พระราชหัดถเลขาฉบับที่ ๒๑

คืนที่ ๖๙

เมืองบาเดนบาเดน

วันจันทร์ที่ ๓ มิถุนายน รัตนโกสินทรศก ๑๒๖

หญิงน้อย

รายงานวันนี้อยู่ข้างจะย่อหย่อน ออกจะหมดๆ เรื่องเพราะไม่มีที่ไปข้างไหน ซ้ำอยู่อย่างแต่ก่อน มาอาบน้ำแลรมจมูกปาก วันนี้รมทวีขึ้น กว่าจะกลับมาได้เกือบบ่ายโมงหนึ่ง มากินเข้ากลางวันกับหม่อมชาติเดชอุดม[๑๕๙] แลนายผาด[๑๖๐]ซึ่งพึ่งมาถึง ได้สนทนากับหม่อมชาติแล้วอ่านหนังสือที่ได้รับกำลังค้างอยู่ เกิดไฟไหม้ขึ้นที่ริมเรือนที่อยู่พากันลงไปดูที่ถนน

ไฟไหม้อย่างฝรั่งกร่อยๆ เหมือนฝนอย่างฝรั่ง ไหม้พื้นชั้นต่ำซึ่งอยู่ในใต้ดิน มีลูกกรงเปนน่าต่างสูงจากทางคนเดินประมาณสักศอกคืบ ตึกที่ไฟไหม้นั้นเปนตึกอยู่หว่างทางสามแยก ลึกเข้าไปสักหน่อยหนึ่ง แต่คงยังอยู่ในตอนห้องที่ออกถนนสองข้าง เปนควันพลุ่งๆ ออกมาจากลูกกรงเหล็ก ดูมันเงียบๆ กร่อยๆ ไม่ตึงตังเหมือนไฟไหม้ในเมืองเรา คนที่มาดูก็มาอ่อยๆ ไม่ไหลพลั่ง โปลิศคอยกวาดให้ขึ้นยืนอยู่บนทางคนเดินที่ตรงกันข้าม ไม่ยอมให้เดินในท้องถนนเลย ในท้องถนนมีแต่กองดับเพลิง ซึ่งไม่มีคนมากเท่าใด เอาสายสูบมาติดเข้ากับก๊อกที่มีอยู่กลางถนน น้ำขึ้นมาเองไม่ต้องสูบ มีคนสำหรับให้การประเดี๋ยวบอกให้เปิดน้ำ ประเดี๋ยวบอกให้ปิดน้ำ เห็นจะเปนเมื่อเวลาย้ายปลายสูบ ไม่เห็นมีใครตกใจ ร้านที่อยู่ใกล้ๆ เปนเครื่องกระดาษเครื่องผ้าติดกันกับห้องที่ไฟไหม้ก็ไม่ย้ายของ คนที่อยู่ชั้นที่ ๑ ขึ้นไปจนชั้นยอดยังออกมาเยี่ยมน่าต่างดู จนทนควันไม่ไหวจึงได้หลบ คนที่ย้ายที่มีแต่ชั้นที่เสมอพื้นดิน ดับมันช่างยากประดักประเดิดเสียจริงๆ ไปดูๆ จนเบื่อต้องกลับ คนอื่นๆ ที่มาดูก็มักต่างคนต่างเบื่อเข้ากลับไป ที่มาใหม่ก็มายืนดูแทน เบ็ดเสร็จคนดูสักสองร้อยเศษเท่านั้น แต่ดับกันเสียนานถึงสองสามชั่วโมงจึงได้เปนอันสำเร็จ

จะเล่าไหลไปถึงเรื่องรถจ้างที่นี่สักหน่อย รถที่มาคอยรับจ้างนั้นคอยอยู่ริมถนน เรียงกันตามลำดับ เปนประเพณีของเขา ถ้าใครไปเรียกรถๆ ที่อยู่ต้นแถวเปนผู้จะได้รับจ้างก่อน ใครมาจอดคอยใหม่ก็ต้องอยู่ข้างหลังต่อไป วันนี้เวลาพอไปดูไฟยืนอยู่น่าแถวรถจ้าง ผเอินอ้ายรถหลังหนึ่งมา เห็นไฟไหม้ก็หยุดดูไม่ได้ไปเข้าแถว คนมาดูไฟมากขึ้น ยืนบังหน้าไม่ใคร่จะเห็น พ่อก็เรียกรถหลังที่มาดูไฟนั้นให้ขยับมาอิกนิดหนึ่ง จะได้นั่งพักแลถ่ายรูปด้วย อ้ายคนขับรถเหลียวซ้ายแลขวาออกจะไม่มา ครั้นขืนเรียกเข้าต้องมา อ้ายเจ้าของรถต้นแถวหาว่าแย่ง มาเอ็ดกันใหญ่ รถจ้างที่นี่มีหลายอย่าง อย่างหนึ่งนั้นรถแลนดอ อิกอย่างหนึ่งรถวิกตอเรีย อิกอย่างหนึ่งเปนรถมีชื่อติดอยู่ข้างหลังคา เปนอย่างเลวลงไป แต่ใช้ม้าคู่ทั้งนั้น มีรถโมเตอคาร์สำหรับโดยสานเดินอยู่ก็มาก ประหลาดที่ไม่มีรถรางเลยแต่สักสายเดียว จะเดินไปไหนมาไหนดูสดวกไม่มีอะไรกีดขวาง ตั้งแต่มาครั้งนี้มีเมืองเดียวซึ่งไม่มีรถราง ที่อื่นบางเมืองมีมากเกินความต้องการ เช่นเมืองมิลันแล้วโทษถึงเดินไม่ได้ เกะกะยิ่งกว่ารถเจ๊กเสียอิก ไม่เที่ยวขวางหน้าคนก็จริงอยู่แล แต่ไปแผ่กีดถนน จะไปไหนไม่ได้สดวกเลย รถโมเตอคาร์ รถม้าต้องไปจอดเปนแพคอยให้รถรางเลื่อน เมืองตุรินมีรถรางมากเหมือนกัน แต่เปนเมืองที่ควรมี เพราะถนนใหญ่ๆ ยาวลิ่วตรงๆ ไม่มีที่กีดขวางอันใดเลย เมืองอื่นๆ ถนนเล็กๆ เท่าถนนเจริญกรุงบำรุงเมือง อย่างโตก็เท่าถนนวรจักร เอารถรางเข้าไปเดินเสียสองสาย ไปสายมาสาย เลยอุดถนนหมด มาคราวก่อนรถรางยังไม่สู้มีเท่าไร คราวนี้เต็มไปด้วยรถราง จนกระทั่งเมืองในริเวียรา ที่ไม่ใหญ่โตเท่าใด ก็ต่างเมืองต่างมีรถรางทุกแห่ง เสียงดังอยู่เสมอ ที่เมืองนี้เงียบไม่มีอะไรโครมครามแปลกกว่าเมืองอื่นๆ มาก

กลับมาทำงานต่อไปอิกจนกระทั่งบ่าย ๕ โมง ฝนตกพร่ำเพรื่อไม่ได้หยุดหย่อน พอแดดออกจึงได้ลงเดินไปเที่ยว หนาวจนต้องสรวมโอเวอโก๊ต ไปร้านตาแก่แลร้านเครื่องเพ็ชร์ ไม่สู้ได้ซื้ออะไรแล้วเลยไปกินไส้กรอก วันนี้มียายแก่เที่ยวมากกว่าทุกวัน เมื่อว่าโดยปรกติแล้วคนน้อยกว่าทุกวัน เห็นจะเปนด้วยเรื่องฝนแลหนาว นั่งเผลอไปจนเวลาทุ่มหนึ่งจึงได้กลับ วันนี้ได้ลงมือเซ็นชื่อสมุดวันเกิดที่สั่งมาใหม่แทนคู่ก่อน

ลืมเล่าถึงเรื่องท่อน้ำที่สำหรับไขน้ำมาอาบ มีทรายปนอยู่ในนั้นมาก ถ้าเปนท่อตั้ง กว้างประมาณ ๗ นิ้ว ๘ นิ้ว ใช้สองปีต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะเปนศิลาทรายกรังอยู่ในนั้นแขง เหลือช่องอยู่ประมาณสักนิ้วกึ่ง ถ้าเปนท่อนอน ขังหนาอยู่แต่ข้างล่าง ตอนข้างบนไม่มีศิลาจับ

เครื่องที่สำหรับรมจมูกแลปากนั้น มีท่อน้ำร้อนท่อหนึ่ง ท่อน้ำเย็นท่อหนึ่ง มาเจือกันให้พอดี มีหลอดแยงลงไปในหม้อน้ำอันหนึ่ง เป่าลมออกมาอันหนึ่ง รูปร่างเหมือนหลอดแก้วที่เป่าน้ำอบฝรั่งไม่ได้มีผิดเลย ปลายหลอดเฉภาะตรงช่องที่จะเข้าจมูกแลปาก น้ำที่มีกลิ่นสนนั้น ใช้ใบสนแลน้ำมันสนเจือให้มีกลิ่นเช่นนั้น ว่าเปนยา

อนึ่งในถนนที่เมืองนี้ มีแปลกกว่าที่อื่นอยู่แห่งหนึ่ง ใช้ทางคนเดินไว้กลางถนนอิกสายหนึ่ง ปลูกต้นไม้สองแถว มีถนนรถสองข้าง ทางคนเดินมีริมน่าตึกแคบๆ อิกข้างละสาย แต่ถนนไม่กว้างเท่าไร อยู่ในสักสิบสองวาเท่านั้น ที่ในทางคนเดินกลางนั้นมีน้ำพุ เปนน้ำที่เจาะขึ้นมาจากแผ่นดินพลุ่งขึ้นเปนน้ำร้อน แต่ร้อนนั้นต่างกัน บางแห่งก็ร้อนมาก บางแห่งก็ร้อนน้อยมีถึง ๒๒ ตำบล ไหลจ้ออยู่เสมอ ใครเดินไปมาแวะกินได้ไม่ต้องเสียอะไร อุปเทห์นั้นก็เปนยาปัดเหมือนตำบลที่ไปกินน้ำเหมือนกัน ในเรื่องน้ำเปนยาของเมืองนี้ออกจะเปนทานมาก ไม่ใช่หาผลประโยชน์ โรงที่กินน้ำอาบน้ำแลที่รมนั้น รัฐบาลออกเงินอุดหนุนทุกแห่ง ค่าธรรมเนียมที่เก็บได้ไม่คุ้มโสหุ้ย

วันนี้มอนตโบนีได้ส่งรูปที่เขาได้ถ่ายมา งามดีเหมือนอย่างแต่ก่อน แต่มีอย่างละอันได้ส่งเข้าไปแจกในบางกอกก่อน ช่างเขียนของจรูญมาลงมือถ่ายรูป ต่อวันพฤหัศบดีจึงจะได้ลงมือเขียน เพราะในสองวันนี้จะไม่อยู่

รูปทรงถ่ายคาเซอลเมืองไฮเดลเบอค

รูปทรงถ่ายคาเซอลเมืองไฮเดลเบอค

• • • • • • • • •

คืนที่ ๗๐

โฮเตลเดอละยุโรป เมืองไฮเดลแบ็ก

วันอังคารที่ ๔ มิถุนายน

ตื่นแต่เช้า เดินไปกินน้ำแล้วไปอาบน้ำ รมควันเหมือนเมื่อวานนี้ กลับมา ๕ โมงหิวเต็มที นัดให้เขาเตรียมกับเข้าเที่ยงทนไม่ไหวต้องเอาซุปมากิน แล้วหุงเข้าขึ้นกินกับกับเข้าไทย ทำอะไรโรๆ เรๆ อยู่จนเวลาบ่ายโมง ๑ ไปสเตชั่น จะไปไฮเดลแบ็ก แบ่งไปแต่น้อย คือบริพัตร อุรุพงษ์ กรมสมมต พระยาบุรุษ หม่อมนเรนทร์ นอกนั้นอยู่บาเดนบาเดน รถออกจากสเตชั่นประเดี๋ยวเดียวก็ถึงโอส แต่ต้องไปประดักประเดิดอยู่ที่โอสนาน เขากล่าวกันว่าธรรมดาช้ากว่านี้ เพราะต้องไปนั่งคอยจับรถ นี่ไม่ต้องเปลี่ยนรถแต่ต้องลากไปลากมาถอยน่าถอยหลังหลายหนจริงๆ เปนนานจึงได้ไปได้ ไปทางรัสตัตต์ มีเมืองแลบ้านใหญ่ตามระยะทางอยู่ข้างถี่มาก ผ่านป่าไม้หลายแห่ง นอกนั้นก็เปนที่ไร่ที่นาตลอดไปหมด แถบนี้ลงมือเกี่ยวหญ้ากันบ้างแล้ว เขาว่าในฤดูหนึ่งบางทีเกี่ยวได้ถึง ๓ เที่ยว ผู้หญิงทั้งไถทั้งปลูกฟันดินเกลื่อนไปทั้งทุ่ง แถบนี้มีแปลกที่ปลูกฮ้อป ซึ่งสำหรับทำเบีย เปนไม้เลื้อยใช้ปักไม้เล็กๆ เปนคานเรียงไสวไป บางแห่งก็ใช้ปักเสามีไม้ข้างบน แล้วโยงลวดให้ไต่ ดูการเพาะปลูกบริบูรณ์ดีมาก เวลาบ่าย ๓ โมงถึงไฮเดลแบ็ก ปรินซชาลสออฟเซกซไวมาร์แต่งตัวเต็มยศกับเบอโคมาศเตออย่างเดียวกันกับแมร์กับทั้งข้าหลวงกำกับเมือง คือปริเฟกต์ แลนายทหารบังคับบริเคดไปคอยรับที่สเตชั่น เมื่อได้ทักทายปราไสยกันโดยย่อแล้วขึ้นรถม้าออกจากสเตชั่น คนแน่นสองฟากถนน เพราะเปนการรู้ปรากฎกันแล้วในเรื่องที่จะมา ตามเรือนริมถนนแขวนธงตลอดทุกถนน ตรงมาที่โฮเตลเดอละยุโรป โฮเตลนี้น่าออกในสวน ห้องหับสบายดีมาก ดีกว่าที่ซึ่งอยู่ที่บาเดนบาเดน ที่โน่นหนาวเต็มที รับลมทุกด้าน น่าต่างก็ไม่มิดชิด ที่นี่อุ่นสบาย มาพักอยู่ครู่หนึ่งขึ้นรถโมเตอคาร์ไปดูคาเซอลซึ่งเปนวังเก่าครั้งปะละตีน เมื่อแรกเข้าใจว่าจะอยู่บนเขาสูงมาก ที่จริงไม่สู้สูงนัก รถโมเตอคาร์ขึ้นได้สบาย ที่คาเซอลนั้นเฉภาะตั้งอยู่แง่เขา ซึ่งแลเห็นเมืองไฮเดลแบ็กตลอดทั้งเมือง

เมืองไฮเดลแบ็กนี้มีคนสี่หมื่นเศษ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเนกกา มีเขาเปนเทือกใหญ่อยู่ทั้งสองฝั่ง เมืองตั้งอยู่ในหว่างเขาสองฟากน้ำ ที่คาเซอลนี้ได้เปนวังของเคานต์ปะละตีนประมาณเจ็ดร้อยปีเศษมาแล้ว ได้อยู่สืบต่อๆ กันมาจนกลายเปนเมืองขึ้น ได้เปนเมืองหลวงของปะละติเนตประมาณสักห้าร้อยปี ภายหลังเกิดความลำบากด้วยเรื่องสาสนาไม่ถูกกันกับพวกโปรเตสตันตในเมือง จึงได้ย้ายไปอยู่มันไฮม์ เมืองไฮเดลแบ็กเปนของแกรนด์ดัชชีออฟบาเดนมาได้ร้อยปีเศษ ตอนในระหว่างคาเซอลกับแม่น้ำเนกกาเปนเมืองเก่า นอกนั้นออกไปเปนเมืองใหม่ คาเซอลนี้เคานต์ปะละตีนชื่อรูดอลฟที่ ๑ เปนผู้สร้าง แล้วได้ขยายต่อๆ กันมาใหญ่ขึ้นทุกที มาทำลายเสียเมื่อครั้งแผ่นดินลุยซที่ ๑๔ ประมาณสองร้อยปีมาแล้ว แม่ทัพฝรั่งเศสมาตีได้แล้วตั้งอยู่ในฤดูหนาว ครั้นรู้ว่าทหารเยอรมันมา คิดจะล่าไปจากที่นี้ จึงได้รเบิดเสีย ภายหลังเอเลกเตอสองคนได้มาคิดอ่านที่จะกลับสร้างขึ้นให้เปนที่อยู่ได้ แล้วถูกฟ้าผ่าชำรุดอิก คราวนี้เลยทิ้งไว้ร้างเช่นนั้น เกือบร้อยห้าสิบปีแล้ว มีผู้ที่คิดจะทำหลังคาขึ้น แต่เห็นกันว่าจะไม่งาม สู้ทิ้งไว้เช่นนี้ไม่ได้ จึงได้คิดอ่านรักษาไว้เปนที่ร้าง

ที่คาเซอลนี้ แลเห็นได้ว่าไม่เปนการที่ได้คิดทำครั้งเดียว เพราะสร้างต่อๆ กันเกะๆ กะๆ ด้านข้างหลังซึ่งเปนทางเข้าไปนั้นมีคูลึกแต่เปนคูแห้งไม่มีน้ำ มีตพานข้ามเข้าแต่เฉภาะตรงประตู ประตูเปนสองชั้น แลมีตรางเหล็กซึ่งหย่อนลงมาจากเบื้องบนชั้นหนึ่งด้วย ล้วนแล้วแต่ก่อด้วยศิลาแดงทั้งสิ้น แต่ที่ตัวตึกมีเครื่องประดับลวดลายแลตุ๊กตามาก เปนศิลาเหลืองปน มีมิวเซียมที่สำหรับเก็บรูปแลสิ่งของเก่าๆ กับทั้งแผนที่แลหนังสือเก่าที่เขียนตั้งพันปีแล้วยังเก็บไว้ได้ สิ่งซึ่งเปนของขันอยู่นั้น คือถังเหล้าใหญ่สองถังแลรูปคนเตี้ย ซึ่งเปนคนกินเหล้าจุ เปนตลกหลวงของเจ้าผู้ครองเมืองในเวลานั้น ถังเหล้านั้นจุเหล้าถึงสี่พันแคลัน บนคาเซอลนี้เปนที่แลดูวิ้วเมืองไฮเดลแบ็กได้งามดี มีที่สวนเลียบไปตามไหล่เขา มีที่สำหรับดูเมือง แลมีเรสเตอรองต์มีแตรเป่า ได้เดินดูจนตลอด มีคนไปคอยถ่ายรูปแลไปดูมาก กลับลงมาตามทางเดิมแวะไปที่ร้านแห่งหนึ่ง ซื้อรูปแลที่รฦกเมืองไฮเดลแบ็กเล็กน้อย แล้วกลับมากินน้ำชาที่โฮเตลเวลาบ่าย ๕ โมง วันนี้นึกตกใจว่าฝนจะตกใหญ่เสียแล้ว พอบ่าย ๕ โมงออกมืดๆ จวนจะค่ำหนาวจัดปรอดถึง ๕๗ แต่ก็ไม่มีฝน

เวลาทุ่มครึ่ง ไปกินเข้าที่บ้านปรินซชาลส์ ซึ่งอยู่ตรงคาเซอลลงมา เจ้าหญิงแลลูกสาวต้อนรับดีอย่างยิ่ง มีเจ้าอินฟันตเมืองสเปน ชื่อหลุยศ์คนหนึ่งมาเรียนหนังสืออยู่ที่นี่ ได้รับเชิญไปในที่นั้นด้วย รังสิตเจ็บไปอยู่ที่โรงพยาบาลไปรเวตของโปรเฟสเซอไฟลเนอ ได้ไปช่วยจัดอยู่ที่เรือนนั้น เพราะพึ่งจะลุกไปได้ ไม่ได้ไปรับที่สเตชั่นแลไม่ได้มาที่โฮเตล นอกนั้นมีพวกที่ไปรับที่สเตชั่น แลครูโรงเรียนซึ่งเราจะไปดูอิลลุมมิเนชั่น ปรินซชาลส์นั้นอายุคราวเดียวกันกับพ่อ แต่เธออ่อนเดือนกว่า คือเกิดเดือนดิเซมเบอ นั่งโต๊ะมีผู้หญิงแต่สองคน คือเจ้าหญิงไวมาร์ แลลูกสาวชื่อโซไฟเท่านั้น เจ้าหญิงนั่งขวาแลซ้ายพ่อ เจ้าชายนั่งตรงหน้า รพีแลกรมสมมตนั่งซ้ายขวาเจ้าชาย บริพัตรขวาเจ้าหญิง รังสิตซ้ายเจ้าหญิงลูก แต่งอิวนิงเดรสติดตราทุกคน อินฟันต์สเปนติดตราชาลสดีเทิดดวงเล็ก เจ้าหญิงช่างพูดทั้งสองคน เจ้าชายดูเปนคนใจฅอกว้างขวาง ชอบเล่นกับเด็กๆ ล้อกันได้ เจ้าสเปนเห็นจะเปนคนชอบสนุกมาก พูดกันในโต๊ะอยู่ข้างจะสนุกตลอด กินเข้าแล้วขึ้นไปชั้นบน การจัดห้องชั้นบนสนุกมาก เจ้าหญิงเปนคนชอบรูปช้าง ไม่ว่าช้างชาติใดภาษาใดทำด้วยสิ่งอันใด มีเปนกอง ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ว่าเก็บเล่นมาแต่เด็กๆ ข้างลูกสาวนั้นชอบรูปลิง ที่นี่สูบบุหรี่ไม่ห้ามกันเลย ใช้บุหรี่ตัวใหญ่ ดูเหมือนจะสูบซิกาเรตแต่ผู้หญิง นั่งพูดกันเพลิน รังสิตเล่าเรื่องเมืองไทยไว้เสียหมดแล้ว นับปีชวดฉลูคล่องทุกคน เจ้าหญิงลูกสาวนั้นเปนช่างเขียน ให้รูปที่เธอเขียนเองแก่พ่อแผ่นหนึ่ง แลเซ็นชื่อในสมุด คุยกันเพลินถึงเวลาที่จะไปดูไฟไม่ทันรู้สึก เจ้าหญิงสองคนได้ขึ้นในรถมณีรัตนกับพ่อ นอกนั้นไปรถม้าแลรถโมเตอคาร์ต่อไป ออกจากบ้านเดินเลียบไปริมน้ำเนกกา คนเต็มทั้งสองฟากถนน ไปข้ามฟากที่ตพานใหม่ แล้วเลี้ยวไปตามฝั่งโน้น หยุดที่โรงเรียนของดอกเตอโฮลแบรค แลมิสเตอแคตตี โรงเรียนนี้เปนโรงเรียนซึ่งคนต่างประเทศมาเรียน มีอังกฤษเปนมากกว่าพวกอื่น เจ้าสเปนก็เรียนอยู่ที่นี้เรือนอยู่กลาง สูงขึ้นไปมากต้องปีนกระไดจนเหนื่อย แต่ที่นั้นแลดูแผนที่จากน่าต่างงามมาก อยู่เยื้องกับคาเซอลหน่อยหนึ่ง เมื่อพักพอควรแล้ว ได้ลงมืออิลลุมมิเนชั่น การอิลลุมมิเนชั่นนั้นก็คือจุดดอกมตาดสีแดง มีเครื่องบังให้แสงสว่างจับผนังคาเซอลที่ร้างนั้น จนแลดูเหมือนหนึ่งถ่านที่กำลังติดเพลิง แล้วลงมาอิลลุมมิเนชั่นตพาน ซึ่งเปนตพานโบราณหลายร้อยปีมาแล้ว เหมือนกับคาเซอลนั้น แล้วจึงจุดดอกไม้ในเรือกลางแม่น้ำ การจุดดอกไม้เหล่านี้งามดีมาก เสียงพลุดังก้อง เพราะมีเขาทั้งสองฟาก แล้วเลี้ยงน้ำชาแลขนมกันต่อไป จน ๕ ทุ่มจึงได้กลับ ขากลับ ๆ ทางตพานโบราณ แวะส่งเจ้าหญิงสองคนนั้น แล้วจึงได้กลับมาโฮเตล

รูปเมืองไฮเดลเบอคทรงถ่ายจากคาเซอล

รูปเมืองไฮเดลเบอคทรงถ่ายจากคาเซอล

• • • • • • • • •

คืนที่ ๗๑

วันพุฒที่ ๕ มิถุนายน

เช้า ๔ โมงไปที่บ้านรังสิต ซึ่งเปนที่เช่าเขาอยู่ น่าเรือนไม่ได้อยู่ริมถนน มีสวนอยู่บนข้างเขา ต้องขึ้นทางเวียนขึ้นไปจึงถึงตัวเรือน ชั้นล่างเปนที่เจ้าของเขาอยู่ เจ้าของบ้านนี้เปนออฟฟิศเซอทหาร แต่ออกจากราชการแล้ว ลงมารับทั้งลูกชายแลลูกเด็ก เอาดอกไม้มาให้แล้วขึ้นไปที่เรือนชั้นรังสิตอยู่ทีเดียว เรือนนั้นสี่เหลี่ยมกั้นสกัดกลางเปนสองตอน แต่ตอนข้างในกั้นสกัดอิกผนังหนึ่ง เปนทางขึ้นเสียห้องหนึ่ง เปนที่นอนห้องหนึ่ง เขาแต่งเรือนเขาสนุกดี มีรูปหล่อรูปเขียนต่างๆ ได้กินเข้าเช้ากันที่นั่น มีเข้าต้มแลไข่เจียวกับปลาเฮอริงชุบไข่ทอดแทนปลากุเรา น่าต่างเรือนนั้นแลดูไปได้ไกลทั้งด้านน่าแลด้านในห้องนอน มีช่างถ่ายรูปที่เที่ยววิ่งตามถ่ายเมื่อวานนี้ขอมาหา เอารูปแกรนด์ดุ๊ก แกรนด์ดัชเชสกับอิกรูปหนึ่งมาให้ ขอถ่ายรูปด้วย ได้นั่งให้ถ่ายที่ทางลงจากเรือน แล้วไปถ่ายอิกแห่งหนึ่งถึงสตูเดียว เจ้าคนนี้เปนคนเคยเข้าไปอยู่กับเลนซในบางกอก มีรูปไทยๆ ติดอยู่ที่ข้างทางที่จะเข้าไปเปนอันมาก เขาถ่ายอย่างครึ คือเล่นแสง นั่งเข้าแล้วมีฉากผ้ามาบังหน้าเสียเฉยๆ ให้แสงสว่างเข้าแต่เฉภาะ ท่วงทีจะดีอยู่ ถ่ายสามคู่ พอเหมาะเวลา ๕ โมงจวนเที่ยง ได้ไปที่ยูนิเวอซิตี โปรเรกเตอรับเข้าไปในห้องซึ่งเปนที่ไว้สมุดลงชื่อนักเรียนแลไว้เครื่องสำหรับตำแหน่ง มีไม้สำหรับถือ แลขวดหมึกเปนต้น ซึ่งเปนของเก่าหลายร้อยปีมาแล้ว สมุดที่สำหรับลงชื่อนักเรียนนั้นเปนเล่มใหญ่ เย็บใบปกออย่างงาม มีอิกเล่มหนึ่งสำหรับผู้มีบรรดาศักดิ์ที่ไปเยี่ยมยูนิเวอซิตีนั้น มีแกรนด์ดุ๊กเยอรมันเคราน์ปรินซ แลลูกโตเปนต้น เขาให้พ่อลงชื่อในสมุดเล่มนั้นด้วย แล้วไปดูห้องเรียนซึ่งสำหรับเล็กเชอ อันม้าที่นั่งได้เขียนขูดขีดเจาะเปรอะไปทั้งหมด แลดูที่สำหรับขังพวกสตูเดนต์ เต็มไปด้วยรอยเขียนรูปเขียนหนังสือ แลมีรูปถ่ายติดหลังประตู อันบรรดาพวกนักเรียนที่ต้องขังได้เขียนขูดขีดไว้ นับแต่หลายร้อยปีมา ในนั้นมีรูปบิศมากที่เคยต้องโทษ มีเตียงนอนเปนเตียงเหล็กเตี้ยๆ อย่างเฟอะฟะห้องละสองเตียงสามเตียง แต่พวกนักเรียนที่ถูกขังนั้นไม่มีใครเดือดร้อน ออกจะเปนเก๋ๆ การเรียนยูนิเวอซิตีนั้น ไม่ใช่เรียนหนังสือ การที่จะอ่านหนังสือนั้นเปนส่วนของตัวเองที่จะอ่าน ชั่วแต่ต้องไปฟังเล็กเชอ เล็กเชอนั้นเรื่องต่างๆ ห้องต่างๆ ตามแต่จะเลือกฟัง แล้วกำหนดจดจำไว้ มาเรียนด้วยหนังสือต่อในที่ของตัวเอง สตูเดนต์ในเมืองนี้มีประมาณสองพันคน แบ่งเปนคณะต่างๆ เครื่องหมายสำหรับคณะนั้นใช้หมวกสีขาว สีแดง สีเหลืองเปนต้น มีการเล่นต่างๆ ซึ่งปรับกันด้วยไม่ใช่อย่างอื่นมีให้กินเหล้าเบียเปนพื้น มีแทงดาบฟันดาบ ซึ่งจำจะต้องเล่นเปนกำหนดวิกละสองครั้ง ถ้าใครมีบาดแผลยิ่งมากยิ่งเก่ง ที่นี่ไม่ได้มีกำหนดว่าต้องอยู่เพียงอายุเท่าใด จะอยู่ไปเท่าไรๆ จนอายุ ๓๐ ก็ได้ การที่ต้องโทษนั้น ก็เรื่องข่มเหงแลเกะกะในกลางถนนเปนพื้น ด้วยคนหนุ่มๆ คนองพานจะเกะกะ แต่ถ้าทำความผิดถึงเปนโทษอาญา ยูนิเวอซิตีต้องส่งศาล

ในเวลาค่ำวันนี้เปนวันแห่ไต้งานประจำปี ไต้ที่แห่นั้นเปนไต้คบเราธรรมดา แต่ไม่ใช่มาแห่หมดทั้งสองพัน บอกกำหนดเกณฑ์ไปตามหมู่ของนักเรียน แล้วเขาก็เกณฑ์กันเอาพวกที่มาใหม่ๆ แลพวกที่เลวๆ หน่อยมาแห่ มีธงประจำกองแลประจำหมวด มีแตรเป่า ไต้เดินเปนสองแถว แห่ขึ้นไปบนเขา แล้วไปหยุดร้องเพลงที่มอนยุเมนต์บิศมาก แล้วเดินกลับลงมาไปตามถนน จนถึงน่ายูนิเวอซิตี โปรเรกเตอของยูนิเวอซิตีรับอยู่ที่นั้น พอถึงที่นั่นก็ทิ้งไต้เปนสี่กอง แล้วเอาดาบที่ตพายไปด้วยนั้น ประกันร้องเพลง เปนเสร็จการแห่เท่านั้น ยูนิเวอซิตีเช่นนี้ผู้มีบรรดาศักดิ์ตั้งแต่ลูกเอมเปอเรอไปก็ต้องเข้า ผู้มีบรรดาศักดิ์มาแต่ก่อนๆ ก็เปนพวกยูนิเวอซิตีทั้งนั้น แต่มีหลายแห่งด้วยกัน ไม่ใช่แต่ที่นี่แห่งเดียว ที่นี่เปนยูนิเวอซิตีโบราณที่สุด ก่อนที่อื่นๆ ในคอนติแนนต์นี้

ดูยูนิเวอซิตีแล้วกลับมากินเข้ากลางวัน แล้วขึ้นรถโมเตอคาร์ไปเมืองมันไฮม์ ซึ่งอยู่ไม่สู้ไกลจากเมืองนี้นัก เปนเมืองที่ได้ย้ายเมืองหลวงปะลาติเนตไปตั้ง ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ตั้งอยู่ริมแม่น้ำไรน์ เวลานี้กำลังมีการเอกสหิบิเชน แกรนด์ดุ๊กแลแกรนด์ดัชเชสไปอยู่ที่นั่น การเอกสหิบิเชนนี้ได้จัดทำขึ้นเปนการฉลองที่ได้สร้างเมืองครบสามร้อยปี เมืองนั้นมีจำนวนคนแสนสี่หมื่น อยู่ใกล้ร่วมแม่น้ำเนกกากับแม่น้ำไรน์ เดี๋ยวนี้เปนเมืองท่าค้าขายใหญ่ ตามที่แกรนด์ดุ๊กรับสั่งว่าเปนที่ ๓ ในเมืองทั้งปวงแถบแม่น้ำไรน์ ในห้าสิบปีนี้เจริญเร็วมาก เหตุด้วยเกิดกัมปนีเดินเรือในลำแม่น้ำไรน์รับสินค้าเข้าออกแลมีโรงเครื่องจักรทำการต่างๆ ซึ่งเปนวิชาเกิดขึ้นใหม่ตั้งในที่นั้นมาก

เดิมทราบว่าแกรนด์ดุ๊กจะกลับในวันที่ ๕ นั้น จึงนึกว่าดอดไปเที่ยวเล่นจากไฮเดลแบ็กทางไม่ไกลเท่าใด ความคิดอันนี้ ฟอน ฮอฟเฟนซัน กรมวัง มารู้ข่าวไปจากที่บาเดนบาเดน เอาความไปทูลแกรนด์ดุ๊ก แล้วมีโทรเลขไปที่บาเดนบาเดน ว่าแกรนด์ดุ๊กมีรับสั่งเปนข้อสำคัญให้มาเฝ้า จะคอยอยู่ที่เมืองคาลสรูห์ ครั้นไปถึงคาลสรูห์พบมาคอยอยู่แลขึ้นรถไปด้วย บอกว่าแกรนด์ดุ๊กรับสั่งให้เชิญไปเสวยน้ำชาที่คาเซอลพระราชวัง เวลาบ่าย ๕ โมงจะมีรถหลวงไปรับที่เอกสหิบิเชน แลอะไรๆ ยืดยาวต่างๆ ตกลงเปนให้แกไปด้วยในรถ ถึงไฮเดลแบ็ก แกเลยล่วงน่าไปรับอยู่มันไฮม์ ครั้นวันนี้ไปด้วยโมเตอคาร์กับบริพัตร รังสิต อุรุพงษ์ รพี สิทธิ์ พระยาบุรุษ ทางตั้งแต่ไฮเดลแบ็กไปมันไฮม์ เกือบจะเปนบ้านเต็มตลอดไปออกทุ่งอยู่เมื่อจะจวนจะถึงมันไฮม์ เอกสหิบิเชนนั้นได้ตั้งอยู่กลางเมือง มีหอสูงของเดิมอยู่กลาง แล้วทำเปนสวนรอบ แต่งปลูกไม้สี มีปิกเชอแกละรีทำขึ้นใหม่ ใช้ศิลามาก กระไดกลางทำด้วยศิลาแท่งใหญ่ๆ ที่จริงงามดีแต่แลดูอ้วนๆ หนักๆ รูปพรรณสัณฐานนั้นก็เปนสามขา ตั้งทั้งรูปหล่อรูปศิลาแลรูปภาพ มีรูปหล่อที่ดีๆ พอดูได้อยู่บ้าง แต่รูปภาพนั้นเต็มที ที่เปนรูปเขียนอย่างเก่าอยู่ไม่เท่าใด นอกนั้นเปนอย่างโมเดอน ซึ่งเหลือที่จะเล่าว่ารูปอะไร เปนอย่างไร มันหนักขึ้นไปกว่าเมืองเวนิศ บางแผ่นน้ำยาเหมือนรูปหอยแครงหยอดเกาะๆ กันไปเปนรูปพร่าๆ บางแห่งเหมือนเอาเส้นแมกกาโรนีย้อมสีแดงสีเขียวสีเหลืองกองไว้ตามแต่จะนึกว่ารูปอะไร ยังมีอิกอย่างหนึ่งนั้นเปนดินสอดำเส้นเดียวลากเหมือนกันกับเด็กเด็กมันเขียนเล่นที่เมรุฤๅที่ศาลาวัด สับเยกต์ที่จะเขียนนั้นคงจะหาให้น่าเกลียดที่สุดตามที่จะหาได้ ฤๅแกล้งเขียนให้มันบ้าๆ เช่นกับถ้าจะเขียนรูปผู้หญิง คงจะหาที่หน้าเสยะฟันเขยินตาลึกท้องคอด คล้ายๆ กับเขียนเปรตหลังโบสถ์ ถึงเขียนสีก็เลือกเอาสับเยกต์ที่เลวที่สุดที่ไม่ดี เปนการเก๋ สีก็ใช้สีที่แปร๋ปร๋าเงาก็ไม่ต้องมี ระบายก็ไม่ต้องระบาย ป้ายลงไปเฉยๆ เส้นก็ไม่ต้องเดิน ดูๆ ก็เปนที่ท้อใจ คำที่ว่าอาตนั้น กลายเปนไม่มีอาตในนั้นสักนิดเดียว จะว่าเหมือนก็ไม่เหมือน จะว่างามก็ไม่งาม ถ้าจะเขียนให้เหมือน ก็เลือกเอาเหมือนที่อย่างไม่ดีที่สุด คือ หมอกมัวมืดควันกระหลบ ถ้าจะแปร๋ก็พระอาทิตยเปนสีทับทิม สีม่วง ต้นไม้สีม่วง พื้นแผ่นดินเปล่าๆ สีเขียว อะไรโสกกระโดกต่างๆ เช่นนี้ ถ้าไม่ชมฤๅติก็ว่าดูไม่เปน แต่ได้ลองสนทนากับคนธรรมดาที่ไม่ได้อวดดีว่าเปนช่างดูไม่ได้สักคนเดียว จนนึกวิตกว่า ถ้าช่างเขาเห็นดีกันไปเสียเช่นนี้หมด นานไปรูปเขียนจะหาซื้อไม่ได้ จะกลายเปนแต่รูปป้ายรูปปารูปเปะฤๅรูปขีดเท่านั้น อ้ายรูปเช่นนี้มันมีแต่เมื่อมาคราวก่อน ๑๐ ปีมาแล้ว เดี๋ยวนี้มากขึ้นกว่าก่อนสักสิบเท่า นี่เกิดเล่นอะไรกันขึ้นเช่นนี้ มาอุ่นใจอยู่อย่างหนึ่ง ที่เขียนกันมาก็ถึง ๑๐ ปีแล้ว ปีหนึ่งก็มากๆ มันหายไปไหนหมด ไม่เห็นใครแขวนที่แห่งใดปะไนยตาเลยสักแผ่นเดียว น่าจะขายไม่ได้ จะเขียนมาแขวนสะลองแล้วก็เลยเจ้าของเอากลับไป ได้ยินพูดด้วยซ้ำไป ว่าเปนรูปชนิดที่สำหรับแขวนสะลองไม่ใช้แขวนเรือน จึงค้นหาต้นเหตุว่ามันจะเปนด้วยอะไร คนถึงได้นิยมมากขึ้น ได้ความว่า เพราะรูปเช่นนี้ได้รางวัลเหรียญทองที่ปารีส คนจึงได้ฮือเขียนกันขึ้นบ้าง จึงนึกคาดใจว่านี่ท่านช่างเขียนครูบาอาจารย์แกจะเห็นดีกันจริงๆ ฤๅ จึงได้ให้รางวัลรูปชนิดนี้ คาดว่าแรกที่จะเกิดขึ้น คงจะมีตาช่างเขียนวิเศษอะไรคนหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงดีแล้ว เขียนแผลงออกไป แต่คงจะไม่ยับเยินเหมือนอย่างนี้ ขอแกคงดีจริงจึงได้รางวัล ไม่ฉนั้นกรรมการผู้ที่ตัดสินรางวัล จะเห็นรูปดีๆ มันมากดื่นไนยตา เห็นรูปบ้าๆ มันเข้าทีอยู่บ้าง แกล้งให้รางวัล ให้แผลงเล่นเช่นนั้น แล้วพูดยกย่องสรรเสริญต่างๆ คราวนี้คนก็อยากได้รางวัลขึ้นมา เขียนตาม ท่านผู้ตรวจรางวัลครั้นจะไม่ให้บ้าง กูดูจะไม่เปนช่างแท้ สู้ตาคนที่แกเคยให้ไม่ได้ ต้องพยายามหารูปบ้าๆ ให้รางวัลบ้าง มันจึงเลยกระพือกันใหญ่ ช่างที่เกิดขึ้นใหม่ๆ เขียนยังไม่ทันจะได้ดี ครั้นจะไปเรียนเขียนให้มันวิจิตรอย่างเก่าเขียนก็ไม่ไหว เรียนอย่างใหม่มันง่าย หัดสักหน่อยหนึ่งก็ออกได้ จึงได้เกิดขึ้นมากรวดเร็วนัก คนที่ชั้นใหม่ๆ อยากจะอวดว่าเปนช่าง ตาเปนนักเลง ดูแต่อ้ายรูปพรรณอย่างนี้ชินตาหนักเข้า ก็จะเห็นงามไปได้จริงๆ ข้อซึ่งเปนที่อุ่นใจนั้นอย่างเดียว เมื่อไม่มีใครแขวนเรือน ก็มีแต่จะเขียนมาหลอกกรรมการเอารางวัล เมื่อขายไม่ได้หนักเข้าบางทีก็จะเลยจืดไปบ้าง บางแผ่นถึงกับน่าสงไสย ว่าผู้เขียนได้ตั้งใจจะมาล้อกรรมการ เปรสิเดนต์แลไวสเปรสิเดนต์ของเอกสหิบิเชนนี้ เปนพวกที่ชอบรัวๆ เช่นนี้ทั้งสองคน ชวนให้ดูเสมอ แกชี้รูปแผ่นหนึ่ง ซึ่งเปนอย่างเปรอะเปรอะเช่นนี้ บอกว่าเจ้าของตายเสียแล้ว พ่ออดไม่ได้ หันมาพูดทางหนึ่งว่าไม่สู้น่าเสียดาย แกได้ยินเข้าออกฉุนๆ เดินอ่อนใจเปล่าไม่เปนที่น่าดูสักแผ่นเดียว แต่ตุ๊กตาหล่อมีดีๆ ได้กาๆ ชื่อไว้ แต่ไม่รู้ราคา เลยหมดเวลาเสียไม่ได้ถาม ออกจากนั้นเขาพาเดินตามตพานข้ามถนน เข้าไปที่หอสูงกลางซึ่งเปนที่สำหรับคนนั่งกินเข้า ลงจากนั้นเดินไปตามในสวน ไปขึ้นรถที่นอกสวนดอกไม้ ที่สวนนี้ทำเปนเฟลาเวอโชด้วย คือปลูกไม้ดอกเปนหย่อมเปนลายต่างๆ แต่เวลานี้ไม่สู้งาม ด้วยต้นไม้ที่ปลูกไว้แรกดอกโรยไปเสียเขากำลังเปลี่ยน มีน้ำพุใหญ่ที่ตกหลั่งมาตามลำดับ แลยังมีสวนต่างๆ มีเล่นเรือโจนตูม เล่นบาลูน แข่งม้า แลอะไรต่างๆ อิกหลายอย่าง แต่พ่อไม่ได้ไปเห็น พอได้เวลาก็ขึ้นรถไปที่วังตามที่แกรนด์ดุ๊กได้นัดไว้ ให้ไปกินน้ำชา แกรนด์ดุ๊กผิวพรรณดี ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนแต่ก่อน แต่ดูเหมือนจะปลกเปลี้ยลง เว้นแต่ใคฅอภายในยังเหมือนเดิมไม่มีแปลก แกรนด์ดัชเชสเขาว่าไม่สู้ทรงสบายแท้ แต่แกล้งทำสบาย ไม่ได้ท้อแท้เลย ดูยังแขงแรงอยู่มาก พูดถึงเรื่องเมืองมันไฮม์แลวิชาที่พบใหม่ว่าเรื่อยทีเดียว แอริดิตารีแกรนด์ดุ๊กนั้น รูปร่างใหญ่กว่าแกนรด์ดุ๊ก แต่ตาเสีย สวมแว่นน้ำเงินหนา แอริดิตารีแกรนด์ดัชเชสรูปร่างใหญ่แลงามสมกัน แต่ไม่มีลูก แกรนด์ดุ๊กอายุ ๘๐ ปีแล้ว ถือไม้เท้าทั้งแต่งเต็มยศ แกรนด์ดัชเชสอายุ ๖๙ แอริดิตารีแกรนด์ดุ๊กอายุ ๕๐ พวกมหาดเล็กยกขนมน้ำชาแซนด์วิชมาเลี้ยงทีละสิ่งสองสิ่งเรื่อยไม่ได้หยุด เห็นว่าท่านเหนื่อยแล้วทั้งสององค์ขยับจะลากลับก็ไม่ยอม บอกว่าไม่เหนื่อย สองวันก่อนนี้เหนื่อยมากกว่า หนาวเต็มที ไม่มีพระอาทิตย์ ต้องออกไปนั่งดูอิลลุมมิเนชั่นน้ำพุเปนสีต่างๆ เวลาดึกเต็มทนทีเดียว วันนี้แดดออกได้นั่งอุ่นสบาย จนอิกสัก ๑๐ มินิตจะย่ำค่ำแล้วพ่อจึงได้ทูลลาอิกยังไม่เปนที่ตกลง พาให้เที่ยวดูห้องในวังนั้น วังนี้สร้างได้ ๒๐๐ ปีแล้ว เปนตึกยาวมีขายื่นออกไปสองข้างเปนสามเหลี่ยม เฉภาะอยู่ตรงถนนใหญ่ มีรูปเอมเปอเรอวิลเลียมที่ ๑ อยู่ตรงน่าวัง แลน้ำพุสองข้าง ข้างในมีห้องโทรนแลห้องที่เลี้ยงใหญ่ เพดานเขียนงาม พาออกไปเยี่ยมที่ชลาห้อยบัลคอนี ที่สูนย์กลางวังตรงถนนพวกราษฎรพากันโบกผ้าโห่ร้อง ดูเปนที่นิยมรักใคร่มาก เวลาที่จะกลับมา พ่อได้ลาแลห้ามไม่ให้ลงมาส่งทุกๆ ห้อง ไม่ฟังขืนลงมาจนได้ แกรนด์ดัชเชสหยุดเพียงต้นบันได พ่อหมายจะให้แกรนด์ดุ๊กหยุดที่นั่นบ้างให้ได้ รีบสาวตีนเดินลงกระไดมา นึกว่าคงตามไม่ทันเพราะปลกเปลี้ยอยู่แล้ว ลงมาได้ครึ่งกระไดเหลียวหลังดูที่ไหนเรียกคนไปเข้าปีกตามลงมาจนได้ ต้องลากันที่จะขึ้นรถอิกครั้งหนึ่ง กลับไปโฮเตลเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวขึ้นรถโมเตอคาร์ขับออกได้ก็เที่ยวเรื่อยทีเดียว

ที่เมืองนี้ผิดกันกับเมืองเยอรมันอื่นๆ ซึ่งเปนเมืองเก่าๆ ถนนแคบแลคด ที่นี่ตัดถนนตรงๆ เปนตาตราง แลไม่ตั้งชื่อถนน นับเปนถนนหนึ่งสองสามสี่อย่างอเมริกา มีตึกที่ทำคราวเดียวกันยาวๆ มากไม่ใคร่จะเปนกระท่อนกระแท่น เวลาที่ออกจากโฮเตลย่ำค่ำครึ่งเสียแล้ว จะไปให้รอบไม่ได้ จึงมุ่งหน้าไปดูแม่น้ำไรน์ ที่ริมแม่น้ำนี้เปนที่ลุ่มแลเห็นปรากฎเห็นจะน้ำท่วม ต่ำกว่าที่ตั้งบ้านเรือนอยู่เปนอันมาก ซ้ำก่อทำนบดินเปนคันยาวตลอด ห่างแม่น้ำบ้างใกล้แม่น้ำบ้าง นอกคันออกมาไม่มีบ้านเรือนเปนหมู่ต้นไม้ มีถนนผ่านไปในหมู่ไม้นั้น บางทีถนนนั้นก็เลียบไปจนใกล้น้ำที่เปนรอยฟันดินเหวอะหวะ ตรงข้ามฟากแม่น้ำไปเปนเขตรแดนบาเวเรีย มีโรงจักรเรียงแน่นไปทั้งนั้น ที่ตรงข้างฟากนั้นคือโรงทำสี ซึ่งเปนสีทำด้วยเคมิสตรีเช่นสีสวรรค์ ผู้ที่ไปด้วยกันไม่มีใครรู้จักทางสักคน แล่นดื้อไปเฉยๆ พอสุดทางริมแม่น้ำอย่างไรมันป่ายขึ้นไปบนคันกั้นน้ำ ไม่ทันรู้สึก ยิ่งไปก็ยิ่งแคบเข้า จนเฉภาะจุล้อรถ พอเห็นว่าจะไปต่ออิกไม่ได้ก็พอถึงโรงโปลิศมีป้ายห้ามไม่ให้ไปทางนั้น แต่เราหลุดเข้าไปเสียจนถึงที่สุดจะออกจากทางนั้น เพราะเขาไม่เขียนป้ายไว้ทั้งสองข้าง แต่ก็ดี มันไม่จับฤๅห้าม เปนแต่บ่นหมุบหมับนิดหน่อยแล้วปล่อยให้เราเลี้ยวออกถนนไป ถนนที่เราเลี้ยวออกไปนั้น ห่างเมืองจนแลเห็นลิบๆ หลุดออกไปกลางทุ่ง เลยหาทางกลับ ต้องถามเขาดะไป กลับถึงไฮเดลแบ็กยังไม่ถึงสองทุ่ม แต่รถหลังหายไป นึกกันเสียกลุ้มว่าจะถูกจับฤๅรถเสียอย่างหนึ่งอย่างใด เสียงอะไรกึงกังมาก็คอยดู แต่ที่ไหนเขามาถึงสองทุ่มเศษ ยางแตกต้องรออยู่ ๔๐ มินิตเท่านั้น

• • • • • • • • •

คืนที่ ๗๒

วันพฤหัศบดีที่ ๖ มิถุนายน

วันนี้กำหนดว่าจะไปขึ้นเขา มีรถไฟขึ้นแลมีหอคอยที่ขึ้นไปดูวิ้ว เห็นได้ไกล แต่ฝนตกเรื่อยมาไม่หยุดตั้งแต่เช้า มืดคลุ้ม ถึงโดยจะขึ้นไปก็จะไม่เห็นอะไร แลเรื่องเลี้ยงกลางวันนั้นประมูลกันอยู่ เดิมแมร์จะเลี้ยงกลางวันบนเขา เจ้าหญิงไวมาร์มาประมูลให้ไปกินที่บ้าน ตกลงใจว่าจะไปกินบนเขาป่วยการเปล่าๆ เพราะการขึ้นเขาก็ไม่ช้าเท่าใดจะได้กลับ จึงได้บอกเลิกทางแมร์ รับทางเจ้าหญิงไวมาร์ไว้ เมื่อเลิกขึ้นเขาซ้ำเข้าไปด้วยอิกเช่นนี้ เวลาเช้าเรามีมากตลอดจนเที่ยงครึ่ง ตกลงเปนจับตัวรังสิตมา ไปเที่ยวซื้อของเล่น อ้ายร้านที่สำหรับซื้อของเล่นของพวกเจ้านายเหล่านี้เขามี ขายรูปภาพแลเครื่องแก้วเครื่องถ้วย เรียกเอารถม้าไป พอถึงแถวร้านก็ลงเดิน แวะสองร้านฤๅสามร้านก็พอหมดเวลา ฝนตกเรื่อยไม่หยุด กลับมาเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวแล้วขึ้นรถโมเตอคาร์ไปบ้านเจ้าไวมาร์ มีคนแปลกหน้าสามสี่คนเท่านั้น นอกนั้นก็คนเดิมที่รู้จักกันแล้ว พวกเรามีอุรุพงษ์ไปด้วยอิก พ่อลืมเล่าถึงเรื่องเขาอยากให้อุรุพงษ์ไปหาแต่วานนี้ จึงตกลงกันเวลา ๕ โมงให้สิทธิ์พาไปสองคนเท่านั้น บ่นใหญ่ ร้องว่าถูก เพราะเหตุที่ต้องถูกพูดอังกฤษ อายป้วนเปี้ยน ที่แท้ถูกทุกที เมื่อคืนวันแรกก็ถูก เช้าวานนี้ก็ถูก กลางวันวันนี้ยังซ้ำถูกอิก เจ้าหญิงรักแก้มรู ว่าเหมือนผู้หญิงน่าเอนดู แกมีเจ้าหลุยศ์เมืองสเปนที่สำหรับเล่นอยู่คนหนึ่ง ที่แท้อายุก็เปน ๑๘ ปีแล้ว แต่ยังเปนเด็กๆ รูปร่างเล็กยังอยู่ในโรงเรียนใครๆ ก็ชอบล้อชอบเล่น ตัวเจ้าเองนั้นก็ชอบล้อคนไม่มีใครถือ เจ้าคนนี้เปนลูกพี่ลูกน้องกับเจ้าแผ่นดินสเปนเดี๋ยวนี้ทางข้างแม่ แต่ถึงทางข้างพ่อเขาก็เปนเชื้อวงษ์เดียวกัน

เจ้าหญิงโซฟายลูกสาวนั้น แก่กว่าเจ้าสเปนปีหนึ่งเปนช่างเขียนได้เขียนรูปหลายอย่าง ให้พ่อสองรูปด้วยกัน รูปหนึ่งเขียนจากบนเขาแลลงมาข้างล่าง อิกรูปหนึ่งดอกไม้ เปนคนที่อย่างเรียบร้อยดี

เจ้าหญิงแม่นั้นเปนชาวอิเซมเบิคบุดิงเยน วอชเตอสแบค เปนคนอัชฌาไศรยเรียบร้อยดีช่างต้อนรับแขก พ่อส่งใบชาที่เรากินไปให้เลยเอามาเลี้ยง เพราะเจ้าชายแกมารู้ว่ากินกาแฟไม่ได้ พ่อรู้สึกสบายขึ้นมาก เพราะได้กินน้ำชาเราไทยๆ กินเข้าแล้วถ่ายรูปหมู่ เขาได้เรียกเจ้าช่างถ่ายรูปที่วิ่งถ่ายอยู่เมื่อวานนี้ เปนผู้มาถ่าย แต่ฝนไม่หยุดเลย ออกไปนั่งกันทั้งกลางฝนตกพรำอยู่เสมอออกจะเปียกๆ รูปจะดีฤๅร้ายอย่างไรก็ไม่รู้แน่ พอแล้วเสร็จดีใจวิ่งกันหนีเข้าร่มซ่าทีเดียว ขึ้นไปชั้นบนเลี้ยงน้ำชาแลพูดกันเล่น ถ่ายรูป พ่อถ่ายทั้งครัว แลเจ้าหญิงแกก็ถ่ายพ่อ กำลังพูดกันเพลินอยู่ มีผู้หญิงกับผู้ชายสองคนขึ้นมา ได้ความว่าเปนเจ้าเมืองอิเซมเบิค พี่น้องของเจ้าหญิงไวมาร์ ดูเหมือนกับอยู่ประเดี๋ยวเดียว แต่เวลาล่วงเข้าไปบ่าย ๒ โมงเกือบครึ่งแล้ว รีบตลีตลานลา เลยไปโรงพยาบาลโปรเฟสเซอไฟลเนอทีเดียว

โรงพยาบาลนี้ ต้องเลี้ยวเข้าทางเล็กไปหน่อยหนึ่ง ขึ้นกระไดแคบๆ ไปเข้าห้องที่คนนั่งพักก่อน ห้องนั้นเปนหลังคากระจก เก้าอี้เปนแถวยาวๆ เขาได้นำให้รู้จักโปรเฟสเซออิกคนหนึ่ง แลได้พบคนพยาบาลเนิส ๓ คน แล้วไปเข้าห้องไดเรกเตอ ซึ่งเปนห้องเล็กนิดเดียว ห้องเหล่านั้นเล็กๆ ตลอดทั้งแถบ เมื่อสนทนากันแล้ว ก็ได้ลงมือตรวจอาการ

แรกนั้นตรวจในฅอ เห็นว่ายังมีเสมหะติดอยู่ในลำฅอข้างซ้าย ซึ่งจะต้องกวาดยาต่อไปอิก จมูกยังมีไม่ปรกติอยู่ข้างขวาอิกหน่อยหนึ่ง แต่ดีขึ้นมากแล้ว

ได้แทงโลหิตออกตรวจสองอย่างสอบกัน คืออย่างหนึ่งตรวจด้วยกล้องส่อง อิกอย่างหนึ่งตรวจด้วยหลอด เวลาแทงโลหิตออกมาแลเห็น ตาเปล่าก็สังเกตได้ว่าที่ซันเรโมนั้นสีจากเปนชมภูแก่ๆ คราวนี้เปนสีทับทิม ผลแห่งการตรวจนั้นได้ความว่าโลหิตดีขึ้น ตามเกณฑ์ว่าได้ ๗๖ แต่อัตราที่ควรจะเปนนั้นควรจะร้อยหนึ่ง จนโลหิตเปนสีครั่ง จึงจะนับว่าดีบริบูรณ์ เพราะฉนั้นยังไม่พ้นจากที่เรียกว่า เอนิเมีย บังคับให้ตากแดดแลให้เดินให้มาก

คราวนี้ตรวจหัวใจ เอาปลอกยางอินเดียรับเบอสวมนิ้วมือพ่อ ปลอกนั้นมีท่อยางไปติดกับหีบเครื่องวัดแล้ว เอาปลอกยางบางๆ อัดเข้าไปในปลอกใหญ่ปิดโลหิตไม่ให้ไหลออกไปที่นิ้วมือ จนสีขาว แล้วจึงชักยางบางนั้นออกเสีย ให้โลหิตเดินออกไป เวลาที่โลหิตเดินออกไป เครื่องสังเกตในหีบนั้นก็เดิน เปนอันรู้ได้ว่าหัวใจจะฉีดโลหิตแรงฤๅเบาเพียงเท่าใด ถ้าฉีดแรงเกินไปฤๅเบาเกินไปก็เปนหัวใจพิการ ถ้าฉีดพอได้ขนาดตามเกณฑ์ที่สังเกต เปนรู้ว่าหัวใจดี ผลแห่งการตรวจนี้ได้ความว่า หัวใจเปนนอมัลอย่างดี ซึ่งหมอว่าอาจจะอยู่ได้จนแก่ ไม่มีอันตราย การตรวจนี้ไม่ได้ใช้เคาะฤๅฟังอะไรโปกปากอย่างหนึ่งอย่างใดเลย

คราวนี้ไปตรวจด้วยเอกซเร ซึ่งอยู่ห้องชั้นล่าง ใช้ตรวจด้วยเครื่องตั้ง ถอดเสื้อ เหลือแต่เสื้อชั้นใน หันหลังเข้าตรงช่องไฟฟ้า ดับไฟเสียหมด แล้วเปิดไฟฟ้ามีแผ่นกระจกที่สำหรับถือบังข้างนอกที่ตาคนจะดู ช่องไฟข้างในนั้นเลื่อนขึ้นเลื่อนลงได้ ตรวจหัวใจตับม้ามปอดหันหน้าทีหันหลังที ต้องหายใจแรงๆ เมื่อตรวจสำเร็จตลอดแล้ว ได้ความว่าบริบูรณ์ดีทุกอย่าง ไม่มีที่เสียหายอันใด แล้วได้เอาชายอุรุพงษ์เข้าไปตรวจ ได้ความว่าหัวใจไม่ปรกติ ต้องระวัง

เมื่อเสร็จการตรวจนี่แล้ว ได้พาไปดูห้องที่รักษารูมติซั่ม ซึ่งใช้อาบน้ำฉีดโปรยต่างๆ สี่อย่าง อาบน้ำแช่ แลเครื่องเข้ากระโจม การเข้ากระโจมนั้น ต่อเปนตู้แปดเหลี่ยม ติดไฟฟ้าในนั้นเต็ม มีเก้าอี้สำหรับนั่ง เมื่อคนเข้าไปนั่งที่แล้วปิดฝา เปิดไว้แต่หัว แลมีรมมือรมตีนที่เปนเก๊าต์ จะให้เข้ากระโจมแต่นิ้วเดียวก็ได้ ทั้งมือก็ได้ ทั้งขาก็ได้ มีที่อาบน้ำด้วยคาโบนิกแอซิดต่างๆ มีอาบน้ำด้วยไฟฟ้า คือถังน้ำโยงไฟฟ้า ฤๅแช่แต่แขนแต่ขา มีห้องที่สำหรับนักเรียนไปทำการรักษาไข้เปนห้องห้อง มีห้องเล็กเชอ ซึ่งตั้งเตียงคนไข้อยู่ข้างน่า ที่พวกนักเรียนนั่งซ้อนๆ กันขึ้นไปตามลำดับ ได้ดูตลอดแล้วจึงกลับเข้าไปห้องไดเรกเตอ เขียนบุเลตีนแลเปรสคริปชันให้กินยาซึ่งจะบำรุงโลหิตให้บริบูรณ์ดีต่อไปอิก

โรงพยาบาลโรงนี้ เปนของยูนิเวอซิตี โปรเฟสเซอไฟลเนอเปนสมภาร ได้เงินจากรัฐบาลปีละหมื่นม้ากเปนส่วนตัว ยังส่วนที่สตูเดนต์ต้องเสียประจำปีอิกก็เปนของโปรเฟสเซอ ที่ได้หมื่นม้ากนั้นค่าที่ต้องเล็กเชอ ยังมีช่องที่ได้รักษาไข้ แต่ไม่ใช่ไปเที่ยวดูไข้ เปนแต่รับปฤกษาเรียกเงินจากคนไข้อิกทางหนึ่ง ยังมีโรงพยาบาลของตัวเองอิกสองโรง รวมเปนผลประโยชน์ที่แกได้ปีหนึ่งอยู่ในแสนม้าก เพราะฉนั้นแกรนด์ดุ๊กต้องการจะเอาไปเปนหมอหลวงแกไม่สมัค ขออยู่ในยูนิเวอซิตี แต่ได้จัดหมอคนหนึ่งไปอยู่เปนหมอหลวง แกเปนผู้สำหรับแนะนำ แลเรียกได้ในเวลาต้องการ อย่างเดียวกันกับที่เราได้ดอกเตอฟิสเตอไปนี้เอง

ออกจากหมอไฟลเนอ ๔ โมง เห็นมีเวลาพอ เพราะรถไฟกำหนดจะออกต่อ ๔ โมง ๕๕ ก็แปลว่า ๕ โมง จึงได้ขึ้นรถโมเตอคาร์ไปเที่ยวฟากข้างโน้น พอข้ามสพานก็เจอเขาโบกธงขาวรถโมเตอคาร์แข่งมาเลยหยุดดู

การแข่งรถทำนองนี้ไม่ใช่แข่งว่าใครจะเร็วกว่ากัน แข่งว่าใครจะทนกว่ากัน คือกำหนดเสียว่าวันนี้ให้ไปแต่เมืองนั้นถึงเมืองนั้นโดยทางนั้น แล้วก็ไปตามๆ กัน ตามแต่ใครจะไปช้าฤๅเร็ว ถ้ารถใครต้องหยุดแก้ไขอย่างหนึ่งอย่างใดต้องหักคแนนลง จนกว่าจะถึงที่กำหนดกี่วันก็ตามแต่ที่จะกำหนดไกลใกล้เท่าใด ได้เห็นรถผ่านมาเสมอๆ รถเราต้องหยุดร่ำไป คนที่มาในรถนั้นหน้าเปนฝุ่นขาวเหมือนโนราหมด เล็กก็มี ใหญ่ก็มี ขับดีก็มี ไม่ดีก็มี รถเราจอดอยู่ข้างทางดีๆ หันเข้ามาเสียดเอาหีบไฟฟ้าเปิงไปก็ได้ หลวงโสภณแกนั่งใจเต้นอยู่ตัวแขงทีเดียว จะกลับก็ไม่ได้ เพราะทางมันแคบ ถ้าหากว่ากลับยังไม่ทันแล้ว อ้ายรถอื่นมาก็จะโดนโครมทีเดียวเท่านั้น ต้องทนค่อยๆ กริบไปจนพบทางแยก แลคอยจนรถที่มาสงบลงจึงได้กลับ ครั้นขากลับรถเรากลายเปนรถแข่งอิกรถหนึ่ง อ้ายตาโบกธงก็โบกธงเอะอะ อ้ายคนอยู่ข้างทางก็โห่เกรียวกราว เท่ากันกับรถแข่งมาถึง

มีเรื่องนักปราชญ์คิดเลขรางวัลรถอย่างหนึ่ง ซึ่งขันดีอยู่ควรจะเล่าในที่นี้ คือตั้งเอาแรงรถเปนประมาณ คราวนี้รถไหนที่แรงมากต้องคิดหักทอนลงมาหารถที่มีกำลังน้อย คิดไปคิดมาลงปลายรางวัลที่ ๑ ได้แก่อ้ายรถที่มาหลังที่สุด ซึ่งมีแรงม้าแต่ ๖ แรงม้า รถที่มีแรงมากตั้ง ๑๒๐ แรงม้าก็แพ้ จะว่าคิดผิดก็ไม่ได้ คิดถูกโดยทางกระบวนเลข แต่ผลมันไพล่ไปออกเช่นนั้น เรื่องรางวัลรูป คงมีตาผู้ใดผู้หนึ่งแกคิดขลุกขลักขึ้นมาให้รางวัลบ้าๆ ก็เลยบ้ากันใหญ่ แต่เหรียญทองมันมาก มันจึงไม่เกิดเหตุลุกลามเหมือนอย่างเช่นรถโมเตอคาร์ ซึ่งแย่งกันเปนที่ ๑ เลยตะกลามเหรียญทองกันกระพือไปจนกระทั่งรูปเขียนเปนเช่นนี้

มาถึงบาเดนบาเดนเวลาทุ่มเศษ พบจรูญมาบอกข่าวอื่นๆ แล้วมาขันว่าได้รับหีบมาทางไปรสนีย์หีบหนึ่ง เชื่อเปนแน่ว่าคงจะเปนรูปตัวอย่างเหรียญ ซึ่งกรมหลวงนริศร์ส่งมา ครั้นจะรอช้าไปกลัวจะป่วยการเวลา นึกว่าคงไม่ผิดอะไร จึงได้เปิดออกดู กลายเปนน้ำพริกเผา อดหัวเราะไม่ได้ ที่เรียกว่าน้ำพริกเผานั้น เปนไลเบลจริงๆ ที่แท้น้ำพริกลาวต่างหาก คือน้ำพริกที่ตั้งพิธีประชุมกันทำไพร่ไม่ได้จับนั้นเอง ซ้ำวันนี้ได้รับหนังสือบางกอกหลายฉบับ เลยทำอะไรไม่เปนแก่นสาร หนังสือที่รับก่อนไปไฮเดลแบ็กก็ยังไม่ได้ตอบ หนังสือใหม่ก็ประดังมา โทรเลขก็มากหลายฉบับ ทั้งจากบางกอกแลในยุโรป ตกลงเปนงดกันเสียทีหนึ่ง วันนี้เขียนล่วงมาจนกระทั่งวันที่ ๗ ซึ่งเปนกำหนดปิดเมล์ จึงขอจบกันเท่านี้ที

จุฬาลงกรณ์ ป. ร.



[๑๕๙] นายพลตรี หม่อมชาติเดชอุดม ม ร ว สท้าน สนิทวงศ์ ณกรุงเทพ (เดี๋ยวนี้เปนเจ้าพระยาวงศานุประพันธ)

[๑๖๐] นายร้อยเอก หลวงภูวนาถนฤบาล ผาด เทพหัสดิน ณกรุงเทพ (เดี๋ยวนี้เปนพระยาเทพหัสดิน)

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ