พระราชหัดถเลขาฉบับที่ ๓๑

รูปทรงถ่ายเรือรบเยอรมันยิงสลุตรับเสด็จที่เมืองเบอเคน

รูปทรงถ่ายเรือรบเยอรมันยิงสลุตรับเสด็จที่เมืองเบอเคน

คืนที่ ๑๒๐

เรืออัลเบียน ออดเด

วันพุฒที่ ๒๔ กรกฏาคม ร. ศก ๑๒๖

หญิงน้อย

ที่โฮเตลนี้เรื่องอาหารดูไม่สู้พรักพร้อม ไม่ใช่ไม่มีฤๅไม่ดี เปนด้วยความชาของเจ้าพนักงาน เวลา ๔ โมงเช้าขึ้นรถไปดูวัด ซึ่งเปนวัดของโบราณรื้อย้ายมาปลูกไว้ แต่ที่แท้ว่าไปวัดนั้นพอแต่เปนเหตุ ที่จริงเพื่อจะไปดูเมืองเสียให้ทั่วเปนที่ตั้งมากกว่า ทางที่ไปนั้นไปขึ้นเขาซึ่งล้อมอยู่รอบเมืองด้านบนฝั่ง ซึ่งตอนชั้นล่างๆ มีรถรางตอนบนขึ้นไปไม่มี บางแห่งอยู่ข้างจะชัน แต่มีทางมาก ไปได้ตามซอกเขาทุกแห่ง ทางก็ทำดีมีที่งามๆ มาก วิลลาต่างๆ งามแปลกๆ กัน แต่จะไปทำในบางกอกน่าจะได้บ้างไม่ได้บ้าง เห็นจะร้อนนัก ผ่านไปในป๊าก เขาเรียกว่าสตัวร์ป๊ากเคน แปลว่าป๊ากใหญ่ เปนของคนผู้หนึ่งชื่อ เบอร์ส ให้แก่เมือง จึงได้มีศิลาทำนองเสาออบลิส์กจารึกอยู่ในสวนนั้น สวนตั้งอยู่บนสันเขา ตัดทางตรงสายหนึ่ง แล้วมีทางซอกแซกค้นเล็กเข้าไปทั้งสองข้าง ลามลงไปจนข้างเขามีต้นไม้งาม บรรดาวิลลาในระยะทางที่ขึงขังมากอยู่ก็ของไมเคลเซน ซึ่งเปนอรรคมหาเสนาในเมืองนี้ ผู้นี้เองเปนคนที่ได้คิดอ่านแยกเมืองนอรเวจากสวิเดน เดิมบอกพ่อว่าจะมาพบกันที่เบอรเคน แต่บัดนี้ได้ความว่ายังมาไม่ได้กำลังเอะอะกันอยู่ในสตอตติง ความลำบากของรัฐบาลกับสตอดติงอยู่ข้างจะชุลมุนมาก เพราะเหตุว่าเมมเบอใหม่ๆ มีพวกโซเซียลิสต์มากขึ้น นอรเวมีที่ประชุมแต่แห่งเดียว ไม่เหมือนประเทศที่มีที่ประชุมสองแห่ง อันพอรั้งพอเหนี่ยวกันได้บ้าง ประเทศที่มีที่ประชุมแห่งเดียวเช่นเมืองนอรเวนี้ ในเวลาใด ถ้าคนจำพวกใดมากกว่ากันแต่คนเดียวก็อาจจะทำการได้ตามประสงค์ พวกที่มีน้อยกว่า ไม่มีช่องโอกาศที่จะได้ทำอะไรสำเร็จได้เลย ไมเคลเซนเปนคนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แลเปนผู้คิดการแยกเช่นว่ามาแล้ว เวลานี้มีพวกของตัวในสตอตติงมากกว่าพวกอื่นเพียงสามคน พวกของตัวเองก็ซํ้าพากันแค้นเคืองอยากจะให้ไมเคลเซนลาออกเสียจากตำแหน่ง เพราะไม่อยากที่จะให้พลาดพลั้งที่ต้องออกจากตำแหน่งเพราะแพ้เขาทั้งพวก การในเมืองนอรเวไม่เหมือนประเทศอื่น มันรวนๆ จะเปนริปับลิกอยู่ แต่เหตุที่เขาไม่ยอมให้ใครดีกว่าใคร คงจะเปนการยากที่จะหาเปรสิเดนต์ได้เหมาะ จึงยังคงให้มีเจ้าแผ่นดิน แต่เจ้าแผ่นดินจะขัดขืนความคิดสตอตติงก็ไม่ได้อย่างประเทศอื่น ความที่พวกนี้ถือเปนอิศรจนกระทั่งเสนาบดีที่เคยแต่งยุนิฟอมอยู่แต่ก่อน ก็เลิกแต่งยุนิฟอมเสีย เมื่อก่อนเจ้าแผ่นดินองค์นี้จะมา เพราะว่าถ้าแต่งยุนิฟอม ดูเปนคนใช้ของเจ้าแผ่นดินไป ความคิดเขาเดินไปถึงอย่างนี้ ก็พอจะคิดคาดทางการงานอื่นๆ ได้ ไมเคลเซนผู้นี้เปนพ่อค้าเรือ มีเรือหลายลำ มีถิ่นถานอยู่ที่เบอรเคน คนมั่งมีในเมืองนอรเวมีอยู่ที่เมืองเบอรเคนหลายคน มีเรือค้าขายแทบทุกคน เพราะทรัพย์สมบัติในพื้นแผ่นดินไม่สู้จะได้ผลมาก ความคิดของไมเคลเซนว่า ถ้าออกจากราชการก็จะคิดรวบรวมเรือ จัดการเดินเรือทำนองกำปนีของพระยาชลยุทธ

ทางที่ขึ้นไปวัดอยู่ข้างจะไกลมาก ไปในทางที่แล้วเสร็จอย่างดี จนกระทั่งถึงทางที่ยังไม่แล้วเสร็จดี เล็กขึ้นไป เมื่อถึงโฮเตลเปียกเกลูนต์ มีโรงกาแฟอยู่ริมทางหลังหนึ่ง พ้นนั้นขึ้นไปอิกนิดหนึ่งก็ถึงทางที่เขาเปิดให้ขึ้นไปวัด เปนทางเล็กขึ้นตกุกตกัก ขึงลวดหนามเสียทั้งสองข้างด้วย เพื่อจะไม่ให้คนเที่ยวเดินพลุกพล่าน วัดนี้ไม่ใช่เปนวัดปับลิก สร้างขึ้นในที่ไปรเวตของราสมุสไมอาร์ มีเรือนอยู่ข้างด้านน่า ทางที่จะขึ้นต้องเข้าไปที่ในที่ของเขา แล้วผ่านน่าเรือนจึงได้ไปถึงวัด วัดนั้นทำด้วยไม้ชำฉาทั้งสิ้น แต่ได้สร้างมาแล้วถึง ๘๐๐ ปีเศษ จนกร่อนหรอในที่ต่างๆ รูปร่างทรวดทรงเปนอย่างนอรวิเยียนแท้ คล้ายรูปวัดพม่ามาก เห็นจะโตกว่าโบสถ์เก่าวัดวิเวก ที่ท่านเจ้าหนูสร้าง[๑๙๔]สักนิดหนึ่ง ทรวดทรงงาม แต่ฝีมือหยาบๆ ใช้ทาสีเขียวสีแดง เหมือนอย่างเก่าๆ ของเรา ไม่ได้มีผิดกันเลย ฝีมือช่างนอรวิเยียนเก่าเห็นจะมาจากข้างตวันออกเปนแน่ จนชั้นรูปเขียนที่เขียนฝาผนังก็เขียนอย่างไทยโบราณตัวโตๆ แปลกแต่เรื่องเปนเรื่องพระเยซู สีก็เปนสีเบญจรงค์ ไม่มีสีพลิกแพลงเลย ถ้ากรมหลวงนริศร์ได้เห็นจะอ่านออกว่าเรื่องราวเปนอย่างไรได้มากดีกว่าพ่อ กลับจากนั้นลงมาอิกทางหนึ่งต่างหาก เปนถนนบนเขาเลียบลงมาเห็นวิ้วเมืองงามดีมาก เห็นจะนับได้ว่าได้เห็นเมืองเบอรเคนเกือบทั่ว ใครๆ ได้มาพูดหลายคนว่าพ่อเคราะห์ดีอย่างยิ่ง ที่ได้พบเมืองเบอรเคนแห้งแลมีแดด อย่างเช่นเมื่อวานนี้ เพราะเปนเมืองที่ฝนตกไม่มีฤดู บางปีจะมีสว่างไสวตลอดปลอดโปร่งทั้งวันเช่นนั้น เพียงปีละสามวันสี่วันเท่านั้น ฝนตกปีหนึ่งรองด้วยเครื่องตวงได้ถึงสองเมเตอร์ เปนมากกว่าแห่งอื่นในเมืองนอรเวยิ่งเปนถิ่นฝน ทุกๆ แห่งไม่ต่ำกว่าเมเตอร์ เลยกลับมาลงเรือทีเดียว พอชักธงขึ้นเรือรบเยอรมันแปตลำสลุด กับทั้งบนป้อมด้วยอีกแห่งหนึ่ง เรืออิกลำหนึ่งกำลังประทุกจึงไม่ได้สลุด เราไม่มีอะไรจะตอบ ได้แต่ชักธงขอบใจครู่หนึ่งก็ถอนสมอออกเรือ เรือเหล่านั้นได้ยืนรายแคมแลเป่าแตร แล้วสลุดอิกครั้งหนึ่งพร้อมกันทั้งหมด

เรือเดินมาตามอาเดนเยอฟยอด เปนฟยอดอันหนึ่ง ยิ่งล่ำฦๅว่าเปนที่งามแห่งหนึ่งในเมืองนอรเว ข้อที่ว่างามนั้นคือเปนเขาสูงสองข้าง แต่ไม่ตั้งชันโกรกจนต้นไม้ขึ้นไม่ได้ ชันเพล่ๆ พอต้นไม้ขึ้นซ้อนเรียงกันเต็มข้างเขาตลอดจนยอด เว้นไว้แต่บางยอดซึ่งมีสโนดาดอยู่ ก็มีต้นไม้ขึ้นไปจนเสมอใต้สโน บางแห่งที่มีที่ลาดเข้าไปอิก ก็เปนที่ไร่หญ้าแลมีบ้านเรือนคนเปนหย่อมๆ ไป คงจะมีน้ำตกอยู่ในที่ได้ระยะ แต่ไม่ใช่น้ำตกใหญ่โต ซึ่งจะถึงได้ชื่อว่าเปนที่วิเศษอย่างไร คงจะตกลงมาจากยอดเขาสายยาวๆ แต่แคบ ที่เหล่านี้ถ้ามีที่ลาดพอ ก็มีหนทางพอล้อเกวียนเดินได้ อาจจะแลเห็นจากแม่น้ำโดยง่าย ด้วยกำหนดศิลาที่ตั้งกันทาง แลดูเหมือนใบเสมาลูกป้อม ถ้าเปนที่ชันมากก็มีแต่ทางเล็กๆ พอเดินเท้า เรานั่งมาในเรือไม่ชโงกออกไป ดูเหมือนเรือไฟแล่นมากลางท้องนาแลป่าไม้ อิกไนยหนึ่งแลดูที่น่าต่างกระจก เหมือนอย่างรูปภาพภูเขามีบ้านเรือนสวนป่า แต่รูปภาพนั้นเปลี่ยนอยู่เสมอเปนนิจ ข้อที่ว่างามนั้นงามสองวิกัปดังนี้

กำหนดว่าเรือจะถึงออดเด เวลา ๒ ยาม แต่ได้มาถึงเสียก่อนแต่เวลา ๔ ทุ่ม ยังไม่ทันมืด พบเรือเมล์นอรวิเยียนลำหนึ่ง จุดรอกเกตเปนการต้อนรับแลดูโฮเตลบนฝั่งงามราวกับปราสาท มียอดออกสพรั่งไป วันนี้เปนวันเข้าพรรษา รู้แน่ว่าของไม่ไปถึง จึ่งต้องโทรเลขไปนมัสการกรมหลวงวชิรญาณแทนเครื่องสักการะ ร้อนจัด ปรอดกลางแจ้ง ฟาเรนไฮต์ ๖๕ เซนติเกรต ๑๘

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๒๑

ไบรฟรอน โฮเตล

วันพฤหัศบดีที่ ๒๕ กรกฏาคม

เมื่อคืนนี้ได้รับหนังสือช่างเขียนอังกฤษคนหนึ่ง ดูเหมือนชื่อ ฮาต บอกว่ามาตั้งเขียนรูปอยู่ที่นี้ มีผู้ซื้อมากขอให้แวะดู ส่งบาญชีคนซื้อมีกวีนอาเลกซานดราเปนต้น เพราะฉนั้น ขึ้นบกวันนี้จึ่งได้ไปที่ช่างเขียนดูรูปก่อน ได้เลือกรูปที่ต่างๆ ซึ่งได้เห็นสักสองสามคู่แล้วจึงได้ไปขึ้นรถ ตำบลนี้ในบัตรหมายที่จดลงในแห่งหนึ่งแห่งใดใช้ว่าออดเด แต่ชาวเมืองมีคนขับรถเปนต้นเรียกออดดา โฮเตลอย่างเลวของพวกชาวเมืองก็เขียนออดดา เปนสองอย่างดังนี้ ที่ตำบลนี้มีโฮเตลหลายหลัง มีร้านขายของเล็กๆ หลายร้าน หน้าตาอย่างเล่นขึ้นพระบาทแต่มีบ้านเรือนคน มีโรงเลื่อยใหญ่ใช้แรงน้ำมีเขตร์ที่กว้างขวาง ว่าตามจริงถ้าผู้ที่ไม่มีเวลาพอจะขึ้นไปถึงข้างเหนือ อยากจะเที่ยวนอรเวให้เห็นอะไรๆ ทุกอย่าง มาขึ้นที่ออดเดนี้ก็จะ ได้เห็นครบเช่นน้ำพุ, สโน, เบร, แต่มันอย่างละน้อยๆ ดีแต่น้ำพุสู้ที่อื่นได้ นับว่าเปนที่ ๒ ในนอรเว แต่นอทเคปแลพระอาทิตย์เวลาเที่ยงคืนนั้นเปนพ้นวิไสยที่จะเห็น นอกจากขึ้นไปเหนือ ทางขึ้นจากออดเดนี้ทำอยู่ข้างจะดีมากฤๅจะเปนด้วยชั้นเชิงภูเขามันดีเอง ไม่ต้องตั้งต้นขึ้นชันเหมือนอย่างไป โครตลี ขึ้นจากที่สุดฟยอดสูงขึ้นทีละน้อยๆ จนเปนลำธารน้ำตก มีแง่เขายื่นสกัดขวางลำธารออกมา มีช่องแต่พอน้ำตก พอรถขึ้นถึงเสมอช่องเขายื่นทางนั้นก็ราบ เหมือนกับขึ้นกระไดทอดหนึ่งถึงชาลา เขาเลือกที่ตั้งโฮเตลเหมาะมาก เฉภาะเอาที่เขายื่นนั้น แลลงมาข้างล่างเห็นทเลในฟยอด แลเข้าไปข้างในเห็นทเลสาบ เมื่ออยู่ที่ตรงนั้น ดูเหมือนทเลน้ำจืดกับทเลน้ำเคมต่อกัน มีเอ็นคั่นอยู่นิดเดียว ที่เอ็นนั้นเปนที่ตั้งโฮเตลปลูกขึ้นใหม่อิกหลังหนึ่งต่ำลงมาจะใหญ่กว่าหลังเก่า ยังไม่แล้ว พ่อไม่ได้ไปที่โฮเตลนั้น เพราะต้องเลี้ยวออกนอกทาง ยังไม่ต้องการที่จะพักเพราะพึ่งขึ้นไปประเดี๋ยวเดียว ถามชื่อได้ความว่าโบเบร ตรงกับชื่อโฮเตลสว่างอารมณ์ ตามทางที่ขึ้นไปเลียบฝั่งขวาของทเลสาบกว้างยาวมากอยู่ ตามรอบทเลนั้นเปนภูเขาสูงทั้งสิ้น เปนเขาอย่างชัน ริมหนทางที่เราไปเปนฝาผนังตั้งตรง ฤๅออกจะเงื้อมๆ ออกมา เปนลักษณเขาพระฉาย เปนแท่งทึบติดกันยาวยืด ในที่สุดทเลสาบข้างบนมีเขาลูกหนึ่งยื่นย้อยลงไปอยู่ในกลาง รถเราไปอ้อมเวียนเขาที่ยื่นนั้น พอหมดรอบเขาทเลสาบก็ลงมือแคบ ค่อยๆ แคบเข้าไปๆ ทางยังราบอยู่ จนกระทั่งถึงแคบมากเข้าอิกเปนน้ำตก จึงต้องขึ้นชันอิกทอดหนึ่ง ชันทอดนี้ข้างทางไม่เปนพระฉายล้วน มีศิลาพังลงมาจากเขาเกะกะก้อนใหญ่ๆ ก้อนหนึ่งตั้งเกือบจะเหมือนลับแล เห็นแผ่นน่าราบแต่โตเกือบเท่าด้านหุ้มกลองผนังวิหารทิศวัดพระเชตุพน ใกล้กัน ข้างฝั่งซ้ายมีน้ำตกใหญ่ เรียกฮิสดาลสโฟส ขึ้นไปอิกหน่อยหนึ่งก็ถึงที่ราบ เปนชาลาอิกชั้นหนึ่ง แต่คราวนี้ไม่สู้ราบทีเดียวนัก มีขึ้นบ้างน้อยๆ แลเห็นเบรใหญ่ข้างฝั่งซ้าย ที่นั่นก็เปนท้องทเลสาบกว้าง ถ้าหากว่าไม่ได้ไปเห็นเบรข้างบน เห็นที่นี่ก็พอเข้าใจได้ว่าเบรนั้นเปนอย่างไร แต่เปนเบรอย่างค้างเขา ไม่ได้ตกลงมากองอยู่กับพื้น แต่นี้ต่อไปมีขึ้นทีละน้อยๆ ที่ราบทอดละสั้นๆ เข้า มีน้ำพุไหลหลั่งในที่ต่างๆ ซึ่งเหลือจะพรรณาได้ มีแผ่นทองแดงจารึกติดอยู่ที่ข้างเขาแห่งหนึ่ง ได้ความว่าเลฟเตอแนนต์ ผู้หนึ่ง ตามเสด็จเอมเปอเรอขึ้นมา ม้าลำพองรถพลาดพลั้งอย่างไรพลัดตกลงไปลำธาร ไปได้ศพข้างล่าง จึงได้ทำที่รฦกนี้ไว้ จะพรรณาด้วยหนทางต่อไปอิกก็ออกจะซ้ำๆ เพราะไม่สู้ผิดอะไรนัก แปลกแต่ที่นี่ไม่เปนทางเลี้ยวไปเลี้ยวมาถี่ มีที่ราบมาก สูงขึ้นทีละน้อยๆ ต่อเมื่อจวนจะถึงที่เขาปลูกโรงไว้เปนที่สำหรับดูวิ้ว จึงขึ้นทบไปทบมาถี่ มีน้ำตกซึ่งเปนที่เลื่องฦๅ ว่าเปนอย่างใหญ่แลงาม ๒ แห่งด้วยกัน แห่งแรก ๒ สายอยู่ฝั่งซ้าย แห่งหลังลงสายเดียว แต่ตอนข้างล่างมีศิลาตแคงน้ำพร่าไปกว้างมาก น้ำตก ๒ แห่งนี้ แห่งแรกเรียก ลาเตโฟส แห่งที่ ๒ เรียก เอสปละนาเดโฟส ถนนจำเภาะผ่านไปใกล้น่าน้ำตกนี้ถ่ายรูปยาก น้ำเปนฝอยกระจายออกจะเปียกๆ ที่ซึ่งปลูกไว้สำหรับดูวิ้วไม่เห็นว่าดีเท่าไร หาไม่พ่อก็จะไม่แวะ แต่นี่หากว่ามีพวกเที่ยวเขาไปข้างน่าหลายรถ รถเหล่านั้นเดินช้าหยุดร่ำไป ต้องคอยอยู่นานๆ กว่าจะเดินไปทีละกระดิบกระดิบ แดดก็ร้อนจนต้องกางร่ม ถนนเปนฝุ่นฟุ้งจนหน้าเปนเล่นโนรา รถของเราม้าดีกว่า เจ้าของคุยนัก ว่ามาทั้งออดดาไม่มีสู้คู่นี้ได้ แต่จะแข่งหน้าขึ้นไปก็ไม่ควร จึงได้นัดหมายกันว่าพวกเหล่านั้นคงจะไปแวะที่ๆ ดูวิ้ว เราจะแวะให้เวลาสั้นกว่าเขา ชิงออกเสียก่อน ก็เปนอันสำเร็จ เราได้ออกหน้าไปก่อน ฝุ่นค่อยน้อยลงแต่ม้าของเราเองก็คุ้ยฝุ่นเก่ง ลงปลายก็ล้าเหมือนกัน หยุดพักบ่อยๆ จนบ่ายหิวเข้าจึงได้ถึงโฮเตล เซลเจสตาด หยุดกินเข้ากลางวันในที่นั้น พวกอื่นๆ ที่เขามา เขาไปกินอิกโฮเตลหนึ่งต่างหาก เวลาบ่าย ๓ โมง ๔๕ แล้วจึงได้ออกจากโฮเตลเซลเจสตาด ตอนตั้งแต่ออดเดขึ้นมาจนกระทั่งถึงที่นี้ มีคนอยู่ตลอด เพราะมีที่ราบมาก การหากินนั้นก็ไม่มีอะไร นอกจากปลูกหญ้าตัดฟืน แถบนี้ป่าฟืนอยู่ข้างจะงาม ขึ้นทั้งสองฟากเขา เห็นจะอาไศรยในการที่คนเดินไปมาด้วยอิกมาก เด็กๆ เปนเข้าใจทำนอง มาคอยตามประตูที่กั้นทางสำหรับเปิดประตู แล้วได้เฟื้องได้สลึง มีเรือนหลังหนึ่งปลูกแอบอยู่แทบทางซึ่งสูงขึ้นมาจากลำธาร เรือนนั้นข้างบนหันน่าเข้าหาถนนเปนโรงรถ ข้างล่างหันน่าออกไปข้างลำธารเปนที่อยู่ ต่อขึ้นมาจากโฮเตลเซลเจสตาด บ้านเรือนห่างลง เพราะที่ราบน้อย ขึ้นไปอิก ๑๐๐๐ ฟิตเศษ จึงถึงที่ยอดเขา ซึ่งเปนที่ผีปันน้ำสูง ๓๓๙๒ ฟิต สูงก็ไล่ๆ กันกับ โครตลี แต่ที่นี่ไม่หนาว เพราะมีแดด การเรื่องหนาวมันชอบกล น่าสงไสยว่าคนที่ไม่เคยรู้จักหนาวเมืองฝรั่งจะเข้าใจฤๅไม่ว่ามันหนาวอย่างไร มันไม่ได้หนาวลมตึงๆ สั่นสท้านอย่างเช่นบ้านเรา น่าจะเรียกว่าเย็นมากกว่าหนาว เหมือนหนึ่งว่าเวลาตากแดด ใช่ว่าแดดนั้นจะไม่ร้อน ร้อนเหมือนแดดเรา แต่มันมีอากาศเย็นอยู่ในตัวอย่างไร เหื่อไม่ยักตกพลักๆ เวลาสวมเสื้อหนาเกินไปก็รู้สึกว่าร้อนอบอ้าว แต่ก็ไม่ใช่เหื่อตก พอพระอาทิตย์ลบก็รู้สึกหนาวได้ทันที คนขับรถนั้น ถ้าเวลารถเดินราบๆ จึงจะขึ้นนั่งขับ ถ้าเวลารถขึ้นสูงสักหนิดหนึ่งก็ลงจากรถ บังเหียนก็ไม่ต้องถือ ม้ามันเข้าใจอย่างธรรมเนียมเดินไปได้เอง ถ้าเห็นจะไปกระชั้นรถน่าเจ้าของจะให้หยุดไปจับคานเข้าก็หยุด แล้วก็ลงเบร๊กผ่อนกำลังม้า เปิดเบร๊กเมื่อไรไม่ต้องว่ากระไร ม้าไปเอง แต่เจ้าของรถมันก็ต้องตามใจม้าเหมือนกัน ม้าเดินๆ ไปเหนื่อยขึ้นมาก็หยุดอึด มันก็ลงเบร๊กให้ แต่ม้าข้างใต้นี้สู้ม้าข้างเหนือไม่ได้แน่แล้ว มันอ่อนแอปั้วเปี้ยไป จะเปนด้วยร้อนกว่าข้างเหนือ ฤๅข้างนี้มีคนเที่ยวมาก ม้าเหนื่อยก็ไม่รู้ การขึ้นเขาไปๆ แลเห็นเขาสูงตั้งอยู่ข้างน่า รูปร่างเหมือนแอบลาวใหญ่ๆ ตั้งอยู่ทั้งใบ ออกจะนึกท้อใจ ถามกันร่ำไปว่านี่จะขึ้นแอบลาวใบนั้นฤๅอย่างไร ถ้าหลุดไปได้ไม่ต้องขึ้นก็เออกันที่หนึ่ง บางทีถามๆ เล่นมันเลยหลุดขึ้นไปจริงๆ ก็ได้ น่าชมความพากเพียรในเรื่องตัดถนนของเขาจริงๆ คนก็น้อย พื้นที่ก็ไม่มีผลประโยชน์อะไรนอกจากหญ้าแลฟืน ผักปลาจะหาได้ก็เต็มเข็ญ ถ้ายิ่งตอนข้างบนขึ้นไป ที่ใกล้จะถึงยอดเขามันยิ่งไม่มีอะไร แต่ชั้นหญ้าก็เต็มเข็ญ ลงมีแต่ศิลากับมอสสโนกับน้ำ เขาก็ยังตัดได้นับด้วยพันด้วยหมื่นเส้นแลรักษาได้ด้วย ทางตั้งแต่ออดเดมาจนกระทั่งถึงไบรฟอนนี้ ๔๐ กิโลเมเตอเศษ เดินรถได้สดวกดีตลอด ตอนบนขึ้นไปต้องมีไม้ปักหมายกรุยหนทาง กลัวหนทางหายในสโน แต่หลักดูมันก็ปักไม่สู้อยู่นัก เพราะปักลงไปไม่ได้ เปนหินทั้งแท่งไปหมด ต้องตั้งเสาขึ้นแล้วเอาศิลาก่อล้อมรอบสูงๆเสียบไว้เช่นนั้น เสาโทรเลขก็ใช้เช่นนี้ ประดักประเดิดมิใช่เล่น ทางที่เราขึ้นมาวันนี้ตอนบนก็ผ่านสโนขึ้นมา จนหยุดลงเล่นได้ วันนี้ได้ถ่ายรูปกรมสมมตเล่นสโน เรื่องกรมสมมตกับสโนนี่เปนเรื่องขันอันหนึ่ง ถ้าผ่านสโนไปแห่งไรที่ต่ำๆ จะทักกันต้องทักว่า พอกรมสมมตเล่นได้ ดูก็ขัน แดดร้อนนักหนา เรานั่งไปในกลางแจ้งร้อนออกจี๋ ควรฤๅสโนยังทนทานอยู่ได้ ถ้าเปนน้ำแข็งแช่อยู่ในน้ำ แลเห็นเปนก้อนอยู่ในน้ำไม่ยักละลายได้ แต่สังเกตดูว่า ถ้าสโนที่หันน่ารับทิศเหนือละลายเร็ว เพราะเหตุว่าพระอาทิตย์อยู่ข้างเหนือ ฟากข้างทิศใต้แล้วอยู่ขาวดาดไปทั้งนั้น พอขึ้นมาตามทางหน่อยหนึ่ง เหลียวหลังลงไปแลเห็นเปนกำแพงทำด้วยน้ำแข็งก่อกั้นหนทางที่เราขึ้นมาแล้วสูงเทียมฟ้า ถ้าเวลาถูกแดดเข้าก็ฉายแวบวาบ, เปนสีเขียว, น้ำเงิน, ขาว, ระคนปนกันตามที่ลึกที่ตื้น วันนี้ได้เห็นผีปันน้ำชัดเจนยิ่งกว่าที่เห็นมาแต่ก่อน เพราะเหตุที่ยอดเขานั้นหาต้นไม้มิได้เลยแต่สักต้นเดียว เปนหญ้าเปนมอส จะหาให้สูงถึง ๔ องคุลีก็ไม่ได้ เหตุด้วยน้ำแขงแลสโนทับอยู่เสมอพึ่งจะเปิดขึ้น ที่ยังปกคลุมปิดอยู่ก็มี เมื่อจวนจะถึงที่น้ำต่อกันนั้น ลำธารแคบเข้าทุกทีๆ บางแห่งสายน้ำกัดศิลาลงไปจนเปนเหว บางแห่งก็ไหลลอดมาใต้ก้อนศิลาฤๅแผ่นสโนที่หนา จนกระทั่งเห็นว่าหายเงียบไปแล้ว ก็ไปถึงแอ่งน้ำ เหมือนสระใหญ่ๆ มีสโนเกาะอยู่รอบ น้ำตกจากสโนนั้นลงในแอ่ง แล้วก็ไหลตกไปตามลำธาร เมื่อขึ้นไปต่อไปอิกก็ไปพบแอ่งอย่างนั้นอิกร่ำไป นึกว่าน้ำหมดแล้ว สองครั้งสามครั้ง คราวนี้พอจะถึงที่แบ่งกันจริงเช้า มีศิลาเปนเนินนูนอยู่กลาง ข้างหนึ่งก็เปนแอ่งน้ำ อิกข้างหนึ่งก็เปนแอ่งน้ำ สโนเกาะอยู่ที่ฝั่งแอ่งข้างไหนก็ตกลงในแอ่งนั้น ต่างคนต่างไหลลงไปจากแอ่งนั้นคนละข้าง แบ่งกันเท่านั้นเอง ใช่ว่าจะมีห้วยเขาน้ำพุน้ำโจนอะไรไม่มีเลย แบ่งกันเตี้ยๆ ต่อพ้นแอ่งทั้งสองข้างนั่นลงไปจึงต่างคนต่างมีน้ำพุ ซึ่งไหลมาจากสโนหว่างยอดเขาข้างบน ซึ่งไม่สูงเท่าไร คราวนี้ขาลงแรกก็ไม่สู้ชัน ต่อมาหน่อยหนึ่งจึงค่อยชันขึ้น แต่ทางทำง่าย เหตุด้วยไม่มีก้อนศิลาใหญ่โตเกะกะ เปนหว่างเขานูนลาดลงไปจนกระทั่งถึงพื้นทเลสาบ จะหาต้นไม้ใบหญ้าอะไรไม่มีนอกจากต้นที่คล้ายๆ ชะคราม อันงอกอยู่ในหว่างศิลา แลดูเหมือนพื้นหญ้าแต่หยุ่นๆ อ่อน ได้บ่นว่าที่นี่ช่างไม่มีประโยชน์อะไรเลยแต่สักอย่างเดียว แลไม่มีคนเลยแต่สักคนเดียว ถนนตัดลงมาวนเวียนเหมือนอย่างขนมไส้ไก่ แลดูตั้งแต่ข้างบนก็เห็นจนกระทั่งถึงถนนข้างล่าง เมื่อลงมาข้างล่างแล้ว แลขึ้นไปข้างบนเห็นรถที่ตามเราลงมาเวียนเปนแถว ฝุ่นฟุ้งมา ต่อเมื่อจวนจะถึงโฮเตลจึงได้เห็นว่า ที่ไหน ไม่เปล่าจากประโยชน์ทีเดียว อ้ายหยุ่นๆ นั่นเองเปนตั๊ฟใช้เปนถ่านทั้งสิ้น เขาขุดขึ้นมาตากไว้ เลยเปนดงถ่านใหญ่อยู่ที่นั่น ต่อเมื่อจวนจะถึงโฮเตลจึงได้มีบ้านเรือนแลไร่หญ้า โฮเตลนี้เล็กแต่ก็พออยู่สบายได้ หันน่าลงทเลสาบ ซึ่งเข้าไปตัน แต่มีวิ้วงามดี

กรมขุนสมมตทรงเล่นสโน

 

เมื่อปัดฝุ่นลอองหมดแล้วลงไปเดินเล่น ซื้อของที่ร้านเล็กเขาตั้งขาย แล้วเดินกลับมาที่เนินหญ้าชานเขาข้างโฮเตล พอมาพบยายแก่สองคน ที่แกยิ้มแย้มแจ่มใสพ่อเจ้าพ่อคุณ เมื่อไปร้านนั้น เลยพากันมานั่งในไร่หญ้า แกพับเพียบดีเหมือนคนไทยเราทั้งสองคน การนั่งพับเพียบนั้น ฝรั่งนั่งเปนแท้ๆ ไม่ใช่ขาแขงเว้นแต่ไม่เคยนั่ง ถ้าเวลาไม่รู้ตัว เผลอไปก็นั่งได้ดีๆ ตั้งใจจะนั่งสนทนาเรื่องราวอะไรกับแกแต่ขัดข้องด้วยภาษา พระยาชลยุทธเปนล่ามก็ร้องว่าเหลือสติกำลัง เหตุด้วยแกเปนชาวบ้านนอกแท้ มีไม่เข้าใจมาก ไม่เข้าใจฤๅไม่รู้จักแกมๆ กัน เปนต้นว่า ถามว่ามันแกปลูกได้ไหมที่นี่ แกไม่เข้าใจคำที่เรียกว่ามันนั้นทีเดียว ไม่รู้ว่ารูปพรรณสัณฐานอย่างไรเพราะแกไม่เคยปลูก ได้ความแต่ว่า ยายคนหนึ่งผัวเจ็บมีแต่ลูก ได้ทำหญ้าบ้าง ปลูกผักบ้าง มารับจ้างที่โฮเตลนี้บ้าง อีกคนหนึ่งนั้นผัวแกอายุถึง ๘๐ ต้องทำเลี้ยงผัว ขันแต่เมื่อถามถึงอาหารว่าแกกินอะไร พูดถึงเรื่องกินน้ำลายเต็มปาก เห็นได้ว่าแกนึกอร่อย ตกลงเปนได้ความว่า ไม่ว่าอะไร ขนมปังเปนพื้น นมบ้าง เนยบ้าง ผักบ้าง ปลาห่างๆ จึงจะได้กิน เพราะหาไม่ใคร่จะได้ ได้ให้เงินคนละ ๑๐ โครน ดีใจโดดเข้าเที่ยวไล่จับมือ บรรดาใครที่นั่งอยู่นั่นจับมือหมด พอจับมือเสร็จแล้วก็ร้องไห้เง ถึงน้ำตาไหลต้องเอาชายเสื้อซับ ร้องไห้นั้นด้วยความดีใจ ว่าไม่เคยหาได้มากคราวเดียวถึงเท่านี้เลย จะพูดกันต่อไปอีกก็ถึงเวลากินเข้าจึงได้เลิกขึ้นมากินเข้า

วันนี้ปรอดกลางแจ้ง ๖๐ ดีกรีฟาเรนไฮต์ ๑๖ ดีกรีเซนติเกรต ลืมพูดถึงมาตามทางวันนี้ เห็นแผ่นเหล็กวิลาดเคลือบสีเขียวสีแดงกว้างสักสองนิ้วสี่เหลี่ยมติดทแยงมุมตลอดหนทาง ไม่ว่ากับต้นไม้ฤๅศิลา ติดพอตาแลเห็นมีตัวที่อ่านเห็นได้ว่า เตาอืล แปลว่าเหล้าฟองของนายเต่า มันช่างอุส่าห์พยายามติดได้ตลอดหนทาง สำหรับบอกขายเหล้าเบียเท่านั้น นั่งดูๆ น้ำพุมา บ่นว่าทำไมจึงจะได้ไปไว้บางกอกสักอันหนึ่ง พระยาชลยุทธถามว่าจะเอาไปตั้งที่ไหน พ่อบอกว่าจะเอาไปตั้งที่ดอนเมือง แล้วคราวนี้เลยชำระต่อไปอิกว่า จะคิดทำอะไรคิดสมบัติบ้ากันเรื่อย ที่จะเอาไปตั้งดอนเมืองนั้น เพราะเหตุที่จะไม่ให้เสียที่นา ด้วยที่ดอนเมืองทำนาไม่ได้ ตั้งที่นั่นแล้วก็ต่อท่อเอาน้ำมาใช้ในบางกอกตลอดจนถึงเมืองสมุทปราการ ตัดทางต่อถนนสามเสนขึ้นไปจนถึงดอนเมือง ขี่รถโมเตอคาร์เล่นได้ รถรางก็คงมี แต่จะต้องมีข้อบังคับ ห้ามไม่ให้ใครไปสร้างพระเจดีย์ฤๅพระบาทให้รกเต็มไป วัดหลวงคงต้องมี ให้มีแต่วัดหลวง คงต้องมีวังมีป๊าก ว่าเสียเพลิน ตกลงเปนน้ำใช้ในบางกอกบริบูรณ์ ที่นอรเวมันมีน้ำพุมากเกินต้องการไป ที่นาไม่ใคร่มี ข้างเราช่างขาดน้ำเสียจริงๆ ถ้าแลกกันเสียบ้างก็จะดี พ่อจะรับยกที่นาชายป่าแขวงเมืองนครนายกให้ เอามาตั้งที่เมืองนอรเวก็จะดีกว่าของเดิมเสียมิถม ตกลงเปนเราได้กำไรกว่านั้น

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๒๒

เรืออัลเบียน

วันศุกรที่ ๒๖ กรกฏาคม

เวลาเช้า ๔ โมงออกจากโฮเตลไบรฟอนมาตามทางเลียบลงข้างทเลสาบ ที่อยู่น่าโฮเตล เรียกชื่อว่าเรอลดัลโลวันเดต แคบแต่ยาวมาก พอเลี้ยวเหลี่ยมชง่อนเขาที่ตั้งโฮเตล ก็ถึงโรงที่ยายแก่ที่ให้เงินเมื่อวานนี้ เปนโรงเล็กนิดเดียว มีไร่แคบๆ ปลูกผักอยู่สักสองกระทง ออกมายืนโบกไม้โบกมือปลื้มใหญ่ ตาผัวก็ออกมายืนอยู่ด้วย แก่มากช่วยโบกมือเหมือนกัน ทางเลียบมาข้างทเลสาบนั้นจนถึงที่แคบ กลายเปนลำธารขนาดใหญ่ แล้วก็เรียวเข้าไป ที่ปากธารนั้นมีตพานข้าม ทางที่มาต่ออิกก็เลียบลำธารนั้นมา ลดต่ำลงทีละน้อยเปนคั่นยาวๆ หว่างเขากว้าง มีไร่หญ้าป่าฟืน เมื่อต่ำลงมาอิกมีไร่มันแลโอ๊ตบ้าง จนกระทั่งถึงที่เขาแห่งหนึ่งเปนสันเขาต่ำๆ น้ำกัดเซาะลงมาเปนคั่นๆ ลึกแลน้ำแรงมาก ที่ตรงนั้นเขาเปนแท่งทึบ ทางต้องตัดน่าผาเข้าไป รถเดินมาในใต้เขา แต่ไม่ใช่เปนปล่องข้างริมลำธารเปิด เปนที่งามประหลาดมาก ลงปลายถึงต้องเข้าปล่องแห่งหนึ่ง ถัดนั้นมาค่อยลงชันมากเข้าตามลำดับ จนถึงโฮเตล บรัตลันด์สดาเลน ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งทเลซุลดัลสวันเดต พักกินเข้ากลางวันเปนระยะทาง ๔๐ กิโลเมเตอ

ทางที่มาวันนี้ เปนทิศตวันตกเฉียงใต้ รับลมพัดจัด ทั้งอากาศวันนี้มัวไม่เห็นดวงพระอาทิตย์มาแต่เช้าหมอกคลุมตามยอดเขา ทั้งสูงทั้งต่ำเย็นเยือกหนาวออกจะสั่นๆ เพราะไม่ได้แต่งตัวหนาอย่างเช่นแต่ก่อน ด้วยประมาทว่าเมื่อวานนี้ไม่หนาว เขาที่รับทิศตวันตกเฉียงใต้เปนศิลาเกลี้ยง แต่ต้นหญ้าก็ไม่ใคร่ขึ้น แถบตวันตกเฉียงใต้แล้วต้นหมากรากไม้อะไรไม่ใคร่มีทั้งสิ้น

กินเข้ากลางวันแล้ว ลงเรือที่ท่าน่าโฮเตลนั้นเอง ออกเรือเวลาบ่าย ๒ โมง ๕ นาที มาในทเลสาบ ทเลสาบแห่งนี้เหมือนกับฟยอด หน้าตาช่างน้ำเค็มเสียจริงๆ เรือที่มาเปนเรือเดินไปรสนีย์ เขาเดินวันละสองเที่ยว ไปสองชั่วโมง มาสองชั่วโมง เปนเที่ยวละ ๔ ชั่วโมง สองเที่ยวก็เปนแปดชั่วโมง เพราะเหตุนั้นเราจะจ้างเขาแต่เฉภาะก็รับไม่ได้ เหตุด้วยเวลาไม่พอ ทั้งเมล์เขาต้องเดินเปนกำหนด เวลาเคลื่อนคลาศไม่ได้ด้วย จึงต้องลงปนกันมากับคนโดยสานอื่นๆ แต่เราได้ริเซอฟที่นั่งไว้ซีกหนึ่ง เรือออกจะคร่ำๆ ไม่มีเก๋ง ต้องแวะรับเมล์ส่งเมล์สองแห่ง ทางในน้ำ ๒๒ กิโลเมเตอ เดินสองชั่วโมงเต็มจึงถึงฝั่งท้ายทเลสาบต่อลำธารเรียกชื่อว่า โอเซน หยุดกินน้ำชาที่โฮเตล พอผ่อนเวลาให้เขาได้ขนของหีบผ้าหีบผ่อนขึ้นบรรทุกรถ รถต้องเปลี่ยนสำรับใหม่ เล็กลงกว่ารถที่ใช้ตอนโน้น ได้ออกเดินเวลาบ่าย ๕ โมง ทางต่อมานี้ เปนหว่างเขากว้าง มีที่แผ่นดินอันอุดมดี ตอนแรกๆ เปนป่าไม้สน ป่าปลูกตอนล่างลงมาเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าป่าฟืน ไร่มันไร่ผักนาเข้าโอ๊ต เข้าบาเล มีคนมากรายลงมาตลอดทาง แต่ทางที่เรามาต้องปีนขึ้นบนไหล่เขา สูงทั้งขึ้นทั้งลงตอนหนึ่ง พอตกชายเขาก็แลเห็นฟยอด มีหมู่บ้านร้านรวงแน่นหนา พอใช้อยู่ ตำบลท่านี้เรียกว่าซันด เรืออัลเบียนมาจอดชิดตลิ่งทีเดียว ลงสมอ ๒๕ วา แต่ยังต้องโยงท้าย ด้วยเหตุว่ากลัวเรือหันจะฟาดตลิ่ง น้ำลึกถึงเพียงนี้ มาถึงเรือเวลาทุ่มหนึ่ง ระยะทางตั้งแต่โอเซนมาถึงซันด์ ๑๙ กิโลเมเตอ รวมเปนระยะทางที่เดินวันนี้ถึง ๘๑ กิโลเมเตอ อยู่ข้างไกลกว่าทุกวันแลออกจะเหนื่อยๆ ด้วย แลหนาวเรื่อยจนตลอดค่ำ ทางที่เรือมาเขาว่าสบายดีไม่มีคลื่น

การเดินทางด้วยรถม้าในเมืองนอรเวนี้ ราคาถูกมาก ตั้งแต่เดินทางมา จนกระทั่งถึงวันนี้ เงินที่ใช้จ่าย เท่ากันกับเช่ารถไฟพิเศษตั้งแต่ออสเตนต์มาเมืองแฮมเบิควันเดียว

วันนี้ได้ไปกินผักดองที่ชาวเมืองนี้ดอง รศชาตเหมือนผักดองของเรา ไม่เปรี้ยวจี๋อย่างเช่นผักดองฝรั่งเลยเกิดอยากกินเข้ากันขึ้น จะกินกับอะไรก็หมดทุนเหลือแต่น้ำพริก ผเอินมาถูกคนครัวในเรือเขาเตรียมจะทำแกงเกอรีกุ้งเล็กที่เรียกว่า ชริมป์ ลูกไปขอแบ่งมาให้กินกับผัก ทีหลังเจ้าคนครัวนั้นเกิดศรัทธาขึ้นมาเอง เอามาให้อิกมาก เลิกแกงเกอรี ผักจะถามหาซื้ออิกก็ไม่ได้ ได้มาครื่งขวดกินกันหมด อร่อยเบิกบานกันเต็มที่เลยไม่ได้กินอื่น พอมาถึงเรือสักหน่อยหนึ่งก็ได้ออกเรือเดินทางต่อมา เรือถึงสตาวังเคอเวลา ๕ ทุ่ม ปรอดกลางแจ้ง ๕๕ ฟาเรนไฮต์ ๑๓ เซนติเกรด กลับหนาวไปอิกได้

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๒๓

เรืออัลเบียน เฟลกเกฟยอด

วันเสาร์ที่ ๒๗ กรกฏาคม

ฝนตกมาแต่เช้า บอกฤกษ์ไม่ดี จะรอให้ฝนหายก็ไม่หาย ฝนตกจน ๔ โมงต้องขึ้นทั้งฝน ครั้นจะรอช้าไปอิกเรือจะอ้อมไปรับไม่ทัน แต่โฮเตลวิกตอเรียอยู่ตรงท่าที่ขึ้น พอขึ้นถึงก็ไปพักโฮเตล รอจะให้ฝนหายก็ไม่หาย ที่โฮเตลนี้ก็ดีพอใช้มีลิฟต์ แลห้องได้ห้องมุมสบายดี ฝนไม่หายแน่แล้ว ต้องดื้อไปทั้งฝน แต่รถที่เขามารับเปนรถดีใหม่เอี่ยม เขาทำขึ้นรับเสด็จกิงฮอกอน ซึ่งเสด็จมาเมื่อปีกลายนี้ พอครบบรรจบรอบปีเมื่อวานนี้ เปนรถบุแพรต่วน มีโคมเปนมงกุฎแลตราแผ่นดินที่ข้างรถ ปิดฝนได้

แรกออกตรงไปที่วัดโบราณ ซึ่งได้สร้างตั้งแต่เมื่อคฤสต์ศักราช ๑๑๐๐ ตอนล่างเปนศิลา ไม่เล็กแต่ไม่ใหญ่นัก ทำเกลี้ยงๆ ที่ที่จะพึงดู มีธรรมาศน์ไม้สลักเปนตัวๆ เด่น ทาสีอย่างสด คล้ายของไทยเรา ถัดขึ้นไปที่น่าพระ มีไม้กางเขนไม่มีรูปพระเยซู หม่อมนเรนทร์แปลว่าเขาจะเลิกความพยาบาท ก็ชอบกลดี มีกรอบลายสลักเปนรูปคนเด่นอย่างเดียวกัน ข้างในเขียนปางพระเยซูต่างๆ เปนของแฟมิลีโบราณทำบุญอย่างสร้างพระ ติดไว้ในห้องสองข้างซึ่งเปนที่พักอาจารย์ผู้เทศนา เข้าใจกันว่าแต่เดิมคงติดไว้ข้างนอก พึ่งเลื่อนเข้าไปไว้ภายหลัง มีที่ดูอยู่เท่านั้น ออกจากวัดฝนยังตกอยู่ จึงได้ไปแวะที่ห้างช่างทอง ซื้อถ้วยลงยาถ้วยหนึ่ง นอกนั้นก็เครื่องเล็กๆ น้อยๆ

พอฝนหายรีบออกจากห้างขึ้นรถเปิดประทุนไปเที่ยวดูเมือง คนขับรถเขาเปนคนเคยขับรถที่นั่งเมื่อเจ้าแผ่นดินเสด็จ เขาเอาแผนออกมากาง พาขึ้นไปตามเนิน จนถึงที่สูบน้ำสำหรับมาใช้ในเมือง

เมืองสตาวังเคอนี้ แปลกจากที่อื่นๆ ในเมืองนอรเวทั้งสิ้น คือห่างจากภูเขาขนาดสูงใหญ่ที่ควรจะเรียกว่าบรรพตฤๅศิขร เปนแต่ลูกเนินสูงๆ ต่ำๆ คล้ายประเทศยุโรปอื่นๆ โดยมาก แปลกอยู่แต่มีก้อนศิลามากเกลื่อนกลาด ที่ตัวเมืองคือตลาดตั้งนั้น เปนที่สูงๆ ต่ำๆ กว่ากัน มากกว่าตอนข้างบน ถนนมักจะชันแลไม่สู้กว้าง แต่ท่าเรือลงเขื่อน เรือกำปั่นจอดได้มาก มีโรงไว้สินค้าแลที่บรรทุกสินค้า การค้าขายจอแจ ทำนองเบอรเคน แต่น้อยกว่า มีตลาดนัดขายกันกลางแจ้ง คนประชุมแน่นตั้งพัน บ้านเรือนก็เปนตึกเปนเรือนไม้ ทำนองออดเด แต่วิลลามีน้อยกว่ากัน ดูหน้าตาเมืองใหม่กว่า ขึ้นไปข้างหลังเมืองมีที่ราบ เปนลูกเนินต่ำๆ มีไร่ผักสารพัดทุกอย่าง จนถึงแคเบชก็ปลูกได้ เพราะเหตุฉนั้นสตาวังเคอจึงเปนที่ทำผักดองได้ แต่บางตอนทุ่งหญ้าไม่สู้ดี เขาลำดับก้อนศิลาเปนกำแพงกั้นเปนคอกๆ ไปเหมือนอันนา เปนที่เลี้ยงสัตว์โคแลม้า มีบึงใหญ่เปนที่สำหรับขังน้ำ ฝังท่อมาแต่ลำธารที่ไกลให้น้ำมาขังอยู่ในบึงนั้น แล้วจึงสูบขึ้นไปบนสระอันก่อด้วยศิลาสองสระติดกันตั้งอยู่หลังเนินสูง แล้วฝังท่อจากสระนั้น ลงไปใช้ในเมืองทั่วไป ที่ขอบสระนี้ แลเห็นหมู่เมืองได้ถนัด หมู่บ้านเรือนโตประมาณหนึ่งในสามของเมืองเบอรเคน แต่จำนวนพลเมืองว่ามีถึงสามหมื่นเศษ เปนเมืองที่ ๔ ในนอรเว คือคริสเตียเนียเปนที่ ๑ เบอรเคนเปนที่ ๒ ทรอนด์เยมเปนที่ ๓ ที่นี่เปนที่ ๔ เขาจะพาให้ไปดูหลังเนินอิกเนินหนึ่ง รถขึ้นไม่ถึง ไม่มีต้นไม้ มีแต่ตึกอยู่หลังหนึ่งเปนเรสเตอรองค์ เห็นไม่คุ้มค่าเดินจึงไม่ขึ้นไป กลับลงมาขับรถดูในเมือง พอขากลับก็ฝนตกอิก ถึงโฮเตลพอดี เลยนั่งอยู่เปล่าๆ ที่โฮเตลจนถึงเวลากินเข้ากลางวัน

เวลาบ่าย ๓ โมงขึ้นรถไฟ ออกจากสตาวังเคอ รถสายนี้แปลกกันกับรถสายข้างเหนือ นั่งสบายดี แต่ระยะทางที่มานั้นเปนต่างๆ

แรกออกมาตามหลังลูกเนินสูงๆ ต่ำๆ อย่างเช่นที่ไปเห็นที่สระขังน้ำ มีไร่เข้าไร่ผักไร่หญ้าบริบูรณ์ตลอดมา แล้วเลียบลงริมฟยอดข้างหนึ่ง ทเลสาบข้างหนึ่ง มีเอ็นที่คั่นอยู่หว่างกลาง ซึ่งรถไฟเดินมานั้นเล็กนิดเดียว ทีหลังคอดเข้าๆ จนทลุถึงกัน ต่อมาอิกเปนศิลาลูกมอเตี้ยๆ ไม่มีต้นไม้ใบหญ้าอะไร มีน้ำขังเปนห้วงๆ มีบัวสายขึ้นบ้างก็มี ลูกมอนั้นค่อยสูงขึ้นทุกทีๆ ขันที่มีศิลาก้อนโตๆ อย่างเล็กเท่าลูกนิมิต จนกระทั่งลูกใหญ่ๆ เช่นที่เรียกกันว่าศิลาลูกบาตร มักจะจวนกลมโดยมาก ตั้งอยู่บนหลังลูกมอนั้น เหมือนคนแกล้งยกไปตั้งไว้ ไม่ใช่แต่มีแห่งหนึ่งสองแห่ง มีตั้งร้อยแห่ง บางแห่งก็เหมือนกับจะพลัดตกลงมา แต่ก็อยู่ได้ ต่อนั้นมาคราวนี้เปนขึ้นเขามีลอดถํ้าสามแห่ง เลียบลำธารบ้างทเลสาบบ้าง เปนเขาศิลาชันโกรกบ้าง เปนลานหญ้าที่บ้านเรือนคนตั้งบ้าง บางแห่งก็เปนลำน้ำใหญ่มีที่ดินกว้าง มีไร่ มีนา บางแห่งเปนทุ่งกว้างเปล่า พื้นแผ่นดินเปนศิลาเต็มไปหมด เพาะปลูกอะไรไม่ได้ มีแต่ถ่านที่ขุดจากแผ่นดิน บางแห่งก็เปนที่หญ้าไม่สู้อุดมดี มีศิลามากจะหวดตัดไม่ถนัด ก็ใช้เปนที่เลี้ยงแกะเลี้ยงโค กั้นศิลาเปนคอกๆ ลงตอนปลายเมื่อถึงกึ่งทางมาแล้วเปลี่ยนเปนขึ้นเขาสูงๆ ที่ซับซ้อนกันมากๆ เขาเข้ามาเตรียมจุดตะเกียง จึงได้ความว่าจะต้องลอดปล่องถึง ๔๔ ปล่อง ดูเหมือนรถไฟในเมืองนอรเวไม่ระอิดระอาในการที่จะต้องเจาะปล่อง ดีกว่าที่จะต้องปีนขึ้นไปบนหลังเขา เหตุที่เขาไม่ได้เปนเขาสันยาวๆ เปนเขายอดแหลมๆ สูงๆ ทั้งนั้น ถ้าจะไปตามไหล่เขาที่สูงไม่เจาะปล่องคงจะเสิมดินไม่ได้ แลจะทำสพานก็เปลืองกว่าเจาะ จึงได้ใช้เจาะเสียเปนพื้น ปล่องยาวๆ ก็ไม่มากสักเท่าใด เปนปล่องสั้นๆ โดยมาก ภูมิประเทศก็เปนอย่างขึ้นเขา เช่นเราไปด้วยรถม้า แต่เราไปขึ้นตามสายน้ำวกๆ เวียนๆ จนกระทั่งถึงสันเขาน้ำตก อิกข้างหนึ่งก็ไต่สายน้ำลงไป ทางรถม้าเปนเช่นนี้ทั้งนั้น ถึงทางที่รถไฟมานี้ ก็มีทางรถม้าตลอดทั่วทุกแห่ง แต่รถไฟไม่เดินตามสายน้ำสายเดียว เดินตัดสายน้ำหาทางตรงผ่านลงมา จึงได้เปลี่ยนทเลสาบเปลี่ยนลำธารเปลี่ยนเทือกเขาบ่อยๆ พบบ้านเรือนคนที่เปนแขวงอำเภอมีสเตชั่น เปนตำบลๆ มา รวมเปนทาง ๑๕๐ กิโลเมเตอร จึงถึงเฟลกเกฟยอดซึ่งเปนท่าเรือ

วันนี้หมอกลงมากกว่าเมื่อวานนี้อิก ฝนก็ตกพรำอยู่เสมอไม่มีเวลาหยุด ไม่ได้เห็นดวงพระอาทิตย์ มามีแดดสักอึดใจเดียวเมื่อจวนจะถึงท่า เขาที่อยู่ใกล้ๆ ก็แลไม่เห็นด้วยหมอกบัง เพราะฉนั้น การเดินทางวันนี้ไม่สนุก ที่เฟลกเกฟยอดมีบ้านเรือนมากอยู่ ครึกครื้นกว่าที่ออดเด แต่ได้ตรงลงมาเรือทีเดียว ถึงเรือเกือบ ๒ ทุ่ม เจ้าพระยาสุรวงษ์ขึ้นไปรับที่สเตชั่น บอกว่าคลื่นมาก ไม่ได้กินเข้ากลางวัน หมอกก็ลงจนแลไม่เห็นฝั่ง มาถึงปากช่องฟยอดเวลาย่ำค่ำ กับตันเกือบจะไม่เข้ามา ด้วยเหตุว่ามืด เดิมกำหนดว่ามาลงเรือแล้วจะออกเรือไปคริสเชียนซุนด์ แต่ออกไม่ได้ เหตุที่หมอกมืดไปหมด แลไม่เห็นทาง ตกลงเปนจะรอจนเวลาเดือนขึ้นจึงจะออก ถ้าหากว่าอากาศดีจึงจะแวะคริสเชียนซุนด์ ถ้าอากาศไม่ดีก็จะเลยไปทีเดียว เวลา ๒ ทุ่มเศษฝนตกถึงดังเสียงซ่า ไม่ตกกระซิบๆ อย่างฝรั่ง แต่ก็ไม่ช้าเท่าไรเลยกระซิบอย่างฝรั่งต่อมา

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๒๔

เรืออัลเบียน เบรวิก

วันอาทิตย์ที่ ๒๘ กรกฏาคม

วันนี้พระอาทิตย์แจ่มใส ในเก๋งเรือถึงร้อน ต้องเปิดน่าต่างประตู แรกเมื่อตอนเช้ามีคลื่นแคลง พอลับแหลมคลื่นก็สงบ เรือมาถึงปากช่องลังเคซูนด์ เวลาบ่าย ๓ โมง ช่องนี้เรียกตามชื่อเมืองที่ตั้งอยู่ปากช่อง เวลาแรกจะเข้ามาเปนศิลาต่ำๆ สูงพ้นน้ำสักหน่อยหนึ่งดาดไปทั้งนั้น ช่องก็แคบเกือบจะติดเรือสองข้าง ถ้ามาค่ำไปอิกเปนเข้าไม่ได้จริงๆ ขึ้นมาในฟยอดไม่มากนัก มีบ้านเรือนรายตลอด ภูเขาในฟยอดนี้เหมือนกับที่ไหนๆ คือไม่เปนเขาสูง เปนเนินลาดๆ ขึ้นไปจนเปนเขาลาด มีไร่หญ้าไร่ผักแลนา ป่าไม้ ตลอดจนกระทั่งถึงเบรวิก เรือขึ้นมาจอดพ้นเมืองหน่อยหนึ่ง แลดูราวกับหัวเรือจะตำเขา เพราะต้องจอดริมตลิ่ง แต่กระนั้นน้ำยังลึกเปน ๑๘ วา เรือที่เขาไปมาเปนเรือเมล์ที่นี่เขาจอดเทียบตลิ่งทั้งนั้น เปนท่าของเขาสำหรับประจำ เวลานี้มีเรือไฟจอดอยู่สองลำ

วันนี้พ่อเปิดออฟฟิศมาตั้งแต่เช้า ด้วยนับว่าเปนวันว่างจนเวลาบ่าย ๕ โมงจึงได้ไปขึ้นบก ขึ้นฟากขวาก่อน เขาเรียกสตัดต์เฮลเล มีบ้านเรือนก็มากอยู่ ขายเข้าขายของกัน เว้นแต่วันนี้เปนวันอาทิตย์ปิดหมด มีเปลือกไม้เปนสินค้าสำหรับย้อมผ้ามาคอยบรรทุกเรืออยู่มาก รถก็มีแต่ไม่ได้ตระเตรียม เขาไปเตรียมไว้ข้างฝั่งซ้าย ซึ่งเปนเมืองเขื่องกว่า แลเปนที่ตั้งสเตชั่นรถไฟ ข้ามจากฝั่งขวามาขึ้นฝั่งซ้าย ขึ้นรถไฟไปเที่ยว คนขับรถพาไปดูสเตชั่นรถไฟก่อน ที่เปนอย่างที่เรียกว่าตึกงามของเมืองนี้ เปนตึกห้าห้องไม่โตเท่าไร แล้วจึงกลับลงมาเลียบทเล ไปข้ามตพานออกไปที่เกาะ ที่เกาะนี้เปนเขาไม่สูงเท่าใด มีวัดตั้งอยู่บนยอด เปนวัดฝากระดาน ค่อนจะอยู่ข้างเขื่องหน่อย โตกว่าวัดที่ทำขาย โดยมากวัดที่นี่เหมือนๆ กัน เท่าๆ กัน อย่างกำมะลอๆ ซึ่งพ่อหาความไว้เอง ว่าเห็นจะปรุงขายเหมือนขายเรือนเปนหลังๆ คนขับรถถือว่าเปนสำคัญที่งามแห่งหนึ่ง จึงพาขึ้นไปเวียนรอบโบสถ์ แล้วจึงข้ามกลับมาที่เมือง ที่เชิงตพานที่ข้ามมานี้ มีพวกซัลเวชั่นอามีกำลังสีซอร้องเพลงอยู่ที่ตรงนั้น ได้หยุดดูหน่อยหนึ่ง เรื่องซัลเวชั่นอามีนี้ เปนโซไซเอตีใหญ่อันหนึ่ง ซึ่งมีผู้เรี่ยรายออกเงินให้เปนกำลัง มีผู้ที่เข้าเปนกองทัพนั้น ไม่ว่าชายหญิงเด็กใหญ่ ชาติใดภาษาใด การของพวกนั้นคือจะขัดขวางห้ามปรามความประพฤติชั่วของคนเปนอันมาก มีกินเหล้าเมาเปนต้นเปนประธาน จนตลอดความประพฤติชั่วต่างๆ ใช่จะห้ามปรามด้วยกำลังฤๅอำนาจแผ่นดินอย่างหนึ่งอย่างใด ใช้ร้องเพลงสีซอเป่าแตรให้ฟังอ่อนหวานฤๅให้หนวกหูรำคาญ สุดแต่ที่ไหนมีการเลี้ยงเหล้าเลี้ยงยาฤๅเล่นอะไรเปนการชั่ว ก็ยกกองทัพเข้าไปยี่สิบสามสิบคน ไปร้องเพลงเป่าแตรอะไรให้หนวกหูฤๅให้อ่อนใจ แล้วก็เทศนาถึงความชั่วเหล่านั้น เขาว่าความประพฤติของพวกเหล่านี้มีประโยชน์ได้จริงเปนอันมาก แต่เปนความลำบากต้องกรากกรำ ทนทานไปอยู่ในที่ซึ่งคนเลวๆ ประชุมกัน จึงได้ต้องตั้งตำแหน่งมีนายพล นายพัน นายร้อย เหมือนอย่างทหาร แต่ผู้หญิงก็เปนได้ แล้วมีการแห่แหนอะไรต่างๆ เรื่องราวนั้นเปน “อิน” อย่างฝรั่งทั้งนั้น ที่พ่อเห็นวันนี้ มีผู้ชายสีซอคนหนึ่ง ผู้หญิงผู้ใหญ่สักสามคนสี่คน นอกนั้นก็เปนเด็กสักเก้าคนสิบคน เปนเด็กผู้หญิงโดยมาก ร้องปาวๆ มีคนล้อมดู ส่วนเมืองนี้บ้านเรือนเปนฝากระดานทั้งนั้น ตั้งซอกแซกไปตามหว่างเขา มีอ่าวเข้าไปสำหรับจอดเรือเล็กได้มาก หนทางลดเลี้ยวเคี้ยวคดจำยาก ลงปลายก็เปนขึ้นเขา เปนทางที่จะไปสเกียน ทางเดิมเมื่อยังไม่มีรถไฟก็เปนหนทางเหมือนอย่างในนอรเวทั้งปวง คือผ่านทุ่งหญ้าป่าไม้ไร่ผัก มีบ้านเรือนรายๆ ห่างๆ เลียบไป แลเห็นฟยอดเปนซอกเล็กซอกน้อย เมื่อถึงตพานข้ามทางรถไฟข้างบนแล้วพ่อลงเดินไปเที่ยวนั่งเล่นเดินเล่นในทุ่งหญ้า พบผู้หญิงมากกว่ามาก เขาว่ามีการประชุมอะไรกันอย่างหนึ่งข้างบน เห็นจะเกี่ยวแก่การสาสนา จึงมีแต่ผู้หญิงมาก พบผู้ชายสักสองฤๅสามคนเท่านั้น เวลาเราไปนั่งอยู่กลางทุ่ง ใครเดินมาถึงถนนตรงนั้นต้องหยุดหมด ประเดี๋ยวเดียวกลายเปนกองโต เห็นเขาดูพ่อมากแล้วพ่อก็เดินเข้าไปดูเขาบ้าง เลยถ่ายรูปด้วย ชอบกันมาก คนที่นี่ถึงจะดูก็ไม่เบียดเสียดมุมมามอย่างพวกอิตาเลียน แลมีอัธยาไศรยดี ผู้ชายก็เปิดหมวก ผู้หญิงก็คำนับ จะไปทางใดถูกปาดอกไม้เสมอ ไม่แต่เฉภาะที่นี่ ที่ไหนๆ ในประเทศนี้ ผู้หญิงแลเด็กเปนผู้สำหรับปา แลเอามาให้ก็มาก ตั้งแต่พอเรือมาจอด จนเวลานี้จะ ๕ ทุ่มแล้ว เรือเล็กมาจอดล้อมอยู่รอบเรือ ทั้งผู้ชายผู้หญิงเด็กผู้ใหญ่ ร้องรำทำเพลงต่างๆ เล่นกันอยู่กลางน้ำ มีเรือสติมลอนช์บรรทุกผู้หญิงมาแล่นรอบๆ เรือหลายรอบ ลงปลายนำดอกไม้ช่อมาให้ มีรูปเมืองเบรวิก เขียนว่าเลดีออฟเบรวิกให้กิงออฟไซแอม

วันนี้ช่างสบายเสียจริงๆ ร้อนนั่งกลางแจ้งได้ไม่หนาวจนตลอดเวลาดึก กำลังพอดีที่อยากจะให้บางกอกเปนเช่นนี้ ปรอดกลางแจ้ง ๖๔ ฟาเรนไฮต์ ๑๘ เซนติเกรต เมื่อตรวจดูปรอดแล้วเช่นนี้ จึงนั่งปรารภกับกรมสมมต ว่านี่เราเปนอะไรไปเวลาปรอดบางกอก ๖๐ เศษ นี่เราหนาวกันเต็มทีแล้ว ทำไมที่นี่กลับเห็นเปนพอดีได้ ข้อที่แต่งตัวหนากว่าอยู่บางกอกนั้นข้อหนึ่งแน่ละ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังผิดสังเกตอยู่ จะเปนด้วยเคยไปได้บ้างฤๅอย่างไร กรมสมมตลงเนื้อเห็นว่าถ้าเอาออกมาจากบางกอกก็ส่งขึ้นไปบนโกรตลีเห็นจะตาย จึงสันนิฐานว่า ทีก็จะออกเคยได้บ้าง มันจะลงรอยที่โลกข้างเหนือนี้มันหนาว เราไปถูกหนาวมากมาแล้ว เมื่อหนาวน้อยลงเราก็ว่าไม่หนาว โลกกลางๆ แถบข้างเรามันร้อน เมื่อร้อนน้อยลงเราก็ว่าเย็นฤๅหนาวเท่านั้นนั่นเอง

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๒๕

วันจันทร์ที่ ๒๙ กรกฏาคม

วันนี้เวลารถไฟเขากำหนดเช้า จึงต้องตื่นแต่เช้ามาขึ้นบก ไปที่สเตชั่นรถไฟ ที่คนขับรถพาไปดูเมื่อวานนี้ มีเจ้าพนักงานรถไฟผู้หนึ่งอ้างว่าเจ้าแผ่นดินรับสั่งให้มาดูเปนธุระตามเสด็จในรถไฟด้วย รถสายนี้เปนเมเตอเคช ตั้งต้นแต่คริสเตียเนีย มีทางแยกไปจากเลียร์ไปสวังสตรานต์ ทางหนึ่ง สายที่มาริมทเลมาแยกที่ดรัมเมนไปกองสเปอดทางหนึ่ง มาแยกที่ฮล์มสตรานต์ ไปวิตติงโฟส แยกที่เหนือเตินสเบิกไปไอดสโฟส คราวนี้จึงถึง ลาวิก ต่อขึ้นไปจนถึงสกีนเปนที่สุดทางรถไฟ เราขึ้นที่เบรวิก รถไฟออกจากนั่นเช้า ๒ โมง ๔๗ เช้า ๓ โมง ๒๕ ถึงสกีน รถไฟสายนี้ ตัวรถแปลกกันกับที่อื่น แลจัดการอยู่ข้างจะดีมาก สอาดหมดจดแลสบาย ทางแรกมาเลียบเทลสาบ จนสุดเทลสาบแล้วมาทางบกล้วนจนใกล้สกีนจึงแลเห็นปลายของฟยอด ซึ่งแลดูเหมือนลำแม่น้ำ มีเรือกำปั่นลำโตๆ จอด รับประทุกไม้ไปส่งอิงค์ลันด์เปนพื้น ตอนข้างล่างเปนไร่เปนป่า บ้านเรือนคนรายตลอด เมื่อถึงปลายฟยอดจึงมีบ้านคนถี่ มีโรงจักรเลื่อยไม้ มีไม้น่าไม้กระดานเสากองอยู่ริมน้ำเปนอันมาก เมืองสกีนที่สุดทางรถไฟเปนเมืองใหญ่ มีจำนวนคนถึงหมื่นพันสี่ร้อย เปนเมืองเก่าตั้งมาช้านาน แต่ถูกไฟไหม้หลายครั้ง เดี๋ยวนี้เปนตึกมากกว่าเรือนไม้ มีห้างร้านตลาดเปนอย่างเมืองแท้ ลงจากรถไฟขึ้นรถม้าผ่านเมือง ไปลงเรือไฟในลำคลองนั้น เรือเปนเรือที่เราได้เช่าทั้งลำ ชื่อวิกตอเรีย ยาว ๑๐๐ ฟิต กว้าง ๑๗ ฟิต มีห้องบนดาดฟ้านั่งได้สบายดี ไปหน่อยหนึ่งถึงแก่ง แต่จะเรียกว่าแก่งเห็นจะไม่ถูก เปนที่น้ำตกกลางย่าน ด้วยน้ำข้างบนสูง เพราะมีเขาบังจึงตกสูง ในการที่จะเดินเรือไฟขึ้นไปให้ได้ เขาจึงได้ขุดศิลาเปนคลอง พื้นสูงขึ้นไปเปนชั้นๆ สามชั้น มีประตูกั้นทั้งสามชั้น ข้างคลองแลพื้นคลองเปนศิลาแท่งล้วน เวลาเข้าไปในช่องคลองชั้นล่างแลเห็นประตูข้างบนเขินพ้นน้ำมีธรณี บานประตูใช้ไม้สนอย่างไม้ชำฉา เมื่อเรือเข้าไปในคลองแล้ว จึงเปิดน้ำจากช่องที่บานประตูให้ไหลลงมาหนุนเรือสูงขึ้น จนประตูหลังสูงกว่าน้ำอยู่เพียงศอกเศษ จึงเปิดประตูน่าเลื่อนเรือขึ้นไปทีละคั่นๆ เช่นนี้จนครบสามคั่น จึงถึงพื้นทเลสาบชั้นบน พื้นน้ำชั้นล่างกับชั้นบนผิดกันถึง ๓๖ ฟิต เพราะเหตุที่สายน้ำแรง จึงไม่ต้องรออยู่ที่ประตูนั้นช้าเท่าใด ประมาณสักครึ่งชั่วโมงก็ตลอดสามชั้น ทเลสาบชั้นบนเรียกว่า นอร์ดเซอ มีซีนะรีงามมาก ไปประมาณสองชั่วโมงเศษ จึงได้เลี้ยวขึ้นทเลสาบย่อมเรียกว่า โนโตดเดน ปากช่องที่จะเข้าโนโตดเดนนี้ เล็กนิดเดียว เหมือนเอาเรือไฟแล่นไปในคลองที่แคบๆ ต่อไปอิกจึ่งค่อยกว้างขึ้นๆ จนถึงตำบลโนโตดเดน ซึ่งอยู่ที่สุดของทเลสาบ

ที่ตำบลโนโตดเดนนี้ มีกัมปนีใหญ่ตั้งทำการอยู่ที่นั่นเรียกว่า นอรส์ก ฮีโดร เอเลกตริสก เควลสตอฟอักตี เซลสคาบ แปลว่า นอรวิเยียนไฮโดร เอเลกตริก ไนโตรเยน กัมปนี ลิมีติด ชื่อมันแปลกเช่นนี้ เพราะเหตุที่เขาทำการแปลก คือจับธาตุไนตริกจากลมในอากาศด้วยแรงไฟฟ้า มาใช้เปนประโยชน์ดังจะกล่าวต่อไปข้างน่า ผู้ที่เปนไดเรกเตอของกัมปนีนี้ ชื่อ เอส, ไอเด ลงเรือมารับ เหตุด้วยกัมปนีนี้ พระยาชลยุทธมีหุ้นส่วนอยู่ในกัมปนีนี้ด้วย จึงได้บอกข่าวคราวมาถึง เขาจึงอยากให้พ่อได้เห็นงานที่ทำ ซึ่งตั้งแต่พ่อได้ยินข่าวก็อยากดูเปนกำลังอยู่แล้ว มิสเตอลอเรนต์เซนกงสุลเยเนอราลของเราที่คริสเตียเนียก็มีหุ้นส่วนอยู่ในนี้ จึงลงมารับด้วยกัน ตั้งแต่พอแรกเข้าโนโตดเดนได้นั่งอธิบายเรื่องราวกันมาตลอดทาง มีแบบอย่างแลรูปมาให้ดูด้วย ถ้าไม่ได้สาธยายกันเสียก่อนเห็นจะยากที่จะเข้าใจได้ มันคล้ายๆ กันกับโทรเลขไม่มีสาย

ที่จริงเขาได้บอกเชิญไปแต่ก่อนแล้ว โดยทางโทรเลข ให้เราพักอยู่ที่เรือนไดเรกเตอกัมปนี แลว่ามีรถโมเตอร์คาร์สองหลัง จะรับไปส่งที่ติโนเซตซึ่งกำหนดไว้ว่าจะเปนที่ค้างคืน แต่พระยาชลยุทธไม่ได้เคยรู้จักกันกับมิสเตอไอเด แลไม่ได้เคยเห็นการที่นี่ว่าอย่างไร จึงเห็นไม่บังควรจะรับ เตรียมกันไว้ว่าจะไปค้างติโนเซตตามที่กะเดิม เรื่องรถโมเตอร์คาร์ก็กลัวตีนหลุดไม่อาจรับ คิดจะไปรถม้า กะระยะทางว่าจะถึงโนโตดเดนบ่าย ๒ โมง ดูการที่เขาทำแลกินเข้ากลางวันชั่วโมงหนึ่ง เดินทางอิก ๓ ชั่วโมงจะถึงติโนเซตในราวย่ำคํ่า แต่ความคิดนี้ผิดหมดทั้งสิ้น เมื่อพบมิสเตอไอเดเข้าเห็นเปนคนเยนเตอลแมนอย่างผู้ดีมาก เมื่อมาถึงโนโตดเดนก็เร็ว ไม่ทันถึงบ่าย ๒ โมง ตรงไปที่โฮเตลฟุรุไฮมเปนโฮเตลไม้เล็ก เพราะได้จัดการกินเข้ากลางวันไว้ที่นั่น แต่เจ้าของโฮเตลต้นเหลือสติกำลัง พอพ่อไปถึงตื่นไม่เปนอารมณ์ จนจะนำเข้าไปในห้องที่จัดไว้ให้นั่งก็นำไม่ถูก พาไถลไถเลนเพริดใหญ่ การที่จะกินเข้าก็เปนประดักประเดิดเหลือเกิน กับเข้ากับปลาทำดี แต่การที่จะเลี้ยงไม่มีสติอารมณ์ ยายแก่คนใช้คนหนึ่งสาวคนหนึ่ง วิ่งเข้าวิ่งออก มือเปล่าออกมาทีหนึ่ง จึงจะมีของออกมา จนนั่งทายกันว่าคราวนี้แกจะออกมามือเปล่าฤๅจะมีของ ทายถูกก็ฮาทายผิดก็ฮา จนแกเรี่ยเหลือที่จะเรี่ย ทายไม่น่าจะถูกก็ถูก พระยาชลยุทธหัวเราะจนน้ำตาไหล พวกเราใส่กันงอๆ กว่าจะกินแล้วเสร็จเปนบ่าย ๓ โมง มิสเตอไอเดแลกงสุลเขาขึ้นไปกินที่เรือน แล้วมานั่งคอยเราอยู่เปนนานเราแล้วไม่ได้

บ่าย ๓ โมงเศษจึงได้ไปดูงานที่เขาทำ โรงทำงานนั้นอยู่ริมน้ำ โฮเตลที่เราไปกินเข้าในเข้าไปต้องเดินย้อนกลับ โรงงานนั้นเปนสองส่วน ส่วนหนึ่งเปนงานแรกทำ อิกส่วนหนึ่งเปนงานที่ขยายขึ้นใหม่ยังไม่ได้ลงมือทำ อิกประมาณเดือนเศษจึงจะได้ลงมือ เหตุผลแห่งการที่ทำนั้นดังนี้

เดิมมิสเตอไอเดไปเห็นเขาทำที่อเมริกา เครื่องที่จะใช้กำลังไฟฟ้า เห็นว่าจะใช้การได้สำหรับเมืองนอรเว แต่แรงไฟฟ้าอย่างอเมริกันยังอ่อนไป เขาจึงได้คิดทำขึ้นอย่างใหม่ การที่จะเล่าด้วยเรื่องเครื่องมือสำหรับให้ไฟแรงนี้ จะเขียนลงไปเปนหนังสือยากที่จะเข้าใจ นอกจากที่จะเขียนเปนรูปแบบ รูปแบบทั้งปวงนี้เขาได้พิมพ์ขึ้นไว้เปนสมุดมีแล้ว ได้จดคำอธิบายลงไว้แล้ว รวมใจความว่าอย่างอเมริกันใช้ไฟฟ้าตัวผู้ตัวเมียหมุนให้มากระทบกันเปนประกายแรงไม่พอ เขาจึงได้มาปฤกษากับมิสเตอเบียร์เคแลนค์ คิดขึ้นใหม่ เอาแม่เหล็กเข้าไปรับไว้กลางไฟฟ้าตัวผู้ตัวเมียที่จะมากระทบกัน ด้วยแรงกระทบนั้นจึงทำให้เปลวเวียนรอบ ไอร้อนแรงขึ้นในหม้อไฟฟ้านั้น มีแรงร้อนได้ถึง ๒๕๐๐ ดีกรีเซนติเกรต คิดเปนฟาเรนไฮต์ ๔๕๓๒ ดีกรี มีศิลาเจาะปรุบังอยู่สองข้าง ก่ออิฐเปนช่องให้ลมเดิน เมื่อลมเดินเข้าไปในท่อนั้น แล้วไปผ่านไฟฟ้า ในลมมีธาตุออกซิเยนแลไนโตรเยน แลเมื่อถูกไฟฟ้าเผาแรงเช่นนั้น ออกจากหม้อไฟกลายเปนแคส ลมหมดไป คงเหลือแต่ออกซิเยนแลไนโตรเยน มีท่อให้แคสนั้นมาขังอยู่ในหม้อเหล็ก ประมาณสักห้านาทีแล้วจึงปล่อยแคสนั้นมาลงในปล่อง ที่ก่อด้วยศิลาแผ่นใหญ่หนา กว้างประมาณ ๘ ศอกสูง ๗ วา ๘ วา ในปล่องนั้นบรรจุศิลาที่เรียกว่าควอร์ตล์ คือหินฟันม้าอย่างแขงลงไว้เต็มทั้งปล่อง ปล่องนี้มีหลายปล่องตั้งเรียงๆ กันไป เปิดแคสให้มากระทบกับท่อน้ำซึ่งมาอิกทางหนึ่ง ตกลงไปในปล่อง ที่เอาศิลาใส่ไว้ในปล่องนั้น เพื่อจะให้แคสแลน้ำต้องเดินคดไปคดมาให้มาก เมื่อเต็มปล่องนี้แล้วสูบลงปล่องอื่นต่อไปจนถึงปล่องที่สุด ตั้งแต่น้ำกระทบกับแคสเข้าก็กลายเปนไนตริกแอซิด เมื่อเปลี่ยนไปจนถึงปล่องที่สุดก็เปนอย่างแรงกว่าข้างต้น

ได้ไนตริกแอซิดเช่นนี้แล้ว เวลานี้เขาใช้ไปทำการได้สามอย่างคือ

๑ ไขน้ำนั้นไปลงในอ่างศิลาทั้งแท่ง ซึ่งบรรจุศิลาปูนลงไว้ในนั้น ศิลาปูนนั้นละลาย เหตุด้วยแคสนั้นร้อน เมื่อเวลาออกจากเตาที่เผาถึง ๗๐๐ ดีกรีเซนติเกรด เปน ๑๒๙๒ ดีกรีฟาเรนไฮต์ กลายเปนคันเชียมไนเตรต แล้วจึงไขปูนนั้นไปเข้าในหม้อให้แห้ง ตกออกมาเปนปูนหยาบหยาบสีนวน ปูนนี้ใช้เปนปุ๋ย สำหรับโรยในพื้นแผ่นดินปลูกพืชพรรณต่างๆ งาม เหมือนอย่างกับดินประสิว ที่เกิดเองโดยธรรมดาที่เมืองชีลี แต่เพราะเหตุที่ใช้แรงน้ำ แลใช้ไฟแรงแต่ไม่ต้องมีคนรักษาพยาบาลไฟฟ้าเหมือนอย่างอเมริกา ด้วยไฟนั้นตั้งคงที่ไม่ได้หมุน จึงไม่ใคร่เสีย ด้วยเหตุที่ทำการได้ถูกเช่นนี้เปนต้น ราคาจึงได้น้อยกว่าดินประสิว ที่เกิดเองโดยธรรมดาที่เมืองชีลีที่ขายอยู่ในเวลานี้ ราคาตันหนึ่ง ๑๗๐ โครน ราว ๑๔๐ บาท ฤๅกิโลแกรมละ ๑๗ เออร์ ราว ๑๔ สตางค์ ปุ๋ยดินประสิวที่ชีลีราคากิโลแกรมละ ๒๐ เออร์ ราว ๑๖ สตางค์ครึ่ง

๒ ผสมกับโซดา ใช้สำหรับทำสีต่างๆ

๓ ผสมกับกลิสรินแลเยเลติน ทำให้เหนียวแลแขงเปนแผ่นสำหรับทำดินปืนไม่มีควัน

แต่สองอย่างข้างหลังนี้ยังไม่ได้ออกจำหน่าย เมื่อจับตัวไนตริกแอซิดได้เช่นนี้แล้ว ยังอาจจะนำไปทำการอื่นๆ ได้อิกหลายอย่าง

ความคิดที่ทำการจับธาตุในลมเช่นนี้ พึ่งเกิดขึ้นในห้าปีนี้เอง พึ่งได้ลงมือทำการโรงเล็กได้สองปีมาแล้ว ทำได้อยู่วันละ ๕ ตัน นับว่าเปนการที่ทดลองสำเร็จได้ดีแล้ว เขาจึงได้เริ่มที่จะคิดทำการให้ใหญ่ขึ้นไปอิก

ข้อสำคัญที่จะทำการให้สำเร็จนี้ ก็ด้วยเรื่องแรงที่สำหรับจะหมุนไฟฟ้า ถ้าหากว่าจะใช้สตีมเปนเครื่องหมุนจะเปลืองโสหุ้ยราคาแพงมาก จึงได้คิดใช้แรงน้ำซึ่งเปนการเหมาะแก่ประเทศนี้ เหตุด้วยน้ำพุในประเทศนี้มีผู้ประมาณว่ามีกำลังที่จะใช้หมุนเครื่องจักรได้ถึง ๘๐ ล้านแรงม้า ถึงว่าการที่เห็นว่าจะใช้น้ำเปนกำลังได้ด้วยราคาถูกเช่นนี้ก็ดี ยังต้องการทุนเปนอันมากที่จะทำการปิดทดน้ำลงในท่อสำหรับหมุนเครื่องจักร ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปข้างน่า เพราะฉนั้นจึงได้ตั้งกัมปนีนี้ขึ้นเปนกัมปนีใหญ่ แต่ถ้าจะตั้งแต่เฉภาะทุนของเมืองนอรเวเองไม่มีเงินพอ ต้องอาไศรยทุนต่างประเทศ เช่นอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน เดนมาร์ก แลสวิเดน ทุนของกัมปนีนี้ ที่ได้ตั้งขึ้นไว้แล้วถึงห้าสิบล้านโครน แต่ในสตอตติงเปนที่รังเกียจกันมาก เรื่องทุนต่างประเทศมาลงอยู่ในเมืองมาก จึงไม่อยากจะให้อนุญาตให้ผู้ใดซื้อแลทำการในน้ำตกน้ำพุต่อไปอิกโดยเร็ว แต่กัมปนีนี้ได้ตั้งเสียแต่ก่อนรู้ตัว แต่อย่างนั้นก็ยังเปนที่ขัดขวางกันอยู่มาก ความขัดขวางของประเทศนี้ก็ชอบกล ด้วยประเพณีเมืองน้ำตกน้ำพุแม่น้ำลำธาร ไม่ได้เปนของรัฐบาล เปนที่มีเจ้าของทั้งนั้น ถ้าผู้ใดมีที่อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำแห่งหนึ่ง ได้เปนเจ้าของแม่น้ำนั้นกึ่งหนึ่ง ถ้าหากว่ามีที่สองข้าง แม่น้ำนั้นเปนทรัพย์สมบัติของผู้เปนเจ้าของที่สองข้าง รัฐบาลอยากจะถือเอาอำนาจเปนเจ้าของ ห้ามไม่ให้ซื้อขายน้ำตกน้ำพุนี้ก็ไม่สำเร็จ สตอตติงก็บีบคั้นเกาวแมนต์ไม่อยากจะให้อนุญาต เปนความลำบากของรัฐบาลในเรื่องนี้มาก ส่วนกัมปนีนี้ได้ซื้อน้ำตกไว้เสียหลายแห่ง ตั้งแต่ยังไม่ทันรู้กัน ซื้อได้ด้วยราคาถูก เพราะเหตุที่แถบนี้ แต่ก่อนเกิดโรคห่าเรียกว่าไข้ดำ คนทิ้งภูมลำเนาไปเมืองอเมริกาเสียมาก น้ำตกที่เปนของกัมปนีนี้ คิดเปนจำนวนแรงม้าโรงเล็ก ๓๐๐๐ โรงที่ทำใหม่ยังไม่แล้วนี้ ๔๐๐๐๐ จะขึ้นได้ถึง ๖๐๐๐๐ ที่รูคานสองแสนห้าหมื่น ที่วามานหกหมื่นถึงเจ็ดหมื่น เบยเลฟอสห้าหมื่น โรงเล็กกับโรงใหม่ตั้งอยู่ที่โนโตดเดนแห่งเดียวกัน แต่อิก ๓ แห่งนั้นแยกโรงตั้ง ทำการอย่างเดียวกันทั้งสามแห่ง จึงเปนงานที่กัมปนีนี้ทำอยู่ถึงสี่ตำบล

คราวนี้จะว่าด้วยวิธีที่นำน้ำมาใช้เปนแรงหมุนเครื่องไฟฟ้าได้อย่างไร เมื่อเวลาดูที่โรงทำงานริมน้ำแล้วขึ้นมาพักบนเรือนไดเรกเตอ เวลา ๔ โมงเศษแล้ว ถ้าจะไปติโนเซตด้วยรถม้า ทาง ๔ ชั่วโมง เขาว่าหนทางไม่ดี ถ้าจะไปด้วยรถโมเตอร์คาร์เปนเวลาชั่วโมงครึ่ง มีรถโมเตอร์คาร์แต่สองหลัง ไม่พอที่จะไปด้วยกันหมด เข้าของก็จะเอาไปไม่ได้ เขาบอกว่าโฮเตลที่ติโนเซตเลวเต็มทีด้วย ชักชวนให้อยู่ที่นี่ ซึ่งเปนที่สบายมาก แต่ที่เปนข้อสำคัญนั้น ไม่ได้เห็นเขาทำการที่ใช้แรงน้ำ เปนอันได้ดูแต่ครึ่งๆ กลางๆ จึงตกลงเปนอยู่ แบ่งให้หม่อมนเรนทร์ เสมอใจ มิสเตออาลเบอสแลหมอฟิสเตอ กับเจ้าของล่วงน่าไปก่อน แบ่งไว้แต่เสื้อผ้าที่สำหรับใช้ติดตัว อยู่แต่ชายสองคน กับกรมสมมต พระยาชลยุทธ พระยาบุรุษ หลวงฤทธิ์

ครั้นเวลาบ่าย ๕ โมงเศษได้ขึ้นรถโมเตอร์คาร์เปนรถเมอเซเดทั้งสองหลัง ใหญ่กว่าของเราที่มี ไปดูที่ใช้น้ำทำแรงไฟฟ้า ที่ซึ่งจะใช้น้ำเช่นนี้ต้องเลือกภูมิประเทศให้มีที่ขังน้ำได้มาก เปนทเลสาบ ต้องก่อทำนบกั้นให้สูงขึ้นกว่าพื้นน้ำเดิมตามที่จะทำได้ ตั้งสองเมเตอขึ้นไป ฤๅถ้าจะขุดรุ้งได้ต้องขุดรุ้งลงไปให้ลึก สุดแต่ให้น้ำขังได้มากที่สุดก็ได้แรงม้ามากขึ้น ที่ขังน้ำในสายน้ำตกจากรูคันนี้ เขาได้ทำเปนสามตอน ตอนล่างเรียกฮินตาดัลส์วันเดต เปนทเลสาบแลทำนบที่พ่อไปดูวันนี้ ถัดขึ้นไปมีอิกตอนหนึ่งที่ติโนเซต ทเลสาบนั้นเรียกว่า ตินเซอ ก่อทำนบกั้นขังน้ำ ให้น้ำมากขึ้นได้ถึงสองร้อยล้านคิวบิกเมเตอ อิกทเลสาบหนึ่งเปนที่สาม อยู่เหนือน้ำตกรูคันเรียกว่า มเยอสวันเดต ขังน้ำขึ้นได้มากกว่าปรกติ ได้หกร้อยล้านคิวบิกเมเตอ นี่นับเปนกำลังที่จะใช้ต่างสติม ส่วนฮินตาดัลส์วันเดตที่พ่อไปดูนั้น ไม่ใช่ที่ซึ่งจะขังน้ำให้ได้มากขึ้นเท่าใดนัก แต่เปนที่ซึ่งจะเปิดน้ำให้ไปลงในเครื่องทำแรงไฟฟ้า ที่นั่นมีน้ำตกใหญ่สูงมากลำธารลึก จึงเปนที่เหมาะที่จะทำการ ลงทำนบกั้นน้ำตกนั้นเสียทีเดียว เจาะปล่องศิลาใต้น้ำเดินลงไปทางอื่นต่างหาก ที่ปลายปล่องศิลานั้นจึงต่อท่อเหล็กใหญ่ให้น้ำตกตรงลงไป ไม่ใช่ไหลเทๆ เหตุว่าน้ำไหลเทๆ แรงน้อยไป ตรงปากปล่องนั้นขุดลงไปในศิลา ตั้งจังหัน ฤๅรหัดที่สำหรับจะให้น้ำลงไปกระทบ มีเครื่องหมุนถึงโมเตอไฟฟ้าข้างบนทุกๆ โมเตอ ถ้าหากว่าเวลาจะหยุดเครื่องจักร ปิดปล่องที่ไขน้ำลงเสีย น้ำก็บ่าลงมาตกทางปากทำนบเปนน้ำพุอันใหญ่ไหลตกลงทางลำธารเดิม กระทำให้น้ำอยู่ในอำนาจด้วยประการฉนี้ ส่วนไม้ที่เคยล่องตามลำน้ำอยู่แต่ก่อนนั้น ต้องมาลงทางหลังน้ำพุ ครั้นเมื่อกั้นทำนบปิดน้ำพุเสียเช่นนี้แล้ว จึงต้องขุดรางแคบพอจุไม้ต้นเดียว น้ำลึกแต่พอไม้ที่จะลอยไม่ครือพื้นได้ ทอดระดับให้รางน้ำเทลงไปหาลำน้ำตอนล่างพอได้ระดับ คราวนี้พอให้ล่องมาคัดส่งเข้าปากรางปล่อยให้ลอยไหลลงไปเอง ไม่ต้องทำอะไร ล่องไม้อย่างใหม่นี้ ไม้ไม่มีอันตรายเลย ดีกว่าล่องอย่างเก่าซึ่งปล่อยให้ไหลตกลงไปตามน้ำพุ ฟาดแตกหักเสียมาก เพราะฉนั้นการล่องไม้อย่างใหม่รักษาประโยชน์ที่จะให้เสียไปด้วยไม้แตกเยินหักไม่มีต่อไปอิกนั้น ก็พลอยได้ประโยชน์ขึ้นอิกเปนอันมาก

ส่วนที่จะทำโรงตั้งเครื่องแรงไฟฟ้า สำหรับให้น้ำไปหมุนนั้นจำเปนจะต้องตั้งในที่ต่ำได้มากที่สุดยิ่งดี น้ำยิ่งมีแรงมากขึ้น ที่ซึ่งได้ตั้งโรงเดี๋ยวนี้ อยู่ในลำธารลึกลงไปกว่าหลังทำนบกว่าเส้น เมื่อเวลายังไม่ได้ปิดทำนบ ที่แห่งนั้นเปนที่น้ำท่วม ในการที่จะทำรากที่ตั้งเครื่องโมเตอไฟฟ้า จำต้องต่อคลองด้วยไม้ ถ้าจะเรียกว่ารางก็โตเกินราง เท่าคลองขนาดสามวา ลึกพอกันกับที่จะรับสายน้ำได้ ตั้งแต่ที่น้ำตกไปจนสุดเขตรที่จะทำการก่อสร้าง ที่สุดเขตรนั้นตั้งทำนบกั้นเสีย ปล่อยให้น้ำไหลไปทางรางตกนอกทำนบ แล้วจึงทำรากโรงแรงไฟฟ้านั้น การทำรากนี้จำจะต้องทำให้สำเร็จในฤดูแล้งจนสูงพ้นสายน้ำไหล ถ้าหากว่าช้าไปจนถึงเวลาสโนละลาย น้ำตกลงมามาก ลำรางที่ทำนั้นทานน้ำไม่ไหวฤๅรับน้ำไม่พอ เมื่อได้ก่อรากสำเร็จแล้ว ถึงน้ำจะมาก็ไม่ขัดข้องอันใดในการที่จะก่อสร้างต่อไปอิก เพราะเหตุที่รากพื้นชั้นต่ำนั้นเปนเขื่อนอย่างแน่นหนาที่จะกันน้ำได้ การที่เขาทำนี้จวนจะสำเร็จแล้ว ได้เปิดลองแรงจังหันหมุนเครื่องจักร์ใช้ได้เปนที่เรียบร้อย ขอให้เข้าใจว่าที่เล่ามาเดี๋ยวนี้ ถึงเรื่องทำการที่ฮินเตอดาลสวันเดต ซึ่งเป็นแรงไฟฟ้าสำหรับจะไปใช้โรงใหม่ที่ยังทำไม่แล้ว ส่วนโรงเก่านั้นเขาได้ใช้แรงน้ำจากที่อื่นเปนการทดลอง ส่วนทเลสาบตินเซอทำนบคั่นที่ ๒ นั้น ไม่ได้ตั้งเครื่องจักร์ทำการไฟฟ้า เปนแต่ที่ขังน้ำไว้ สำหรับจะเปิดลงไปช่วยแรงที่ฮินเตอดาลส์ ในเวลาแล้งที่น้ำน้อย แต่ส่วนมเยอสวันเดตตอนเหนือรูกันนั้น เขาจะตั้งโรงไฟฟ้าทำการเหมือนข้างล่างอิกตำบลหนึ่งต่างหาก อันจะได้กล่าวเกี่ยวแก่เรื่องรถไฟต่อไปข้างน่า

ส่วนไฟฟ้าที่ทำในโรงฮินเตอดาลสนั้น เขานำแรงลงไปใช้ที่โรงงานโนโตดเดนด้วยสายลวดอย่างเดียวกันกับสายโทรเลข แต่เพราะเหตุที่ต้องใช้กำลังไฟฟ้ามาก จึงต้องถางป่ากว้างประมาณสักสิบห้าวา เปนทางตรงลงไปแต่ฮิลเตอดาลสจนถึงโนโตดเดน ปักเสาเรียงกันสามต้น คือ เปนสามแถว เสาต้นหนึ่งมีสายลวดหกสาย จึงรวมเปนกำลังไฟฟ้าที่นำลงไปจากฮินเตอดาลส ๑๘ สาย ใช้ในเครื่องโรงที่ทำขึ้นใหม่ เขายังมีความคิดต่อไปว่า สืบไปภายน่าบางทีจะไม่ต้องใช้สายลวด จะใช้วิธีอย่างไวร์เลสเตเลกราฟีนั้นได้

ส่วนที่เหนือรูกัน เปนระยะทางไกลมาก แลแรงม้าก็มีมาก เขาจึงคิดตั้งโรงทำต่างหาก การที่จะตั้งโรงทำขึ้นในที่ดอนดังนั้น ก็เปนความลำบากตกอยู่แก่เรื่องที่จะขนของที่ทำได้ลงไปจำหน่าย เพราะตำบลรูกันนี้อยู่ในสูนย์กลางทางที่จะไปข้างตวันตกตวันออกแลทิศใต้ ถึงทเลเท่ากันทั้งสามทิศ จึงเปนการจำเปนที่จะต้องใช้รถไฟ เวลานี้กำลังได้ลงมือทำการรถไฟอยู่ คิดจะทำตั้งแต่โนโตดเดนขึ้นไปถึงติโนเซต ในการที่จะข้ามทเลสาบตินเซอ จะใช้เรือรับรถไฟทั้งพวง อย่างเช่นที่เดนมาร์ก แล้วทำรถไฟตั้งแต่ฟาเคอสตรันด์ ฝั่งทเลสาบข้างบนไปจนถึงรูกัน บรรทุกของจากที่นั้นลงมาถึงโนโตดเดนได้ทีเดียว การที่จะทำรถไฟนี้เปนกัมปนีหนึ่งต่างหาก แต่มีประโยชน์เกี่ยวถึงกัน มิสเตอไอเดเปนไดเรกเตอทั้งสองกัมปนี แลการที่จะขออนุญาตต่อรัฐบาลก็เปนความลำบากอยู่บ้าง ด้วยกลัวพวกสตอตติงที่เปนออปโปซิชั่นจะขัดขวาง แต่เดิมมาไม่มีกฎหมายห้ามปราม ถ้าผู้ใดเปนเจ้าของที่ดินอาจจะสร้างรถไฟในที่ดินของตัวไม่ต้องขออนุญาตรัฐบาล กัมปนีนั้นจึงได้ซื้อที่ดินไว้แล้วเสร็จตลอดทาง หมายจะใช้กฎหมายเดิมนั้น แต่การซื้อที่ดินที่นี่ มีที่ยากอยู่บ้าง ที่หลวงที่รัฐบาลเปนไม่มีเลย เปนที่มีเจ้าของทั้งนั้น ตระกูลโนบิลิตีได้เลิกแล้วก็จริง แต่ผู้ที่มีตระกูลมาแต่เดิมได้เปนเจ้าของที่นี้อยู่โดยมาก ไม่ใช่เปนคนขัดสนไม่ยอมขายที่ดิน ต้องว่าเช่ากันไม่มีกำหนดก็มีโดยมาก ซื้อได้เปนสิทธิก็มาก แต่ไม่มีราคาเท่าใด เช่าก็เช่าถูกๆ ซื้อก็ซื้อถูกๆ สตอตติงไหวในการเรื่องนี้ได้ตั้งกฎหมายห้ามไม่ให้ผู้ใดสร้างรถไฟ เมื่อไม่ได้อนุญาตรัฐบาลก่อน จึงต้องขออนุญาต เขาพึ่งได้รับอนุญาตสองสามวันนี้เอง แต่ทางรถไฟได้ลงมือทำเสียก่อนแล้ว เหตุด้วยว่าเสนาบดีว่าคงจะได้ดอก ให้ลงมือทำไปก่อนเถิด จึงได้ลงมือทำ เขากำหนดจะให้การรถไฟนี้แล้วเสร็จในปีครึ่ง เพราะฉนั้นต่อไปภายน่าอิกสักสองปี ผู้ใดจะขึ้นไปที่รูกันโฟส จะไม่ต้องเดินทางลำบากอย่างพ่อมา แต่จะไม่ได้เห็นรูกันโฟสที่ตกโดยธรรมดาเอง จะกลายเปนเห็นน้ำพุที่เขาทำให้ตก

ว่าด้วยเรื่องรถไฟนี้แล้ว มีเรื่องที่น่าคิดอยู่อิกเรื่องหนึ่ง ที่รูกันโฟสมีฤดูสปริงอยู่เดือนหนึ่ง ซัมเมออยู่เดือนหนึ่ง นอกนั้นก็เปนฤดูออตัมแลฤดูหนาว ในทเลสาบทั้งปวงน้ำแข็งหนาทั่วไป เมื่อน้ำแข็งเสียเช่นนั้นจะได้น้ำที่ไหนมาใช้หมุนเครื่องไฟฟ้า แลเรือจะเดินอย่างไร อธิบายข้อต้นว่าน้ำแข็งนั้นแข็งแต่ข้างบน ข้างล่างคงอุ่นอยู่ ๔ ดีกรีเซนติเกรตเสมอ ท่อที่ไขน้ำลงไปเข้าจังหันหมุนจักร์อยู่ต่ำ น้ำไม่มีเวลาจะแข็งคงทำงานได้ตลอดปี ส่วนทางเรือเดินนั้น เขามีเครื่องตัดน้ำแขง ยกขึ้นมาเปนก้อนๆ เปิดเปนคลอง ให้เรือเดินได้ตลอดฤดู เพราะเหตุว่าการตัดน้ำแข็งเช่นนี้ ในนอรเวได้ทำกันเปนการใหญ่อยู่แล้ว ถึงปีตัดน้ำแขงเปนแท่งโตๆ เปนสินค้าส่งไปยังประเทศยุโรปตอนกลางแลตอนข้างใต้ปีละมากมายนัก ที่ตำบลเบรวิกที่เรือจอดมีโรงโตๆ เปนที่สำหรับไว้ก้อนน้ำแขง ซึ่งจะบรรทุกลงเรือกำปั่น มีตพานไม้ยาวๆ ขึ้นไปหาภูเขา ซึ่งสำหรับจะเลื่อนแท่งน้ำแขงนั้นลงไปยังที่เก็บ เพราะฉนั้นการเดินเรือในเวลาน้ำแขงจึงไม่เปนอัศจรรย์อันใดแก่เขา

บัดนี้จะว่าด้วยการที่ได้ไปเห็นเวลาทำงานนั้น เขาเปิดเตาที่เผาลมอากาศให้ดู แลเห็นดวงไฟตัวเหล็กตัวผู้ตัวเมียของไฟฟ้านั้น อย่าได้เข้าใจว่าเปนลวดเล็กๆ โตเท่าราวม่าน งออย่างลวดไฟฟ้า เข้าไปจดกันอยู่มีระหว่างห่างสักนิ้วหนึ่ง มีแม่เหล็กล่ออยู่ตรงระหว่างนิ้วหนึ่งนั้น แสงไฟเดินเวียนไปเวียนมารอบ กลายเปนดวงกลม วัดสูนย์ใส้ของเปลวนั้นถึง ๙๐ เซนติเมเตอ ดูเหมือนกับดวงพระอาทิตย์แต่เปนสีขาว มีรัศมีออกอย่างเดียวกันด้วยความสามารถแห่งความร้อน คาลเซียมไนเตรดนั้นมีสีเหลืองอ่อน เมื่ออัดแห้งเข้าแล้ว เปนปูนที่มีสีเหลืองๆ เว้นแต่ที่มาประสมกับโซดาเปนสีขาวบริสุทธิ์ การที่ทำใช้คนน้อยเปนที่สุด เมื่อแรกลงมือทำ เขาต้องใช้นายงานสามคน ลูกมือสามคน ทีหลังค่อยลดลงๆ จนเดี๋ยวนี้ นายงานคนเดียวดูได้ตลอดทุกเตา ยังมีเวลาว่างอาจที่จะทำการอื่นได้ เพราะเหตุที่เครื่องที่ทำนั้น มันเดินไปโดยลำพังตัวของมันเอง ไม่ต้องบริหารรักษา ตลอดจนเวลาเปนแคสไปลงในปล่อง ไปลงในศิลาปูน มันไปกันเงียบๆ ไม่มีใครต้องทำอะไร คนที่ทำงานแลเห็นอยู่มากในเวลานี้เปนคนทำงานโรงใหม่ซึ่งยังไม่แล้วเท่านั้น โรงเก่าทำใช้มาได้สองปีแล้ว โรงใหม่ทำมาได้ปีหนึ่ง จะแล้วในเดือนกันยายน โรงที่รูกันอิกสามปีจะแล้ว โรงที่วามาแลบรอยเอฟอสกำลังทำอยู่ รวมทุกแห่งจะได้คาลเซียมไนเตรตปีละแสนแปดหมื่นตัน วิธีจะใช้คาลเซียมไนเตรตซึ่งเขาเรียกว่า เฟอติไลเซอ มีส่วนดังนี้ คือ ในที่แผ่นดินพันเมเตอสี่เหลี่ยม ใช้ยี่สิบห้ากิโลแกรม จะโรยในที่แผ่นดินก่อนแล้วจึงปลูกพืชพรรณ์ก็ได้ ฤๅปลูกแล้วโรยภายหลังก็ได้ อย่างเช่นต้นกุหลาบถ้าโรยปุ๋ยนี้แล้วให้ดอกงามดีมาก

ทางที่จะไปทเลสาบที่ขังน้ำชั้นต้นฮินเตอดาลส์นั้นไปบนไหล่เขาเลียบไปข้างฝั่งซ้าย ระยะทางไกลจากฟาบริกที่ทำงานอยู่ แต่ไปด้วยโมเตอร์คาร์ก็ไม่สู้ช้านัก ทั้งไปทั้งมาแลดูงานด้วย ประมาณสักชั่วโมงหนึ่ง แต่รถโมเตอร์คาร์ช่างทำอันตรายแก่รถม้ามากเสียจริงๆ ไม่ได้ใช้บีบแตรฤๅสั่นกริ่ง ใช้แตรเป่าอย่างเอมเปอเรอเยอรมันมีสองเสียงตู้ตู๋ แต่พอรถได้ยินเสียงแต่ไกลต้องหยุด คนบนรถต้องลงหมด โดยมากต้องพารถนั้นลากเข้าป่า ถ้าอยู่ในทางม้าก็กระโดดโลดเต้นไป แต่ที่แท้เมื่อสังเกตดูเหมือนคนตกใจก่อนม้า พอเห็นม้าสดุ้ง ก็รีบร้อนจะให้ม้านิ่งฉุดดึงบังเหียนเฆี่ยนตีโดยไม่มีมูล ม้าก็ยิ่งตกใจใหญ่ เปนเช่นนั้นโดยมาก เพราะฉนั้นรถโมเตอร์คาร์ไม่กล้าเดินเร็วกว่ารถม้าเท่าใด พ่อจึงได้เลยหายกลัวขาหลุด รถนี้ผ่านเปาเวอสเตชั่นไปคนละฟาก ต่อไปก็ลงที่ต่ำ คือรดับน้ำในทเลสาบฮินเตอร์ดาลส์ จึงมีตพานข้ามลำธารไปเดินเลียบตามเขื่อน เมื่อเวลาข้ามตพานนั้นใกล้น้ำตก ซึ่งเขาเปิดลงมาตามปากทำนบ กระทบศิลาเปนฝอยพลุ่งขึ้น เปียกเหมือนน้ำฝน แลมีรุ้งกินน้ำที่ตรงน้ำตกนั้น เรายืนดูอยู่ได้ห่างสักสิบวาเท่านั้น เรื่องเห็นรุ้งใกล้ๆ นี้ พ่อได้เห็นหลายหน เมื่อเวลาขึ้นรถไปใกล้ๆ ลำธาร แต่ไม่ได้ลงในจดหมายรายวัน เพราะสีไม่ใคร่บริบูรณ์อ่อนไป วันนี้สีบริบูรณ์เต็มที่ ไม่ใช่เปนหมูเปนอันขาด คือ แสงแดดฉายกับไอน้ำเท่านั้น การที่จะเที่ยวเดินดูที่ทำงานนี้อยู่ข้างจะน่ากลัวอันตรายอยู่บ้าง เพราะต้องเดินในหลังกำแพงแคบๆ พื้นล่างลึกเต็มที กลับมาย่ำค่ำครึ่ง พักที่เรือนไดเรกเตอร์กัมปนี

เรือนหลังนี้ทำด้วยไม้ล้วน ก่อศิลาแต่ฐานชั้นล่าง ใช้เสาแลตัวไม้สลักลวดลายอย่างนอรวิเยียน ตลอดจนเครื่องเฟอนิเชอก็ทำสำหรับเรือนนั้น มีห้องนอนที่เหลือจากเขาอยู่มาก พอพวกเราอยู่ ห้องนอนพ่อสบายดีนัก เรือนนั้นสร้างอยู่บนเนินเฉภาะตรงช่องทเลสาบ แลเห็นภูมิประเทศทั้งน้ำทั้งบกไกลงามดีมาก เขาหยุดงานที่ดังโครมครามให้ในเวลากลางคืนด้วย เวลากินเข้ามีอินยิเนียหนุ่มๆ ที่ทำงานในกัมปนีนี้สามสี่คน แลมีอินยิเนียรถไฟเปนผู้ใหญ่ชาวสวีดคนหนึ่งมานั่งโต๊ะด้วย รู้สึกคุ้นเคยสบายดี

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๒๖

รูกันฟอส

วันอังคารที่ ๓๐ กรกฏาคม

วันนี้ตั้งแต่เช้ามาก็ฝนตก อากาศมืดมัวเปนหมอกไม่ได้เรื่องใหญ่ หวังใจกันอยู่เสมอว่าจะเลิก แต่เปล่ากินเข้าแล้วเขาขอให้นั่งถ่ายรูปที่น่าเรือนทั้งกำลังฝน รั้งรอกันอยู่จนกระทั่งสามโมงเศษจึงได้ออกจากที่บ้านนั้นมาด้วยรถโมเตอร์คาร์ อากาศอยู่ข้างจะหนาว เสื้อของพ่อไม่พอ มิสเตอไอเดจึงเอาเสื้อของเขาให้สวมชั้นนอกอิกชั้นหนึ่ง พอดี หีบผ้าเขามีที่สำหรับวางข้างท้ายรถ แล้วผูกไว้เสียให้แน่น ลงทางล่างเลียบตามฝั่งทเลสาบฮินเตอร์ดาลส์ มีไม้ที่ล่องลงมาจอดเปนแพเต็มไป ทางที่มานั้นไม่เปนเขาสูง เปนลูกเนินมีนาป่าไม้สนมาตลอดทาง แต่บ้านเรือนห่างๆ เวลา ๕ โมงครึ่งถึงตินซือซึ่งมีทำนบขังน้ำไว้ช่วยแรงข้างล่างซึ่งได้กล่าวมาแล้ว เปนระยะทาง ๓๓ กิโลเมเตอ เดิมเขาว่ารถโมเตอร์คาร์เดินชั่วโมงครึ่ง แต่ดูกว่านั้นเปนอันมาก ด้วยหนทางประดักประเดิดเต็มที ทางเดิมคดไปคดมาเลียบป่ายขึ้นไปบนชายเขาแล้วกลับลงที่ต่ำ ลางทีพอขึ้นไปถึงข้างบนก็กลับลงทันที ลงชันๆแลทางเองก็อยู่ข้างโทรมมาก น้ำขังเปนแห่งๆ กำลังซ่อมอยู่ก็มี รัฐบาลเห็นทางเก่าไม่ดีจึงได้คิดจะตัดใหม่ แต่กำหนดผ่อนใช้เงิน ๗ ปีจึงจะแล้ว กัมปนีต้องการหนทางที่จะได้ขนเข้าของ จึงยอมออกเงินรองให้รัฐบาลทำ ให้แล้วสำเร็จในคราวเดียว ได้ตัดทางใหม่ไปในทางราบๆ แลหาทางตรงที่สุดซึ่งจะตรงได้ งานที่ทำยังพึ่งเริ่มตั้งขอบถนนก็มี ได้ถมศิลาก้อนใหญ่ไว้แล้วก็มี กรุยไว้ยังไม่ได้ตัดก็มี เพราะฉนั้นการที่เดินทางวันนี้ ต้องไปทางเก่าบ้างทางใหม่บ้าง ทางใหม่ที่ยังไม่แล้วบ้าง ทางใหม่ที่แล้วสำเร็จมีแปดกิโลเมเตอเท่านั้น ตอนเมื่อจวนจะถึงตินซือขึ้นเขา โก่งขึ้นโก่งลงราวกับทางสวิตชแบก นับว่าเปนทางยากลำบากเต็มที แต่ป่าไม้สนงามบริบูรณ์มากในแถบนี้ จนกระทั่งถึงตินซือ ที่ตินซือนี้มีโฮเตลหลังหนึ่ง ได้หยุดพักครู่หนึ่งพบพวกที่มาคอยอยู่ แล้วลงเรือ เรือเล็กกว่าที่ขึ้นมาตอนแรกมาก ไม่มีห้องบนดาดฟ้า ต้องลงไปนั่งอยู่ในท้องเรือเพราะฝนตกไม่หยุด ข้างบนออกเปียกๆ ทางในทเลสาบตินซือนี้ถึง ๔๒ กิโลเมเตอ เปนทเลสาบอย่างแคบแต่ยาวจนเวลาบ่าย ๓ โมงจึงถึงฟาเคอสตรันต์ ซึ่งเปนท่าขึ้นบกมีโฮเตลเรียกชื่ออย่างเดียวกัน เปนโฮเตลที่หยุดพักกินกลางวัน โฮเตลนั้นร่องแร่งเต็มที ออกจะหิวๆ ไปด้วยกันทั้งนั้น ข้อต้นไม่มีขนมปังสด มีแต่ขนมปังแห้งเปนเข้าเกรียบฤๅเข้าตังทั้งอย่างสวิดิชแลอย่างนอรวิเยียน ตั้งต้นก็มีเนื้อวัวมา ก็ต่างคนต่างกินพอประมาณ คือคนละชิ้น คราวนี้ลูกเมลันมา เชื่อใจอยู่ด้วยกันหมด ว่าเมลันนี้ เขาเอาคั่นกับเข้าต่างๆ ลางทีก็ขึ้นต้น ลางทีก็นำไก่ฤๅเป็ดโรนกเน่า นึกว่าคงจะมีอะไรมาอิก นั่งคอยอยู่ประเดี๋ยวกลายเปนกล้วยก็เอะใจกัน ประเดี๋ยวสัปรดดองที่มาแต่เซาทอเมริกา ก็ยิ่งหนักใจหนักขึ้น จึงเกิดถามว่ามีอะไรอิก เจ้าของโฮเตลดิแคลร์ว่าหมดเท่านั้น ต่างคนต่างตกใจ กินไม่อิ่มด้วยกันทุกคน มิสเตอไอเดเรียกเจ้าของโฮเตลมา ขอให้ไปทำไข่เจียวตอบว่าไข่ไม่มี คราวนี้ขอเนย ออกอึ้งๆ ตกลงใจกันว่าไม่ได้ คราวนี้ใครมีวิชาที่จะกินได้อย่างไรก็กิน บางคนก็เข้าตังกับแตงกวายำ บางคนก็เข้าตังกับผักดองจิ้มเกลือ บางคนก็เข้าตังกับลูกไม้ต้ม ในที่สุดก็กล้วยช่วยแรงเข้าไป จนลงปลายเมื่อจวนจะอิ่มกันหมดจึงได้เนยมา ซ้ำเนยอิกก็พออิ่มพอใช้ ครั้นกินเข้าแล้วจัดการขึ้นรถที่จะไปต่อไปอิก รถนั้นรูปร่างมันพิฦกกึกกือ ข้างล่างออกจะเปนรถวิกตอเรีย แต่ประทุนไม่งํ้าไปข้างน่า ตั้งตรงขึ้นไปเฉยๆ คราวนี้ต่อกรอบหลังคาออกไปทำนองรถเก๋ง มีกระจกข้างละสองบาน แต่ด้านน่าตรงหลังสารถีกรุด้วยกระจกฝ้า เมื่อแลดูประทุนฤๅเก๋งรถ ข้างบนคลุ่มๆ เหมือนประทุนรถโมเตอร์คาร์เมื่อขึงเพดานเต็ม แต่ตัวฝาเปนรถเก๋ง ง่อนแง่นครอกแครกทั้งหลัง ขึ้นได้ข้างเดียว ข้างหนึ่งลูกบิดหักเปิดไม่ได้ แต่ม้าที่เทียมนั้นดี แข็งกว่าม้าตอนข้างใต้ ทุกๆ คู่ที่ได้เคยเห็น เดินไม่ต้องหยุดเลย แรกไปเปนทางราบๆ ไปขึ้นสูงต่อเมื่อพ้นฟาเคอสตรันด์ไปแล้ว ว่าตามจริงทางนี้ขึ้นสูงกว่าเมื่อวันขึ้นจากเมร็อก ขึ้นไปก็ทบเปนซิกแซกเหมือนกัน แต่เวลาที่มาอากาศช่างเต็มทีจริงๆ ฝนตกไม่ได้หยุด รถปิดเช่นนั้นแลเห็นอะไรก็ไม่ถนัดจนง่วงนอน ครั้นเมื่อขึ้นสูงไป ก็มีหมอกเต็มไปทั้งนั้น แรกขึ้นก็แลเห็นพาดอยู่ครึ่งๆ เขา ครั้นเมื่อเราขึ้นไปถึงที่หมอกอยู่นั้น ก็มืดมิดไป สิ่งใดที่อยู่ห่างไปประมาณสักเส้นหนึ่งก็แลไม่เห็น เขาทั้งลูกก็บังเสียมิดได้ ครั้นเมื่อต่อขึ้นไปอิก แลเห็นแต่เฉภาะที่รถเราไป ห่างออกไปข้างละสักสิบวา แลลงไปข้างล่างเปนเมฆรองอยู่ ในจังหวัดที่ตาเราแลเห็นชัดนั้นเหมือนกันกับวิมานฝาแดงๆ ห้อยภู่จามจุรี เราเปนเทวดานั่งชฎาตำเพดานอยู่ในรถ ถึงฝนไม่ตก ตัวหมอกเองนั้นก็เปนน้ำฉ่ำเปนลอองอยู่เสมอ ที่จริงก็พอจะกล่าวถึงได้ว่า ระยะทางเปนอย่างไร แต่จะเอาแน่นอนไม่ได้ แลจะชมว่างามก็ไม่สู้ถนัด เพราะฉนั้นพรุ่งนี้ยังมีโอกาศที่จะได้เห็นอิกเวลาหนึ่ง ถ้าฝนไม่ตกจะเล่าได้ดีกว่า จึงขอรอไว้เสียที เมื่อเข้าบริเวณน้ำตกรูกัน พวกผู้หญิงเมียพวกกัมปนีนี้ได้ทำซุ้มใบไม้รับ พวกคนงานได้จุดไดนาไมต์รเบิดแทนสลูต ขึ้นมาถึงโฮเตลที่มีชื่อรูกันอย่างเดียวกันอิก ระยะทางประมาณ ๒๕ กิโลเมเตอ ถึงเวลาย่ำค่ำครึ่งที่น่าโฮเตลมีปืนใหญ่ตั้งบอกหนึ่ง เปนปืนคู่กันกับบอกที่ตั้งอยู่น่าเรือน ไดเรกเดอที่โนโตดเดน เขารับเลหลังจากรัฐบาล บอกหนึ่งประมาณสัก ๙๐ บาทเศษ โฮเตลนี้เปนโฮเตลเก่า ครั้นเมื่อกัมปนีจะมาปิดน้ำ เจ้าของโฮเตลร้องว่า จะขาดผลประโยชน์ กัมปนีจึงต้องรับซื้อไว้ ให้เปนโฮเตลต่อไป โฮเตลนี้อยู่ข้างใหญ่โตประณีตมาก ออกจะหนักๆ เงิน แต่เวลานี้เขายังได้อาไศรยอยู่จึงทนไป เพราะการที่จะรับแขกมีแต่ปีละสองเดือนเท่านั้น นอกนั้นก็ปิดอยู่เปล่าๆ กับมีเวลาที่ยิงนกจับปลาอิกฤดูหนึ่งในเดือนสิงหาคม แต่อยู่สบายมาก

เมื่อมาตามทางได้เห็นกรุยทางรถไฟตลอดมา เห็นลงมืออยู่แห่งหนึ่งด้วย นึกสงไสยเหลือประมาณว่า เขาจะเอาขึ้นเขาอย่างไรได้ด้วยเขาสูงนักสูงหนา ชันขึ้นมาทันทีด้วย ต่อเวลากินเข้าได้สนทนากันจึงได้ความว่า เขาไม่ได้คิดจะทำขึ้นมาบนเขา จะทำขึ้นมาเพียงฟาเคอสตรันด์เท่านั้น ที่นั่นไม่สูงท่าไร ที่ฮินเตอดาลส์ซึ่งขังน้ำแรก สูงกว่าพื้นทเล ๑๕ เมเตอเท่านั้น ต่อนั้นมาก็ขึ้นลาดๆ ที่ฟาเคอสตรันด์ ๑๘๐ เมเตอ มาหยุดเอาที่เชิงเขาจะขึ้นชัน ที่ซึ่งเห็นลงมือทำงานนั้น เปนที่ซึ่งจะตั้งฟาบริก คือโรงที่สำหรับตั้งเตาเผาลมอากาศ ที่บนรูกันแลที่ข้างล่างลงไปอิกชั้นหนึ่ง เขาจะตั้งเปาเวอสเตชั่นให้เปนสองแห่ง คือบนรูกันเจาะปล่องศิลายาว ๔๕๐๐ เมเตอ นอนไปตามพื้น เมื่อถึงปากปล่องจึงต่อท่อเหล็กให้ตกลงมาในบ่อชั้นล่าง ท่อเหล็กนี้ตั้งตรงสูง ๒๖๐ เมเตอ จึงถึงปล่องชั้นที่ ๒ ยาวอิก ๔๕๐๐ เมเตอ แล้วปล่องเหล็กสูงอิก ๒๘๐ เมเตอ เปาเวอสเตชั่นตั้งอยู่ที่ปลายปล่องเหล็กชั้นบน แลปล่องเหล็กชั้นล่างซึ่งน้ำจะมาหมุนเครื่องจักร์นั้น แรงไฟฟ้าจากสเตชั่นชั้นบนล่ามสายลวดลงมาช่วยแรงกับแรงไฟฟ้าที่จะได้จากเปาเวอสเตชั่นชั้นล่าง แล้วจึงล่ามไปที่ฟาบริกซึ่งเปนที่ทำงาน เหมือนอย่างเช่นได้กล่าวแล้วด้วยเรื่องนำแรงไฟฟ้าไปด้วยสายลวด ๑๘ สายนั้น

ที่โฮเตลนี้มีผู้หญิงเมียอินยิเนียอยู่สองคนเขามาต้อนรับ มีคนอื่นที่เปนผู้ดีอิก แต่พ่อไม่ได้พบเพราะวันนี้ง่วงงึมงำ แลมีหนังสือที่ค้างอยู่จึงรีบขึ้นมาทำเสีย ไม่ได้อยู่ข้างล่างนาน ที่โฮเตลนี้สูง ๗๕๐ เมเตอจากพื้นทเล หนาวมากอยู่ปรอดเซนติเกรด ๑๒ ดีกรี ฟาเรนไฮต์ ๕๑ แต่ไม่แลเห็นน้ำแขงเลย ละลายหมดแล้ว ต้นไม้ใบหญ้าก็งอกงามบริบูรณ์ มีดอกไม้เล็กๆ ขึ้นมาจนถึงข้างบนนี้ มีดอกมากเรตขาวเปนมากกว่าอย่างอื่น มาตามทางแลเห็นเหมือนผ้าขาวลาดมาตลอด ความที่คนน้อยตามริมๆ ทาง สตรอเบอรีป่าออกลูกแดงไปไม่มีใครเก็บ แต่ดอกกุหลาบจับเซียมาตั้งแต่ฟาเคอสตรันด์บนนี้ไม่มีเลย เขาได้เก็บดอกกุหลาบที่โนโตดเดน ซึ่งปลูกใช้ปุ๋ยซาลเปเตอมาให้ดู ดอกเขาโตอยู่ ในห้องที่โฮเตลนี้ได้ยินเสียงน้ำคึ่กๆ อยู่เสมอ ทั้งที่เดินผ่านมาบนหลังน้ำตกนั้นเอง จะแลลงไปให้เห็นน้ำตกไม่ได้ พยายามกันหนักหนา เปนหมอกบังเต็มหมด อยู่ในเรือนก็แลเห็นออกไปข้างนอกไม่ถึงไหน เรื่องหมอกนี้ไม่สนุกมากทีเดียว ข้อที่จะ “ดั้นหมอกออกเมฆมาไรๆ” นั้น อย่างไรๆ ก็เปียก เหาะทีใดเปนต้องเปียกทุกทีแน่ เพราะมันเปนน้ำแท้ๆ วันนี้ในห้องต้องติดไฟตั้งแต่เมื่อแรกมาถึง

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๒๗

โนโตดเดน

วันพุฒที่ ๓๑ กรกฏาคม

เมื่อคืนนี้ฝนตกไม่หยุดเลยจนเช้าวันนี้กลับตกมากลงมาเปนคราวๆ ตกซ่าๆ ถึงฝนในบางกอกก็มี รอกันอยู่จนสาย ด้วยมิสเตอไอเดจะพาขึ้นไปดูที่ขังน้ำเหนือรูกัน ที่เปนการใหญ่ได้กั้นน้ำไว้ยาวถึง ๑๑๒ เส้น ๑๐ วา เขาอวดของเขาว่ายาวกว่าทำนบน้ำที่อังกฤษไปทำตำบล อาซวน ในแม่น้ำไนล์เมืองอิยิปต์ แต่ฝนตกหนักขึ้นไปไม่ไหว วันนี้ได้พบลอดแลเลดี ลินเซ ซึ่งเกี่ยวเปนญาติกับดุ๊กออฟไฟฟ์ลูกเขยเจ้าแผ่นดินอังกฤษ เขาว่าดุ๊กแลดัชเชสออฟไฟฟ์ขึ้นไปเหนือแล้วจะกลับมาในที่นี้ เห็นจะกลับมาให้เหมาะฤดูเวลาจับปลาในเดือนน่า คนสองคนนี้มาก็เพื่อจับปลา อังกฤษชอบตกเบ็ดเปนที่สุด ขึ้นมาอยู่บนนี้ ๑๐ วันมาแล้ว ได้ช่วยในการทำประตูป่ารับด้วย

คอยฝนจนสิ้นหวังแล้ว จึงได้ขึ้นรถลงมาที่ใกล้ประตูป่านั้น มีหนทางเล็กเดินเลียบน่าผาลงไป ที่ต้นทางจะลงนี้มีโรงบิลเลียดหลังหนึ่ง ที่น่าโฮเตลลดชั้นลงไปก็มีสนามเล่นลอนเตนนิสสนามหนึ่ง ซึ่งพ่อไม่ได้กล่าว เมื่อเดินเลียบน่าโรงบิลเลียดลงไปถึงน่าผาชันแห่งหนึ่ง แลเห็นสายน้ำตอนล่าง ซึ่งตกจากอ่างที่รับน้ำพุชั้นสูง เมื่อเดินเลียบลงไปอิกจึงถึงน้ำพุที่ตกลงมาแต่พื้นของยอดเขาอันเปนทเลสาบที่ขังน้ำนั้น โดยสูงตั้งแต่ปากอ่างทเลสาบที่ขังน้ำลงมาจนถึงพื้นธารที่น้ำตกลงมาขังแล้วไหลบ่าไปอื่นนั้นสูงถึง ๓ เส้น ๑๕ วา เปนน้ำพุสูงที่สุดในยุโรป แต่มีกำลังแรงกว่าน้ำพุอื่นๆ ยกเสียแต่ไนอาคราในประเทศอเมริกา ซึ่งอาจจะนำไปใช้เปนกำลังทำการงานได้โดยราคาถูก เหตุด้วยมีที่ขังน้ำหนุนกำลังอยู่ข้างบน ความถูกของกำลังน้ำนี้เขากะได้ว่า สองแรงม้าทำการได้ตันหนึ่ง เอาแรงม้าของกำลังน้ำเข้าตั้งคิดประโยชน์จากนั่นทีเดียว การที่จะใช้แรงน้ำต้องใช้ทุนมากในเบื้องต้น แต่เมื่อทำสำเร็จแล้ว ไม่ต้องเสียโสหุ้ยอะไรมาก จึงได้เปรียบการใช้แรงไอน้ำที่เรียกว่าสติมนั้นหลายสิบเท่า สายน้ำที่ตกอยู่เดี๋ยวนี้แรงสาหัส เปนฝอยฟุ้งจนกลายเปนหมอกพลุ่งขึ้นเต็มไปทั้งหุบเขา แต่เพียงนั้นยังหาพอที่จะใช้เปนกำลังไฟฟ้าให้เต็มที่ได้ไม่ จึงได้ปิดเสียขุดอุโมงค์ให้น้ำเดิน แล้วต่อท่อเหล็กให้น้ำตกลงมาโดยตรงถึงสองตอน ดังเช่นได้กล่าวแล้วเมื่อวานนี้ เมื่อก่อนพ่อขึ้นมาน้ำพุใหญ่นี้เขาปิดหยุดไม่ได้ตกเลย พึ่งจะเปิดเพื่อจะให้พ่อดูเท่านั้น เมื่อกลับขึ้นจากชง่อนน่าผาชันนั้นแล้วได้ขึ้นรถต่อมาอิก เขาทำที่แลไว้อิกสองแห่ง ในที่แลแรกเห็นน้ำตกทั้งสองชั้น คือชั้นบนที่ตกตรงลงมา ๓ เส้น ๑๕ วาถึงอ่าง แล้วตกอย่างเทชันๆ ลงไปอิกจนถึงท้องธารซึ่งแลดูลึกเปนเหวนั้น เปนสายเดียวกันยาวยืด ที่แลแห่งที่สองอยู่ข้างนอกออกมาริมประตูป่า จะแลเห็นได้ต่อเมื่อมีลมพัดปัดขึ้นไปทางเหนือ หอบหมอกที่เกิดขึ้นด้วยน้ำพุปลิวไปเสีย แต่โชคไม่ดีไม่มีลมที่จะหอบหมอกขึ้นจึงไม่แลเห็นอะไร ไม่ใช่แต่น้ำพุ ตัวเขาที่น้ำตกนั้นเองก็ไม่แลเห็นเสียด้วย คอยอยู่นานเห็นไม่ได้การ จึงต้องเดินต่อลงมาอิก จนกระทั่งถึงที่ชั้นลด ซึ่งจะปลูกโรงกำลังไฟฟ้าชั้นต้น คือ ปลายปล่องศิลาที่เขาเจาะยาว ๑๑๒ เส้น ๑๐ วา ปล่องนั้นมาตามแนวเขา สูงกว่าที่จะตั้งเปาเวอสเตชั่น ๖ เส้น ๑๐ วา ซึ่งตรงนั้นเปนที่ราบเทๆ อยู่แห่งเดียว มีเรือนอยู่ที่นั้นสองสามหลัง เราพูดกันว่า มาปลูกเรือนอยู่ที่นั่นสองสามเรือนทำอะไร ที่จะทำนาก็มีนิดเดียว หนทางที่จะไปถึงก็ไม่มี ต้องลงมาตามน่าผาชัน จนถึงปากธาร สูงประมาณสัก ๓ เส้น แล้วจึงจะเดินมาบนตพานข้ามลำธาร ถึงฟากข้างซ้ายแล้วต้องปีนน่าผาชันขึ้นมาอิกสามเส้นจึงจะถึงหนทางที่จะเดินไปไหนมาไหนได้ ถ้าเราถูกไปอยู่เช่นนั้นเปนต้องไปอเมริกา พระยาชลยุทธกลับแถมว่ากลัวจะไม่มีเงินไป เพราะไม่เห็นท่าจะหาเงินได้จากอะไร แต่ขันที่เฉภาะที่ตรงนั้นเอง ซึ่งเขาจะตั้งโรงกำลังไฟฟ้า เจ้าของคิดจะไปอเมริกาจริงๆ จึงยอมขายที่ให้ถูกๆ ข้างฟากฝั่งซ้ายซึ่งเปนหนทางเราเดินนั้น ลงไปอิกหน่อยหนึ่งจึงถึงแง่เขายื่น ข้างบนเปนที่พอจะราบๆ มีบ้านเรือนตั้งอยู่หลายหลัง เขาคิดจะตั้งโรงให้คนทำงานอาไศรยอยู่ฟากข้างซ้าย แล้วจะทอดตพานจากแง่ปลายแหลมไปถึงที่ซึ่งจะตั้งเปาเวอสเตชั่นอันกล่าวมาแล้วนั้น โดยทอดสายลวด ผูกตพานไปบนสายลวดเปนตพานแขวน เมื่อรู้ความคิดเช่นนี้แล้ว ก็เปนอันน่าชมความคิดเขาจริงๆ ด้วยเหตุว่าในหว่างเขาที่เปนลำธารนี้ เปนเขาสูงตั้งชันเปนฝาผนังอยู่ทั้งสองข้างห่างกันมากมายนักทำตพานไม่ได้เปนอันขาด เขาเฉภาะไปหาหัวแง่ซึ่งแคบที่สุดแต่ถึงดังนั้นก็ยังสูงใหญ่กว้างเหลือที่จะก่อสร้างขึ้นมาได้นอกจากทำตพานแขวน

ถัดนั้นไปในคราวนี้เปนลำธารตรงลิ่ว แลดูเหมือนอย่างกับคลองที่คดไปคดมาบ้าง จนสุดสายตา เปนอัศจรรย์ไม่เคยเห็นลำธารยาวถึงเพียงนี้ พอจะเปนความคิดได้ว่า ปล่องที่เขาจะขุดลงไปอิก จนถึงโรงกำลังไฟฟ้าที่ ๒ ยาวเท่าลำธารนี้ คือ ๑๑๒ เส้น ๑๐ วา แต่เขาไม่ขุดเคียงไปกับลำธาร ขุดสูงเสมอรดับโรงกำลังไฟฟ้าชั้นบน ให้น้ำไปในปล่องภายในภูเขา แล้วไปตกลงที่ปลายธารอันเราแลเห็นนี้โดยท่อเหล็กนี้ตั้งตรงสูง ๗ เส้น นั่นเปนโรงกำลังไฟฟ้าชั้นที่ ๒ เมื่อลงไปตามทางต่อลงไปอิกเปนนาน จึงถึงพื้นราบที่สายน้ำกลายเปนแม่น้ำไปแล้ว ที่นั้นเขาจะตั้งฟาบริก คือโรงที่ทำงาน รถไฟก็มาต่อเพียงนั้น กำลังเสิมดินอยู่แล้ว เมื่อคิดถึงการงานที่เขาทำมันช่างใหญ่โตเหลือเกินจริงๆ จะทำสำเร็จได้ก็ด้วยอำนาจเงินอย่างเดียว นอกจากนั้นเปนทำไม่ไหว ภาระนี้จะต้องจัดการช่างมากมายเสียจริงๆ ทั้งที่อยู่ผู้คนแลหาคนทำงานก็ไม่ใช่ง่าย ที่นี่เขาใช้คนสวิดช์มาก เปนคนติดที่อยู่แต่ก่อน ทำงานแขงกว่านอรวิเยียน การทั้งปวงเหล่านี้ เกิดขึ้นด้วยความคิดมิสเตอเบียกแลนด์แลไอเด คนแรกเปนแต่ช่างคิด มักจะมีชุมในพวกที่ช่างคิดต่างๆ คิดอะไรได้ปรุโปร่งสารพัดแต่ทำไม่ได้ แลเห็นขัดข้องไปหมด มิสเตอไอเดเปนอินยิเนีย เมื่อได้ปฤกษากันแล้ว เขาเอามาทำการให้สำเร็จได้ เปนผู้ซึ่งเปนพระเจ้าน้ำ ฤๅน้ำอยู่ในอำนาจ การที่จะลงทุนเงินทองมากมายถึงเพียงนี้ ทุกๆ แบงก์ได้ส่งผู้ชำนาญมาตรวจสอบพื้นที่แลความคิด เห็นตกลงกันว่าเปนใช้ได้แล้ว จึงวางใจมิสเตอไอเด ดูเขาสนุกเพลิดเพลินในการที่ทำแล้วมันสำเร็จได้ดังใจ เพราะมีเงินอยู่ข้างหลังไม่อึดอัดขัดข้อง เขาบอกว่ารัฐบาลอินเดียชักชวนจะให้เขาไปดูที่เมืองแคชเมีย ซึ่งตั้งอยู่บนเขาหิมาลัยคล้ายกันกับเมืองนอรเว คิดอ่านจะทำการอย่างเดียวกันเช่นนี้ จะทำเปนของรัฐบาลบังคับให้ราษฎรต้องใช้ปุ๋ย แล้วเก็บเงินเปนพิกัดอย่างทำอิริเคชั่น แต่เขาจะรอให้เห็นงานข้างนี้ร่วมได้ผลว่าจะเดินไปได้เองแล้วจึงจะไป พ่ออยากจะทดลองเฟอเตอไลเซอในเมืองเราบ้างทีจะดี จึงให้พระยาชลยุทธคิดอ่านจัดส่งไปลองดูตันหนึ่งก่อน แต่ขอให้เขาบรรจุถุงเล็กๆ เพราะถ้าเปิดทิ้งไว้ถูกอากาศชื้นอาจจะละลายได้ ปุ๋ยเช่นนี้ในยุโรปใช้กันโดยมาก เมืองอังกฤษเมืองเดียวใช้อย่างที่มาจากชีลีหลายหมื่นตัน คงจะเข้าไปถึงก่อนพ่อไปถึง จะต้องมอบให้กรมดำรงเปนผู้จัดการ

ทางที่ลงมาต่อมาอิกก็ไม่อัศจรรย์อะไร เหมือนๆ กับที่อื่น แต่มีที่ราบมาก มาถึงฟาเฅอสตรันด์เวลาบ่ายโมง ๑ วันนี้กับเข้าบริบูรณ์ ต่อเวลาบ่าย ๓ โมง เรือจึงมาจากที่ไปประทุกฟืน ด้วยในทเลสาบนี้ถ่านแพงกว่าฟืน ฟืนมีอยู่รอบข้างทั่วไป ได้ถ่ายรูปรถทรงแลเรือที่นั่งกับทั้งโฮเตลซึ่งล้วนแต่ต้นทั้งสามอย่างทั้งกำลังฝน เพราะไม่หยุดจริงๆ จนหนาวเต็มทีแล้ว บ่าย ๓ โมงได้ออกเรือ ต้องลงมาอยู่ในห้องท้องเรืออิก เพราะฝนสาดไม่ได้หยุด เขียนหนังสือมาตามทางจนถึงติโนเซตบ่าย ๕ โมง ระยะทางเดินเรือ ๒ ชั่วโมงตรง หยุดกินน้ำชาที่โฮเตล พอมีเวลาที่จะได้เอาของขึ้นประทุกรถโมเตอร์คาร์ เขาบอกข่าวว่าทางลำบากเต็มที เปนน้ำเปนโคลนตลอด มีรถม้าได้ขึ้นตั้งแต่โนโตดเดนถึงติโนเซตถึง ๗ ชั่วโมง ปล่อยให้พวกสี่คนแลหีบของอยู่ที่ติโนเซต พวกเราขึ้นรถโมเตอร์คาร์ ได้ออกเวลาบ่าย ๕ โมงครึ่ง หนทางเปนโคลนเฉอะฉะไปหมดทั้งนั้น น่ากลัวรถจะลื่น พ่อออกคร้ามๆ ดูมันน่ากลัวจะเลยลงไปในช่องเขา แต่เขาว่าไม่เปนไร ด้วยโคลนเหล่านั้นเปนทรายทั้งสิ้น ไม่สู้ลื่น ถนนตอนเก่านี้ กลางไม่นูน น้ำขังเปนแอ่งๆ บางทีท่วมถึงดุมรถ ลำห้วยต่างๆ ถูกฝนตกเข้า ๒ วัน น้ำขึ้นมาก ท่วมถนนไหลเชี่ยวก็มี ขาสพานน้ำท่วมก็มี ตอนแรกที่ขึ้นเขาลงเขาเปนสวิตชแบกลำบากมาก ต้องใช้เดินรถอย่างแรงเปนพื้น ถ้าเดินอย่างเบาก็ถอนหล่มไม่ขึ้น ถ้าขึ้นสูงทีไร ต้องใช้ถึงเกีย ๑ แลเปิดเต็มแรง จนลั่นตูมๆ ออกจะน่ากลัวอันตราย ควันขึ้นกลุ้มๆ แต่กระนั้นแห่งหนึ่งที่สูงชัน คนขับเผลอไปไม่ได้ลดลงมาเกีย ๑ ขึ้นไปค้างอยู่กลางคัน ล้อหมุนพัดโคลนกระจุย แต่รถไม่เดินด้วยเหตุโคลนนั้นหนา ล้อรถไม่ถึงพื้นที่แขง พ่อต้องเปนกับตัน ให้ถอยหลังลงมาลดเกีย ๑ ไปแต่ไกล ขึ้นไปได้เกือบจะถึงที่สูงหยุดอิก ตกลงต้องลงเข็นส่งขึ้นไปจนถึงยอด มีติดจริงๆ อยู่แห่งเดียวเท่านั้น นอกนั้นก็มาได้ แต่เขย่าขย่อนเหลือกำลัง ฟัดโงกเงกกันมาจนตลอดทาง ถึงโนโตดเดนเวลาทุ่มครึ่ง ยังรักษาเวลามาได้ดีมาเพียง ๒ ชั่วโมงเท่านั้น แต่รถกรมสมมตมาไม่ถึงจน ๒ ทุ่ม ได้ความว่าไปติดหล่มอยู่ในกลางที่น้ำท่วม กงสุลลงจากรถไปเที่ยวตามคนมาช่วยเข็ญ หาคนก็ไม่ใคร่จะได้ เพราะห่างระยะบ้าน ว่าเกือบชั่วโมงหนึ่งจึงได้หลุดออกมาได้ พอหลุดออกมาได้แล้ว โชเฟอขับใหญ่ กรมสมมตว่าตัวลอยๆ จนหายหนาว พวกเรากะกันว่า วันนี้กรมสมมตเห็นจะต้องนอนกลางทาง ดีอย่างหนึ่งที่มืดช้า เวลา ๒ ทุ่มมาถึงยังเปนเวลาเย็นๆ อยู่ ถ้าหากเปนอย่างเช่นบ้านเรายังจะต้องคลำมืดด้วยอิกซ้ำหนึ่ง จะน่ากลัวอันตรายอย่างยิ่ง เหตุด้วยมันไม่มีที่ราบจริงๆ อย่างเช่นบ้านเราแต่สักแห่งเดียว ทางที่เรียกว่าราบนั้นคือไม่ขึ้นเขาสูง แต่ที่แท้เปนลูกคลื่นไปหมดทั้งนั้น ถ้าเหวี่ยงจากทางสักนิดหนึ่งก็สดุดก้อนหิน ฤๅตกลำธารตกเหวอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่โชเฟอเขาดีจริงๆ พอเห็นวิธีมันขับสักหน่อยก็วางใจ แลซ้ำได้ทดลองแล้ว คือเมื่อทูตอังกฤษกับเมียขึ้นไปตกรถซี่โครงหักที่เหนือคริสเตียเนีย เมื่อแรกหมายว่ารถโมเตอร์คาร์ แต่ไม่ใช่ เปนรถม้าว่าหลบประตูที่กั้นทางจึงได้พลัดตกลงไปทั้งสองคน เขาได้บอกโทรศัพท์ลงมาถึงมิสเตอไอเดที่คริสเตียเนีย ให้พาหมอขึ้นไป ได้เอาหมอขึ้นรถโมเตอคาร์ไปในเวลากลางคืนเดือนมืด ฝนก็ตก หมอกก็ลง ไป ๑๒ ชั่วโมงจึงจะได้ถึง คนขับคนนี้ไม่ได้วางรถเลย ตั้งแต่นั้นมารถโมเตอร์คาร์ค่อยมีคนชอบมากขึ้น

ต่อมาถึงแล้วสักหน่อยหนึ่งฝนจึงได้หาย รูปที่ถ่ายเมื่อวานซืนนี้กำลังฝน แต่ถ่ายดีจริงๆ เล็กไปหน่อย พรุ่งนี้เขาจะขอให้ถ่ายใหม่ นั่งสนทนากันถึงเรื่องไฟฟ้าในเวลากินเข้า ใช้ได้เปนอัศจรรย์มากขึ้นทุกที มิสเตอเบียกแลนด์ ซึ่งเปนคู่คิดเรื่องไฟฟ้านี้ เคยได้เข้าไปบางกอก พร้อมกันกับปรินซวัลดิมาร์แลยอชออฟกรีก ความคิดอยู่เพียงชั้นที่เอาแม่เหล็กเข้าล่อกลางไฟฟ้า เขาคิดไปทางหนึ่ง เอาไปลองตั้งในกลางที่น้ำไหล น้ำหยุดไม่ต่อกันได้ อิกอย่างหนึ่งนั้น คิดจะใช้ยิงปืนใหญ่ไม่ให้ต้องบรรจุดิน อิกอย่างหนึ่งนั้นจะทำให้ฝนตกได้ ความคิดที่จับไนเตรดแลทำปุ๋ยนี้เปนความคิดของมิสเตอไอเดเขาขอแปเต็นต์ทั่วทุกประเทศ แล้วจึงขายแปเต็นต์ให้แก่กัมปนี ที่จริงก็มีความหวาดหวั่นอยู่เหมือนกัน กลัวว่าคนอื่นเห็นการสำเร็จเช่นนี้แล้ว จะคิดยักย้ายเปนอย่างอื่น ให้แปลกกันไปเสียบ้าง แล้วจะขอแปเต็นต์เกิดแข่งกันขึ้น เขาจึงเร่งรัดงาน แลใช้ความคิดต่ออยู่เสมอ มีอย่างอื่นที่ใช้ได้จากไฟฟ้านี้ เช่นกับจะใช้โทรเลขไม่มีสายให้เปนสิสเตมอย่างหนึ่ง ผิดกับที่ทำกันอยู่แล้วเดี๋ยวนี้ ด้วยอาไศรยใช้แรงน้ำ แต่เขาทอดไว้เสียไม่คิด ทำนายกันได้ว่า นานไปจะมีเครื่องเตเลโฟน สักเท่านาฬิกาพก พกไปไหนๆ ได้ เมื่อจะพูดกับใครพูดลงไปที่นาฬิกาพกแล้วเอาหูฟังที่นาฬิกาพก จะรู้กันได้ เว้นไว้แต่ยังไม่แลเห็นว่าจะใช้ได้ทางไกล ถ้าเพียงที่นี่ไปคริสเตียเนีย ทางสักสี่ชั่วโมงโดยรถไฟเห็นจะพูดกันได้ นั่งพูดกันอยู่จน ๕ ทุ่มจึงได้เลิก ที่จริงเดินทางก็อยู่ข้างมากทุกๆ วัน แต่ดูไม่สู้เหนื่อยเท่าไร เห็นจะเปนด้วยเรื่องหนาวนี้เอง รถม้าเดินขึ้นเขาไม่ได้เปลี่ยนม้าเลย ไปได้ ๖ กิโลเมเตอ ถ้าเดินราบๆ ๘ ก็โลเมเตอไปได้ เดินได้วันหนึ่งถึงสี่สิบห้าสิบกิโลเมอเตอ ถ้าเปนเมืองเราม้าตายเสียนานแล้ว ที่โนโตดเดนปรอดกลางแจ้ง ๖๔ ฟาเรนไฮต์ อยู่ใน ๑๘ เซนติเกรต

เรื่องฝนมากปีนี้ ปากไหนปากนั้นบอกว่าไม่เคยเห็น ถึงน้ำท่วมทาง ในนอรเวนี้เคยมีทางเปียกเปนหล่มเปนโคลนจริง แต่ไม่เคยท่วมทางเหมือนอย่างวันนี้ พวกชาวบ้านพากันพาโลว่าเพราะมิสเตอไอเดมากลั่นเอาธาตุออกเสียจากลม ธาตุในลมน้อยไปจึงไม่อุ้มน้ำไว้ได้รั่วตกลงมาเสมอ แต่ความจริงนั้น ฝนในเมืองฝรั่งทายไม่ได้เหมือนฝนเมืองเรา เมืองเราทายได้ว่าต้นเดือนกลางเดือน ฤๅกลางปักษ์ฝนมักจะตก ถ้าจะทำอะไรไม่ให้ถูกฝน จับในระหว่างห้าค่ำ ทั้งข้างขึ้นข้างแรมมักจะคลาศแคล้ว แต่ในเมืองฝรั่งจะกำหนดเช่นนั้นไม่ได้ เปนของคำณวนไม่ถูก ตกพร่ำเพรื่อเรื่อยๆ ไปนึกจะตกเมื่อไรก็ตกได้ จึงเปนเรื่องที่จะสนทนาโจทย์กันถึงอากาศดีไม่ดีได้อยู่เสมอ ถ้าเปนประเทศที่มีเขามากฝนก็ยิ่งตกมาก เช่นในนอรเวนี้จะหาทุ่งราบไม่ให้เปนลูกคลื่นเลยเปนว่าไม่มีได้ มีแต่จะเลยไปจนถึงเปนเขาที่สูงใหญ่ เพราะฉนั้นฝนตกไม่เปนอัศจรรย์อะไร การงานที่ทำอะไรกลางแจ้งก็ทำเรื่อยกันไปทั้งฝน คำที่ว่ารอให้ฝนหายเสียก่อนเปนไม่ต้องใช้ เมืองข้างเหนือๆ ถึงมีราวแขวนเสื้อฝนคล้ายๆ ผ้าสีผึ้ง ขายอยู่ตามมุมๆ ถนนเปนของจำเปนที่จะต้องใช้ทั่วไป ไม่ว่าไพร่ว่าผู้ดี

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๒๘

วันพฤหัศบดีที่ ๑ สิงหาคม

เรื่องรถเขย่าเมื่อวานนี้ ดูไม่เหนื่อยเท่าไร ต่อเมื่อนอนจึงรู้สึกว่าทีก็จะเหนื่อยมาก วันนี้ตื่นสายไป พวกที่อยู่ที่ติโนเซตมาถึงกันแล้ว เขามา ๔ ชั่วโมงกับ ๒๕ มินิตถึง เพราะเหตุที่น้ำท่วมเหล่านั้นแห้งหมด ด้วยเปนที่พื้นทราย ธารใหญ่ที่รูกันเขาปิดแล้ว เรื่องปิดลำธารนี้พ่อเล่าดูเหมือนจะสั้นไปนิดหนึ่ง น่าจะเข้าใจว่าปิดรูกันแล้วลำธารจะแห้ง น้ำที่จะมาลงขังในทเลสาบจะมีแต่น้ำที่ใช้แล้ว ที่จริงไม่ใช่เช่นนั้น ปิดแต่รูกันพุใหญ่สายเดียว ฤๅสายอื่นๆ ที่บ่าจากน้ำอันเดียวนั้น แต่พุอื่นๆ ยังอยู่อิกเปนอันมาก ถัดรูกันลงมาหน่อยหนึ่ง ซึ่งเขาเรียกว่าพุเล็ก แต่ในเมืองเราเปนไม่มีเท่านั้น ถ้าไปอยู่ในเมืองเราจะเรียกกันว่าพุหลวงก็อาจจะเรียกได้ ต่อลงมาก็มีเจื้อยไปตลอดทาง น้ำพุในเมืองนอรเวเปนเห็นเข้าไม่ต้องทัก จืด ถ้าจะถามให้ตอบโดยย่อ ว่าเมืองนอรเวมีอะไร จะต้องตอบว่าน้ำพุแลเขา เวลากินเข้าเช้าแล้วไปดูโรงทำกระดาษ ไปด้วยโมเตอร์คาร์ระยะทางสักสิบมินิต เขาตั้งที่ชวากเข้าไปจากทเลสาบแห่งหนึ่ง ซึ่งข้างบนมีห้วงน้ำที่สำหรับขังน้ำให้ลงมาตามท่อเหล็กไปหมุนเครื่องไฟฟ้า มีเครื่องไฟฟ้าสองพันแรงม้าสามเตา ยังกำลังสร้างอยู่สามพันแรงม้าอิกเตาหนึ่ง เปนกำลังสำหรับหมุนเครื่องจักร์ การที่ทำนั้น ตั้งต้นเอาไม้สนเสือกเข้าไปที่ตะไกรสำหรับตัดทั้งๆ ต้น หั่นเปนท่อนๆ ละสักศอกคืบ แล้วจึงเอาไม้ที่หั่นนั้นวางขึ้นบนอิลิเวเตอคล้ายระหัด คราวนี้ไปถึงเครื่องที่สำหรับจะบี้ มีเหล็กดันไม้เข้าไปหาศิลา บี้จนเลอียดเปนปุยตกออกมากับน้ำ แล้วไหลไปตามราง ไปถึงเครื่องกรอง เครื่องกรองนั้นกันปุ๋ยที่หยาบหยาบไว้ ลงไปแต่ปุ๋ยเลอียดปนกับน้ำ ตกลงในผ้าใบใต้ลูกกลิ้ง เมื่อลูกกลิ้งหมุนก็เปนแผ่นกระดาษขึ้นมา แต่หนาแลชุ่มด้วยน้ำจึงลอกแผ่นกระดาษนั้นออก ซ้อนๆ กันเปนปึกหนา เปนกุลีๆ แล้วเอาไปเข้าเครื่องอัด เครื่องอัดอันนี้มีแรงมาก ไม้ประมาณ ๓ กำเอาตั้งตรงขึ้นในหว่างเครื่องอัด เดินเครื่องอัดลงมาไม้นั้นผ่าออกเปนสอง เมื่อเข้าเครื่องอัดเช่นนั้นแล้ว ก็เปนสิ้นวิธีทำการซึ่งทำอยู่ในโรงนี้ คงมีน้ำอยู่ในกระดาษนั้นห้าสิบเปอเซนด์ ส่งไปยังประเทศอังกฤษหรือประเทศอื่นๆ ที่ใกล้ๆ มีค่าระวางน้อย ถ้าจะส่งไปอเมริกาเสียค่าระวางมาก ต้องอัดให้น้ำน้อยกว่านี้ ประเทศอื่นที่รับหุ่นกระดาษนี้ไปจึงไปทำให้เปนกระดาษดีต่อไป ใช้เปนกระดาษตีพิมพ์ทั้งนั้น งานที่เขาทำได้อยู่ ใช้ไม้ปีละแสนสองพันต้น ได้กระดาษปีละหมื่นสองพันตัน

ดูทำกระดาษแล้วกลับมา หนทางที่ไปยังเปนน้ำเปนโคลนทั่วไปทุกแห่ง ที่โนโตดเดนนี้เปนเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ กำลังก่อตึกปลูกเรือนไม้ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ที่เปนหมู่บ้านใหญ่นั้นคือโรงพวกคนทำงาน ร้านรวงต่างๆ ก็พลอยติดมากขึ้นด้วย แต่เปนเวลาระหว่างก่อสร้างทั่วไปทั้งนั้น อิกสักสามปีเห็นจะเปนเมือง ตัวตึกไดเรกเตอซึ่งพ่อไปอยู่นั้นพึ่งทำเมื่อปีกลายนี้เอง ได้ส่งรูปตึกแลรูปที่ถ่ายวันแรกมาให้ดูด้วย วันนี้ได้ถ่ายรูปใหม่ เขาว่าวันก่อนเล็กไป แล้วถ่ายบนรถอิกครั้งหนึ่งด้วย กินเข้าแล้ว เวลาบ่าย ๒ โมงจึงได้มาลงเรือ

เรือที่มาก็เปนลำเดียวกันกับลำที่ขึ้นไป ไม่มีอะไรแปลกที่จะต้องกล่าว เว้นไว้แต่โรงทำกระดาษอิกแห่งหนึ่งอยู่ที่ใต้ล้อกทีเดียว เปนโรงใหญ่กว่าที่พ่อไปดูเมื่อเช้านี้ ด้วยคนทำงานมากจนกลายเปนเมืองขึ้นทั้งเมือง แต่น่าเสียดายที่กำลังนี้คนงานอาลวาดไม่ได้ทำอะไรมาเดือนครี่งแล้ว ยังไม่มีท่าทางที่จะสงบลงได้ เวลาขากลับนี้เปิดออฟฟิศทำงานมาในเรือ เพราะรู้ว่าถ้าไปถึงเรืออัลเบียนเรือออกเดินเมื่อใดจะหาคนช่วยทำงานไม่ได้ คงจะต้องมีคลื่นบ้างเปนธรรมดา

เวลาบ่าย ๕ โมงมาถึงสคีน ผู้คนแน่นหนายิ่งกว่าเมื่อเวลาผ่านไปอิก ตามทางมีผู้หญิงโปรยแลปาดอกไม้จากน่าต่างบ้าง จากข้างรถบ้าง ที่มาส่งช่อให้กับมือก็มี ยายแก่คนหนึ่งมัดช่อดอกไม้ช่อใหญ่มีพวงลูกแชรีแดงงามแซมมาก แกช่างมัดงามดีมาส่งให้ พ่อถือเต็มมือจึงส่งให้ชายอุรุพงษ์ถือ แกไม่สบายทุรนทุรายเดินกำกับมา ช่อที่แกผูกมันมีข้างน่าข้างหลัง เห็นชายอุรุพงษ์ที่นั่งมาน่ารถพ่อ ถือดอกไม้ตะแคงไป ต้องเอื้อมมือเข้ามาจับพลิกเสียใหม่ เอาด้านน่ามาให้ตรงพ่อ ตานั่นปลิดลูกแชรีกิน แกจ้องตาเป๋ง พ่อสงสารแกจริงๆ ดูเปนคนไม่บริบูรณ์ จึงให้ตั๋ว ๑๐ โครน ดูปลื้มเต็มที เพราะแกไม่ได้หมายเลยว่าจะได้เปนแน่ มาขึ้นรถไฟต้องรออยู่หน่อยเพราะยังไม่ถึงเวลา กำหนดเขาย่ำคํ่าตรงจึงออก มิสเตอไอเดกับลอเรนต์เซนกงสุล เดิมว่าจะมาด้วยแล้วแยกทางไปกองช์แบรก์ แต่ภายหลังเกิดศรัทธาจะตามมาส่งถึงเรือซึ่งมาถึงท่าเวลาทุ่มหนึ่ง ได้เห็นหนังสือพิมพ์เขาส่งขึ้นไปว่าจะมีการส่งใหญ่ที่เบรวิก พอถึงมีคนมาแวดล้อมเต็มไป ปูพรมทาง โห่ฉาวตลอดจนถึงท่า ทำซุ้มด้วยใบไม้แลธงที่ท่าจะลงเรือ มีดอกไม้มาโปรยปาเข้าไปในรถตลอดทาง คนมีเท่าใดเห็นจะได้มาหมด ดอกไม้มีเท่าใดเห็นจะได้เก็บหมด ในน้ำก็เต็มไปด้วยเรือสารพัดทุกอย่าง ตั้งแต่สติมลอนช์ไปจนเรือสำปั้นสองกระเชียง พอลงเรือมีสลุตแลโห่ร้องใหญ่ เขียนโทรเลขถวายเจ้าแผ่นดิน ให้รูปมิสเตอไอเดแลกงสุล ส่งโทรเลขบางกอก กว่าจะได้ออกเรือเปนเวลา ๒ ทุ่มเศษเกือบยาม พอเรือออกปากช่องก็ลงมือสเทือนบอกว่าจะมีคลื่น วันนี้อากาศแจ่มใสแต่ไม่พ้นที่จะมีฝนโปรยบ้างบางคราว ในเรือร้อนมากทีเดียว พอเรือโผล่ออกนอกอ่าวก็จับมีคลื่นแต่ยังไม่มาก จนเวลากินเข้าแล้ว พอกินเข้าแล้วต่างคนต่างตีกินเข้าที่นอนหมด พ่อจึงเขียนเองทั้งกำลังคลื่น พ่อยังเก่งอยู่ไม่เมา

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๒๙

วันศุกรที่ ๒ สิงหาคม

เมื่อคืนนี้ยิ่งดึกคลื่นยิ่งมาก เพราะเปนเวลาผ่านสกาเคนที่น้ำต่อตรงแหลมเดนมาร์กนั้น แต่ร้อนจนห่มผ้าแบลงเกตชั้นเดียวเท่านั้น ครั้นจวนสว่างตื่นขึ้นหนาวมาก ลมจัดคลื่นก็จัด ตกลงเปนต้มเข้ากิน วันนี้ไม่มีใครกินเข้าเช้า มีแต่นายมุ่ย ภายหลังพระยาชลยุทธ อาลเบอส พระรัตนโกษาจึงมา โต๊ะกินเข้าในเรือนี้เขาทำให้โคลงได้ บนโต๊ะคงตั้งตรงอยู่เสมอของไม่หก แต่ถ้านั่งอยู่ที่โต๊ะแลเห็นมันเอียงไปเอียงมา ถ้าขี้เมาอยู่เพียงแต่แลเห็นโต๊ะโยกก็จะได้ตัวพอดีทีเดียว มีคนที่เขาเห็นแปลกถึงบ่นในเรื่องที่เอาน้ำพุมาใช้การเสีย เปนการทำลายของงามที่เปนเอง อันเปนที่คนไปชมนั้นเสีย เพื่อประโยชน์ความมั่งมีแก่คนๆ เดียว ในการโต้เถียงกันต้องแก้เรื่องคนๆ เดียวก่อน จริงคนๆ เดียวผู้ต้นคิดได้ประโยชน์มากกว่าผู้อื่น แต่ผู้อื่นที่เปนเจ้าของทุนคงได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น ยังส่วนเมืองนอรเวเองไม่ได้มีประโยชน์อะไรจากน้ำพุนั้นโดยตรง ชาวเมืองซึ่งจะหาประโยชน์ได้จากคนมาดูบ้างจริง แต่เวลาก็น้อยเต็มที มีคนมาเพียงปีละเดือน อย่างมากก็สองเดือนใน ๑๐ เดือนฤๅ ๑๑ เดือน น้ำพุอยู่ว่างเปล่าๆ ไม่ได้ให้ใครดู คนชาวเมืองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเพราะคนมาดูน้ำพุ จะว่าเขามาทำให้ขาดความงามเอาประโยชน์สำหรับผู้เดียวไม่ได้ ถ้าจะว่าข้างประโยชน์ เมืองนอรเวได้รับประโยชน์มาก เงินที่มาลงเท่าใดอยู่ในเมืองนอรเวทั้งนั้น ของที่ไม่เคยได้ประโยชน์ ซึ่งเมืองนอรเวมีมากเกินต้องการคือศิลาแลน้ำพุนั้น กลับเปนสิ่งของที่มีราคาขายได้ จะว่าไม่เปนประโยชน์กับเมืองนอรเวทั่วไปอย่างไรได้ ความเห็นไม่พอใจเช่นนี้ มีในพวกนอรวิเยียนเอง น่าจะเห็นว่าเปนอิจฉากัน ฤๅกลัวทุนต่างประเทศจะมาลงในเมืองมากเกินไป แต่เราๆ เปนคนต่างประเทศไม่มีประโยชน์อันใดเกี่ยวข้อง ไม่น่าที่จะไปเห็นร่วมกับเขาเลย พ่อเปนผู้รับเถียงเขาคนหนึ่ง แต่ถ้าจะว่าถึงการงานที่ทำ มันใหญ่โตเหลือเกิน ทุนรอนก็มากหนักหนา ถ้ามีการพลาดโดยความคิดฤๅโดยผเอินเปนจะฉิบหายไม่ใช่เล่นเลย เราไม่มีความสามารถที่จะหยั่งเห็นได้ แต่จะเปนไรหนักหนา เพราะทุนมาจากแบงก์ต่างๆ ที่มั่งมีเหลือล้น แห่งละเล็กละน้อย โดยจะมีเหตุการพลาดพลั้งก็ไม่ถึงเปนอันตรายแก่ผู้ใด เปนสิ่งที่ควรทำ ถ้าสำเร็จไม่ใช่เปนประโยชน์แก่คนๆ เดียวเช่นว่า ไม่ใช่เปนประโยชน์แต่ผู้ที่มีหุ้นส่วน ไม่ใช่มีประโยชน์แต่เฉภาะเมืองนอรเว จะได้ประโยชน์แพร่หลายไปที่อื่นด้วย ลงปลายมือในการที่เถียงกัน พ่อเปนพรรคพวกฝ่ายข้างเห็นว่าควรทำอยู่นั่นเอง

ตกถึงตอนกลางวันเรือแอบปลายแหลมยุตแลนด์ของเดนมาร์กเข้ามาคลื่นค่อยสงบ แต่ลมแรงจริงๆ แคมเรือข้างขวาน้ำสาดถึงเก๋งอาบกระจกน่าต่างพราวๆ อยู่เสมอ เรือเอียงข้างซ้ายมาตลอดทาง กลางวันมีคนกินเข้ามากขึ้น เว้นแต่หมอฟิสเตอร์สลบไม่ลุกขึ้นจนถึงเวลากินน้ำชา ที่จริงตกบ่ายเรือมาเข้าช่อง ลิลเลเบลต์ ซึ่งข้างขวาเปนยุตแลนด์คลื่นสงบมาก ที่นี่เปนทางรถไฟมาแต่โคเปนเฮเคนข้ามเรือเมื่อเรืออัลเบียนผ่านมา พอรถข้ามไปถึงเกาะยุตแลนด์เปนฝั่งต่อกับเยอรมนี นอกนั้นเปนเกาะตลอดโคเปนเฮเคน เข้าช่องลิลเลเบลต์มาเปนเขาทเลบอลติกมีหว่างเกาะสามทาง แต่เรามาทางใกล้ฝั่ง เพื่อจะให้ถูกลมน้อยลง แต่เรือก็ยังโยกเยกมาจนค่ำ ไม่หายโคลงได้ ต่อตอนเย็นจึงได้เปิดออฟฟิศทำการตอบหนังสือที่ค้างๆ มาได้ นอนจนเหลืออิ่มตาด้วยกันแลหิวเข้าด้วยกัน เลยเวลาเย็นมากินเข้าพร้อมกันได้หมดไม่มีใครขาดเลย ตาอ้นรับอาสาสอนให้ฝรั่งหุงเข้า พระยาชลยุทธเปนผู้แปล ที่จริงเปนความคิดพระยาชลยุทธเอง รำคาญที่เห็นหุงดิบเสมอ จึงขอให้ตาอ้นไปสอน จะรับเปนล่ามเอง คราวนี้พอเจ้ากุ๊กหุงได้ไม่ว่าอะไรทำให้เกี่ยวกับเข้าทั้งนั้น มีเข้ากับการิกุ้งชริมป์ คือกุ้งอย่างที่ทำเคยทุกวัน ขนมไม่ว่าอะไรวันละสองสิ่งคงเปนขนมปนเข้าทั้งสองสิ่ง แต่เข้านั้นเสียใจที่เปนเข้านาทุ่ง สู้เข้าที่เรามีมากินไม่ได้ เราก็ยํ้าเข้าต้มกันร่ำไป วันนี้เปนวันกินเข้าต้มกันใหญ่ ใครๆ กินแต่ครั้งเดียว ชายอุรุพงษ์กินถึงสามครั้ง เข้าเช้าก็เข้าต้ม เข้ากลางวันก็เข้าต้ม มิใช่เมาคลื่นลุกไม่ขึ้น เดินได้ แต่กินอะไรไม่ได้ แต่ผลไม้ถูกเข้าไปก็ต้องลงนอน น้ำชาตอนเย็นก็กินเข้าต้มซํ้าอิก ต่อกลางคืนจึงได้กินเข้าสวย

ในการที่มาคราวนี้ พ่อให้หลวงสรลักษณเขียนรูปห้องรับแขกในเรืออัลเบียนนี้ ตามันเฟือนอย่างช่างเขียนอย่างไรไม่รู้ เขียนห้องดำไปเปนอันมาก ใครติก็ออกจะฉุนๆ จนพ่อติจึงได้ยอมแก้ แต่กระนั้นก็ยังไม่หายดำได้ แต่เขาเห็นเช่นนั้นโดยความสุจริต เพราะจะเปนด้วยตาเพ่งมากฤๅอย่างไร รูปนี้จะต้องไปเข้ากรอบที่เบอลิน แล้วจึงจะส่งตามไปคงจะถึงช้ากว่าหนังสือนี้มากอยู่ กับพ่อได้ส่งรูปที่ชาวเดนมาร์กเขาถ่ายที่ออฮุสแลที่สกาเคนมาให้ดูด้วย เขาส่งมาให้พ่อเองด้วยน้ำใจเขา

การเที่ยวในเมืองนอรเวนับว่าเปนยุติจบกันเพียงนี้ที พรุ่งนี้จะได้ตั้งต้นเปนอันเปลี่ยนชุดใหม่ เรื่องราวมันก็จะเปลี่ยนแปลงไปได้มากจริงๆ เพราะฉนั้นพ่อจึงขอจบลงในวันนี้ให้เปนอันขาดตอนกันเสียที

ว่าตามจริงการที่มาเที่ยวนี้ก็ดูไม่ช้าเท่าใด เปนเวลาล่วงไปได้ถึงเดือนหนึ่ง แต่ยังรู้สึกว่าช้าเสียจริงๆ วันที่จะกลับก็ยังน้อยกว่าวันที่ล่วงไป แต่ความคิดถึงบ้านไม่ได้น้อยลงไปได้ตามวันเลย ยิ่งน้อยลงดูเหมือนจะเตือนใจให้คิดถึงมากขึ้น เพราะมันนานวันเข้าทุกที พ่อคิดถึงนัก ขอฝากความคิดถึงมายังใครๆ ที่เปนที่รักใคร่ทุกคน ขอให้บอกว่า พ่อมีความสบายดีอยู่

จุฬาลงกรณ์ ป.ร.



[๑๙๔] คือวัดวิเวกวายุพัด ที่บางปอิน เดิมพระสุวรรณวิมลศีล หนู วัดสุวรรณดารารามสร้าง แต่พระอุโบสถเดี๋ยวนี้ พระราชทานพระอุโบสถซึ่งสร้างชั่วคราวสำหรับวัดเบญจมบพิตรไปเปลี่ยนใหม่

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ