พระราชหัดถเลขาฉบับที่ ๒๕

รูปทรงถ่ายที่เมืองออสเตนด์

รูปทรงถ่ายที่เมืองออสเตนด์

คืนที่ ๙๓

โฮเตลเดอโลเซอัง เมืองออสเตนด์

วันพฤหัศบดีที่ ๒๗ มิถุนายน ร.ศ. ๑๒๖

หญิงน้อย

ตื่นขึ้นกินเข้าข้างบนสั่งงานไปพลาง จนได้เวลาก็ขึ้นรถไปสเตชั่นแชริงครอส เรื่องพระเจดีย์ที่แชริงครอส เคยเห็นรูปหมายว่าโตมาเห็นเข้าเสียใจว่าเล็ก ไม่ได้เปนแต่พ่อ เด็กๆ เช่นอุรุพงษ์ก็เห็นเล็กเปน หลอดครานาด กับตันวอลเตอแคมเบ็ล มารับอยู่ที่สเตชั่นที่ลงรถ พาไปที่รถไฟ เจ้านายขุนนางทั้งไทยทั้งฝรั่ง แลนักเรียนมาส่งพร้อมกัน มิสซิสเวอนี ลอฟตัส[๑๘๐] แลผู้อื่น ล่ำลากันแล้ว ได้ออกรถมาโดเวอ อากาศมัวอิก ที่ฮาเบอเปนหมอกมาก ได้ลงเรือเมล์เบลเยียม ชื่อปรินเซสเคลมองตีน เรือลำนี้ที่พ่อได้เคยข้ามเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว เปนเรือจักรข้างเดินเร็ว ๒๒ นอต รู้สึกกระชากเฮือกๆ เหมือนลงเรือพาย แรกออกมืดมัวหนาว ทีหลังมีฝนปรายๆ พอห่างเกาะอิงค์แลนด์มาหน่อยหนึ่งก็แจ่มใสมีแดด ได้ไปดูโทรเลขไม่มีสาย มีสายลวดสามสาย มีไม้ถ่าง โยงจากเสาน่าไปเสาท้าย มีอิกสามสายโยงลงมาเข้าเครื่อง เครื่องนั้นก็คล้ายโทรเลขบก จะอธิบายก็ดูไม่มีท่าที่จะเข้าใจได้อย่างไร เพราะอ้ายเครื่องนั้นจะดูที่ไหนก็ดูได้ แต่ข้อที่ไฟฟ้ามันเดินแล่นอย่างไรไปในอากาศ พ่ออธิบายไม่ได้ เปนแต่พอที่ว่าได้ทดลองมีโทรเลขเท่านั้น

เจ้าพนักงานในเรือนี้อยู่ข้างเอื้อเฟื้อมาก แต่งโต๊ะถึงกับมีคำให้พรแลมีธงปักไหม ซึ่งได้ส่งเข้ามาให้ดู เรือมาถึงท่าเมืองออสเตนด์เวลา ๒ ทุ่ม ที่ฮาเบอได้ทำการเปลี่ยนแปลงใหม่มากจนจำไม่ได้ บ้านเรือนติดกันขึ้นมาตั้งแต่ฮาเบอจนถึงหลังคัวซาล (ที่ประชุมฤๅบ่อน) ต่อมาถึงคัวซาลจึงจำได้ แต่ถึงจำได้เช่นนั้นรูปพรรณก็เปลี่ยนแปลงไปหมด คงที่อยู่แต่แถวโฮเตลแลริมทเล เมืองออสเตนด์ใหญ่โตขึ้นในระหว่างสิบปีนี้หลายเท่า แต่ก่อนเดินออกไปหลังคัวซาลหน่อยหนึ่งก็เห็นที่เปล่า เดี๋ยวนี้เปนตึกเต็มไปทั้งนั้น แต่เวลาจวนมืดเสียแล้วแลหิวเข้าเต็มที จึงได้ขึ้นไปโฮเตลแลกินเข้า โฮเตลนี้ไม่ใช่ที่เคยอยู่แต่ก่อน แต่ก่อนเคยอยู่โฮเตลคอนติเนนตัล เคียงกันกับโฮเตลนี้ เวลานี้กำลังซ่อม โฮเตลนี้เรียกเดโลเซียง เปนที่สบายดีเหมือนกัน อาหารก็ดี เว้นไว้แต่ไม่ได้กินหอยนางรม เมืองออสเตนด์แลเมืองบรัสเซลส์เปนที่วิเศษด้วยหอยนางรม แต่ครั้นเมื่อถามถึง เขาว่ากินไม่ได้ไม่ใช่ฤดู ถ้ากินผิดฤดูก็เจ็บ

พระยาวิสูตร์ มิสเตออาเชอ มาจัดรับที่นี่ หม่อมชาติแลหลวงภูวนารถมาหา ได้ลงไปรับในเรือด้วย ชาวเมืองนี้ที่ลงไปรับในเรือแลที่ท่า คือแมร์ ได้เชิญให้ไปโฮเตลเดอวิลพรุ่งนี้ด้วย มองสิเออโรลังลูกเจ้าพระยาอภัยราชา กงสุลที่ออสเตนด์ มองสิเออชเลสเซอ มองสิเออโบดัวร์ซึ่งลาออกมาบ้าน พวกนี้มากินเข้าด้วยที่โฮเตล

กินเข้าแล้วเดินไปที่คัวซาล ซึ่งอยู่ใกล้โฮเตล ท่าทางขึ้นลงแปลกไปกว่าแต่ก่อน ลั่นกุญแจด้วย ต้องไปเรียกกุญแจอยู่สักครู่หนึ่ง หมายว่าเขาปิด แต่ที่แท้ไม่ได้ปิด เข้าไปในห้องกลางของคัวซาล แต่งงดงามขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก รีเปนรูปไข่ กว้างใหญ่ ในห้องกลางจุคนนั่งได้ถึงหมื่นห้าพันคน มีแกละรีรอบ หลังแกละรีเปนเฉลียงออกไปอิกชั้นหนึ่งกว้าง แต่แกละรีนั้นไม่รอบ เว้นด้านรีอยู่ด้านหนึ่งเปนยกพื้นสำหรับออเคสตรา มีดนตรีถึงร้อยห้าสิบคน มีออเคนอยู่เบื้องหลังที่ด้านรีตรงออเคสตราข้ามมีเพดานแดงแลเก้าอี้ทองสำหรับเจ้าแผ่นดินต่างประเทศนั่ง ส่วนเจ้าแผ่นดินเบลเยียมเองนั้นมีที่ประทับที่ด้านสกัด มีฝากระจกกั้นมิดชิด ไม่ได้ออกไปอยู่ที่เล่าเต๊งเหมือนคนอื่น ในพื้นห้องนั้นตั้งโต๊ะเก้าอี้เป็นหย่อมๆ สูบบุหรี่ได้ เพราะเดี่ยวสูงเปนวัดพระเชตุพน ที่เพดานมีรูปเขียนแลเห็นเปนรูปตั้งได้จริงๆ มีรูปชาออฟเปอเซียแลเจ้าแขกมายืนอยู่ในหมู่นั้นด้วย เพราะชาออฟเปอเซียโปรดมาก มาหลงอยู่เมืองออสเตนด์ถึงเดือนหนึ่ง เจ้านายแลคนต่างประเทศก็มาแต่ทิศานุทิศ เวลานี้ยังไม่ถึงฤดู เปนแต่เริ่มตั้งต้น กำหนดฤดูกาลวันที่ ๑ เดือนกรกฏาคม มีเวลาหยุดปิดห้าเดือน คือเดือนมกราคม, กุมภาพันธ์, มีนาคม, เมษายน, พฤษภาคม, มิถุนายนเปนเริ่มเปิด คนประชุมเต็มเดือนกรกฏาคม

เมื่อก่อนสิบปีนั้นมีเล่นเบี้ยในห้องกลางทำนองมอนติกาโล เวลานั้นเปนของเจ้าแผ่นดิน แต่ถูกฟ้องร้องติเตียนกันมากว่าตั้งบ่อน จึงได้เลิก เปลี่ยนเปนขายของ เมื่อปีพ่อมาได้เคยเข้าไปซื้อของเปนส่วนแชริตี ให้เงินมากๆ แล้วได้ของมาสิ่งหนึ่ง เด็กหาบหม้อแก้วที่ตั้งอยู่ในห้องเขียว เปนของพ่อได้รางวัลจากคัวซาลนี้ พ่อยังละเมอว่าไม่มีการเล่นเบี้ย แต่ครั้นโจทย์ขึ้น ไดเรกเตอเขาบอกว่ายังมี แต่จะขอพาไปดูได้เฉภาะพ่อคนเดียว บริพัตรอ้อนวอนหลุดเข้าไปได้อิกคนหนึ่ง เปนสองคนด้วยกันเท่านั้น ส่วนที่เล่นเบี้ยนี้ทำขึ้นใหม่ทั้งหลังต่อไปจากคัวซาลเก่า เปนทางลับเดินเข้าไปทางข้างใน มีผู้ตรวจตั๋วสกัดอยู่ในหลังที่ต่อกัน เมื่อไปพ้นจากผู้ที่ตรวจตั๋วนั้นแล้วก็เข้าไปในห้องที่สำหรับเล่นเบี้ย ตอนข้างริมถนนเปนกระโจมกลม มีช่องแหวะกลาง มีอัฒจันท์ลง พนักรอบวงกลม แลราวบันไดลูกมหวดหล่อด้วยทองแดงประกอบศิลา ฝาผนังประกอบศิลา เสาโคมหล่อเปนหน้าเทวรูปงาม มีเฟื่องระย้าไฟแลระย้าที่แขวนก้าไหล่ทองแกมแก้วสูงใหญ่งดงาม ในนั้นตั้งโต๊ะเล่นไพ่บักการา ๕ โต๊ะ สกา ๑ โต๊ะ หมากรุก ๑ โต๊ะ เล่นหมุนลูกบาด อีดำอีแดง อย่างมอนติกาโลโต๊ะหนึ่ง มีคนเล่นอยู่สักสองร้อยได้ เขาว่าเวลานี้ยังน้อย ถ้าถึงเดือนกรกฎาคม ตั้งโต๊ะเต็มหลามออกไปจนรอบกระโจมกลม ข้อที่ห้ามปรามไม่ให้ใครเข้านั้น เพราะเปนคลับอันหนึ่งซึ่งมีเมมเบอประมาณสองหมื่นคน เมมเบอคนหนึ่งต้องเสียเงินปีละ ๒๐ แฟรงก์ เปนการผูกขาดจากรัฐบาลเมืองนี้ เสียเงินให้แก่รัฐบาลปีละล้านแฟรงก์แต่ชั่วค่าบ่อน ยังค่าที่อาบน้ำที่หาดทรายตามแถบน่าโฮเตล แลการแข่งขัน การเล่นลคร รวมด้วยกันอิกล้านแฟรงก์ เปนปีละสองล้านแฟรงก์ มีบาร์ใหญ่ตั้งอยู่ข้างใน ไดเรกเตอเชิญให้ไปกินน้ำ แปลว่าแชมเปนช์

มีห้องเล็กเชอห้องหนึ่ง มีสมุดหนังสือต่างๆ ทุกอย่าง เปนเอกสหิบิเชนหนังสือ แลหนังสือพิมพ์บรรดาที่มีในโลกเก็บรวบรวมมาอ่านได้หมดเกือบจะไม่มีเว้น ฝาคัวซาลนี้เปนสองชั้น เปนกระจกทั้งสองชั้น ช่องหนึ่งกว้างประมาณสามวา ถ้าน่าหนาวเปนฝากระจกปิดสองชั้น เปิดประตูเข้าออกได้ แต่ถ้าน่าร้อน ปิดบานประตูเสีย หมุนควงที่พื้นเลื่อนฝานั้นลงไปในพื้นชั้นต่ำทั้งแผ่น สูงประมาณ ๘ ศอก กว้างประมาณ ๓ วา ลงไปจมอยู่เงียบเงียบพอเสมอพื้น กลายเหมือนอย่างกับเปนโรงเสาลอยไม่มีฝา หลังใหญ่เหลือที่จะนึกเดา มีห้องเต้นรำต่อเข้าไปข้างหลัง พอเวลาคอนเสิตจบ ฝาประจันห้องเลื่อนหายลงไปในพื้น เห็นห้องเต้นรำกว้างยาวใหญ่แต่งงามหรูเปนที่สุด เขาอวดว่าออเคสตราที่ไหนจะใหญ่เท่านี้ไม่มีในโลก คัวซาลที่ไหนจะจัดดีเท่าที่นี่ไม่มี ที่ว่านี้ก็เห็นจริง ที่ซึ่งควรจะเทียบได้ คือมอนติกาโล แต่มอนติกาโลเปนอย่างเก่า หนาๆ หนักๆ ออเคสตรานั้นเปนไม่มีสู้ได้แน่ แต่ที่นี่เปนอย่างใหม่แท้ แลดูแบบบางโปร่ง เปนสิ่งซึ่งควรจะดูแลพิศวง

ลงทางชั้นต่ำ แล้วเดินออกทางสวนหลังคัวซาล มีน้ำพุซึ่งเปนเสาศิลาสี มีตุ๊กตายืนอยู่บนปลายเสา น้ำพุขึ้นไปสูงสี่สาย แปลกจากที่อื่นหมด เดินออกไปที่ถนน ในหว่างถนนหลังคัวซาล มีเสาสำหรับจุดไฟให้สว่าง เปนอิลลุมมิเนชั่น จุดไฟเดือนละสองครั้ง ติดสายไฟฟ้าแลดวงไฟไว้เสร็จแล้ว เขาชักชวนจะให้อยู่ดู แต่พ่ออยู่ไม่ได้ เขาจึงรับว่าจะมีคอนเสิตให้เวลาพรุ่งนี้ แลจะให้ลงเกวียนไปที่อาบน้ำทั้งดูโรงลครด้วย เดินมาตามถนนอ้อมมาข้างคัวซาลขึ้นทางริมทเล มาตามน่าโฮเตล แล้วแวะขึ้นโฮเตล โฮเตลตามแถบนี้ ถ้ามาด้วยรถต้องเข้าทางหลังโฮเตล เพราะข้างน่าโฮเตลเขาลาดกระเบื้องเปนที่คนเดินเล่นกว้างใหญ่ ลงไปจนถึงเขื่อนริมทเล ถัดเขื่อนลงไปก็เปนหาดทราย เวลาน้ำแห้งๆ ลงไปในทเลได้สักครึ่งไมล์ เหตุฉนั้นจึงได้เปนที่อาบน้ำดี เพราะน้ำไม่ลึกออกไปจากฝั่งไกลเท่าใดก็ไปได้ เวลานี้ยังเงียบอยู่มาก ถ้าเวลาฤดูที่เคยมาเห็นแต่ก่อน คนอาบน้ำในทเลตั้งพันตั้งหมื่น ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ไม่ใช่แต่อาบน้ำ มีขายของเปนของกินของเล่น เครื่องขุดเครื่องตักทราย, ธง, ทิว, เด็กๆ เล่นกันเกรียวกราวตลอดแลสุดสายตา ที่บนเขื่อนคนก็เดินไปมาสับสนเต็มเกลื่อนกลาดไป น่าโฮเตลเหล่านี้มีดาดฟ้ากว้างๆ กั้นด้วยราวเปนตอนๆ ตามน่าห้อง ห้องของใครก็ออกไปเล่นที่น่าห้อง แลดูคนเดินไปมาน่าโฮเตล แลดูคนเล่นในหาด คนที่อยู่ในหาดก็แลกลับขึ้นมาดูได้ทั้งสองชั้น คนที่อยู่กลางก็แลได้ทั้งบนทั้งล่าง เปนที่ซึ่งเขามักห้ามไม่ให้เด็กหนุ่มมาเที่ยว เพราะมีเครื่องล่อที่จะให้เสียคนได้มาก ทั้งผู้หญิงแลเหล้าแลเล่นเบี้ยบริบูรณ์ทุกอย่างอยู่ในที่นี้ แต่อากาศดีรู้สึกได้ชัดว่าเปลี่ยนเปนอากาศเมืองฝรั่งเศส เบาแลโปร่งผิดกันกับในลอนดอนจริงๆ ที่นั่นมันรู้สึกหนัก, ขุ่น, ชื้น, ถ้าอยู่เกิน ๗ วันน่ากลัวจะเจ็บ

ลืมกล่าวถึงทุนที่ลงทำโรงบ่อนหลังเดียวนี้ สิ้นเงินเจ็ดล้านแฟรงก์ แต่ชั่วบันไดกลมที่เสามหวดหล่อด้วยทองแดงนั้น สิ้นเงินถึงสามแสนแฟรงก์ โฮเตลนี้อยู่ริมทเลห่างสักสองเส้นสามเส้น แต่ไม่ได้ยินเสียงคลื่นเลย เพราะน่าต่างเปนกระจกสองชั้น เงียบสบายดี

• • • • • • • • •

รูปทรงถ่ายที่ประสมกุ้งเมืองออสเตนด์

รูปทรงถ่ายที่ประสมกุ้งเมืองออสเตนด์

คืนที่ ๙๔

วันศุกรที่ ๒๘ มิถุนายน

เวลาเช้า ๕ โมงไปโฮเตลเดอวิลตามคำเชิญของแมร์ โฮเตลเดอวิลนี้เปนที่เก่าสำหรับเมืองออสเตนด์มาประมาณ ๑๐๐ ปี ตั้งอยู่หลังสนามสี่เหลี่ยม ซึ่งมีตึกค้าขายล้อมอยู่รอบ ทำขึ้นใหม่บางส่วน มีรูปภาพที่ย้ายมาจากวัดเปนของเก่าสามแผ่น นอกนั้นเปนรูปใหม่ๆ ที่เขาคิดจะเก็บรวบรวม ยังไม่สู้มากนัก มีออฟฟิศแมร์แลน่าที่ต่างๆ พูดกันได้ด้วยโทรศัพท์ แมร์รับรองอยู่ในที่นั้น ออกจากโฮเตลเดอวิลเลยไปเที่ยวดูถนนต่างๆ ทั่วทั้งเมือง ซึ่งไม่สู้กินเวลามากนัก แต่กระนั้นก็โตขึ้นกว่าแต่ก่อนเปนอันมาก มีพลเมืองอยู่ประจำถึงสี่หมื่นแล้ว แต่คนต่างประเทศที่จรมาปีละมากๆ เพราะฉนั้นทุกถนนมีโฮเตลมีเรสเตอรองต์ติดๆ กันไปหมด ถ้าจะกล่าวว่าเปนโฮเตลไปทั้งเมืองก็ได้ วังเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเจ้าของเรียกว่า หัต แปลว่ากระท่อม ต่อออกมาใหม่อิกตอนหนึ่ง มีตพานเดินถึงกัน ยังมีท่าทางที่จะขยายโตออกไปได้อิก ทั้งเมืองทั้งวัง

กลับโฮเตล ม. มาร์เก ขุนพัฒบ่อนเมืองนี้ มาพาลงไปดูที่อาบน้ำที่หาดทรายน่าโฮเตล เขาให้ลงในเกวียนที่อาบน้ำ ที่รูปร่างเหมือนกุฎนกขุนทองติดลูกล้อ ในนั้นมีที่ล้างหน้า มีขอสำหรับห้อยผ้าติดอยู่ตามฝา ฝานั้นใช้ผ้าเข้ากรอบเปนแผง เขียนลวดลายปิดทอง มีน่าต่างก็เหมือนน่าต่างกรงนก รถนี้เทียมม้า ลากลงไปในทเล หันข้างที่มีบันไดลงไปข้างน้ำ พอน้ำท่วมเชิงบันได มีคนเล่นน้ำอยู่ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ได้ถ่ายรูปจากที่นั้น เขาเล่นกันได้หน้าเฉยตาเฉยดูไม่หนาว แต่ถ้าเราลงไปบ้างเห็นจะโทษถึงเปนตะคริว นึกดูก็ชอบกล เครื่องแต่งตัวอาบน้ำของผู้หญิงฝรั่ง ช่างจะแนบเนียนแก่ตัวเกินไปจนนึกออกน่าอาย สงไสยนักว่าถ้าผู้หญิงเราจะให้แต่งเช่นนั้นจะยอมฤๅไม่ ใช่ว่าจะยกย่องว่าของเราแต่งดีกว่า ถ้าอยู่ปรกติฝรั่งเขาแน่นหนาดีกว่า แต่เวลาอาบน้ำให้สงไสยว่าไทยเราจะดีกว่า การอาบน้ำที่บาเดนบาเดนช่างกวดขันเสียนี่กระไร ผู้หญิงต้องแยกอาบแห่งหนึ่ง ผู้ชายต้องแยกอาบแห่งหนึ่ง แต่จะเดินผ่านไปข้างน่าที่อาบน้ำผู้หญิงยังต้องห้าม ทั้งที่มีฝากั้น ครั้นถึงเวลาจับบทจะเล่นน้ำทเลขึ้นมาทั้งผู้หญิงผู้ชายเด็กผู้ใหญ่ลงไปเล่นด้วยกันได้ตั้งหมื่นตั้งพัน สวมกางเกงยืดติดกับเสื้อตัวเดียว เปนว่าไม่น่าอับน่าอายฤๅไม่หยาบคายอันใด แต่โดยมากอาบอยู่ไม่ช้าเท่าใดก็เข้ากุฎปิดประตู แล้วกระตุกห่วงข้างหลัง ลูกกลมๆ ทำด้วยนิกเกลยื่นขึ้นมาข้างท้ายรถ พอเจ้าน่าที่เห็นก็โบกธงเรียกม้าลงมาเทียมรถลากกลับขึ้นไป ฤดูนี้ยังไม่ถึงเวลาคนชุม กำหนดต่อเดือนน่าจึงจะได้เห็นคนอาบมากเช่นกล่าวมาแล้ว ขึ้นจากที่นั้นเขาพาไปรอบคัวซาลด้านข้างริมทเล แวะร้านเสื้อผ้าสำหรับอาบน้ำ ได้ซื้อเครื่องแต่งตัวผู้หญิงอาบน้ำ อย่างดีที่เรียบร้อยสำรับหนึ่งส่งเข้ามาให้ดู แล้วเขาพาไปร้านเครื่องเพ็ชร์ หน้าตานั้นสมแจก มีลักษณบริบูรณ์ทุกอย่าง อะไรๆ ก็ได้หมด เว้นไว้แต่ไม่แจก อดร้องแจกกันไม่ใคร่จะได้ เครื่องเพ็ชร์ที่นี่ราคาอยู่ข้างจะแพงแลมีของดีๆ มาก เพราะเคยขายชาออฟเปอเซียแลเจ้าแขกเสมอ ชาออฟเปอเซียซื้อร้านนี้ถึงสองหมื่นปอนด์ เจ้าพวกร้านๆ เหล่านี้อยู่ข้างคุ้นเคยกับผู้มีบรรดาศักดิ์ใหญ่ๆ มาก อย่างเช่นร้านกอก ที่ขายเครื่องเพ็ชร์ที่บาเดนบาเดนแลแฟรงก์เฟิตนั้น เมื่อพ่อไปวินด์เซอยังถามถึงกันในโต๊ะกินเข้าเจ้านาย แกรนด์ดุ๊กออฟเฮสสรรเสริญว่าเปนที่หนึ่งในคอนติเนนต์ ตาแก่ที่เล่นตลกก็ชอบกันหมดทุกคนจนกิงเอดเวอด แกเล่นตลกให้แล้วทุกคนเล่าเหมือนกันทั้งนั้น ร้านเครื่องเพ็ชร์ร้านนี้ก็เก่งอย่างเดียวกัน แต่พ่อไม่ได้ซื้ออะไรมาก เดินวนกลับมาทางหลังคัวซาลไปกินเข้ากลางวันที่โฮเตล

กินเข้าแล้วไปดูที่เลี้ยงหอยนางรมของ ม. สตรัคเค ซึ่งเปนผู้จัดการเลี้ยงเมื่อข้ามทเลมา ทางที่ไปต้องผ่านท่าใหม่ ซึ่งขยายท่าเรือกว้างขวางใหญ่โตมาก มีตพานใหญ่อย่างงดงาม ที่ตั้งนั้นอยู่ใกล้ทเลตอนข้างขยายเมืองออกไปใหม่ ขุดสระลึกลงไปเสมอรดับน้ำทเล แล้วก่อเขื่อนเหมือนสระคั่นเปนสองตอน ในท้องสระนั้นคั่นเปนห้องๆ สระละห้าตอนหกตอน ก่อด้วยอิฐแผ่นเดียว เปนที่สำหรับไว้หอย ที่คั่นเปนห้องๆ ไปเช่นนั้น เพื่อจะได้ถ่ายหอยเปลี่ยนไปไว้วันละห้องๆ ชำระห้องเดิมให้สอาด ถ้าทิ้งไว้แห่งเดียวไม่ย้ายตะไคร่น้ำจับ หอยดำไปไม่งาม น้ำที่เลี้ยงนั้นต้องระวังตรวจให้มีส่วนน้ำเค็มแลน้ำจืดได้ขนาด ประมาณว่าน้ำเค็มสองส่วนน้ำจืดส่วนหนึ่ง ถ้าน้ำเค็มไม่พอ ฤๅเค็มจัดเกินไปก็ไม่ได้ เวลาเมื่อเปลี่ยนหอยไปลงรางแล้วเสร็จไขน้ำให้เต็ม ลึกประมาณสัก ๘ ศอก น้ำนั้นไขออกเวลาน้ำลง ไขเข้าเวลาน้ำขึ้น แต่หอยไม่ใช่หอยที่นี่ ต้องไปหามาแต่อิงค์แลนด์ เอามาเลี้ยงไว้ประมาณสัก ๗ เดือน โตขึ้นไม่มากแต่เนื้อภายในอ้วนเต็มบริบูรณ์ สีงาม รศดี เปลือกขาวสอาด แต่จะผสมไม่สำเร็จ เหตุด้วยน่าหนาวหนาวมากเกินไป หอยที่นี่กินได้อยู่แต่ในเวลา ๕ เดือน ถ้าพ้นจาก ๕ เดือนไปเปนเวลาที่ผสม กินเข้าไปมักเจ็บ อาหารไม่ได้ให้กินอะไรเลย นอกจากน้ำเค็มกับน้ำจืดปนกัน ถ้าถูกส่วนดีเนื้อก็ดี ถ้าผิดส่วนเนื้อก็ไม่ดี ไม่ใช่เปนที่ผสมหอย เปนที่เก็บหอยมาเลี้ยงไว้สำหรับส่งตลาดในยุโรปทั่วไป เหมือนพวกญวนเลี้ยงปลาเทโพไว้ขายในบางกอกฉนั้น

ในที่นี้แห่งเดียวกัน นอกเขื่อนที่กันไว้เปนที่ขังน้ำเค็ม เขาทำกรงมีไม้แม่สดึงลอยไว้ในน้ำ สำหรับเลี้ยงกุ้งลอบสเตอ มีสองอย่าง อย่างหนึ่งตัวสีน้ำเงิน อิกอย่างหนึ่งพื้นแดงประเหลืองเปนขนๆ อย่างแรกกินดีกว่าอย่างหลัง เวลาจะเอาขึ้นมาดูเอาขอเกี่ยวเข้ามาที่ตรงใต้รอกแล้วสับห่วงสายโซ่ซึ่งติดอยู่กับแม่สดึงขันกว้านขึ้นมา คนลงไปจับในกรงนั้น ดูไม่ดุไม่ดันอันใด ก้ามมีก็ไม่เห็นใช้ ไม่เห็นอ้าก้ามอย่างเวลาที่จับปู อาหารที่ให้กินนั้นปลาสดชิ้นละโตๆ อย่างเช่นเราเห็นในแอควาเรียม กุ้งนี้ก็ไม่ได้ผสมอิก ไปจับมาเลี้ยงจากฝั่งทเลนอรเว เจ้าของว่าจะส่งไปให้ในรถไฟ ออกจะเปนอุทิศมังษะ กุ้งนี้ลอกคราบเหมือนกุ้งทั้งปวง แต่เพราะเขาเลี้ยงไว้ ลากขึ้นมาดูได้เสมอๆ จึงได้พบร่างที่ลอกคราบ แลรู้วิธีลอกคราบโดยถ้วนถี่ เมื่อจวนจะลอกคราบนั้นรู้สึกว่ามันอึดอัดแลแข็ง ด้วยเหตุว่าตัวโตขึ้นคับคราบ เปนเช่นนั้นอยู่ประมาณสักเดือนหนึ่ง แต่เวลาที่จะลอกนั้น ตัวภายในออกทางฅอต่อ ถอนออกมาได้หมดทั้งก้ามแลตีนแลตัว ดูน่าอัศจรรย์จริงๆ เวลาที่ออกจากคราบนั้นประมาณสัก ๕ ชั่วโมงเปนแล้ว เมื่อออกมาแล้วนิ่มเปลี้ยอยู่สิบห้าวันคราบจึงแข็ง คราบนั้นเขาเก็บไว้ มาให้ดูจับเล่นได้โปร่งเบาโหยงทีเดียว ตามปรกติลอกคราบปีละครั้ง ถ้าหากว่าตัวที่แข็งแรงจริงๆ ลอกสองครั้งก็มี

กลับมาตามเวลาที่นัดไว้กับขุนพัฒ เขาจะมีคอนเสิตให้ฟังในคัวซาล แต่ครั้นเมื่อมาถึงโฮเตลไม่พบใครสักคน ไปเที่ยวกันหมด พบแต่มองสิเออโรลองกับกงสุล จึงไปกันแต่กับเจ้านาย แลมองสิเออโรลองเปนราชองครักษ์ เดินไปที่คัวซาล เขาให้ขึ้นไปนั่งที่แกละรีซึ่งเปนที่เจ้าแผ่นดินต่างประเทศนั่ง พอไปถึงก็ทำเพลงสรรเสริญบารมี ทำดีแลมีสร้อยต่อท้าย แล้วทำเพลงอื่นๆ ต่อไปอิกห้าเพลง ในห้าเพลงนั้นมีเข้าออเคนเพลงหนึ่ง แล้วแถมคอรอเนชั่นมาชอิกเพลงหนึ่ง ลงท้ายสรรเสริญบารมี พ่อก็ไม่ได้เปนนักเลงดนตรี แต่ฟังช่างเพราะเพลิดเพลินใจจริงๆ มีคนที่ทำดุริยางค์ดนตรีนั้นหมดด้วยกันร้อยห้าสิบคน มีแตรขลุ่ยประมาณสักหกเท่านั้น ฮ้าปสี่ นอกนั้นซอทั้งสิ้น คนที่มาเล่นนั้นเปนอาติสต์ชาติต่างๆ ตั้งแต่รัสเซียนเปนต้น ล้วนแต่เปนคนมีชื่อเสียงทั้งนั้น ลงมือซ้อมมาแต่เดือนเมษายน เล่น ๓ เดือน ลงมือตั้งแต่เดือนกรกฏาคมไปจนตุลาคม เวลากลางวันบ่าย ๒ โมงเล่นวงย่อม เวลาค่ำเล่นวงใหญ่ นี่เขาเลื่อนมาบ่าย ๔ โมงแลเล่นวงใหญ่ เพราะพ่อไม่มีเวลาจะอยู่จนกลางคืน มีเลี้ยงน้ำชาด้วย กลับจากนั้นบ่าย ๕ โมงเลยเที่ยวเดินเกะกะต่อไปอิก เพราะยังมีเวลา อากาศก็แจ่มใสดี ไม่ร้อนไม่หนาว พอสบาย

เวลาบ่ายนี้มีเด็กๆ ลงไปเล่นหาดทรายมาก แต่ร้านที่หาดยังไม่ออก เพราะยังไม่ถึงฤดู ของยังอยู่ตามร้านบนบก จึงไปเที่ยวดูร้านบนบก ของที่สำหรับขายในเวลาฤดูเปนลักษณอย่างเขาเล่นขึ้นพระบาทฤๅแฟร์วัดเบญจมบพิตร แต่เปลี่ยนสับเยกต์ไปตามลักษณ คือมีถุงผ้าโปร่งสีเขียวสีแดงกรอกหอยต่างๆ หอยเขี่ยบุหรี่ช้อนเรือ หอยแกะเปนรูป หอยประดับหีบ ประดับภาชนต่างๆ นับไม่ถ้วน เบี้ยขัดผ้ากองโตๆ เครื่องหอยมุกต่างๆ ตลอดไปจนเครื่องมุก เปนถาดแลกระจกเงาเปนต้น ของเด็กเล่น เรือแลเครื่องตักเครื่องเททรายธงต่างๆ รูปตั้งแต่รูปเขียนรูปถ่ายจนโปสต์กาด เรื่องชายทเลแลที่ซึ่งงามในเมืองนี้แลอะไรๆ อื่นๆ รวบรวมความว่า เปนของซึ่งทำขึ้นเฉภาะสำหรับตำบลนี้ แลสำหรับฤดูนี้ หาที่สุดมิได้ ส่วนในถนนซึ่งเปนทางขึ้นแต่ท่าเรือ มีประตูป่าประดับใบไม้ แล้วปักเสาธง ถนนละหกสายบ้างสี่สายบ้าง เสาทาแดงเปนธงห้อย ปลิวไสวไปทุกทาง ถนนเก่าๆ เปนถนนแคบ เปนที่ซึ่งร้านตั้ง ถนนใหม่ๆ ที่ใหญ่ๆ ไม่มีร้านแลดูเปนการนักขัตฤกษ์ทั่วไปทั้งเมือง เว้นแต่เปนการเริ่ม ยังไม่ถึงเวลางานแท้ เวลาค่ำจวนทุ่มหนึ่งเปนเวลารถไฟออก ได้ไปที่สเตชั่น พวกที่รับมาส่งหมด เว้นไว้แต่หม่อมชาติแลหลวงภูวนารถกลับไปเสียแต่วานนี้ กับลืมพูดถึงมิสซิสเกิกแปดริกลูกสาวเจ้าพระยาอภัยราชา ลงมาจากบรัสเซลส์วันนี้ พาลูกมาหา หน้าตาไม่มีเค้าเกิกแปดริกเลย ไปเหมือนเจ้าพระยาอภัยราชา ถึงมองสิเออโรลองลูกชายแลเห็นเข้าก็รู้ ไม่ต้องมีใครบอกว่าเปนลูกเจ้าพระยาอภัยราชา แต่ลูกสาวเล็กของเจ้าพระยาอภัยราชาคนหนึ่งกับหลานหญิงเจ็บลงมาไม่ได้ เห็นพวกนี้เข้าช่างคิดถึงเจ้าพระยาอภัยราชาจริงๆ มองสิเออโรลองเปนคนมีอัชฌาไศรยแลฉลาดรอบคอบดีมาก เวลาไปคัวซาลด้วยกันสองคราวเห็นได้ว่าเปนคนมีไหวพริบระวังน่าระวังหลังเหมือนเจ้าพระยาอภัยราชา

วันนี้เปนวันที่นอนรถไฟครั้งแรก นึกว่าดีร้ายจะไม่หลับยังรุ่ง ระยะทางแต่เมืองออสเตนด์ไปแฮมเบิคไกลมาก จะไปพักที่ไหนกลางทางก็ไม่มีที่ซึ่งน่าจะพัก ถ้าจะไปเวลากลางวันไม่นอนก็นั่งเบื่อไม่มีอะไรจะดู จึงตกลงเปนไปกลางคืน แต่ไม่เปนเช่นคาด อาลเบอสแกแกล้งปิดไม่ให้รู้ ปล่อยให้บ่นไปว่าจะนอนไม่หลับ แต่ที่แท้แกทำขาไม้มาต่อเก้าอี้เปนเตียงนอนโตถนัด เอาที่นอนอันโตปูให้นอนเหมือนในเรือน เว้นแต่อยู่ข้างจะยุบกลางอยู่สักหน่อย นอนจวนจะหลับ รถมันสั่นปลุกอยู่เสมอๆ แต่เมื่อง่วงหนักเข้าก็หลับไปเอง ไม่สบายเหมือนอยู่เรือนนั้นเปนธรรมดา

• • • • • • • • •

คืนที่ ๙๕

วันเสาร์ที่ ๒๙ มิถุนายน

เวลาเกิดเลื่อนอิก หมุนนาฬิกาไปเสียชั่วโมงหนึ่งเปนเหมาะกันพอดี ด้วยเข้าในเยอรมนี ใช้เวลาเซนตรัลยุโรป ถ้าตามนาฬิกาเดิมเวลา ๓ โมง แต่ที่นี่เขา ๔ โมง มาถึงแฮมเบิคมืดคลุ้มเปนฝนตกพรำเรื่อยไป คราวก่อนมาก็เช่นนี้ฤๅมากกว่านี้ มาตินปิกกินแปกลูกปอลปิกกินแปกเปนกงสุล อยู่ข้างจะเปนคนเรียบร้อยดีมาก แวะดูของที่เขาเอาไปตั้งเรียบเรียงขึ้นไว้อย่างเอกสหิบิเชน มีทั้งเครื่องหนังแลรูปหล่อรูปเขียนเครื่องถ้วยเครื่องแก้ว สิ่งละอันพรรณละน้อย ไม่ใช่เอกสหิบิเชนเอารางวัล เปนโชรูมตั้งของสารพัดทุกอย่างเปนตัวอย่าง เมื่อต้องการอะไรเรียกอิกได้ เขามีห้างอยู่ต่างหาก คิดจะเล่นเครื่องหนังอย่างแต่ก่อน สั่งให้ทำ เพราะเขามีบัตรตราอะไรอยู่พร้อมทุกอย่างแล้ว ซื้อรูปภาพแผ่นหนึ่ง ดูร้านเพ็ชร์แห่งหนึ่ง แต่ไม่ได้ซื้ออะไร เลยมาโฮเตลฮัมเบอเคอฮอฟทีเดียว

เบอโกมาสเตอมาเยี่ยม แล้วไปเยี่ยมตอบที่ราซเฮาส์ ราซเฮาส์หลังนี้แต่ก่อนยังไม่มี ทำแล้วใหม่เรี่ยม ออกจากราซเฮาส์ขี่รถไปรอบเล้กอาลสเตอ (เปนห้วงน้ำใหญ่เช่นทเลสาบ) แต่รถโมเตอคาร์เดินไม่เท่าไร ด้วยทางเพียง ๘ กิโลเมเตอเท่านั้น พอแลเห็นแดดเรื่อๆ ในเวลาเช้า ๕ โมง ประมาณสักชั่วโมงหนึ่งก็หุบมืดลงไป ฝนตกพรำเรื่อยไม่มีเวลาหยุดเลย ไม่ใช่แต่พึ่งตกวันนี้ ตกเช่นนี้มา ๑๕ วันแล้ว เลยสิ้นสนุกไม่อยากไปเที่ยวข้างไหน ถนนรนแคมใสสอาดหาเผ้าผงไม่ได้เลย เพราะล้างกันมาเสียหนักกว่าหนัก น่าต่างโฮเตลนี้ดี มีมุขยื่นออกไปเห็นได้ตลอดทั้งสองข้าง ด้านน่าก็เปนเล้กอาลสเตอเปนที่งดงามมาก นั่งอยู่ในมุขนี้แลดูอะไรเพลินเหมือนกับได้เที่ยว ไม่เปียกไม่ชื้น แลไม่สู้หนาวนักจึงไม่คิดจะไปข้างไหนอิกต่อไป

เมืองแฮมเบิคเปนเมืองใหญ่กว่าเพื่อน ในพวกที่เข้ากันค้าขายซึ่งเรียกชื่อว่า แฮนสิเอติก ริบัปลิก หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีเมืองเยอรมันกับเมืองไทยได้เริ่มทำกับแฮนสิเอติก แล้วจึ่งได้เปนนอทเยอรมันคอนเฟเดอเรชั่น บรรดาสินค้าที่ส่งตรงมาจากกรุงเทพฯ เปนมาที่เมืองแฮมเบิคนี้ก่อนไปที่อื่น แลยังมีส่งมากอยู่เสมอ เปนเมืองท่าค้าขายนับว่าเปนที่สี่ ตั้งแต่ลอนดอน นิวยอก ลิเวอปูลลงมา เพราะมีแม่น้ำใหญ่ชื่อเอลบ์เข้ามาจากทเล น้ำขึ้นลงวันละสองครั้ง เรือกินน้ำลึก ๒๓ ฟิตขึ้นลงได้ มีพลเมืองถึงเจ็ดแสนเศษ ยังมีแม่น้ำอื่นอิกซึ่งเข้ามาในกลางเมือง เปนทเลสาบสองตอน จะเรียกว่าทเลสาบก็เห็นจะไม่ใช่ เปนห้วงน้ำใหญ่ในแม่น้ำอาลสเตอ ตอนข้างนอกใหญ่ เรียกว่า อุสเซนอาลสเตอ ตอนในเล็ก ว่าโดยรอบไมล์หนึ่งเรียกว่าบินเนนอาลสเตอ มีตพานผ่านกลางในระหว่างที่กว้างของแม่น้ำสองตอนนี้ โฮเตลฮัมเบอเคอฮอฟตั้งอยู่ที่ฝั่งบินเนนตรงด้านสกัด มีกาแฟเปนที่สำหรับคนไปกินเข้าอยู่ริมน้ำ แลมีเรือเมล์กลไฟจอดเรียงรายอยู่เหล่านั้นเก้าลำสิบลำเสมอ ใช้ปล่องต่ำๆ สูงจากเพดานสักคืบเดียว ให้ลอดตพานได้ เดินไปแลมาอยู่เสมอ ดูเหมือนจะราวสักครึ่งชั่วโมง ลำหนึ่งมีเสาโคมใหญ่สองกิ่ง ใช้แขวนโคมอากแลมป์เปนสองแถว สิ่งซึ่งสำคัญใหญ่โตในที่นี้คือฟรีปอต ได้ไปดูแต่คราวก่อน คราวนี้ไม่ได้ไป ลงทุนลงรอนมาก เปนที่น่าดูอย่างยิ่ง แลมีเอกสเชนช์ที่สำหรับว่ากล่าวซื้อขายกันถัดขึ้นมา หลังโตใหญ่เปนที่สำหรับประชุมพวกพ่อค้าว่ากล่าวซื้อขายกัน คนประชุมในนั้นได้ตั้งหมื่น

เวลาค่ำเดี๋ยวนี้มีแอดเวติสเมนต์อย่างใหม่แทบทุกเมือง มากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ที่นี่แปลก ที่ตรงมุมใกล้โฮเตลนี้เอง มีไฟฟ้าติดเปนแถวบนหลังคาสองบันทัด เปนตัวหนังสือ บอกขายสิ่งของ เปลี่ยนได้ถึง ๒๔ อย่าง อิกแห่งหนึ่งเปนวงรอบดับมืดเปนหย่อมๆ วิ่งอยู่เสมอ กินเข้าวันนี้ไม่ได้แต่งตัว แล้วเลยไปดูคอนเสิตเซอคัส เวลาไปนี้ฝนค่อยสงบ

คอนเสิตวันนี้เปนคอนเสิตมาแต่เบอลินเหมือนกัน การเล่นท่อนต้นเปนเรื่องม้า ออกจะตามเคย คือมีพวกคอสสักขี่ห้อยโหน อิกตอนหนึ่งปล่อยฝากรงลงมาจากเพดานกั้นรอบวง แล้วปล่อยหมีขาวออกมาทั้งฝูง หมดด้วยกันสัก ๖๐ น่าดูจริงๆ มีหมีดำตัวหนึ่ง ต้อนหมีขาวให้ขึ้นนั่งบนสังเวียนรอบ หมีดำเดินสองตีนอยู่ในกลางวง แล้วมีเครื่องต่างๆ ออกมาให้หมีปีน เปนม้า กระได รถเทียมม้าตัวเล็กๆ ลิงขับเมอริโคเราน์ เรือกำปั่น เจ้าพวกหมีขาวเหล่านั้นมีน่าที่เปนพวกๆ ต้องไปขึ้นบนอะไรต่ออะไรต่างๆ ในเรือนั้นถึงจุดประทัดอย่างยิงปืนด้วย การที่จะเกณฑ์ให้หมีทำอะไรๆ ต่างๆ ใช้ล่อด้วยน้ำตาลขู่ด้วยแซ่ทั้งสิ้น แล้วต้อนเข้าโรงเสียทีหนึ่ง คราวนี้ปล่อยน้ำมาท่วมสังเวียนลึก ทอดตพานลงมาแต่เพดานโรง ต้อนให้หมีลงมาตามตพาน พอถึงปลายตพานก็ตกน้ำโพล่ง ลงไปว่ายอยู่ในน้ำหมดทั้ง ๖๐ ตัว อ้ายหมีนั้นช่างไม่สนุกเสียจริงๆ เมื่อถูกออกมาทำอะไรต่ออะไรอ้าปากร่อนอยู่ทั้งนั้นด้วยความกลัว เมื่อเวลาลงราง บางตัวก็เอาข้างน่าลงมา บางตัวก็กลัวมากตะกายจะขึ้น กลายเปนเอาข้างหลังลง ตพานมันลื่นอยู่ไม่ได้ต้องพลัดตกลงมา เวลาตกลงมาหมดแล้วดับไฟเสีย เอาไฟฟ้าฉายถูกขนหมีสีขาวงามมาก แล้วต้อนกลับขึ้นบก

คราวนี้ต่อไปเปนเรื่อง ในท้องเรื่องนั้นเมืองฮังการี คนใช้ในโรงเรสเตอรองต์แห่งหนึ่ง เวลาที่เลิกเลี้ยงกันไปแล้วยังเมาเกะกะอยู่เล่นตลกต่างๆ มีคู่ที่จะแต่งงานกับพวกพ้อง แห่แหนกันมาจะเลี้ยงพวกขุนนางแมกยา (ชาติของชาวฮังการีเรียกดังนั้น) ก็มาที่นั้นด้วย เต้นรำอย่างบาเลต์คนมาก แล้วมีพวกยิบซีออกมาอิกพวกหนึ่งใหญ่เหมือนกัน ยายยิบซีที่เปนหัวน่าชักให้เต้นรำด้วย แล้วเจ้าสาวไปให้ยายหัวน่าดูลักษณลายมือ บอกว่าจะอยู่ด้วยกันดีมีลูกหลายคน ก็เฮฮาเกรียวกราวกัน แล้วคนใช้ในโรงเรสเตอรองต์ที่เมานั้นไปให้ดู ยายนั่นดูว่าขโมยเหล้านายกิน โกรธวิวาทกันขึ้น ต่างคนต่างเลิกไป พอเงียบแล้วยายยิบซีนั้นพาบริวารมาขโมยของที่ทิ้งอยู่น่าเรสเตอรองต์ อ้ายคนในเรสเตอรองต์ออกมาไล่ตามจับได้ตัวยายแก่ พอขุนนางแมกยาจะกลับ จูงม้าเข้ามา ยายแก่แย่งม้าได้กระโดดขึ้นควบหนี คราวนี้พวกที่ในโรงนั้นกี่มากน้อยก็ขึ้นม้าไล่ตาม ตกลงเปนวิ่งขึ้นตพานอย่างขึ้นเขา ตั้งแต่พื้นโรงขึ้นไปจนกระทั่งถึงเพดาน ครั้นหมดจำนวนแล้วไขน้ำกลับเข้าไปในวงอย่างเช่นให้หมีว่าย รื้อตพานตอนล่างเสีย เปนยายแก่ควบม้าลงมาตามตพาน ตกลงในน้ำทั้งม้าทั้งคน ต่างคนต่างว่ายน้ำขึ้นบก พวกที่ไล่ก็ไล่ตามลงมา ทั้งม้าทั้งคนตกโครมๆ น่ากลัวม้าตกลงมากระแทกหัวคนที่ว่ายน้ำอยู่เสียจริงๆ พอลงมาหมดแล้วก็เลิก กลับมาสองยามฝนยังตกพร่ำเพรื่อต่อมาอิก

รายวันห่างระยะมานาน นี่ค้างถึงสองวันแล้ว เพราะไม่มีเวลาจะแต่ง ติดการรับรองอยู่ทั้งหมด จึงได้ส่งเสียเพียงแฮมเบิคเท่านี้ทีหนึ่ง เมื่อลงเรือแล้วจึงจะส่งต่อไปอิก

จุฬาลงกรณ์ ป.ร.



[๑๘๐] มิศเตอลอฟตัส บุตรพระนิเทศชลธี เดิมอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วไปรับราชการที่สถานทูตณกรุงลอนดอน

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ