พระราชหัดถเลขาฉบับที่ ๒๗

พระบรมรูปทรงรถกับพระเจ้าแผ่นดินนอรเว

พระบรมรูปทรงรถกับพระเจ้าแผ่นดินนอรเว

พระบรมรูปกับพระเจ้าแผ่นดินนอรเว

 

คืนที่ ๑๐๑

กรุงคริสเตียเนีย

วันศุกรที่ ๕ กรกฏาคม ร.ศ. ๑๒๖

หญิงน้อย

เมื่อคืนนี้ออกเรือเวลา ๒ ทุ่ม คลื่นราบมาจน ๔ ทุ่ม ได้นั่งเขียนหนังสือมาพอหมดรายวันก็พอคลื่นตูม เลยเข้าที่นอน ตั้งต้นอ่านหนังสือแต่ไม่นานเท่าใดเรือก็ฟัดหนัก เลยต้องเลิก ดับไฟนอนแต่หัวค่ำ พอเคลิ้มไปสักหน่อยหนึ่ง เรือแคลงเอียงวาบ นึกว่าจะตกเตียง พอมือคว้าไปถูกลูกกรงข้างเตียง แต่อย่างนี้ร่ำไป อะไรต่ออะไรวิ่งครืนคราน ตู้ปิดแล้วแต่ยังมีช่องในระหว่างบานกับลิ้นตู้ ลิ้นวิ่งออกมาหาบาน โดนดังโครมโครม ต้องลุกขึ้นจัดการเอาผ้าอุดแก้ไขต่างๆ ต้องเปิดไฟอิกเปน ๒ ครั้งจึงค่อยเงียบเสียง แต่ยิ่งดึกยิ่งฟัดหนักขึ้น ถ้าวัดดูนาฬิกากระดานของกรมสมมต[๑๘๖] อย่างเคยวัดเมื่อถูกคลื่นในเรือมหาจักรีแต่ก่อน เห็นจะถึง ๕ แผ่นฤๅ ๖ แผ่น เรื่องมืดไปมืดต่อ ๕ ทุ่ม แต่ก็ไม่ได้เห็นเอง เขาบอก ด้วยเข้าไปอุดอู้ในที่นอนเสียแล้ว ถ้ายืนเห็นจะเต็มทีโซเซเอาไว้ไม่อยู่ จนสายแล้วจึงได้เข้าไปในฟยอด (คำนี้เปนภาษานอรวีเจียน ไม่ใช่อ่านว่า ฟะยอด  ต้องอ่านออกมาให้พร้อมกันทีเดียว อย่างกรอก ไม่ใช่กะรอก) คลื่นก็สงบ ลักษณที่เรียกว่า ฟยอดนี้ไม่ใช่แม่น้ำไม่ใช่อ่าว เปนห้วงน้ำทเลลึกเข้าไปเหมือนคลองหรือแม่น้ำ น้ำเค็ม แต่ไปตัน ฟยอดที่เมืองคริสเตียเนียตั้งนี้ ตรงเข้าไปจนถึงที่สุดเปนตัวเมืองคริสเตียเนีย แต่ตัวฟยอดเองเลี้ยวไปข้างขวามือเหมือนกับจะไปตกทเลอิกทางหนึ่ง แล้วไปตันในฟยอดนั้น มีคุ้ง, มีแหลม, มีเกาะ, สองฝั่งเปนเขาไม่สู้สูงนัก แลเห็นศิลามาก มีบ้านเรือน เปนเรือนอย่างโรงบ้าง เปนวิลลาบ้าง ตั้งรายๆ ตั้งแต่ริมน้ำขึ้นไปจนถึงเขาสูงๆ ไม่แลเห็นถนนหนทาง บนเขามีต้นสนเปนหมู่ๆ หย่อมๆ ตามบ้านเรือนเหล่านั้นมีเสาธงแทบทุกเรือน ที่จริงลงมือชอบธงกันมาตั้งแต่เดนมาร์กแล้ว แต่ไม่มากเหมือนที่นี่ ที่นี่ดูเหมือนใน ๑๐ เรือน จะมีเสาธงสัก ๖ ฤๅ ๗ ต้องแล่นช้าๆ เพราะจะให้ไปถึงต่อ ๕ โมงแล้ว หาไม่เราจะไปถึงเสียแต่เช้า นั่งดูๆ สองฝั่งน้ำมา นึกขึ้นได้พร้อมกันหมดว่าเหมือนรูปสวรรค์ ที่เขียนไว้ในพระที่นั่งไพศาล เรือนเหล่านั้นเหมือนกับวิมานตั้งอยู่รายๆ ก้อนศิลาที่ตั้งอยู่น่าจะมีเทวดาตัวโตๆ ไปนั่งเล่นหมากรุก, ตีกระบี่, จับระบำ, วันนี้แดดออกแจ่มใสดี สิ้นวิตกไปมาก ถึงเมื่อคืนนี้ ที่เวลาตูมๆ ก็รู้สึกอุ่นกว่าที่เดนมาร์ก เรือมาทอดท่าน่าคริสเตียเนียเวลา ๕ โมงเศษ ที่เกาะซึ่งแต่เดิมเปนพระราชวังสลูต แลเห็นเมืองคริสเตียเนียได้มาก เพราะตั้งซ้อนๆ กันขึ้นไปบนเขา แลเห็นพระราชวังที่ชักสแตนดาด ตั้งอยู่บนที่สูง แต่ไกล

เรือไปจอดสักประเดี๋ยวเดียว เจ้าแผ่นดินก็ลงมาพร้อมด้วยแอดมิราล ผู้สำเร็จราชการฝ่ายทหารเรือซึ่งได้ตั้งให้มาเปนผู้ประจำอยู่กับพ่อ แลราชองครักษ์ พูดจากันง่าย เหมือนคนรู้จักกันแล้ว สนุกแลอัชฌาไศรยดีมาก ขึ้นบกพร้อมกัน เสนาบดีแลผู้บัญชาการทหารบกแลฝ่ายกระทรวงเมืองมารับที่ท่า ขึ้นรถด้วยกันกับเจ้าแผ่นดินแลบริพัตรด้วย ตรงไปพระราชวัง คน ๒ ข้างเต็มแน่นตลอด ตั้งแต่ท่าจนถึงพระราชวังซึ่งไม่สู้ใกล้นัก ร้องฮุรา อย่างเร็วดังออกมาเปนคำเดียว ฟังไม่เข้าใจว่ากะไร จนเจ้าแผ่นดินต้องอธิบาย ที่พระราชวังนี้ ไม่สู้เก่านักแต่ได้ทิ้งโทรม เจ้าแผ่นดินองค์นี้พึ่งมาซ่อมแซมขึ้นใหม่ แล้วสำเร็จก็พอพ่อมา เจ้าแผ่นดินเสด็จหลบไปอยู่เรือนริมทเล สำหรับให้ซ่อมแซม พึ่งจะเสด็จมาอยู่ในเร็วๆ นี้ กวีนคอยรับอยู่ที่วัง พาเข้าไปในห้องที่ทำงาน แลห้องนั่งของเจ้าแผ่นดิน แลของพระมเหษี ซึ่งอยู่แถบขวาของวังนี้ เจ้าของรับว่าจัดอย่างอังกฤษ เพราะแม่เรือนเปนอังกฤษ ซีกข้างซ้ายที่ตรงกันข้าม มีห้องใหญ่คั่นกลางอยู่ห้องหนึ่งเปนที่จัดไว้ให้พ่ออยู่ เมื่อได้สนทนากันแล้ว พามาห้อง พอบ่ายโมง ๑ มารับไปกินเข้ากลางวันในห้องเสวยธรรมดา โต๊ะสี่เหลี่ยมเล็กนั่ง ๔ คน ปรินซออลาฟลูกชายออกมาเล่นอยู่ในที่นั้นด้วย เด็กคนนี้น่าเอนดูอย่างยิ่ง อายุพึ่ง ๔ ขวบ แต่เห็นอะไรเข้าถามเรื่อยไม่หยุด ถามเก่งๆ ชอบเถียง กวีนอัชฌาไศรยดีคล้ายกวีนออฟอิงค์แลนด์มาก ในราชธิดาเข้าแผ่นดินอังกฤษทั้ง ๓ คน กวีนมอดนี้เห็นจะเปนเล็กกว่าเพื่อน เวลาเสวยไม่มีมหาดเล็กยืนในห้อง เวลาเปลี่ยนจานใช้สั่นระฆังแบบเดียวกับอิงค์ลันด์

เวลาบ่าย ๓ โมงพากันไปเที่ยว กวีนกับพ่อนั่งข้างใน เจ้าแผ่นดินกับบริพัตรนั่งข้างน่า ไปรถเปิดได้เพราะแดดออกจัด ไปในที่แผ่นดินซึ่งเปนส่วนของหลวง เปนป๊าก ไร่, ป่า, จนถึงเรือนเล็กที่ริมทเล ลงเดินไปที่เรือนเล็กนั้น ตั้งอยู่ริมทเล ขันอยู่ที่ถ้าเวลาอยู่ที่น่าเรือน ต้นไม้บังอย่างไร ไม่ถูกลมเลย แต่พอเยี่ยมออกไปริมน้ำถูกลมพัดปร๋อทีเดียว เพราะลมอยู่ข้างจะจัดในวันนี้ตลอดทั้งวัน เรือนเล็กริมทเลนี้มียุง เจ้าชายเล็กถูกยุงกัดมีแผล ออกจากเรือนเล็กนั้น เดินลัดเข้าไปในป่าสน ทางอยู่ข้างจะแฉะ เพราะฝนตกมาถึง ๑๕ วัน พึ่งหยุดวันนี้ เปนทางเล็กนิดเดียว เหมือนเดินในป่าซึ้งๆ แล้วไปตกทุ่งเปนที่ทำไร่ ไร่หลวงเหมือนกัน ทางที่จะเดินผ่านทุ่งนั้นมีรั้วกั้นลั่นกุญแจ เจ้าแผ่นดินต้องพกกุญแจไปด้วย หยุดไขและกลับลั่นใหม่ แล้วจึงพากันไปถึงเรือนอิกหลังหนึ่งโตกว่าเรือนริมน้ำกำลังซ่อม ว่าจะไปอยู่ในเดือนน่า แต่ไม่ได้เข้าในเรือนเลย พากันลงไปดูโรงวัว โรงวัวนี้มีวัวนม ๖๐ ข้างตอนใหญ่สำหรับรีดนมขาย ไม่ได้ทำเนย มีอิกห้องหนึ่งเล็ก วัวสัก ๑๐ ตัว สำหรับรีดนมใช้ในวัง ขึ้นรถจากน่าโรงวัวนั้นมาตามในเมืองแต่ไม่ใช่ท้องตลาด มีวิลลางามๆ บ้านทูตอังกฤษบ้านหนึ่งเปนที่งามมาก ตั้งอยู่บนเขาสูงๆ ต่ำๆ ตลอดจนกลับมาถึงวังเกือบจะบ่าย ๕ โมง หยุดพักประเดี๋ยวหนึ่ง เลี้ยงน้ำชาในห้องเล็ก มี ๔ คนเช่นนั้นอิก ปรินซออลาฟหิ้วกระเช้าของเล่นออกมาไขกลตุ๊กตา ปั่นลูกข่าง แล้วให้พ่ออ่านหนังสือสำหรับเด็กเล่านิทานให้ฟัง หยุดไม่ได้ เซ็นชื่อในสมุดแล้วเจ้าแผ่นดินให้สายสร้อยตราเซนต์โอลาฟที่ได้สร้างขึ้นใหม่ สายสร้อยเดิมสายย่อม คราวนี้ทำโตเท่าซาระฟิมของสวิเดน ดินเนอที่นี้ดึกเหมือนกับอิงค์แลนด์ เพราะกวีนชอบเช่นนั้น เพื่อจะไม่ให้ดึกเกินไป จึงกำหนดว่า ๒ ทุ่ม

เวลา ๒ ทุ่มพ่อออกจะมีแต้ม เหตุด้วยนั่งให้เขียนรายวันนึกว่าเวลาครึ่งชั่วโมงจะพอ อาบน้ำแล้วกำลังแต่งตัวเจ้าแผ่นดินมาคอยอยู่ห้องนอกแล้ว ที่จริงยังมีอิก ๕ นิมิต แปลว่าเจ้าแผ่นดินเคยเห็นพ่อไปคอยเมื่อเวลาเย็นจึงบอกว่าแกล้งมาเสียก่อน จะไม่ให้พ่อต้องไปคอย พากันไปที่ห้องกวีน แล้วยังต้องรออิกหน่อย แล้วจึงเปิดออกไปห้องที่แขกมาประชุมกัน ไม่ต้องทำพิธีปราไสยกับใคร แต่ไม่ต้อนให้คนไปนั่งโต๊ะเสียก่อนเช่นที่เดนมาร์ก ยังต้องเดินผ่าน แล้วจึงตามกันออกไปนั่งโต๊ะ เลี้ยงที่ห้องใหญ่ ไม่ใช่ที่เสวยธรรมดา ตั้งโต๊ะวงเหมือนกับที่เดนมาร์ก เครื่องตั้งบนโต๊ะเปนของราษฎรเมืองนอรเวถวายกวีน เปนรางเงิน มีพานข้างหัวข้างท้าย มีรูปเจ้าแผ่นดินนอรเวซึ่งปรากฎชื่อเสียง ๘ องค์ แลมีลายช่องที่ฐานรางเปนเรื่องพงษาวดารกับเชิงเทียนใหญ่คู่ ๑ จานเงินก็เปนของคนอังกฤษถวาย เครื่องโต๊ะเงินทองไม่มีอะไรเหลืออยู่ที่นี่ เหลือแต่ซ่อมช้อนกับจาน นอกนั้นไปอยู่สวิเดนหมด อยู่ในเปนเรื่องก่อร่างสร้างตัวใหม่ทั้งสิ้น เจ้าแผ่นดินสปีชแลพ่อตอบตามธรรมเนียม แตรทำเพลงสรรเสริญบารมีถูกต้องถ้วนถี่ เพราะเจ้าแผ่นดินได้ให้สืบหาทุกเมือง เลือกเอาที่ไหนถูกกันมากเปนใช้ได้ ส่วนของเจ้าแผ่นดินนอรเวใช้เพลง กอดเสฟทีกิง ใช้เปน ๒ อย่าง ถ้าเฉภาะตัวเจ้าแผ่นดินใช้ กอดเสฟทีกิง เพลงสำหรับเมืองใช้ต่างหาก ลืมกล่าวถึงสแตนดาด สแตนดาดที่ใช้อยู่บนวังนี้ ได้เอาสแตนดาดเดิมมาใช้ คือไลออนบนพื้นแดง ไม่ได้ใช้อย่างเช่นเมื่อรวมกับสวิเดนแต่ก่อน กับเมื่อเวลามาถึงมีกาดออฟออเนอ ทหารรักษาองค์กองนี้กำลังเจ้าแผ่นดินจัดการอยู่ ผู้ที่มานั่งโต๊ะวันนี้เสนาบดีทุกคน หัวน่าที่ประชุม กระทรวงเมือง ทูตต่างประเทศ เจ้าแผ่นดินระวังคอยนำให้พ่อได้พูดกับคนเหล่านั้นทุกๆ คน ถ้าพูดอังกฤษไม่ได้ก็รับเปนล่าม เมื่อพูดทักทายตลอดแล้ว ๕ ทุ่มจึงเสด็จขึ้น นั่งพูดกันเล่นต่อไปอิกจน ๕ ทุ่มครึ่ง จึงได้พามาส่งที่ห้อง ห้ามไม่ให้มาก็ไม่ฟัง

เจ้าแผ่นดินองค์นี้รูปร่างงามกว่าเคราน์ปรินซเมืองเดนมาร์ก ไม่สู้สูงนัก อัชฌาไศรยดีเปนอย่างยิ่ง ชอบพูดเล่นขันขัน ความคิดอ่านแลความสังเกตหลักแหลมมาก เปนคนมีอาการเปิดเผย จะพูดจะทำอะไรตรงๆ ไม่มีกิริยาลับลมคมใน เปนผู้ซึ่งควรจะคบได้สนิท แลน่ารัก

กวีนก็งามมาก ดูเหมือนจะงามกว่าพี่ๆ ทั้งหมด อัชฌาไศรยก็ดีมาก คล้ายปรินเซสวิกตอเรีย อยู่ข้างจะกระดากๆ ในการรับแขก ถึงบ่นออกมาว่าไม่ชอบรำคาญ เจ้าแผ่นดินบอกว่า ต้องพูดกับคนนั้นคนนี้ก็บ่นออดแอดเบื่อต่างๆ แต่กับพ่อนั้นสนิทสนม ต้อนรับพูดจาไม่มีกระดากกระเดื่องเลย ว่าตามจริงการรับรองที่นี่ เขารู้กันแล้วว่าที่อิงค์แลนด์รับอย่างไร เดนมาร์กรับอย่างไร สปีชอย่างไรก็รู้ พูดกันเล่นอย่างไรก็รู้ถึงกันหมด ปรินเซสวิกตอเรีย สั่งพ่อแล้วๆ เล่าๆ เปนหลายหน ให้มาบอกข่าวรฦกถึงกวีน ลงวันหลังก็ว่าได้เขียนหนังสือมาแล้ว ว่าสั่งให้มาบอก ดังนี้ แต่ต้องให้มาบอกให้ได้ ครั้นมาบอก ก็บอกว่า “รู้แล้วว่าจะมาบอก ไม่บอกก็จะทวง” เช่นนี้

ได้พูดกันถึงเรื่องน่าที่เจ้าแผ่นดิน รู้สึกเปนอย่างไรบ้าง ได้ความรู้สึกว่าประดักประเดิดมาก เพราะในเมืองนี้ได้เลิกโนบลแมนหมดมาเสียแต่ก่อน นับว่าเปนคนเสมอกันทั้งสิ้น ไม่มียศแลชั้นบุคคลเปนที่กำหนด เหมือนอย่างจะพูดด้วยใคร ต้องพูดกับคนอื่นทั่วๆ ไป การเชื้อเชิญจะเชิญน้อยไม่ได้ จำจะต้องมากเสมอ เชิญคนนี้แล้วต้องเชิญคนนั้นด้วย เจ้าแผ่นดินต้องระวังเปนที่สุดที่จะไม่ให้เปนที่ไม่ชอบใจของคน อยากจะมีโมเตอคาร์เปนที่สุดที่แล้ว แต่มีไม่ได้ เพราะถ้าหากว่าม้าตัวไรมันเคราะห์ร้าย มันตกใจขึ้นสักตัวหนึ่ง เจ้าแผ่นดินจะถูกคนไม่ชอบอย่างยิ่ง ในเดนมาร์กที่มีรถโมเตอคาร์ ครั้งแรกกิงเอดเวอดเอาไป ม้าอะไรมันตื่นตัวเดียวเท่านั้น ขนาบกันเกือบตาย ที่หลวงหวงห้ามก็ไม่ได้ ใครจะไปเที่ยวก็ต้องปล่อยให้ไปเที่ยว จะมีชุติงล็อดช์ หวงห้ามยิงนกฤๅยิงเนื้ออะไรไม่ได้หมด เพราะคอนสติตุชัน สำหรับเมือง ว่าใครจะยิงก็ยิงได้ กับเมืองสวิเดนเปนที่หมองหมางกันมาก คเนว่าดูเหมือนเจ้าแผ่นดินเมืองนี้จะไม่ไปเมืองสวิเดนได้เลย เทียบถึงเปนเยอรมันกับฝรั่งเศส มีเหตุที่รู้กันตั้งแต่เดนมาร์กมาแล้ว ว่าเมื่อกิงคริสเตียนสิ้นพระชนม์ กิงออสการ์ไป กิงเฟรเดอริกจะเสด็จไปเยี่ยมตอบ กิงออสการ์ห้ามไม่ให้กวีนไป ไม่ยอมรับ เพราะสงไสยว่าเปนผู้คิดอ่านให้ลูกมาเปนกิงออฟนอรเว ความที่แลเห็นแตกร้าวกันอยู่จนถึงสงไสยว่าน่ากลัวจะมีศึกได้ เพราะพวกนอรวีเจียนอยู่ข้างจะมีใจกำเริบมาก พวกสวีดก็แค้นมาก ความจริงการปกครองมันต่างกัน ประเพณีบ้านเมืองก็ต่างกันมาก เปนคำของพวกชาวนอรวีเจียนเขากล่าวในเวลาสนทนากันวันนี้ว่า ในตัวกิงออสการ์เขามีความนับถือ ไม่ใช่จะรังเกียจเฉภาะตัว แต่จะรวมกันเปนเจ้าแผ่นดินองค์เดียวกันไม่ได้ จำจะต้องมีคนละต่างหาก เพราะนิไสยใจฅอคนทั้ง ๒ ชาติไม่เหมือนกัน ข้างหนึ่งเปนคอนเซอวะตีฟ ข้างหนึ่งเปนลิเบอรัล ข้อที่รังเกียจมากนั้นเหมือนกับที่พ่อได้รู้มาแต่ก่อน คือกิงออสการ์เสด็จมาที่นี่ รับไว้ว่าจะตกลงอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว กลับไปสวิเดนกลายเปนอื่นหมด แลไม่ใคร่จะชอบเสด็จมาเมืองนี้ กิงฮากอนว่า เมื่อเวลาที่สุดซึ่งจะแยกกันนั้น ถ้าหากกิงออสการ์ได้เสด็จมาเท่านั้นเปนไม่มีเหตุที่ต้องแยกกันเลย เรื่องชื่อเจ้าแผ่นดินนั้นเพราะชื่อกาล เปนชื่อสวีด ไม่ถูกหูคนในเมืองนี้จึงได้เปลี่ยนเปนฮอกอน ซึ่งเปนชื่อเจ้าแผ่นดินในเมืองนี้มาแต่ก่อนมากหลายองค์ ให้เปนที่พอใจชาวเมือง ส่วนชื่อเคราน์ปรินซนั้น เดิมชื่อ อเล็กซานดรา ท่านพ่อว่าจะเปนอะเล็กซานดราธิเกรตออฟนอรเว ไม่เข้าทีจึงได้เปลี่ยนเปนออลาฟ เพราะกิงออลาฟ ที่ภายหลังยกขึ้นเปน เซนต์ สำหรับเมืองนี้ ที่ได้เปนเจ้าของชื่อของตรา เปนที่คนนับถือมาก ถูกใจคนชาวนอรวีเจียน จึงเปนเครื่องที่สำหรับได้ใช้ เลยพูดเล่นว่าถ้าหากว่าสปีชหมดเรื่องเข้า อ้างถึงชื่อลูกเท่านั้นก็พอ ได้เอาไปใช้ในสปีชบ่อยๆ สัเงกตดูเปนที่คนนิยมนับถือมาก ความจริงก็น่านิยมด้วย

วันนี้ฤกษ์ดีเสียจริงๆ แดดออกวันยังค่ำ ไม่หนาวเลย แต่ทูตเปอเซีย ซึ่งไล่ตามเราจี๋ๆ อยู่ตั้งแต่อิงค์แลนด์ เดนมาร์ก มาเจอเข้าที่นี่อิก เปนคราวที่ ๓ เจ้าแผ่นดินบอกว่าได้รับโทรศัพท์มาจากศาลาว่าการต่างประเทศว่าทูตเปอเซียจะมา ได้ตอบไปว่าให้มาต่อเดือนเส็ปเต็มเบอ แต่ที่ไหน กลับได้ความว่ามาอยู่ที่เมืองนี้แล้ว จึงเปนการจำเปนที่จะต้องรับพรุ่งนี้ เดิมนัดกันว่าจะไปเที่ยวเวลา ๕ โมง ต้องเลยไปเปน ๕ โมงครึ่ง เพราะจะรับทูตเปอเซียเสียก่อน ขี้เกียจแต่งเต็มยศเหมือนเราขี้เกียจเหมือนกัน ดีแต่เข้าใจกันง่าย ข้อที่เบื่ออะไรๆ มันเบื่ออย่างเดียวกัน พอเอ่ยขึ้นนิดก็รู้จักใจกัน หัวเราะกันได้ วันนี้เวลา ๕ ทุ่มยังสว่าง อ่านหนังสือได้ ต่อ ๒ ยามจึงได้มืด แต่ไม่ใช่มืดสนิท

ป.ล. พวกที่มาด้วยตั้งแต่บริพัตร อยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ แต่เขาบ่นว่าไกล ได้ความแว่วๆ ว่าอยู่ชั้นบนแต่คนละฟากวัง เขียนหนังสือนี้ในเวลา ๒ ยาม เมื่อแล้วสำเร็จเวลา ๗ ทุ่ม เดี๋ยวนี้สว่างแล้ว มืดอยู่ชั่วทุ่มเดียวเท่านั้น อย่างเดียวกับเซนต์ปิเตอสเบิค เพราะละติจูตเท่ากัน เปนอันได้ฤกษ์ต้องประธมเดี๋ยวนี้หาไม่แดดออก

• • • • • • • • •

เจ้าแผ่นดินนอรเวกับพระมเหษี

 

วังที่กรุงคริสติอาเนีย

 

กรุงคริสติอาเนีย

 

คืนที่ ๑๐๒

วันเสาร์ที่ ๖ กรกฏาคม

เมื่อคืนนี้สว่างเต็มที่ นอนเหมือนนอนกลางวัน แต่จะเรียกว่ากลางวันแสกๆ ไม่ได้ เพราะเปนกลางคืน ต้องเรียกว่ากลางคืนแสกๆ แต่เพราะเหนื่อยก็หลับไปอย่างนั้นเอง หากว่าเวลาเช้าเจ้าแผ่นดินจะพาไปเที่ยวยังไม่ได้ เพราะต้องรับแขกเมืองเปอเซียจึงได้มีเวลานอนสายหน่อย เวลา ๕ โมงได้ดูรับแขกเมือง มีทหารกาดมายืนที่ประตูวัง ๒๐ คน ทูตมารถหลวงเทียม ๔ ม้ารถ ๑ บริวารอิกรถ ๑ เทียมม้าคู่ ๕ โมงครึ่งพอแขกเมืองไปแล้ว เจ้าแผ่นดินเปลี่ยนเสื้อฟรอกโก๊ตวิ่งมาหา เพื่อจะพาไปเที่ยว แล้ววิ่งไปสรวมเสื้อโอเวอโก๊ต อยู่ข้างจะสนุก กวีนไม่ได้ไป ตรงไปที่เรือไวกิงลำที่ขุดได้แรกก่อน เรื่องเรือไวกิงนี้ จำจะต้องเล่าสักหน่อยหนึ่ง เดิมในยุโรปไม่รู้จักพวกนอรวีเจียน พวกนี้มีเรือเรียกว่าไวกิงไปเที่ยวปล้นในทเล ลามหนักไปจนกระทั่งถึงตีบ้านเมืองเช่นเดนมาร์ก อิงค์แลนด์แลเมืองฝรั่งเศสข้างล่าง ปล้นเอาทรัพย์สมบัติแล้วกลับถิ่น ภายหลังกำเริบหนักขึ้นเลยจนถึงยึดถือที่แผ่นดิน เลยจนถึงปกครองแผ่นดินเปนเจ้านายเข้าเรื่องพงษาวดาร จะว่าแต่ด้วยเรื่องเรือไวกิง ผู้ที่เปนหัวน่ามีบริวารแล้วต้องมีเรือลำ ๑ สำหรับเที่ยวหากิน เรือที่พบนี้ฝังอยู่ในแผ่นดิน ซึ่งเข้าใจว่าผู้ที่เปนใหญ่เจ้าของเรือตายแล้ว เอาศพใส่ในลำเรือนั้นฝังทั้งเรือ มีเครื่องใช้สอยเครื่องประดับเสบียงอาหารบรรทุกไว้ในเรือนั้นพร้อม มีม้ามีวัวบางทีถึง ๔ ตัว มีคนสำหรับใช้สอยฝังลงไว้ด้วยกันในคราวเดียว ลำหลังที่พบนี้ มีเรื่องราวเล่าเลอียด ในหนังสือนำเล่าให้คนไปดูฟัง ที่ส่งมาด้วยในซองนี้ อยู่ห่างทเลถึง ๔ กิโลเมเตอ ระดับดินสูงกว่าทเลถึง ๕๐ ฟิต เรือนั้นอยู่ได้ไม่เสียหาย เพราะเหตุที่ฝังอยู่ในที่แผ่นดินซึ่งเปนโคลนสำหรับปั้นหม้อ ดินนั้นหุ้มห่อไว้ไม่ให้ไม้ผุเสียไปโดยเร็ว โดยยาวของเรือถึง ๗๐ ฟิตครึ่ง ปากกว้าง ๑๖ ฟิตครึ่ง ถ้าจะเล่าถึงเรือนี้โดยเลอียดจะกินเวลามากไป จึงได้ส่งรูปมาให้ดูพอเข้าใจ แต่สมอนั้นดูเล็กไปกว่าลำเรือมาก ลวดลายที่สลักฤๅแกะด้วยมีดงามดีมาก ข้อที่เปนอัศจรรย์นั้น เรือนี้ได้ทำถึง ๑๐๐๐ ปีแล้ว ยังอยู่ได้ แต่เปนชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ต้องคุม เขาคุมดีเต็มทีไม่ได้เปลี่ยนไม้เลย เติมแต่ชั่วตะปูกรึง ซึ่งทำขึ้นตามรูปตะปูเดิม เดี๋ยวนี้กำลังคิดอ่านที่จะทำโรงสำหรับเก็บ ในเรื่องนี้ถ้าจะรู้เลอียดต้องอ่านเรื่องเมืองนอรเวที่ส่งไปให้

ที่ไปดูเรือเหล่านี้ลงเดินไปตามถนน แต่ง่ายที่ถนนเมืองนี้ไม่สู้ไปไกลกันนัก อยู่แวดล้อมกันรอบๆ แล้วไปดูแกละรีที่ไว้รูป มีรูปต่างๆ อยู่ข้างจะดี มีบ้าๆ ใหม่ๆ น้อย แต่ลงเนื้อเห็นกันเปนอันหนึ่งอันเดียวอิกทั้งเจ้าแผ่นดินแลพระมเหษีที่นี่ ว่ารูปเขียนอย่างใหม่มันเปนบ้า เกลียดกันเปนกำลังเหมือนกัน กลับมาเวลาเที่ยง

เวลาบ่ายโมง ๑ กินกลางวัน ให้เรียกชายอุรุพงษ์มาด้วย จึงได้นั่งกินเปน ๕ คน ปรินซโอลาฟเอารูปออกมาให้ แลมาเล่นอย่างวันก่อน เจ้าแผ่นดินแลพระมเหษีให้รูป กับทั้งให้เครื่องเขี่ยบุหรี่พ่อแลชายบริพัตร จะให้มีดชายอุรุพงษ์ แต่ปรินซโอลาฟอยากจะเปนผู้ให้เอง ขอให้ ชอบแจกมาก พ่อได้แจกให้เหมือนกัน แต่หยิบของไม่ได้ ขลุกขลักอยู่นาน ตามมารับถึงห้อง

เวลาบ่ายก่อน ๓ โมงหน่อยหนึ่ง พากันไปที่เขาฟกเซนโกเลน ซึ่งเปนเขาสูง ในเมืองคริสเตียเนีย แต่ไม่แน่ว่าสูงเท่าไร เจ้าแผ่นดินว่า ๑๐๐๐ เมเตอ แต่เท่าแก่เถียงว่า ๒๐๐๐ ฟิต ไปขึ้นรถรางที่สเตชั่น เวียนขึ้นไปไม่ใช่ขึ้นเกริน ตามทางมีวิลลาต่างๆ อย่างนอรวีเจียน ที่มีปั้นลมเปนเหรา ทำด้วยไม้เปนพื้น ตั้งอยู่ในระหว่างป่าสน แต่ป่าสนที่นี่ไม่ทึบเหมือนอย่างที่เมืองบาเดนบาเดน เพราะพื้นเปนศิลาเสียมาก แล้วตัดเปนระยะๆ ไปดูโปร่ง รถนั้นขึ้นไปสักครึ่งทางก็หยุด เพราะเหตุว่าบ้านเรือนข้างบนน้อย ทำขึ้นไปไม่คุ้มทุน มีโรงรถรับจ้างอยู่ที่นั้น ขึ้นรถต่อไปอิก ทางไกลจึงถึงโฮเตล ชั้นล่างที่โฮลเบนโกลเลน ซึ่งเปนที่สำหรับเล่นน้ำแขงตอนหนึ่ง แล้วขึ้นไปต่อไปอิก มีบ้านเรือนหลังเล็กๆ บ้านทูตอังกฤษมีอยู่บนนั้นแห่งหนึ่ง เจ้าแผ่นดินคิดจะสร้างตำหนักบนเขาเหนือนั้นขึ้นไป ในที่สุดขึ้นไปถึงโฮเตลหลังใหญ่ ทำด้วยไม้ ตั้งอยู่บนไล่เขา ซึ่งแลเห็นวิวงาม ขึ้นไปข้างบนรู้สึกว่าเย็นกว่าข้างล่าง แต่ไม่หนาว เหตุด้วยไม่มีลมแลมีแดด แลดูเห็นเมืองแลฟยอดตลอด ในที่แห่งหนึ่งมีไม้ขอนลอยในน้ำมากดูราวกับหาดทราย เพราะเหตุที่บนเขาเหล่านี้ปลูกต้นสนตัดเลื่อยขายส่งออกต่างประเทศก็มาก ในโฮเตลนี้มีคนอยู่มากแน่น เจ้าแผ่นดินเคยเสด็จขึ้นมาอยู่ในฤดูหนาว ๓ วิก ทำงดงามดี แต่สังเกตดูท่าทางผู้คนไม่สู้รู้จักเคารพนบนอบอะไรมากนัก กลุ้มรุมกันดูอยู่ตามธรรมดา เวลาพบปะตามทางก็คำนับบ้างไม่คำนับบ้าง เจ้าแผ่นดินก็เดินไปอย่างคนธรรมดา หลีกแทรกกันไปกับคนทั้งปวง ไม่มีกันคนฤๅห้ามคนอย่างหนึ่งอย่างใด ดูเปนการง่ายไปหมดทุกอย่าง ไปเลี้ยงน้ำชากันที่บนเขาแล้วถ่ายรูป พ่อถ่ายรูปแลกวีนก็ถ่าย เลี้ยงน้ำชากันแล้ว ขากลับเดินลัดลงมาตามทางในป่า จนถึงที่โฮเตลชั้นล่างซึ่งเปนที่สำหรับกระโดด ที่นั้นเขาถางป่าตั้งแต่บนหลังเขามีเสาธงปักสำหรับเปนที่ซึ่งจะเดินเลื่อนลงมาจากยอดเขาตามน้ำแขง แล้วมาถึงที่ก่อเปนเขื่อนคั่นไว้ชั้นหนึ่ง ตั้งแต่เขื่อนคั่นนั้น กระโจนลอยลงมาจนตกในสระข้างล่าง น่ากลัวเต็มที ตอนบนที่เลื่อนลงมากว่า ๑๕ วา ตอนที่ต้องกระโจนนั้นราวสัก ๑๐ วา ถ้าใครกระโจนได้ดีก็ได้รางวัล เจ้าแผ่นดินเสด็จไปให้รางวัลทุกปี เครื่องที่สำหรับเดิน เรียกว่าชี สำหรับใช้วิ่งบนน้ำแขงในเวลาน่าหนาว ใช้ทั่วไปตั้งแต่เจ้าแผ่นดินจนเด็กๆ ก็ใช้ได้ ยาวน่ากลัวหกล้ม มีกำหนดขนาดยืนเอื้อมแขนขึ้นไปจนสุดแขน ชีต้องยาวขนาดเท่านั้นเปนพอดี เขาเหล่านี้เปนศิลาครุคระมีต้นสนรายๆ แต่ถ้าเวลาน่าหนาวแล้ว สโนเกาะ หนาศอกเศษ จะเดินลงมาทางไหนเดินได้หมด เว้นไว้แต่ต้องระวังตั้งขาให้ตรง อย่าให้ชีนั้นไปขัดกับต้นไม้ สโนนั้นไม่ได้แขงเหมือนอย่างน้ำแขง อ่อนหยุ่นๆ ถ้าล้มลงแล้วแขนตำลงไปสุดแขนก็ได้ จำจะต้องฝึกเวลาน่าหนาว รถถอดล้อหมด ติดเลื่อนแทน เลื่อนนั้นมีคมสำหรับกัดน้ำแขงไป ผู้ที่จะออกไปเดินในที่แจ้งด้วยชีก็ตามด้วยเลื่อนก็ตาม ต้องหุ้มหูให้มิด ถ้าผู้หญิงก็ใช้ผ้าห่อลูกคางขึ้นไปบนหัว ถ้าผู้ชายก็ใช้หมวกที่มีใบหูคลุม ต้องขยี้อยู่เสมอหาไม่ก็แขง เขากล่าวกันว่าในเมืองนอรเวนี้ มีวินเตอถึง ๗ เดือน แต่ในปีนี้ซัมเมอก็ไม่มี การที่จะเล่นน้ำแขงสำหรับให้เด็กๆ เล่น เขามีที่เล่นอยู่ที่หลังแกละรีเปนสนามชั่วแต่เอาน้ำเทลงให้เต็ม พลาดพลั้งหกล้มก็ไม่จม แต่ผู้ใหญ่เล่นนั้น เล่นในน้ำแลข้างเขา แต่มีเวลากลางวันเพียง ๓ ชั่วโมง ตั้ง ๔ เดือน ๕ เดือนยังมีหมอก หมอกนั้นหุ้มครอบเมืองรอบหมด เปนเวลาที่ต้องพากันหนีขึ้นไปอยู่บนเขา ที่บนเขานั้นอยู่เหนือหมอก อากาศแจ่มใสสบาย แต่บางทีหมอกนั้นขึ้นไปเกาะอยู่เพียงเสมอยอดเขา ถ้าหากว่าเปนเช่นนั้นอยู่บนยอดเขายิ่งร้ายหนักไป ต้องกลับลงมาอยู่ในเมือง อากาศค่อยโปร่งกว่า แต่มืดไม่แลเห็นแสงสว่างเลย แอดมิราลที่เปนผู้มากำกับ รับจะให้ชีพ่อคู่ ๑ แลเจ้าแผ่นดินกับพระมเหษี, เคราน์ปรินซ์, ได้ถ่ายรูปเวลากำลังเดินด้วยชี ให้พ่อแผ่น ๑

วันนี้มีดินเนอให้ทูตเปอเซีย เข้ามาเลี้ยงในห้องเล็กที่เปนห้องเสวยสามัญ คนน้อย เจ้าแผ่นดินดื่มให้ชาออฟเปอเซียด้วย แต่งเต็มยศกัน แต่พวกเราไม่ต้องแต่ง ทูตคนนี้พูดได้ทั้งภาษาฝรั่งเศสแลภาษาอังกฤษ เปนทูตประจำเมืองออสเตรีย พ่อเข้าใจว่าได้เฝ้าที่เดนมาร์กแล้ว เพราะเขาไปเมื่อเวลาพ่ออยู่นั่น วันนี้จึงมาได้ความว่าเจ้าแผ่นดินเดนมาร์กบอกเปิดให้ไปสวิเดนเสียก่อน เขาไปสวิเดนแล้ว เวียนมาเจอกันเข้าอิก ออกจากนี่จะวกไปโกเปนเฮเกนใหม่ เขาว่าเขาได้เคยเห็นพ่อแต่คราวก่อน คราวนี้ก็ได้ไปเซ็นชื่อ เข้าใจว่าที่อิงค์แลนด์ แลยังมีความมุ่งหมายต่อว่าจะได้พบอิกที่วิเอนา เพราะเขาจะไปคอยเฝ้าเอมเปอเรอเยอรมัน เมื่อเสด็จกลับจากนอรเว แล้วจะไปถึงวิเอนาวันที่ ๘ เดือนเสปเต็มเบอ แปลว่าก่อนเราไปถึงวิเอนา แต่ที่แท้น่ากลัวจะไปเจอกันที่เบอลินอิก เปนเรื่องที่เจ้าแผ่นดินแลพระมเหษีหัวเราะว่าพ่อเล่นจ๊ะเอ๋กันกับทูตเปอเซีย

ในการที่มาอยู่เมืองนี้ ช่างรู้สึกสบายเสียจริงๆ เพราะทั้งเจ้าแผ่นดินและพระมเหษีจะพูดจาเล่นหัวอะไรกับเราเหมือนดังกับเปนญาติกันจริงๆ จะถามอะไรก็ถามกันได้พูดกันตรงๆ หมด การนัดหมายอะไรๆ ไม่ต้องพักมีใครเข้ามาเดินหว่างกลาง ตลอดจนแต่งเนื้อแต่งตัว ต่างคนต่างไปมาถึงห้องกันทั้ง ๒ ข้าง พ่อได้ให้ของปรินซโอลาฟถูกใจอย่างยิ่ง คือให้นาฬิกาเล็กๆ อันหนึ่ง ซึ่งเด็กๆ ไม่มีชอบอะไรยิ่งกว่านาฬิกา กวีนเล่าว่าเวลาจะนอนต้องเอาไปนอนด้วย แลสั่งมาให้ขอบใจอิก แลบอกกับกวีนว่า ปีน่าพ่อคงมาอิก กวีนได้โทรเลขไปเล่าเรื่องให้กวีนออฟอิงค์แลนด์แลปรินเซสวิกตอเรียฟังในเรื่องที่พ่อมา ๒ องค์นั้นสั่งฝากความรฦกถึง ได้ทูลลากวีนเสียแต่วันนี้ เพราะเหตุว่าพรุ่งนี้พ่อจะไปแต่เช้า จะต้องลุกขึ้นแต่งตัวลำบาก เพราะการแต่งตัวของผู้หญิงนั้นอยู่ข้างประดักประเดิดไม่ใช่เล่น ฝรั่งฤๅไทยเราก็เหมือนกัน

ดินเนอวันนี้ไม่สู้มีคนสำคัญ คอยไปรม์มินิสเตออยู่สักครู่หนึ่งก็บอกว่ามาไม่ได้ ติดถูกพวกสตอตติงคือปาลิเมนต์กวน ไปรม์มินิสเตอคนนี้เปนตัวผู้ที่คิดอ่านแยกเมืองนอรเวจากสวิเดน เปนคนฉลาดมากพูดอังกฤษดี กำชับพ่อนักว่าอย่าได้มีสตอตติงในเมืองไทยเลย เจ้าแผ่นดินก็พูดเหมือนกัน เปนคนว่องไวในการงาน เล่าได้เปนฉากในเหตุผลต่างๆ น่าฟังคำที่เขาพูดมาก วันนี้เจ้าแผ่นดินถามทูตเปอเซียถึงเจ้าแผ่นดินสวิเดน ซักไซ้กันอยู่หลายหนจะให้รู้ว่าสบายฤๅไม่สบายยังไร แกไม่พูด ดูท่าระวัง บอกว่าสบาย แต่ครั้นเมื่อต้อนหนักเข้า ได้ความว่าไม่ได้ประทับโต๊ะ เคราน์ปรินซก็ไม่ได้นั่ง ให้ปรินซคุสต๊าฟลูกเคราน์ปรินซเปนผู้เลี้ยง เจ้าแผ่นดินร้องว่า “แม้ถึงให้ชั่วที่ ๓ ออกรับ”

ได้พูดกันถึงเรื่องตรา พ่อถามเจ้าแผ่นดินว่าไม่นึกรำคาญบ้างฤๅ มีดวงเดียวเทียบกับเมืองอื่นเขาไม่ได้ บอกว่าทำไมจะไม่รำคาญ คิดแล้วแต่ไม่สำเร็จ ตรามันเปนอินเตอเนชันนัลคอตะซี ในระหว่างเมืองต่อเมือง ซึ่งจำจะต้องมีแท้ๆ แต่มันขันเสียเหลือแล้ว ที่เมืองนี้ไม่ชอบ อยากจะเลิกเสียด้วยซ้ำไป ร้องว่าไม่จำเปน เหตุที่ไม่ชอบนั้นก็ไม่ใช่อะไร เพราะเขาตั้งใจเสียว่าจะมีอะไรได้อะไรอยากจะให้เหมือนกันให้หมด ตรามันมีชั้นคั่นขีด เลยไม่ชอบ ให้ไม่มีเสียรู้แล้วไป เจ้าแผ่นดินสวิเดนได้สร้างขึ้นดวงหนึ่ง ให้ใครไม่ได้เลยล้มละลาย เพราะเหตุที่เหลือกำลังที่จะให้ใครได้ในตราดวงเดียว เจ้าแผ่นดินเดี๋ยวนี้จึงได้คิดสร้างสายสร้อยใหญ่ขึ้น เพื่อจะยกให้สูงขึ้นไปอิกชั้นหนึ่ง แต่ในข้อที่พวกสตอตติงไม่อยากจะให้มีตรานั้น เจ้าแผ่นดินได้บอกกับไปรม์มินิสเตอว่า ถ้าหากว่าจะเลิกให้ได้จะต้องขอเงินเพิ่มเติมอิก เพราะอย่างไรก็คงจะต้องมีที่ให้ ถ้าให้ตราถูกกว่าของ ถ้าต้องให้ของจะต้องขอเงินเติม เพราะเหตุฉนั้นจึงได้สงบกันไปได้ สายสร้อยของเดิมเปนอันเลิกไม่ใช้ พ่อก็ว่าดี เช่นนั้นสายที่พ่อได้ไว้มีราคามากขึ้น เพราะต่อไปจะไม่มีใครมีอีก วันนี้เลิกก่อน ๕ ทุ่ม เพราะมีแขกน้อย เข้ามานั่งพูดกันเล่นได้นาน แลผ่อนเวลาให้หัวค่ำ เหตุที่พรุ่งนี้จะต้องไปแต่เช้า ยังลืมบอกอิกเรื่องหนึ่ง ว่าเครื่องลงยาเช่นตลับที่ส่งไปให้จากบาเดนบาเดนนั้น ไม่ได้ทำที่รูเซีย ฤๅที่วิเอนาดังเช่นคาดคเน ฤๅพวกร้านเดา เปนของทำที่นี่เอง เครื่องลงยาเกลี้ยงแล้วออกจากที่นี่โดยมาก

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๐๓

วันอาทิตย์ที่ ๗ กรกฏาคม

วันนี้ตื่นแต่เช้า ได้พบพูดกับแอดมิราลสปาเรผู้บอกให้ชี ซึ่งเอาไปไว้บนรถไฟแล้ว เวลาก่อน ๓ โมง ๕ นาทีเจ้าแผ่นดินมา พ่ออื๊ดไม่แต่งตัวใส่เสื้อเดินทางทีเดียว พากันไปสเตชั่น มีข้าราชการหลายคน ทั้งทูตต่างประเทศมาส่ง รถออก ๓ โมง ๑๐ มินิต รถหลังนี้เปนรถที่นั่ง อย่างดีที่สุดซึ่งมีในเมืองนี้ เปนรถรางใหญ่ ขึ้นตามทางกลางไปจนถึงตำบลฮามาร์เปนที่สุด ตอนใต้มิเนลงมาไปทางดอน เปนเขาสูงๆ ต่ำๆ แต่เปนศิลามาก หมู่ต้นสนปลูกรายเต็มไปทั้งนั้นตลอด มีบ้านเรือนคนห่างๆ แต่ราษฎรแต่งฝรั่งเสียหมดแล้ว ไม่แต่งตัวตามประเทศตั้งแต่มิเนขึ้นไป เปนทเลสาบใหญ่อยู่ข้างขวามือจนตลอดถึงฮามาร์ ทเลสาบสายนี้ไปลงร่วมสายน้ำม๎ยาเซน ซึ่งเปนสายน้ำใหญ่ ไปตกทเลใกล้เมืองคริสเตียเนีย กำลังเปนปัญหากันอยู่ในสตอตติง มีความเห็นกันว่าทเลสาบอันนี้ ถ้าฝนตกลงมามาก น้ำขึ้นสูงท่วมที่ดินขึ้นไปมาก ถ้าหากว่าลดให้น้ำน้อยเสียโดยเปิดทางน้ำให้กว้าง จะได้ที่ซึ่งน้ำลดลงไปนั้นเพาะปลูกมากขึ้น ราษฎรบางพวกเห็นชอบด้วย บางพวกไม่ชอบ ด้วยว่าถ้าน้ำลดต่ำลงไปแล้ว ที่ข้างบนๆ น้ำจะแห้ง การถุ้มเถียงกันนี้รัฐบาลเอาไว้ไม่อยู่เปนการใหญ่ ถึงว่าน่ากลัวรัฐบาลจะล่ม เมื่อเลี้ยงคืนนี้เจ้าแผ่นดินคอยไปรม์มินิสเตออยู่เปนนาน ภายหลังส่งข่าวมาว่า เข้าวังไม่ได้ เพราะติดเรื่องนี้

หยุดกินเข้าที่ฮามาร์ เปนเรสเตอรองต์กลางทางแล้วเปลี่ยนรถที่นั้นด้วย รถสายนี้เปนรางย่อม เลี้ยวออกไปข้างตวันออก จนถึงแม่น้ำโกเบลอดะเมน ซึ่งไหลมาแต่ข้างเหนือ ถัดเรอโรส์ไปหน่อย มาลงในฟยอดเมืองคริสเตียเนีย บรรจบกับสายโคลมัลที่กล่าวมาแล้วนั้น ต่อนั้นไปจึงเลียบแม่น้ำนี้ขึ้นไปตลอด จนถึงเรอโรส์ แม่น้ำนี้เปนลักษณแม่น้ำไทรโยค มีแก่งแต่แก่งใหญ่น้อย เปนศิลาใต้น้ำโดยมาก แม่น้ำแลรถไฟนี้ ไปในกลางป่าไม้ไปน์ อันเปนที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก ลักษณเห็นจะคล้ายกับป่าไม้สักซึ่งยังไม่ได้เห็น เปนแต่นึกเดาว่าคล้ายกัน เปนแผ่นดินสูงบ้างต่ำบ้าง แต่คงเปนเขาทั้งสองข้าง ไม้ที่ตัดแล้วปล่อยล่องลงตามลำน้ำอย่างเดียวกันกับไม้สัก เวลาที่ล่องไม้ก็ได้ในฤดูน้ำอย่างเดียวกัน คือฤดูร้อนที่น้ำแขงละลายทำให้น้ำในลำน้ำสูงขึ้นมาก ถ้ามีฝนเพิ่มเติมลงมาน้ำก็ขึ้นได้อิก ถ้าขาดฝนน้ำลดก็เกยก่ายอยู่ตามหาดข้างลำน้ำ เหมือนไม้เราค้างหาด ไม้ที่บรรทุกรถไฟลงมา น้อยกว่าล่องทางน้ำ เมื่อสิ้นลำน้ำสายนี้ถึงยอดน้ำแล้ว จึงไหลลงลำน้ำทางทรอนด์เยมซึ่งเรียกว่ากุละ ลักษณเหมือนกันกับไม้ตอนข้างเหนือ เช่นเมืองฝาง ไหลลงแม่ลาว ไม้ตอนนั้นต้องไปออกทางทรอนด์เยม ไม้สนนี้ใช้การเปนอันมากทั่วไป คือเรือนตั้งแต่นอกเมืองคริสเตียเนีย ไปจนตลอดทางถึงทรอนด์เยมไม่มีตึกเลยเปนเรือนไม้ทั้งสิ้น รูปร่างก็ออกจะคล้ายๆ เรือนไม้ของเรา เว้นไว้แต่วิลลา ทำเปลี่ยนแปลงไปต่างๆ ในเมืองทรอนด์เยมปลาดมากกว่าที่อื่น คือมีตึกน้อยเปนเรือนไม้ไปทั้งนั้น แต่เขาไม่สกปรกเหมือนอ้ายโรงแถวที่บางกอก ทำหลังเขื่องๆ เอาอย่างตึก ชั้นล่างลงไปอยู่ใต้ดินใช้ก่ออิฐ ต่อกันกับเตาแลปล่องไฟ สูงขึ้นมาพ้นดินเท่าใต้ถุนลูกกรงสำหรับยุงอยู่ในเมืองเรา ก่อด้วยอิฐ เหนือนั้นขึ้นมาเปนไม้ทั้งสิ้น เปนเรือนสามชั้นทั้งในใต้ดิน ไม่ได้ทำด้วยอื่นเลย ทำด้วยไม้สนทั้งสิ้น

กระดาษที่ใช้ตีพิมพ์หนังสือทั้งปวงทำด้วยไม้สนทั้งสิ้น มีโรงแฟกตอรีใหญ่ๆ เปนอันมาก จำหน่ายทั่วโลก ป่าไม้สนเปนที่ทำให้อากาศบริสุทธิ์ ให้เลือดเดินดีบริบูรณ์ เพราะได้กลิ่นใบสน หายใจคล่อง ยกไว้อย่างเดียวแต่โรคฝีในท้อง หมอไม่ยอมให้ขึ้นมาเมืองนอรเว ไม่ใช่เพราะไม้สนแสลงต่อโรคนั้น เพราะทนหนาวไม่ได้ ถูกหนาวก็เปนมาก ไม้สนเปนของมีประโยชน์ที่ใช้ทั่วไปในเมืองฝรั่งดังที่ว่ามานี้ จึงเปนป่าไม้ใหญ่โตตลอดทั้งประเทศ ทั้งเหมาะกับพื้นที่อันเปนที่กันดาร ยอดเขากะปุ่มกะปิ่ม บางทีศิลาแท่งเดียวยาวตั้งสี่ห้าเส้น สูงตั้งเส้น ไม่มีดินปนเลย มีแต่ดินอยู่ข้างบนก็ปลูกต้นสนได้ แม่น้ำเมืองทรอนด์เยมมีอิกแม่น้ำหนึ่งต่างหาก เรียกนิเดลเบียน เปนแม่น้ำใหญ่ไม่มีแก่ง มีแต่หาด ตกทเล แต่ไม่ขึ้นไปมากเท่าใด มีกรุยปักร่องน้ำเรือเดิน มีตะพานข้าม ตะพานนี้ทำรูปแปลกมาก ตะพานรถไฟตามทางที่ข้ามแม่น้ำไม่ใคร่จะได้ใช้ตะพานเหล็ก โตเท่าโตก็ใช้ไม้สนเปนที่น่าดูมาก แสงสว่างตามทาง เพราะนั่งมาตลอดจึงสังเกตได้ว่าเปนอย่างไร สว่างอยู่จนเวลายามเศษตกเปนเวลาเย็น เวลา ๔ ทุ่มโพล้เพล้ เวลา ๕ ทุ่มมืดเท่าเดือนหงาย เวลา ๕ ทุ่มครึ่งกลับสว่างเท่าบ่าย ๔ โมง เวลา ๕ ทุ่ม ๔๕ แสงเงินขึ้น เวลาสองยามแสงทองขึ้น เวลา ๗ ทุ่มสว่าง ราษฎรทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ไม่เห็นใครนอน ตื่นเต้นกันมาดูอยู่ข้างหนทาง ม้าก็ไม่นอน วัวก็ไม่นอน ไม่รู้ว่าจะนอนกันเวลาใด

มาถึงทรอนด์เยม ๗ ทุ่ม คนดูแน่นเหมือนเวลากลางวัน ลักษณอาการของคนที่นี่ ตื่นเต้นชอบดูจริงๆ แต่ดูอย่างไม่มีบาป คือจะตอมจะมุงอย่างไรก็แสดงความเคารพ ชวนแต่จะโบกมือร้องฮุระ ฮุระ อยู่เสมอ ยิ่งคนที่ทรอนด์เยมยิ่งสันทัดอย่างธรรมเนียมมาก เพราะเอมเปอเรอเยอรมันเสด็จมาอยู่บ่อยๆ คนข้างเหนือตาน้ำเงินจัดแลผมสีจางเกือบจะเปนสีขาวทั้งนั้น

เดินทางวันนี้ เปนระยะเวลาถึง ๑๖ ชั่วโมง แต่ในรถรางเล็กมีที่นอน อย่างพระแท่นทองเหลืองเต็มบริบูรณ์ สำหรับเจ้าแผ่นดินแลพระมเหษี มีที่นอนผ้าห่มเสร็จ จนกระทั่งม่านดำกั้นรอบ พ่อได้นอนสบายดีเหมือนอยู่เรือน เสียแต่รู้สึกกระฉ่อน จนกระทั่งขึ้นมานอนบนโฮเตลแล้ว ตื่นขึ้นทีไรรู้สึกว่ามันกระฉ่อนกระฉ่อน เปนคนละอย่างกันกับเมาเรือ เมาเรือนั้นรู้สึกโคลงเคลง เมารถไฟเมากระฉ่อน จนตื่นขึ้นแล้วจึงได้หาย

ได้มาอยู่ที่โฮเตลนี้ เรียกว่าบริตันเนีย เปนโฮเตลอย่างดีในเมืองนี้ นับว่าพอใช้ได้อยู่ แต่เรื่องกลางคืนนั้นเปนเลิกกัน ไม่มี แต่เคราะห์ดีที่ฝนไม่ตก จึงเอาเปนใช้ได้ ได้ส่งรายชื่อระยะทางมาให้ดู มันแปลกๆ จะจดลงเปนหนังสือไทยก็ป่วยการ เพราะไม่ต้องจำไปข้างไหน รายวันค้างมาทั้งวัน วันนี้ (ที่ ๘ กรกฏาคม) ก็มีวันเที่ยวอยู่วันเดียว จึงต้องไปเที่ยวเสียโดยมาก รีบกลับมาจ้ำได้เพียงเท่านี้ ส่วนรายวัน วันนี้ (ที่ ๘) จะได้เขียนต่อไป ซึ่งต้องส่งวันนี้ เพราะมีท่าทางที่จะส่งได้เท่านั้น ด้วยพระยาวิสูตรจะกลับลงไป ต่อนี้ไปอิกน่ากลัวจะส่งอะไรไม่ได้ เว้นไว้แต่หนังสือ จะได้ลองส่งโปสต์ตามระยะทาง ขอจบข้อความเพียงเท่านี้ ขอลาขึ้นไปข้างเหนือ ซึ่งนับว่าเปนที่สุดแดนมนุษย์อยู่ แต่รู้สึกว่าจวนจะถึงเวลากลับอยู่แล้ว จึงไม่มีความอิดหนาระอาใจอะไร ได้รับหนังสือแล้ว แต่จะเขียนตอบก็ไม่ทัน รู้สึกว่าเวลาช่างมีน้อยเสียจริงๆ ถึงยิ่บยิ่บ ข้อความคงจะขาดตกบกพร่องเสียเปนอันมาก ด้วยรีบเหลือเกินนัก แต่ขอให้อุ่นใจเถิดว่าพ่อมีความศุขสบายดี

จุฬาลงกรณ์ ป.ร.



[๑๘๖] นาฬิกากระดานของกรมขุนสมมต ฯ นั้น คือเอาธารพระกรเกี่ยวแขวนไว้กับขอแขวนเสื้อที่ข้างขวา เวลาเรือถูกคลื่นแคลงเอียง คอยนับแผ่นกระดานที่ฝา ว่าปลายธารพระกรไกวไปถึงข้างละกี่แผ่น

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ