พระราชหัดถเลขาฉบับที่ ๑๑

ทรงรถยนตรเสด็จประพาศ

ทรงรถยนตรเสด็จประพาศ

คืนที่ ๓๗

เมืองซันเรโม

วันพฤหัศบดีที่ ๒ พฤษภาคม ร. ศก ๑๒๖

หญิงน้อย

เมื่อคืนนี้พ่อส่งหนังสือตลีตลาน ด้วยสืบไม่ได้ความว่าเมล์เขาจะออกเมื่อไร รีบส่งตามบุญตามกรรม ทั้งเวลาก็ดึกเหลือเกิน ง่วงนอนจึงรีบจบเสีย แต่ครั้นไปนอนนอนไม่หลับ ไม่ใช่จะเปนเหตุเจ็บไข้อย่างหนึ่งอย่างใด ด้วยคิดถึงบ้านเรานี่เอง ต้องไปตามชายบริพัตรลงมา เขาเอาหนังสือมาอ่านให้ฟัง เดิมอ่านอังกฤษไม่หลับ ฟังมากไป อ่านหนังสือเสภาประเดี๋ยวเดียวก็หลับ ตั้งแต่หลับไม่ตื่นอีก นอนได้ทอดเดียว วันนี้โปรเฟสเซอไฟลเนอมาลา หมอฟิสเตอมาทายาจมูลแลฅอ กินเข้าเช้า แต่ที่จริงมันกลางวันแล้ว ได้ออกจากบ้านเกือบบ่ายโมงหนึ่ง วันนี้ไปรถโมเตอคาร์ ๒ คัน คันแรกมีแต่บริพัตรกับอุรุพงษ์ คันที่ ๒ มีเยนตรากับหม่อมนเรนทร์ ไปตามทางเมื่อวานนี้ เจอะท่านพวกคนที่รู้จักกันใหม่อมยิ้มอมแย้ม ต่อไปเปนระยะบ้าน มีโรงเหล้ารายทางอย่างเช่นที่เล่าเมื่อวานนี้ แต่ในตอนข้างอิตาลี ดูภูเขาเปนหินมาก ตัดทางไปบนไหล่เขา มีเขากำลังระเบิดศิลาต่อยเปนก้อน ต่อเปนเขื่อนกันริมทางทั้งข้างนอกข้างใน ศิลาที่ต่อยเปนโพรงเข้าไปนั้นดูเปนแท่งทึบไม่ใคร่มีดิน ระยะเรือนแลทับกระท่อมก็ห่างๆ แต่ไม่มีเปลี่ยว คงจะมีเกวียนแลรถเดินผ่านไปมาอยู่เสมอ เกวียนนั้นดูเปนประทุกศิลาแลดินเปนพื้นมากกว่าอื่น เทียมม้าเรียงหน้ากันสามตัวก็มี ต่อๆ กันออกไปสามตัวก็มี แต่ถ้าขากลับเกวียนเปล่าแล้ว เจ้าของมักนอนหงายมากลางเกวียน ปล่อยให้ม้ามันเดินกลับมาบ้านเอง ใจฅอมันเด็ดจริงๆ อ้ายม้ามันก็รู้เด็ดเหมือนกัน อย่างไรๆ มันมามันคงเดินชิดข้างฝั่งขวาถนน รถเราไปคงผ่านขวาข้างเรา ไม่เห็นเอะอะอย่างไรเลย สังเกตดูตามแถบชายทเลทางนี้ ถ้าท้องคุ้งแล้วคงมีบ้าน ฤๅจะเรียกว่าเมืองตำบลหนึ่งๆ ตลอดไป ในเขตรแดนอิตาลีนี้เปนคู่กับซันเรโมก็ตำบลบอร์ดิเครา ที่นั่นเปนเมืองมีตึกตลาดถนนงามเหมือนซันเรโม แต่ในระหว่างซันเรโมกับบอร์ดิเครา ออสเปดาเลตตีเปนกลางย่าน แต่ไม่ใคร่จะเปลี่ยวมาก คงมีบ้านเรือนรายไปตลอด วันนี้ไปพบต้นออลิฟล้มทับขวางทางอยู่รถไปไม่ได้ มันใกล้สวนเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งทำลงไปตามข้างเขาจนถึงริมทเล ไหนๆ รถต้องหยุดแล้วก็เลยเดินลงไปดูด้วยเปนสวนลงไปข้างเขา ไม่ผิดอะไรกันกับข้างเขาเกาะสีชัง เว้นแต่ของเรามันร้อนจี๋เหยียบลงไปไม่ได้แห้งผาก นี่ของเขาไม่ร้อนแลชุ่ม ที่จริงวันนี้แดดออกเปรี้ยงทีเดียว เหมือนแดดบางกอกน่าหนาว จนเสื้อโอเวอโก๊ดถุงมืออะไรไม่ต้องใส่หมด เปิดอกเสื้อชั้นนอกเดินไปเฉยๆ แต่ไม่ยักรู้สึกร้อนจนเหื่อแตก ลงไปตามข้างเขาทางชันๆ ขาขึ้นมาก็ปีนเขาขึ้นมาตามชันๆ ทำไมมันจึงไม่ร้อนแลไม่เหนื่อย รศชาติมันเหมือนน่าหนาวเมืองเราจริงๆ แต่ถ้าน่าหนาวเมืองเราออกไปเดินกลางแดดเช่นนั้น รู้สึกตึงฤๅปวดหัวได้ นี่มันไม่ตึงมันไม่ปวดหัว เดินกลางแดดนั่งเล่นกลางแดดไม่ต้องกั้นร่ม บ่นกันว่าร้อน แต่ไม่เห็นใครมีเหื่อสักซิบเดียว สวนนี้เปนของชาวอเมริกัน เรียกเยียดิโนวินเตอ (มะโดนา) ริเบคคาเวล ทำเปนทางคดๆ เคี้ยวๆ อย่างที่เรียกว่าร๊อกกาเดน มีต้นไม้ใหญ่รายๆ ปามน้ำมันโดยมาก พื้นสวนเปนไม้สีเตี้ยๆ เต็มไปทั้งนั้น สีต่างๆ เหมือนพรม แต่ถ้าเข้าไปดูใกล้แล้วยิ่งวิเศษขึ้น ด้วยสีแลรูปของดอกไม้มันช่างต่างๆ เหลือจะพรรณา ที่ไหนโซมก็แซมใหม่ ถ้าเราจะทำเช่นนั้น ใช้ลูกจ้างต้องไม่ต่ำกว่า ๕๐ คนจึงจะรดน้ำทั่ว นี่มันทำอย่างไร ที่เห็นรดน้ำแลปัดกวาดมีผู้ชายสักสามคน ผู้หญิงคนหนึ่ง เด็กคนหนึ่งเท่านั้น คงจะเปนด้วยมันไม่ต้องหยุดหอบ ด้วยร้อนฤๅมันก็ไม่ร้อน ถ้าจะนอนเล่นให้จนตัวเปนลายเสื่ออย่างไทยๆ ออกจะตายๆ มันจะมีแต่หนาวงอเข้าไปทุกทีไม่มีโลหิต การออกกลางแจ้งตากแดดมันเปนกิจวัตรของพวกนี้ เด็กเดือนเดียวก็ต้องเอามาตากแดดเสียแล้ว ถ้าจะผงมไว้ไม่ให้ถูกแดดจะปลกเปลี้ยไม่มีกำลังวังชาแลเจ็บไข้ออดแอด ในการถากทายดายหญ้าตักน้ำนั้นเล่า มันก็เปนกิจวัตรที่จำจะต้องทำ ถ้าขืนนิ่งอยู่ก็ไม่สบายร่างกาย อย่างไรๆ คงต้องทำการออกแรงจึงจะมีความศุข ส่วนความเพลิดเพลินของเจ้าพวกนี้ มันไม่มีโรงยา มันไม่มีบ่อนเบี้ยที่จะไปนอนอืดฤๅนั่งจม มันมีแต่โรงสุรา ที่เรียกว่าตรัตโตเรียรายๆ ไปตามหนทาง อ้ายการที่ไปกินเหล้านั้น มันชวนจะให้ออกตึงตังมากกว่าที่จะไปนั่งซึม ไม่เหมือนของเรา อากาศร้อนมันชักให้ขี้เกียจเต็มที จะออกไปตากแดดหนักเข้าก็จับไข้ ทำอะไรประเดี๋ยวหนึ่งก็เหื่อตกโซมเหนื่อย มันชวนแต่จะให้ซุกเข้ากระท่อมทับใต้ต้นหมากรากไม้อะไรไปอย่างเดียว ยกเบี้ยแลฝิ่นเสีย การกินเหล้าจะมีเหมือนฝรั่ง มันก็ยังผิดฝรั่งกิน ดูมันกินเปนอาหารอย่างหนึ่ง แทนดื่มน้ำซึ่งมันรู้สึกในใจว่าเปนการจำเปน ไม่มีเก๋ฤๅไม่มีอับอายในการกินเหล้า ข้างฝ่ายเราอ้ายน้ำก็กินอยู่ อ้ายเหล่านั้นเปนของเพิ่มเติม วิเศษออกไปนอกจากจำเปน กินสำหรับให้เมาสำหรับให้เก๋ ฤๅถ้าไม่อยากให้ใครรู้ก็กินซ่อนๆ ความตั้งใจที่จะกินมันผิดกันคนละฐานไม่ร่วมกันเลย ถ้าจะหาเหตุอะไรสำหรับโทษว่าทำไมคนเรามันถึงไม่แขงแรงเหมือนอย่างฝรั่ง มันน่าจะโทษอากาศมากกว่าอย่างอื่นหมด ช่างเสียเปรียบกันจริงๆ

แต่จะว่าด้วยทางทำมาหากินแล้ว พ่อไม่ได้คิดที่จะล่วงกล่าวไปถึงเมืองอื่นตำบลอื่น ซึ่งจะได้ไปเห็นสืบไปภายน่า จะว่าแต่ริมทเลเมดิเตอเรเนียนที่ได้เห็นแล้วเท่านี้ ดูประดักประเดิดแสนสาหัส ยังแลไม่เห็นว่าทำไมมันถึงพอกิน ตามแถบนี้จะหานาเข้าฤๅเข้าสาลีอย่างใดสักแห่งหนึ่งก็ไม่มี ที่สุดจนไร่มันไร่ถึงเข้าโภชก็ไม่เห็นมี แปลว่าอาหารที่กินส่วนที่เปนแป้งนั้น ต้องซื้อจากอื่นหมด มีแต่ภูเขาแลห้วย ห้วยนั้นก็ไม่ใช่เปนห้วยพื้นดินฤๅทราย เปนห้วยพื้นกรวดเม็ดกลมๆ ปากห้วยกว้างๆ แต่มีน้ำไหลเปนร่องรินๆ แห่งละเล็กๆ น้อยๆ อยู่เปนพื้น เดินข้ามได้ ห้วยไหนใหญ่ถ้าแลดูต่อขึ้นไป คงแลเห็นเขาสลับซับซ้อนกันขึ้นไปจนถึงที่สูงสุด ซึ่งมีน้ำแขงค้างอยู่บนยอด น้ำที่ตกลงมาในลำห้วยนี้เปนน้ำที่น้ำแขงละลาย ไม่เหมือนอย่างห้วยของเรา ซึ่งอาไศรยแต่ฝนตกบนยอดเขาอย่างเดียวไหลลงมาเสมอ ๆ นี่ถ้าหนาวเข้าน้ำบนยอดเขามันแขงไม่ต้องไหล พอร้อนมาได้จะไหลก็ไหลโครมครามตึงตัง มันจึงได้กัดปากห้วยกว้างเปนแม่น้ำ ครั้นเวลาน้ำแขงหมดเข้ามันก็เหลือแต่ไหลรินๆ มีแต่ยายแก่ยายเถ้าลงไปซักผ้า การที่จะไปตักน้ำในลำห้วยขึ้นไปใช้อะไรบนเขานั้นก็เต็มที ตามเขาเหล่านั้นสังเกตดูที่ทำมาหากินของคน คือปลูกต้นออลิฟนั้นอย่างหนึ่ง ปลูกส้มทีจะเปนพรรณส้มจีนจึงเรียกว่าแมนเดอริน อันแปลว่าขุนนางจีน แต่ลูกแบนเหมือนส้มมะแป้น เลวกว่าส้มมะแป้นเปนอันมาก อิกอย่างหนึ่งก็มะนาวฤๅมะงั่ว สีเหลืออ่อน ผลไม้อื่นๆ ก็ห่างตา มีปลูกอินทผาลัมอยู่ระยะหนึ่ง จะปลูกเล่นฤๅได้ผลก็ไม่ทราบ แต่เห็นมากอยู่ ต่อไปอิกก็ผักต่างๆ ผักกินเปนอาหารอย่างอิ่มได้เช่นอาติโจ๊กก็มี ผักสำหรับกินใบเช่นผักสลัดมีโดยมากทั่วไปทุกแห่ง แต่ไม่เท่าต้นไม้ดอกไม้ดอกอะไรก็ไม่เท่ากุหลาบ ไม่ว่าข้างรั้วข้างกำแพงผนังเรือนจะงอยเขาเล็กๆ ที่เหลือเศษจากถนน ปลูกกุหลาบเลื้อยเซิงโตๆ ดอกเต็มๆ ต้น ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง กุหลาบไม่เลื้อยดอกใหญ่ๆ ก็ปลูกเปนกอๆ พูนร่องเตี้ยๆ ตามซอกห้วยซอกเขา ไม่ว่าขึ้นยากลงยากฤๅขึ้นง่ายลงง่ายอย่างไร ข้างกระท่อมโซเซเกือบจะพังก็ปลูกกุหลาบทั้งนั้น นอกจากกุหลาบก็ไม้สีอื่นๆ เหลือที่จะร่ำพรรณา การปลูกต้นไม้ปลูกไม้ดอกนี้เองไม่ใช่ปลูกเล่น เห็นจะเปนทางทำมาหากินใหญ่ของชาวเมืองพวกแถบนี้เท่ากันกับทำนาทีเดียว เพราะมีทางจะจำหน่าย ด้วยแถบชายทเลนี้ ถึงว่าจะนับเปนต่างตำบลต่างเมือง ที่แท้ก็เปนเมืองเดียวกันตลอด เท่ากันกับจะว่าสวนดุสิตกับถนนเจริญกรุง เปนคนละเมืองฤๅเมืองเดียวกัน ไม่เฉภาะแต่ทางรถไฟที่เดินไปมาอยู่วันละหลายๆ เที่ยว ล้อเกวียนมันเดินถึงกันตลอด รถจ้างสำหรับประทุกคนมีเปนระยะ ระยะบ้านนี้ถึงบ้านโน้น ไม่แต่เพียงรถม้า ถึงมีรถโมเตอคาร์เดิน คงมีรถอะไรมิอะไรเดินเอื่อยเนื่องไปตลอดทางไม่ได้ขาด ต้นไม้ขายทั้งต้นที่กำลังมีดอก ขุดลงกระถาง ขุดไปปลูกแต่งสวน เต็มๆ ทั้งๆ สวน ดาดไปด้วยไม้สี ยังตัดไปขายตามตำบลที่เปนเมืองทุกถนนหนทางในร้านนอกร้าน ส่งไปโดยทางรถไฟถึงไหนๆ แทบทั่วยุโรปก็ส่งได้ เพราะนั้นจึงได้ทำได้มาก น่าสงไสยว่าจะได้ค่าดอกไม้มากกว่าอย่างอื่น แต่พูดกันยาก จะไต่ถามภาษาประดักประเดิดเต็มที ไม่มีใครเปนล่าม ยังอิกเรื่องหนึ่งก็องุ่น แต่แถบนี้ดูก็ไม่มากเท่าไร ยังไม่แลเห็นว่าจะเปนประโยชน์ถึงเปนเครื่องเลี้ยงชีวิตร แต่ลูกไม้แล้วแถบนี้ไม่มีอะไร ที่เล่าๆ ถึงว่าได้กินโน่นกินนี่ มาจากเมืองนิศทั้งนั้น

ตั้งแต่บอร์ดิเคราไป ถนนมันช่างคดเสียนี่กระไรเลย เลี้ยวไปเลี้ยวมาไม่ได้หยุด สูงชันแลมักจะเลี้ยวบังกันน่ากลัวจริงๆ ประเดี๋ยวๆ ก็เจอรถโมเตอคาร์สวนปราด น่ากลัวจะโดนกันเปนที่สุด มันต้องการที่จะต้องสอบสวนวิชาเสียก่อนจึงยอมให้ขับแท้ๆ เพราะถนนในระหว่างเมืองเหล่านี้ปานกลาง เท่าถนนซางฮี้ ที่กว้างไม่เกินถนนบำรุงเมือง ที่แคบเท่าถนนในสวนแง่เต๋ง รถหลีกกันสองคันพอเฉียดๆ ทีเดียว ที่จะหาพื้นราบนั้นยากนักยากหนาเพราะไปบนไหล่เขา ถ้าคนขับเผลอนิดเดียวเปนได้ฅอหักกัน ต่อบอร์ดิเคราไปมีเมืองที่เขื่องหน่อย เรียกว่าเวนเตมิกเคลีย แล้วคราวนี้ก็ถึงที่ต่อแดน ในที่ต่อแดนนี้พ่ออยากดูนัก ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด มันจะเปนด้วยออกฉุนๆ ในเรื่องปักเขตรแดนอยู่เสมอฤๅอย่างไร

ที่ต่อเขตรแดนนี้ เมื่อรู้ว่าจวนจะถึงก็เห็นทหารแตรเดี่ยวข้างอิตาลีเปนกองไปเที่ยวฝึกหัด เหลียวตามไปเห็นเข้าโรงซึ่งก่อด้วยศิลาอยู่ข้างทาง รถเดินต่อไปอิกสักครู่หนึ่งจึงถึงโรงด่านข้างฝ่ายอิตาลี ปลูกอยู่ฟากถนนข้างทเล มีป้ายใหญ่ตั้ง รถต้องไปหยุดที่นั้น มีเจ้าพนักงานลงมาสองคนฤๅสามคน โชเฟอของเราที่พูดฝรั่งเศสได้ก็ไปบอกบาญชีว่าผู้ใดๆ มา จำจะต้องบอกชื่อ เจ้าพนักงานออกมาคำนับแล้วก็เปนเสร็จส่วนเรา เพราะได้บอกขออนุญาตกันไว้ก่อนแล้ว แต่รถอื่นๆ ที่มาทางนั้นต้องหยุด ถ้าเปนรถม้าคู่ผู้ดีมา ดูออกมาพยักกันหงึกหงึกประเดี๋ยวก็ไปได้ แต่ถ้าเปนรถอย่างเกวียนประทุกของถูกค้นเสียแย่ทีเดียว ยกหีบผ้าหีบผ่อนมาเปิดตรวจกันกลางถนน คราวนี้ออกจากที่นั่นไปหน่อยหนึ่ง จึงถึงสพานข้ามห้วย ห้วยนั้นลึกมากอยู่ เพราะถนนที่ไปนั้นสูงจากทเลมาก แต่ปลายห้วยเข้าไปข้างเขาแลไม่ซึ้งเข้าไปกี่มากน้อย พอถึงปลายสพานทางโน้น มีหลักศิลาแบนๆ หนาสักคืบหนึ่ง กว้างสักศอกเศษ สูงสักสามศอก เขียนด้านหนึ่งว่า แดนอิตาลี ด้านหนึ่งว่า แดนฝรั่งเศส ปันเมื่อปี ๑๘๖๑ ที่เหลี่ยมเขาข้างบนถากเปนกงฉากสามเหลี่ยมไว้แห่งหนึ่ง ถัดไปนิดหนึ่งก็ถึงด่านฝรั่งเศส หยุดตรวจทำนองเดียวกันกับข้างอิตาลี ที่ด่านนั้นแลลงไปข้างล่างเห็นเมืองเมนโตนอยู่ที่ปลายแหลม มีเรือนตะเกียงด้วย อ่าวในแถบนี้เห็นจะเปนงามกว่าทุกแห่ง ถ้าขาไปเราถึงแหลมแห่งใดเหลียวหลังมาดูคงเห็นเมืองฤๅหมู่บ้านที่เราผ่านอยู่ข้างหลัง ถ้าขากลับเราเห็นทีซึ่งเราจะไปถึงเสียก่อนเปนนาน ลงจากที่สูงนั้นประเดี๋ยวเดียวก็ถึงเมนโตน ซึ่งอยู่พื้นราบริมทเล

เมนโตนนี้เปนเมืองแท้ทีเดียว บริบูรณ์ไปด้วยองค์แห่งเมืองต่างๆ กล่าวคือถนนกว้างทางคนเดินกว้างตึกสองข้างสูง ฝาแล้วไปด้วยกระจก มีเข้าของตั้งขรื้ด มีเรสเตอรองต์ ร้านขายขนม มีปรอมนาด คือสวนที่สำหรับคนเดินเล่น นั่งเล่น เป่าแตร ถัดเข้าไปข้างหลังเปนโฮเต็ลหลังใหญ่ๆ ผู้คนจอแจ ภาษาเปลี่ยนเปนฝรั่งเศสผับเดียวทันที เรายังไม่ได้กินเข้ากลางวัน แต่บ่ายเหลือเกินแล้ว จึงเลยขึ้นไปโฮเตลเดส์เลส์บริตานิค ทำงามดี ทางขึ้นก็สรวย เปนสวนซอกแซกน่าอยู่จริงๆ แต่โฮเตลนั้นปิดเสียเมื่อวานนี้เอง เพราะฤดูร้อนเขาพากันขึ้นไปเหนือเสียหมด ตกลงกันว่าไม่กิน มาเที่ยวเล่นแลกินน้ำชาข้างล่างดีกว่า ลงมาเดินแกว่งอยู่ตามร้าน ประเดี๋ยวเดียวโปสิศลับไปบอกแล้ว ว่านี่พระราชา แต่เราก็ทอดธุระเฉย เดินเที่ยวเล่นสบาย ซื้อของอะไรเกเรเกนังที่ส่งเข้ามาให้ แลได้ถ่ายรูปแต่ทีจะมีแมวดำแน่ เพราะดูคนถ่ายมันคล่องนัก อ้ายในห้องนั้นออกมืดๆ ก็ไม่ต้องแหวกม่านแหวกราวเท่าใด เอากล้องมาตั้งก็ไม่ต้องโฟคัส พอใส่สไลด์อ้ายคนหลังชักยังไม่ทันหมดก็เปิดกล้องผับ แล้วถ่ายใหม่อิก อันหลังนี้ทีค่อยช้าสักหน่อย จะได้ฤๅมิได้จะบอกให้ทราบ ได้แวะซื้อดอกกุหลาบแดงมาช่อหนึ่งใหญ่ กับดอกอะไรอิกอย่างหนึ่ง สัณฐานก้านนั้นเหมือนรักเร่ แต่กลีบเหมือนดอกไม้จีนซ้อนถี่จนกลม ใจกลางมีเกษรดำ รูปร่างเหมือนตลับ แต่ที่จริงในเกสรนั้นกลวง เราแลเห็นเปนเต็ม มีสีต่างๆ แดง บานเย็น ม่วง ชมภู ขาว เหลือง และอะไรๆ อิกยังนึกไม่แน่ ตั้งชื่อล้อเยนตราว่าดอกใจตลับ[๑๑๗] เพราะแกอยากจะจดชื่อไว้ สีสรรมันเข้มเหมือนกับแพรริบิ้นทำเปนโรเสต ขนาดเท่าที่ติดหูม้าเทียมรถ กลับเวลาบ่าย ๕ โมงครึ่ง มาถึงย่ำค่ำครึ่งแดดยังเปรี้ยง เปนแต่รู้สึกเย็นขึ้นกว่าเมื่อกลางวัน

ได้ส่งสำเนาใบตรวจอาการของหมอไฟลเนอที่เปนบอกให้รู้ฉบับหนึ่งสำหรับลงในบุลเลติน คือเปนข่าวบอกหนังสือพิมพ์เปนต้นฉบับหนึ่ง คัดติดกันส่งมาให้ดู ส่วนของหมอแมนซันอิกฉบับหนึ่งยังให้คัดอยู่ ถ้าสำเร็จจะส่งด้วย วันนี้ลูกแดงลากลับเพราะถึงกำหนด ตาต่อถูกไปด้วยแต่แกไปงมอยู่เสียไหนไม่รู้ จนพ่อขึ้นรถแล้วจึงได้วิ่งถลากถลามาทูลลา กราบบาทแล้วร้องไห้บนรถ

วันนี้ก่อนจะนอน กินลูกแปร์ที่เปนอย่างสุกงอมขนาดใหญ่ที่สุด ช่างอร่อยจริงๆ คิดถึงเกือบน้ำตาหยด มันนุ่มแลรศแหลม จะหาลูกไม้อะไรเหมือนออกยากๆ พ่อเปนนักเลงกินลูกไม้อย่างเอก จะต้องนับว่าเปนลูกไม้ชั้นสูง ซึ่งไม่ควรจะหมิ่นประมาทเลย ลูกเดียวแลอิ่มบริบูรณ์ชื่นใจทีเดียว

เพื่อจะให้เปนการแน่นอนว่าหนังสือนี้จะไปทันเมล์ตามที่สืบกำหนดได้ พ่อจึงรีบจบลงเสียในวันเดียวนี้ตอนหนึ่ง ตั้งวันต่อพรุ่งนี้ใหม่

วันนี้ที่ ๓ พฤษภาคม พึ่งได้รับหนังสือฉบับแรกที่มีมาลงวันที่ ๓๐ มีนาคม คิดดูเวลากว่า ๓๐ วันจึงได้รับจดหมายจากบางกอก ออกจะมีความเดือดร้อน ที่บางกอกคงจะเหมือนๆ กันอยู่ทุกวัน เห็นจะเคยไปได้บ้าง แต่ที่มาไกลยิ่งเห็นแปลกยิ่งกลับคิดถึงบ้าน ไม่ยักเพลิน คนคิดถึงบ้านน่ากลัวจะเหมือนกับคนที่ติดเหล้า ที่ร้อนฤๅหนาวก็ต้องกินเหล้าเปนต้น นี่ร้อนก็คิดถึงบ้าน หนาวก็คิดถึงบ้าน สนุกก็คิดถึงบ้าน ไม่สนุกก็คิดถึงบ้าน เอานิยายไม่ได้ ดูไม่น่าจะคบ พวกตามดตาหมอก็พลอยมาโต๋มาปลอบ แต่ก็ดูค่อยยังชั่วขึ้นหน่อย ขอจบไว้เท่านั้นที

จุฬาลงกรณ์ ป. ร.



[๑๑๗] ท่านผู้หญิงตลับภรรยาเจ้าพระยาสุรวงศวัฒนศักดิ

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ