พระราชหัดถเลขาฉบับที่ ๓

เรือเจ้าเมืองลังกาลงมารับเสด็จ ในอ่าวเมืองคอลัมโบ

เรือเจ้าเมืองลังกาลงมารับเสด็จ ในอ่าวเมืองคอลัมโบ

คืนที่ ๑๐ ต่อ

หญิงน้อย

พ่อได้เขียนเรื่องขึ้นปินังวันที่ ๕ ไปได้เพียงถึงบ้านพระยารัษฎา บัดนี้จะเขียนตอนเย็นต่อไป เมื่อเขียนแลส่งหนังสือแล้วอาบน้ำ ได้ทาน้ำอบปรุง รู้สึกสบายเหมือนกับเกิดมาไม่เคยทาเสียเลย ใจฅอเบิกบานโปร่งดี เมื่ออยู่บ้านดูน้ำอบจะไม่เปนของจำเปนในการบำรุงความศุขถึงเพียงนี้ กินเข้ามีกับเข้าฝรั่งดังเมนูที่ส่งเข้ามาให้กับรูปเมื่อก่อนเรือออก ไม่ได้มีหนังสือนำ แล้วเลี้ยงเกาเหลาอย่างจีน กินเพลิดเพลินจริงๆ มีกับเข้าพวกยอหยาสำหรับเปนกับเข้าไทย กล่าวคือกุ้งเจ่าเปนต้น มีดีอยู่สิ่งหนึ่งผักกาดเค็มหั่นฝอยๆ ใส่น้ำส้ม แลมีอะไรอีกไม่ทราบปรุงอร่อยดี กินอิ่มมากกว่าทุกวัน แล้วขึ้นรถไปดูวัดเจ๊ก วัดเจ๊กวัดนี้ที่ขึ้นชื่อว่าใครมาปินังเปนต้องไปทุกคน เปนคู่กันกับสวนนั้น ที่จริงนอกจากสองแห่งนี้เปนไม่มีที่ไปไหนเปนดุ้นเปนชิ้น นอกจากจะขับรถเล่นตังๆ หรือขึ้นเขาเท่านั้น ทางไปเขาเรียกว่าไอยะอิตำเปนลำธารหนึ่งต่างหาก จากน้ำตกที่เปนน้ำใช้ในเมือง ตามทางเปนสวนมีมะพร้าวแลมังคุดปนกันตลอด มังคุดมีมากต้นงามๆ มีรถรางไฟฟ้าไปทางนี้ แต่ไม่เคยเห็นมีคนขี่มากสักหลังเดียว สี่ห้าคนโหรงๆ เสมอ เดิมเปนรถไฟ เลิกไปแล้ว ที่พระยาราชานุวงษ์[๕๖]มาทำตึกให้เช่าแถบนี้ แต่ดูร้างโดยมากไม่มีคนเช่าเต็ม ดูโทรมไปบ้างแล้วก็มี ในที่สุดถึงหมู่บ้านเปนตลาดเลวๆ ถึงตีนเนินที่จะขึ้นเขา มีโรงเตี๊ยมหลังคาจากอยู่ที่นั้น ต้องลงจากรถเดินขึ้นเขาไปตามที่ฟันศิลาเปนคั่นยาวๆ กินเข้าอิ่มแลเสมหะขังอยู่ เหนื่อยแลไอออกจะร้องว่า “รู้งี้”[๕๗] แต่พอขึ้นไปถึงไหล่เขา คราวนี้ถึงศาลเจ้าหลังโตไม่เล่น มีรูปกวนอูแลอะไรแหกตาต่างๆ[๕๘] แล้วขึ้นกระไดไป ข้างกระไดมีสระน้ำตื้นๆ น้ำพุโปรยเปนฝอย ในสระนั้นมีเต่าโตๆ เห็นจะกว่า ๓๐ ตัว ว่ามีใครๆ มาปล่อยกันมาก ที่เขาเข้าใจกันว่าเปนการบุญเช่นปล่อยปลา แต่สังเกตดูเห็นจะต้องการให้เปนฮกลกสิ้วไปรอบข้าง มีต้นสนมีสระบัว มีหนังสือสลักที่น่าผา บรรดาที่เปนเครื่องหมายคำให้พรฮกลกสิ้วต่างๆ เปนของที่ได้คิดแล้วจึงทำทุกอย่าง ขึ้นไปอิกชั้นหนึ่งเปนเก๋งมีรูปทังสามจัง คือตาท้องพลุ้ยอยู่กลาง มีพระยายมราชแลอะไรพวกชั้นที่ ๒ อยู่ คราวนี้ขึ้นไปอิกชั้นหนึ่งเปนชั้นที่ ๓ ท่านสมภารพาพระมาคอยรับที่ประตู ในนั้นเปนพระพุทธรูป มีองค์โตๆ สามองค์ ว่าทำด้วยแพรหุ้มทับๆ กันเข้าไปแล้วจึงลงรักปิดทอง การอันนี้ช่างจีนใหญ่วัดเทพศิรินทร์[๕๙]เห็นจะทำได้งามพอใช้อยู่ พระจุดธูปให้บูชา ลงกราบพระสวดสองข้าง ตามผนังมีรูปพระจับโป๊ยเล่าฮั่น นั่งข้างละ ๙ รูป ขึ้นจากนั้นเยื้องไปข้างหนึ่งเปนกะฏิ เห็นจะเปนที่เหมือนวิหาร ที่นี่เห็นพื้นเมืองไปไกล มียุอี่ปักกับป้าย ๒ อัน ถัดไปอิกข้างหนึ่งเปนเก๋งที่ไว้ป้ายชื่อคนตาย มีโต๊ะสวดแลที่ทำกงเต๊กพร้อม ขึ้นไปข้างหลังอิกชั้นหนึ่งเปนเก๋งที่ไว้รูปผู้มีใจศรัทธาออกเงินเรี่ยราย ปั้นรูปขนาดตุ๊กตาไว้ในตู้กระจกที่บูชา รูปเปนกองด้วยกัน ดูแกช่างคิดอย่างจีนจริงๆ แต่เห็นจะเปนประเพณีของวัดจีนเช่นนี้ พาขึ้นไปถึงชั้นบนมีโต๊ะเครื่องแจเลี้ยง แต่แกเห็นเราเปนฝรั่งหาขนมปังโซดา แลอะไรหรั่งๆ ต่างๆ ไว้เลี้ยง ได้หยุดกินน้ำชาเรียกให้แกมานั่งด้วย ได้เห็นกระดาษแขงสำหรับปิดรูป เขียนชื่อดุ๊กออฟคอนนอต แกเอามาให้เขียน พ่อได้เขียนเติมลงเปนชื่อไทย แต่บอกยศอย่างฝรั่ง แล้วถามว่าเขาให้อะไรบ้าง แกตอบเก่งมากว่าไม่ได้ขอ ได้แต่เซอติฟิเกต ซึ่งรับสั่งให้นายอำเภอทำให้ไว้ เราขอดูแลให้เวสเตนกาดคัดไว้รับจะให้บ้างให้เหมือนกัน ดูแกไม่สบาย เล่าถึงว่าเคยเข้ามาทำกงเต๊กที่บางปอิน ได้เงิน ๘๐๐ บาท เราจึงว่าเราเปนคนถือพุทธสาสนา เราจะให้เงิน ๒๐๐ เหรียญเปนส่วนตัว ขออย่าให้จดลงในบาญชีเลย ดูแกดีใจมาก วัดนั้นรักษาสอาดจริงๆ ขากลับลงมาแกเด็ดกิ่งจุหลันให้ แล้วขึ้นเก้าอี้ในโบสถ์ในรามหามกันเรื่อยลงมาตลอด ตาพระเหล่านี้แกไม่ได้นุ่งเหลือง นุ่งกางเกงดำเสื้อขาวยาวเช่นเสื้อพระ ต่อเวลาจะเดินนำเสด็จฤๅสวดมนต์จึงจะแต่งเหลือง การที่เปนล่ามในวัดนี้คือจันทิมาเขาเรียกกันว่ามหาจัน อยู่ข้างจะคล่องแคล่วสนิทสนมมาก เก่งแต่วันแรกลงมา ถามใครๆ ว่ากรมสมมตท่านจำวัดเสียแล้วหรือยัง เปนยอดยิ่งแห่งความอินเพียงนี้ จะทายกรมดำรง[๖๐] ให้เดาว่าใคร แต่จะเอาไปถามจากลังกาจะได้ยุ่ง หาไม่จะทายถูกง่ายเกินไป

กลับลงมาเรือบรรดาคนที่มาหามาส่งพร้อมกันหมดประมาณ ๓๐ คนเศษ รับรองสนทนากันจนบ่าย ๕ โมงครึ่ง ร้อนเหลือกำลังจึงต้องหนีลงมาห้อง จนย่ำค่ำเรือจึงออก พระยารัษฎา พระพิศาล[๖๑] พระสถล[๖๒] ลงมาในแคบบิน ส่งเสียกัน พระยารัษฎาร้องไห้ พวกนี้ไม่ได้ไปด้วย เพราะจะไปรับชายยุคล[๖๓]ทีเดียว วันนี้กับตันไม่ได้ลงมากินเข้า เพราะอยู่ในที่แคบ

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๑

วันเสาร์ที่ ๖ เมษายน

วันนี้ไม่มีอะไรเลย นอกจากกินเข้ากลางวัน แล้วไปดูเด็กฝรั่งที่มาในเซกันด์คลาสเล่นกันเสียงเอ็ดอยู่ อ้ายพวกหนึ่งเล่นหามเก้าอี้ เอาไม้ทำคานเข้า ๔ คนหาม คนหนึ่งนั่ง เดินกันเอะอะรอบหัวเรือ พวกเด็กผู้หญิงเล่นปีนคอกบ้าง ปล้ำกันบ้าง สนุกดี ได้ถ่ายรูปไว้สองสามแผ่น แล้วขึ้นไปพูดกันเล่นที่ห้องกับตัน แกให้นกคิริบูนมาไว้ในห้องแลให้ของเล่นยี่ปุ่นลูกชายอุรุพงษ์แลตาต่อ[๖๔] กับเขียนแผนที่ทางเรือเดินที่สำหรับพ่อจะส่งเข้าไปบางกอก แลดูไปพลางตามทางแผนที่เช่นนี้ เขาจดระยะทางในเวลาเที่ยงทุกวันที่น่าห้องกินเข้า เอาธงอันเล็กติดไว้วันละอันทุกวัน พูดกันถึงเรื่องโปรแกรมข้างน่า แลถ้าได้ไปอเมริกาจะเปนอย่างไร พอจะกะวันได้ แต่กลัวอ้ายการฟรีต่างๆ ลองกะเปนสองอย่าง ไปเซนต์ปิเตอรสเบิคอย่างหนึ่ง ไปอเมริกาอย่างหนึ่ง ลองวางไว้ดูทีหนึ่ง กลับลงมาเขียนหนังสือเรื่อยไปจนค่ำ วันนี้พอค่ำแล้วเรือออกพ้นช่องแคบ เรือพอกลิ้งนิดๆ เวลากินเข้าตาต่อเมามาก ไปพูดกันเล่นแล้วกลับลงมาเขียนหนังสือนี้ ร้อนอยู่ในตอนบ่ายจนสัก ๒ ยาม ก็เย็นสบายดี นั่งพูดกับดุ๊กเล่นเพลินไปจนแสงสว่างเห็นทางน่าต่าง เวลาเช้าแล้วเช่นนี้ยังร้อนกว่าทุกวัน เห็นทีจะอ้าวฝน พัดลมหมุนก็ไม่เย็น เปนเหื่อหนับๆ นอนไม่ใคร่จะหลับ

วันนี้รู้สึกมีทุกขเวทนากล้า ๒ ประการ คือตั้งแต่กินเข้าเย็นแล้ว เกิดอุบัติอยากหมากทำอยางไรไม่หาย กินน้ำชา สูบบุหรี่ กินนมวัว กินลูกไม้ อมหมากหอม ทำอย่างไรก็ไม่หาย นั่งระหวยอยู่เช่นนั้น อิกอย่างหนึ่งระหายอยากทาน้ำอบ ยิ่งร้อนยิ่งใจหริ่งๆ แห้งตึงผิวหนัง นั่งบ่นงึมงำอยู่ต่อหน้าดุ๊ก ความนั้นเปนเช่นนี้ ตั้งแต่วันมาในเรือ ร้อนลูบตัวเขาก็ไม่ให้น้ำอบ ต้องขอว่ามาเพียงเท่านี้ศีลยังไม่ขาดขอทา ได้มาเปนน้ำอบตะคันค่นหน่อย หมายว่าเขาจะทำให้เห็นใสเก๋จะหอม ทาเข้าก็กระนั้นเอง นึกใหม่ว่าเห็นเขาจะกลัวว่าปรุงมาจะเหม็นสาบ ตกลงใจว่าช่างเถอะดีกว่าไม่มีทา ได้ทามาจนถึงสิงคโปร์ เรือมันแล่นอยู่มันก็ไม่ร้อนมาก พอเรือจอดท่าเข้าเหนียวตัวจะหอมก็ไม่หอม เลยเสียสละไม่ทาเสียทีเดียว แต่มันร้อน ถ้าลูบตัวไม่ทาไม่รู้ว่าเย็นฤๅแล้วเมื่อไร บ่นว่าที่จริงน้ำอบนี้มันจะอดทาได้เมื่อหนาวไม่ต้องลูบตัว กลายเปนลาศีลทาใหม่ แต่รู้สึกไม่อน่อยจริงๆ ลงเว้นบ้างทาบ้าง ครั้นวันขึ้นปินัง ได้ไปอาบน้ำที่บ้านพระยารัษฎา ทาน้ำอบของเขาหอมชื่นใจจริงๆ ชมว่าเขาช่างปรุงแท้ เหมือนน้ำอบในวัง เจ๊กก็ปรุงเปนหน้าตาไม่สมเลย ฤๅเมียพระยามนตรีปรุง กลิ่นช่างไม่ฟากขะโน้นเลย ที่แท้วันนั้นเหนื่อยเต็มที ทาน้ำอบแล้วหายเหนื่อย ครั้นค่ำมาอาบน้ำในเรือ ทาอีน้ำอบสังกะตืดของเราอิกไม่ได้การ มูมมามเราะจุกขวดน้ำอบฝรั่งหักบาดมือ แต่ไม่ได้เห็นว่ามันหอมอะไรสักนิดหนึ่ง รุ่งขึ้นกินกลางวันไปนั่งบ่นรำพรรณถึงน้ำอบพระยารัษฎาที่โต๊ะกินเข้า บริพัตรแลอุรุพงษ์บอกว่าของตัวมีมาทั้งสองคน จะเอามาให้ทา ช่างนึกฉุนว่านั่นเขามีเมียเขามีแม่จัดมาให้ อ้ายเราเมียก็ไม่มี แม่ก็ไม่มี จนไม่มีน้ำอบทาเลย ไม่ยักได้ตอบว่าจะเอาฤๅไม่ อาบน้ำค่ำแลเห็นขวดน้ำอบก็เหม็น สั่งให้เอาไปเทเสียให้สิ้นห่วงจะได้ไม่นึกอยากทา จะรับศีลมาลาคันธวิเลปนะแต่วันนี้ไป จนกว่าจะกลับถึงบางกอก ครั้นตกดึกดุ๊กมานั่งคุยอยู่ด้วย ล้อกันเล่นฮาๆ พอลูบตัวคราวนี้มีน้ำอบมาตั้งเปนน้ำอบปรุง เชื่อว่าคงเปนของชาย ๒ คนนั้น เลยบ่นว่าหลายวันแล้วมันก็ไม่เห็นเสียหายอะไร อ้ายของเราไปเอาน้ำอบติดขวดแต่ครั้งไปกำแพงเพ็ชร์มาทามันจึงไม่หอมเลย นี่รู้สึกหายเปรี้ยวปากลงไปได้ด้วย ดุ๊กกับอุรุพงษ์คิดอ่านกันกลุ้ม จะไปหาอะไรอบปรุงที่ลังกา ว่ากันสัก ๑๕ มินิต พระยาบุรุษจึงบอกว่าพระสุคนธ์ยังมีมาก พ่อว่าเทน้ำมันเสียเถิด ทาเปื้อนตัวเปล่าๆ เขาว่าพระสุคนธ์ที่ทรงบนบกก็ไม่ใช่เปนของพระยารัษฎา พระสุคนธ์นี่เองเชิญขึ้นไป พ่อถามว่าใครกรอกขวด บอกว่ามหาดเล็กกรอกเอง เปนทีว่าพ่อเพ้อกริ้วไม่แล้วไม่รอด กริ้วเลยไปไม่รู้จบ ให้ไปยกขวดเก่ากับขวดใหม่มาเทียบกันจึงเห็นปรากฎว่าขวดหนึ่งมันรินเอาแต่ข้างบน ขวดหลังมันพร่องที่ปรุงข้างล่างกระฉ่อนขึ้นมา ก้นขวดนอนเปนกองแลไม่เห็น เพราะไม่เคยทากัน เคยเห็นแต่น้ำอบตะคัน คนหนุ่มๆ ทุกวันนี้ก็ไม่รู้ว่าน้ำอบไทยมีหอม ถ้าจะแต่งให้หอม ซื้อน้ำอบฝรั่งขวดละแปดสลึงสามบาท เทรดหัวแลทาไปจนหมด แต่งเสมอไม่ได้ฉิบหาย เหม็นสาบเหลือทนแทบทั้งนั้น เมื่อเดิมนึกโกรธองค์สร้อย[๖๕] พอรู้สึกเลยเขียนหนังสือไปขอสมา นั่งพูดกับดุ๊กพล่ามเหลวๆ จนสว่างไม่รู้ตัว

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๒

วันอาทิตย์ที่ ๗ เมษายน

ตื่นพอแต่งตัวแล้วก็ถึงเวลากินเข้า ให้กระดุมมือข้างหนึ่งเปน จ.ป.ร. ข้างหนึ่งเปนเกี้ยวประดับเพ็ชร์กับตัน แล้วไปพูดกันเล่น เวลาบ่ายฝนตั้งมามาก แต่ตกโปรยปรายเล็กน้อย กลับลงมานอนเล่นในแคบบิน อยู่ข้างจะโหรงเหรงโรเร ชวนจะให้เปนพาลต่างๆ ลูกไม้ไม่มีกินอร่อย เขาเอามา บอกว่าไม่กินคิดถึงบ้าน กับตันแกแก้ตกไปคราวหนึ่ง คราวนี้เอามาอิกบอกว่าคิดถึงคนปอก เลยไม่เปนอันกินอันอยู่อะไร ทเลตอนนี้มันกร่อยจริงๆ นั่งพูดกับบริพัตรแลชายอุรุพงษ์กับดุ๊กด้วยจนสามยาม วันนี้กลางวันตาต่อหายเมาเมื่อนอนเสีย ๑๘ ชั่วโมง แต่ตอนค่ำนี้เอาอิกไม่มาก เลยตีกินไปนอน คนอื่นไม่มีใครเมาเลย

วันนี้ในห้องสูบบุหรี่ หม่อมนเรนทร์ตั้งต้นสักรวาให้ชาย[๖๖]เที่ยวขอต่อคนละวรรค กำหนดว่าให้ลงในเรื่องเป็ด ตกลงเปนสำเร็จลงดังนี้

(นเรนทร์)สักรวาแลเหลียวให้เปลี่ยวจิตร
(เป็ด)[๖๗]จะเงียบเหงาเศร้าใจในราตรี
(สมมต)ด้วยไม่มีใครประโลมโฉมสุดา
(บริพัตร)แต่เบอหนึ่งถึงสิบสองต้องร้างรัก
(บุรุษ)อกจะหักไกลเป็ดของเชษฐา
(อุรุพงษ์)ทำไฉนจึงจะได้พาน้องมา
(เวสเตนกาด)โอ้โสฟาจากขนิษฐคิดถึงเอย

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๓

วันจันทร์ที่ ๘ เมษายน

วันนี้เวลากินเข้ากลางวันแล้ว ผ่านเรือรบอังกฤษลำหนึ่งสลุดแต่ไกล จนเห็นแต่ควันไม่ได้ยินเสียงปืน ได้ให้แขวนธงตอบว่า King thanks แล้วถามชื่อได้ความว่า ชื่อเบดฟอด เปนเรือครูเซอปืน ๑๔ บอก แลผ่านเรือปีแอนด์โอกัมปนีด้วยลำหนึ่ง

ค่ำวันนี้เขามีเต้นรำกันในพวกชั้นที่สองลงมือยามหนึ่งไปจน ๕ ทุ่ม กับตันชวนให้ไปดู ไปนั่งดูอยู่ครู่หนึ่งร้อนเต็มที พวกที่เต้นนั้นพอหยุดเหื่อไหลรินทีเดียว พวกในเรือนี้อยู่ข้างจะแป้นมากทุกคน

โคลงนิราศรัตนะ จำไม่ได้ว่าได้ส่งแล้วถึงไหนจึงคัดพุ่งเข้ามาบางทีจะซ้ำ

๏ ดลสิงคบุเรศแก้วโกโล นีเอย
ใจพี่เบิกบานโตตื่นกลุ้ม
แต่งกายอย่างโก้โกลาลั่น
เห็นเนิ่นเดินตุ้มตุ้มแต่ตั้งตาชม ฯ
๏ บรรทมบหลับเข้าที่แถม เล่านา
คอยอยู่ง่วงงอมแงมบ่ายแล้ว
หวนรฦกนึกแก้วแกมทองลูก กูเอย
แม้นเขื่องไหนจักแคล้วคลาศข้อมือป๋า ฯ
๏ เวลาตกบ่ายเอื้อนโองการ สั่งเฮย
ให้พี่จนสู่สพานก่อนไท้
เที่ยวชมทัศนสถานแถวถิ่น
เรือรัฐบาลจัดให้ส่งขึ้นพลันถึง ฯ
๏ ปรึงปรึงรถแล่นเลี้ยวตามสถล มารคเฮย
จีนแขกแซกสับสนสลับหน้า
รถม้ารถลากจนรถจักร ยานแฮ
สบรถโมโตว้าหวั่นส้านเสียวสมร ฯ

โคลงนี้เห็นโทษจะถึงค้าง เพราะแกหน้าเฉยเสียแล้ว ไม่เรี่ยๆ ฉุนๆ เช่นแต่ก่อน แต่ยังมีค่ำวันนี้เก่งมาก ถึงเรียกจะเอาไปเติมพากันไม่ยอมให้ นั่งร้องฉิๆ ฉิๆ ฉิๆ อยู่เปนนานท่าทางจะตรองโต้อย่างใดอยู่

(บุรุษ)สักรวามากลางมหาสมุท
(จ.ป.ร.)สนุดสุดใจเต้นเขม้นหมาย
(สมมต)เสียแต่ร้างแก้วตาน่าเสียดาย
(ประจักษ์)เจียนจะวายชีวาปาณาตัว
(เป็ด)พี่จะโพกผ้าเขียวเที่ยวนี้และ
(บริพัตร)อย่าค่อนแคะว่าเปนลาวขาวทั้งหัว
(นเรนทร์)โอ้แก้วเอ๋ยเคยถนอมกล่อมกันนัว
(อุรุพงษ์)ออกพันพัวพายุ่งนุงถุงเอย

เสด็จทรงรถประพาสเมืองคอลัมโบ

เสด็จทรงรถประพาสเมืองคอลัมโบ

• • • • • • • • •

คืนที่ ๑๔

วันอังคารที่ ๙ เมษายน

วันนี้เอะอะกันมากจึงได้น้ำแร่กิน เพราะตั้งแต่วันลงเรือพระยาบุรุษบอกว่า ไปทเลหมอห้ามว่าไม่ให้กินน้ำแร่ ครั้นต่อว่ากันเปนว่าห้ามแต่วันแรก ตกลงเปนไม่ไปกินเข้ากลางวันได้ เพราะไม่สดวก เมื่อยปวดไปหมดทั้งตัว จะบ่นก็จะเหนื่อยหู เปนอันรวมความว่าหัดทหารง่ายกว่าหัดให้คนนวดมันจำแห่งไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่ขี้เกียจ แลสาบาลได้ว่าบางวันขาพ่อมีข้างเดียว บางวันข้างหนึ่งเต็มขา ข้างหนึ่งมีอยู่เพียงหัวเข่า เปนความสัตย์จริงไม่แลเห็นท่อนล่าง แลคลำไม่พบเลยดังนี้

วันนี้จะถึงโกลัมโบ ได้เรียกรูปต่างๆ ที่เกาวแมน[๖๘]ได้แมวดำมาเปนอันมาก กล้องตรีเนตรไม่รู้ว่าเปนอะไรถ่ายไม่ชัด เกาวแมนรักเหลือเกิน เอาไปกำไม่ให้พ่อจับต้องเลย จะถ่ายกี่หมื่นแผ่นไม่รู้ ได้แต่เท่าที่ส่งมาเท่านี้ เรื่องรูปพ่อลาเปนถ่ายไม่ไหว เพราะยากที่จะเรียกเอากล้อง เกาวแมนไม่ยอมให้ใครไปไหน แกไปมัวหลงอะไรจืดๆ ที่เราไม่ดู เราไปทางอื่นเสียแกก็งมหมูอยู่คนละทาง ไม่เคยเรียกกล้องได้สักที

เวลาบ่าย ๔ โมงเรือเข้าในเบรกวอเตอ มีเรือรบอังกฤษสลุดลำหนึ่ง เรือยังไม่ทันจอด พวกดำน้ำหัวมันเหลืองเหมือนพวกเอเดน สิเกรตารีเจ้าเมืองกับกงสุลเยอรมันลงมาหา เอาเรือเจ้าเมืองลงมารับไปขึ้นท่า มีพระมารับประมาณ ๑๒ องค์สวดมหาการุณิโก ได้ยืนฟังจนจบแล้วเลยไปขึ้นรถ ตรงไปกวีนซเฮาส์ทีเดียว เจ้าเมืองคนนี้ ชื่อเซอเฮนรีอาเทอเบลก เดิมเปนเจ้าเมืองฮ่องกง เคยรับลูกโต[๖๙]เมื่อกลับจากยุโรป ท่านผู้หญิงต้อนรับดีจริงๆ จะชวนให้นอนบนกวีนซเฮาส์เสียให้ได้ เพราะเขาจัดไว้เรียบร้อยแล้ว ความจริงนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่ ฤดูนี้เขาขึ้นไปอยู่นิวราลเยีย ที่ชอบของเขาแท้ที่แกนดี โกลัมโบนั้นเปนการมาห่างๆ พึ่งลงมาเพื่อจะมารับเสด็จเมื่อวานซืนนี้ ขึ้นไปสนทนากันอยู่สักครู่หนึ่ง ชวนให้ขี่รถโมเตอคาร์ พ่อออกคร้ามๆ กลัวจะเปนตาโอ[๗๐]บอกแกตรงๆ ว่าไม่เชื่อคนขับ ตกลงเปนไปรถม้า แต่เซอเฮนรีกับพ่อแลเจ้าพระยาสุรวงษ์ ไปหน่อยหนึ่งเจอเขาชักศพ เขาไม่ผ่านศพทีเดียว ให้ขับรถหนีย้ายไปทางอื่น เห็นฝนตั้งตกลงว่าจะหนีไปเข้ามิวเซียมจะได้เลยอยู่จนตลอดเวลาฝนหาย แต่ก็ไม่สำเร็จ ฝนตกหนักเหลือเกิน อ้ายรถฤๅก็คร่ำหวอดเต็มที ผ้าบังหน้าก็เอาแขวนกับอะไรไม่ได้ ตกลงต้องเข้ามานั่งยัดกันข้างในทั้งสามคน เจ้าเมืองยึดผ้าบังข้างหนึ่ง เยนตราข้างหนึ่ง พ่อโดดเข้าไปอยู่กลาง หัวเราะกันกิ๊กก๊ากสนุกมาก เปนอันต้องกลับ สองคนเปียกพ่อไม่เปียก มานั่งกินน้ำชาพูดกันเล่นต่อไป ให้ไปตามพวกขายพลอยมาขาย อ้ายพวกเหล่านั้นเจ้าก้า[๗๑]เต็มที ช่วยกันต่อแลเลือก เพราะอ้ายพวกลังกานั้นโกงเหลือที่จะโกง แต่แกกำหราบกันอยู่ จึงซื้อได้ไม่สู้ฉิบหายนัก พวกผู้หญิงที่อยู่นี่ มีท่านผู้หญิงเปนต้น แต่งตัวเต็มไปด้วยพลอยลังกา จะกล่าวถึงแต่ท่านผู้หญิงคนเดียว พอให้เปนตัวอย่าง เอาพลอยเม็ดเขื่องๆ สลับสีเรียงกันเปนเถา ทำเปนสร้อยฅอเหมือนสร้อยฅอเพ็ชร์เม็ดใหญ่ๆ มีสายรัดฅอก็ทำด้วยพลอยเม็ดย่อมๆ ตุ้มหูใช้พลอยเม็ดใหญ่แล้วเอาพลอยเม็ดเล็กเกาะ สายนาฬิกาเปนสายยาวพลอยสลับสี สร้อยข้อมืออย่างกว้างเปนตาข่ายประดับพลอยสีทั้งนั้น อันที่จริงดูงามดีมาก นึกอยากจะเอาอย่างบ้าง แต่มันเปนเวลากลางคืนเลือกพลอยไม่ได้แลเวลาก็น้อย ทั้งนึกอิกอย่างหนึ่งว่าไทยๆ ไม่ใคร่นับถือ จะกลายเปนลูกปัด แต่ความจริงราคามันแพง ออกเสียดายเงินลมจับขึ้นมา แต่กระนั้นยังสิ้นเปนสามร้อยปอนด์ มีพลอยอิกอย่างหนึ่ง ซึ่งกำลังนับถือกันมาก ถึงกับให้ชื่อว่าอาเลกซานเดรียตามชื่อกวีนออฟอิงค์ลันด์ ถ้าดูกับไฟเปนสีแดง ดูกับแดดเปนสีเขียว มันมีอยู่เม็ดหนึ่งงามเสียจริงๆ ใหญ่มาก ราคาเปนแปดร้อยปอนด์เลยต้องลา ซื้อเม็ดย่อมมาดูเม็ดหนึ่ง ยังไม่ได้เห็นกลางวัน จึงได้เก็บเอาไว้ดูก่อน อิกอย่างหนึ่งก็ทับทิม น้ำอ่อนงามเสียจริงๆ แต่แพงจดไม่ติด นึกจะเอาเม็ดเล็กๆ มาสักเม็ดหนึ่งก็ไม่สำเร็จ กลืนไม่ลงฅอ นึกจะไว้ดูขากลับ ได้แต่เพทายเม็ดหนึ่ง งามดีพอใช้ เปนพลอยวันอังคาร พ่อจะไว้ทำแหวนไพฑูรย์ที่ส่งไปให้ เม็ดเล็กก็จริงแต่งามกว่าทั้งหมดบรรดาที่มี ราคาแพงจัดเหมือนกัน นิลลังกาที่เลื่องฦๅกันซื้อได้เม็ดเดียว แต่ถ้ามีเวลาเลือกเห็นจะเลือกได้อิก ข้อที่ลมจับนี้สำหรับเมืองฝรั่งมันชักจะไม่ให้อยากซื้ออะไรไปหมด ซื้อของป้วนเปี้ยนกันอยู่จนกระทั่งทุ่มครึ่งจึงได้อาบน้ำ แล้วรีบแต่งตัว ๒ ทุ่มกินเข้า แกสปีชดีจริงๆ ไม่ต้องดื่มให้เจ้าให้นายอะไรของตัวเช่นที่สิงคโปร์ ขึ้นก็ให้พ่อทีเดียว พูดสั้นแต่ดีอย่างยิ่ง พ่อก็ตอบเก่งกว่าที่สิงคโปร์ ศรีสวัสดิ์[๗๒]ทำยุ่มย่ามไว้มาก สำแดงว่าเปนผู้ทรงพระราชศรัทธาต่อพระสาสนากล้าหาญ เวลาขึ้นบกไปที่กวีนซเฮาส์ ขอตั้งเครื่องสักการบูชาพระพุทธบาท ว่ามีออลเตอซึ่งอยากจะซักที่สุด ว่ารูปร่างเปนอย่างไร แต่ดูมันจะจู้จี้หนักไป เลยเชื่อเอาเสีย ว่าทีจะเปนเครื่องนมัสการถึงโต๊ะทองทิศฤๅอะไร ตั้งหันไปทางพระพุทธบาทในกลางสนามหญ้า จุดธูปเทียนนมัสการแล้ว ให้ลครขึ้นไปสวดมนต์สิบสองคน พอสวดจบแล้วลุกขึ้นำ “ริลิเยียสดานศ์” พ่อเถียงว่าไม่เห็นมีริลิเยียสดานศ์ของเรา เขาอ้อแลฦๅกันต่างๆ แล้วบอกว่าเห็นหน้าตาเคร่งครัดทั้งนั้น ทีจะเปนด้วยลครอย่างเราหน้ามันบิดเฉยๆ ไม่ยิ้มแห้งอย่างฝรั่ง ไปแกนดีก็ไปทำพิธีสักการบูชาอะไรใหญ่เหมือนกัน ชมกันว่าเคร่งครัดนัก พ่อนึกว่านี่แกคงเห็นเราโซดเหลือกำลัง แต่อย่างไรๆ คงคุยกับเราสนุกกว่าคุยกับศรีสวัสดิ์ ว่าเรื่องกิมตึ๋งกันเสียหมดพุง เพราะเขาอยู่ข้างจะเข้าใจแลมีกิมตึ๋ง[๗๓]มาก พอไปได้แต้มเปนพูดอยู่เรื่องหนึ่ง คือมีชิ้นสัณฐานเหมือนดอกเห็ดฤๅปลายเสาเม็ด ข้างในกลวงมีช่องเจาะอยู่ข้างๆ ช่องหนึ่ง เปนของทำใหม่เขม่ายังเปื้อน ครามไฟมังกรห้าเล็บมีถึงสองชิ้น แกถามว่าชิ้นนี้อะไรให้ทายไป นึกรู้แล้วว่านี่สำหรับวางหมวก แต่เหตุไฉนจึงไปเจาะข้างๆ ไปนึกในใจขึ้นว่าคงจะสำหรับใส่เหล้า อ้ายปากมันก็หลุดออกไปว่าใส่เหล้าก่อน แกโห่เอ็ดจะเอาแต้มเสียให้ได้ ต้องขออธิบายต่อ ว่าอ้ายข้อที่วางหมวกนั้นจริง แต่กระบอกมันยังวางหมวกได้ แต่ข้อที่กลวงในนั้นสำหรับใส่เหล้าจริงๆ ต้องถึงชักกิระดังได้สดับมาก เขาว่าขุนนางจีนต้องเข้าไปเฝ้าเวลา ๘ ทุ่ม ติดเหล้าจัดทุกคน จนพกกาเข้าไปในแขนก็มี นี่คงจะเปนให้บ่าวถือตามไปสำหรับรับหมวก ไม่ให้ปรากฎว่าเอาเหล้าเข้าไปกิน เวลาต้องการก็รินกินได้ ตกลงฮ้อกันเอ็ด ถึงให้แต้มว่าเปนพูด

ค้นไปเจอะชิ้นดีเข้าอิกชิ้นหนึ่ง รูปร่างคล้ายพระเจดีย์ผอมๆ ทำด้วยงา ลายเปนลังกาแท้ คราวนี้ทายว่าอะไรตกเขาทีเดียว เปนอันได้ความว่าสุหร่าย งานั้นคว้านข้างในเสียให้บาง บีบบุบบิบเข้าน้ำฉีดออกได้ เห็นพ่อชอบเลยให้ ได้ถามว่าแป๊ะเต๋งมีไหม บอกว่ามีมันไม่สู้ดี ไปลากเอากวนอิมเหนียออกมา บอกชื่อเสียงได้คล่องแคล่ว มีช้ำเลือดช้ำหนองสองชิ้นอยู่ข้างจะเก่ง บอกว่าเมื่อครั้งรบกันคราวนี้ของแตกเสียมากเต็มที คงจะเปนเช่นนี้จีระ[๗๔]จึงไม่ใคร่จะได้เห็น อิกอย่างหนึ่งนั้นพวกจีนเก็บกันเหมือนกับเก็บไข่มุกเครื่องแต่งตัว ถ้าปอสเลนดีๆ ถึงเอาเข้าตู้เหล็ก มีนิทานอุทาหรณ์หลายเรื่อง การที่จะไปอนุราธบุระนั้น เปนอันสำเร็จได้ดี เซอเฮนรีกับเมียรับจะไปด้วย ข้อที่ว่าถึงสามวันนั้นไม่จริง ค้างสองคืนเปนพอที่จะดูได้ทั่ว แต่ไข้มลาเรียมี จำจะต้องระวังตัวขึ้นไปก่อน ครั้งนี้ดุ๊กออฟคอนนอตมาอยากจะดูอนุราธให้ได้ เขารายงานมาว่าไข้ชุมนัก เซอเฮนรีรับอาสาพาไปไม่ให้ต้องนอนค้าง กลับลงมาในกลางคืน นอนพักที่แห่งใดจำชื่อไม่ได้ เรื่องที่ไปนั้นสนุกมาก แต่ไม่มีเวลาจะเขียนในที่นี้ เรื่องจะหาพระพุทธรูปก็รับจะช่วย แต่พระทองเหลืองเปนไม่มี ที่ดีๆ ก็เปนพระศิลาทั้งนั้น อยู่ในต้องถ่ายแบบเข้าไป อยู่ข้างจะอินมากทั้งผัวทั้งเมีย เชื่อว่าพระเยซูได้บวชเปนพระอยู่ถึง ๑๕ พรรษา กับปฤษฎางค์[๗๕]อยู่ข้างหยอด[๗๖]กันมาก ถึงนิมนต์ขึ้นไปเลี้ยงไว้นิวราลเยียแลแกนดี ปลูกกุฎีให้อยู่ต่างหาก เพราะผู้นั้นไม่ยอมอยู่ร่วมชายคากับผู้หญิง สรรเสริญว่ามีพระที่ประฏิบัติจริงอยู่แต่ปฤษฎางค์ เวลาเปิดโรงเรียนก็ไปเปิด ได้ไปหากันที่กุฎี ว่ามีตู้ตั้งสองใบ ใบหนึ่งไว้เครื่องยุนิฟอมดิโปลมาติกแลดวงตราทั้งปวง มีตราเซนต์ไมเคอลเซนต์ยอชในนั้นด้วย อิกใบหนึ่งใส่เครื่องสมณบริขาร เห็นเปนตรงกันข้าม จับอกจับใจเต็มที ข้างท่านผู้หญิงนับถือยายชีอะไรคนหนึ่งว่า เปนคนเคยอยู่ในคอนเวนต์พวกกาตอลิค แลมาตั้งสอนพุทธสาสนาเอาอย่างพวกคอนเวนตยังไม่มีวัด ออกจะอยากเกลี้ยกล่อมให้พ่อสร้างวัด แต่พ่อออกไก๋ๆ เสีย นึกว่าเสียท่วงทีก็จะทำพระเจดีย์มริจิวัฎที่ยังค้างอยู่ให้แล้วสำเร็จ เพราะพระเจดีย์นั้นไม่มีใครรู้จักชื่อเดิมแล้ว เดี๋ยวนี้เรียกกันว่ากิงออฟไซแอมดาโคบา เรื่องที่ปฤษฎางค์จะมาเฝ้า ก็บอกว่าอยากเฝ้า แต่ได้ตอบว่าเพราะเปนคนไทยจะนำเฝ้าไม่ควร รวบรวมใจความว่า เวลา ๖ ชั่วโมงที่อยู่บนบกนั้น พูดกันสนุกแลรู้สึกสบายใจเหมือนกับไปบ้านดุ๊ก ไม่มีรู้สึกว่าไปบ้านฝรั่งเลย มหามุททะลิยะ ไปตามตัวกันมาได้ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เปนอย่างคนคุ้นเคยกัน กลับลงมาเวลา ๕ ทุ่มเศษ พรุ่งนี้จะให้เจ้าพระยาสุรวงษ์เอาสมุดเซ็นชื่อขึ้นไปให้เซ็น ฝากของขึ้นไปให้เมียแลลูกสาว ทั้งรับสมุดเรื่องเมืองอนุราธซึ่งเขาจะให้ รู้สึกขอบใจเปนอันมาก

ฝนตกวันนี้เขากล่าวกันว่ามีดัสต์สตอม เราอยู่กลางฝนไม่ยักรู้สึกว่าเปนฝนชนิดที่นานๆ จะเคยมี เวลานี้ยังเปนฤดูแล้งอยู่ ตั้งแต่กลับลงมาทำงานเรื่อยไม่ได้หยุดเพราะมีเวลาสั้น ขอจบเรื่องเพียงเท่านี้ที

จุฬาลงกรณ์ ป. ร.



[๕๖] พระยาราชานุวงศ์ เล็ก บุนนาค

[๕๗] รู้งี้ เปนคำแผลง หมายความว่าถ้ารู้อย่างนี้ก็จะไม่ไปที่นั่น

[๕๘] แหกตา เปนคำแผลง หมายความว่าเปนวิสัยจีน

[๕๙] ช่างจีนคนนี้ ชื่อเทียมซุน อาศรัยตั้งโรงงานอยู่ในที่วัดเทพศิรินทร เปนช่างปั้นและลงรักปิดทองฝีมือดี จึงมักเรียกกันว่าช่างจีนใหญ่

[๖๐] พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ

[๖๑] พระพิศาลสงคราม อรุณ อมาตยกุล ปลัดมณฑลภูเก็จ

[๖๒] พระสถลสถานพิทักษ คอยุเกียด ณระนอง ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง

[๖๓] สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนลพบุรีราเมศวร

[๖๔] หม่อมเจ้าทองต่อ ในกรมขุนสรรพสาตรศุภกิจ

[๖๕] พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอาง เปนผู้ปรุงพระสุคนธ์ถวาย

[๖๖] คือพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภช

[๖๗] คือเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ เมื่อไปยุโรป ไปรู้วิธีปิ้งเป็ดอย่างฝรั่งเศสเข้ามา จึงเรียกล้อกันว่าเป็ด

[๖๘] คือกรมหลวงประจักษฯ เรียกกันว่าเกาวแมน เปนคู่กับกรมขุนสรรพสาตรฯ ซึ่งเรียกกันว่า ออปโปสิชั่น

[๖๙] สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (คือพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันนี้)

[๗๐] ชื่อโอลารอฟสกี เปนราชทูตรุสเซียอยู่ในกรุงเทพฯ ไปรถยนต์โดนกับรถรางเท้าขาด

[๗๑] เจ้าก้า เปนคำแผลงหมายความว่านบนอบอย่างยิ่ง

[๗๒] สมเด็จพระศรีสวัสดิ พระเจ้ากรุงกัมพูชา

[๗๓] คำว่ากิมตึ๋ง ใช้เปนคำแผลงหมายความว่าบรรดาเครื่องถ้วยของจีน

[๗๔] พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดช เคยเสด็จไปเมืองจีน

[๗๕] พระวรวงศเธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เวลานั้นไปทรงผนวชอยู่ที่ลังกา มีนามฉายาว่า ชินวรวงศ

[๗๖] หยอด เป็นคำแผลงหมายว่าชอบอย่างยิ่ง

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ