พระราชหัดถเลขาฉบับที่ ๑๙

แก่งน้ำตกในแม่น้ำไรน์

แก่งน้ำตกในแม่น้ำไรน์

คืนที่ ๖๒

เมืองนอยเฮาเซน

วันจันทร์ที่ ๒๗ พฤษภาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๖

หญิงน้อย

ออกจากโฮเตล ขึ้นรถม้าไปที่สเตชั่น วันนี้รถพ่วงรถไฟเปลี่ยนอิกเพราะเปนรถจัดเฉภาะ กว้างขวางขึ้นแต่นั่งไม่สู้สบาย สู้คันที่มาแต่มิลันไม่ได้ ตาเจ้าของโฮเตลจัดดอกไม้มาให้ ของแกเข้าที คือเอาหีบสานด้วยไม้อ้อที่สำหรับบรรจุดอกไม้ มาจัดดอกกุหลาบสีชมภูแลกุหลาบแดง กับดอกสีขาวที่เหมือนมลิ เรียกว่านือเค ทำให้เหมือนหนึ่งดอกไม้นั้นบรรจุหีบ แต่ล้นออกมาอยู่ข้างนอก ได้ให้การอัดดอกไม้มาแต่วานนี้ ให้นึกอยากอัดขึ้นมาอิก วานให้นายโฮเตลไปซื้อสมุดอัด ได้มาเล่มหนึ่งอัดมาตามทาง รถเดินทางมองเตรอแลเวเวย์ที่เคยไปด้วยรถโมเตอคาร์วันก่อน แล้วผ่านโลซานพ้นมาอิกหน่อยหนึ่งจึงถึงทเลสาบอิกทเลหนึ่งต่างหาก เรียกว่านอยชาเตล แคบแต่ยาว ขอบทเลมีบ้านเรือน แต่ระยะห่างกว่าล้ากเลมัง ไม่ใคร่จะงาม มีเมืองในระยะทางนั้นเมืองหนึ่งเรียกชื่อเดียวกัน คือนอยชาเตล คนสองหมื่นตามทางเหล่านี้ปลูกองุ่นเปนพื้น ลงถี่มาก ที่กล่าวไว้ว่าระยะห่างศอกหนึ่งนั้นเปนอย่างตอใหญ่เสียแล้ว ตอเล็กๆ ระยะห่างกันคืบเดียวเท่านั้น ปลูกได้ระยะเรียงเปนตาตรางทีเดียว ได้ความว่าที่ใช้ต้นเล็กแลปลูกถี่เช่นนี้ เปนธรรมดาของต้นองุ่น ถ้าตอโตแก่เข้าแล้วให้ลูกไม่ดี เล็กเซียไป เพราะฉนั้นถ้าตอโตนัก เขาเลิกเสียปลูกใหม่ ใช้ปลูกด้วยเถา ในไร่ที่ปลูกนั้นเห็นปรากฎขนาดผิดกัน บางหย่อมโต บางหย่อมเล็ก การที่จะทำนั้นเมื่อถึงฤดูหนาวทิ้งตอไว้ในกลางไร่ไม่ได้เก็บ แต่ตัดเถาทิ้งเสียหมด ถ้าเปนตอใหญ่กลัวจะผุเอาฟางครอบไว้ เมื่อถึงฤดูสปริงเจ้าของก็ออกไปพรวนดินใส่ปุ๋ยมูลโคฤๅมูลม้า แล้วปักไม้ไว้สูงประมาณสักศอกหนึ่งทุกต้น สำหรับให้เถาเลื้อย เมื่อเลื้อยยาวออกไปอิกก็เติมไม้ให้ยาวขึ้นไปสำหรับค้ำเถารับลูก นอกจากปลูกองุ่น ถ้าเปนที่ราบปลูกเข้าสาลีบ้าง ที่ทิ้งเปนหญ้าเปล่า ซึ่งฝรั่งเรียกว่าเมโด โดยมาก เมโดเช่นนี้เปนที่หญ้างอกสูงประมาณคืบเศษ แต่หญ้าเหล่านั้นมีดอกเปนสีต่างๆ คือแดงขาวเหลืองเปนพื้น แลดูเปนสีพรืดไปทั้งพื้นที่ ดอกนาซีซัสซึ่งเปนดอกไม้เล่นพิธีกันที่มองเตรอนั้นก็เปนดอกอย่างหนึ่งที่เกิดในเมโดเหมือนกัน แต่ถ้าถอนมาจากที่แล้วก็ไม่สู้เปนแก่นสารอะไร แต่เวลาอยู่ในท้องที่มันงามเหลือขนาด เปนอาหารอย่างดีของสัตว์พาหนะ เช่นโคนมได้กินทำให้มีน้ำนมมาก เปนต้น จึงเปนของที่ใช้เปนประโยชน์ได้เหมือนกัน ตามแถบนี้มีป่าสนปลูกตั้งแต่ที่พื้นดินราบแลชายเนินตลอดขึ้นไปกระทั่งถึงบนเขาจนยอด ระยะห่างกันอยู่ในประมาณ ๔ ศอกฤๅหย่อนก็มี ในใต้ร่มต้นสนที่พื้นราบเปนที่เตียนไม่มีหญ้าเลยสักเส้นเดียว ด้วยร่ม นอกจากหมู่ต้นสน ออกมาเปนที่หญ้าเขียวตลอดไป เปนป่าอย่างงามเช่นที่เรียกกันว่าป๊าก ตลอดทางไป มีบ้านเปนหมู่ๆ บ้าง เรี่ยรายไปบ้าง หยุดไปกินเข้าที่ตำบลบิล เปนเมืองๆ หนึ่งในระยะทางนั้น รถกินเข้าวันนี้ไม่สู้จะดี ข้ามแม่น้ำอัดดาแล้วจึงย้ายกลับมารถเดิมที่เมืองหนึ่ง พบเจ้าพระยาสุรวงษ์แลดอเรลลี ซึ่งพ่อได้ให้ไปขอบใจเปรสิเดนต์ริปับลิกสวิสณเมืองเบิน กลับมาคอยอยู่ในที่นั้น ไปอิกหน่อยหนึ่งถึงเมืองซุริค ซึ่งเปนเมืองใหญ่ในสวิตเซอแลนด์ แต่ในเมืองมีพลเมืองถึงแสนห้าหมื่นคน เปนที่ตั้งโรงจักร์ทอแพร ทอผ้า พิมพ์ผ้าลาย ทำกระดาษต่างๆ ดูเปนโรงทำงานไปรอบเมือง รถไฟช่างมากจริงๆ หลายสายหลายทางแยกย้ายกันมาก่ายกันไปทั้งนั้น สเตชั่นก็ใหญ่โต รถไปรออยู่ที่นี่นาน ออกจากนี่มาหน่อยหนึ่งจึงถึงแม่น้ำไรน์ อันเปนแม่น้ำปันแดนสวิตเซอแลนด์กับเยอรมนี แต่ทางรถไฟตัดตรงไป ไม่ได้ไปตามน้ำ จึงอยู่ในแดนสวิตเซอแลนด์มาก รถผ่านเลียบฝั่งตรงข้ามที่น้ำตกในแม่น้ำไรน์ สเตชั่นอยู่เหนือที่นั้นขึ้นไป ถึงที่สุดเวลาบ่าย ๕ โมงยังไม่ทันถึงครึ่ง ประหลาดที่รพีมาด้วยรถโมเตอคาร์ถูกฝนเปียกงอมแงม แต่พ่อมาทางรถไฟไม่ยักถูกฝน เขาออกก่อนแต่เช้า แต่มาถึงพร้อมกัน ขึ้นรถโมเตอคาร์ย้อนทางมาทางข้างใน ต้องผ่านทางรถไฟสายหนึ่งด้วย เพราะโฮเตลชไวซาฮอฟหลังนี้ตั้งอยู่คนละฟากกับที่น้ำตก เฉภาะแลดูได้ในที่อันดีตลอดเสมอเปนนิจ

น้ำตกนี้ต้องเข้าใจว่าไม่ใช่น้ำพุฤๅน้ำธารที่ไหลตกลงมาจากภูเขา แลมีลำธารต่อไปอิก น้ำตกนี้เปนแก่งศิลาเกิดขึ้นขวางในแม่น้ำ คือเทือกเขาจากฝั่งทั้งสองข้าง ตั้งเปนคันเหมือนทำนบกั้นน้ำไว้ กว้างตอนข้างบนคันทำนบ ๑๖๐ เมเตอ คือ ๘๐ วา แต่คันทำนบนั้นไม่สู้สูงเท่ากัน ซีกข้างฝั่งซ้ายสูง ๑๙ เมเตอ คือ ๙ วา ๒ ศอก ฝั่งขวาประมาณ ๑๕ เมเตอ คือ ๗ วา ๒ ศอก ถ้าจะเทียบส่วนสูงของน้ำในที่น้ำวน เหนือน้ำตกขึ้นไปสักสองสามร้อยก้าว น้ำตอนบนสูงกว่าน้ำตอนล่าง ซึ่งเปนที่น้ำตก ๓๐ เมเตอ คือ ๑๕ วา น้ำตอนล่างนี้ยังสูงกว่าพื้นทเลขึ้นมา ๓๖๐ เมเตอ คือ ๑๘๐ วา เขาว่าเดือนกรกฏาคม ซึ่งเปนเวลาสะโนบนภูเขาละลายมาก เปนเวลาที่น้ำสูงกว่าฤดูอื่น ในระหว่างกลางที่น้ำตกนั้นมีก้อนศิลาใหญ่ ตั้งเปนเขาย่อมๆ สูงพ้นน้ำ เฉภาะอยู่ได้กึ่งกลาง มีต้นไม้ขึ้นบริบูรณ์ น้ำที่ตกลงมาเปนฝอยฟองเสียงโครมๆ ไปรอบข้าง กำลังน้ำที่ตกลงมากระทบที่ต่ำกลับเปนฝอยฟุ้งขึ้นไปสูงกว่าก้อนศิลาที่เปนเกาะอยู่กลางนี้เสียอิก แต่เกาะกลางนี้เปนที่สำหรับคนข้ามไปดูน้ำตกเหมือนหนึ่งว่ายืนอยู่บนปากทำนบที่ขวางกลางแม่น้ำ ส่วนข้างซ้ายมือเราผู้ไปดูน้ำตกนั้น เขาได้ก่อเปนทำนบกันน้ำไปใช้ในเครื่องจักร์ทำอาลูมินัม มีคำกล่าวว่า เมื่อก่อนกั้นทำนบแบ่งน้ำไปนี้ สายน้ำตกแรงกว่าเดี๋ยวนี้ แต่ที่จริงพิเคราะห์ดูก็เห็นจะไม่มีผลอะไรมาก เพราะแบ่งเอาไปน้อย น้ำก็ยังแรงอยู่นั้นเอง ข้างขวามือมีตึกใหญ่ มีท่าที่จะขึ้นไปดูน้ำตกได้ แต่พ่อยังไม่ได้ไปถึงที่นั้น

โฮเตลนี้ออกจะอยู่ข้างปอนๆ สักหน่อย เพราะเหตุที่เมืองไม่เปนสลักสำคัญอันใดเลย สิ่งสำคัญที่จะดูได้นั้นมีแต่น้ำตกอย่างเดียว แต่ที่ตั้งดีเพราะเปนตลิ่งสูง สูงกว่าทำนบที่กั้นน้ำฤๅน้ำตกนั้นมาก อาจจะแลเห็นได้ตลอดขึ้นไปไกลจนพ้นสพานรถไฟอันข้ามแม่น้ำที่เหนือน้ำตกขึ้นไป ฝ่ายข้างใต้น้ำก็แลเห็นลงไปไกลจนสุดสายตา ทำทางเดินจากด้านหน้าโฮเตลลงไปเปนทางทบไปทบมาหลายทบ ไปในใต้ร่มไม้ข้างทางก็เปนเมโด ประดับด้วยดอกไม้ป่าสีต่างๆ ลงไปจนถึงพื้นถนนใหญ่ เมื่อข้ามถนนใหญ่ลงไปอิกจึงถึงท่าเรือแลเรสเตอรองต์อันตั้งอยู่ริมน้ำทีเดียว แลตั้งอยู่บนเกาะด้วย มีสพานข้ามออกไปจากฝั่ง หลังเกาะกับฝั่งนั้นเขากั้นทำนบไว้ ปิดประตูเสียไม่ให้สายน้ำพัดมาเชี่ยว เปนที่สำหรับเก็บเรือซึ่งจะข้ามฟาก พ่อเดินลงไปจนกระทั่งถึงที่นั่น เหลือที่จะอดกลั้น เพราะการชอบน้ำตกของพ่อนั้นเปนที่ปรากฎกันอยู่แล้ว ถึงเวลาย่ำค่ำล่วงแล้วก็ยังสว่างอยู่ จึงชวนกันคิดจะข้ามไปดูที่เกาะกลาง เขาจ่ายเสื้อฝนให้สรวม เสื้อนั้นอยู่ข้างจะสกปรก ลูกกระดุมไม่มีสักเม็ดหนึ่ง ขอก็หักแล้วหักเล่า มีขออยู่สองตัว เมื่อสรวมเสื้อแล้วจึงได้พากันลงเรือ เรือนั้นเปนรูปเรือสำปั้น แต่หัวท้ายไม่ใคร่จะเรียวมาก ขนาดสักเท่าเรือจ้างกรุงเก่า มีที่นั่งสองแคมเรือ ได้ไปกับบริพัตร อุรุพงษ์ ดุ๊ก มิสเตออาลเบอส แลนายใจ[๑๔๗] คนที่อยู่หัวเรือนั้นตีกระเชียง แต่คนท้ายยืนแจวอย่างไทยๆ เวลาแรกออกเลี้ยวแอบพันแง่ศิลาริมฝั่ง เราแลดูนึกว่าโดนเผงเพราะตำเข้าไปตรงๆ แต่เขารู้ดีกว่าเรา พอถึงแง่ศิลานั้นน้ำก็ปัดน่าหันออกผับทีเดียว มันตีกระเชียงแขงจริงๆ น้ำเชี่ยวกราก พอหลุดแง่ศิลานั้นก็ต้องลอองน้ำ ไม่ทันถึงกึ่งแม่น้ำ ตีกระเชียงสู้น้ำตกดันขึ้นไป เสียงท้องเรือกระทบดังกึกๆ ใหญ่สามครั้งสี่ครั้ง น่ากลัวท้องเรือทลุอยู่บ้าง คราวนี้พอขวางลำนิดหนึ่งน้ำสาดเข้ามาโครมท่วมตัว แต่หากเสื้อฝนป้องกันอยู่ไม่สู้เปียกมาก เข้าไปถึงที่ท่าแคบนิดหนึ่งขึ้นบันไดต่อไป เปนบันไดศิลาบ้างเหล็กบ้าง เห็นจะสักสามสิบคั่นเศษไปได้ จึงถึงยอดซึ่งเขาปักร่มไว้ เวลาแลดูไปจากฟากข้างนี้ดูเหมือนน้ำจะไม่สูงเท่าใด แต่เมื่อเข้าไปใกล้จึงเห็นสูง ขากลับมันผายคล่องกลับมาไม่ช้าเท่าไรก็ถึง เขาจะพาไปดูอิกแห่งหนึ่ง กลัวว่าจะค่ำจึงได้งดไว้ จะไปดูต่อพรุ่งนี้ กลับขึ้นมาซื้อของกระจุกกระจิกที่เขาขายสำหรับเปนที่รฦก แล้วขึ้นรถโมเตอคาร์กลับ ต้องอ้อมมาทางรถไฟเหมือนกับเมื่อแรกมา กลับขึ้นหลังโฮเตล

วันนี้ร้อนเสียจริงๆ มาในรถไฟถึงต้องถอดเสื้อเหลือแต่เชิ๊ดนั่งมาเหมือนรถไฟในบางกอก เวลาที่ไปน้ำตกข้างในเหื่อชุ่ม รู้สึกเย็นแต่ข้างนอก จนเวลา ๒ ทุ่มจึงรู้สึกหนาวเมื่อเปิดน่าต่างอยู่ เห็นจะเกี่ยวด้วยเรื่องไอน้ำ บางทีอากาศในที่นี้จะชื้นได้ อยู่หลายวันน่าจะไม่สบาย อาหารก็ไม่สู้จะดี ที่เที่ยวก็ไม่มีแห่งใด เปนสำคัญอยู่ที่น้ำตกนี้เท่านั้น

การดูน้ำตกที่นี่มีสามประเภท ประเภทหนึ่งดูกลางวัน อิกประเภทหนึ่งดูเมื่อเดือนหงาย ประเภทที่สุดนั้นดูฉายไฟให้เปนสีแดงสีเขียว มาวันนี้ชอบด้วยการกำหนดที่จะได้เห็นที่ ๑ แลที่ ๒ เพราะเปนวันเดือน ๗ แรมค่ำหนึ่ง แต่พระจันทร์ตอนหัวค่ำขึ้นมาจากเมฆเหมือนอย่างกับพระจันทร์แหว่ง ค่อยๆ ใหญ่ขึ้นใหญ่ขึ้นจนหมดดวง แต่ยังเปนเมฆหมอกมัวไม่แจ่มแจ้งดี บางทีตอนดึกจะได้เห็นเวลาพระจันทร์แจ่ม หนังสือนี้ขอจบไว้เสียในตอนหัวค่ำเท่านี้ก่อน

• • • • • • • • •

เมืองซุริค

เมืองซุริค

คืนที่ ๖๓

วันอังคารที่ ๒๘ พฤษภาคม

สังเกตดูโฮเตลนี้ ถ้าขืนอยู่ช้าคงไม่สบาย ไอน้ำขึ้นมากเวลาดึกถึงน่าต่างเปียก อาหารก็เปนอย่างเยอรมันลุ่นตุ้นเต็มที แต่เพราะอดนอนมาวันก่อนจึงได้หลับมาก ตื่นสายไป ออกจะจนที่เที่ยว เพราะวันนี้สองเวลา พรุ่งนี้อิกเวลาหนึ่งหมดตัว จะมีที่เที่ยวได้อิกเวลาเดียวเท่านั้น พอเบอลี[๑๔๘]ซึ่งเปนลูกเขยยายพันเมียมิสเตอยุเกอ[๑๔๙]ที่เคยเข้าไปขายของในวังมาหา เขาอยู่ที่ซุริค ซึ่งยายพันอยู่ที่นั่น เลยพูดตกลงกันคิดไปเที่ยวซุริค จะรอไปด้วยรถไฟออกเวลาบ่ายโมงหนึ่ง กลัวเวลาจะน้อย เพราะระยะทางถึงชั่วโมงครึ่ง จะถึงเกือบบ่าย ๓ โมงเสียแล้ว จึงตกลงไปด้วยรถโมเตอคาร์ แต่เบอลีไม่ได้รู้จักทางโมเตอคาร์เลยไม่เคยเดิน โมเตอคาร์เองก็ยังไม่เคยขึ้นสักครั้ง เหตุไฉนเราจึงขึ้นโมเตอคาร์ไปไหนไปได้ไม่หลงไม่ติด ซึ่งพ่อยังไม่ได้เคยเล่ามาเลยนานแล้ว การเล่นโมเตอคาร์นั้นมันเปนอินสติตูชั่นใหญ่ที่มีคนเล่นเปนอันมาก มีคลับที่เข้ากันไม่ว่าชาติใดภาษาใด ไม่ใช่แต่มีแผนที่เฉภาะสำหรับแต่เดินโมเตอคาร์ มีป้ายปักทุกหนทุกแห่งในที่ทางสองแพร่งสามแพร่ง บอกให้ไปทางโน้นทางนี้ ป้ายนั้นเขียนหลายภาษา ใช่แต่เท่านั้น ถ้าเปนทางขึ้นเขา ลงห้วย เลี้ยวหัก เลี้ยวอ้อม เขียนลูกศรไว้ที่ป้ายนั้นด้วยเปนที่สังเกต ลูกศรนั้นหันปลายไปในทิศต่างๆ แลเห็นไปแต่ไกล ก็รู้ได้ว่าที่นั่นจะต้องขึ้นจะต้องลงจะต้องเลี้ยวเช่นนั้นๆ ผู้ที่จะขับรถโมเตอคาร์ต้องอ่านหนังสือภาษาใดภาษาหนึ่งออก ต้องอ่านเครื่องหมายเช่นนั้นเข้าใจ (ถึงคนที่จะขับรถได้ดีปานใด จะขับรถไปไหนไม่รอดเมื่ออ่านป้ายไม่ได้ คงจะไปมาได้แต่ที่เคยไปเคยมาในเมืองฤๅขับตามเขาไป หลวงโสภณฤๅอ้ายฟ้อนก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ถึงจะไล่ได้เซอติฟิเกตก็ไปไหนไม่ได้ เพราะมันอ่านหนังสือของเขาไม่ออก) เพราะเหตุฉนั้นการเที่ยวโมเตอคาร์จึงเปนที่สดวกนัก อิกอย่างหนึ่งนั้นชาวบ้านไม่ว่าเมืองไร ทึ่งโมเตอคาร์แลนับถือคนมีโมเตอคาร์ว่าเปนคนโตทั้งนั้น ถ้าโมเตอคาร์ไปข้างไหนจะถามหนทางแล้วชิงกันบอกทั่วทุกหนทุกแห่ง จะต้องการน้ำฤๅน้ำมันแห่งใด แวะเข้าไปเปนได้โดยง่าย จะวานใครก็วานได้ง่าย แต่ส่วนข้างมีโทษนั้นก็มีอยู่บ้าง ถ้าโมเตอคาร์ไปที่ไหน คนก็รุมกันดูที่นั่น ถ้าจะไม่ให้คนดูต้องเอาโมเตอคาร์ไปจอดเสียให้ห่างๆ แล้วย่องเดินไปเที่ยว ทำไม่รู้ไม่เห็นโมเตอคาร์ ถ้าเคราะห์ดีเขาจำหน้าเราไม่ได้ก็เปนรอดตัว ถ้าเขาจำได้ว่าอ้ายตานี่เปนเจ้าของโมเตอคาร์ก็รุมดูกันได้ ไม่พักต้องเปนพระราชา อิกข้อหนึ่งนั้น ถ้าจะไปจอดที่แห่งใด เช่นโฮเตลฤๅเรสเตอรองต์ เจ้าของเปนแป้นอย่างเอกทุกแห่ง แต่ราคาคงจะขึ้นไปกว่าคนสามัญที่ไม่มีโมเตอคาร์ คุณแลโทษแห่งโมเตอคาร์ยุติเพียงเท่านี้

คราวนี้จะว่าถึงเรื่องวันนี้ต่อไป ชายบริพัตรแลชายอุรุพงษ์ไปเที่ยวเลยสูญ ให้เที่ยวตามอยู่สักชั่วโมงหนึ่งไม่ได้ตัว ภายหลังจึงได้ความว่าเดินอยู่ที่ป่าน่าโฮเตล จะบุกป่ากลับขึ้นมาเลยหลง คอยอยู่จนเที่ยงเศษแล้ว เห็นไม่ได้การจะหมดเวลา จึงได้ขึ้นรถโถงไปกับดุ๊กรพีขับ รถเก๋งเอาไปด้วยอิกรถหนึ่ง พระยาบุรุษกับหม่อมนเรนทร์แลเบอลีไป พอพ้นชาฟเฮาเซน ซึ่งเปนตำบลบ้านใหญ่ในที่นี้ ฤๅจะเรียกเมืองก็พอจะได้ เพราะเปนบ้านเรือนปลูกติดต่อกันหมู่ใหญ่ นอยเฮาเซนคือที่พ่อมาอยู่นี้ ก็อยู่ในเขตรชาฟเฮาเซนนั้นเอง พอพ้นออกไปก็ได้ขับรถเต็มสีตีน มันช่างฟัดเสียจริงๆ ถึงปวดปั้นเอว ดุ๊กถึงปล่อยตีน ไม่ยันกับพื้นให้ตัวมันกระโดดไปตามบุญตามกรรม ร้องว่าเหมือนกับลงเรือบนสพานให้ตกโครมในน้ำ พ่อใช้นั่งตะแคงเสียค่อยเบาปวดปั้นเอวลง พอเวลาเลี้ยวแรงๆ รู้สึกตัวกะฉอกกะแฉกอยู่บนรถ ถ้าเผลอๆ ก็อาจจะฟาดกับข้างรถได้ ที่จริงอยู่ข้างจะเหน็ดเหนื่อยกว่าไปในรถไฟมาก แต่ใจเรามันชอบก็ทนไปได้ แต่เห็นคนโดยมากที่จะทนไม่ไหวถ้าใจไม่ได้รัก มันดีที่ถนนสดวกจริงๆ แลคนรู้จักหลบจักหลีกจริงๆ ถึงว่าขาดเจ๊กไม่ต้องวิตกแล้วก็ยังมียายแก่แลเด็ก แต่หลบคล่องทั้งสองอย่างไม่ยักงุ่มง่าม ในเรื่องพรรณาทางเอาเปนงดไว้เสียที มีผ่านตำบลบ้านหลายตำบล เมื่อจวนจะถึงซุริค ผ่านฟาบริค คือโรงทำงานเครื่องจักร์ใหญ่ๆ หลายตำบล เปนเวลาที่คนงานกำลังหยุดเดินเพ่นพ่านอยู่ตามถนนมาก เมืองซุริคนี้เปนเมืองที่ตั้งอยู่ในที่ราบหว่างเขา แต่เขาไม่สู้สูงนัก แลที่ราบในหว่างเขาที่เปนเมืองนั้นก็ใหญ่มาก ไม่อัดแอเหมือนอย่างเมืองฟลอเรนศ์ คนเพียงแสนห้าหมื่นไม่มากเท่าตุรินก็จริง แต่เปนเมืองที่ทำงานมากเกินกว่าคน เหตุด้วยใช้เครื่องจักร์เปนพื้น ถึงว่าตัวเมืองที่เปนตึกติดต่อกันหมด จะไม่ใหญ่โตกว่าที่อื่น ก็มีโรงจักร์รายรอบห่างๆ ออกไปสัณฐานเหมือนใยแมงมุม หนาอยู่ที่ตรงกลาง มีทางรถไฟทางรถม้าโยงล่ามออกไปโดยรอบ แลเห็นปล่องไฟสพรั่งไปรอบด้าน ของที่เข้าไปเมืองเรา เช่นผ้าพื้นผ้าลาย ที่เรียกว่าผ้าฝรั่งแล้วไปจากนี่ทั้งนั้น มีโรงจักร์ตั้งขึ้นเฉภาะสำหรับทำการแต่สิ่งเดียวๆ นั้นไม่ได้ซื้อขายกันที่นี่ ทำส่งแต่ที่บางกอกแห่งเดียว นอกนั้นทำแพรทำผ้าดอก ทำลูกไม้ด้วยมือ แลลูกไม้เครื่องจักร ซึ่งไปใช้กันเปนม่านราวอึงอยู่ในบางกอกก็ไปจากที่นี่ ผ้าโสร่งไหมมลายู ผ้าโสร่งเขียนขี้ผึ้งชวาทำไปจากที่นี่ทั้งนั้น เปนเมืองสำคัญในการค้าขายข้างฝ่ายตวันออกเรามาก การที่เข้าเมืองซุริคด้วยรถโมเตอคาร์นั้น เปรียบเหมือนอย่างกับว่าขุดดินลงไปเปนหลุม แล้วตั้งกระทะใบบัวไว้ก้นหลุม รถโมเตอคาร์แล่นเลียบลงทางปากหลุมจนถึงก้นกระทะ ถ้าเดินทางรถไฟเจาะช่องเข้าออกทางข้างกระทะ เพราะเหตุฉนั้นเวลาจะเข้าจะออกจึงต้องลอดปลองเข้าไปก้นกระทะ

ที่ไปวันนี้เดินทางชั่วโมงหนึ่งกับยี่สิบมินิตก็ถึง เมืองนั้นตั้งอยู่ริมทเลสาบ ซึ่งเรียกซ้ำชื่อว่า ล้ากซุริค โฮเตลที่ไปพักอยู่หัวทเลสาบ ใกล้กับสพานที่ข้ามแม่น้ำเรียกว่าเบอโอแลอยู่ใกล้ทเลสาบ มีถนนขวางน่า มีคลองไปข้างโฮเตล แม่น้ำแลทเลสาบนี้หน้าตาลักษณทำนองเดียวกันกับล้ากเลมังแลแม่น้ำไรน์ไปต่อที่เมืองเยเนวา แต่แม่น้ำนี้เรียกว่าลวนมัด ที่ริมทเลสาบนอกถนนปลูกต้นไม้เปนที่คนไปนั่งแลเปนท่าเรือ บ้านเรือนรายไปรอบทเลสาบ ซึ่งยาวประมาณ ๒๐ กิโลเมเตอ แต่ที่เปนบ้านเมืองร้านรวงหลามเข้ามาทางแม่น้ำ ข้างริมทเลสาบนั้นมักจะเปนวิลลาที่งามๆ ตลอดไป ไปหยุดกินเข้ากลางวันเสียก่อน กินที่คอนเซอเวตอรี ซึ่งทำด้วยเครื่องเหล็กยาวตลอดน่าโฮเตลต่อกันถึงสวน เปนกินเข้ากลางแจ้ง แลเห็นสวนงดงามมาก กับเข้าเปนอย่างฝรั่งเศสทำดี

กินเข้าแล้วปฤกษากันว่าไปขึ้นเขาเสียก่อนเห็นจะดี กลัวว่าถ้าตกเย็นไปจะถูกฝน เขานั้นมีทางรถไฟขึ้น แต่ลงเค้ากันกับเมื่อแรกจะมาอิก คือรถไฟนั้นเวลาที่จะขึ้นถึง ๓ โมงเศษเกือบ ๔ โมง เวลาเรามีน้อย จะไปเที่ยวอื่นก่อนก็จะไม่ทันรถไฟ จะไปขึ้นเขาก่อนก็จะไม่ได้เที่ยวที่อื่นกี่มากน้อย เจ้าเบอลีไปสอบสวนมาว่ารถโมเตอคาร์ขึ้นได้ สืบที่โฮเตลนั้นเองได้ความว่ารถที่แรงม้ามากๆ เขาขึ้นกันอยู่เสมอ จึงตกลงว่ารถเราคงขึ้นได้ ทางที่จะขึ้นต้องอ้อมออกไปนอกเมืองซุริค แรกขึ้นก็เปนทางขึ้นเขาสามัญ มีบ้านเรือนคนรายๆ ไป ต่อขึ้นไปสักค่อนเขาจึงเปนทางตัดขึ้นบนอยู่ข้างจะชัน ค่อยๆ ชันขึ้นไป ชันขึ้นไปจนถึงรถร้องอี๋ทีเดียว ตามที่ไปนั้นเปนป่าสน อย่างที่ปลูกทึบ ซึ่งแลเห็นอยู่บนเขาทั้งปวง ศิลาที่โรยถนนนั้นหมดเข้าไปทุกทีๆ จนทีหลังลงกลายเปนรอยเกวียนกัดลึก เกิดผิดสังเกตกันขึ้น แต่ยังยายามขึ้นไปอิก จนถึงหนทางที่ชันแลแคบ เช่นเราเคยไปขึ้นน้ำพุกัน จะไปอิกสักสองชั่วรถเปนไม่ได้เปนอันขาด เบอลีจึงยอมว่าเห็นจะไปทางผิดเสียแล้ว ถ้าเดินจากที่นั้นขึ้นไปสัก ๑๕ มินิตก็จะถึงยอดเขา แต่ที่ไหนฝนตั้งมาเสียแล้ว ซ้ำปีนเขาฟกมาสองวันแล้ว ทั้งถูกรถฟัดมาวันนี้ด้วย ไปไม่รอด ตกลงกันว่าจะกลับอย่าให้ทันฝนตก ถ้าฝนตกลงมาเวลาอยู่ป่าสนจะมืดแลไม่เห็นอะไร ทางก็จะเปนโคลนเดินไม่ได้ทีเดียว โทษจะต้องถึงกลับลงมาด้วยตีนทิ้งรถไว้ การที่จะกลับรถนั้นแสนยาก หากว่ามีทางแยกอยู่นิดหนึ่ง ต้องลงจากรถกันหมดจึงเขนกลับได้ ยังกลัวจะมาประทะรถข้างล่างรั้งรอกันอยู่ พอเห็นหม่อมนเรนทร์กับพระยาบุรุษแลฝรั่งโชเฟอช่วยกันเขนรถขึ้นมา พอเดินได้คราวหนึ่งต้องเอาหินกรานล้อรถไว้ หาไม่จะเลื่อนกลับลง เพราะมันชันเท่ากับหลังคาศาลาลูกขุน คิดถึงกรมดำรง ถ้าหากมาด้วยคงจะถามว่านี่ใครว่าไม่ชัน พ่อจะเปนผู้ตอบว่าไม่ชัน อย่างเคยขัดฅอกันเมื่อไปขึ้นเขาเมืองชวา เราลงเดินกันหมดทั้งนั้น รพีจะขับกลับก็ไม่ไหว เพราะแรงน้อย ต้องให้วิลเลียมขับ ภาวนากันอย่างเดียวแต่ขอให้พ้นป่าสนก่อนฝนตก เพราะจวนจะรินลงมาแล้ว แต่เคราะห์ดี พอถึงถนนที่โรยหินก็พอฝนตก แต่เสื้อฝนมีมาไม่พอกัน จึงต้องเข้าปิดอยู่ในตู้เสียสี่คนคือ พ่อ ดุ๊ก พระยาบุรุษ แลเบอลี นอกนั้นแจกเสื้อฝนกันได้พอ เสื้อฝนโมเตอคาร์มันไม่เหมือนเสื้อฝนธรรมดา ฅอเปนหูรูดจึงจะรับฝนอยู่ พอแต่งตัวกันสำเร็จออกรถ รถควันขึ้นพลุ่งๆ ได้ความว่าน้ำหมดสิ้นทั้งสองรถ เพราะเหตุที่ต้องพ่นเวลาเมื่อขึ้นมา หาน้ำที่เรือนซึ่งตั้งอยู่ใกล้หลังเดียวก็ไม่มี จึงต้องปล่อยให้รถกลิ้งลงมาจนถึงเรสเตอรองต์ แลขอน้ำกรอก ถ้าขาดช้าอิกหน่อยเครื่องจะติดกันหมด เกือบจะลุกเปนเหล็กแดงอยู่แล้ว ส่วนขากลับที่จะลงมานั้นรวดเร็ว แวะซื้อของตามร้านทีเดียว แวะร้านแพรเรียกว่าสองร้าน แต่ที่แท้เปนอันมาก เหตุใดจึงกล่าวดังนี้ เพราะตึกร้านขายของที่นี่ทำในที่ซึ่งมีถนนรอบเช่นตลาดเสาชิงช้า แต่ปลูกตึกใหญ่สี่ชั้นเฉภาะที่มุม ไว้ช่องกลางเหมือนประตูเข้าตลาด แต่ไม่เปนประตู เปนถนนเท่าขนาดถนนหลวงฤๅย่อมกว่าหน่อยหนึ่ง ในที่ซึ่งควรจะเปนตลาดขายของสดนั้นได้ทำเปนสวน ปลูกต้นไม้ใหญ่ไม้เล็ก มีน้ำพุ มันไม่ใช่หย่อมเดียวเช่นเสาชิงช้า เหมือนอย่างกับเสาชิงช้าตั้งเปนบล๊อกๆ ไป มีสวนอยู่ในกลางบล๊อกนั้นทุกๆ บล๊อก ลงจากรถทีหนึ่งเรียกว่าแห่งหนึ่ง แต่มันเดินทลุในร้านกันเองเปนเจ้าของเดียวกัน ในห้องอื่นๆ ไปอิกต่อได้ทั้งด้านข้างริมถนนแลด้านข้างสวน ตามสวนเหล่านั้นเดินผ่านไปออกหมู่อื่นได้ เพราะในหลังตึกเหล่านั้นไม่มีรถเดิน ทั้งขายของอยู่ตลอดเช่นนั้น เปนแต่ที่สำหรับคนเดินเข้าไปซื้อ เพราะเหตุฉนั้น ที่มันจึงเปนฝารอบขอบชิด ไม่มีใครตอมใครดูอะไรได้นัก ได้ไปซื้อหมวก เหตุด้วยมีมาไม่พอดีเสียอิก วันนี้ก็ไปพลัดตกตามทาง แล้วไปร้านคิวโรซิตี้ ร้านแพรแลร้านคิวโรซิตี้คนพูดภาษาอังกฤษคล่อง ขายของเก่งๆ แต่ร้านหมวกพูดไม่ได้ เพราะเหตุที่คนต่างประเทศมาก็ไปซื้อแพรแลของกระจุกกระจิก คนซื้อขายที่นี่พูดภาษาเดียวหากินไม่ได้ จำจะต้องสามภาษาจึงจะคล่อง เพราะเปนที่คนต่างประเทศมาเที่ยวมาก ออกจากร้านเหล่านี้เที่ยวขับรถดูเมือง เมืองนี้มีของโบราณหลายสิ่ง เช่นวัดเก่าซึ่งเปนที่ราชาภิเศกของชาลเมนเอมเปอเรอที่มีชื่อเสียงแต่โบราณ แลวัดอิกแห่งหนึ่งซึ่งได้สร้างห้าร้อยปีเศษ ตึกศิลาผนังเขียนภายนอกเปนวัดซึ่งมีอายุรุ่นเดียวกัน แลตึกเก่าๆ อย่างฝรั่งโบราณ แต่รักษาดีจริงๆ อยู่ข้างตอนเมืองเก่า ตอนที่สร้างขึ้นใหม่ๆ ก็ทำอย่างประณีตงดงามแลมั่นคง ไม่มีอะไรกำมลอ ข้อนี้เปนความจริง ในเมืองใช้ถนนอัตสฟาล์ต แต่ไม่อ่อนโรยกรวดให้แขงดังกร่างเหมือนปูนสิเมนต์ แต่ถามเขาว่าเวลาน่าร้อนก็นุ่มบ้าง แต่ไม่มาก เพราะกรวดเต็มอยู่เสียข้างน่า ถ้าเวลาฝนตกอยู่ข้างจะลื่นจริง แต่เขาได้โรยทรายในเวลาที่ลื่นเปนการแก้ไข ตัวเมืองนั้นตั้งอยู่หัวทเลสาบ ซึ่งเปนที่ต่อกับแม่น้ำ ส่วนข้างทเลสาบต่อออกไปนั้น ตัดถนนริมน้ำชั้นหนึ่ง แล้วถัดขึ้นไปข้างบนอิกชั้นหนึ่ง เปนชั้นๆ ขึ้นไปเช่นนั้น เพราะสองฝั่งเปนเขาเตี้ยๆ ตามริมถนนปลูกโรงเรือนวิลลาต่างๆ จะหาเหมือนกันสักหลังเดียวแทบไม่มี เว้นแต่ที่เปนโรงงาน โรงเรียน โรงโปลิศเปนต้น จึงเหมือนกัน ได้ไปข้างฝั่งตวันตกจนรอบหมู่วิลลาที่ติดๆ กันจนถึงที่ระยะห่างๆ ออกไปจึงได้เลี้ยวกลับ เมืองนี้เปนสองฟาก ฝั่งตวันตกเปนฟากข้างโน้น เลวกว่าฝั่งตวันออกซึ่งเปนฟากข้างนี้ แต่ไม่มากเหมือนเมืองเรา เพราะแม่น้ำแคบแลเขามีสพานข้ามไปมาง่าย โฮเตลที่เราพักนั้นฟากข้างนี้ ริมทเลสาบฟากข้างนี้มีป๊ากมีโรงลคร โรงโมเตอคาร์ใหญ่ มีสนามใหญ่ยาว มีที่อาบน้ำ ทั้งอาบในแม่น้ำแลอาบน้ำร้อน บริบูรณ์ไปด้วยเครื่องอุปการที่จะให้เปนเมืองอันสมบูรณ์นั้นทุกอย่าง กลับไปกินเข้าที่โฮเตลเวลาทุ่มหนึ่งตรง ได้สั่งกับเข้าไว้แต่สิ่งเดียวเท่านั้น เพราะหมายจะมากินซับเปอที่นอยเฮาเซน เหตุด้วยเวลารถไฟจะออก ๒ ทุ่ม ๓ นาที คนเดินโต๊ะโฮเตลมันช้า จึงได้กินแต่ซุปกับเนื้อแกะ แต่กับเข้ามันทำดีเหลือเกิน สองสิ่งก็พอ ย่นเวลาเข้าได้มาก จนเหลือเวลาเปนกอง ถึงมีเวลาเที่ยวรถได้อิก จนจวนกำหนดจึงได้ลงไปสเตชั่น ได้เที่ยวสเตชั่นช่ำใจ หาไม่หาเวลาเห็นไม่ได้ จำจะต้องรีบๆ ผ่านๆ อยู่เปนนิจ นี่ได้ลงมาเดินดูห้องกลาง ที่เขารับของจ่ายของ ที่ขายตั๋ว ร้านต่างๆ คือร้านรูปภาพ เครื่องไฟฟ้า ถ้วยจานแลอะไรๆ ต่างๆ รวมทั้งลูกโลกแก้วหมุน บอกทางเรือนอทดอยเซอลอยด์กัมปนีเดินทั่วโลก แลอื่นๆ ที่มันต้นเกินไนยตาเราจะเห็น จนถึงเวลาจึงเดินไปตามช่องที่เขาเขียนชื่อบอกตำบลรถไฟจะไป เช่าห้องรถไฟสองห้อง เอาของที่ซื้อด้วย ๒ ทุ่ม ๘ มินิตได้ออกจากซุริค มาตามทางเดิมที่มาเมื่อวานนี้ หยุดบ่อยๆ หน่อย มีสายนี้สายเดียวที่มาถึงนอยเฮาเซน ดึกอิกสายหนึ่ง ก็หยุดเพียงชาฟเฮาเซน

มาถึงยามครึ่ง พอได้เวลาพระการใหญ่ที่จะจุดดอกไม้ไฟที่น้ำพุ ออกไปดูที่ชาลาน่าโฮเตล แรกลงมือจุดเซิชไลต์ แล้วมีเรือสองลำติดระยางโคมแดงลงไปลอยอยู่ในกลางแม่น้ำน่าน้ำตก การที่ทำให้น้ำเปนสีเขียวสีแดงนั้นทำด้วยดอกมะตาด ที่เปลี่ยนกันเปนแดงบ้างเขียวบ้าง ลักษณที่จะทำได้สำเร็จดีนั้น คือให้หาที่บังดวงดอกไม้เสียอย่าให้สว่าง ข้างคนดูให้สว่างเข้าไปแต่ข้างน้ำ อ้ายก้อนศิลาที่เปนเกาะอยู่กลางนั้นใช้ร่าอาการได้ดีในเรื่องนี้ สองฟากริมฝั่งก็มีแง่เขาสำหรับบัง ในเรือนเราก็ดับไฟ แสงสว่างที่เปนสีเฉภาะไปจับน้ำที่ตกเปนฝอยขาวจึงทำให้เปนสีแดงสีเขียวใสจ้า มีจุดกรวดจุดพลุสีทั้งบนบกแลในเรือ แล้วจุดบนฝั่งที่ตรงตึก ให้แลเห็นตึกลุกแดงฤๅเขียวเปนการสำเร็จกิจ ที่เรียกว่าอิลลุมมิเนชั่น คนที่ดูอยู่ข้างล่าง “ก็ตบมือแสดงความยินดีว่าเปนที่ชอบใจ ตามธรรมเนียมอย่างฝรั่ง”[๑๕๐] อย่างระยะทางราชทูต เขียนแต่ก่อนนั้น

เมื่อสิ้นดูเหล่านี้แล้วจึงได้ลงมือเขียนหนังสือรายวันต่อไปไม่สำเร็จ ทั้งฟกทั้งง่วง รู้สึกเมื่อยระบมไปทั้งขา ต้องหยุดไว้เสียที

• • • • • • • • •

คืนที่ ๖๔

วันพุฒที่ ๒๙ พฤษภาคม

ตื่นขึ้นหมายว่าจะได้ไปเที่ยว พอเปิดน่าต่างก็ฝนตกมาก เสียดายเต็มที กินเข้าแล้วเลยเอาจดหมายรายวันที่ยังค้างมาเขียน ที่แท้ไม่ได้มีความเสียใจว่าฝนตกเสีย ไปอิกไม่ได้ เสียดายว่าตื่นขึ้นเปล่าๆ นอนเสียก็จะดี การที่จะไปนั้นสิ้นศรัทธา ฟกเต็มที ตลิ่งมันสูงนัก มีเวลาก่อนที่จะไปบาเดนเปน ๔ ชั่วโมง เลยไม่มีอะไรจะทำ จึงได้เขียนหนังสือนี้อยู่จนสำเร็จ นายโฮเตลเอารูปอิลลูมิเนชั่นมาให้ แลขอให้เซนชื่อในสมุด แล้วลงไปถ่ายรูปที่ข้างล่าง เขามาเร่งให้ไปสเตชั่น ว่าถึงเวลา ที่แท้เขาเข้าใจผิด หมายว่าจะไปสเตชั่นเก่า สเตชั่นใหม่นี้ใกล้ที่สุด ตกลงเปนไปคอยโคมลอยอยู่กว่า ๑๕ มินิต ได้ลองชั่งตัวหนัก ๖๙ กิโล เขาคิดกันว่าเปน ๑๕๑ ปอนด์อังกฤษ เกินไปกว่าที่เคยชั่งสักหน่อย ยังไม่สู้เชื่อใจ แต่คงยังมากไปกว่าที่ตัวเบาแต่ก่อน

รถไฟวันนี้เปนสลูนคาร์ มีเก้าอี้กำมหยี่ตั้งกลางนั่งได้รอบ แลเก้าอี้อามแชร์ตั้งเรียงราย เก้าอี้พับหนังมีที่พิงก็หลายตัว ยังเก้าอี้พับหนังไม่มีที่พิงแขวนไว้ข้างรถก็อิกหลายตัว เปนรถเยอรมัน ออกเวลาบ่ายโมงเศษ พอผ่านอิกสเตชั่นหนึ่งก็เข้าแดนเยอรมัน บ้านเรือนตอนข้างนี้แปลกใหม่ คือเปนตึกสี่เหลี่ยมรีหลังคาสูงๆ ซึ่งเปนเรือนแปลกกว่าที่อื่น สำหรับเฉภาะพวกที่อยู่ในป่าดำ แขวงเมืองบาเดน ชื่อป่าดำนี้ได้จากที่ตำบลแถบนั้น เพราะปลูกต้นสน (ไปน์ ไม่ใช่ เฟอ) ต้นสนใบไม่ร่วงในเวลาน่าหนาวแลสีใบเขียวเข้ม ใบปลายกิ่งจึงจะออกเปนสีใบโสกสีไข่กา การที่ใบไม้ไม่ร่วงนั้น ด้วยเหตุว่าเปนใบแขงแลกลม ต้นไม้อื่นๆ ถึงฤดูหนาวเข้าใบร่วง เวลาสะโนตกแลหนาวจัด น้ำแขงแลดูขาวไปหมด เว้นแต่ต้นสนซึ่งเหลือใบแก่อยู่นั้นสีดำ จึงได้เรียกว่าป่าดำ พื้นภูมิประเทศของป่าดำนี้เปนภูเขาซับซ้อน กว้างยาวใหญ่ ทั้งสูงๆ มีลำห้วยลงไปลึกๆ ตามลำห้วยเหล่านั้นย่อมมีบ้านเรือนเปนหมู่ใหญ่บ้างเล็กบ้าง จนกระทั่งถึงเปนเมือง ทางรถไฟมาบนที่สูง แต่ยังต้องลอดปล่องเปนหลายแห่ง บางปล่องก็ยาวมาก มีลำธาร ลำน้ำ ที่เปนแม่น้ำย่อมๆ หลายแม่น้ำ ลำธารนั้นเกือบจะมีทั่วไป ที่แถบข้างเขาขึ้นมาจากหมู่บ้านเปนที่ไร่เข้าสาลีฤๅไร่หญ้า เหนือนั้นขึ้นไปเปนป่าสนทั่วทุกไหล่เขายอดเขา เปนสนที่เขาได้ปลูกไว้สำหรับใช้การ เมื่อได้ขนาดแล้วตัดขาย เมื่อดูประสมกันเข้าหมดทั้งต้นสน ไร่เข้าสาลี ไร่หญ้า แม่น้ำฤๅลำธาร กับทั้งรูปเรือน ภูมบ้าน รูปคน เครื่องแต่งตัว ปรากฎว่าเปนไปในตำบลแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนที่อื่น ก็คือที่ตำบลชวาสวัลฤๅถ้าจะแปลก็แบล๊กฟอเรสต์นั้นเอง ดูภูมฐานกระจู๋กระจี๋ งามเปนคนละอย่างกับสวิตเซอแลนด์ ข้างสวิตเซอแลนด์ดูเปนที่เปิดเผยอ่าโถง ถ้าจะดูงามก็งามเฉิดฉาย เช่นน้ำพุตกซ่าจากน่าผาสูงตั้งยี่สิบสามสิบเส้น แม่น้ำลำธารมีน้ำลึกไหลเชี่ยว แต่ที่นี่ไม่เช่นนั้น แม่น้ำก็เล็กๆ กว้างจะไม่เท่าคลองผดุงเสียอิก บางแห่งจึงจะกว้าง ถ้ากว้างออกไปกว่านั้นก็มีหาดกรวด สายน้ำกลับเปนที่เสียใจ เห็นว่าเล็กไปกว่าที่แคบแต่น้ำลึกนั้นเสียอิก ลำธารก็เปนลำธาร แลเห็นก้อนศิลาน้ำไหลกระทบ แต่ทางที่เราผ่านมานี้ไม่ใช่เปนสูนย์กลางที่สำคัญของป่าดำ สูนย์กลางที่สำคัญซึ่งเปนยอดเขาสูงอยู่ข้างซ้ายมือทางที่มา มีทเลสาบอยู่บนนั้น จะได้ไปเที่ยวในวันอื่น คงจะต้องถึงนอนค้าง ทางที่ตัดขึ้นมาบนเขาเช่นนี้ ตั้งแต่นอยเฮาเซนจนเกือบจะถึงบาเดนจึงได้ออกทุ่งที่ราบ เปนทุ่งใหญ่ คงแลเห็นเขาอยู่ข้างขวามือตลอดจนถึงเมืองโอส ซึ่งอยู่ปากช่องทางจะเข้าบาเดนบาเดน เมืองบาเดนบาเดนกลับย้อนเข้าไปอยู่ในเขา อันเปนเทือกเดียวกับที่ผ่านออกมานั้น

การเพาะปลูกตามระยะทาง นอกจากเข้าสาลีมีมันผัก แลต้นผลไม้ เช่นเชอรี เปียร์ แอบเปอล แถบนี้ไม่เห็นปลูกองุ่น เขาเปลี่ยนพืชที่สำหรับปลูกที่แผ่นดินเดียวกันไม่ให้ซ้ำ เปนต้นว่าปีนี้ปลูกเข้าสาลี ปีน่านิ่งเสียให้หญ้าขึ้น ย้ายไปปลูกเข้าที่อื่น รุ่งปีขึ้นปลูกมัน ทำนองเช่นนี้เพื่อจะไม่ให้ดินจืด ถ้าปลูกซ้ำเหมือนกันทุกปีไม่ใคร่ได้ผลดี บางแห่งถึงลงเปนตำราไว้ว่า ปีนั้นปลูกสิ่งนั้น รุ่งปีขึ้นปลูกสิ่งนั้นเวียนกันรอบ ๗ ปี อย่างเช่นนี้เปนต้น การเพาะปลูกของพวกนี้ไม่ได้ใช้เครื่องจักรเลย ใช้ทำด้วยมือกำลังม้าโคเปนพาหนะทั้งนั้น เหตุว่าราษฎรเปนเจ้าของที่ดินเอง ทำกินในที่ดินของตัวเอง ไม่ได้ตั้งเปนกัมปนีมีทุนรอนมากพอที่จะซื้อเครื่องมือใหม่ๆ เช่นในประเทศอเมริกา ที่นั่นเปนที่กัมปนีใหญ่ๆ เขาทำ ราษฎรเปนแต่ลูกจ้างได้เงินเดือน ที่ตามแถบนี้ราษฎรทำพอกินเลี้ยงชีวิตร์ ไม่มั่งมี แต่ไม่จนอย่างพวกอิตาเลียน พืชพรรณ์ที่เพาะปลูกมีปีดีปีร้าย เช่นกับถ้าหนาวจนน้ำแขงในเดือนเมษายน ต้นผลไม้ที่ออกดอก ไหม้แห้งร่วงเสียหมด เช่นนี้ก็เปนอันไม่ได้ผล ปลูกเข้าสาลีไม่มีฝนเชยเดือนละ ๗ ครั้ง ๘ ครั้ง เช่นนี้ก็เสีย อุบัติต่างๆ ดังนี้ก็ไม่ผิดกับกับเมืองเรา ฤดูมันก็เกือบจะใกล้กัน คืออยู่ซีกปีอย่างเดียวกัน ไม่ใช่ตรงกันข้าม แต่พืชพรรณ์มันต่างกันหมดนั้นเปนธรรมดา นาเข้าสาลีมันก็มีเข้าหนักเข้าเบาเข้ากลางปีเหมือนอย่างเมืองเรา แต่ไม่ตรงกัน จะว่าเข้าหนักฤๅเข้าเบาก็ตาม เช่นกับเข้าหว่านในเดือนตุลาคมปลายฤดู พอขึ้นเล็กน้อยก็ถึงฤดูหนาว สะโนตกทับหมด ในฤดูหนาวนั้นเข้าหยุดไม่งอก ไม่ว่าต้นไม้พืชพรรณอะไร หยุดไม่งอกหมด ถ้าหากว่าสะโนมาล่าไปเข้าที่หว่านลงไว้งอกสูงขึ้นมาเสียแล้ว ถูกสะโนเข้าตายหมด จำจะต้องหว่านลงไปให้พอเหมาะกับที่สะโนจะมาคลุมไม่เปนอันตราย คราวนี้พอตกถึงฤดูสปริงเข้านั้นก็งอกแลตั้งรวง แก่สุกพอทันเกี่ยวในต้นฤดูซัมเมอ จะว่าเปนเข้าเบา เพราะได้เกี่ยวก่อนเข้าพรรณอื่น ฤๅจะว่าเปนเข้าหนัก เพราะต้องหว่านข้ามปีก็ตาม แต่พอเริ่มเข้าฤดูสปริง ราษฎรก็ไถหว่านเพิ่มเติมไปเปนแปลงๆ จนตลอดเวลาหว่านเข้าข้ามฤดูหนาว

สเตชั่นรถไฟตั้งแต่สวิตเซอแลนด์มาจนถึงที่นี่หมดจดสอาด ผู้คนแปลกกับที่อิตาลีมาก ที่นั่นสกปรกโสมม คนมันทลึ่งทลั่งทะเลือกทะลากปราศจากความรู้สึกน้ำใจของผู้อื่น เอาแต่ความพอใจตัวเปนประมาณ ที่ไหนจะมาดีเท่าสวิตเซอแลนด์เห็นจะไม่มี ที่นี่พึ่งมาถึงใหม่งดไว้ก่อน การที่คนดูที่สเตชั่นแลที่น่าเรือนเปนธรรมดาที่คนแปลกหน้ามาใหม่แลออกแห่ๆ จะเอาเปนตัวอย่างเห็นจะยังไม่ได้

แกรนด์ดุ๊กให้ฮอฟมาแชล คือเจ้าพนักงานใหญ่ในราชสำนักมาต้อนรับในพระนามของท่าน เวลานี้เสด็จอยู่มันไฮม์ กำหนดจะมาเยี่ยมพ่อในวันที่ ๑๐ บอกสกัดน่าไว้เสียก่อน สำหรับจะไม่ให้พ่อไปเยี่ยมก่อน ด้วยแกรนด์ดุ๊กองค์นี้อยู่ข้างจะถ่อมพระองค์มาก แลเปนคนรักใคร่พ่อมากทั้งผัวทั้งเมีย กับน่าที่ข้าหลวงกำกับเมือง แลแมร์ประจำเมืองได้มาต้อนรับในชื่อรัฐบาลแลในชื่อราษฎรในเมืองบาเดนบาเดนนี้ พระยาศรีธรรมสาส์นราชทูต[๑๕๑]แลมิสเตอเกฮิเนียส[๑๕๒]ได้มาคอยอยู่ด้วย ขึ้นรถมาที่เรือนอยู่หลังโฮเตลสเตฟานนี เปนเจ้าของเดียวกันกับโฮเตลสเตฟานนีที่เคยอยู่แต่ก่อน เรือนหลังนี้ตั้งอยู่ในกลางสวนเล็กๆ รอบ ด้านยาวมีน่าต่าง ๙ น่าต่าง แปลว่าเรือน ๙ ห้อง ชั้นล่างเปนห้องรับแขกห้องหนึ่ง ห้องกินเข้าห้องหนึ่ง ห้องคนอยู่ด้านข้างน่า ด้านหลังมีห้องนอนห้องหนึ่ง ห้องเขียนหนังสือ แลกระไดทั้งที่จะลงถนนแลกระไดขึ้นข้างบน ถัดขึ้นมาอิกชั้นหนึ่ง ซีกข้างน่าเปนห้องพ่อ ห้องนอนเสียสามน่าต่าง ห้องนั่งสามน่าต่าง ห้องแต่งตัวสองน่าต่าง ห้องอาบน้ำน่าต่างหนึ่ง อะไรๆ ก็ดี เสียแต่ถูกลมมากค่อนจะอยู่ข้างหนาว การที่เช่าเช่าได้ถูกอย่างยิ่งเหลือเกิน แลแต่งดี เพราะเปนคนที่มีเตสต์แลรู้จักใจเรา ดิกซันของจรูญที่ให้เปนผู้มาควบคุมผู้คนแลจัดการทั้งปวงเปนผู้จัด บ่าวที่ใช้ซันเรโมได้ยกมานี่หมด รู้สึกสบายเพราะเคยใช้กัน คนครัวก็ทำกับเข้าดีพอใช้ ไปนอรเวก็จะต้องเอาคนครัวของเราไปเหมือนกัน

วันนี้หมอบังคับให้นอนแต่หัวค่ำ สำหรับจะไปอาบน้ำเวลาเช้า เพราะมีกิจวัตรที่จะต้องทำ ตั้งแต่เดินเปนต้น จึงต้องรอการเขียนไว้

• • • • • • • • •

คืนที่ ๖๕

วันพฤหัศบดีที่ ๓๐ พฤษภาคม

ตื่นแต่โมงครึ่ง กินน้ำนมถ้วยหนึ่ง แล้วถึงเวลาทำกิจวัตรในการรักษาตามตำราของหมอ คือต้องไปออกเดินไปกับหมอฟิสเตอสองคน ชายอุรุพงษ์วิ่งตามไปอิกคนหนึ่ง เข้าในสวนก่อน คำที่เรียกว่าสวนนี้ เปนคำพวกเราเรียกเอง เพราะเหตุว่า เมืองนี้มันเปนสามอย่างสามตอน คือตอนหนึ่งเปนตลาดตึกต่อๆ กันขายของต่างๆ ฤๅเปนที่คนอยู่เปนตัวเมือง คำที่เรียกสวนนี้ คือแถบน่าโฮเตลแลที่ในระหว่างๆ เขาปลูกต้นไม้ ตัดทาง พื้นเปนหญ้า รักษาสอาดดี ส่วนนอกเขตรออกไปเปนป่าก็คือป่าสนมีทางไปได้มาก กิจวัตรเบื้องต้นต้องให้ไปเดินเสียให้เหนื่อยก่อนจึงค่อยไปกินน้ำ แต่ที่จริงพ่อฟกเต็มที ด้วยขึ้นเขามาสองวันแล้ว ออกจะโขยกเขยก ออกจากสวนจึงเดินไปข้างเมือง พอพบกระบวนแห่เขาแห่ในการสาสนา วันแห่ศพพระเยซู ได้หยุดยืนดู มีแตร มีธง สัปปุรุษ เด็กก็ตามหมู่เด็ก ผู้ใหญ่ก็ตามหมู่ผู้ใหญ่ ทั้งผู้หญิงผู้ชาย กระบวนยาวมาก ลงปลายถึงปะรำมีตัวพระที่ถือไม้กางเขนประดับมาในปะรำ มีพระอื่นแห่ห้อมล้อมถือเทียนอ่านหนังสือ แล้วยังมีกระบวนหลังอิกยืดยาว ไม่ได้อยู่ดูหมด เลยไปที่ๆ กินน้ำเฟรเดอริก คือชื่อแกรนด์ดุ๊ก ที่กินน้ำนี้ ส่วนห้องที่กินน้ำเองเปนเรือนกลมอยู่ข้างใน มีเสาอยู่กลางโรงกลมนั้น แล้วติดก๊อกกั้นรั้วรอบเปนคอก ตั้งถ้วยต่างๆ ผู้หญิงคอยตักจำหน่าย การก่อสร้างที่หรูหรามากนั้นอยู่ข้างน่า คือที่จงกรม ขื่อกว้างประมาณเห็นจะเกือบสี่วา ยาวกว่า ๓๐ วา ผนังด้านข้างในตัน เขียนเรื่องน้ำพุฤๅน้ำเดือด ซึ่งสำหรับกินนี้เปนปางปาง เพราะเหตุว่ารู้จักแลใช้กันมาเสียแต่ครั้งโรมันประมาณสักพันปีแล้ว ด้านน่าเปนเสาลอยหันน่าลงสวน ถ้าเวลาฝนไม่ตกก็จะได้ลงไปเดินเล่นในสวน ถ้าฝนตกจะได้จงกรมอยู่ข้างบน เพราะเปนการจำเปนที่กินแล้วจะต้องเดินจงกรมอิกทอดหนึ่งก่อนเวลาไปอาบน้ำ แต่คนที่มากินน้ำมากจนพื้นออกจะถล่มๆ ศิลาสึก คนในพื้นเมืองมีหมื่นห้าพันเจ็ดร้อย แต่คนในประเทศนอกประเทศที่มาอาบน้ำกินน้ำประมาณหกหมื่นคนทุกปี มีเจ้านายแลเจ้าแผ่นดินมาเสมอไม่ขาด แต่พ่อไม่ได้เดินจงกรมเพียงนั้น ตกลงเปนจะเดินไปที่อาบน้ำเฟรเดอริกบาต ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองแทนจงกรม ได้เดินปนกันไปกับชาวเมืองที่มาดูแห่จนกระทั่งถึงที่อาบน้ำ เห็นตาอ้นยืนไพล่หลังตั้งท่าเก๋ดูกระบวนแห่อยู่ที่หัวกระได มัวแลกวาดไปกวาดมาข้ามหัวพ่อไม่ยักเห็น เห็นแกกำลังเผลอพ่อก็เดินเลียบเข้าไปเสียข้างหลัง เข้าในตึกที่อาบน้ำ ตาอ้นยังยืนคอยอยู่นั่นเองจนพ่อไปอาบน้ำยังไม่รู้สึก

จะของดที่จะกล่าวถึงว่ามีอะไรบ้างในที่อาบน้ำนี้ไว้เสียก่อน จะกล่าวแต่เรื่องว่าที่อาบวันนี้ได้ทำอะไรบ้าง แรกไปถึงเข้าไปในห้องอาบน้ำห้องหนึ่งซึ่งเรียงเปนแถวกันอยู่นั้น ในห้องนั้นมีสระน้ำลึกพอนั่งเสมอน่าอก ที่ตรงกลางมีเปนบัว น้ำร้อนผุดขึ้นมาปุดๆ มีท่อทองเหลืองสำหรับน้ำล้นไม่ให้มากเกินขนาด ตั้งเตียงปูผ้าไว้สองเตียง มีบัวสำหรับอาบรดล้างหัวได้อยู่ข้างหนึ่ง พอไปถึงก็เอาปรอดลองน้ำให้อุ่นได้ ๓๐ ดีกรีเซนติเกรดแล้วผลัดผ้า ผ้านั้นเปนผ้าขาวลินินขนาดขาวม้า ผู้หญิงห่มอย่างแคบ ติดหูเหมือนอังษะทั้งข้างบนข้างล่าง เปนผ้านุ่งอาบน้ำ เอาพันตัวเข้าแล้วต้องเอาหางหูนั้นผูก ดูช่างประดักประเดิดยากจริงๆ แล้วลงนั่งแช่อยู่ในน้ำกำหนด ๑๐ มินิต เมื่อครบ ๑๐ มินิตแล้วมีเจ้าพนักงานซึ่งเอาผ้าผึ่งบนศิลาให้อุ่นแล้วนั้น เข้ามาคอยที่อัฒจันท์จะขึ้น พอก้าวกระไดขึ้นมาก็เข้าเปลื้องผ้า แล้วเอาผ้านั้นคลุมจับเช็ดแตะๆ ทั่วตัวแล้วพามาให้ขึ้นบนที่นอน เอาผ้าห่มที่ห่มมานั้นคลุมตัวให้มิด แล้วเอาผ้าที่ปูไว้กับที่นอนเหมือนอย่างจะนอนนั้น ตลบขึ้นมาคลุมตัวทั้งสองข้างเหน็บไว้เสียให้แน่น ที่ตีนก็ยกตีนขึ้นมาเอาชายผ้าสอดเข้าไปทับตีนเสียไม่ให้กระดิกได้ แล้วปล่อยให้นอนอยู่เช่นนั้นเกือบชั่วโมงหนึ่ง เกณฑ์ให้เคลิ้ม ไม่ให้พูดจาอะไรหมด ก็ได้เคลิ้มให้แกตามประสงค์ รู้สึกเหมือนเด็กอ่อนที่เขามัดไว้กันผวา ออกรำคาญ แต่ได้ทนนอนให้จนถึงกำหนด พอถึงกำหนดหมอเอาน้ำแร่เข้ามาให้กินอิกถ้วยหนึ่ง แล้วจึงได้เปลื้องผ้าออกนวดอย่างฝรั่ง มีแป้งนวนมาตลับหนึ่ง เอาแป้งนวนทาแล้วก็รีดทำขยุกขยิกดูก็ดีอยู่บ้าง แต่จะว่าเปนนวดนั้นไม่ได้ ไม่สำเร็จกิจการนวด นวดทั่วทั้งแขนทั้งขาแลสีข้าง ที่สีข้างมีทุบตามบุญตามกรรม แต่ของมันเสมอดี ความดีที่มันทำนั้นไม่ใช่เพราะหนักฤๅได้แรงอะไร แต่มันถูกเส้นเสมอ พอแล้วสำเร็จก็เปนอันแต่งตัวกลับได้เท่านั้น การช่างใหญ่จริงๆ ขากลับๆ ด้วยรถ ออกเหนื่อยที่ต้องเดินแลยังเมื่อยไม่หาย เลยขึ้นมานอนให้กรมสมมตเขียนหนังสือจนถึงเวลากินเข้า กินเข้ากลางวันแล้วลงไปนั่งเล่นที่ใต้ต้นโอ๊กน่าเรือน เพราะอยู่บนเรือนหนาวนัก ต้องไปนั่งกลางแดดทำหนังสือนำรายงานหม่อมนเรนทร์ส่งมกุฎราชกุมาร แลได้เขียนชื่อสลักไว้ที่ต้นโอ๊กแล้ว ขึ้นรถโมเตอคาร์ไปเที่ยวตำบลเคอนสแบกแลตำบลรัสตัตต์ ทางแรกไปๆ ในระหว่างหมู่บ้านตำบลบาเดนบาเดนนี้ แล้วเลียบขึ้นไปบนเขาซึ่งเปนป่าสนทึบ ดูงามแลเย็นซึ้งจริงๆ ความที่เขาปลูกถี่นั้น ถ้าเราเข้าไปในกลางป่า ทั้งต้นสนที่ส่งลำต้นโปร่งสูงไม่มีใบรุงรังเลย จะแลออกไปก็ยังลำบากมาก ไม่ใคร่แลเห็นข้างนอก ดูต้นสนเหมือนเสาปักสพรั่งบังไปทั้งนั้น แต่ถ้าเปนซอกห้วยลึกลงไปเปนที่หญ้าราบ ฤๅเปนไร่เข้าสาลี ไหล่เขาที่ต่ำๆ เปนหญ้าแลต้นสนอยู่เบื้องบนเหมือนฉากที่เขียน ตำบลแรกที่ไปถึงนั้นเปนบ้านเรือนคนหมู่ใหญ่ ล้วนแต่ตกแต่งด้วยธงแลใบไม้ดอกไม้ ธงนั้นไม่ใช่อันเล็กๆ ผูกไขว้กัน ซึ่งถ้าเอ่ยว่าผูกธงแล้วมักจะเข้าใจว่าเปนเช่นนั้น นี่เปนธงสีเหลือสีแดงธงเมืองนี้ ปักออกมาจากน่าจั่วเรือนละอันเปนพื้น ใช้ธงเยอรมันสักสองแห่งฤๅสามแห่งเท่านั้น ดอกไม้นั้นผูกเปนรีธบ้างเปนเฟื่องบ้าง ใช้ใบโอ๊กใบสนเปนพื้น นานๆ จึงหยอดดอกไม้ดอกหนึ่ง บางแห่งจึงได้ตั้งเครื่องบูชาที่น่าบ้าน ติดรูปพระเยซูรูปมารีบ้างก็มี ข้างๆ เรือนตัดกิ่งไม้มาพิงๆ ไว้ฤๅเสียบไว้ริมถนนตลอด บางตอนบนท้องถนนโรยใบไม้เต็มไปทั้งนั้น คนแต่งตัวอย่างดีๆ ขึ้น แต่ไม่ปรากฎชัดเจนเหมือนอย่างเด็ก เด็กนั้นแต่งผูกผ้าผูกฅอสรวมเชิ๊ดแลเสื้อชั้นนอกเรียบร้อยไม่คะมุกคะมอมเห็นถนัด การตกแต่งทั้งปวงนี้เกี่ยวแก่เรื่องสาสนาที่แห่กันเมื่อเช้านี้ ยิ่งน่าวัดยิ่งโปรยใบไม้หนาขึ้น

ออกจากตำบลเคอนสแบกไปตามหนทางในท้องทุ่งเปนไร่นา เมื่อจวนจะถึงรัสตัตต์ เห็นทหารเดินในถนนชุม เพราะที่รัสตัตต์เปนที่มีทหารอยู่ประจำ ด้วยเปนเมืองเก่ามีป้อม บ้านเรือนก็มาก เปนที่มีงานนักขัตฤกษ์เหมือนกัน กลับจากนั้นมาบนเขาอิกหน่อยหนึ่งก็ถึงบาเดนบาเดน หยุดพักแลกินน้ำชาเขียนหนังสือต่อไปใหม่ จนเวลาบ่าย ๕ โมง จึงได้ออกเดินไปซื้อโปสต์ก๊าดที่ร้านใกล้เรือนนี้ แล้วเดินต่อไปดูร้านขายรูปภาพ ซื้อรูปสองแผ่น แล้วไปเดินในสวนไปจนสุดสวน แล้วเดินวนกลับมาอิกข้างหนึ่ง เขาวางแปลนสวนสนุกจริงๆ เมื่อวนกลับมาอิกทางหนึ่งแล้วจึงได้ไปที่เรสเตอรองต์ ซึ่งอยู่ข้างคอนเวอเซซองเฮ้าส์ เปนที่คนประชุมไปพูดจาเล่นหัวอะไรกันที่นั่น ความคิดที่เกิดคอนเวอเซซองเฮาส์นี้มีมาเก่าแล้ว แต่มาเพิ่มเติมให้ใหญ่โตขึ้นเมื่อเลิกบ่อนเบี้ย ตกลงปฤกษากันว่า ควรจะกินไส้กรอก จึงได้กินไส้กรอกกับสลัดมัน แล้วลงมาเที่ยวร้านที่ทำไว้สองแถวใกล้คอนเวอเซซองเฮาส์นั้น ร้านนี้ได้เคยเที่ยวแต่คราวก่อนแล้ว ยายชาวร้านยังจำได้ มีช่างตัดรูปด้วย กระดาษดำอยู่ที่นั่น ชายอุรุพงษ์อยากให้ตัดเต็มที เข้าไปทีหนึ่งแล้วคนแน่นไม่สำเร็จ อิกครั้งหนึ่งก็กำลังถ่ายรูปกันทั้งมืดๆ รออยู่หน่อยหนึ่งจึงได้ตัด มันตัดไวจริงๆ ทีเดียวสองรูป เพราะซ้อนกระดาษสองชั้น ค่าจ้างรูปละแฟรงก์ แล้วไปซื้อของ ตาขายของคิวโรซิตี้คนหนึ่งแกช่างพูดจริงๆ หยิบของมาแต่ละสิ่งๆ ได้ฮาทุกที ขายได้มากกว่าเพื่อน ได้เดินดูแต่ร้านแถวใน มีทั้งเครื่องเพ็ชรพลอยแลเครื่องเงินเครื่องของโบราณลูกไม้แลอะไรต่างๆ แต่วันนี้เปนวันนักขัตฤกษ์ เขาห้ามไม่ให้ขายของก่อนทุ่มหนึ่ง พวกตาขายของเพ็ชรพลอยเปิดของออกไม่ทัน หยิบมือออกสั่น ข้างเราก็อยากจะรีบกลับจะได้ทันกินเข้าสองทุ่ม ตกลงนัดว่าพรุ่งนี้เวลา ๔ โมงเช้าให้เลือกของมาให้ดูที่ๆ อยู่ กลับมาก่อน ๒ ทุ่มพอแดดลบ ที่นี่แดดลบลงก็หนาว ยามหนึ่งจึงจะมืด จนสี่ทุ่มห้าทุ่มก็หนาวขึ้นทุกที สองยามอยู่แต่เพียงเสื้อนอนเกือบจะสั่นทีเดียว หมอสั่งให้ไปเดินแต่เช้า ถึงไม่อาบน้ำก็ต้องให้ไปเดิน วันนี้เปนวันที่จะปิดหนังสือจึงได้เร่งจบไว้เพียงเท่านี้ที ยังจะอยู่ที่นี่หลายวัน บางทีจะถึงเรื่องข้นไม่มีอะไรจะเล่า ถ้าจืดนักก็จะย่นไปน้อยลง แต่คงยังได้อิกหลายวันกว่าจะสิ้นเรื่องราว เพราะจะมีที่เที่ยวแห่งอื่นๆ ต่อไปอิก

จุฬาลงกรณ์ ป. ร.

ป. ล. ลืมบอกเหตุว่า ทำไมที่นี้จึงเรียกว่าบาเดนซ้ำสองหน เพราะตำบลบางเดนมีที่อื่นอิกหลายแห่ง ในเมืองสวิตเซอแลนด์ หนทางที่ผ่านมานี้เองก็เรียกว่าบาเดน ในเมืองออสเตรียก็มีบาเดน จึงเรียกเสียว่าบาเดนบาเดน เพราะเมืองเหล่านั้นก็เปนที่อาบน้ำเหมือนกัน แต่ไม่เก่งเหมือนที่นี่ เมืองหลวงของบาเดนนี้เรียกว่าคาลสรูห์ แต่ถ้าเรียกดุ๊กดอม เรียกแกรนด์ดุ๊กเคอออฟบาเดน

จ. ป. ร.



[๑๔๗] ขุนวิรัชพิสดาร ใจ เยซุส (เดี๋ยวนี้เปนพระยาวิศาลพจนกิจ อรรคราชทูตสยาม ประจำประเทศเดนมาร์ก, สวิเดน, และนอร์เวย์)

[๑๔๘] นายห้างเบอลีในกรุงเทพฯ

[๑๔๙] มิศเตอยุเกอ ชาติสวิส เปนนายห้างยุเกอซิกในกรุงเทพฯ ได้นางพันชาวบ้านกฎีจีนเปนภรรยา เมื่อสามีถึงแก่กรรม นางพันออกไปอยู่เมืองซุริคกับบุตรธิดา (เดี๋ยวนกลับมาอยู่ในกรุงเทพฯ)

[๑๕๐] ตรงนี้ทรงตามโวหารหม่อมราโชทัยแต่งระยะทางทูตไปลอนดอนในรัชกาลที่ ๔

[๑๕๑] พระยาศรีธรรมสาส์นทองดี สุวรรณศิริ ราชทูตณกรุงเบอลิน (เดี๋ยวนี้เปนพระยาสุวรรณศิริ)

[๑๕๒] มิศเตอเกฮิเนียส ชาติฮอลันดา เปนเลขานุการในสถานทูตณกรุงเบอลิน

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ