พระราชหัดถเลขาฉบับที่ ๑๔

พระบรมรูป ซึ่งมองซิเออดุรงเขียน

พระบรมรูป ซึ่งมองซิเออดุรงเขียน

คืนที่ ๔๕

เมืองซันเรโม

วันศุกร์ที่ ๑๐ พฤษภาคม ร. ศก ๑๒๖

หญิงน้อย

วันนี้เวลาเช้าไปเขียนรูป มองสิเออดุรังได้ตั้งต้นร่างรูปใหญ่ขึ้นไว้ด้วยถ่าน เข้าทีมาก วันนี้แต่งตัวครึ่งตัว แต่ที่จริงเขียนไนยตาอย่างเดียวที่เปนข้อสำคัญ ที่แกร้องว่ายากนัก ถ้าจะแก้แต่ตรงตาอย่างเดียวไม่ยักเหมือน ต้องแก้ที่อื่นๆ เข้าไปหาไนยตา วันนี้เกือบจะว่าแล้วได้ ข้อที่ต้องแต่งตัวนั้น เพราะถ้าแต่งตัวธรรมดาแกว่ารัศมีไม่รุ่งโรจน์เหมือนแต่งเต็มยศที่มีบัตรตราประกอบ ถ้าแต่งตัวเข้าด้วยแล้วดูพลุ่งโพลงรุ่งเรือง จึงต้องแต่งตัวทุกวัน น่าอกแกก็ร้องว่ายาก เพราะมีบัตรมีตรามีเสื้อครุยมีสายสร้อยรุงรังมาก แต่งตัวทุกวันทุกวันจนเมื่อยหัวไหล่ ฅอก็ต้องบิดแขงอยู่ข้างหนึ่ง คราวนี้เห็นจะค่อยร่วมเข้าสักหน่อย

เวลาเที่ยงขึ้นรถโมเตอคาร์ไปนีศ วันนี้ไปสามรถ ขอยืมตาปะโรดีรถหนึ่ง ลูกเอียดเล็ก ลูกติ๋ว แลเอียดน้อยกับดุ๊กไปด้วย ทางที่ไปก็ผ่านออสเปดาเลตตี บอร์ดิเครา เวนติมิเคลีย เมนโตน ไปจนกระทั่งต่อแดนมอนาโค แต่แยกไม่เข้ามอนติกาโล เลียบขึ้นไปทางบนเกือบถึงยอดเขา ซึ่งเปนที่ปลูกต้นออลิฟแลต้นสน บ้านเรือนมีห่างๆ แลลงมาข้างล่างเห็นเมืองเมนโตนงามเหลือเกิน ต้องหยุดถ่ายรูป ถนนช่างดีประเสริฐเสียนี่กระไร เหมือนโต๊ะบิลเลียดทั้งอยู่ยอดเขาเช่นนั้น ผิดกันกับข้างแถบอิตาลีมาก ไปจนเยื้องมอนติกาโลหน่อยหนึ่ง เห็นมอนติกาโลแลมอนาโคตลอด งามเหลือเกินอิก ได้หยุดถ่ายรูปอิก ที่บนยอดเขาเหนือมอนติกาโลมีที่ทำศิลามาก ถัดนั้นไปผ่านแคปมาตัง เปนเมืองท่าของฝรั่งเศส แลเห็นอยู่ที่เชิงเขาเปนแหลมยื่นออกไปมีที่คอด ผ่านตึกดินแลบ้านเรือน คราวนี้เลียบขึ้นบนยอดเขาข้ามไปเห็นแวลเล คือหว่างเขาข้างฝ่ายเมืองนีศ ได้หยุดพักกินกลางวันที่นั่น มีตาแก่กับหลานสองคนออกมาหา ว่าอายุ ๖๘ แต่ดูคร่ำเต็มที สรวมเสื้อขาดทั้งกั๊กทั้งชั้นนอก ปล่อยร่องแร่งตามบุญตามกรรมเก่าคร่ำเหลือเกินเหมือนผ้าขี้ริ้ว ว่ามาอยู่กับลูกชายซึ่งรับจ้างเขาเฝ้าสวนผัก ลูกแลลูกสะใภ้ไปทำงานจึงเหลือแต่หลาน ไร่ที่ทำอยู่แถบนั้นเปนไร่หอมแลอาติโจ๊ก เด็กนั้นให้ขนมปังที่กินเหลือๆ แลของกินอะไรกินปลื้ม ตัวตาแก่เองก็ต้องการอย่างยิ่ง ขวดน้ำขวดเหล้าเศษขนมปัง กระดูก เศษผักเก็บห่อไปหมด ดูจนเหลือจนน่าสงสารจริงๆ ของกินวันนี้มีไก่เนื้อโคเค็มไส้กรอก เครื่องแกล้มที่กินก่อนอาหารสลัดกุ้งสด หาผักกาดแดงแลใบสลัดที่บนเขานั้นเพิ่มเติมไปเช่นนั้นไม่ว่าอะไรๆ มันชวนจะอร่อยอยู่หมด กินบนรถบ้าง นั่งอยู่บนพนักข้างถนนบ้าง ยืนกินบ้าง อิ่มเหลือที่จะอิ่ม ลูกไม้ของหวานก็เก่งๆ ลูกเชอรีแลลูกองุ่นถูกหวานจริงเข้าทั้งสองอย่าง ลูกแปร์ก็กำลังอร่อย ออกจากที่นั้นเปนขาลง คือลงไปเมืองนีศนั้นเอง

เมืองนีศเปนที่ราบกว้างใหญ่ตั้งอยู่ในหว่างเขา แลเห็นยอดเขาซับซ้อนกัน ในที่สุดตาก็เห็นเขาอาล์ป ซึ่งมีน้ำแข็งหุ้มอยู่บนยอด วันนี้ร้อนถึงอยู่ในกลางแดดออกจะมีเหื่อ ลงไปถึงนีศเวลาบ่าย ๓ โมง เวลาอยู่ข้างจะน้อยเต็มที เพราะเหตุที่ติดเขียนรูปเสียเปนครึ่งวัน ถ้าได้ออกจากทีนี่เวลา ๔ โมงเช้าจะมีเวลาเที่ยวมาก นี่ต้องตลีตลานไปเข้าห้าง เพราะตั้งใจจะไปซื้อของทำฉลากในวันเกิดลูกเอียด แต่เพราะเมืองนีศเปนเมืองใหญ่เอาอย่างปารีสทุกอย่าง ลดส่วนให้เล็กลงหน่อยเท่านั้น แลเห็นได้ทันทีว่าเปนเมืองฝรั่งเศส จะสงไสยว่าเปนเมืองชาติอื่นไม่ได้ การที่พ่อไปนั้นใครๆ ก็รู้หมด เพราะโปลิศลับตามไปแลโปลิศว่องไวจริงๆ เราแยกกันไปเที่ยวพวกละสองคนสามคน พ่ออยู่ที่ไหน ถามกันภาษาไทยมันก็ชี้บอกได้ แรกไปเข้าร้านทีจะมีคนมุงที่ประตู ยายเจ้าของร้านออกมาเอ็ดเสียประเดี๋ยวเดียวคนกระจายหมด ดูแต่ดูเฉยๆ เดินผ่านไปผ่านมาไม่ตอม โผล่เข้าไปร้านไหนมันมาเยสเตทั้งนั้นทุกร้าน ทั้งยังไม่ทันซื้ออะไร ข้อที่จะปลอมนั้นเปนพ้นวิไสยมันไวเหลือเกิน แต่เมืองใหญ่ๆ เช่นนี้หลบหลีกง่าย ไม่เหมือนเมืองเล็กๆ เช่นอาลเบงคัล พอรู้กันฮือเดียวก็มาหมดเมือง นื่มันต่างคนต่างไปๆ มาๆ มีเวลาซื้อของอยู่เกือบจะไม่ถึงชั่วโมง ถึงอย่างนั้นจะกลับมาก็ค่ำ รถผ่านด่านจำจะต้องผ่านกลางวัน ก็เปนอันหมดตำราต้องกลับทางรถไฟ ส่งหม่อมนเรนทร์ไปซื้อตั๋ว พวกเราไปหาน้ำชากิน รถโมเตอคาร์ก็ต้องปล่อยกลับมาเสียก่อนแล้ว ที่ไปกินน้ำชานั้นก็ถูกชาวร้านแนะนำ อ้ายคนที่นั้นช่างอืดเสียจริงๆ ไปนั่งคอยเปล่าๆ อยู่เสียเปนนาน จนเหลือเวลาสัก ๑๐ มินิตจะต้องไปสเตชั่นจึงได้น้ำชามากิน หม่อมนเรนทร์มาถึง ๘ มินิต ได้ติกเกตแลได้รถจ้างมา ก็ต้องไปสเตชั่น ข้อที่ต้องตะกลามกินน้ำชานั้นเพราะรถออก ๕ โมง ๒๕ จะถึงซันเรโมยามหนึ่งกลัวจะหิว ยังจะต้องเปลี่ยนรถที่ต่อแดนตำบลเมืองเวนติมิเคลีย รถอิตาลีอาจช้าเวลาได้ตั้งสองชั่วโมง ถ้าไปถึงเลื่อนไปเปน ๔ ทุ่มฤๅ ๕ ทุ่มอาการจะหนัก แต่ครั้นไปถึงสเตชั่น เปนอันได้ความว่านาฬิกาเราเร็วไป ๕ มินิต เราไปถึงเรวกว่าเวลาด้วย จึงต้องคอย แต่ที่จริงพวกเด็กๆ อยากให้พลาดรถไฟจะได้นอนอยู่ที่นีศ เที่ยวเล่นให้สนุก เราขึ้นรถไฟเฟิสต์คลาสห้องเดียวกันหมด มาหยุดตามสเตชั่นต่างๆ นับว่าเปนซีนอย่างใหม่ งามดีอยู่ เสียแต่เข้าถ้ำบ่อยๆ เต็มที มืดร่ำไปแลเปื้อนมอม หมดแสงแดดเวลาเกือบทุ่มครึ่ง หยุดถ่ายรูปที่มอนาโค ๒ ทุ่มถึงเวนติมิเคลียที่ต่อแดน เขาว่ารถจะต้องหยุด ๒๐ มินิต ตกลงกันว่ากินเข้าเสียเห็นจะดี พ่อเจ็บตีนเดินช้าไป แรกลงจากรถเขาไม่รู้ว่าใคร เกณฑ์ให้เดินอ้อมเสียออกงอม เจ้าของว่ากับเข้าจะได้เดี๋ยวนั้น แต่ที่ไหนนั่งคอยเสียเปนนาน อิก ๑๐ มินิตรถจะออกจึงได้กับเข้า ต้องตัดเสียสองสิ่ง คงกินแต่บิฟสเตกกับไก่แลสลัด  รพีมาทางรถโมเตอคาร์ ปล่อยให้ล่วงน่าไปรับซันเรโมสองหลัง แวะซื้อขนมที่เมนโตนใส่หีบมาดักรับที่เวนติมิเคลีย เผื่อว่ารถไฟโยเยมากนักจะได้ขึ้นโมเตอคาร์คลำไปมืดๆ เพราะพ้นด่านแล้ว พอกินกับเข้าจานที่สองก็หมดเวลา ต้องไปขึ้นรถไฟ ได้ฉันขนมที่รพีเอามานั้นเปนของหวาน ที่แท้อ้ายลูกไม้ในรถไฟก็ดี โฮเตลก็ดี มันส้มเปรี้ยวกล้วยก้างทั้งนั้น[๑๓๑] แต่ถ้าเปนกล้วยก้างจะไม่มีความน้อยใจ นี่เปนแอบเปอลอ่อนแทนกล้วยก้างร้ายหนักไป กว่าจะมืดสนิทเกือบยามหนึ่ง พอมืด ถึงสเตชั่นใดมีคนขานชื่อเหมือนร้องหวย เสียงดังแกว่งบอร์ดิเก๊หรา ออสเป่ด่าเลตตี่ สั่นเร้โหม่เปนที่สุด ถึงกันเท่านั้น กรมสมมตหยุดกินเข้าที่แห่งเดียวกันนี้เอง แต่เคราะห์ร้ายแกต้องหยุดเปนชั่วโมงหนึ่ง เมื่อขาจะออกมาจากโรงที่กินเข้าเหลืออิกมินิตเดียว ออกหนักใจกลัวจะต้องเดินอ้อมสเตชั่นจะขึ้นรถไม่ทัน ลงปลงกันว่าเห็นจะต้องกลับโมเตอคาร์ แต่ที่ไหนพอเดินออกมาคำนับกันเปนแถว เปิดทางให้ออกมาตรงนั้นเอง กลายเปนพระราชา เหตุด้วยเจ้าโปลิศลับที่ตามไป ต้มสุกหมด ที่นีศก็ถึงสับปรีเฟมาส่งเสด็จว่าปรีเฟไม่อยู่ มาถึงยามหนึ่งแล้วยังต้องอาบน้ำเพราะเปื้อนมอมเต็มที วันนี้ได้รับโทรเลขเจ้าแผ่นดินอิตาลีต้อนรับ แลว่าจะไปเวนิศ เปิดเอกสหิบิเชน

คำที่เรียกว่าริเวียรา คือเมืองแถบนี้นั้น แปลออกแล้ว ริวาใช้ว่าเปนท่า คำว่าริเวียรา ช่างแปลตรงไม่คลาศเคลื่อนกับคำว่าปละท่าของเราเลย ปละท่านี้ยังใช้อยู่ในเมืองสงขลาแลเมืองอื่นๆ ข้างใต้ แต่ในกรุงแต่ก่อนคงเรียกเหมือนกัน เช่นเรียกว่าประทาคูจาม ทาคงจะตกเอก เมื่อตกเอกเสียแล้วจะอ่านว่าปละทาก็ไม่ได้ความ จึงได้แก้ ล ไปโดยเดาว่าคนจะเรียก ร เปน ล เปน ประทา ปละท่าคงจะอยู่ข้างท้ายเมืองทิศไต้ริมทเล จึงได้เห็นว่าตรงกันกับริเวียรา วันนี้กลับมาช้ากว่าเมื่อวานนี้ แต่รู้สึกเหนื่อยน้อยกว่า เพราะมีเวลาหยุดกระเทือน เยนตราร้องว่าลงจากโมเตอคาร์หูอื้อไม่ได้ยินอะไร ขี่ไปนานๆ ก็อื้อได้บ้าง ฝุ่นแลเต็มที รถเปิดซึ่งเยนตรากับหม่อมนเรนทร์ตามไปข้างหลัง ได้ฉายาว่ารถโนรา เพราะถึงที่ไหนหน้านวนขาวเหมือนผัดฝุ่น แต่หลวงโสภณ[๑๓๒]ผู้ขับเองนั้นร้ายกว่า มันจำเภาะจับที่จมูกแลปากมากกว่าที่อื่น แลดูเหมือนใส่หน้ากาก วันนี้มาถึงซันเรโม เห็นรถกระจกแตกทั้งสองข้าง แลฝุ่นเต็มไปไม่มีที่เว้นว่าง ถูกเข้าที่ไหนดังอืดอาดไปหมด

วันนี้เขาเอาต้นไม้มาตั้งในห้อง แลดูหมายว่าเอาดอกพุทชาดเสียบก้านต้นประทัดจีน อย่างที่เคยเล่นกันในบางกอก แต่ไม่ใช่ มันเปนเอง ก้านเขียวเปนเส้นๆ มีดอกขาวติดเปนระยะชอบกลดีจริงๆ เขาจดชื่อผูกมาว่ายินิสตา โมโนสเปอรมัน (ดาฟริค) พรรณพริก ดุ๊กซื้อมาได้ ๑๐ อย่าง ได้สั่งให้ส่งเข้ามา ว่ามีเม็ดขายอยู่ที่นี่ที่ริมช่างเขียนหลายอย่าง แต่พ่อยังไม่ได้ดู บริพัตรนั่ง “เปน” อยู่ที่ช่างเขียนเลยไถลไปดู ซื้อโปสต์ก๊าดมาให้ ก็เขียนดี แต่ว่าไม่เหมือนเพราะขนาดมันเล็กไปมาก พอเห็นเปนเค้าได้

เสด็จประพาศตามถนนในริเวียรา

เสด็จประพาศตามถนนในริเวียรา

• • • • • • • • •

คืนที่ ๔๖

วันเสาร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม

วันนี้ตีนระบมมาก โทษถึงไม่เปลี่ยนเกือกจะเดินไม่ได้ จึงได้คิดจะไปหาเกือก แต่ครั้นจะไปรถโมเตอคาร์ก็ใกล้นิดเดียว แลคนมันชินหน้าขี่โมเตอคาร์เสียแล้ว จึงคิดจะไปรถม้าให้แปลกเสียสักที ห้ามไม่ให้ใครไปตาม ไปแต่ชายบริพัตรกับชายอุรุพงษ์ ตรงไปร้านเกือกทีเดียว มีแต่เกือกอเมริกันทั้งร้าน เปนการจำเปนที่จะต้องใช้ ได้ซื้อสามคู่ แต่ต้องเอาใหญ่คู่หนึ่งเล็กคู่หนึ่งทั้งสองอย่าง เพราะเหตุว่าเวลาตีนเจ็บต้องใส่ใหญ่ๆ ไปก่อน เมื่อหายเจ็บจึงจะทิ้งใหญ่ใช้เล็ก แต่คนก็รู้มาคอยตอมอยู่น่าร้าน ที่จริงเขาว่าไม่ว่าใครสุดแต่ไปตามร้านเหล่านั้น คงสงไสยว่าพระราชาทั้งนั้น คงจะมีคนตอมอยู่เสมอ กลับมากินเข้ากลางวันแล้วไปที่ช่างเขียน เคาน์เตสที่มาเขียนรูปมาคอยหา รูปร่างแกสรวยกว่ารูปที่ตาพริ้งคือมากอตตีเขียนเปนอันมาก ดูตาพริ้งออกข้างมีศรัทธามาลามาก ทีแกจะไม่ต้องเสียเงิน กระซิบกับจรูญไว้ว่า อยากจะเชิญเสด็จเสวยน้ำชา แต่จรูญผัดไว้ว่าจะต้องกราบทูลก่อน พวกพ้องแกมาก คงจะอยากโชว่าเก่งฤๅไม่ เชิญเสด็จได้

การเขียนรูปวันนี้แต่งครึ่งตัว แกเขียนด้วยกระดาษแผ่นเล็ก เฉภาะแต่ที่มือเท่านั้น ถูกถือคทาเสียจนเมื่อยแขนแล้วเมื่อยแขนเล่า ลงปลายแต่งรูปครึ่งตัวอิกหน่อยหนึ่ง แล้วเปนอันสำเร็จ พรุ่งนี้จะได้ลงมือเขียนเครื่องแต่งตัว แกตั้งตุ๊กตารูปหุ่นไว้ ขอให้คนนำเสื้อไปสรวมรูปหุ่น แล้วให้นั่งเฝ้าอยู่นั่น จะลงมือแต่เช้าสามโมงครึ่ง ส่วนรูปใหญ่ได้ร่างด้วยถ่านในแผ่นสดึง ดีไปกว่ารูปที่เขียนน้ำมันไว้ เพราะแกได้พิจารณาถ้วนถี่ ใครโผล่เข้าไปเห็นร้องว่าเหมือนทุกคน ที่ถ่ายไว้เดี๋ยวนี้ คือครึ่งตัวรูปหนึ่ง เต็มตัวเล็กไม่ได้เขียนหน้ารูปหนึ่ง มือแลท่อนบั้นเอวรูปหนึ่ง เท่านี้พอที่จะเขียนได้ ข้ออัศจรรย์ของตานี่ที่อายุ ๖๐ เลยไม่ได้ใช้ไม้พาดมือเลย เช่นกับเขียนไนยตาแต้มเข้าไป มือลอยๆ ทั้งนั้น ไม่ได้สั่นเลย แกอธิบายว่าเพราะเหตุที่ชอบเล่นแทงดาบ ซึ่งแกจะไปเมืองโรมนั้น เพราะแกเปนครูแอคคาดามีของช่างเขียนฝรั่งเศส ซึ่งให้มาตั้งเขียนอยู่เมืองโรม มีด้วยกันหลายชาติ ช่างเขียนแข่งฝีมือกัน ถ้าใครได้ดีกว่าเพื่อน รัฐบาลให้เปนนักเรียนหลวงมาหัดเขียนที่เมืองโรม เดี๋ยวนี้ฝรั่งเศสมีอยู่ ๒๙ คน สองเดือนแกต้องมาเมืองโรมครั้งหนึ่ง แต่ที่ทำงานสตูเดียวของแกอยู่ที่ปารีส กลับมาบ่าย ๔ โมงหย่อนสักเล็กน้อย กินน้ำชาแลพูดกับเพ็ญซึ่งหายมาวันนี้ เซอแปตริกแมนซันแนะนำให้ไปรักษาตัวที่เมนโตน ถ้าหายหนาวแล้วให้เลื่อนขึ้นไปเมืองโคในสวิตเซอร์แลนด์ ลงปลายไปไบรตัน ถ้าถึงฤดูหนาวยังไม่หายสนิท ให้ถอยลงมาอยู่แถบริเวียราอิก ตัวออกจะฉุนๆ ว่านี่เมื่อไรมันจะเรียกว่าหาย มิสเตอเอลเลครี[๑๓๓]นำแผนที่ท้องพระโรงมาให้ดู แล้วลงไปเดินเล่นในสวน พบตาปะโรดีน้องชายเต้นผางอยู่ข้างหลัง ให้การเรื่องเสาธง นึกว่าแกเปนกุลี ต่อแกเรียกพี่จึงรู้ว่าแกเปนน้อง ครั้นตาปะโรดีพี่มาก็เหมือนกุลีอิก แต่งตัวตามบุญตามกรรม ผ้าผูกฅอก็ไม่ต้องผูก เอาสอดห้อยมาเฉยๆ แกนึกสนุกอะไรขึ้นมา ตั้งเสาธงที่หลังเขื่อนซึ่งยกเปนเกยไว้สูง อุทิศเอาเกยนั้นเปนสพานในเรือไฟ ปักเสากระโดงลงไปข้างหลังมีเสาชี้ มีเพลาขวางหลังโยงเชือกรอกอย่างเรือ มาเต้นให้การเอ็ดอยู่ที่นั่นทั้งสองคน วันนี้จวนจะแล้ว แกว่าแกจะชักธงช้าง หมายว่าไม่มีจะให้นายมุ่ยเขียนให้ แกว่าแกสั่งไปทำที่เมืองโรมได้สำเร็จมาแล้วแต่ยังไม่ได้ฤกษ์ที่จะยก แกจะไว้ยกต่อพรุ่งนี้ ฤกษ์อะไรของแกก็ไม่รู้ ครั้นกลับขึ้นมาแล้ว บริพัตรกับอุรุพงษ์ลงไปจัดการอย่างไรเห็นยกธงขึ้นสำเร็จ เปนอย่างเล่นเสาธง อย่างเราๆ เล่น วันนี้เห็นใส่หมวกที่แกให้ปลื้มมาก วันนี้บอกว่าเตรียมเรือไว้สำหรับจะให้ลงไปจับปลาบ้านต่อไปอิกก็เปนของตานี่อิก มีสพานเหล็กยื่นลงไปในทเลจนถึงน้ำลึกถึงสองสพาน มีเรือกระเชียงแขวนหย่อนขึ้นลงได้ ตามความสัตย์ความจริงแกเปนเศรษฐี นึกจะเล่นอะไรก็เล่นตามใจ ไม่เสียดมเสียดาย เว้นแต่อย่างไรอย่างไรก็ต้น ตัวเองก็ไม่แต่งตัวให้ดีขึ้น ไม่ทำท่าทางเปนผู้ดี ไว้ท่าไว้ทางเปนชาวอเมริกันฟรีเรื่อย

ค่ำวันนี้เชิญมองสิเออดุรังแลมากอตตีมากินเข้าเย็น พูดกันถึงเรื่องเขียนๆ แกแนะนำรูปเขียนที่ซาลองคราวนี้ว่าดีอยู่แผ่นหนึ่ง แกให้ไปตาม ตาดุรังนี้ได้ตรามาก แขวนเปนรนาว น่าอกก็ติดถึง ๔ ดวง

วันนี้จัดของแบ่งสำหรับที่จะเดินทางต่อไปจากที่นี่ ออกนึกเสียดายเรือน เช่าทั้งเดือนได้อยู่ครึ่งเดือนเท่านั้น แต่นี้ต่อไปจะเปนสัญจร อยู่ตามโฮเตลแห่งละวันสองวัน จนกระทั่งถึงบาเดนบาเดน ได้เช่าบ้านไว้อิกแห่งหนึ่ง คงจะได้อยู่ช้ากว่านี้สักหน่อย ยกครัวแลบ่าวที่นี่ไปรับที่บาเดนบาเดน ถ้าอยู่ที่นี่สักเดือนหนึ่งเห็นจะมีคนคุ้นเคยกันมากขึ้น นี่ก็มีและเลียมที่จะรู้จัก พรุ่งนี้พวกแตรทหารรับอาสาจะมามีให้ฟัง จะมีการเชิญพวกที่ได้ไปเปนธุระเอื้อเฟื้อด้วย

ขันแต่มหาดเล็กมีเรื่องไม่รู้สิ้น ดูก็เปนที่น่าสังเวช ทั้งระวังก็แก้ไม่หาย

เสด็จประพาศที่ริเวียรา

เสด็จประพาศที่ริเวียรา

• • • • • • • • •

คืนที่ ๔๗

วันอาทิตย์ที่ ๑๒ พฤษภาคม

วันนี้พระยาชลยุทธ์[๑๓๔]มาถึง กับมิสเตอแอนเดอซันกงสุลไทยที่เมืองโคเปนเฮเคน นำหนังสือปรินซวัลดิมาแลปรินเซสมารี ชวนให้ไปค้างอยู่ที่วังเบอนสตอฟสองคืน ได้ตอบรับ กะระยะทางซึ่งจะไปเมืองนอรเวเปนที่ตกลงเรียบร้อย คือคิดจะออกจากโคเปนเฮเคนไปคริสเตียเนียทางเรือ แล้วไปรถไฟจนถึงตรอนเยม ซึ่งเจ้าแผ่นดินขึ้นไปราชาภิเศกคราวนี้ ให้เรืออ้อมไปรับที่ตรอนเยม เพื่อจะย่นเวลาให้เร็วเข้า ด้วยเราไม่มีวันครบเดือนแต่ต้องการจะไปให้มากที่สุด ลงเรือที่ตรอนเยมขึ้นไปนอถเคป คือที่สุดแผ่นดินข้างฝ่ายเหนือ แต่ไม่ใช่เข้าไปในอ้ายก้อนน้ำแขงที่ติดเรือรุงรังต่างๆ นั้น นี่สูงเพียง ๗๐ ดีกรี แต่ก็ลึก ที่เราไปทางบกโจมขึ้นไปเหนือเสียทีเดียวได้เปรียบ มีวันที่จะได้เห็นพระอาทิตย์ไม่มีเวลาตกนานขึ้น ถ้าไปทางเรือช้า จะได้เห็นน้อยเข้า เพราะเหตุที่พระอาทิตย์ไม่ตกเช่นนั้น มีแต่ในฤดูซัมเมอ กลับจากนอถเคปเลยข้ามตรอนเยมมาที่อื่น เที่ยวตามฟยอดต่างๆ กล่าวคือเปนซอกทเลพรุนไปหมด เหล่านั้นลงมาตามลำดับ จนกระทั่งถึงที่สุดเลยข้ามไปเมืองกีล เลยไปเบอลิน การที่จะไปนั้นเช่าเรือยอชอังกฤษชื่อ อัลเบียน แต่มีห้องน้อยต้องแบ่ง จะให้กรมประจักษ์แลดุ๊กอยู่ที่ลอนดอนแลปารีส ดุ๊กจะได้ดูทำของ ที่จริงการซึ่งจะไปเที่ยวข้างเหนือนั้น สำหรับแต่คนที่ชอบดูซีนะรี เพลิดเพลินชมความงามของสิ่งซึ่งเปนขึ้นเอง อันไม่ถูกอัธยาไศรยของท่านทั้งสองนั้น กรมประจักษ์ก็ชอบเรื่องเครื่องจักรกลไกผสมโน่นผสมนี่ ดุ๊กก็ชอบห้างหอจอแจโปกฮา ถ้าไปดูอะไรพรรณอย่างนี้จำไม่ได้ทั้งคู่ เพราะไม่มีความพอใจ ด้วยมันไม่เกิดผลประโยชน์อะไร นอกจากสบายไนยตา เปนการไปป่า ไม่ใช่ไปเที่ยวบ้านเมือง รพีก็ไม่ไป เพราะจะอยู่จัดการเรื่องโมเตอคาร์ต่างๆ เหลือนอกนั้นก็เห็นจะพอดีกันกับเรือ เพราะต้องเติมพระยาชลยุทธแลหมอฟิสเตอขึ้นด้วย ตกลงเรื่องโปรแกรมแล้วไปดูเขียนรูปที่บ้านมากอตตี วันนี้แต่งตัวรูปหุ่นขึ้นเขียน ลงมือแต่เช้า ๓ โมงครึ่ง พ่อไปถึงบ่าย ๓ โมงจวนจะเสร็จ แกทำอะไรดูเสียถ้วนถี่หมด ไม่มีขาดเลย จับแกได้อย่างเดียวแต่เพียงริ้วเล็กๆ ในสายตพายนพรัตน์ สายแถบช้างเผือกแกไม่เห็น พอบอกก็ตกใจ ต้องไปเขียนเติม พ่อกำหนดให้ว่าอยากจะให้แล้วเสร็จก่อนเดือนสิงหาคม จะได้ส่งไปทันเฉลิมพระชนม์พรรษา แกก็เห็นว่าทีจะสำเร็จ รูปใหญ่ยังไม่ได้ลงสีเลย แกจะไปเขียนที่เมืองโรมทีเดียว นายมากอตตีก็ออกความคิดเขียนรูปพ่อกำลังยืนให้ตาดุรังเขียนรูปแผ่นเล็กๆ เขียนรูปตาดุรังกำลังยืนเขียนรูปอิกแผ่นหนึ่ง ออกจะไม่ใคร่เหมือน ว่าจะเก็บไว้เปนที่รฦกในการที่ไปเขียนรูปที่ห้องเขียนของเขา อยู่ข้างจะปลื้มมาก เอารูปแมวดำที่แกถ่ายมาให้พ่อเซ็นชื่อ สำหรับตัวแก ๒ แผ่น สำหรับฝากไปให้พ่อด้วยอิกแผ่นหนึ่ง

กลับจากที่นั่นเลยไปที่ช่างถ่ายรูป เพราะให้นึกสงไสย ว่านายวันไดก์ก็สูญไป ทีรูปนั้นจะออกใช้ไม่ได้ มีผู้ขอติดค้างอยู่มาก มีมากอตตีคนหนึ่งซึ่งได้ขอไว้ก็ยังไม่มีจะให้ ได้ถ่ายรูปคนเดียวสองอย่าง แต่กี่ครั้งนับไม่ถ้วน เพราะเจ้าของเขาไม่อยากจะให้เสีย ถ่ายกับลูกเอียดอิกรูปหนึ่ง ถ่ายหมู่รูปหนึ่ง กี่ครั้งนั้นไม่ควรนับ ออกจากนั้นไปบอร์ดิเครา กินน้ำชาที่แคปโฮเตล กลับมาต่อเวลาเย็น วันนี้เปนวันเกิดลูกเอียด ได้จัดการเลี้ยงที่ชั้นล่างสองโต๊ะ มีคนนั่งถึง ๓๔ ในสวนแขวนโคมกระดาษขาวกับแดง ตามพื้นสนามหญ้าตั้งกระจุบจุดไฟ มีผู้ให้ดอกไม้มากเต็มไปทั้งเรือนชั้นบนชั้นล่าง ถ้าจะว่ากระบวนดอกไม้แล้วอุดมกว่าเฉลิมพระชนม์พรรษามาก เลี้ยงแล้วจับฉลากสิ่งของที่ไปซื้อมาแต่นีศ ดูฝรั่งสนุกจับฉลากมากกว่าเรา เพราะไม่เคยพบ จับฉลากกันแล้วมีแตรทหาร แบสะคลีเอรี คือทหารที่สรวมหมวกขนไก่ ชำนาญในการวิ่งฤๅเดินก็เร็วที่สุด นายแตรแต่งเพลงขึ้นโดยเฉภาะ เอามาให้กับรูปของพวกทหารแตรแลดอกไม้กระเช้าใหญ่ เป่าแตรเพลงนั้นแลเพลงอื่นๆ ทั้งวิ่งทั้งเดิน วิ่งเป่าแตรนั้นไม่ใช่ของเล่น แต่เขาหัดเสียจนชิน ให้เหรียญราชรุจิเปนรางวัลนายแตร นอกนั้นแจกเงิน แล้วลงไปริมทเลมีพวกชาวบ้านเขาแต่งเรือจุดไฟรอบๆ เปนหลายลำ มีดีดกระจับปี่ฝรั่งแลร้อง จุดดอกไม้เพลิงทั้งที่สพานน่าบ้านแลที่ฟากตรงกันข้าม เพราะเปนวันเดือนมืด แสงไฟไม่สว่างออกไปไกล แลดูในทเลเหมือนแม่น้ำ ดอกไม้เพลิงมีดีๆ หลายอย่าง ที่น่าดูมากกว่าอื่นนั้นคือจังหัน แล้วขึ้นเปนตะไล แตกกระจายได้อิก สนุกเกรียวกราวกันจริงๆ ลงปลายที่สุดจุดดอกมตาดสีแดงให้สว่าง แลเห็นตัวพ่อแล้ว พวกในเรือโห่ร้องเกรียวกราวไม่ใคร่หยุด ต้องแกว่งหมวกรับตามแบบ รื้อแล้วรื้อเล่า ได้ให้เงินพันแฟรงก์แก่คนจน เปนการตอบแทน ตาปะโรดีให้หลานเอารูปตึกหลังนี้มาให้ ได้ให้นาฬิกาเล็กเปนรางวัลไปเรือนหนึ่ง ที่จริงแกเอื้อจริงๆ มาเดินกร่องแกร่งอยู่รอบๆ นี้ร่ำไป ถ้าจะออกปากอะไรคงจะได้สำเร็จทุกสิ่ง ใจฅอกว้างขวางแลหรูจริงๆ

วันนี้จับร้านดอกไม้ได้ตัวตาผู้วิเศษ ที่สำหรับผสมดอกกุหลาบจะให้เปลี่ยนสีสลับกันอย่างไรจะให้ซ้อนให้ลาอย่างไรอยู่ในอำนาจ อาจจะกล่าวได้เหมือนเจ้ากระจ่าง[๑๓๕] ว่าทองเหลืองอยู่ในอำนาจ นี่ก็เปนกุหลาบอยู่ในอำนาจ แกผสมดอกกุหลาบไว้อย่างหนึ่งซึ่งว่ายังไม่เคยมีเลย จะขอตั้งชื่อกิงออฟไซแอม อิกอย่างหนึ่งจะขอตั้งชื่อบริพัตร พรุ่งนี้พ่อจึงจะไปดู รับอาสาจะเอาอะไรได้ทั้งสิ้น ขอเปนเจ้าจำนำต่อไป คราวนี้ได้ส่งเข้ามาแต่ลูกไม้อย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าลูกไข่ รูปร่างเหมือนไข่ไก่ เปนลูกของไม้เลื้อย ได้ผ่าออกดูเห็นว่าท่าทางจะทนเข้าไปถึงบางกอกได้ จึงได้ส่งเข้ามาให้ดูเล่น คงจะหาพืชพรรณไปปลูกได้

วันนี้ได้รับหนังสือใครต่อใครเปนกอง แต่ไม่ได้หนังสือลูกสักฉบับเดียว แต่พิเคราะห์ดูวันที่ลงในหนังสือนี้ เปนปูนเดียวกันกับหนังสือกรมดำรงแลพระยาสุขุม จะส่งโลเลอย่างไรจึงได้แยกกันมา นึกทอดธุระแล้ว ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง เขียนตะบันไปอย่างนี้ ไม่ถึงก็ดี มีเวลามาก ไม่ต้องอ่านหนังสือไม่รู้ไม่เห็นเสียสบาย ความจริงพ่ออ้วนขึ้นนั้นแน่แล้ว เห็นจะไม่ใช่หลง ที่รู้สึกมากเวลาล้างหน้า หลังมือนูนจนเคยนึกว่าบวม ลองกดดูทุกๆ วันก็ไม่เห็นยุบ แต่ไม่ได้พูดกับใคร บริพัตรมาเอ่ยขึ้นเองว่ามาเห็นคนที่นอกหลังมือเขานูนๆ มือเรามันเหี่ยวแฟบมาเดี๋ยวนี้นูนบ้างแล้ว ต้องกันกับความที่พ่อได้สังเกตไว้ คนอื่นๆ ที่มาด้วยกันอ้วนขึ้นทุกคน อุรุพงษ์เห็นจะยิ่งกว่าเพื่อน แก้มเปนกะติก เพราะแกลงมืออ้วนมาเสียแต่ในเรือแล้ว มาถึงที่นี่เข้าแก้มแดง อ้ายการเที่ยวเช่นนี้มันช่างมีคุณจริงๆ เที่ยวในเมืองไทยถึงจะมีคุณก็ถูกหักค่าร้อนค่าเหนื่อยเสียครึ่งหนึ่ง นี่มันไม่ต้องร้อนไม่ต้องเหนื่อย จึงได้มีกำไรมาก

พระรูปหมู่ถ่ายที่วิลลาโนเบลซันเรโม

พระรูปหมู่ถ่ายที่วิลลาโนเบลซันเรโม

• • • • • • • • •

คืนที่ ๔๘

วันจันทร์ที่ ๑๓ พฤษภาคม

วันนี้เปนวันเอะอะในการที่เตรียมเดินทางพรุ่งนี้ จึงตั้งใจคอยหนังสือบางกอกเสียให้แล้วหมด เพราะมาจากที่อื่นแทบทุกแห่ง เว้นไว้แต่ที่ลูกไม่มี ฝนตกพรำมาแต่เช้าด้วย จนกินเข้ากลางวันแล้วจึงได้หยุด หนาวเย็นขึ้นกว่าปรกติหน่อยหนึ่ง ต่อเวลาบ่าย ๓ โมงเศษ จึงได้ไปดูสวนกุหลาบของตาเยอรมันชื่อบรอยเออ ซึ่งมาอวดวิธีปลูกต้นกุหลาบไว้เมื่อวานนี้ รพีล่วงน่าไปตุรินแล้ว หลวงโสภณขับรถ ต้องลดเลี้ยวขึ้นไปบนเขานานอยู่จึงถึง ที่ตั้งสวนอยู่สูงมากไม่ใหญ่โตอะไร เปนแต่แกเปนผู้เข้าใจในการที่จะผสมต้นกุหลาบสำหรับเปนพืชพรรณขาย เตรียมที่ทำงานไว้กลางแจ้ง พูดภาษาอังกฤษได้แต่ไม่พอ ต้องไปหาตานักปราชญ์อเมริกันคนหนึ่งมาช่วยเปนล่ามตามที่ทำตัวอย่างให้ดูแลที่อธิบายนั้น เปนข้อความดังนี้

เรื่องดิน

ต้นกุหลาบเปนต้นไม้ที่โตพักหนึ่ง หยุดนอนพักหนึ่ง เวลาสปริงเปนเวลาโตแลมีดอก ครั้นสิ้นคราวดอกแล้ว ถึงฤดูซัมเมอหยุด เหตุด้วยที่แผ่นดินร้อนแห้ง ถ้าหากว่าได้ดินดีมาก เช่นดินอาลูเวียล คือดินที่ทิ้งขึ้นมาจากฝั่งแม่น้ำเหมือนบางกอก เปนดินอุดมดีมีโอชะมาก ต้นกุหลาบโตเรวแลสิ้นแรงเรว เว้นไว้แต่ถ้ารากหยั่งลงไปแช่ในน้ำนั้น เปนที่ปลูกกุหลาบไม่ได้ จำจะต้องพูนขึ้นให้สูง ดินนั้นต้องเปนดินที่ไม่มีรศมียางเรียกว่าโลม อันมีอยู่ตามเขาผสมด้วยทราย ถ้าดินจืดก็ต้องเติมปุ๋ยเล็กน้อยให้ดินมีแรง ถ้าหากว่าดินที่มีโอชะมากปลูกในที่สูง รากเดินแรง ต้นก็โตเรวจนสิ้นแรง แต่นั้นไปก็จับเซีย

วิธีผสม

ดอกกุหลาบเปนตัวผู้ตัวเมียอยู่ในตัว ตัวผู้นั้นคือมีเม็ดที่ปลายเกษร เช่นรูปรีๆ ติดอยู่ ถ้าดอกลามักจะมีแรง คือกำลังของตัวผู้มาก ถ้าดอกซ้อนมีเม็ดที่เกษรน้อย เปนอย่างที่ว่ามีกำลังน้อย ถ้าซ้อนชิดหนักเข้าถึงมีพืชแต่เล็กน้อยฤๅไม่มีเลยก็มี วิธีที่จะผสมนั้น เหมือนอย่างว่ากุหลาบเหลืองจะผสมกุหลาบแดง ให้ดอกโตขึ้นแลเปลี่ยนสี เอากุหลาบเหลืองมาปลิดเกษรที่มีเม็ดติดปลายเกษรนั้นไว้ แล้วเอากุหลาบแดงซึ่งเปนดอกจวนแย้มติดอยู่กับต้น มาแหวกกลีบเด็ดเกษรที่มีเม็ดในนั้นออกเสีย เอาเกษรกุหลาบเหลืองที่ปลิดไว้นั้นวางลงแทน แล้วหุบกลีบเสียเอาสำลีพันให้ยึดอยู่ ทิ้งไว้เช่นนั้น ๓ วัน เกษรดอกเหลืองเปนอันติดกับดอกแดง ทิ้งไว้จนกลีบร่วง ขั้วกุหลาบเปนเม็ดในนั้น แก่แล้วจึงเอาเม็ดมาเภาะ การเภาะเม็ดกุหลาบนี้กำหนดสามปีเปนอันได้ดอก ดอกที่ออกมาจากต้นที่พ่อเหลืองแม่แดงนั้นคงจะแรงขึ้น แลเปลี่ยนซ้อนมากขึ้น แต่สีกำหนดไม่ได้แน่ บางทีก็กลายเปนชมภู ฤๅเปนเหลืองปนแดง ฤๅด่าง ถ้าผสมเหมาะๆ เข้าได้สีดีแลดอกงาม ก็เปนได้ตั้งชื่อกันใหม่ เปนกุหลาบพรรณที่เกิดขึ้นใหม่ เพราะเหตุฉนั้นพรรณกุหลาบจึงไม่มีที่สุด เปลี่ยนซ้อนเปลี่ยนลา เปลี่ยนสีต่างๆ เปลี่ยนขนาดเล็กแลใหญ่ได้ด้วยวิธีผสมเช่นนี้

วิธีฝากหนาม

ตัดหนามกุหลาบทั้งผิวจากต้นอื่น แล้วมาแหวะผิวต้นหนึ่ง เอาเปลือกที่ติดหนามนั้นสอดลงในเปลือกที่แหวก แล้วเอาเชือกคาด เอากระดาษชุบน้ำห่อไว้อย่าให้แห้ง ประมาณสัก ๗ วัน จะแตกขึ้นเปนกิ่ง ถ้าไม้ที่รับฝากนั้นแรง จะเปนกำลังให้กิ่งที่งอกขึ้นใหม่แรงเรว ออกดอกเหมือนต้นที่ตัดหนามมานั้น เพราะฉนั้นกุหลาบที่เภาะขึ้นได้ พอเปนต้นเล็กๆ มีหนามตัดหนามมาประกับกับกุหลาบอย่างที่มีแรงมาก กุหลาบที่มีแรงส่งหนามกุหลาบเภาะนั้นให้ออกกิ่งแรงเรวขึ้น ดอกจะได้อย่างเช่นที่ผสมไว้ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในวิธีผสมนั้น

วิธีต่อกุหลาบ

เอาต้นกุหลาบป่าสามัญซึ่งมีแรงมาปลิดใบออกเสียหมด เหลือไว้แต่ต้น แล้วตัดกิ่งกุหลาบอย่างที่ผสมไว้ ฤๅกุหลาบอะไรๆ ก็ได้ตามชอบใจ มาทั้งกิ่ง จะเปนเล็กก็ได้ ใหญ่ก็ได้ เสี้ยมเสียทั้งสองข้าง ให้แหลมเปนคมสิ่ว แล้วบากกุหลาบที่เปนตัวแม่แรงนั้นให้เปนง่าม เอากุหลาบที่ต้องการอันบากไว้แล้ว เสียบลงในง่าม เอาเชือกรัด เอากระดาษชุบน้ำห่ออย่าให้แห้ง จะตั้งไว้ในเรือนกระจก ฤๅตั้งไว้ในเงาไม้ที่ไม่ถูกร้อนมาก สัก ๗ วันก็ติดกัน กิ่งที่ต่อนั้นจะแตกแรงแลให้ดอกงาม วิธีที่ต่อกุหลาบเช่นนี้ อย่างที่เราได้เห็น ลำต้นกุหลาบโตประมาณสักเท่าด้ามพาย สูงประมาณสักศอกเศษฤๅสองศอกแตกกิ่งเปนช่อกลม มีดอกเต็มทั้งช่อ รูปเหมือนกับบุเค เปนไม้ที่เขาได้ต่อเช่นนี้ วิชาที่ได้สำแดงให้เห็นวันนี้ สามอย่างดังที่กล่าวมา เปนอันพอที่จะเข้าใจได้ว่ากุหลาบนี้ถ้าเล่นถึงที่ ถึงผสมสีให้เกิดพืชพรรณขึ้นใหม่ อาจจะเล่นได้สนุกกว้างขวางมาก ไม่มีรูปแลสีจำกัดไม่มีที่สุด เมื่อได้พรรณแปลกสมประสงค์แล้ว ในการที่จะให้มากแพร่หลายขึ้นนั้น ไม่ยากอันใด มีแต่กอเดียวก็ตอนออกไปได้อิกเท่าไรเท่าไร ถ้าเปนกุหลาบที่ซ้อน ซึ่งจะหาเม็ดไม่ได้ก็มีอย่างเดียวแต่จะตอน ฤๅที่เรียกว่าชำรักษาไว้ไม่ให้สูญพรรณ

มีกุหลาบที่ตานี่ผสมใหม่อย่างหนึ่ง ดอกโตเท่าดอกบัวสตบงกช กลีบซ้อนจนไม่แลเห็นเกษร สีแดงเข้มเกือบเปนบานเย็น เปนพรรณซึ่งยังไม่มีชื่อ เขาขอตั้งชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินสยาม พ่อได้อนุญาตให้แกตั้ง ยังไม่สู้พอขอให้เขียนลงให้ในสมุดด้วย แล้วบรรยายถึงวิธีที่จะส่งดอกไม้ ก็ทำนองเดียวกับที่พ่อได้เล่าให้ฟังแต่ก่อน แปลกออกไปแต่ถ้าเปนทางไกลมาก เอากระดาษชุบน้ำห่อ เวลาออกจากหีบให้แช่ด้วยน้ำอุ่นๆ น้ำอุ่นๆ นั้นเห็นจะสำหรับกันเย็นเกินไป ซึ่งจะทำให้ดอกไม้เหี่ยว แต่ถ้าเปนเมืองเรา เกือบจะไม่ต้องเติมน้ำร้อน เพราะน้ำมันอุ่นอยู่แล้ว

ในเรื่องปลูกต้นกุหลาบนี้ ถ้าจะเล่นในเมืองเราให้ได้ดีจริง ต้องมีมนุษย์อย่างเช่นตานี่คนหนึ่ง ต้องซื้อพรรณกุหลาบไปจากยุโรป ผสมเมืองเราเห็นจะยาก ด้วยมันร้อนเกินไป จะต้องคอยสืบซื้อพรรณซึ่งเขาผสมออกใหม่อยู่เสมอเปนนิจ ดินเมืองเรามันดีเกินไป จะต้องหาดินที่แร้นแค้นผสมทรายไปจากที่อื่น ถ้าจะมีสวนกุหลาบอย่างดีสวนหนึ่ง ออกเงินสักปีละ ๑๐๐ ชั่ง ฤๅ ๑๕๐ ชั่ง ทั้งค่าจ้างค่าต้นไม้ค่าดิน เห็นจะมีสวนกุหลาบดีเล่นสวนหนึ่งได้ กุหลาบที่เขาคเนว่าจะเปนในบางกอกได้ดีนั้น กุหลาบขาวดอกใหญ่ ซึ่งน่านี้ไม่สู้งาม ถ้าน่าร้อนจัดจึงจะงามมาก กับกุหลาบเลื้อยดอกเหลืองซ้อน ขนาดยี่หุบอย่างใหญ่ฤๅเขื่องกว่านั้นหน่อยหนึ่ง กลีบงามเหมือนดอกบัวที่บานเล่น ว่าทนทานร้อนมาก คงจะปลูกได้ พ่อได้สั่งให้นำให้รู้จักกับพระสารสาสน์แล้ว พรรณต้นไม้ซึ่งใช้ปุ๋ยในที่นี้ ใช้มูลม้าเปนพื้น มียายแก่เที่ยวได้เก็บตามถนนเวลาเช้าๆ มาก ออกจะแย่งๆ กันด้วย เวลาบ่ายไปข้างไหน พอม้าถ่ายมูลออกมาก็ชิงกันตะครุบไปขายเขาอิกทีหนึ่ง

ขอยุติเรื่องซันเรโมเปนจบกันเท่านี้ที พรุ่งนี้ก็จะไปที่อื่นแลอยู่ในบ้านของผู้อื่น จะมีเวลาเขียนฤๅไม่ ไม่สู้แน่ ขอฝากความรฦกถึงบรรดาผู้ซึ่งพ่อได้มีใจรักใคร่ทุกคน จะขอลาต่อไปในวันที่ ๑๔ ขึ้นไปทางข้างเหนือ ซึ่งจะห่างเมืองไทยออกไปอิกชั้นหนึ่ง

จุฬาลงกรณ์ ป. ร.



[๑๓๑] คำว่าส้มเปรี้ยวแลกล้วยก้างนี้ ติดมาแต่ครั้งเสด็จชะวา เพราะโฮเตลที่นั่นมีแต่ส้มเปรี้ยวกับกล้วยมีแกนเปนก้าง ไม่มีผลไม้ที่น่ากิน

[๑๓๒] หลวงโสภณเพ็ชรรัตน กี๊ โสภะโณดร (เดี๋ยวนี้เปนพระโสภณเพ็ชรรัตน)

[๑๓๓] มิสเตอเอลเลครี ชาติอิตาเลียน เปนนายช่างกรมสุขาภิบาลอยู่ในกรุงเทพฯ เวลานั้นลาไปเยี่ยมบ้าน

[๑๓๔] นายพลเรือโท พระยาชลยุทธโยธิน เดอ ริชลิว ชาติเดนมารก ได้รับราชการในกรมทหารเรือในเมืองไทยช้านาน จึงออกจากราชการกลับไป

[๑๓๕] หม่อมเจ้ากระจ่าง ในกรมหมื่นกระษัตริยศรีศักดิเดช เปนช่างทำเครื่องทองเหลือง

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ