สงครามพม่า

ศึกห้าด้าน

ฉบัง แถลงเรื่องมรัมมราชเรืองรณ อหํภาพซาบตน
จะปราบพิภพครบครัน ฯ  
๏ พระองค์ทรงผลาญหลานขวัญ ชิงราชไอศวรรย์
เถลิงบัลลังก็นั่งกรุง ฯ  
๏ พระนามพระเจ้าปะดุง สมส่ำบำรุง
ทแกล้วทกล้าราวี ฯ  
๏ แบ่งทัพบีฑายายี เหยียบเมืองมณี
ปุระ ยะไข่ รามัญ ฯ  
๏ ปรามปราบราบรอบขอบขัณฑ์ ยังเขตสำคัญ
ซึ่งองค์ปะดุงมุ่งมอง ฯ  
๏ ใคร่เป็นเช่นราชบุเรงนอง อำนาจปราศสอง
สยามชิตฤทธี ฯ  
๏ ปดุงปรุงแสนยาราวี แสนห้าหมื่นมี
คแนนคำณวนถ้วนพล ฯ  
๏ ห้าด้านม่านราชมารณ เก๋าทัพคับคน
จะเข่นพิฆาตชาติไทย ฯ  
๏ ไม่มีศึกพม่าคราใด หลั่งล้นพลไกร
ประดุจปะดุงมุ่งมา ฯ  
โคลง ๒ ห้าด้านทัพม่านเมื้อ มุ่งจะเชือดเลือดเนื่อ
หั่นห้ำกรรมเวร กันนอ ฯ

ร่าย ด้าน ๑ ทัพที่หนึ่ง ซึ่งยกผ่านด่านมฤท ประชิดเมืองปักใต้ ได้ชุมพรไชยา ตลอดสงขลาธานี ไม่มีใครต่อต้าน ฯ

๏ ด้าน ๒ ทัพที่สอง เดินกองทางทวาย พลนิกายหมื่นเศษ เข้าทางเขตเจ้าขว้าว ห้าวกำลังคั่งคับ ฯ

๏ ด้าน ๓ ทัพที่สาม เดินตามทางเมืองตาก มากด้วยพลเกรียงไกร ยากที่ใครจักค้าน ฯ

๏ ด้าน ๔ ทัพที่สี่ ถี่กันหนุนมาเนือง ทัพเจ้าเมืองตองอู ดูแสนยาคลาเคลื่อน เกลื่อนกาจพลดาษดื่น รวมสามหมื่นไพร่พล มาผจญลำปาง แลทางเมืองฝ่ายเหนือ ไหลล้นเหลือกำลัง ดูดุจดังน้ำโกรก ชุ่มสวรรคโลกสุโขทัย ราษฎรใจสั่นสท้าน ฯ

๏ ด้าน ๕ คือทัพกษัตร จัดเป็นห้ากองทัพ นับประมาณเก้าหมื่น ถนัดดั่งคลื่นสงคราม เข้าทางสามเจดีย์ เสนานีคือองค์ ปดุงผู้ทรงเดชกล้า เอิบอิทธิ์ดุจปลิดฟ้า เฟื่องแกล้วการรณ ฯ

โคลง ๒ เก้าทัพนับเนื่องเต้า แสนกับห้าหมื่นเข้า
สู่แคว้นแดนไทย ฯ  
โคลง ๔ ปางนรินทร์ปิ่นภพเผ้า ไผทสยาม
ไป่ประมาทสงคราม เคร่ารู้
สามปีบ่มีความ เลิ่นเล่อ
สั่งสืบคืบข่าวผู้ แผ่แคว้นแดนเม็ง ฯ
๏ เจ้าปดุงกรุงม่านได้ รามัญ แล้วนา
เห็นจะโหมโรมรัน แหล่งนี้
ฝ่ายเราผิวเมามันท์ มัวหลับ
รัฐจะล่มจมลี้ ลับไร้ไอศวรรย์ ฯ
๏ ใช้มอญไปสืบด้าว ดลังคะ
ทราบข่าวเจ้าอังวะ ว่าให้
ซ่องสุมประชุมตระ เตรียมทัพ
อยู่ ณ เมาะตะมะได้ ดาษแคว้นแดนเตลง ฯ
๏ ปฏิปักษ์จักสู่ด้าน เจดีย์ สามแฮ
ทัพใหญ่ไต่ปัฐพี ลาดหญ้า
ต่อมามิช้ามี ข่าวเพิ่ม
ว่าจะเดินทัพห้า แพร่งเข้าเอาชัย ฯ
๏ การศึกตรึกทราบด้วย แดเล็ง
เดือนสิบสองปีมเส็ง ส่อแจ้ง
จักรับทัพม่านเม็ง โดยเลศ ใดแล
เศิกใหญ่ในน่าแล้ง นี่แล้แลเห็น
๏ ปฤกษาสมเด็จน้อง นฤบดี
เชิญประชุมมนตรี ตรึกถ้อย
วงษานุวงษ์ศรี สุรราช
อำมาตย์เสนาน้อย ใหญ่พร้อมเพรียงกัน ฯ
๏ พลไทยไม่มากแม้น พลอมิตร
ไป่กระจายหลายทิศ ทั่วได้
เบ็ดเสร็จเจ็ดหมื่นคิด เพียงครึ่ง เขาแฮ
ควรรับทัพกษัตร์ไว้ แต่ต้นหนทาง ฯ
๏ เล่ห์เราเอาเปรียบได้ โดยนัย
ที่พะม่ามาไกล มารคแกร้ว
เราฝ่ายอยู่สายใน สืบเนื่อง กันนา
อาจรับทัพนี้แล้ว ทัพนั้นหันหา ฯ

ร่าย ตกลงทรงดำรัศ จัดโยธีสี่ทัพ สองทัพรับสองหน้า อีกทัพรับลาดหญ้า หนึ่งนั้นทัพหนุน ฯ

โคลง ๔ ทัพ ๑ เสนาคนอง ธรณินทร์
เดชกระเดื่องเลื่องดิน รอบด้าว
บรขามพระนามยิน ยอเกียรติ์
ว่าพระยาเสือห้าว หักเสี้ยนเบียนสยาม ฯ
๏ หมู่หมวดตรวจพร้อมสรรพ เพียงสาม หมื่นแฮ
ทัพใหญ่ไทยสยามยาม ยิ่งกล้า
จักรับทัพกษัตร์ตาม ทางม่าน มานา
ปัจจนึกศึกลาดหญ้า เหยียบด้านกาญจน์บุรี ฯ
๏ ศัตรูเกือบเก้าหมื่น มาทาง นั้นนอ
เพียงแต่สามหมื่นกาง ทัพกั้น
น้อยกว่าจะกล้าขวาง ฝ่ายมาก
มากจะหนีบบีบคั้น ฝ่ายน้อยฤาไฉน ฯ
๏ ทัพ ๒ เสนาคแกล้ว กำลัง
กรมพระราชวังหลัง เลื่องกล้า
น่าที่ธมีดัง ดำรัศ
ขัดทัพคอยรับข้า ศึกเบื้องเมืองเหนือ ฯ
๏ มีพลเพียงหมื่นห้า พันพยูห์
ในส่วนจำนวนดู กเดียดด้อย
จักรับทัพตองอู สามหมื่น
น้อยไม่กลัวความน้อย ไม่น้อยคอยดู ฯ
๏ ทัพ ๓ ทรงจัดเจ้า พระยา
ยมราชธรรมา มุ่งก้าว
นำทัพนับโยธา กึ่งหมื่น
รับม่านด่านเจ้าขว้าว จู่แคว้นแดนไทย ฯ
๏ ทัพ ๔ สองหมื่นป้อง เป็นทุน
ขาดฤเหลือเจือจุน จัดไว้
หนักไหนก็ไปหนุน ที่นั่น
ไทยธราธิปไท้ ทัพนี้ทรงคุม ฯ

ร่าย เดือน ๑๒ ทราบข่าว ผ่าวหฤทัยไทยรัฐ ว่าทัพกษัตร์ศัตรู ย่างพยูห์มาเหยียบ เปรียบดังเพลิงเริงลน ฝ่ายจอมพลสยามินทร์ ยินข่าวยุทธ์มาเยือน เดือนเดียวทรงปฤกษา จัดโยธาพร้อมเสร็จ สมเด็จราชอนุชา เสด็จยาตราทัพแข่ง ชิงตำแหน่งลาดหญ้า ตั้งค่ายก่อนที่ข้า ศึกได้ไปถึง ฯ

โคลง ๔ การศึกลึกล้วนเล่ห์ หลายหลืบ นักแล
แม้ไม่เสาะเหมาะสืบ ทราบเค้า
มัวม่อยมิคอยคืบ ข่าวเนิ่น ไว้นอ
ไทยจะถูกผูกเท้า ถ่อยแท้แลเห็น ฯ
๏ สององค์ทรงรู้ลู่ ทางศึก
เหตุว่ามีสำนึก แน่แล้ว
ทุกช่องทุกปล่องปฤก ษาโปร่ง
แผนที่ชี้ทางแกล้ว ท่านกล้าถาโถม ฯ

ร่าย สมเด็จน้องนฤบดี ทันท่วงทีไปดล ณ ตำบลลาดหญ้า หน้าช่องเขาบันทัด จำกัดทางปฏิปักษ์ ชักปักกาเรียงร่าย ค่ายต่อค่ายตลอดกัน บัญชาส่งพญาเจ่ง ให้เร่งคุมรามัญ รวมสามพันไปตัด ขัดตาทัพรับไว้ ใกล้เชิงช่องปล่องกว้าง ดักม่านด่านกรามช้าง ต่อสู้ดูแรง ฯ

โคลง ๒ กลศึกสั่งแจ่มแจ้ง แม้ว่ามากมาแกล้ง
ล่อให้ไล่ตาม มาเทอญ ฯ  
๏ น่าปล่องปากช่องข้าง ที่จะออกทุ่งกว้าง
ท่านตั้งกองคอย ขนาบนา ฯ  
๏ ทัพใหญ่ไว้รับหน้า แนวจะยันดันข้า
ศึกผู้จู่ถลำ มาแล ฯ  

ร่าย กล่าวการด้านปฏิปักษ์ ม่านหมายหักแนวผ่าน ด่านเจดีย์สามองค์ ตรงเข้าตีรามัญ อันพญาเจ่งตั้งรับ ขัดตาทัพคอยที พวกไพรีทัพน่า ง่าเงื้อมาอึงมี่ ทั้งทัพ ๔ ทัพ ๕ มอญฝ่ายไทยใจกล้า ต่อต้านตอบตี ฯ

โคลง ๔ ทัพม่านประมาณหมื่นห้า พันพล
พญาเจ่งสามพันคน ใส่ไคล้
ทิ้งค่ายพ่ายหนีตน ทำแตก
มอญล่าพม่าไล่ใกล้ เร่งกลุ้มรุมตาม ฯ
๏ ปัจจนึกนึกว่าได้ ทีถนัด
มอญยิ่งวิ่งยิ่งตพัด ตเพิดพ้น
เลยช่องปล่องบันทัด ผาแผ่น
ตามกระตือรือร้น ไล่คว้างกลางสมร ฯ
๏ ทัพใหญ่ไทยอยู่แย้ง ยืนขวาง
กองซุ่มรุมสองทาง ทุ่มข้าง
ทัพม่านผ่านมากลาง แนวขนาบ
ศพเกลื่อนเถื่อนทุ่งบ้าง จับได้ในสนาม ฯ

ร่าย เหลือตายป่ายตีนเปิด เตลิดร่นแหลกแตกยับ แต่มีทัพหนุนมา ถอยเข้าหากันทัน พลันตั้งค่ายรายลง ตรงเนินใหญ่ใกล้ช่อง พลที่พร่องก็เพิ่ม เหิมกำลังพรั่งพร้อม ค่ายประตูคูล้อม เรียบร้อยคอยรณ ฯ

โคลง ๔ สมเด็จบวรราชเจ้า จอมทัพ
เมื่อริ์ปูยู่ยับ ย่อยลี้
เข้าค่ายบ่ายหน้ากลับ มารบ
ปึกแผ่นแผนยุทธ์ขยี้ ยากล้ำทำไฉน ฯ
๏ ดำรัศจัดทัพจ้วง โจมตี
แต่พะม่าราวี ว่องแกล้ว
ไทยป่ายค่ายไพรี ไป่แหลก ลงเลย
เหตุที่มามากแล้ว ร่วมต้านทานทน ฯ
๏ เห็นท่าพม่ามากแกล้ว พลไกร
ตั้ง ณ เนินแนวใน ค่ายมั่น
อีกหน่อยมิคอยไทย ตีก่อน
คงจะออกตะคอกคั้น คิดโต้ตีเรา ฯ
๏ ปัจจนึกนึกคาดเข้า เคล้าคลุก
คิดจะเป็นฝ่ายรุก รบร้า
เบี่ยงบ่ายอุบายบุก บากบั่น
เราจะเสียเปรียบถ้า ปล่อยให้ใจเหิม ฯ
๏ เรากำตำแหน่งข้าง คุกคาม ไว้เทอญ
บ่อยจะบุกรุกลาม เลศจ้อง
ศัตรูมิอยู่ตาม บังคับ ได้ฤา
มัวแต่ปัดหมัดป้อง ไป่กล้าถาโถม ฯ
๏ อนึ่งเล่าเขามากแม้ เราเมียง
มุ่งมลายสายเสบียง เบียดแบ้
ถูกตัดขัดลำเลียง จักรอด ไฉนแล
ทัพอดหมดอิทธิ์แท้ อกท้อรอถอย ฯ

ร่าย กล่าวฝ่ายค่ายพะม่า ทัพน่าปัจจามิตร คิดทำลายค่ายไทย ในระยะสินาด กวาดด้วยแรงปืนใหญ่ ขวักไขว่ปลูกหอรบ ครบตามจำนวนปืน พร้อมพลยืนยิงลั่น สั่นสเทื้ยนเลื่อนก้อง ครื้นครั่นปั่นป่วนห้อง แห่งฟ้ากาหล ฯ

โคลง ๔ ดำแคงแรงลั่นก้อง กาวิง
สมเด็จมหาสุรสิงห นาจเจ้า
ดำรัศจัดปืนยิง แย้งยุทธ
โปรยสินาดสาดเป้า ปราบห้างหอรณ ฯ
๏ อากาศกัมปนาทครึ้ม ครึ้มครืน
ฟังบ่ขาดเสียงปืน ลูกไม้
ศัตรูมิอยู่ยืน ยังชีพ
ไฟกลบหอรบไหม้ หมดล้มจมลง ฯ
๏ ศาตรว์เสียสินาดทั้ง เสียทหาร
ปืนลูกไม้ไล่ผลาญ พล่านไหม้
คูค่ายทลายลาญ ลงแหลก
ม่านมิกล้ามาใกล้ กริ่งเป้งเกรงปืน ฯ
๏ อนึ่งนั้นทรงจัดให้ กองโจร
ลั่ง ๆ ดุจดังทโมน มุ่งจ้อง
เจนผลูจู่โจมโผน เผ่นแย่ง
กองเสบียงเลี้ยงท้อง ทัพข้าศึกสลาย ฯ
๏ ขุนเณรนามเจ้าหนุ่ม นายกอง
รบแต่โดยลำลอง เรี่ยวกล้า
หมู่ ๆ อยู่เมียงมอง เมิลม่ง
เสบียงม่านผ่านมาคว้า แย่งเข้าเอาเสีย ฯ
๏ ปฏิปักษ์หนักอกด้วย จวนอด
แท้จะทนทรหด ห่อนได้
งอเหงาเจ่าจิตจรด จักรบ ไฉนแล
ท้องกิ่วนิ่วหน้าให้ เหือดกล้าราวี ฯ
โคลง ๒ ทัพหลวงไทยลาดหญ้า ได้เปรียบแต่หากข้า
ศึกล้ำกำลัง  
๏ ยังมิโหมโถมให้ อริแหลกแตกลงได้
เหตุด้วยยังดึง ดันนา ฯ  
ฉบัง ปางเชษฐภาดาภูบดินทร์ ทรงสดับศัพท์ยิน
ยุบล ณ เบื้องเมืองกาญจน์ ฯ  
๏ ทัพกษัตร์ศัตรูผู้พาล ประเมินประมาณ
ประมวญก็มากมายมี ฯ  
๏ ทัพหลวงฝ่ายเราเข้าตี ชิงชัยไพรี
บ่ได้ประดุจดังใจ ฯ  
๏ เราผู้อยู่ฝ่ายสายใน เนาเนิ่นเกินไป
มล่อยมล้าอาการ ฯ  
๏ จักเสียเปรยบศึกฮึกหาญ เหล่าทวิษหลายทวาร
จะห่อจะหุ้มรุมรังค์ ฯ  
๏ แม้วเรารวนเรเก้กัง ห่วงหน้าห่วงหลัง
จะพล้ำจะเพลี่ยงเสี่ยงภัย ฯ  
๏ เกรงองค์อนุชนาถภูวนัย ไม่อาจเอาชัย
ริปูผู้ล้ำกำลัง ฯ  
๏ ผิวพะวงทรงกริ่งนิ่งฟัง ข่าวสารการยัง
จะช้ามิชอบเชิงรณ ฯ  
๏ จึ่งทรงดำรัศจัดพล รวมสองหมื่นคน
เสด็จ ณ ด้านกาญจน์บุรี ฯ  
โคลง ๔ ศุภฤกษ์เบิกโชคชี้ ชัยเฉลิม
พรั่งพหลพลเหิม เผ่าห้าว
เวรก่อจะต่อเติม ตามติด
ผู้วิกรรมนำก้าว อย่าก้าวหนาวหนี ฯ
๏ เดือนยี่ขึ้นเก้าค่ำ วันอา ทิตย์เอย
พระเสด็จพยุหยาตรา เตร็จน้ำ
คลาคล่ำส่ำเสนา เสณิ
พลนิกายพายจ้ำ เพ่งจ้วงทลวงชล ฯ
๏ พระชัยเชิญออกหน้า อวนินทร์
เรือพิมานเมืองอินทร์ เอิกอ้าง
ลำทรงดุจหงษ์บิน โบยโบก
เรือบุษบกพิศาลสร้าง ศักดิ์กล้าสากลย์
๏ เนาขนานน่านน้ำท่อง ชลธี
แนวขนัดอัดแอมี มากห้อม
รังรักษ์พระจักรี จอมเกศ
ท้องนทีทางพร้อม พรั่งล้วนขบวนรณ ฯ
๏ รอนแรมชลมารคม้วน มรรคะ
วันละวันปันถะ เถิบใกล้
ถึงท่าประชาปะ ประจักษ์
น้องท่านคอยรับไท้ ที่น้ำลำกาญจน์ ฯ
โคลง ๒ สมเด็จบวรราชเจ้า สู่พระเชษฐาเฝ้า
ข่าวข้าศึกถวาย ฯ  
๏ เชิญเสด็จสู่ด้าน ค่ายที่ตั้งคอยต้าน
ต่อให้เห็นฤทธิ์ กันแล ฯ  
๏ ทัพทวิษอิดอกไหม้ แม้ว่าเห็นทัพไท้
จักท้อทวีคูณ ฯ  
๏ ยินวัจนะพระน้อง พระพี่มีมติพ้อง
จึงไท้เสด็จทาง สถลแฮ ฯ  
โคลง ๔ ผองพหลพลพ่างเพี้ยง พลวิพุธ
เริงณรงค์ยงยุทธ ยิ่งกล้า
โยธีกระบี่ธุช ครุธพ่าห์
ทัพพระพุทธยอดฟ้า เฟื่องแคว้นแดนสมร ฯ
๏ เหล่าม้าพลพ่าห์พร้อม พรรลึก
ถวันถวัดอัศวาณึก เนื่องหน้า
ธงทวนกระบวนศึก สุดสง่า
ผกผงาดอาจข่มข้า เศิกเสี้ยนเตียนสลาย ฯ
๏ เหล้าช้างย่างไย่เยื้อง ยาตริก
ถนัดดั่งแรงแพลงพลิก ภาคพื้น
เสนาคชาณิก แนวเนื่อง
เศิกจะตกอกตื้น ตื่นผ้ายตกายหนี ฯ
๏ พลแผคงแต่งหมวกเสื้อ สักหลาด
ล้วนแต่แดงดูดาษ ดื่นก้ำ
ทุ่งเถื่อนเกลื่อนพนกลาด พลกลั่น
ปะวิปักษ์จักจ้ำ จู่จ้วงทลวงโจม ฯ
๏ สารทรงองค์เชษฐ์ผู้ พสุธา ธิปเอย
พระธินั่งเทพลีลา เลิศช้าง
รองเรืองเครื่องกุญชรา ภรณเพริศ
ทิวธวัชสลัดลมสล้าง สลับริ้วปลิวปลาย ฯ
๏ ศุภโยคโบกธุชไท้ กรีธา
พลพิชัยราชา เชิดเชื้อ
สังข์แตรแซ่สัญญา ขบวนยุทธ
จากบุรีกาญจน์เมื้อ มารคพื้นรณภูมิ์ ฯ
๏ สำเนียงนินนาทก้อง กำไร
แผ่ผกายค่ายไทย ลาดหญ้า
เนื่องแน่นแผ่นไผทใน นวีภาพ
ประจักษ์แก่ข้าศึกข้า ศึกคร้ามความเข็ญ ฯ

ร่าย สมเด็จราชภาดา องค์อนุชาชัยชาญ ทูลรายงานการศึก ว่าปัจจนึกหู่หด จวนจักอดอยู่แล้ว ไม่กล้าแกล้วกลางแปลง เห็นว่าแร่งอ่อนแอ้ มัวแต่ท้อแต่แท้ จุ่งไท้วายกังวล เทอญ ฯ

โคลง ๔ ฝ่ายเราเอาเปรียบด้วย ด้อมเมียง
ลอบลัดตัดลำเลียง อริร้าย
ศัตรูมิอยู่เพียง ใดดอก พระเอย
เสบียงยุบทุพภิกขผ้าย เผือดแค้นแกลนกลัว ฯ
๏ พระองค์จงปลดเปลื้อง ปริวิตก
ม่านมิอาจผาดผงก ผงับได้
ชอกช้ำระกำอก อึดอัด แล้วเอย
โอกาศแก่ข้าให้ หั่นห้ำทำสนอง ฯ
๏ เสด็จกลับทัพเถิดไท้ คืนธา นีเทอญ
เผื่อจะมีม่านมา มุ่งบ้าน
ปิ่นภูอยู่บัญชา กลางแหล่ง
เป็นที่อุ่นใจด้าน อื่นได้ในรณ ฯ
โคลง ๒ โปร่งปลอดเห็นสอดคล้อง กับที่องค์พระน้อง
ท่านชี้เชิงณรงค์  
๏ จึ่งนรินทร์ปิ่นหล้า พยุหยาตร์จากลาดหญ้า
หย่อนร้อนหฤทัย ท่านนา ฯ  

ร่าย ปางสมเด็จอนุชา พระเชษฐายาตรทัพ กลับคืนสู่พระนคร จึ่งพระบวรราชเจ้า เรียกข้าเฝ้าทูลลออง ทุกนายกองนายทัพ กำชับการกลศึก ว่าเมือดึดึกให้เดิน ทัพสู่เถินที่ลับ ครั้นเช้ากลับมาใหม่ ใส่กลให้ข้าศึก นึกว่าทัพเพิ่มมา ทุกเวลาทุกวัน อย่าให้ทันล่วงรู้ มันจะมุดคุดคู้ เร่าร้อนอ่อนใจ ฯ

โคลง ๔ สมเด็จพระเชษฐชี้ เชิงรณ แล้วเอย
พระเสด็จดำเนินพหล แห่งนี้
มวญหมู่พยูห์พล เพียงเพียบ พื้นแฮ
ปวงริปูลู่ลี้ หลบเข้าเนาหลัง ฯ
๏ เห็นเรามามากล้ำ กำลัง
ม่านมิกล้ามาประนัง น่าได้
เสงี่ยมสงบหลบอยู่หลัง แนวรบ
ก่นแต่กลัวมัวไหม้ มุ่งแพ้แลเห็น ฯ
๏ สองหมื่นมาเพิ่มให้ เห็นตน
ยังประสิทธิ์อิทธิผล แผ่กล้า
เราซ้ำกระทำกล กลอกกลับ
ให้ประจักษ์สักห้า หมื่นแม้นแมนมา ฯ
โคลง ๒ ไปกลับมากลับฉนี้ กลท่านก่อส่อชี้
ชักข้าศึกหลง ฯ  

กาพย์ธนัญชยางค์ ปางมวลพะม่า เนาเนินแนวผา เห็นไทยโยธา เพิ่มมาร่ำไป ช้างม้าผู้คน ดุจชลหลั่งไหล ธงทิวปลิวไสว ทุกวันทุกวัน ฯ

๏ ทัพแดงดาษดา กลับไปไม่ช้า ทัพอื่นกลับมา แน่นหนาเนืองกัน โห่ร้องก้องกึก คักคึกนี่นรร แนวรบครบครัน เข้มแขงแรงรณ ฯ

๏ ฝ่ายเราเซาซาน ตกปลักดักดาน เข้าปลาอาหาร ทรมานขัดสน มากมายฝ่ายเขา ฝ่ายเราอับจน ยากนักจักทน สู้รบปรบแรง ฯ

๏ ธรรมดาสงคราม ฝ่ายหนึ่งครั่นคร้าม ฝ่ายหนึ่งคุกคาม คำรามเข้มแข็ง ท่วงทีบีฑา ตั้งท่าทิ่มแทง ฝ่ายเหี่ยวเสียวแสยง จักดลผลใด ฯ

โคลง ๒ ใจริปูหู่ห้อย เหตุว่ามีปมด้อย
เดือดร้อนลาญทรวง ฯ  
๏ อกสั่นขวัญหลบลี้ ดูประหนึ่งบ้าจี้
จิตจ้อยคอยแพ้ อยู่นอ ฯ  
โคลง ๔ ปางไทยปิ่นทัพไท้ ทำกล
โดยอุบายถ่ายพล ลาดหญ้า
กลับไปกลับมายล ยาวยืด
สังเกตอาการข้า ศึกคร้ามครามครัน ฯ
๏ ท่วงทีดีได้ดั่ง เดาใจ มันนอ
พรึงพรั่นสั่นหฤทัย อยู่แล้ว
โอกาศพิฆาตใน คาบนี่ แลนา
ตรัศสั่งสพรั่งพลแกล้ว กลาดกลุ้มรุมตี ฯ
๏ ครืน ๆ ปืนลูกไม้ เล็งหมาย
ค่ายวิปักษ์หักทลาย ถล่มล้ม
มากหมื่นตื่นแตกตาย เตลิดแหลก
เจิ่นกระเจิงเพลิงห้ม ห่อไหม้ไพรี ฯ
๏ ทวยไทยไล่ตลบบ้อม ตลุมบอน
ปีนป่ายค่ายดัสกร เกลื่อนกลุ่ม
อำมหิดติดตามรอน รานรุก
นายไพร่ไล่เข้าขยุ้ม ข่มขยี้ขี่ขยำ ฯ
๏ ทุกค่ายพ่ายแพ้ล่า เร็วตลี ตลานเวย
ไทยนิกรต้อนตี แตกสิ้น
ทัพน่าพะม่าหนี ไปแน่ว
แล่นเตลิดประเดิดดิ้น ดักแด้แดปลิว ฯ

กาพย์พนัญชยางค์ ปางปดุงภูมี อัครเสนานี ตั้งหน้ามาตี กรุงเทพมหานคร ทัพหลวงหยุดยั้ง อยู่ยังแนวดอน ทัพนามาต้อน ตีไทยไพรี ฯ

๏ แต่กองลำเลียง ไม่ห่างทางเสี่ยง กองโจรไทยเมียง แย่งแทบทุกที่ คล่องแคล่วแนวผลู รบสู้ต่อตี ลำเลียงม่านมี แต่แพ้ร่ำไป ฯ

๏ กองทัพหลวงเอง ยังถูกข่มเหง โจรไทยไม่เกรง โฉงเฉงสุดใจ เลาะลัดขัดขวาง ตัดทางในไพร แยบย่องจ่องไว หลบหลีกปลีกตน ฯ

๏ สงครามครั้งนี้ เริ่มต้นไม่ดี โรคภัยยายี ลำเลียงขัดสน ทัพไทยลาดหญ้า ทัพพม่าประจญ เอาชัยเริงรณ ไม่ได้ดังใจ ฯ

๏ ปดุงยั้งตั้งอยู่ ช่องเปิดจักจู่ ทัพใหญ่ไปสู่ กรุงเทพทันใด แต่ว่าทัพน่า ชักช้าเกินไป ตรัศใช้ม้าใช้ เร่งให้ไปฟัง ฯ

๏ ม้าใช้ควบม้า ไม่ถึงช่องผา รีบควบกลับมา ว่าทัพกลับหลัง กองน่าแตกพ่าย รส่ำรสายเสริดสรัง ยับเยินเกินยั้ง ไทยไล่ราวี ฯ

๏ พระเจ้าปะดุง ยินข่าวหยาวยุ่ง ท่าทางนุงถุง เถิบถ่วงท่วงที ทัพน่าปราชิต ถูกติดตามตี หมายมาครานี้ ไม่สมดังปอง ฯ

๏ ลำเลียงเพลี่ยงพลาด เกิดโรคระบาด มากมีฝีดาษ คนตายก่ายกอง จักรอต่อติด ก็ผิดทำนอง ไม่เห็นมีคลอง จักสิทธิ์สมใจ ฯ

๏ ความไม่ประมาท ดีกว่าไม่ขลาด ศึกไม่สมมาด มัวทำทำไม ไม่ไว้ใจทาง ไม่วางใจไทย โอกาศมีชัย มิใช่จักมี ฯ

๏ ทัพสยามสามหมื่น อึกทึกครึกครื้น แขงขันยันยืน เก้าหมื่นถอยหนี เจ้าม่านม้านกลับ เลิกทัพทันที ไม่รอราวี ทราบแน่แพ้ไทย ฯ

โคลง ๔ เจ้าปดุงกรุงม่านผู้ แพ้คราว นี้นา
เดชกระเดื่องเรื่องราว เลื่องแสร้
คนขามพระนามคาว เคยคิด
ว่าไม่รู้จักแพ้ แต่แพ้แก่ไทย ฯ
๏ เก้าทัพคับคั่งเข้า คามคุก
โอบจะล้อมอ้อมรุก ไล่กว้าน
เม็งม่านจะพล่านพลุก พร้อมพรั่ง
ถูกทัพรับห้าด้าน ดักแด้แดดาย ฯ
๏ ทำศึกนึกไม่แพ้ นึกผิด
ไฉนจึ่งมาปราชิต เช่นนี้
เสี้ยนหนามจะหยามฤทธิ์ ลือเลื่อง
อกกระอักศักดิ์กี้ สุดกู้กูเอ๋ย ฯ
โคลง ๔ ฝ่ายองค์อนุชนาถเจ้า จอมทัพ
ปราบริปูยู่ยับ ลาดหญ้า
ศึกเสร็จเสด็จกลับ กลางเถื่อน
ยินกล่าวข่าวพม่าข้า ศึกข้างทางสถล ฯ
๏ จมูม่านด้านหนึ่งเบื้อง เมืองทวาย
พลประมาณหมื่นชาย เชี่ยวกร้าว
แดนราชบุรีราย เรียงค่าย อยู่แฮ
เดินผ่านด่านเจ้าขว้าว ล่าช้ามาถึง ฯ
๏ ธรรมายมราชทั้ง สองนาย
หลับบ่รู้รแคะรคาย ข่าวแสร้
ม่านเล่าก็เดาดาย ดูโง่
ไม่ทราบทัพกษัตร์แพ้ เพิดแล้วแนวกาญจน์ ฯ
๏ สมเด็จสีหราชรู้ ไพรี ล้าแฮ
ดำรัศจัดโยธี ทุ่มก้าว
โจนจ้วงทลวงตี พม่าแตก
เม็งม่านด่านเจ้าขว้าว ไขว่เคว้งปุเลงหนี ฯ
โคลง ๒ มหาสุรสิงหนาทเจ้า คืนนครจรเฝ้า
เชษฐ์ไท้นรินทร ฯ  
๏ ตีพม่าล่ากลับบ้าน สำเร็จศึกสองด้าน
ปักใต้ฝ่ายเหนือ เหลือนา ฯ  

ร่าย สององค์ทรงปฤกษา กนิษฐภาดาเสด็จใต้ องค์เชษฐ์ไท้เสด็จเหนือ ศัตรูเหลือสามด้าน สองเสด็จต่อต้าน แยกย้ายอุบายยุทธ นานา ฯ

โคลง ๔ ปันราชภาระแล้ว ฤานาน
ดำรัศจัดยุทธการ กาจถ้วน
กรรหายนิกายหาญ เหิมจิต
ชลมารคมากขบวนล้วน เรี่ยวกล้าราวี ฯ
๏ เดือนสี่ ๑๑ ค่ำขี้น วันศุกร
เกศกษัตร์รัฐประมุข มิ่งหล้า
คั่งคับทัพอธิปทุก น่าที่
พลพระพุทธยอดฟ้า ฟ่องน้ำลำเหนือ ฯ
๏ พยุหยาตร์นาทยเมื้อ เมืองอินท์
หยุดประทับพลับพลายิน ข่าวเสี้ยน
สมเด็จนฤบดินทร์ ดำรัศ
สั่งด่วนอย่าป้วนเปี้ยน ปล่อยช้าเชิงรณ ฯ
๏ ผิวสูมิรู้เล่ห์ โรมรัน
เศียรกับศอต่อกัน เกลือกหวิ้น
ชีวีบ่มีวัน ไว้เผื่อ ดอกเนอ
ศึกมิสิ้นจักสิ้น ชีพผู้นำพล ฯ

ร่าย ฝ่ายเจ้าเมืองตองอู จอมจมูพายัพ ตังทัพล้อมลำปาง ให้แยกทางพลท่อง ทัพจอข่องนรทา มาอยู่บ้านระแหง แขงกำลังตั้งค่าย อีกทางจ่ายพลพยู่ห์ มาอยู่ปากน้ำพิง สิงค่ายรายฝั่งน้ำ พลแผคงแรงก้ำ เรี่ยวแกล้วแนวรณ ฯ

โคลง ๔ ฝ่ายไทยในขณะตั้ง ขัดตา ทัพแฮ
ไป่ทราบศัตรูมา มากน้อย
หลายหลืบสืบสวนเอา การศึก
สร้างค่ายรายเรียงร้อย ปีกป้องปองรณ ฯ
๏ ข่าวพิฆาตลาดหญ้าเสร็จ สมหวัง
กรมพระราชวังหลัง หฤษฎ์ซึ้ง
สิ้นเรื่องเครื่องพว้าพวัง ส่วนใหญ่
ยังศัตรูอยู่กรึ้ง เกลื่อนหน้าเมืองเหนือ ฯ
๏ สั่งนายทัพหน้าเร่ง เร็วไป
เพอินพบนกกทุงใน น่านน้ำ
นึกว่าพะม่าไพ รีมาก มายเวย
ถอยกลับท่านจับซ้ำ สั่งให้ตัดหัว ฯ
๏ ปางนรินทร์ปิ่นราชย์เจ้า จอมสยาม
เถิบกระทงสงคราม คืบใกล้
ทัพหลวงล่วงสู่คาม ข้าวตอก
ตรัศสั่งวังหลังให้ เร่งเร้าราวี ฯ
๏ ปากพิงน่าที่ไท้ สถานพิมุข
เจ้าพระยาปลีบุก บั่นด้วย
สองทัพท่านขยับรุก ขยิ่มรบ
เพื่อจะเร่งเม็งม้วย ม่านเมื้อเมืองผี ฯ
๏ บ้านระแหงน่าที่ผู้ นำพล
กรมเทพหริรักษ์ถกล เกียรติ์แผ้ว
เจ้าพระยาพระคลัง (สน) อีกหนึ่ง
พญาอุทัยธรรมแกล้ว กาจกล้าราวี ฯ
๏ เดือนสี่แรม ๔ เช้า วันเสาร์
พลนิกายฝ่ายเรา เริ่มขยี้
วันเดียวเคี่ยวขับเอา ความชนะ ได้นอ
ม่านปากพิงวิ่งลี้ หลบง้าวตาวปืน ฯ
๏ กล่าวฝ่ายค่ายม่านบ้าน ระแหง เล่าแฮ
ทราบว่าทัพไทยแรง เรี่ยวเกรี้ยว
แขงมามิกล้าแขง ขันตอบ
ขยาดศึกนึกเข็ดเขี้ยว แข่งหน้าถาหนี ฯ

ร่าย ม่านปากพิงวิงแสยง ม่านระแหงหันหนี จึ่งภูบดีบัญชา ราชภาดาทรงศักดิ์ กรมหลวงจักรเจษฎา ยกโยธาคั่งคับ สมทบทัพเจ้าพญา มหาเสนานามยง ตรงขึ้นไปลำปาง วางเข้าตีปฏิปักษ์ หักเจ้าเมืองตองอู จมูบดีด้านเหนือ อย่าให้เหลืออยู่ได้ โทแม่ทัพสดับไท้ ท่องเต้าตามโอง การเอย ฯ

โคลง ๔ ตองอูสู่ภาคพื้น พายัพ
เชียงใหม่ไป่มีรับ รบรั้ง
โบชุกบุกเดินทัพ ทางสดวก
เกลื่อนกล่นพลม่านตั้ง ค่ายล้อมลำปาง ฯ
๏ พระยากาวิละห้าว หาญศึก
ปัดวิปักษ์ฮักฮึก เหิ่มห้อม
ตองอูมิรู้นึก นึกผิด
รบอยู่สี่เดือนล้อม ไป่ล้ำลำปาง ฯ
๏ ทัพกรุงพุ่งตัดต้อน ตีโหม
ฝ่ายพม่าหันหน้าโถม ถ่วงสู้
ทัพเมืองเนื่องกันโจม ตีขนาบ
ขอบข่ายค่ายม่านบู้ บุบบี้หนีถลา ฯ

ร่าย ศึกฝ่ายเหนือสำเร็จ สมเด็จปรโมรุราช ให้พญากาวิละ ครองรัฏฐะเชียงใหม่ หฤทัยใฝ่บำรุง ผดุงประชาราษฎร แล้วภูธรเลิกทัพ กลับกรุงเทพมหานคร คอยข่าวบรปักใต้ ซึ่งพระน้องท่านไท้ ท่องท้องทเลไป ปราบแฮ ฯ

โคลง ๔ มากด้านม่านมากด้วย เดชะ
คิดจะเข้าเอาชนะ ชเนศไท้
สี่ด้านท่านปราบประ หารป่น ไปเฮย
ยังแต่เพียงปักใต้ จักต้านทานไฉน ฯ
สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ