเราธรรมดา นี่จะหาส้มสักต้นหนึ่งที่อยู่กลางแจ้งไม่มีนอกจากปลูกในกระถาง เพราะเหตุที่อยู่กลางแจ้งทนหนาวไม่ได้ตายหมด น่าหนาวต้องเข็นเข้าไว้ในร่ม จึงต้องปลูกตึกหลังคากระจกสำหรับเข็นกระถางส้มเข้าไปเก็บ เหตุฉนั้นจึงได้ชื่อว่าที่เก็บต้นส้มแต่ชั่วเฉภาะในโรงนั้น นอกโรงปลูกไม้ดอกไม้สีเปนหย่อม เปนสวนไม้สีอยู่ชั้นใน ชั้นนอกเปนไม้ใหญ่อย่างป๊าก ตัดทางเดินมากๆ มีสระมีภูเขาก่ออย่างจืดๆ อยู่ใน เปนป๊ากที่สำหรับคนไปประชุมเท่านั้น มีตู้กระจกสำหรับเก็บต้นไม้ที่ทนหนาวไม่ได้อยู่ส่วนหนึ่งต่างหาก เที่ยวรถรอบที่นั้นแล้วกลับมาทางริมคลอง ซึ่งปลูกตึกขึ้นใหม่ๆ เปนวิลลาอย่างแผลงๆ ใหม่ๆ ต่างๆ เมืองนี้เปนที่ลุ่มมาก ถนนยกขึ้นมาสูงๆ จากพื้นเดิม ยิ่งใกล้แม่น้ำยิ่งลุ่มมาก น้ำขึ้นถึง บ้านเรือนที่จะทำหนุนกี๋กันขึ้นมาหาถนน เขาอาจจะปิดน้ำให้เข้ามาท่วมเมืองได้ เมื่อเยอรมันรบกับฝรั่งเศสก็ได้เคยทำให้น้ำท่วม มีคลองมาก ในคลองนั้นใช้เรือ เปนเรือบรรทุกสินค้าต่างๆ เดินไปมาตลอด มีเรือเครื่องกระชาเดิม อยู่ตามลำคลองเปนอันมาก ขากลับนี้ฝนตกหนักลงมาอิก ต้องปิดประทุน ไปพักที่เรสเตอรองต์กินเข้าเย็น แล้วมาขึ้นรถไฟออกเวลา ๒ ทุ่มกว่า ๑๐ มินิต ต้องมาหยุดเปลี่ยนรถที่แอเปนเวียคราวหนึ่ง แล้วมาเปลี่ยนที่โอสอิกคราวหนึ่ง แต่ไม่ต้องคอยนานทั้งสองแห่ง กลับมาถึงบาเดนบาเดนยามครึ่ง

• • • • • • • • •

คืนที่ ๗๗

วันอังคารที่ ๑๑ มิถุนายน

เช้าไปกินน้ำอาบน้ำตามเคย กลับมานั่งทำงานแลเขียนรูป วันนี้เวลาบ่าย ๔ โมง แกรนด์ดุ๊กออฟบาเดนเสด็จมาที่นี่ ได้ให้ชายบริพัตรไปคอยรับเสด็จที่สเตชั่น แกรนด์ดุ๊กนัดจะเสด็จมาเยี่ยมเวลาบ่าย ๕ โมง ครั้นเวลาบ่าย ๕ โมงก็มา พ่อได้ตามไปเยี่ยมตอบโดยทันที รถแกรนด์ดุ๊กเดินช้าเสียจริงๆ รถเราก็เดินเร็วเกินไปจริงๆ ด้วย เพราะเปนรถโมเตอคาร์ ไปทันกันที่กลางทาง ต้องเลยหยุดให้แกรนด์ดุ๊กไปถึงวังเสียก่อน แล้วจึงได้ไป ทางที่ขึ้นไปนั้นเปนเขาสูง เพราะวังตั้งอยู่ในที่แลเห็นเมืองอยู่ข้างล่าง ตำหนักชลอสนั้นเปนของเก่าที่ได้สร้าง ๔๐๐ ปีมาแล้ว เปนตึกศิลาสูงใหญ่ แต่รูปไม่แปลกอันใด ได้พากันออกไปนั่งที่ชานตำหนักในปะรำที่แลเห็นได้โดยรอบพร้อมด้วยแกรนด์ดัชเชส ที่ชลานั้นตั้งไม้กระถางทั้งนั้น กลับจากแกรนด์ดุ๊กได้ให้เจ้าพระยาสุรวงษ์ไปฟังที่แกรนด์ดุ๊กไมเคอลซึ่งมาประชวรอยู่ที่โฮเตลสเตฟานนี จะไปเยี่ยมแต่ก่อนก็ว่าอาการมากอยู่ เดี๋ยวนี้ทราบว่าอาการคลายขึ้นจึงคิดจะไปเยี่ยม เพราะได้เคยรู้จักคุ้นเคยกัน ท่านนัดให้ไปเวลาบ่ายโมงหนึ่งพรุ่งนี้ แต่ยืนรับไม่ได้ต้องนั่ง แต่พ่อได้นัดแอริดิตารีแกรนด์ดุ๊กว่าจะไปเยี่ยมตอบที่คาลสรูห์พรุ่งนี้ เพราะเธอมาเยี่ยมจากคาลสรูห์เมื่อวานนี้ แต่พ่อไม่อยู่ ไปสตราสเบิค เวลาค่ำทุ่มหนึ่งแล้ว ดูรู้สึกไม่สู้สบาย ใจฅอมันวังเวงคิดถึงบ้าน จึงได้ขึ้นรถไปเที่ยวที่น้ำตก ทางอยู่ข้างจะไกล ไปในป่าสน มีบ้านเรือนคนจนๆ รายไปตลอด น้ำตกนั้นก็ลักษณเหมือนเกาะช้าง ทางเลียบไปข้างเขาเหนือลำธารสายหนึ่งเปนทางรถ ทางเดินในลำธารสายหนึ่งแคบๆ ตลอดขึ้นไป มีเรสเตอรองต์ป่าๆ ที่นั่น มีผู้หญิงเปนเจ้าของรักษา ถัดขึ้นไปอีกหน่อยหนึ่งเปนที่แจ้ง พวกที่รักษาตั้งบ้านเรือนอยู่ เลี้ยงไก่มาก แต่เปนเวลาเกียจคร้านของพ่อที่จะเดินลงเขาไปดู เลยไม่ไป กลับรถมาไปกินเข้าที่เรสเตอรองต์คอนเวอเซชั่นเฮาส์ กับเข้าดุ๊กฦๅว่าดี แต่ที่จริงก็ไม่สู้กะไรนัก ออกจะสู้ที่วิลลาเราไม่ได้ แต่จะอยู่กับที่มันชวนจะงึมงำไปก็เที่ยวไถลไปตามที กลับ ๔ ทุ่มรถหมดไม่มี ต้องเดินมา วันนี้ไม่สนุก

• • • • • • • • •

คืนที่ ๗๘

วันพุฒที่ ๑๒ มิถุนายน

เช้าไปกินน้ำอาบน้ำตามเคย แต่รมน้อยไปหน่อย เพราะเหตุที่เวลากำหนดรถไฟจะออกไปคาลสรูห์ เลยไปสเตชั่นทีเดียว ได้ออกจากบาเดนบาเดนเวลาก่อนเที่ยงเล็กน้อย ถึงคาลสรูห์ก่อนบ่ายโมง แอริดิตารีแกรนด์ดุ๊ก ผู้บังคับการทหาร แลข้าราชการฝ่ายพลเรือนอิกคนหนึ่งมารับอยู่ที่สเตชั่น ที่จริงแอริดิตารีแกรนด์ดุ๊กได้เตรียมจะเลี้ยงดินเนอ แต่พ่อเห็นจะกลับมาดึกดื่นนัก จึงได้โทรเลขบอกในเวลาเช้านี้เอง ว่าจะไปกินกลางวันที่โฮเตล ต่อเวลาบ่ายจึงจะไปหา เพื่อจะไม่ให้ต้องจัดการรับรองอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะเหตุฉนั้นจึงจัดการเลี้ยงกลางวันไม่ทัน ต้องเลี้ยงแต่น้ำชา เธอขึ้นรถกับพ่อไปส่งที่โฮเตลเคมันยา นั่งสนทนากันอยู่หน่อยหนึ่ง พอถึงเวลากินเข้ากลับไป ผู้ที่ไปกับพ่อมีแต่บริพัตร อุรุพงษ์ พระยาบุรุษ หม่อมนเรนทร์ กับหมอฟิสเตอ มิสเตออาลเบอส เพื่อจะไปหาเทียนส่งเข้าไปในการเข้าพรรษา กินเข้าแล้วเวลาบ่าย ๒ โมงตรง แอริดิตารีแกรนด์ดุ๊กมารับขึ้นรถ ต้องใช้รถปิด เพราะกำลังฝนตกมีพยุ แรกไปปิกเชอแกละรีก่อน แกละรีนี้ได้สร้างขึ้นในแผ่นดินแกรนด์ดุ๊กองค์นี้เมื่อแรกๆ แต่รูปภาพในนั้นเปนของที่ได้เก็บสะสมมาช้านาน จนกระทั่งถึงที่พึ่งเขียนใหม่ๆ มีรูปงามเปนอันมาก มีพวกรูปใหม่ๆ เข้าไปปนอยู่ไม่กี่แผ่นแต่ถึงจะเปนรูปใหม่ก็อย่างดีไม่ใช่ฟุ้งส้านเต็มที่ มีอย่างใหม่มากแต่ชั้นล่างซึ่งเปนที่โปรเฟสเซอโธมา ผู้ดูการแกละรีนั้นเขียนเองนำไปแขวนไว้ ตัวโปรเฟสเซอมารับอยู่ในที่นั้นด้วย การไปดูรูปมีข้อรำคาญอย่างเดียวแต่ไปเห็นรูปเก่าๆ อดชมไม่ได้ เห็นรูปใหม่ๆ อดติไม่ได้ เจ้าของผู้ที่เขียนมักจะไปกำกับอยู่ตามรูปเหล่านั้น จะไม่ชมก็เกรงใจ จะชมก็ไม่ถนัดปาก เลยไปนิ่งๆ แต่แกรนด์ดุ๊กแลแอริดิตารีแกรนด์ดุ๊กแลแกรนด์ดัชเชสมีความเห็นเหมือนพ่อทั้งสี่คนด้วยกัน แสดงความหวังใจว่านานไปคงจะเปลี่ยนกลับลงเปนอย่างเก่า ที่นี่มีโรงฝึกหัดช่างเขียนเปนสามโรงล้วนแต่ตึกใหญ่ๆ แต่รูปไปออกเอกสหิบิเชนเสียมาก จึงไม่ใคร่จะมีเหลืออยู่ ในที่นี้มีรูปตุ๊กตาศิลาถ่ายด้วยปลาสเตอเปนอันมาก ออกจากแกละรีรูปภาพแล้ว ไปที่มิวเซียมซึ่งได้เคยเห็นแล้วครั้งก่อน มิวเซียมนี้ได้จัดตกแต่งใหม่ เรียบเรียงของดีมาก เสียดายที่ไม่มีของเมืองเรา ของเมืองจีนเมืองยี่ปุ่นมีบ้าง แต่ไม่ใช่ของวิเศษทีเดียวนัก มีถ้วยชามในยุโรปมาก พ่อชอบใจดูที่เหรียญทองแดงต่างๆ ฝีมือดี ทำที่นี่ เปนที่รฦกในการต่างๆ

ของที่เปนฝีมือทำในเมืองนี้เปนเครื่องเตระกอตตา ซึ่งแกรนด์ดุ๊กบำรุง แอริดิตารีแกรนด์ดุ๊กได้สั่งให้นำมาให้ดูที่นี่ พ่อได้ซื้อหม้อใบหนึ่ง กระถางใบหนึ่ง ออกจากนั้นขึ้นรถเปิด เพราะฝนหายแดดออก ถนนแห้งเร็วจริงๆ ได้ขับรถไปเที่ยวดูในป๊ากซึ่งตั้งอยู่หลังชลอส ชลอสคือวังนี้รูปเหมือนพัดด้ามจิ้ว ด้านหนึ่งเปนเมือง ด้านหนึ่งเปนป่าป๊ากหลังวัง ด้านข้างป๊ากมีหอสูงซึ่งเปนด้ามพัดด้ามจิ้ว ตัวพัดอยู่ด้านข้างเมือง มีถนนรอบเหมือนกงรถ แล้วมีถนนวงแยกออกจากชลอสไปเหมือนสี้กำ ที่ชลอสนี้ได้สร้างประมาณร้อยห้าสิบปี ในป่าเหล่านั้นแบ่งเปนที่เลี้ยงเนื้อ เปนสวน วังนี้ได้มีโรงทำไฟฟ้าแลที่อบอุ่นวังแต่เฉภาะส่วนในวัง ในปากมีต้นโอ๊กมากแต่ไม่สู้ใหญ่นัก กำลังปลูกใหม่อยู่ก็มี มันช่างโตช้าจริงๆ เขาชี้ให้ดูหมู่ที่ปลูกมาได้ ๕๐ ปีแล้ว โตประมาณสองกำสามกำเท่านั้น ในป๊ากนั้นมีวัดซึ่งสร้างขึ้นเปนที่ฝังศพปรินซลุดวิคทำด้วยศิลาแดง เขาว่าเปนของแกรนด์ดัชเชสไปทอดพระเนตรให้สร้างเอง มีโรงพยาบาลโรงหนึ่งซึ่งแกรนด์ดัชเชสสร้างเหมือนกัน ได้ให้ชื่อเจ้าองค์นั้น ยากที่จะเล่าถึงเรื่องป๊ากนี้ว่าเปนอย่างไรเมื่อได้เห็นแต่ชั่วคราวเดียว มีที่ซึ่งยอมเปิดให้คนเดินบ้างที่ซึ่งห้ามบ้าง มีประตูคั่นเปนตอนๆ ถึงแอริดิตารีแกรนด์ดุ๊กพกกุญแจไปเอง เมื่อจะเข้าประตูไหนต้องส่งกุญแจให้คนขับรถไปไข เมื่อได้ดูในป๊ากนั้นแล้วถึงออกเที่ยวตามถนนแถบข้างเมือง ผ่านโรงม้าหลวงแลออฟฟิศต่างๆ จนกระทั่งถึงโรงทหารรักษาองค์ทั่วไปแล้ว จึงได้กลับมาส่งที่โฮเตลเวลาบ่าย ๔ โมง ในระหว่างสองชั่วโมงนั้นเที่ยวเกือบจะทั่วทั้งเมือง

เมืองคาลสรูห์นี้ มีจำนวนพลเมืองถึงแสนหนึ่ง ถนนหนทางที่ทำขึ้นใหม่ๆ ใหญ่ๆ ก็มีหลายสาย แต่ดูเงียบไม่ใคร่จะมีคนพลุกพล่านในถนน เพราะเปนเมืองที่ตั้งวิชาการ ฝึกหัดในเรื่องวาดเขียนร่ำเรียนต่างๆ แลทำการช่างมีเฟอนิเชอเปนต้น เปนเมืองอยู่ ไม่ใช่เมืองค้าขาย แต่เขาว่าเปนที่ซึ่งมีโซเชียลการสมาคมกันมากในเมืองนั้น

เวลาบ่าย ๕ โมง ได้ขึ้นรถของแกรนด์ดุ๊กไปที่วังแอริดิตารีแกรนด์ดุ๊ก อันตั้งอยู่ในกลางสวน ซึ่งเปนวังเก่า แต่ได้ซ่อมแซมทำขึ้นใหม่ไม่ช้านัก เปนตึกสไตลเรไนซัง เปนที่น่าอยู่สบายมาก แอริดิตารีแกรนด์ดุ๊กแลแกรนด์ดัชเชสได้มารับถึงที่รถ พ่อได้ให้เครื่องราชอิศริยาภรณ์มหาจักรี แล้วเลี้ยงน้ำชากันในที่นั้น เจ้าสององค์นี้มีอัธยาไศรยเรียบร้อยเปนที่น่ารักได้กัน เจ้าหญิงอยู่ข้างจะงาม เจ้าชายอายุ ๕๐ มีความเสียใจที่ไม่มีลูก โอรสธิดาของแกรนด์ดุ๊กเหลืออยู่แต่สอง คือเคราน์ปรินเซสเมืองสวิเดนอิกองค์หนึ่ง ถัดจากแอริดิตารีแกรนด์ดุ๊กไป มีลูกของน้องแกรนด์ดุ๊กชื่อแมกซอิกองค์หนึ่งอยู่ในคาลสรูห์เหมือนกัน ได้พาดูรูปแกรนด์ดุ๊กแลแกรนด์ดัชเชสที่เขียนเมื่อสุวรรณาภิเศก เหมือนจริงๆ รูปสององค์นี้มักจะดีแลเหมือนเสมอ แต่ยังไม่เห็นดีเท่าสองรูปที่ได้เห็นวันนี้ นั่งสนทนากันอยู่จนกระทั่งเวลาจวนรถไฟจะออก แอริดิตารีแกรนด์ดุ๊กได้มาในรถเดียวกัน ส่งถึงสเตชั่น แลกำหนดว่าวันพรุ่งนี้จะมาหาที่บาเดนบาเดนอิก รถออกจากคาลสรูห์เวลาย่ำค่ำมาถึงบาเดนบาเดนก่อนทุ่ม

ลืมเล่าถึงเรื่องดอกไม้ที่นี่ มีดอกไม้งามๆ มากเหมือนกัน โต๊ะกินเข้าบางกอกแต่งสรวยไม่เท่าทุกวัน แลเปลี่ยนอย่างทุกวัน ไม่ได้ซ้ำเลย ดอกกุหลาบสีครั่งซ้อนจนไม่มีเกสร เหมือนสามดอกควบกันเปนดอกเดียว จะเล่าถึงกุหลาบอิกก็จะซ้ำ มีดอกอื่นซึ่งควรจะเล่าคือดอกพุดตาล โตเท่าพุดตาลสีชมภูที่เคยมีในบางกอก ฤๅบางดอกเขื่องกว่า แต่พุดตาลนั้นกลีบไม่ซ้อนเช่นนี้ แลเปนต้นไม้คนละพรรณกันทีเดียว นี่เปนต้นไม้เกิดด้วยศีศะ มีสีต่างๆ ขาว, เหลือง, สีบัวโรย, สีชมภู, แดงแก่, แลสลับสีอิกหลายอย่าง กลิ่นหอมแปลกๆ กัน หอมเปนไทยร่ำอ่อนๆ ตาสจ๊วดแกรู้จักใจว่าพ่อชอบดอกไม้ ไปสืบชื่อแลสืบหาที่ตำบลซึ่งจะซื้อหัวได้มาให้ ได้วานให้ดุ๊กคิดอ่านจัดซื้อ จะได้ส่งเข้ามาให้ปลูกโดยเร็ว หมู่นี้รู้สึกเหนื่อยมาก แต่ก็ไม่ได้ไผ่ผอมอะไรลงออกจะอ้วนขึ้น กางเกงคับขาแข้งขึ้นมาก เวลานี้จะเปลี่ยนกำหนดหยุดหนังสือใหม่ จึงจบลงวันนี้ รู้สึกคิดถึงบ้านมากขึ้นทุกวัน ต้องห้ามไว้เพราะเหตุที่ยังอยู่นาน บ่นก็ไม่มีคุณอะไร จบเสียที

จุฬาลงกรณ์ ป.ร.



[๑๖๑] ลครดึกดำบรรพ์ของเจ้าพระยาเทเวศรวงศวิวัฒน์ เล่นลครไทยอย่างออปราฝรั่ง โรงตั้งที่ในบ้านเก่า อยู่ริมถนนอัษฎางค์ ตอนบ้านหม้อ

[๑๖๒] จู๊ เปนคำแผลง หมายความว่าเหมือนกับลูกปล่อย ถูกกักไว้แต่คนเดียว

[๑๖๓] สระนี้อยู่ในสวนศิวาลัยในพระบรมมหาราชวัง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ