บทที่ ๑๐ ความพินาศและการเกิดของโลก

สรรพสัตว์ที่มีชีวิตจิตใจซึ่งมีอยู่ใน ๓๑ ภูมิ ไม่เที่ยงแท้ จะต้องฉิบหายสลายไปเพราะความตาย สิ่งซึ่งมีแต่รูปร่างแต่ไม่มีจิตใจซึ่งมีอยู่ในภูมิ ๑๒ ชั้น เว้นแต่สัญญีสัตตาภูมิชั้นบนขึ้นไป นับแต่อสัญญญีตาภูมิชั้นต่ำลงมามีเขาพระสุเมรุราช เป็นต้น ก็ต้องพินาศวอดวายไปเพราะ ไฟ น้ำ และลม เมื่อเวลาไฟไหม้กัลป์นั้นเป็นอย่างไร เมื่อไฟไหม้กัลป์หรือไฟประลัยกัลป์นั้น ย่อมทำให้โลกพินาศวอดวายไปด้วยธรรมชาติ ๓ อย่าง คือ พินาศไปด้วยไฟ พินาศไปด้วยน้ำ พินาศไปด้วยลม

ไฟล้างโลกล้างกัลป์มากกว่าน้ำและลมล้างโลกล้างกัลป์ หมายความว่าไฟล้างโลก ๗ ครั้ง จึงมีน้ำมาล้างโลก ๑ ครั้ง เมื่อไฟล้างโลก ๕๖ ครั้ง น้ำล้างโลก ๘ ครั้ง รวม ๖๔ ครั้ง แล้วจึงมีลมมาล้างโลกครั้งหนึ่ง โลกพินาศไปเพราะไฟตั้งแต่สวรรค์ชั้นอาภัสสราลงมา เพราะน้ำตั้งแต่ชั้นสุภกิณหะลงมา เพราะลมตั้งแต่ชั้นเวหัปผลาลงมา นี้เป็นลักษณะโลกพินาศวอดวายไปเพราะ ไฟ น้ำ และลม

เมื่อไฟประลัยกัลป์ไหม้กามภูมิ ๑๑ ชั้นแล้ว ก็ไหม้รูปภูมิชั้นปฐมฌานภูมิ ๓ ชั้น คือ พรหม ปาริสัชชา พรหมปโรหิตา และมหาพรหม จึงรวมไฟไหม้ ๑๔ ชั้น จึงหยุดน้ำประลัยกัลป์ท่วมกามภูมิ ๑๑ รูปภูมิชั้นปฐมฌานภูมิ ๓ และทุติยฌานภูมิ ๓ คือ ปริตตาภา อัปปมาณาภา และ อาภัสสรา รวมน้ำท่วม ๑๗ ชั้นจึงหยุด ลมประลัยกัลป์พัดกามภูมิ ๑๑ รูปภูมิชั้นปฐมฌานภูมิ ๓ ทุติยฌานภูมิ ๓ ตติยฌานภูมิ ๓ คือ ปริตตสุภา อัปปมาณสุภา และสุภกิณหกา รวมพัด ๒๐ ชั้น แล้วจึงหยุดไม่พัดถึงชั้นจตุตถฌานภูมิ

สาเหตุที่โลกฉิบหายวอดวายด้วยอำนาจไฟประลัยกัลป์ น้ำประลัยกัลป์และลมประลัยกัลป์ นั้น เป็นเพราะคนทั้งหลายประกอบกรรมทำชั่วต่าง ๆ นานา ทั้งทางกาย วาจาและใจ ไม่รู้จักบุญ ไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักบิดามารดา ไม่รู้จักสมณพราหมณ์ ไม่รู้จักท่านผู้ทรงธรรม ไม่รู้จักพี่น้องและญาติมิตรสหาย มองเห็นกันเป็นกวางและเนื้อทราย เหมือนเป็ดไก่ เหมือนสุนัข สุกร เหมือนช้างและม้าไล่ฆ่าฟันกัน ด้วยผลบาปกรรมที่คนทั้งหลายได้กระทำนี้ จึงทำให้เกิดเหตุเภทภัยที่ไม่ดีทั่วทั้งจักรวาล

คนที่ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการทำไร่ไถนา เมื่อหว่านข้าวลงไปก็งอกขึ้นเฉพาะที่พอโคจะกินได้เท่านั้น ฝนก็ไม่ตกลงมา มีแต่เสียงฟ้าร้อง ข้าว ผัก น้ำ ก็เหี่ยวแห้งเฉาตายเหมือนถูกไฟลน คนทั้งหลายต่างก็ได้รับทุกขเวทนาเดือดร้อนไปทั่วทุกแห่งหน

ท่านผู้มีปัญญา เมื่อเห็นนิมิตร้ายอย่างนั้น ก็ทำให้เกิดศรัทธารีบเร่งกระทำบุญกุศล เคารพ ยำเกรงบิดา มารดา คนเฒ่าคนแก่ และสมณพราหมณ์ ตายแล้วก็ไปเกิดในเทวโลก ตายจากเทวโลกแล้ว ก็ไปเกิดในพรหมโลกที่ไฟไหม้ไม่ถึง

คนที่ไม่มีปัญญา ไม่รู้จักทำบุญกุศลอะไร ตายแล้วก็ไปเกิดในนรกที่มีในจักรวาลอื่นที่ไฟไหม้ไม่ถึง

ไฟประลัยกัลป์

เมื่อเวลาใกล้ไฟประลัยกัลป์จะล้างโลก ฝูงปลา เต่า และจระเข้ทั้งหลายต่างก็แห้งตายไป เหมือนกับเราตากไว้ ดูกลาดเกลื่อนไปทั่วแผ่นดิน ในขณะนั้นจะมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้น ๒ ดวง เหมือนหน้าผีเสื้อและผีพรายปานประหนึ่งจะคาดคั้นจับเอาคนไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่ตาย พอดวงหนึ่งตก อีกดวงหนึ่งก็ขึ้น ผลัดเปลี่ยนกันไป ในท้องฟ้าอากาศร้อนระอุสว่างโชติช่วงอยู่ทุกแห่งหน ไม่มีกลางคืนเลย คนทั้งหลายที่ยังไม่ตาย ต่างกอดคอกันร้องห่มร้องไห้ ผู้มีปัญญามีสติระลึกถึงบุญกุศลเจริญเมตตาภาวนา ทำบุญรักษาศีล ตายแล้วไปเกิดในเทวโลก ผู้หาปัญญามิได้ และมิได้กระทำบุญทำธรรม ตายไปก็ไปเกิดในนรก พระอาทิตย์ ๒ ดวงส่องแสงร้อนจัดจนแม่น้ำใหญ่น้อย ห้วยหนอง คลอง บึง บ่อ และสระเหือดแห้งไปหมด

ในเวลาต่อมาไม่นาน ดวงอาทิตย์ก็เกิดขึ้นอีกเป็น ๓ ดวง ดวงหนึ่งตก ดวงหนึ่งเที่ยง ดวงหนึ่งขึ้น ร้อนแรงยิ่งว่าเก่ามากนัก แม่น้ำใหญ่ทั้ง ๕ ก็เหือดแห้งไปหมด

ในเวลาต่อมา ดวงอาทิตย์ก็เกิดขึ้นอีกเป็นดวงที่ ๔ ทำให้สระใหญ่ ๗ สระ คือ สระฉัททันต์ สระมันทากินี สระสีหปปาตะ สระกัณณมุณฑะ สระรถการกะ สระกุณาละ และสระอโนดาต[๑] เหือดแห้งไปหมด ฝูงมังกรภิมทองและจระเข้ก็ล้วนตายหมดสิ้น

ในเวลาต่อมาไม่นาน ตวงอาทิตย์ก็ขึ้นอีกเป็นดวงที่ ๕ น้ำในมหาสมุทรก็เหือดแห้งเหลือเพียงข้อมือเดียว มองเห็นเงินทองและแก้ว ๗ ประการ ต่อมาก็เกิดขึ้นอีกเป็นดวงที่ ๖ ยิ่งร้อนจัดไปทั่วจักรวาล แสงลุกโชติช่วงไปทั่วร้อนเหมือนเผาหม้อในเตาเผา และต่อมาเกิดขึ้นอีกเป็นดวงที่ ๗ สัตว์ใหญ่ ๗ ตัว ที่อยู่ในแม่น้ำสีทันดรทั้ง ๗ ซึ่งอยู่ในระหว่างเขาสัตตบริภัณฑ์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุราชนั้นไว้ สัตว์ที่อยู่ในสระฉัททันต์ และสัตว์ที่อยู่ในแม่น้ำสีทันดรก็มาทำความเคารพปลาใหญ่ทั้ง ๗ ตัว คือ ปลาใหญ่ชื่อ ติมิ ติมิงคละ ติมิรปิงคละ อานันทะ ติมินทะ อัชฌาหาร และมหาติมิ ซึ่งอยู่ในแม่น้ำสีทันดร ๗ ชั้น และปลาใหญ่ทั้ง ๗ ตัวใหญ่เท่ากันทุกตัว ยาวได้ ๔,๐๐๐,๐๐๐ วา[๒] เมื่ออาทิตย์ขึ้นทั้ง ๗ ดวง ทำให้ร้อนยิ่งนัก จนปลาทั้ง ๗ ตัวได้กลายเป็นน้ำมัน ไหลไหม้เขาอัสสกัณณะ ตลอดทั้งแผ่นดินชมพูทวีปที่เราอาศัยอยู่นี้ก่อนทุกแห่ง

ไฟไหม้นรกทั้งหลายตลอดไปถึงอเวจีมหานรก ไหม้ไปจนถึงอบายภูมิทั้ง ๔ และไหม้ภูเขาตามลำดับ ไหม้วิมานของเทวดาบนยอดเขา ไหม้ภูเขาเนมินธร ไหม้วิมานของเทวดาทั้งหลาย แล้วก็ไหม้ภูเขาสุทัสสนะ ไหม้ภูเขากรวิก ไหม้ภูเขาอิสินธร และไหม้ภูเขายุคันธร ไหม้เมืองจตุโลกบาล ไหม้วิมานแก้วของเทวดาที่อยู่บนจอมภูเขาเหล่านั้น เปลวไฟไหม้หุ้มเขาพระสุเมรุราชแล้วไหม้ใต้ลงไปถึงอสุรภพ ไหม้เมืองพระอินทร์สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ไหม้ภูเขาพระสุเมรุทั้งทลาย ๗๐๐ โยชน์ ๘๐๐ โยชน์ ๙๐๐ โยชน์ ๑,๐๐๐ โยชน์ ไหม้ต้นปาริชาต ไหม้สวนอุทยาน ไหม้สระโบกขรณี ไหม้สวรรค์ชั้นยามา ไหม้วิมานของเทวดาอันมีในชั้นนั้น ต่อจากนั้นก็ไหม้สวรรค์ชั้นดุสิต ไหม้สวรรค์ชั้นนิมมานรดี ไหม้สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัดดีสวรรค์เมืองพญามาร ไหม้รัตนปราสาทของมวลเทพยดาทั้งสิ้น ไหม้แผ่นดินเบื้องต่ำเบื้องล่างภายใต้แผ่นดินของเทพยดาเสียสิ้น

เปลวไฟได้ลุกโชติช่วงพุ่งไปถึงพรหมโลกชั้นปาริสัชชา จากนั้นก็ไหม้พรหมโลกชั้นปโรหิตา ไหม้พรหมโลกชั้นมหาพรหม แล้วไฟก็หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ต่อจากนั้นไปไฟก็ไม่ไหม้ รอดพ้นจากไฟประลัยกัลป์ ไฟประลัยกัลป์ล้างโลก เบื้องต่ำถึงอเวจีมหานรกไม่มีขี้เถ้าหลงเหลืออยู่เลย เหมือนจุดประทีปไหม้อยู่นานถึงอสงไขยหนึ่ง ต่อจากนั้นชื่อสังวัฏฏอสงไขยกัลป์

น้ำประลัยกัลป์

เมื่อไฟไหม้อย่างนั้น หมู่เทพยดาและพรหมทั้งหลายก็พากันหนีขึ้นไปสู่ชั้นที่ไฟไหม้ไม่ถึง เบียดเสียดยัดเยียดกันอยู่เหมือนแป้งยัดทะนานอย่างนั้น ไฟไหม้โลกอยู่นานแสนนาน จึงมีฝนตกลงมาเม็ดหนึ่ง เมื่อเริ่มแรกฝนตกนั้น เม็ดฝนเท่าดินธุลี อยู่ต่อมาอีกนานจึงตกลงมาอีกเม็ดหนึ่ง เท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด อีกนานจึงตกลงมาอีกเม็ดหนึ่งเท่าเมล็ดถั่ว ต่อจากนั้นเวลาอีกเล็กน้อยจึงตกลงมาเท่าลูกมะขามป้อม โตขึ้นตามลำดับเท่าลูกมะขวิด เท่าควาย ช้าง บ้านเรือนใหญ่ขึ้น จนกระทั่งเท่าอุสุภะ คือ ใหญ่ได้ ๓๕ วา ประเดี๋ยวก็ใหญ่ขึ้นได้ ๒,๐๐๐ วา อีกนานก็ตกเม็ดหนึ่งมีขนาดโตขึ้นจาก ๑ โยชน์ เป็น ๒ - ๑๐ โยชน์ตามลำดับ อยู่ต่อมาอีกนานจึงตกโตขึ้นเป็น ๑๐๐ โยชน์ ถึง ๑๐๐,๐๐๐ โยชน์ จนเท่าจักรวาล ตกลงมาเหมือนดั่งน้ำไหล ออกมาจากกละออม ตุ่ม โอ่ง อันเดียว

ในเวลาต่อมาไม่นานนัก น้ำก็ท่วมแผ่นดิน ท่วมจาตุมหาราชิกาสวรรค์ของท้าวจตุโลกบาล ท่วมดาวดึงส์สวรรค์ของพระอินทร์ แล้วจึงท่วมสวรรค์ชั้นยามา ดุสิต นิมมานรดี และปรนิมมีตสวัดดี น้ำแรงขึ้นจนกระทั่งท่วมถึงพรหมโลกชั้นต้น ๓ ชั้น คือ ปาริสัชชา ปโรหิตา และมหาพรหม แล้วฝนจึงหยุดตก น้ำจึงนิ่งอยู่ต่อจากนั้นก็ไม่มีฝน

เมื่อมีคำถามว่า น้ำเต็มจากเบื้องล่างขึ้นไปถึงพรหมโลกนั้นเป็นอย่างไร และไม่ล้นจักรวาลได้อย่างไร

ตอบว่า มีลมชนิดหนึ่งเรียกว่า ลมอุกเขปวาตะ[๓] ลมนี้พัดเวียนรอบสระไม่ให้น้ำล้นบ่าออกไปได้ น้ำขึ้นเหมือนธมกรก ไม่ล้นออกนอก

ในกาลครั้งหนึ่ง มีพระพรหมตนหนึ่งชื่อว่า มหาพรหมาธิราช เสด็จลงมาดูน้ำได้เห็นดอกบัวเกิดขึ้น จึงให้คำทำนายตามลำดับดังนี้

เห็นดอกบัว ๑ ดอก ทำนายว่า ในกัลป์นี้จะมีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ๑ พระองค์ และเรียกกัลป์นั้นว่า สารกัลป์ เห็นดอกบัว ๒ ดอก ทำนายว่า ในกัลป์นี้จะมีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ๒ พระองค์ และเรียกกัลป์นั้นว่า มัณฑกัลป์ เห็นดอกบัวมี ๓ ดอก ทำนายว่า ในกัลป์นี้จะมีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ๓ พระองค์ และเรียกกัลป์นั้นว่า วรกัลป์ เห็นดอกบัวมี ๔ ดอก ทำนายว่า ในกัลป์นี้จะมีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ๔ พระองค์ และเรียกกัลป์นั้นว่า สารมัณฑกัลป์ เห็นดอกบัวมี ๕ ดอก ทำนายว่า ในกัลป์นี้จะมีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ๕ พระองค์ และเรียกกัลป์นั้นว่า ภัททกัลป์ ถ้าไม่เห็นดอกบัวเลย ก็ทำนายว่า ในกัลป์นี้จะไม่มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น และเรียกกัลป์นั้นว่า สุญญกัลป์

ในดอกบัวมีบริขาร ๘ พร้อมมูล ได้แก่ ไตรจีวร บาตร มีดโกน กล่องเข็ม ประคดเอว และกระบอกกรองน้ำ ท้าวมหาพรหมก็นำเอาบริขาร ๘ นั้น ขึ้นไปไว้ในพรหมโลก เมื่อใดพระโพธิสัตว์เจ้าออกผนวชและจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท้าวมหาพรหมก็จะนำมาถวายในวันที่เสด็จออกผนวชนั้น

ครั้งหนึ่งมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า โกณฑัญญะเสด็จอุบัติขึ้นในสารกัลป์ ครั้งหนึ่งมีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ ทรงพระนามว่า ติสสสัมมาสัมพุทธเจ้า และปุสสสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จอุบัติขึ้นในมัณฑกัลป์ ครั้งหนึ่งมีพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ ทรงพระนามว่าพระพุทธอัตถทัสสี พระธรรมทัสสี และพระปิยทัสสี[๔] เสด็จอุบัติขึ้นในวรกัลป์ ครั้งหนึ่งมีพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ ทรงพระนามว่า พระตัณหังกร พระเมธังกร พระสรณังกร และพระทีปังกร เสด็จอุบัติขึ้นในสารมัณฑกัลป์

ครั้งนี้พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ทรงพระนามว่า พระพุทธกกุสันธ พระพุทธโกนาคมน์ พระพุทธกัสสป พระพุทธโคดม และพระพุทธศรีอาริยเมตไตรย เสด็จอุบัติขึ้นในภัททกัลป์ที่เราอาศัยอยู่ปัจจุบันนี้

กำเนิดโลก

ฝนตกลงน้ำท่วมถึงพรหมโลกเป็นเวลา ๑ อสงไขย ฝนนั้นชื่อ สังวัฏฏฐายีอสงไขยกัลป์ ต่อจากนั้นลม ๔ ชนิด ก็พัดห้วงให้เป็นภูมิเหมือนเก่าขึ้น ลม ๔ ชนิด คือ ปรจิตตวาต ภัตรวาต จักราวาต (....?)[๕] พัดไปมาจนละลอกกลายเป็นแผ่นเหมือนปุ่มเปือก กลายเป็นกลละเหมือนน้ำข้าว กลายเป็นอัมพุทะเหมือนข้าวเปียก กลายเป็นเปสิเป็นก้อน เป็นเปือก จนกระทั่งกลายเป็นภูมิทองเหมือนเดิม ดูแพรวพราวเป็นประกายงามยิ่งนัก เกิดเป็นปราสาทแก้วทั่วทุกแห่งเหมือนแต่ก่อน ชั้นนี้เรียกว่า มหาพรหมภูมิ พรหมทั้งหลายก็ลงมาอยู่ชั้นนั้นเหมือนเดิม น้ำก็แห้งลง ลมทั้ง ๔ ก็เร่งพัดน้ำเป็นละลอกจนกลายเป็นเผณุ (ฟอง) จากเผณุกลายเป็นกลละเหมือนน้ำข้าว จากกลละกลายเป็นอัมพุทะเหมือนข้าวเปียก จากอัมพุทะกลายเป็นเปสิเป็นก้อนแล้วก็กลายเป็นแผ่นภูมิทองดังเก่า ดูแล้วงดงามยิ่งนักเหมือนแต่ก่อนเกิดเป็นปราสาทแก้ว ทุกแห่งเหมือนเดิม ชั้นนี้เรียกชื่อว่า พรหมปโรหิตาภูมิ

พรหมก็มาอยู่ในชั้นนั้นเหมือนเดิม น้ำก็แห้งลงเรื่อย ๆ ลมทั้ง ๔ ก็พัดน้ำให้กลายเป็นฟอง จากฟองกลายเป็นตม และตมก็กลายเป็นข้น เป็นก้อนแล้วก็กลายเป็นแผ่นดินเหมือนเดิม ดูงดงามยิ่งนัก เกิดเป็นปราสาทแก้วทั่วทุกแห่งเหมือนเดิม ชั้นนี้เรียกว่า พรหมชั้นปาริสัชชาภูมิ ฝูงพรหมก็มาอยู่ชั้นเดิม น้ำก็แห้งลงเรื่อย ๆ ลมทั้ง ๔ ก็พัดจนกลายเป็นฟอง จากฟองก็เป็นตม จากตมก็กลายเป็นก้อน แล้วก็กลายเป็นแผ่นภูมิทองอย่างเก่าดูงดงามยิ่งนัก เกิดเป็นปราสาทแก้วทั่วทุกแห่งเหมือนเดิม ชั้นนี้เรียกว่า ปรนิมมิตวสวัดดี ฝูงเทพยดาก็ลงมาอยู่เหมือนเก่า ชั้นต่ำลงมาเรียกว่า กามภูมิ และน้ำก็แห้งลงเรื่อย ๆ ลมทั้ง ๔ ก็พัดมากกว่าเดิม จนกลายเป็นแผ่นภูมิทอง และเป็นปราสาทแก้วทั่วทุกแห่งเหมือนเดิม ชั้นนี้เรียกว่า นิมมานรดี ฝูงเทพยดาก็ลงมาอยู่เต็มวิมานเหมือนเก่า น้ำก็แห้งลงเรื่อย ๆ และลมทั้ง ๔ ก็พัดอยู่เหมือนเดิมจนข้นขึ้นเป็นแผ่นดินทอง เกิดเป็นปราสาทแก้วและวิมานของเทพยดาเหมือนเก่า ชั้นนี้เรียกว่า ดุสิดา ฝูงเทวดาก็ลงมาแต่ชั้นบนมาอยู่เหมือนเดิม น้ำก็แห้งลง ลมทั้ง ๔ ก็ยังพัดเหมือนเดิม น้ำขุ่นข้นงวดเข้าเป็นแผ่นดินทองดูเป็นประกายงาม เกิดเป็นวิมานแก้วของเทวดาเหมือนเก่า ชั้นนี้เรียกว่า ยามา เทวดาทั้งหลายก็จุติจากเบื้องบนลงมาอยู่เหมือนดังกล่าวมา

เมื่อน้ำแห้งลงไปเรื่อย ๆ ลมทั้ง ๔ ชนิดก็พัดจนเป็นฟอง จากฟองก็เป็นตม จากตมก็ข้นก็กลายเป็นก้อนแข็ง จนในที่สุดก็กลายเป็นแผ่นดินทองเหมือนเดิม ดูเป็นประกายงดงามยิ่งนักเหมือนแต่ก่อน เกิดเป็นปราสาททั่วทุกแห่ง ชั้นนี้ชื่อว่า ดาวดึงส์ มีเทวดาลงมาอยู่เหมือนแต่ก่อน น้ำก็ยิ่งลดลง แห้งไปเรื่อย ๆ ลมทั้ง ๔ ชนิด ก็พัดจนเป็นฟอง เป็นตม และข้นเป็นก้อน ที่สุดจนกลายเป็นแผ่นดินเหมือนเก่าดูเป็นประกายงดงาม เกิดเป็นปราสาทแก้วทุกแห่งหน เป็นเขาพระสุเมรุราชสูงใหญ่เหมือนเดิม เกิดเป็นเขาทั้งเจ็ดเพื่อจะล้อมรอบเขาพระสุเมรุและแม่น้ำสีทันดร ระหว่างเขาทั้งเจ็ดนั้น ล้อมรอบด้วยทวีปใหญ่ ๔ ได้แก่ บุรพวิเทหทวีป อมรโคยานทวีป ชมพูทวีป และอุตตรกุรุทวีป และทวีปเล็กอีก ๒,๐๐๐ ล้อมรอบ เกิดเป็นป่าหิมพานต์ เกิดสระใหญ่ ๗ สระ ได้แก่ อโนดาต กัณณมุณฑะ รถการกะ ฉัททันต์ กุณาละ มันทากีนี และสีหปปาตะ เกิดแม่น้ำใหญ่ทั้ง ๕ สาย คือ คงคา อจิรวดี ยมุนา สรภู และมหี เกิดเป็นจักรวาล เกิดเป็นดางดึงส์ สวรรค์ของพระอินทร์ เกิดเป็นจาตุมหาราชิกาภูมิ อันเป็นเมืองของพระจตุโลกบาล ต่อจากนั้น ก็เกิดเป็นโลกมนุษย์ เกิดเป็นนรก เกิดเป็นเปรตวิสัย เกิดเป็นดิรัจฉานภูมิ เกิดเป็นอสุรกายภูมิ เหมือนที่เคยเกิดมาแล้ว เมื่อก่อนสูงใหญ่เท่าไร ก็สูงใหญ่เท่านั้น ไม่แตกต่างจากปางก่อนเลย ลมพัดเป็นฟองน้ำซัดสาดไปมามีที่ต่ำมีที่สูง มีที่ราบ ที่ต่ำกลายเป็นแม่น้ำ ที่สูงกลายเป็นภูเขา ที่ราบกลายเป็นเรือกสวนไร่นา ป่าในชมพูทวีปที่เราอาศัยอยู่นี้จะเกิดเป็นพระมหาโพธิก่อน ส่วนว่าไฟไหม้ก็ไหม้ถึงที่สุด สถานที่นั้นก็เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทุกพระองค์ และสถานที่ว่านั้นก็กลายเป็นชมพูทวีป พื้นที่สูงกว้างใหญ่ เมื่อดอกบัวจะเกิดก็เกิดที่นั้น มนุษย์เราจะเกิดก็เกิดที่นั้น โดยมาจากพรหมโลก

เมื่อน้ำแห้งลง ฝุ่นดีในผืนแผ่นดินนี้ได้มีกลิ่นรสอันโอชาอร่อยยิ่งนัก เหมือนดังละอองนิรุทกปายาส[๖] เหล่าพรหมที่สถิตอยู่ในชั้นอาภัสสรพรหมสิ้นบุญแล้วก็จุติจากอาภัสสรพรหมลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ผุดเกิดมาเอง คนเหล่านั้นยังไม่เป็นเพศหญิงเพศชายเหมือนดั่งพรหม มีรัศมีแผ่ซ่านรุ่งเรืองสดใสงดงาม มีฤทธิ์สามารถไปทางอากาศได้ ไม่ได้กินอะไร ความอิ่มเอิบใจ เป็นอาหารต่างข้าวและน้ำ มีอายุยืนได้ ๑ อสงไขย

กาลผ่านมาโดยลำดับก็เป็นผู้หญิงผู้ชายเหมือนเมื่อก่อน พรหมทั้งหลายเห็นเช่นนั้นต่างก็พากันชิมรสดินต่างข้าวและน้ำทุกวัน ด้วยเหตุที่พวกพรหมมีความคิดอันเป็นอกุศล ๓ อย่างเกิดขึ้น คือ คิดทางกาม คิดพยาบาท คิดเบียดเบียน[๗] จึงทำให้รัศมีในร่างกายหายไปหมดสิ้น ความมืดจึงปกคลุมไปทั่วแผ่นดินมองไม่เห็นกัน เมื่อพวกเขาเห็นมืดมิดเช่นนั้นจึงรำพึงรำพันกันว่า พวกเราจะทำอย่างไรจึงจะเห็นหนทาง ด้วยอำนาจบุญกุศลของเขาเหล่านั้นจึงเกิดเป็นคืนเป็นวัน เป็นเดือนเหมือนแต่ก่อน และด้วยอำนาจอธิษฐานนั้น จึงเกิดเป็นดวงตะวันขึ้นดวงหนึ่ง สูงได้ ๕๐ โยชน์ มีปริมณฑลได้ ๑๕๐ โยชน์ ทำให้ฝูงชนทั้งหลายได้มองเห็นหนทาง ได้มองเห็นกันและกัน และแสงของตะวันก็สว่างไสวรุ่งเรืองอยู่เช่นนั้น ฝูงชนต่างก็ยินดีปรีดายิ่งนัก จึงพากันกล่าวว่า เทพบุตรองค์นี้สามารถบรรเทาความมืดได้ ควรเรียกว่า พระสุริยะ (พระอาทิตย์)

เมื่อพระอาทิตย์ให้ความสว่างไสวตลอดวันแล้ว จึงพากันเวียนขวารอบเขาพระสุเมรุราช พอลับเขาพระสุเมรุราชแล้วก็กลับมืดขึ้นอีก คนทั้งหลายเกิดความกลัว จึงกล่าวว่าเทพบุตรได้ให้ความสว่างรุ่งเรืองแจ่มจ้า นับว่าเป็นการดีแล้ว แต่ยังมีมืดอยู่อีก น่าจะมีเทพบุตรที่สามารถบันดาลให้มีแสงสว่างในเวลากลางคืนได้ เหมือนเทพบุตรที่ลับสายตาไปแล้วนั้น

ด้วยอำนาจอธิษฐานของคนเหล่านั้นจึงเกิดดวงจันทร์ดวงหนึ่งใหญ่ มีแสงสว่างนวลงามยิ่งนัก มีขนาดย่อมกว่าดวงตะวัน ๑ โยชน์ ขึ้นสมดังปรารถนา

เดือนและตะวัน คือ พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็มาจากพรหมโลกเพื่อส่องแสงสว่างให้คนในโลกนี้ได้เห็น เมื่อพวกเขาได้เห็นพระจันทร์และพระอาทิตย์เช่นนั้นแล้ว ก็มีความยินดียิ่งนัก และปลาบปลื้มปีติยิ่งกว่าเก่า และกล่าวกันว่า เทพบุตรองค์นี้สามารถให้แสงสว่างให้เราได้เห็นหนทางดังใจปรารถนาประหนึ่งรู้จิตใจของพวกเรา ที่เกิดมีแสงสว่างขึ้นในกลางคืน ควรเรียกว่า จันทรเทพบุตร เมื่อเกิดมีพระจันทร์ พระอาทิตย์แล้ว จึงเกิดดาวนักษัตร ๒๗ ดวง พร้อมด้วยหมู่ดาวดารากรทั้งหลาย

ต่อมาจึงเกิดมีวัน คืน เดือน ฤดู และปีทั้งหลายตั้งแต่บัดนั้น ผืนแผ่นดินรุ่งเรืองท้องฟ้า ระยิบระยับด้วยเดือน ตะวัน ตลอดปีเป็นอนันตอสงไขย เรียกว่า อสงไขยกัลป์

เมื่อพระอาทิตย์ พระจันทร์และดวงดาวต่าง ๆ เกิดขึ้นครั้งแรกนั้น วัน คืน เดือน ปี ก็เกิดขึ้นครั้งแรกเช่นเดียวกัน ถึงวันเพ็ญเดือน ๔ พระอาทิตย์ก็โคจรมาในราศีมีน เสวยฤกษ์อุตตาภัทร์ พระจันทร์โคจรครั้งแรกในราศีกันย์ เสวยฤกษ์อุตตรผคุณขึ้น ทำให้เห็นหนทางได้ ๔ ทวีป พร้อมกันทั้งหมด พระอาทิตย์ก็ส่องแสงให้เห็น ๒ ทวีป พระจันทร์ก็ส่องแสงให้เห็น ๒ ทวีป หมุนเวียนไปเท่า ๆ กัน

เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นในแผ่นดินชมพูทวีปของเรานี้รวมทั้งแผ่นดินบุพพวิเทหทวีป คนใน ๒ ทวีปนั้นก็จะเห็นดวงอาทิตย์ เมื่อดวงอาทิตย์ตกในแผ่นดินของเรานี้ ก็จะมองเห็นรัศมีพระจันทร์ในอุตตรกุรุทวีปและอมรโคยานทวีป[๘] ในเวลาเดียวกัน ทั้งสองทวีป ตั้งแต่นั้นมาคนทั้งหลายจึงได้มองเห็นกันอยู่ในผืนแผ่นดินจนถึงไฟไหม้กัลป์ และเกิดกัลป์ใหม่ เรียกว่า วิวัฏฎฐายี อสงไขยกัลป์ทั้ง ๔ อสงไขย ชื่อว่า มหากัลป์[๙]

ในปีหนึ่งมี ๓ ฤดู คิมหันตฤดูหรือฤดูร้อน มี ๔ เดือน นับตั้งแต่เดือน ๔ แรม ๑ ค่ำ ถึงเดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วสันตฤดูหรือฤดูฝน มี ๔ เดือน นับตั้งแต่เดือน ๘ แรม ๑ ค่ำ ถึงเดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เหมันตฤดูหรือฤดูหนาว มี ๔ เดือน นับตั้งแต่เดือน ๑๒ แรม ๑ ค่ำ ถึงเดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำ

ฤดูหนึ่งมี ๒ กาล รวมเป็น ๖ กาล คือ วสันตกาล นับตั้งแต่เดือน ๔ แรม ๑ ค่ำ ถึงเดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ มีน้ำให้โทษคนทั้งหลาย คิมหันตกาล นับตั้งแต่เดือน ๖ แรม ๑ ค่ำ ถึงเดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ มีลมและไฟเป็นกำลังแก่คนทั้งหลาย วัสสิกากาล นับตั้งแต่เดือน ๘ แรม ๑ ค่ำ ถึงเดือน ๑๐ ขึ้น ๑๕ ค่ำ มีลมและไฟให้โทษคนทั้งหลาย สรทกาล นับตั้งแต่เดือน ๑๒ แรม ๑ ค่ำ ถึงเดือน ๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ มีไฟและน้ำให้โทษ สิสิรกาล นับตั้งแต่เดือน ๒ แรม ๑ ค่ำ ถึงเดือน ๔ ขึ้น ๑๕ ค่ำ มีน้ำให้โทษ

ในกาลทั้ง ๖ นี้ วสันตกาลเป็นก่อน (มีก่อน) คนทั้งหลายที่เกิดในแผ่นดินก็กินง้วนดินอันโอชะตามฤดูกาลเหล่านี้

โดยเหตุที่ปวงชนประมาณลืมตัวไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ไม่รู้จักความดีความชั่ว ง้วนดินที่พวกเขากินนั้นก็จมลงไปใต้ดิน มันจึงพูนขึ้นในกลีบดิน ดุจดอกเห็ดที่ตูม[๑๐] แล้วก็จมหายลงไปในแผ่นดิน เกิดเป็นเถาวัลย์ ที่ชื่อ ภทาลตา[๑๑] ขึ้นมาแทนคล้ายผักบุ้ง ซึ่งมีโอชารสยิ่งนัก คนทั้งหลายจึงกินเถาวัลย์นั้นต่างข้าวทุกวัน

เมื่อเวลาผ่านมานานเข้า คนทั้งหลายก็ประมาทมัวเมาไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ เถาวัลย์ภทาลตาที่ว่านั้นก็หายไป ข้าวสาลีก็เกิดขึ้นเป็นลำต้น เป็นหน่อ เป็นตอ เป็นข้าวสาร ขาวเองไม่ต้องทำ ไม่ต้องฝัด ไม่ต้องตาก ไม่มีแกลบ ไม่มีรำ เป็นข้าวสารเอง พอเอาข้าวสารนั้นใส่หม้อตั้งบนก้อนเส้าที่ชื่อว่า โชติกปาสาณ ไฟก็ลุกโชติช่วงขึ้นเอง ถ้าปรารถนาอยากจะได้กับข้าวอะไรก็จะได้กับข้าวทุกอย่าง เมื่อคนกินเข้าไปแล้วก็เกิดมีอาหารเก่าอาหารใหม่ แล้วก็ถ่ายเป็นอุจจาระออกมาเหมือนอย่างมนุษย์เรา ตั้งแต่นั้นจนกระทั่งบัดนี้ เมื่อพวกเขากินง้วนดินก็ดี กลีบดินซึ่งเหมือนดอกเห็ดที่ตูมก็ดี เชือกเถาวัลย์ภทาลตาก็ดี หามีอุจจาระไม่ เหมือนเทพยดาเสวยข้าวทิพย์ ฉะนั้น เมื่อกินอาหารจนอิ่มดีแล้ว อาหารนั้นก็จะถูกไฟธาตุเผาแล้วก็จะละลายหายไปในร่างกายสิ้น เมื่อใดได้กินข้าว เมื่อนั้นก็จะมีอุจจาระ

เมื่อได้กินข้าวแล้วก็เกิดราคะความกำหนัดตามวิสัยโลกธรรมของชายหญิง ตั้งแต่บัดนั้นมา ผู้ที่มีความโลภมากก็กลายเป็นสตรีไป ผู้ที่มีความโลภพอสมควรก็กลายเป็นบุรุษ บุรุษและสตรีก็เกิดขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อเกิดมีบุรุษสตรีขึ้นเช่นนั้นแล้ว พอเห็นกันเข้าก็มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ ชอบพอกันแล้วก็ร่วมเสพกามกันตามธรรมดาของโลก เหมือนกับที่มีมาในกัลป์ก่อน ๆ ต่อจากนั้นจึงหาที่ปลูกบ้านปลูกเรือนอยู่ เพื่อปิดบังความละอายที่เป็นสภาพน่าละอายนั้น ครั้นเป็นคู่สามีภรรยากันแล้ว ก็ปลูกบ้านปลูกเรือนอยู่กันตามลำพัง แล้วก็ไปหาเอาข้าวสาลีมาไว้มาก ๆ เพื่อเก็บกินได้หลาย ๆ วัน เวลานั้น ข้าวสาลีก็กลายเป็นแกลบเป็นรำเหมือนข้าวเปลือกของเราปัจจุบันนี้ ส่วนสถานที่ที่เคยงอกแตกออกเป็นข้าวสารก็ไม่งอกเหมือนอย่างเคย คนทั้งหลายเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นแล้วก็ประหลาดใจ จึงชุมนุมปรึกษาหารือเจรจาตกลงเพื่อแบ่งที่ดินทำกินกันว่า เมื่อก่อนประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีลในธรรม ปรารถนาสิ่งใดก็ได้ดังปรารถนา ไม่ได้กินอาหารอะไรก็ยังอิ่ม จะไปทางไหนก็ไปทางอากาศ มีที่นอนที่อยู่ก็เป็นสุขสำราญ ร่างกายก็มีรัศมีรุ่งเรืองไปทั่วจักรวาล ง้วนดินก็เกิดขึ้นมาเป็นประโยชน์แก่เรา เพราะเหตุเราชวนกันโลภอาหารกินง้วนดิน รัศมีที่เคยรุ่งเรืองอยู่ในร่างกายเราก็หายไปหมดสิ้น ทำให้มืดมิดมองไม่เห็นกันจึงปรารถนาแสงสว่างอีก พระอาทิตย์และพระจันทร์จึงบังเกิดขึ้นให้แสงสว่างแก่พวกเรา เรากระทำความผิดอีกง้วนดินก็หายไปกลายเป็นดังดอกเห็ดตูมขึ้นมาจากกลีบดิบให้เรากินต่างข้าว เรากลับพากับทำความชั่วต่างๆ นานา กลีบดินที่เหมือนดอกเห็ดก็หายไปกลายเป็นเถาวัลย์ชื่อ ภทาลตา ขึ้นมาให้เรากินต่างอาหาร เรากระทำความชั่วหนักเข้าไปอีก เถาวัลย์ภทาลตาก็หายไปสิ้นอีก กลายเป็นข้าวสาลีที่ไม่ได้ปลูก หากเป็นข้าวสารมาเองให้เรากินเป็นอาหาร ข้าวสาลีที่ว่านี้ เราเก็บเอาจากที่ใดในตอนเย็น เช้าวันรุ่งขึ้น เราก็จะเห็นข้าวนั้นปรากฏอยู่ในที่นั้นเหมือนเดิม เมื่อไปเก็บเอาตอนเช้า ตกตอนเย็นก็จะปรากฏเห็นเกิดเต็มอยู่เหมือนเดิม หาร่องรอยเกี่ยวไม่มี บัดนี้พวกเราก่อกรรมทำทุจริตผิดศีลธรรมยิ่งกว่าแต่ก่อนอีก ข้าวสาลีก็กลายเป็นข้าวเปลือกไป และที่ที่เกี่ยวข้าว ข้าวก็หายไปมีแต่ซังและฟางเปล่า จะเป็นรวงข้าวเหมือนเดิมไม่มีแก่เราอีกแล้ว ตั้งแต่นี้ต่อไป พวกเราควรแบ่งปันที่ดินปักเขตแดนกันเพื่อจะได้เพาะปลูกกินกันให้เป็นสัดส่วน จึงจะเป็นการถูกต้อง หลังจากพวกเขาตกลงกันแล้ว จึงได้แบ่งปันที่ไร่ที่นาให้แก่กันและกันตั้งแต่บัดนั้นมา

ระยะนั้นคนบางคนเกิดความโลภขึ้น มีใจชั่วร้ายก็ไปชิงเอาที่ของคนอื่นเขา คนที่เป็นเจ้าของเดิมก็โกรธจึงไล่ตีด่ากันอยู่ ๒- ๓ ครั้ง ต่อมาจึงประชุมปรึกษาหารือตกลงกันอีกว่า เวลานี้พวกเรากลายเป็นโจรหัวโจกก่อความวุ่นวายมาก เนื่องจากไม่มีใครเป็นหัวหน้าที่จะว่ากล่าวตักเตือนพวกเรา ดังนั้น ควรตั้งท่านผู้ใดผู้หนึ่งให้เป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า เป็นผู้นำของพวกเรา พวกเราประพฤติผิดชอบชั่วดีอย่างใด ท่านจะได้พิจารณาตัดสินสั่งการไปตามความผิดชอบนั้น พร้อมกันนั้นจะได้เป็นผู้แบ่งปันเขตแดนที่อยู่ที่อาศัยทำกินให้แก่พวกเรา และพวกเราก็จะมอบที่ไร่ที่นาให้แก่ท่านผู้เป็นใหญ่นั้นมากกว่าพวกเรา ครั้นพวกเขาประชุมเจรจาตกลงกันเช่นนั้นแล้ว จึงอัญเชิญพระโพธิสัตว์เจ้าให้เป็นหัวหน้าเป็นผู้นำของพวกเขา และพวกเขาก็พร้อมใจกันทำพิธีราชาภิเษกพระโพธิสัตว์เจ้าขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินมีอิสริยยศ พร้อมมูลด้วยพระนาม ๓ ประการ คือ มหาสมมติราช เพราะคนทั้งหลายยินยอมพร้อมใจกันตั้งพระองค์ให้เป็นใหญ่ ขัตติยะ เพราะคนทั้งหลายมอบความเป็นใหญ่ให้พระองค์ ทรงมีพระราชอำนาจแบ่งปันไร่นา ข้าวน้ำ ให้แก่อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวง และราชา เพราะทรงเป็นที่พึ่งพอใจเคารพนับถือของคนทั้งหลาย

พระโพธิสัตว์เจ้าทรงเป็นมหาบุรุษ ปวงชนทั้งหลายอัญเชิญขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เพราะพระองค์ทรงพระสิริโฉมสง่างามยิ่งกว่าประชาชน มีพระปรีชาสามารถรอบรู้ยิ่งกว่าคนทั้งปวง ทรงมีพระทัยซื่อตรงประกอบบุญบารมียิ่งกว่าปวงอาณาประชาราษฎร พวกเขาเห็นดังนั้นแล้ว จึงพร้อมใจกันสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองและอบรมสั่งสอนพวกเขา เป็นประมุขของประเทศชาติ สืบสันตติวงศ์ติดต่อกันมาตราบเท่าทุกวันนี้

คนบางคนเห็นความไม่เที่ยงในสภาพการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นไปในโลก และเห็นความชั่วเกิดขึ้น ยิ่งเกิดความสังเวชสลดใจ จึงออกไปหาที่สงัด เช่น กุฏิ ศาลา และกระท่อม เป็นต้น แล้วรักษาศีลเจริญภาวนา เที่ยวออกบิณฑบาตเลี้ยงชีพ ตัดความโลภออกเสีย คนพวกนี้ชื่อพราหมณ์ ตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งบัดนี้ อีกพวกหนึ่งแจกไร่แจกนาให้คนอื่นทำ ตัวเองเพียงแต่คอยปกปักรักษา ค้าขายโดยชอบธรรม คนพวกนี้ชื่อว่า แพศย์ ติดต่อกันมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ อีกพวกหนึ่งจะทำการสิ่งใด ก็ทำด้วยกำลังและความสามารถ ทำการฆ่าสัตว์นานาชนิดมาเลี้ยงชีพ คนพวกนี้ชื่อว่า พรานและเป็นศูทร์ สืบมาจนกระทั่งบัดนี้[๑๒]

คนทั้งหลายต้องทำการงานที่ลำบากยากเข็ญมาเลี้ยงชีพ ไม่ได้ทำมาหากินได้โดยง่ายเหมือนแต่ก่อน คนเหล่านั้นมีอายุยืนได้ถึงอสงไขย อยู่ต่อมาอายุก็ลดน้อยถอยลงเรื่อย ๆ นานเข้าจนกระทั่งถึงมีอายุได้ ๑๐ ปี เป็นอายุขัยจึงตาย สาเหตุที่อายุ ปี เดือน ของคนทั้งหลายลดน้อยถอยลงนั้น เป็นเพราะคนในชั้นหลังต่อมาก่อกรรมทำชั่ว โลภ โกรธ หลง มากกว่าเดิม มวลหมู่เทพยดาทั้งหลายที่อยู่บนสวรรค์ก็ดี บนต้นไม้ก็ดี ก็ไม่มีคนนับถือหรือเกรงกลัว ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวนพเคราะห์และดาวนักษัตรทั้งหลายก็ไม่โคจรไปตามราศีเหมือนแต่ก่อน ฤดูทั้ง ๓ ฤดูก็ดี กาลทั้ง ๖ กาลก็ดี ก็เปลี่ยนแปลงไปสิ้นไม่เหมือนเดิม ฝน ลม แดด ก็เปลี่ยนไป ทั้งต้นไม้ในแผ่นดินที่เคยเป็นยาก็ไม่เป็นยาเหมือนเก่า ฤดูกาลเปลี่ยนไป ปวงชนทั้งหลายจึงมีอายุลดน้อยถอยลง

สมัยใด คนไม่ได้ทำบาปมีแต่ไมตรีจิต สงเคราะห์ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หมู่เทพยดาทั้งหลายก็อภิบาลรักษา พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดาวนพเคราะห์ และดาวนักษัตรทั้งหลายก็โคจรไปตามราศี ไม่เปลี่ยนแปลง แดด ลม ฝน ก็ตกต้องตามฤดูกาล ปี เดือน วัน และคืน ไม้ที่เคยเป็นยา ก็กลับคืนเป็นยาตามปกติ คนทั้งหลายก็มีอายุยืนยาวยิ่งขึ้นเหมือนเดิม

อันสภาวการณ์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่เที่ยงแท้ย่อมแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปมาดังกล่าวแล้ว บางคราวดีแล้วกลับชั่วร้าย แล้วก็กลับดีอีก ไม่เที่ยงเลย แม้คนในโลกก็ไม่เที่ยงเช่นเดียวกัน ผู้มีปัญญาควรรู้อาการอย่างนี้แล้วพิจารณาถึงความไม่เที่ยงในโลกที่เป็นอยู่นี้ แล้วมุ่งบำเพ็ญบุญ กุศล เพื่อจะให้พ้นจากสภาพการณ์อันไม่เที่ยงนั้น จนกระทั่งได้เข้าถึงสมบัติอันสูงยิ่ง คือ พระนิพพานอันมั่นคงไม่หวั่นไหว ไม่รู้จักฉิบหายไม่พินาศ ไม่รู้จักตาย เป็นสมบัติที่ดีเลิศกว่าสมบัติทั้งหลายในโลกทั้ง ๓ นี้

จบเรื่องความพินาศและการเกิดของโลกโดยสังเขป เพียงเท่านี้



[๑] บทเรียนไตรภูมิพระร่วงฉบับพระครูสังวรสมาธิวัตร หน้า ๑๐๒๔ (ฉบับพญาลิไทย มีเพียง ๖ สระ)

[๒] น่าจะเป็น ๘,๐๐๐,๐๐๐ วา

[๓] สุมังคลวิลาสินี ภาค ๒ หน้า ๒๐๖ และชินาสังการฎีกา แตในโลกุปปัตติว่า โลกสันธารวาตในโลกสัณฐานบัญญัติและโลกทีปกสารว่า ปฐวีสันธารวาต

[๔] ชินกาลมาลีปกรณ์แปล หน้า ๒๑ และมหากัปปโลกสัณฐานบัญญัติ

[๕] ในมหากัปปโลกสัณฐานบัญญัติว่า ลม ๔ จำพวกนั้น คือ จำพวกหนึ่งชื่อ วาต จำพวกที่สองชื่อ วิสมวาต จำพวกที่สามชื่อ ปัจจวาต จำพวกที่สี่ชื่อ วาตวัตตะ

[๖] วิสุทธิมคฺค ภาค ๒ หน้า ๒๕๙

[๗] บทเรียนไตรภูมิพระร่วงฉบับพระครูสังวรสมาธิวัตร หน้า ๑๐๕๑

[๘] ในจักกวาฬทีปนีเป็น “อปรโคยาน”

[๙] วิสุทธมคฺค ภาค ๒ หน้า ๒๖๒

[๑๐] ชินาลังการฎีกา

[๑๑] ชินาลังการฎีกาว่า ปทาลตา

[๑๒] โลกทีปกสาร

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ