๙. ฉั่วสุน

เมื่อครั้งอองมั้ง ซึ่งแซกสมัยราชวงศ์ฮั่นสิบหกปี คือในระหว่างพุทธศักราช ๕๕๒ ถึง ๕๖๗ ที่เมื่องซุ่นอาน มีชายคนหนึ่งชื่อฉั่วสุน กำพร้าบิดามาตั้งแต่เล็ก ครั้งนั้นโจรผู้ร้ายชุกชุม บ้านเมืองเกิดยุคเข็ญอดอยากอาหารแทบทุกแห่ง โจรผู้ร้ายเที่ยวปล้นบ้านปล้นเมือง ราษฎรได้รับความเดือดร้อนยิ่งนัก หัวหน้าโจรคนหนึ่งที่มีไพร่พลซ่องสุมไว้มาก ชื่อฮ่วนซง ฝ่ายอองมั้งทราบว่าฮ่วนซงมีกำลังมาก ก็แต่งนายทัพนายกองยกไปปราบ ฮ่วนซงรู้ว่ากองทัพเมืองหลวงยกมาเป็นทัพใหญ่ จึงคิดว่าเวลารบพุ่งทะแกล้วทหารทั้งสองฝ่ายคงปะปนกันไม่รู้ว่าพวกเขาพวกเรา จึงบัญชาให้นายโจรชั้นรอง ๆ สั่งไพร่พลให้เอาชาดทาคิ้วทุกคนเพื่อเป็นเครื่องหมายพวกเดียวกัน ด้วยเหตุนี้จึงเรียกโจรพวกฮ่วนซงว่า เชียะไบ๋ คือโจรคิ้วแสด ครั้นกองทัพเมืองหลวงยกมาถึง ตั้งค่ายพักผ่อนทะแกล้วทหารซึ่งอิดโรยกำลัง เพื่อหาที่ป้องกันและทะนุบำรุงให้ทหารเข้มแข็งขึ้น แล้วต่างก็ออกรบพุ่งกันหลายครั้งหลายหนเป็นเวลาหลายวัน กองทัพเมืองหลวงขาดสะเบียงไม่พอบำรุงทหาร ฝ่ายกองโจรคิ้วแสดยกหนุนเนื่องกันมาหลายทัพหลายทาง ระดมเข้าตีหักค่ายกองทัพเมืองหลวงเป็นสามารถ กองทัพเมืองหลวงขาดสะเบียงทหารอิดโรยลงทุกวัน ในที่สุดก็แตกพ่าย ทหารล้มตายเป็นอันมาก

ครั้งนั้นข้าวแพงราคาถังละหลายตำลึง ชาวเมืองแร้นแค้นต้องเอาผักและผลไม้ปนกินต่างข้าว ฝ่ายกองโจรคิ้วแสดชะนะกองทัพเมืองหลวงแล้ว ยกแยกย้ายกันไปตีเมืองน้อยเมืองใหญ่ เมื่อไปถึงบ้านร้างเห็นชายคนหนึ่งเก็บผลหม่อน ใส่กะทายอย่างดิบกะทายหนึ่ง อย่างสุกกะทายหนึ่ง พวกโจรจึงถามว่า ผลไม้อย่างเดียวกันเหตุใดจึงแยกพวกดิบไว้กะทายหนึ่งพวกสุกไว้กะทายหนึ่งเล่า ชายผู้นั้นคือฉั่วสุนตอบแก่โจรว่า กะทายสุกจะเอาไปให้มารดา ส่วนกะทายดิบนั้น ข้าพเจ้าจะกินเอง พวกโจรได้ฟังถ้อยคำของฉั่วสุนแล้วก็เกิดสงสาร จึงให้ข้าวสารแก่ฉั่วสุนสามถังและเนื้อโคขนาดเล็กอีกขาหนึ่ง ฉั่วสุนรับข้าวและเนื้อด้วยความเคารพ มีความยินดียิ่งนัก รีบนำสิ่งทั้งสองนั้นมาบ้าน ปรุงอาหารให้มารดารับประทานอิ่มหนำสำราญและตนเองก็ได้กินอิ่มปากอิ่มท้อง

ฝ่ายเล่าสิ่ว เชื้อสายพระเจ้าฮั่นโกโจ ได้ปราบดาภิเศกเป็นพระเจ้าฮั่นกวงบู๊เต้ ณ ปีระกาพุทธศักราช ๕๖๘ พระเจ้ากวงบู๊เต้โปรดให้นายทัพนายกองยกไปปราบโจรอีก พวกโจรคิ้วแสดสู้กองทหารหลวงมิได้ ก็แตกพ่ายยับเยิน ฮ่วนชงนายโจรถูกทหารฆ่าตาย พระเจ้ากวงบู๊เต้ต้องให้นายทัพนายกองออกปราบปรามโจรผู้ร้ายอยู่หลายปีจึงสงบราบคาบ บ้านเมืองกลับเป็นสุขสมบูรณ์

ขณะเมื่อราษฎรแตกตื่นหนีพวกโจรคิ้วแสด ต้องอพยพอลหม่านหนีเข้าป่าเข้าดงพงทึบ และตามซอกเขาห้วยละหารลำธารบึงบางหลายแห่งหลายตำบลนั้น ฉั่วสุนเป็นห่วงมารดา เพราะมารดาแก่เฒ่าแล้วไปไม่ไหว ตนก็ไม่หนีตามพวกชาวเมือง คงอยู่ปรนนิบัติมารดาของตน ต่อมาจนพวกโจรสงบราบคาบบ้านเมืองเป็นปกติแล้ว พวกราษฏรชาวเมืองพากันกลับมายังภูมิลำเนาของตน ๆ ครั้นคนทั้งหลายมาได้เห็นฉั่วสุนอยู่บ้านกับมารดาด้วยความกตัญญูไม่ยอมหนีไป ต่างก็มีความนิยมยินดีและนับถือฉั่วสุน แล้วพร้อมกันทำหนังสือยกย่องฉั่วสุนเพราะในความกตัญญู ไปยังเจ้าเมืองกรมการ เพื่อให้ส่งไปเมืองหลวงตามธรรมเนียม บังเอิญในระหว่างในระหว่างนั้นมารดาของฉั่วสุนถึงแก่กรรม ฉั่วสุนร้องไห้ร่ำรักไม่เป็นอันกินอันนอนโศรกเศร้าถึงมารดาเป็นที่สุด ญาติพวกพ้องก็มาช่วยฉั่วสุนจัดการศพจนเรียบร้อย ฉั่วสุนเฝ้าที่ฝังศพครบตามนิยมแล้วจึงกลับไปอยู่บ้าน ถึงกระนั้น แต่ก่อนมามารดาของตนเคยกลัวฟ้าร้อง เมื่อมารดาตายแล้วถึงคราวฝนตกฟ้าร้อง ฉั่วสุนคิดถึงมารดารีบไปที่หลุมฝังศพ พลางร้องบอกว่าลูกอยู่นี่แล้วแม่อย่ากลัวเลย ใคร ๆ ได้เห็นได้ทราบเรื่องของฉั่วสุนแล้วต่างก็มีความสงสารเป็นอันมาก

ครั้นอยู่มาไม่นาน เจ้าเมืองได้รับหนังสือจากเมืองหลวง อนุญาตให้ฉั่วสุนเป็นเฮาเหลียม และให้ส่งฉั่วสุนไปทำราชการที่เมืองหลวง เจ้าเมืองเชิญพระราชโองการของพระเจ้าแผ่นดินไปประกาศตามหัวเมืองขึ้นจนตลอด แล้วเชิญฉั่วสุนไปให้รับทราบพระราชโองการนั้น แต่ฉ่วสุนเป็นห่วงหลุมฝังศพมารดาไม่ปรารถนาจะไปรับราชการ ณ เมืองหลวง เพราะจะต้องไปไกลหลุมฝังศพมารดา จึงชี้แจงความประสงค์แก่เจ้าเมืองตามความจริงทุกประการ เจ้าเมืองมีความนับถือฉั่วสุนอยู่แล้ว เมื่อได้ทราบดังนั้นก็ยิ่งเพิ่มความเคารพมากยิ่งขึ้นยอมยกย่องนับถือฉั่วสุนเป็นชั้นครูบาอาจารย์ แล้วให้เงินปีแก่ฉั่วสุนดังเคยจ่ายให้แก่ผู้มีความกตัญญู และได้รับการยกย่องตามธรรมเนียมแต่ก่อนนั้น ซึ่งจะได้อาศัยเลี้ยงชีวิตเป็นสุขสบาย ฉั่วสุนได้รับเงินบำรุงต่อมาจนตลอดอายุของตน.

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ