๑๒. เกียงซี

ครั้งราชวงศ์อ่าวฮั่น ที่เมืองกวงฮั่น มีชายคนหนึ่งชื่อเกียงสี ภรรยาชื่อนางพั่งสี มารดาเกียงซีไม่ชอบกินน้ำบ่อน้ำสระ ชอบกินแต่น้ำที่ตักมาจากแม่น้ำเท่านั้น นางพั่งสีไปตักน้ำที่แม่น้ำไหลมาให้แม่ผัวดื่มกินทุกวัน อยู่มาวันหนึ่ง ขณะเมื่อนางไปตักน้ำ บังเอิญเกิดพายุจัดพัดกล้าต้องกลับล่าช้าไป มารดาเกียงซีคอยลูกสะใภ้อยู่ช้านานไม่เห็นกลับก็บ่นว่าต่าง ๆ นานา ครั้นนางพั่งสีตักน้ำมาถึงแล้ว เกียงซีโกรธด่าว่าภรรยา ด้วยเข้าใจว่าภรรยาไถลไม่รีบไปรีบมา และขับไล่ภรรยาให้ไปเสียจากบ้าน นางพั่งสีจึงชี้แจงเหตุว่าเกิดพายุจัดนัก ไม่สามารถจะรีบมาโดยเร็วได้ แม้จะพยายามชี้แจงอย่างใดๆ เกียงซีก็หาเชื่อฟังไม่ คงขับไล่ภรรยาให้ไปเสียจากบ้านเท่านั้น เมื่อนางพั่งสีเห็นว่าสามีไม่ยอมผ่อนผันจริง ๆ แล้ว ก็จำต้องไปจากบ้านผัว ไปอาศัยอยู่กับเพื่อนบ้านใกล้เคียง แล้วไปตักน้ำเอามาวานเพื่อนบ้านเอาไปให้แม่ผัวทุกวัน และถึงเวลาค่ำนางจุดธูปเทียนบูชาเบื้องบน ขออำนาจเทพดาผู้เรืองฤทธิช่วยคุ้มครองแม่ผัวให้อยู่เย็นเปนสุข ให้อายุยืนนานอย่ามีโรคภัยเบียดเบียฬ ตั้งแต่นางพั่งสีจากไปแล้ว ในตอนต้นมารดาเกียงซียังได้กินน้ำ ซึ่งนางพั่งสีไปตักฝากเพื่อนบ้านนำมาให้ ก็คิดว่าเพื่อนบ้านมีแก่ใจ หาได้นึกว่าเพราะนางพั่งสีไปตักมาไม่ อยู่ต่อมาอีกนานจึงทราบว่าที่แท้นั้นลูกสะใภ้มีน้ำใจเป็นห่วง พยายามไปตักมาฝากส่งให้จึงได้ มารดาเกียงซีก็มีความสงสารเพิ่มขึ้นกว่าเก่า จึงบอกให้เกียงซีไปรับนางพั่งสีกลับคืนมาอยู่บ้านเดิม เกียงซีมีความกตัญญูต่อมารดาก็รีบไปรับนางพั่งสีกลับมาตามคำของมารดา

ครั้นนางพั่งสีกลับมาอยู่ด้วยสามีแล้ว ก็ปรนนิบัติแม่ผัวด้วยความเอาใจใส่เช่นเดียวกับเมื่ออยู่แต่ก่อนนั้น และหมั้นจุดธูปเทียนบูชาเทวดาทุกคืนไม่ขาด อยู่มาวันหนึ่งแม่ผัวอยากจะกินปลาตะเพียน เกียงซีหาซื้อมาให้ภรรยาปรุงอาหารให้มารดาได้กินตามประสงค์ ทำดังนั้นเสมอมาทุกวัน โดยปกติมารดาเกียงซีชอบเชิญเพื่อนบ้านที่รักใคร่คุ้นเคยกันมาร่วมรับประทานอาหารแทบทุกเวลา วันหนึ่งเกียงซีไปหาซื้อปลาไม่ได้ เมื่อกลับมาถึงบ้านคิดวิตกที่ไม่มีปลาปรุงเป็นอาหารให้มารดากิน ได้แต่ยืนบ่นพึมพำอยู่คนเดียว ฝ่ายนางพั่งสีเห็นสามีกลับมาก็ดีใจ จึงบอกแก่สามีว่าแอ่งน้ำพุเกิดขึ้นที่หลังบ้านน่าอัศจรรย์นัก จงไปดูด้วยกันเถิด เกียงซีได้ฟังก็นึกโกรธ เพราะหาปลาไม่ได้อยู่แล้ว ยังมาถูกภรรยาพูดกวนใจไม่เป็นเรื่องอีกเล่า จึงกล่าวว่าวันนี้เราหาปลาไม่ได้กำลังกลุ้มใจนัก เจ้ายังมีเรื่องอะไรไม่เป็นประโยชน์มาชวนพูดอีกหรือ ว่าแต่ว่าเราไม่ได้ปลามาปรุงอาหารให้มารดากินจะทำอย่างไรดี นางพั่งสีว่าควรจะไปดูแอ่งนำพุเสียก่อนดีกว่า เพราะเกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์ยิ่งนัก เกียงซีได้ฟังดังนั้นมิรู้ที่จะว่ากะไรก็ลองเดินไปดูพร้อมกับภรรยา ไปถึงเห็นน้ำพุขึ้นกับปลาตะเพียนว่ายอยู่สองตัว จึงพูดสัพยอกกับภรรยาว่า นี่เจ้าแอบเอาปลามาเลี้ยงไว้ที่นี้หรือ นางพั่งสีบอกว่า เมื่อท่านไปหาซื้อปลายังไม่กลับ ข้าพเจ้าเห็นช้าไปก็วิตกด้วยเรื่องปลานั้นเหมือนกัน แต่มิรู้ที่จะทำประการใด จึงมาเดินเล่นอยู่ที่หลังบ้านนี้ เห็นมีน้ำพุเกิดพร้อมกับมีปลาตะเพียนด้วย เกียงซีได้ฟังดังนั้นก็สงสัยอยู่ในใจ จึงลองชิมน้ำนั้นดู น้ำนั้นมีกลิ่นรสอย่างเดียวกับที่ภรรยาตักมาให้มารดาดื่มกินเสมอ ๆ เกียงซีมีความปลื้มใจยิ่งนัก จึงให้ภรรยาตักเอาน้ำนั้นไป ฝ่ายตนก็จับปลาตะเพียนเอาไปด้วย ครั้นรุ่งเช้าเกียงซีไปยังบ่อน้ำพุนั้นอีก ก็ได้เห็นเช่นเดียวกับวันก่อน จึงตักน้ำจับปลามาให้ภรรยาปรุงอาหารให้มารดากิน ทุก ๆ วันต่อ ๆ มาคงเป็นเช่นนั้นเสมอ เกียงซีก็สิ้นความแคลงใจ จึงให้ภรรยาเอาธูปเทียนมาจุดบูชาเทพดาดินฟ้าอากาศ ที่สามารถดลบรรดาลให้มีน้ำพุและปลาตะเพียน สำเร็จประโยชน์แก่ตน จนน่าปลาบปลื้มใจยิ่งนัก และความเรื่องนี้ปรากฏแก่คนทั้งหลายว่า เกียงซีเป็นคนกตัญญู มีภรรยาก็กตัญญูนบนอบแม่ผัวสนิทสนม จึงได้รับผลอย่างพึงใจเช่นนี้.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ