๔. เมี่ยนจือเคียน

ครั้งราชวงศ์จิว สมัยชุนชิว (สมัยเดียวกับเรื่องที่ ๓ ดังเล่าแล้วนั้น) ที่เมืองลู้มีชายคนหนึ่งชื่อเมี่ยนจือเคียน เป็นคนกำพร้ามารดามาตั้งแต่ยังเยาว์ ฝ่ายบิดาได้ภรรยาใหม่มีบุตรด้วยกันสองคน มารดาเลี้ยงของเมี่ยนจือเคียน มีความริศยาชิงชังเมี่ยนจือเคียน ถนอมรักแต่ลูกของตนเท่านั้น พยายามยุยงให้สามีของตนดุด่าเฆี่ยนตีเมี่ยนจือเคียนเนือง ๆ แต่สามีเป็นคนใจหนักแน่น ก็ไม่ยอมเฆี่ยนตีเมี่ยนจือเคียนตามใจภรรยาวอน แม้กระนั้นภรรยาก็ไม่วายยุยงให้ด่าตีเสมอ จนสามีรำคาญใจถึงกับพูดว่า ธรรมดาเด็ก ๆ ย่อมรักแม่มากกว่ารักพ่อ เหตุด้วยแม่ให้กินนมป้อนข้าวอาบน้ำ และกกกอดทุกคืนวัน เมี่ยนจือเคียนอายุเพียงสิบสามปียังไม่พ้นวัยเด็ก แม้จะไม่ใช่เลืยดเนื้อของเจ้า มันก็เป็นเลือดเนื้อของข้า มันมีความรักเจ้าเหมือนกับรักแม่ของมันเอง น้อง ๆ มันก็เอาใจใส่เลี้ยงดูไม่เกียจคร้านเลย เจ้าจะให้ข้าเฆี่ยนตีมันซึ่งหาความผิดมิได้นั้นสมควรแล้วหรือ ผิข้าเฆี่ยนตีมันแล้ว มันจะหันหน้าไปพึ่งใครเล่า จะพึ่งแม่ ๆ ก็เกลียดชัง จะพึ่งพ่อ ๆ ก็ดุร้ายนัก ต่างว่าเปนตัวเจ้าบ้างจะทนได้หรือไม่ ภรรยาได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอยู่ ฝ่ายเมี่ยนจือเคียน เวลาว่างงานอุตส่าห์ไปเล่าเรียนที่สำนักขงจื๊อเสมอมา

ส่วนมารดาเลี้ยงของเมี่ยนจือเคียน หาละทิ้งความริศยาตาร้อนเสียไม่ ถึงฤดูหนาว นางทำเสื้อนวมให้บุตรทั้งสามคนใส่ เสื้อของเมี่ยนจือเคียนเลวกว่าเพื่อน คือเอาดอกเลาใส่เป็นนวม แต่เสื้อของเด็กสองคนที่เป็นลูกตนเองนั้น เอาสำลีอย่างดีใส่เป็นนวม ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง บิดาของเมี่ยนจือเคียนขึ้นนั่งรถไปธุระแห่งหนึ่ง ให้เมี่ยนจือเคียนลากรถนั้นไป วันนั้นบังเอิญมีหิมะตกหนักเหมือนปุยฝ้ายปลิวกระจายทั่วไป อากาศหนาวเต็มทน เมี่ยนจือเคียนพยายามลากรถไปโดยเร็ว รถแกว่งจนเกือบแพลงลง บิดาเข้าใจว่าเมี่ยนจือเคียนลากรถไปโดยเลินเล่อ ก็มีความโกรธเป็นกำลัง รีบลงจากรถนั้นแล้ว เอาไม้ตีเมี่ยนจือเคียนอย่างแรง ถูกเสื้อนวมของเมี่ยนจือเคียนขาดออก บิดามองไปแลเห็นนวมเสื้อของเมี่ยนจือเคียนเป็นดอกเลามิใช่สำลี ก็นึกรู้ว่าภรรยามีความริศยา ลำเอียงเข้าข้างบุตรของตนมากเกินไป จะทำเสื้อกันหนาวให้ก็ทำไม่เสมอกัน เมื่อกลับมาถึงบ้านจึงเอาเสื้อนวมของบุตรอีกสองคนฉีกดู แลเห็นนวมเสื้อล้วนเป็นสำลีอย่างดี ก็เรียกภรรยามาแล้วให้ดู ความลำเอียงที่ภรรยาชอบทำอยู่เป็นนิตย์นั้น ภรรยาเห็นความในใจของตนแตกอกมิรู้ที่จะว่าประการใดจึงนิ่งก้มหน้าอยู่ บิดาของเมี่ยนจือเคียนตักเตือนว่ากล่าวโดยดี แล้วสั่งให้ภรรยาเตรียมตัวไปอยู่ที่อื่น อนุญาตให้มีผัวใหม่ได้ตามใจชอบ ฝ่ายเมี่ยนจือเคียนได้ทราบเรื่องก็รีบมาคุกเข่าลงคำนับบิดา พลางอ้อนวอนว่า มารดายังอยู่ที่นี่ ลูกก็หนาวเพียงคนเดียว ถ้ามารดาไปอยู่ที่อื่น ลูกจะหนาวทั้งสามคน บิดาได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอั้นตันใจ ฝ่ายมารดาเลี้ยงได้สำนึกตัว โผเข้าสวมกอดเมี่ยนจือเคียนแล้วร้องไห้ พลางรำพันติโทษตัวเองว่า เปนคนใจบาปหยาบช้าทำการเกินเลยแก่ลูกมากนัก ฝ่ายบิดาเห็นว่า ภรรยาของตนกลับใจได้แล้วก็ไม่ขับไล่ไป ครั้นเหตุการณ์นั้นทราบไปถึงขงจื๊อ ๆ ก็สรรเสริญเมี่ยนจือเคียนว่า เป็นคนมีความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดาอย่างแท้จริง

เมี่ยนจือเคียนศึกษาวิชาการอยู่ณสำนักขงจื๊อช้านาน ศิษย์ของขงจื๊อในครั้งนั้นประมาณสามพันคน เป็นนักปราชญ์เจ็ดสิบสองคน เมี่ยนจือเคียนได้เป็นนักปราชญ์คนหนึ่งในจำนวนเจ็ดสิบสองคนนั้น เป็นที่ยกย่องสรรเสริญของคนทั้งหลายสืบ ๆ มา.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ