เรา ดีเราชั่วด้วย เราดี ชั่วนอ
ลิขิต โชคชตาชี- วิตไว้
เรา และบุรพกรรมมี มือร่วม ลิขิตเพื่อน
ลิขิต ชั่วดี ใช้โชคนั้นตามสนอง แน่แล

“แหลมเหลือ” นั้น ความจริงเป็นเพียงพื้นดินส่วนหนึ่ง ในบริเวณบ้านชนบทแบบพะเยา ซึ่งตั้งอยู่เรียงรายริมกว๊าน บ้านแบบนี้ส่วนมากมีบริเวณด้านหลังลงทะเลสาบ ซึ่งเรียกกันว่า “กว๊าน” บริเวณหลังบ้านแบบที่ว่ามีแหลมเล็ก ๆ หลายแห่ง ซึ่งไม่ปรากฏว่าใครเคยเรียก “แหลม” หรือสังเกตกันเลย อาจเป็นเพราะพะเยายังมีสิ่งอื่นอีกมากที่น่าสังเกตมากกว่าก็ได้ หรืออาจเป็นเพราะแหลมเหล่านั้นเล็ก จนไม่น่าจะเรียกว่าแหลมเลยก็ได้ ถึงฤดูน้ำหลากเมื่อไร น้ำในกว๊านก็ท่วมท้นขึ้นลบแหลมเหล่านั้นเสีย

เกาะกลางน้ำและแหลมเหล่านั้นก็กลายเป็นพื้นน้ำขาวเจิ่งจนทั่วกัน ตามริมฝั่งซึ่งไม่มีการเก็บและกั้นบัวลอยหรือผักตบชวาไว้บ้าง ก็จะเนืองแน่นไปด้วยขบวนบัวลอยเหล่านั้น

แต่ “แหลมเหลือ” ไม่เคยถูกน้ำลบเลยสักครั้งเมื่อน้ำลบแหลมอื่น ๆ เขาทั้งสามซึ่งเป็นแขกของพะเยาอยู่สองปี จึงพร้อมใจตั้งชื่อแหลมเล็ก ๆ หลังบ้านว่า “แหลมเหลือ” ด้วยเหตุผลเพียงเท่านั้น

เขาทั้งสามซึ่งกล่าวแล้วเป็นญาติทางสายโลหิต และทางกฎหมายของกันและกัน กล่าวคือ

นายวิชัย เชาวรัตน์ ข้าราชการแผนกประมงเมืองพะเยาเป็นลูกชายคุณป้าของนิสิตหญิงแผนกวิทยาศาสตร์ชื่อ จิตรี รัถการ ส่วนกานดา ดิเรกกุล เป็นลูกติดพ่อผู้ได้มาเป็นพี่เขยของจิตรีอีกต่อ หนึ่งนั่นเอง กานดาเรียนสำเร็จฟินิชชิงคอสของมาแตร์ พอดีกับโรงเรียนทุกแห่งในกรุงเทพฯ ต้องปิดไปหมดไม่มีโอกาสจะเป็นครูคนอื่นไปอีกนาน จิตรียกชั้นจากวิทยาศาสตร์ปีที่ ๑ ขึ้นปีที่ ๒ และเรียนกล้อมแกล้มกันจนถึงปีที่ ๔ ก็ต้องหยุดกึกกลางคันอีกเพราะกรุงเทพฯถูกบอมบ์หนัก

เมื่อการดำเนินชีวิตของหญิงสาวสมัยสงครามคู่นี้เผอิญต้องมาหยุดอย่างเดียวกันในกรุงเทพฯที่กำลังอลหม่านมากขึ้น ผู้ใหญ่จึงปรารถนาให้ไปหยุดอยู่ตามชนบทแบบพะเยา

“ปล่อยให้ไปอยู่เย็นเป็นสุขประสาบ้านนอกน่ะดีจะไม่ต้องได้พบเห็นตั้งแต่ความตายลงไปหาความสกปรกโสมมเมื่อกรุงเทพฯ ทำท่าจะกลายเป็น ‘เมืองเปิด’ ไปเสียแล้ว พ่อชัยจะได้น้องสาวไปเป็นแม่บ้านแล้วก็เป็นผู้คุมเขาอีก”

ดังนั้นในปลายปีแปดสิบหก เมื่อวิชัยย้ายมาอยู่พะเยา จึงมีน้องสาวสองคนอพยพมาอยู่ด้วย

พะเยาอาจจะเหมาะสมสำหรับการอพยพอยู่มากเพราะตั้งอยู่ในทำเลหลบหลีกหลายทาง จากเชียงใหม่ เชียงราย แพร่และลำปาง เป็นต้น และเพราะพะเยาอาจอยู่ได้ด้วยทรัพยากรของตนแต่อย่างเดียวถ้าความคับขันถึงขีดสุด

ดูเหมือนว่าพะเยาจะวิเวกอยู่หว่างทิวเขาที่เขียวครึ้มเหยียดยาวอยู่รอบข้าง ดูเหมือนว่าอำเภอใหญ่ของเชียงรายแห่งนี้จะวิเวกอยู่เหนือทะเลสาบใสแจ๋ว ท่ามกลางทุ่งข้าวเขียวชอุ่มซึ่งแฝงอยู่ตามชนบทบ้านนอก ท่ามกลางลำธารเล็ก ๆ หลายสาย ท่ามกลางกลิ่นกล้วยไม้และรักเร่หลายสีเสียเหลือเกิน!

แต่ทว่า–เนื่องจากพะเยาตั้งอยู่ในทำเลซึ่งมีทางร่วมหลายทาง พะเยาจึงเป็นเมืองที่ “ถูกผ่าน” พอใช้ เช่นเป็นทางผ่านของพ่อค้า, นักท่องเที่ยว และแม้แต่เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบต่าง ๆ !

ดังนั้นในท่ามกลางความสงบเยือกเย็นอย่างนี้เองเหตุการณ์ต่าง ๆ จึงผ่านพะเยาไปมาไม่หยุดหย่อน

ในระยะสองปีเศษที่อยู่พะเยา คนพระนครทั้งสามซึ่งกล่าวแล้วจึงรู้สึกว่า ชีวิตชนบทแบบนั้นก็มิใช่ชีวิตที่หยุดนิ่งหรือว่างเปล่าไปเสียหมด

เมื่อเผลอ–ชีวิตที่สลัว ๆ และเยือกเย็นอย่างหมอกเมืองพะเยาก็รุ่งเรืองโลดโผนเพราะเหตุการณ์

เพียงแต่ “แหลมเหลือ” เล็ก ๆ หลังบ้านวิชัยซึ่งใคร ๆ อาจเดินไปสักยี่สิบก้าวหรือสามสิบก้าวก็ตลอดนั้นยังเนืองแน่นไปด้วยเหตุการณ์เกือบทุกชนิด

ที่นั่น วิชัยกับน้องสาวสองคนเคยถือเป็นสิทธิส่วนตัวตามโอกาส ที่ดินรูปสามเหลี่ยมทอดปลายแหลมลงสู่น้ำ ตอนกลางสูงและมีหญ้าเขียวขึ้นเต็มตลอดปีเหมือนหนึ่งปูด้วยพรมผืนวิเศษ เกือบสุดปลายแหลมนั้นมีก้ามปูต้นใหญ่อยู่ตัวหนึ่ง ลำต้นเอนออกไปนอกฝั่งกิ่งก้านอันไพศาลสีเขียวบางกิ่งก็ระน้ำ กลางวันเมื่อแดดกล้าเกินไปกิ่งก้านก้ามปูที่ค้อมลงระน้ำ ก็ทำให้พื้นดินเบื้องล่างร่มเย็นดี กลางคืนเมื่อมีแต่ดาวดาษฟ้า ร่มก้ามปูก็เป็นประหนึ่งจุดมืดในดวงจันทร์ เมื่อเกิดจันทรคราสทุกครั้ง

ภายใต้ร่มครึ้มของก้ามปู–ทั้งกลางวันและกลางคืนของพะเยา มีเหตุการณ์เกิดขึ้นบางเรื่องก็เล็กน้อยบางเรื่องก็ค่อนข้างจะพิเศษสักหน่อย ล้วนแต่เหตุการณ์ที่จะจับแน่นไปนานในความทรงจำของวิชัยและน้องสาวสองคนของเขา

ดังนั้นพอถึงกลางปีแปดสิบแปด เมื่อมหาสงครามใกล้จะถึงขีดสุดอยู่แล้ว และวิชัยได้รับคำสั่งด่วนให้ย้ายคืนพระนคร ครั้งนี้ แหลมเหลือซึ่งเคยแสดงเหตุการณ์แก่พวกเขา จึงเป็นสิ่งหนึ่งในพะเยา ที่คนทั้งสามรู้สึกอาลัยเหลือเกิน ยิ่งกำหนดวันเดินทางใกล้เข้ามามากแล้วแหลมเหลือข้างบ้านดูยิ่งมีค่าขึ้นอีกมาก

เหมือนกับคืนนี้นั่นเอง !

คืนนี้เป็นคืนข้างแรม ดวงจันทร์ที่เต็มดวงมาแล้วหลายคืน จะเยี่ยมฟ้าใหม่เมื่อ ๓ ทุ่ม หัวค่ำคืนนี้บริเวณแหลมเหลือ จึงอยู่ภายใต้แสงดาวอันระยิบระยับอย่างเดียว

ลมจากกว่านพัดโกรกก้องหัวแหลม ต้นไม้ใกล้เคียงสะบัดใบไกวกิ่งกราว ๆ ต้นก้ามปูสะบัดใบดังกราว ๆ กว่าต้นอื่น ๆ

บริเวณใกล้บ้านพักสงัดเงียบแต่หัวค่ำเพราะตั้งอยู่ห่างชุมชนชั้นใน นาน ๆ จะมีเสียงกริ่งจักรยานที่ถนนหน้าบ้านบางทีเสียงโทนก็ประสานเสียงลอยมา

ครั้นแล้วมีเสียงรถยนต์ครางขึ้นอีก ผู้ที่นั่งอยู่ใต้ต้นก้ามปูที่แหลมเหลือรู้ว่ารถยนต์คันนั้นกำลังข้ามสะพานแม่ต๋ำไปสู่ถนนมหาวิบากหรือถนนสายแม่ต๋ำต่อไป

ความขรุขระของถนน และความสูงแบบคูเมืองมากกว่าเป็นแบบถนนนั่นเอง ทำให้รถทุกคันต้องระมัดระวังตัวเต็มที่ มิฉะนั้นก็จะเผ่นลงไปอยู่ในคูข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น ในการพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะผ่านถนนมหาวิบากแบบนี้ รถทุกคันจึงต้องค่อย ๆ คลายไปพร้อมกับเสียงกึกก้องกันสักหน่อย

ผู้ที่นั่งอยู่ใต้ต้นก้ามปู หัวแหลมเหลือ จึงอมยิ้มอย่างเห็นใจ แต่แล้วก็ต้องหยุดยิ้มอย่างตกใจ

มีเสียงครึมครวญขึ้นอีก คราวนี้เสียงนั้นดังค่อย ๆ ขึ้นเบื้องบน แม้จะเป็นเสียงค่อย ๆ ตามอากาศก็ตาม แต่เสียงนั้นก้องกังวานแว่วไปทั่ว ดังแปลกไปจากเสียงลม เสียงโทนและเสียงรถยนต์บนถนนแม่ต๋ำตอนนั้น

มันเป็นเสียงเครื่องบินตรวจการพันธมิตร ที่เคยไล่ยิงรถตามถนนนั่นเอง!

ไม่ต้องสงสัยสักนิดเดียว! มีเสียงรัวระฆังและตีเกราะเป็นสัญญาณหลบภัยแทนไซเร็นขึ้นแล้ว!

แสงไฟที่วอมแวมอยู่ตามบ้านเรือนรอบข้าง ก็พร้อมกันดับโดยเอกฉันท์ เสียงรถยนต์ในความมืดเมื่อกี้ก็สงบลง เขาคงดับเครื่องและดับตะเกียงอยู่กลางถนนนั่นเอง เพราะไม่มีทางจะหลบหลีกไปทางอื่นได้ เคราะห์ดีที่เดือนยังไม่ขึ้นและอากาศก็ยังมืดมัวมากอยู่

ทันใดนั้นมีเสียงวึ้ด ๆ โฉบลงใกล้ ๆ กับแหลมเหลือและถนนหน้าบ้าน เครื่องบินโฉบลงหาเหยื่ออย่างเคย

“ปัง! ปัง! ปัง!”

เสียงปืนประจำเครื่องบินดังขึ้นในความมืด มีเสียงคนเอะอะเกรียวกราวกันครู่หนึ่ง แล้วก็เงียบกริบกันไปอีกเมื่อปืนเครื่องบินรังควานยิงขู่ขึ้นอีก

มีรถยนต์กี่คันที่ประสบโชคร้ายอยู่บนถนนแม่ต๋ำตอนนั้น?

“ไม่น่ามองเห็นเลย!”

ผู้ที่ยืนอยู่ที่แหลมเหลือรำพึง ครั้นแล้วก็ต้องรับกับตัวเองอีกว่า คืนข้างแรมคืนนี้อากาศแจ่มใสเสียเหลือเกิน และแสงดาวก็รุ่งเรืองผิดธรรมดาด้วยเหมือนกัน

เครื่องบินรังควานเครื่องแรกยังวนเวียนอยู่เหนือถนนนั่นเอง อีกครู่เดียวก็มีเสียงเครื่องบินแบบเดียวกันดังขึ้นอีกเครื่องหนึ่ง น่ากลัวจะต้องหลบภัยกันนานสักหน่อยคืนนี้ เครื่องบินรังควานคู่นี้เคยมาด้วยกันเกือบทุกครั้ง มักจะได้เหยื่อเสมอจนมีสมญาว่า “เสือแฝด” ที่ชอบลงเล่นกว๊านพะเยายามราตรี

ผู้ที่นั่งอยู่ใต้ต้นก้ามปู ที่หัวแหลมลุกขึ้นยืนอย่างกระทันหัน มีใครคนหนึ่งเดินเลียบริมกว๊านเข้ามาที่แหลมเหลือหลังบ้านพัก ผู้นั้นน่าจะเดินลัดลงมาจากถนนหน้าบ้าน ข้ามรั้วไม้ไผ่เตี้ย ๆ ซึ่งกั้นอาณาเขตข้างหลังเรื่อยมาจนเข้ามาถึงแหลมเหลือเลยทีเดียว ผู้ยืนอยู่ก่อนก้าวหน้า

เขาเป็นใคร จึงไม่รู้ว่าชายกว๊านตอนนี้อยู่ในเขตของเอกชน เขาคงเป็นคนแปลกหน้านั่นเอง

“ไม่งั้นก็เป็นขโมยมาสวมรอยเวลายุ่งอย่างนี้”

ผู้ยืนอยู่ก่อนก้าวขาไม่ออกอีกต่อไป ผู้มาใหม่เป็นเพียงร่างสูงทะมึนในความมืด แต่พอรู้ได้ว่าเป็นชายชัดเจน จากหมวกแก๊ปขนสัตว์และเสื้อกางเกงเดินทางทั้งชุด เขาหิ้วกระเป๋าบาง ๆ ใบหนึ่งในมือซ้าย มือขวาซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง และเขาเดินตรงเข้ามาด้วยท่าทางเยือกเย็นอย่างที่สุด เมื่อเขาสังเกตเห็นว่ามีใครคนหนึ่งยืนอยู่ในความมืดเหมือนเขา ชายนั้นก็ไม่แสดงความประหลาดใจจนนิดเดียว

“สวัสดี! เกลอ! อั๊วไม่คิดว่าแถวนี้จะมีคนหลบมาซุ่มอยู่เสียก่อน”

ผู้ยืนอยู่ก่อนไม่ตอบแต่สักคำ เสียงของชายผู้นั้นห้าวและแกร่งกล้าเกินไป ผู้ยืนอยู่ก่อนจึงพยายามจะวิ่งตื๋อไปต่อหน้า แต่วิ่งไปได้เพียง ๒–๓ ก้าว ก็ถูกดึงแขนข้างหนึ่งไว้ มือที่ยึดแขนข้างนั้นไว้เป็นมือขวาข้างเดียว แต่แขนของผู้ถูกยึดไม่สามารถจะกระดุกกระดิกได้เลย

“ปล่อย!” เจ้าของแขนขึ้นเสียงสั่นเครือของผู้หญิงอย่างตกใจ “ฉันไม่มีอะไรให้วิ่งราวเลยสักอย่าง!”

“ให้ห่ากิน–!–ไม่ยักใช่ผู้ชาย–!” แต่เขายังยึดแขนข้างนั้นอยู่ แม้จะไม่ยึดแน่นในท่าเดิม “พะเยานี่มีอะไรประหลาด ๆ หลายอย่าง! กระทั่งผู้หญิงใส่เชิ้ตนุ่งกางเกงอยู่ตามชายกว๊านก็มี เรอะ แล้วก็ชายกว๊านมืด ๆ เหมือนยังงี้! เสียงบอกว่าเป็นสาวเสียด้วยนี่แน่ะน้องสาว–”

เจ้าหล่อนกระชากแขนข้างนั้นไป

“นายต้องเป็นขโมยมาจากที่อื่น ถึงไม่รู้เลยว่านี่เป็นแหลมหลังบ้านส่วนตัวบุคคลเขาแท้ ๆ นายไม่เห็นรั้วไม้ไผ่ทางถนนนั่นเรอะ”

“อีตอนมุดเข้ามาเมื่อกี้” เสียงของผู้บุกรุกมีกังวานหัวเราะเล็กน้อย “ไม่นึกว่าเป็นรั้วเลยสักนิด เห็นแต่ไม้กระบอกพาด ๆ อยู่สองสามท่อนเท่านั้น นึกว่าเป็นทางวัวควายเข้าออก”

“แล้วก็เลยมีควายเข้ามาเมื่อกี้!”

ผู้ถูกปรักปรำให้เป็นควายคิดว่าหญิงสาวในความมืดออกจะเป็นคนเจ้าโทสะสักหน่อย

“เปล่า!” เขาปฏิเสธเสียงแข็ง “คนเดินทางเท่านั้นเอง เออ! ก็แต่ว่าน้องสาวเถอะเข้ามาทางไหนกันน่ะ!”

หญิงที่สวมเสล็กและเชิ้ตชันศีรษะสูงขึ้นผมของหล่อนตัดสั้นสักหน่อย ดังนั้นเมื่อหล่อนสวมเบเรต์แนบศีรษะเสียแล้วมองเผิน ๆ ในความมืดมัวเมื่อกี้ จึงดูเหมือนเป็นเพศชายเช่นเขา ร่างของหล่อนไม่แบบบางแบบหญิงไทยถึงกระนั้นก็ได้ส่วนสัดเสียเหลือเกิน อาการเคลื่อนไหวของหล่อนดูแข็งปราดเปรียวเป็นนักกีฬาแต่ก็เยื้องกรายอ่อนโยนอยู่ในที่

“ฉันมาทางไหนน่ะเรอะ” หล่อนย้อนอย่างถือตัว “ก็ทางประตูหลังบ้านบนเนินน่ะซิ ฉันเป็นนายผู้หญิงอยู่บ้านนี้”

หล่อนเน้นคำว่า “นาย” จนผู้ฟังสำนึกในเสียงเน้นถนัดมาก

“ขอโทษเถอะนาย” เขาเน้นคำว่า ‘นาย’ นั้นด้วย “ผมไม่ทันคิดว่านายผู้หญิงอย่างนายจะออกมาอยู่คนเดียวได้มืด ๆ เพราะหลังบ้านแบบนี้ ดูเป็นทางสาธารณะที่ออกจะเปลี่ยวไปสักหน่อย”

หญิงสาวทวนคำเขาอีกว่า

“นายเองก็เดินเกะกะมาที่นี่คนเดียวมืด ๆ ก็ได้เหมือนกันนี่! น่าจะเป็นขโมยมากกว่าอื่น”

“ขโมย!” เขาทวนคำของหล่อนด้วยเสียงเสียดายโดยสัตย์จริง “เสียใจ! ผมอยากเป็นขโมยเหมือนกัน ขโมยมีสิทธิ์ชอบธรรมทุกอย่างที่จะอาศัยความมืดมากกว่าคนธรรมดาดีจริง ๆ ! เดินมืด ๆ ทำอะไรต่อมิอะไรมืด ๆ เหมือน–ง่า–จับแขนผู้หญิงอย่างเมื่อกี้–แต่เมื่อกี้นึกว่าซุ่มซ่ามเข้ามาเจอะเอาขโมยเหมือนกัน ไม่คิดว่าเป็นผู้หญิงยังงี้ ให้ห่า–เอ้อ!–พะเยานี้มีอะไรประหลาดหลายอย่าง!”

“แต่นี่ไม่ใช่ที่แสดงของประหลาดหรอกนะ นี่เจ้าของบ้าน! เชิญกลับออกไปตามทางที่นายเข้ามาเมื่อกี้!”

เขากลับทรุดตัวลงนั่งบนโคนก้ามปูเป็นคำตอบ ขาอันยาวเหยียดออก เมื่อเขาหงายหลังไปพิงต้นก้ามปูอย่างเปลี้ย ๆ หน้าอกเสื้อเดินทางชั้นนอกแหวกไปข้างหลังเล็กน้อย หญิงสาวสังเกตเห็นส้นปืนกระบอกหนึ่งโผล่อยู่เหนือแนวเข็มขัดเขาด้วย

หล่อนทำท่าจะถอยหลังโดยเร็ว แต่ผู้พกปืนพูดด้วยเสียงขบขันขึ้นอีก

“เขาว่าชาวพะเยาอารีอารอบเหลือเกิน ก็เดี๋ยวนี้เจ้ายุงปีกเหล็กกำลังเล่นงานรถตามถนนเสียงปึงปั่งไปหมด คนโดยสารต้องเผ่นจากรถแล่นเข้าป่าเป็นแถว ๆ ตกใจจนขวัญปลิวไปหมดแล้ว หลบมาได้ที่ปลอดภัยพอดี คุณยังขืนจะไล่อีกเรอะน่ะ ออกจะเสียชื่อชาวพะเยาอยู่สักหน่อย แล้วก็ดูไม่มีเหตุผลพอเลย–จริง ๆ นะ”

น้ำเสียงและท่วงทีของผู้ตกใจจนขวัญปลิวยังค้านถ้อยคำของตนมาก น้ำเสียงที่แสดงความขบขันขึ้นอีก และกิริยาที่เขาเดินเอื่อยเฉื่อยเลียบริมกว๊านมาเมื่อกี้ ไม่แสดงว่าเขาตกใจจนนิดเดียว เขาอาจเป็นคนหนึ่งในจำนวนผู้โดยสารซึ่งต้องเผ่นลงจากรถยนต์อย่างว่า แต่คนผู้นี้ไม่ใช่คนหนึ่งแน่นอนที่ถึงกับจะตกใจจนขวัญปลิว

ถึงกระนั้นคำชี้แจงของเขาก็มีเหตุผลพอใช้ หล่อนไม่มีเหตุผลพอที่จะขับคนหลบภัยออกไปให้พ้นแหลมเหลือเวลานี้ โดยเฉพาะผู้นั้นคนเดินทางแปลกหน้าในพะเยา

แม้แหลมเหลือจะเป็นแผ่นดินส่วนหนึ่งในบ้านหล่อน แหลมเหลือก็ไกลเรือนและอยู่ในทางที่คนไม่เคยรู้จักอาจจะล่วงเขตเข้ามาได้ แม้คนหลบภัยผู้นี้จะแสดงกิริยาและวาจาล่วงเกินกับหล่อนบ้าง ก็เนื่องจากความเข้าใจผิดในเพศหล่อนเมื่อแรก และความระมัดระวังตัวตามธรรมดา เดี๋ยวนี้ ดูเขาเป็นเพียงคนเดินทางที่เหนื่อยอ่อนแต่ยังแสดงอารมณ์ดีได้อยู่

หญิงสาวสำนึกในมารยาทเจ้าบ้านที่พึงจะมีต่อแขกของตนได้ ถึงกระนั้นหล่อนเองก็ต้องระมัดระวังตัวตามธรรมเนียม

“ขอโทษที่จะไม่เชิญคุณขึ้นไปเรือน” หล่อนบอก “เพราะบนเรือนดับไฟมืดหมดแล้วใคร ๆ คงมาอยู่ข้างล่างเหมือนเรา ฉันต้องขึ้นไปดูเดี๋ยวนี้ แต่–” หล่อนออกเดินได้สองสามก้าวก็เหลียวกลับมาพูดกับเขาขึ้นอีก “ใต้ต้นก้ามปูเป็นที่หลบภัยเหมาะมากเหมือนกัน ถ้าอยู่ตรงนี้ฉันไม่เคยกลัวเครื่องบินลงมายิงอย่างเมื่อกี้”

ผู้หลบภัยที่นั่งเอกเขนกอยู่แย้งว่า

“คุณไม่กลัวก็เพราะคุณคงมีเพื่อนทุกครั้งที่เครื่องบินจู่ลงมายิงอย่างเมื่อกี้ ผมกลัว–”

หล่อนกลัวเขาจะขอตามไปที่เรือนเหลือเกิน

“ฉันอยู่คนเดียวโดยมาก–ง่า–เมื่อลงมาเดินเล่นที่แหลมเหลือของเรา”

“แหลมเหลือ” เขาขัดขึ้นอีก “ชื่อประหลาดอีกแหละ แต่คงไม่ประหลาดไปกว่าชื่อคุณเองหรอกนะ?”

ถ้อยคำใคร่ครวญของชายช่างพูดเผอิญไปจี้เอาจุดอ่อนอีกด้วย หล่อนเคืองขึ้นว่า

“ฉันไม่เห็นว่า จิ–ตะ–รี จะประหลาดอะไรนักถึงไม่มีในปทานุกรมก็ตาม!”

“จิ–ตะ–รี!” เขาเลียน “จิตรี! รู้แล้วเลยไม่ประหลาด! แต่เมื่อกี้คุณอยู่ที่นี่คนเดียวด้วยเรอะ?”

“คนเดียว” หล่อนยิ่งเคืองขึ้นอีก “แต่ก็ไม่กลัวจะถูกเครื่องบินอย่างคุณหรอก”

ชายช่างซอกแซกถาม ถอนใจใหญ่อย่างท้อแท้ในความขุ่นเคืองของหล่อน

“รู้ละ! เมื่อกี้ไม่กลัวทั้งที่มีเพื่อนก็เพราะคุณมีบุหรี่สูบละซิ! บุหรี่เป็นเพื่อนของทุกคน” เขานั่งตัวตรงเต็มที่

“ผมหมดทุนทีเดียว” เขาแบมือมาทางหล่อนแล้วว่า “ไหว้ละ! ขอบุหรี่ผมสูบสักตัวเถอะ จะได้ใจกล้าอยู่คนเดียวได้บ้าง”

ท่ามกลางความมืดมนและเสียงเครื่องบินรังควานยังก้องกังวานแว่วอยู่ นักเลงบุหรี่รู้สึกว่าคำขอของเขาทำให้บรรยากาศกลับตึงเครียดขึ้นอีก!

แม้ภายใต้ต้นก้ามปูจะมืดมนมากอยู่ แต่ดวงดาวดาษฟ้าทำให้มีประกายเกิดขึ้น ทางทิศตะวันออกเยื้องกับทะเลสาบพะเยา มีแสงเรืองรองซ่านขึ้นมาจับทิวไม้เหมือนกัน

ดวงเดือนต้นข้างแรมกำลังโคจรจากขอบฟ้า!

นักเลงบุหรี่แลเห็นเพียงรูปร่างและเค้าหน้าขาว ๆ ของผู้หญิง แต่เขารู้สึกว่าร่างนั้นขึงขังขึ้นทันที และเขาคิดว่าเขาแลเห็นดวงตาทั้งคู่ของหล่อนเป็นประกายเกือบเหมือนดาว หล่อนถอยหลังแล้วปฏิเสธเสียงขุ่นต่อคำขอเขาว่า

“ฉันไม่เคยสูบบุหรี่หรอกค่ะ ไม่เคยสูบคืนนี้หรือคืนไหน ๆ ทั้งนั้น!”

“แน่เรอะ?” ผู้ภิกขาจารบุหรี่ลองย้ำ

หล่อนแสดงความโกรธด้วยการขึ้นเสียงกระทบเขาขึ้นอีกว่า

“เรื่องอะไรฉันจะต้องปดคนขวัญเสีย! ฉันสูบบุหรี่ได้ แต่ไม่สูบ ถึงไม่มีติดตัวมาให้ใครขอสูบ แล้วก็ไม่ต้องการอะไรมาระงับประสาทสักนิด ฉันไม่เคยกลัวเครื่องบินมากเหมือนคุณ! ฉัน–”

หล่อนพูดค้างแค่นั้นเอง! โดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวตามเคย “เสือแฝด” ลำหนึ่งก็ทิ้งลำโฉบลงมาที่ถนนนั้นอีก แหลมเหลืออยู่ในระยะติดต่อกับถนนนั้นมาก เครื่องรังควานขี้สนุกลำนั้น จึงเฉี่ยวยอดก้ามปูไปลงกว๊านมีเสียงวี๊ด! เสียงน้ำในกว๊านกระจายซ่า ๆ ผัดตบพลอยแตกตามไปด้วย

ผู้อยู่ใต้ต้นก้ามปูรู้สึกว่าใบพัดเครื่องบินรังควานขี้สนุกจวนจะตัดคอเขาไป ดังนั้นหญิงซึ่งยืนอยู่อย่างแข็งคนเดียวจึงทิ้งตัวราบลงไปที่โคนก้ามปูโดยไม่ได้ตั้งใจจนนิดเดียว

ในแสงเรืองรองของดาวดาษฟ้า และแสงจันทร์อ่อน ๆ ที่กำลังจะกราดโลกเวลานั้นคนทั้งสองได้เผชิญหน้ากันอยู่อย่างใกล้ชิด เขานั่งในท่าเดิม หล่อนนั่งพังพาบอยู่ใกล้แขนของเขา ผมของหล่อนปลิวไปถูกคางเขาด้วย ส่งกลิ่นหอมเย็นอย่างประหลาด นัยน์ตาของหล่อนตื่นตระหนกนี่กระไร!

เขายกแขนข้างนั้นโอบไหล่หล่อนแล้วว่า

“ผมตกใจจนขวัญปลิว ทั้งที่มีกุหลาบพะเยาอยู่ใกล้ ๆ!”

หล่อนจึงแลเห็นไฝดำเล็ก ๆ เม็ดหนึ่งที่หางคิ้วขวาของชายนั้น หล่อนสังเกตเห็นนัยน์ตาคมคล้ายเหยี่ยวเยือกเย็น เย้ยหยัน และพึงใจจนเห็นชัด!

หญิงสาวผลุดลุกขึ้นโดยแรงเพื่อให้พ้นจากแขนที่โอบไหล่หล่อนอยู่

คราวนี้หล่อนถลาแล่นออกไปจากร่มก้ามปูโดยเร็วลัดพุ่มพุงดอ กะทกลก และช่างเคี่ยนที่ขึ้นเป็นฉากอยู่ข้างทางเล็ก ๆ หลังบ้าน หล่อนหายเข้าไปทางประตูหลังบ้านบนเนิน

ชายผู้ถูกทิ้งอยู่เบื้องหลังลุกขึ้น เขามีสิ่งหนึ่งในมือสิ่งนั้น เป็นก้นบุหรี่ตัวหนึ่งนั่นเอง–เกล็ดทองแท้ ๆ!

เขาเดินดูต่อไปอีก ใกล้โคนก้ามปูยังมีก้นบุหรี่หลายมวน และก้านไม้ขีดใช้แล้วหลายก้านทั้งก้นบุหรี่ และก้านไม้ขีดยังใหม่มากอยู่ ก้นบุหรี่ในมือเขายังไม่ดับทีเดียว เป็นจำนวนที่เกินกำลังสูบของผู้หญิงอย่างหล่อน

ใครคนหนึ่งนั่งอภิรมย์บุหรี่อยู่อย่างเพลิดเพลิน ก่อนหน้าเขาซุ่มซ่ามเข้ามาเมื่อครู่นี้นิดเดียว และใครคนนั้นต้องเป็นผู้ชายเช่นเขาด้วย!

แต่กุหลาบพะเยาที่หล่อนเข้ามาในวงแขนเขาครู่หนึ่งยังยืนอยู่ว่าหล่อนอยู่คนเดียวได้เต็มปาก! ถ้าเป็นการพบของหนุ่มสาวสุจริต ก็ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะปิดบังแบบนี้เลย!

มันเป็นวิสัยของผู้หญิงอย่างนั้นเอง! เขาโยนก้นบุหรี่เกล็ดทองทิ้งเสีย เสียงเครื่องบินรังควานเงียบหายไปแล้วหลายนาที ทันใดนั้น ระฆังและเกราะใหญ่น้อยในพะเยาก็รัวบอกสัญญาณปลอดภัยพร้อมกัน ทางถนนหน้าบ้านเขาได้ยินเสียงแตรรถยนต์ดังแป๊ด ๆ ปวดแก้วหู รถที่จอดอยู่คงบีบแตรเรียกคนโดยสารซึ่งเผ่นเข้าป่าไปพักหนึ่ง เขาจำได้ว่ารถของเขาซุ่มอยู่ใกล้ถนนนี่เอง เขาออกเดินโดยเร็ว มือซ้ายหิ้วกระเป๋าบาง ๆ ใบนั้น และมือขวาซุกอยู่กระเป๋ากางเกง

พอเขาเดินไปลับแหลมเหลือ ดวงจันทร์ก็โผล่พ้นยอดไม้ขึ้นมา แหลมเหลือและพะเยาก็ตกอยู่ภายใต้รัศมีอันขาวนวลนั้นอีก

----------------------------

 

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ