๒๓. จูซิ่วเชียง

ครั้งราชวงศ์ซ้อง สมัยพระเจ้าซ้องซิ่นจง (องค์ที่ ๖) ที่เมืองเทียนเฉียง มีชายคนหนึ่งชื่อจูซิ่วเชียง บิดาชื่อจูสุ่นเป็นขุนนาง จูซิ่วเชียงทำราชการได้เป็นขุนนางตำแหน่งซิ้วเจี่ยงจักก่ำ นายทหารเอกรักษาพระราชวัง จูซิ่วเชียงพลัดพรากจากมารดาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก มารดาจูซิ่วเชียงชื่อนางเล่าสี นางเล่าสีเป็นภรรยาน้อยของจูสุ่น ภรรยาหลวงเป็นคนโหดร้ายนัก ทั้งจูสุ่นก็เกรงกลัวมาก นางเล่าสีมีครรภ์ราว ๔ เดือน ภรรยาหลวงของนางไปเป็นภรรยาของชายคนหนึ่ง แม้จูสุ่นรู้ก็ไม่กล้าถามถึง

ฝ่ายนางเล่าสี ตั้งแต่มาอยู่กับสามีใหม่แล้ว นางวิตกด้วยลูกในครรภ์ยิ่งนัก ถ้าคลอดเป็นหญิง แซ่จูก็จะด้วนเสีย ถึงกับจุดธูปเทียนบูชาเทพดาดินฟ้าอากาศบนบานขอให้ลูกเป็นชาย จะได้สืบสกุลจูสุ่นสามีเก่าสืบไป ครั้นนางมีครรภ์ครบกำหนดก็คลอดลูกเป็นชายสมใจนาง ๆ ยินดียิ่งนัก เมื่ออายุทารกนั้นครบเดือน นางก็ทำหนังสือให้สามีใหม่ถือไปให้แก่จูสุ่น ชายคนนั้นมาถึงบ้านจูสุ่นก็ส่งหนังสือให้ จู่สุ่นได้รับหนังสือเห็นที่หลังซองก็จำได้ว่าเป็นลายมือนางเล่าสี แต่ตัวผู้ถือหนังสือมาจะเป็นใครไม่รู้จัก จึงรีบฉีกผนึกซองออกอ่าน ครั้นได้ทราบความตลอดแล้วก็ดีใจมาก และพูดแก่สามีนางเล่าสีว่า ขอท่านช่วยเลี้ยงดูทารกไปก่อนเถิด มื่ออายุเด็กได้สามสี่ปีแล้วจงพามา ข้าพเข้าจะให้ค่าเลี้ยงดูพอสมควร ว่าแล้วก็หยิบเงินมอบให้สามีนางเล่าสีเป็นรางวัล สามีนางเล่าสีคำรับรับเงินรางวัลแล้วลากลับไป แจ้งความให้นางเล่าสีทราบทุกประการ

ตั้งแต่นั้นมา นางเล่าสีเอาใจใส่เลี้ยงดูลูกมาจนอายลูกได้สี่ขวบ และได้ทราบข่าวว่าภรรยาหลวงของจูสุ่นตายแล้ว จูสุ่นมีภรรยาใหม่จนมีบุตรหญิงด้วยกันคนหนึ่ง นางจึงพร้อมด้วยสามีนำบุตรชายไปยังบ้านจูสุ่น ขณะนั้นจูสุ่นกำลังนั่งสนทนาอยู่กับแขก นางคอยจนแขกกลับแล้ว จึงจูงบุตรเข้าไปคำนับจูสุ่น ๆ เห็นดังนั้นก็นึกสงสารนางเล่าสีเป็นอันมาก ถามไถ่ถึงการเลี้ยงดูตลอดจนทุกข์สุขส่วนตัว นางก็เล่าให้ฟังทุกประการ จูสุ่นหยิบเงินสองร้อยตำลึงมาให้นาง เพื่อให้สามีทำทุนซื้อขายสืบไป นางกับสามีคำนับรับเงินแล้วกลับไป

จูสุ่นตั้งชื่อบุตรชายนั้นว่า จูซิ่วเชียง แล้วมอบหมายให้ภรรยาทำนุบำรุงเลี้ยงดูไว้โดยผาสุก ภรรยาจูสุ่นคนใหม่นี้ น้ำใจโอบอ้อมอารี เลี้ยงดูจูซิ่วเชียงประหนึ่งเลี้ยงลูกในอุทรของตนเอง อยู่ต่อมานางจูซิ่วเชียงเติบใหญ่สมควรเล่าเรียนหนังสือ จูสุ่นจัดแจงให้บุตรเล่าเรียนอยู่ในสำนักอาจารย์ จูซิ่วเชียงรูปร่างสูงใหญ่ชอบหัดเพลงอาวุธ บิดาให้จูซิ่วเชียงเล่าเรียนตำรับพิชัยสงครามจนจบเจนดีแล้ว เข้าทำราชการได้เป็นนายทหารเล็กรักษาพระราชวัง

ต่อมาไม่นานจูสุ่นถึงแก่กรรมลง จูซิ่วเชียงกับมารดาเลี้ยง และน้องหญิงร้องไห้เศร้าโศกเป็นอันมาก จูซิ่วเชียงจัดการศพบิดาไปฝังตามธรรมเนียม แล้วเข้าทำราชการตามเดิม จูซิ่วเชียงทำราชการมีความดีความชอบ พระเจ้าซ้องซิ่นจงโปรดให้จูซิ่วเชียงไปเป็นเจ้าเมืองลั่งจิว ครั้นจูซิ่วเชียงออกไปเป็นเจ้าเมืองแล้ว พยายามโดยเที่ยงธรรมปราบปรามโจรผู้ร้าย บ้านเมืองเป็นสุขสมบูรณ์สืบมา

แต่จูซิ่วเชียงมีความคิดถึงมารดาของตนเสมอ ด้วยเคยได้ทราบว่า ตนต้องจากมารดามาตั้งแต่เล็ก วันหนึ่งจูซิ่วเชียงรำพึงว่าบิดาก็ถึงแก่กรรมไปแล้ว มารดาจะอยู่แห่งหนตำบลไหน และจะเป็นตายร้ายดีประการใดก็ไม่ทราบ เคยฟังบิดาเล่าว่า เมื่อมารดาพาตนมามอบให้บิดานั้น อายุของตนราวสี่ปี ตั้งแต่จากมารดามาจนบัดนี้กว่าสี่สิบปีแล้ว บัดนี้ได้เป็นเจ้าเมืองมีเงินทองข้าทาษชายหญิงบริบูรณ์ ถ้าไม่ไปสืบเสาะรับมารดามาเป็นที่เคารพปรนนิบัติให้ได้ความสุข จะอยู่เป็นคนไปใยให้ป่วยการ เมื่อจูซิ่วเชียงคิดแล้ว จึงทำหนังสือลาออกจากราชการ ให้ม้าใช้ถือไปยังเมืองหลวง มอบหมายการงานให้กรมการดูแลแทนต่อไป แล้วพาภรรยากลับไปยังบ้านเดิม สั่งเสียข้าทาษชายหญิงทั้งปวงให้เอาใจใส่ดูแลบ้างช่องจงดี จูซิ่วเชียงเอามีดกรีดโลหิตตนออกเขียนหนังสือเรื่องกิมกังเก็ง (วัชรมัณฑสูตร) ที่แพรขาว (การกรีดเอาโลหิตออกแล้วเขียนพระสูตรต่าง ๆ ท่องบ่นนั้น ลัทธิมหายานสรรเสริญนักหนา ว่าเป็นการทำด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงทีเดียว)

เมื่อจูซิ่วเชียงทำเสร็จแล้วสั่งภรรยาว่า เราจะไปสืบเสาะหามารดาครั้งนี้ ถ้าพบปะก็จะเชิญมา หากไม่พบก็จะพยายามสืบเสาะไปจนกว่าจะสิ้นชีวิต ภรรยาได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้ แต่มิรู้ที่จะทักท้วงห้ามปรามประการใด ฝ่ายจูซิ่วเชียงสั่งเสียเสร็จแล้ว แต่งเครื่องเดินทางออกจากบ้าน พลางท่องบ่นพระมนต์กิมกังเก็งนั้นเป็นอารมณ์ มุ่งหน้าเที่ยวสืบเสาะไปตามลำดับ ถึงเวลาจะนอนจุดธูปเทียนบูชาพระมนต์กิมกังเก็งมิได้ขาด จูซิ่วเชียงเที่ยวไต่ถามหามารดาเป็นเวลากว่าปี ผ่านเมืองใหญ่เมืองน้อยหลายเมืองจบถึงเมืองเซียมจิว แล้วแวะพัก ณ ที่พักคนเดินทาง

จูซิ่วเชียงอาบน้ำชำระกายกินอาหารเรียบร้อย ก็จุดธูปเทียนบูชาพระมนต์อันศักดิ์สิทธิ์นั้นแล้วจึงนอน ในคืนนั้นฝันว่า ได้พบกับมารดาที่สวนแห่งหนึ่ง มีทั้งต้นไม้ต้นกล้วย พอจะอ้าปากถามก็ตกใจตื่นเสียก่อน เมื่อตื่นขึ้น จูซิ่วเชียงยังจำความผันได้ มีความดีใจเป็นนักหนา เพราะตั้งแต่สืบเสาะหามายังไม่เคยฝันวี่แววประการใดเลย รุ่งเช่าบรรดาคนเดินทางก็ออกจากที่พัก แยกย้ายไปตามความประสงค์ของตน ๆ จนหมดแล้ว ฝ่ายจูซิ่วเชียงบอกแก่เจ้าของที่พักว่า ข้าพเจ้าจะพักอยู่ที่นี่อีกหลายเวลา ช่วยจัดห้องดี ๆ ให้ข้าพเจ้าเถิด เจ้าของที่พักก็จัดห้องพิเศษให้ตามความประสงค์ จูซิ่วเชียงเก็บห่อเสื้อผ้าเครื่องเดินทางเสร็จ กินอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ใส่กุญแจห้องออกไปเที่ยวสืบเสาะหามารดาตามบ้านที่มี่ต้นไม้ต้นกล้วยตามที่ปรากฏภาพในความฝันนั้น อุตส่าห์เที่ยวตามหาตั้งสิบวันก็ยังมิได้พบ

อยู่มาเช้าวันหนึ่ง จูซิ่วเชียงกินอาหารเช้าแล้ว ออกจากที่พักเที่ยวเสาะหาไปตามที่ใกล้เคียง ถึงตึกแถวแห่งหนึ่ง หน้าตึกแถวมีต้นไม้ต้นกล้วยเหมือนในความฝัน ก็นึกแปลกที่ล่วงเลยไปเสียหลายวัน จึงเดินเข้าไปทีหน้าตึกนั้น เห็นหญิงแก่คนหนึ่งอายุราวเจ็ดสิบปีกำลังเดินมา จูซิ่วเชียงก็คำนับแล้วถามว่า ยายเคยเห็นนางเล่าสีชาวเมืองเทียนเฉียงอยู่แถบนี้บ้างไหม นางเล่าสีได้ฟังก็นึกปลาดใจจ้องมองดูผู้ถาม เห็นรูปร่างสูงใหญ่ท่าทางผึ่งผายองอาจ มีเค้าหน่าคล้ายจูสุ่นสามีเก่าของตนก็สงสัยนักจึงถามว่า ท่านเป็นชาวเมืองไหน เป็นญาติกับนางเล่าสีหรือ จูซิ่วเชียงตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นชาวเมืองเทียนเฉียง เป็นญาติของนางเล่าสี นางเล่าสีได้ฟังดังนั้นจึงบอกว่า ข้าพเจ้าคือนางเล่าสีชาวเมืองเทียนเฉียง พลัดบ้านเมืองมานานแล้ว ท่านเป็นญาติฝ่ายไหนข้าพเจ้าจำไม่ได้ จูซิ่วเชียงจึงว่า ข้าพเจ้าขออภัยท่านเถิด ท่านเคยเป็นภรรยาน้อยจูสุ่นใช่ไหม นางเล่าสีได้ฟังก็โกรธ แต่มีความสงสัยข้องใจอยู่ จึงตอบประชดว่า ข้าพเจ้าจะเป็นภรรยาน้อยจูสุ่นก็ดี ไม่เป็นภรรยาน้อยจูสุ่นก็ดี แต่ข้าพเจ้าก็คงชื่อนางเล่าสีท่านจะทำอะไร จูซิ่วเชียงได้ฟังก็แน่ใจว่าหญิงคนนั้นเป็นมารดาของตน จึงเล่าความหลังดังที่บิดาเคยเล่าแก่ตน แล้วกล่าวว่าบิดาถึงแก่กรรมเสียแล้ว ข้าพเจ้าได้รับราชการต่อ ๆ มาจนได้เป็นเจ้าเมืองลั่งจิว มีความคิดถึงมารดายิ่งนัก จึงลาออกจากราชการเที่ยวสืบเสาะหามากว่าปีจนถึงเมืองนี้ ได้พบมารดาที่นี่เป็นบุญนักหนา นางเล่าสีได้ฟังก็รู้ว่าชายผู้นั้นเป็นบุตรของตนเอง ก็สวมกอดจูซิ่วเชียงแล้วร้องไห้ พรางเล่าเรื่องที่จากเมืองเทียนเฉียงมากับสามีมีบุตรชายด้วยกันสองคนแล้ว สามีก็ตายจากไป จึงมาอยู่ที่นี่โดยความยากจน จูซิ่วเชียงได้ฟังก็สงสารมารดา กลั้นน้ำตามิได้ก็ร้องไห้ฟุบลงกอดเท้ามารดาสะอื้นอยู่ แล้วนางเล่าลีพาจูซิ่วเชียงไปยังที่อยู่ของตน พอดีลูกชายทั้งสองกลับจากทำงาน นางเล่าสีบอกให้บุตรคำนับจูซิ่วเชียงผู้พี่ จูซิ่วเชียงรับคำนับแล้วเรียกชื่อน้องคนใหญ่ว่า จูยี่ เรียกชื่อน้องคนเล็กว่า จูซา

เมื่อแม่ลูกพบปะกันแล้ว จูซิ่วเชียงก็กลับไปที่พัก เอาทองลิ่มขายได้เงินแล้วนำมาที่ห้องมารดา มอบเงินให้แก่จูยี่ไปใช้ค่าห้องแล้ว พามารดากับน้องทั้งสองไปยังที่พัก จัดว่าจ้างเรือเดินทางกลับไปเมืองเทียนเฉียง คนทั้งหลายได้ทราบเรื่องว่าเจ้าเมืองลั่งจิวมาสืบเสาะหามารดาจนพบปะพากันกลับไป ต่างก็สรรเสริญว่าเป็นผู้กตัญญูกตเวทียากที่จะหาผู้ใดเสมอได้

ฝ่ายจูซิวเชียงกับมารดาและน้องทั้งสอง รอนแรมในเรือล่องตามน้ำไปราวเดือนหนึ่งถึงเมืองเทียนเฉียง จูซิ่วเชียงให้ภรรยาจัดเครื่องสังเวยมาบวงสรวงเทพดาดินฟ้าอากาศ และปู่ย่าตายายด้วยความเคารพตามธรรมเนียม ฝ่ายพวกพ้องรู้ข่าวพากันแอาเข้าของมาแสดงความยินดีเป็นอันมาก จูซิ่วเชียงต้อนรับเลี้ยงญาติมิตรให้กินสุราอาหารพอสมควร ต่างก็ลากลับไป

จูซิ่วเชียงอยู่บ้านหายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้ว สั่งภรรยาให้เอาใจใส่ในการปรนนิบัติมารดา และตนก็ลามารดาไปทำราชการที่เมืองหลวงอีก จินตกวีสมัยนั้นเมื่อได้ทราบความว่าจูซิ่วเชียงเป็นคนกตัญญูยิ่งยวดอย่างไรแล้ว ต่างก็คิดแต่งบทประพันธ์สรรเสริญจูซิ่วเชียงด้วยถ้อยคำอันอ่อนหวานไพเราะ เป็นบทประพันธ์ที่จับใจคนทั้งหลายยิ่งนัก ฝ่ายจูซิ่วเชียงรับราชการมีความดีความชอบยิ่งขึ้นก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นตามลำดับ จนได้ว่าที่ซีหลงเซียงเค็งกรมนา เชิดชูสกุลวงศ์ให้รุ่งเรืองลูกหลานจูซิ่วเชียงก็ได้เป็นขุนนางในราชวงศ์ซ้องสืบมาหลายชั่วคน.

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ