ในราชมณเฑียร

โคลง ๒ เวียงสยามงามยิ่งแก้ว กิตติศัพท์จับจิตแจ้ว
แจ่มพื้นบูรพา ภาคแฮ ฯ  
๏ ปราสาทนฤปนาทเจ้า ผาดผุดดุจแก้วเก้า
ก่ำห้องเวหน ฯ  
๏ นางในไกรลักษณ์ล้วน แจ่มเจิดเทิดแท้ถ้วน
ทุกหน้านารี ฯ  

ศรีสนม

โคลง ๔ ยุวดีศรีนิเวศน์ผู้ พระสนม หนึ่งนา
คนโปรดโชติชูชม ชื่นหน้า
สวยสาวสพราวสม บูรณ์รูป
มารยาตร์ดังหยาดฟ้า ฟ่องพื้นปัฐพี ฯ
๏ นวลแน่งแต่งแง่พริ้ม เพราลักษณ์
เพ็ญประภัศร์ผัดภักตร์ ผ่องแผ้ว
ดังจี่ฤดีจัก จูงเสน่ห์
องค์อ่าอาภรณ์แพร้ว เพริศพร้อมจอมขวัญ ฯ
๏ ชั้นในนางสพักผ้า แพรครอง
ชั้นนอกสไบกรองทอง ทาบเนื้อ
กรายกรอ่อนลำยอง เยาวลักษณ์
ย่างยาตร์บ่ายบาทเมื้อ ม่งไท้มณเฑียร ฯ
๏ เกศก้มประนมนิ้วนอบ นฤบดินทร์
สมเด็จสุริยามรินทร์ เลื่องหล้า
นงลักษณ์ภักตร์เพียงอินทุ์ เอมจิต
แย้มลไมในหน้า แน่งเนื้อนวลฉวี ฯ
๏ เจ้าอยุธย์สุดสวาดิ์เจ้า จอมสาว นี้นา
สมัยเมื่อหนาวภัยหนาว เภทพ้อง
นางอื่นบชื่นคราว ทุกข์ข่ม
รบยิ่งร้ายยิ่งร้อง ร่ำไห้ใจหาย ฯ
โคลง ๒ ขุนสยามยามรุ่มเร้า นงโพธตัวโปรดเฝ้า
ค่อยฟื้นคืนใจ ท่านนอ ฯ  
๏ โอบองค์อรอุ่นอุ้ม อกพี่อัคนีกลุ้ม
เมื่อเจ้าจากไป ครู่แฮ ฯ  
๏ ศรีสนมสมเพชท้าว จักผ่อนความร้อนร้าว
ชักให้ไปเพลิน อื่นนา ฯ  
๏ แสร้งสกิดนำจิตเจ้า บ่ายเบี่ยงเกี่ยงงอนเง้า
ยั่วให้เจรจา รักแล ฯ  
นางทูล พระองค์ทรงรักข้า เรืองคุณ
เพราะพึ่งมาพึ่งบุญ บาทเจ้า
ไป่ช้าพระการุณ จักร่วง โรยแฮ
เบือนเบื่อเมื่อแก่เถ้า ทอดทิ้งทางถุล ฯ
๏ ความรักชักชื่นชู้ ชูกมล
ดังอุบลบานบน น่านน้ำ
คราวโรยระโหยตน ตกต่ำ
ชื่นบช้าจักช้ำ ชืดชื้นฝืนไฉนฯ
๏ โบราณท่านกล่าวข้อ ขำคม
ยามยากอยากทัดดม ดอกหญ้า
คาบนี้บ่มีสนม ใหม่เนื่อง มานา
กว่าจะมีคงช้า ชอกช้ำรำคาญ ฯ
๏ ข้าบาทชาติดอกหญ้า สามิภักดิ์
มั่นม่งความจงรัก รับใช้
เจียมกายบ่หมายศักดิ์ สูงส่ง
รองบาทอธิราชไท้ ดั่งท้าวเธอถวิล ฯ
โคลง ๒ จอมราชย์สวาดิ์สุดซึ้ง เสียงนุชดุจน้ำผึ้ง
ยิ่งเร้าใจรัก รึงแล ฯ  
พระดำรัศ ทรามเชยเฉลยเล่ห์ล้อ ลองใจ เรียมฤา
พี่มิเคยมีใคร เช่นเจ้า
นานนิตย์สนิทใน เสน่ห์นุช
ใคร่มิคลาศขาดเคล้า คู่น้องครองนาง
๏ แต่ในขณะนี้ มีศึก
ทึกหทัยไตรตรึก เกลือกแพ้
อดสูริปูคึก คักข่ม
เจ็บจิตคิดก่อแก้ กอบกู้ชูไฉน ฯ
โคลง ๒ ยินคำดำรัศไท้ นงลักษณ์ชักพูดให้
หย่อนท้อหฤทัย ท่านแฮ ฯ  
นางทูล ทรงศักดิ์รักเลี้ยงกอบ กรุณา ข้านอ
เป็นบาทบริจาริกา กิจเกื้อ
ยามค่ำย่ำฆ้องมา เคียมคู่ อยู่แฮ
โมงปลอดเปรียบถอดเสื้อ เกราะกั้นภยันตราย ฯ
๏ พระองค์จงยับยั้ง ยินยล
พักผ่อนหย่อนกังวล เวี่ยต้อง
อ่าองค์โสรดสรงชล ชูชื่น เถิดรา
สดับประเลงเพลงร้อง ซึ่งข้าขับถวาย ฯ
นางขับ พระยาครุฑสุดเสน่ห์เสวนะ ประโลมพระมหิษีกากีขวัญ
ขอเชิญนางพางชีวีฉวีจันทร์ สู่สวรรค์กับข้าปักษาทิตย์
จะอุ้มองค์วงโอบลโมภรัก มั่นสมัคเยาวมาลย์สมานจิต
หมายตระโบมโฉมตรูคู่ชีวิต สิงสถิตเป็นถนิมสิมพลี
อุ้มกันดาพาเฝ้าเจ้าศิขร ได้ชมฟ้อนอัจฉรามารศรี
จับระบำรำเล่ห์ประเวณี บำเรอบาทพระศุลีศรีบรรพต
จะพาเลาะเหาะเหิรดำเนินหาว ทั่วทุกด้าวทุกสถานวิมานหมด
ทั้งสระสวนสรวงสวรรค์ชั้นโสฬศ ไม่เหือดหดหรรษาสุขาลัย ฯ
โคลง ๒ ยินขับจับจิตท้าว หทัยที่ร้อนหย่อนร้าว
ยั่วยิ้มอิ่มใจ ท่านแฮ ฯ  
๏ ทรงสรวลชวนกล่าวแก้ คำบ่งไป่ตรงแท้
ที่น้องขับขาน นั้นนา ฯ  
พระดำรัส คำขับศัพท์ใช้ว่า เยาวมาลย์ นั้นเนอ
ไป่เฉียดพงษาวดาร เด็จกล้า
ควรขับศัพท์สังวาลย์ เวียนเวี่ย
ธรรมธิเบศร์พี่ข้า แต่งเกี้ยวกากี ฯ
นางทูล โปรดข้าอย่ายกข้อ คำแฝง มาเลย
ข้าใช่ตั้งใจแสลง เลศอ้าง
เรื่องราวกล่าวสำแดง ดังตรัศ นั้นนา
ถ้อยประเทียดเฉียดข้าง ใช่ข้าพาที ฯ
๏ ใจความตามที่อ้าง พญาครุธ
ว่าจะพานงนุช เที่ยวถ้วน
นางในหทัยดุจ เดียวหมด
คราวราชประพาศล้วน ใคร่ได้ไปตาม ฯ
โคลง ๒ เสียงนุชดุจตัดพ้อ นงลักษณ์ชักขุ่นข้อ
ที่ไท้ไม่พา เที่ยวแฮ ฯ  
พระดำรัศ นางเอยเฉลยเลศล้ำ รำพึง
ใคร่ประพาศคาดคนึง นึกแค้น
ทรามวัยหทัยตรึง ตรึกอยู่ ฉนั้นแน
พี่ก็มีใจแม้น กับเจ้าเยาวภา ฯ
๏ ขณะนี้มีศึกร้าย ราวี
ตูจะต้องต่อตี ตอบโต้
จัดทัพสรรพพหลมี ฤทธิ์เรียว แรงแฮ
เศิกจะขืนยืมโกร้ กลุ่มสู้อยู่ไฉน ฯ
โคลง ๒ จอมอยุธย์หยุดนิ่งจ้อง ทอดพระเนตรมุมห้อง
ดั่งท้าวมัวมเมอ ฯ  
๏ นงเยาว์เดาจิตท้าว ว่านึกออกศึกห้าว
รบสู้อยู่นัว เจียวนอ ฯ  
๏ ผิวพระภักตร์ชักเข้ม ทรงพิโรธโอษฐ์เม้ม
เพลี่ยงพล้ำจวนแจ กมังนา ฯ  
๏ อีกครู่ดูดั่งร้อง ฮิ้วโห่ไชโยก้อง
ศึกแพ้แก่เรา แล้วฮา ฯ  
๏ ผินพระภักตร์ยักย้าย เนตรเนื่องไปเบื้องซ้าย
นิ่งยิ้มอิ่มหทัย ท่านฤๅ ฯ  
๏ คนึงดัง ๆ ดั่งบ้า ฝันตื่น ๆ ชื่นหน้า
ไม่รู้สึกองค์ แน่แฮ ฯ  
ทรงคนึงดังๆ กษัยศึกระลึกแก้ว กลอยใจ
นวลลอองยองใย ยั่วแย้ม
กานดาประภามัย ปราโมทย์
ขนงเนตรเกศกรรณแก้ม กึ่งล้านฤาเสมอ ฯ
๏ จากเวียงเคียงคู่น้อง นวลอุไร
พระธินั่งศรีสมรรถชัย เชิดก้ำ
จากท่าชลาลัย เร็วล่อง
พระประเทียบเลียบลำน้ำ แน่งน้องปองชม ฯ
โคลง ๒ ยินคำพระพร่ำเพ้อ นงลักษณ์ชักหน้าเก้อ
จึ่งแกล้งกล่าวสะกิด ท่านนา ฯ  
นางทูล พระองค์ทรงทราบข้อ ความหมาย
แห่งสุรางค์นางหลาย แต่ล้วน
ตัวสั่นจะผันผาย ตามเสด็จ
ทุกที่เถื่อนทางถ้วน ถิ่นถ้ำลำธาร ฯ
๏ การศึกนึกแน่ได้ ชัยชนะ
อริบ่รอต่อพระ เดชได้
ทกข์โศกโรคภัยพะ พานพยาธิ์ ปราศเทอญ
พึ่งพระบารมีไท้ ทั่วทั้งวังเวียง ฯ
โคลง ๒ เสียงนุชสดุดจิตให้ รู้สึกพระองค์ได้
ดั่งฟื้นตื่นนิทร์ นานนา ฯ  
๏ สุดสุบินปิ่นหล้า บงเนตรเกศนวลหน้า
แน่งน้อยกลอยใจ ท่านนา ฯ  
๏ พิศภักตร์รักรุ่มเร้า หทัยธปลื้มลืมเศร้า
ดั่งแสร้งแปลงใจ พระเอย ฯ  
พระดำรัศ นงพงายาจิตผู้ เพ็ญลักษณ์
เจ้าอยู่คู่เคียงภักตร์ พี่แผ้ว
ศฤงคารสราญรัก เริงรื่น
อื่นใช่หญิงยิ่งแก้ว เยี่ยงแก้วแววตา ฯ
๏ ว่างงานวารเหมาะเมื้อ เมืองไหน ดีแม่
ฤาจะใคร่ชมไผท เถื่อนถ้วน
ท่อธารลหานไศ ลเลื่อม ลายแล
ล้วนแต่ความงามล้วน ยิ่งล้วนชวนชม ฯ
๏ ปักใต้ไพรพฤกษ์พร้อม เพรียงเพรา
น้ำตกตกจากเขา เขตกว้าง
ฝ่ายเหนือพี่เหลือเดา ความสนุกนิ์
เจ้าจะไปไหนบ้าง จุ่งแจ้งแหล่งถวิล ฯ
โคลง ๒ นางฟังหยั่งว่าไท้ ลืมวิตกอกไหม้
อย่างน้อยชั่วขณะ หนึ่งนา ฯ  
นางทูล พระคุณบุณยโศลกแปล้ ปราศเปรียบ
ยูงบ่เยียมเทียมเทียบ ศักดิ์ไท้
การุญอดุลย์เพียบ พื้นโลก
ปกปักรักราษฎร์ให้ เหตุร้ายมลายสูญ ฯ
๏ ดำรัศแก่ข้าว่า ทรงศักดิ์
มีประสงค์ทรงตระหนัก จิตไท้
ข้าใคร่แห่งไหนจัก โดยเสด็จ
ปิ่นราชย์ประพาศใต้ ฤเมื้อเหนือหน ฯ
๏ ข้าบาทอาจทราบได้ ฉันใด เล่านอ
ควรนาถประพาศไหน นี่นั้น
ทรงศักดิ์จักถามใคร ดีกว่า องค์เอย
ใกล้ห่างทางยาวสั้น สุดแท้แต่นรินทร์ ฯ
โคลง ๒ ยินตอบชอบชื่นแท้ ฤทธิ์รักหนักเพียบแปล้
ติดต้องหฤทัย ท่านแฮ ฯ  
พระดำรัศ ประเพณีมีแต่เบื้อง โบราณ นะแม่
ปิ่นราชย์ประพาศนาน นัดเมื้อ
จำจัดบัตรหมายการ เตรียมเนิ่น ไว้นอ
รอบคอบระบอบเกื้อ แต่กี้มีมา ฯ
๏ คาบนี้มีอริร้าย ราวี
คอยเมื่อปราบไพร เพิดแล้ว
จึ่งคิดเที่ยวชลธี สถลถิ่น เทอญแม่
เลียบราษฐ์ไป่ปราศแก้ว เนตรผู้ตูสงวน ฯ
๏ ลำเลิงเชิงนิราศเร้า ใจรวน
นิราศบ่คลาดองค์อวล อิ่มชู้
เรียมร่ำใช่กำศรวญ ศรีปราชญ์
เหตุบ่ห่างนางผู้ พ่างแก้วแววตา ฯ
โคลง ๒ ชวนคุยตลุยเล่ห์นี้ เหือดวิตกอกจี้
จิตเจ้าจอมสนม สมนา ฯ  
นางทูล แก้วกวีศรีปราชญ์ก้อง กำศรวญ
จากจุฬาลักษณ์นวล หนุ่มหน้า
เชิงแต่งแปร่งแปรปรวน ไป่แน่ นอนเลย
รอยจุดดุจไฝฝ้า แต่ล้วนชวนหมาง ฯ
๏ เลื่องชื่อลือพจน์แผ้ว ไพศาล
คงไม่เหลวแหลกลาญ เล่ห์อ้าง
ต้นร่างบุราณกาล คัดทอด มานา
บ้างผิดบ้างถูกบ้าง เลอะเปื้อนเลือนเหลว ฯ
๏ ลูกโหรโลนเล่นลิ้น ลามลวน
เรื่อยร่ำรำจวญครวญ คลั่งคลุ้ม
เสี่ยงคอมิพอควร คอขาด
คำแช่งแต่งให้คุ้ม “ดาบนี้คืนสนอง” ฯ
๏ กำศรวญครวญใคร่หน้า นวลจุฬา ลักษณ์แล
ศรีปราชญ์ปราศชีพลา โลกแล้ว
ถ้อยคำพร่ำพรรณนา ไว้เนิ่น
จึ่งกระจัดกระจายแคล้ว คลาสเค้าเลาเดิม ฯ
๏ พระองค์ทรงภพผู้ เพ็ญเสถียร
ทรงราชนิพนธ์เพียร พจน์ไว้
จักอยู่คู่มณเฑียร ทีฆะ
เหตุบ่มีเหตุให้ ห่วงห้วงรลวงลาญ ฯ
โคลง ๒ ทรงฟังดังสกิดให้ หวนระลึกศึกใกล้
กลัดกลุ้มรุมรึง ฯ  
๏ เมื่อเทียบมณฑิรไท้ ฟังดั่งลางหมางไหม้
เปรียบฉนี้เป็นไฉน ฯ  
๏ หทัยธเหือดเลือดแห้ง ถนัดดั่งหญ้าน่าแล้ง
อกโอ้อึดอัด นักเอย ฯ  
ทรงคนึงดังๆ มณเฑียรเทียรฆะแท้ เทียมไศ ลฤา
จักอยู่เพียงใดใคร ทราบเค้า
ไอสูรย์อิฐปูนไป เป็นปุ่น
เมื่อริปูจู่เข้า หั่นห้ำทำลาย ฯ
โคลง ๒ นางนั่งสังเกตเจ้า อกดั่งครกตำเข้า
พลาดแล้วสิเรา ฯ  
๏ พลั้งปากยากยิ่งแท้ จำจะเพียรเปลี่ยนแก้
เพื่อท้าวหย่อนหทัย ฯ  
นางขับ โฉมกากีศรีสวาดิ์ราชอิตถี ฟังปักษีโสภาพฤกษาศัย
นึกนิยมรมเร้าเย้าหทัย แต่ทรามวัยแข็งขืนฝืนพระองค์
เจ้าเป็นชายชาญสกาบาศกะ หมายชนะสกากามตามประสงค์
ไม่หลีกบาปหลาบกรรมทำทนง ไม่เกรงองค์จักรพรรดิ์ภัสดา
ถือว่าดีดูดู๋มาดูหมิ่น ชล่าลิ้นเฉลยลมอมมุสา
น้ำคำดังกฤชคมข่มอุรา สักแสนคดวาจาที่รำพรรณ
จงทราบว่าเราไซร้มิใช่เยาว์ ย่อมรักเผ่าสงวนพงษ์วงรังสรรค์
สกุลหงส์ใช่กาผกากัญจน์ อย่าดึงดันคิดคดอย่างลดเลี้ยว ฯ
โคลง ๒ เสียงหวานบานจิตไท้ คำขับจับแทบได้
ว่าได้ยินมา ก่อนนอ ฯ  
๏ นางดูภูธเรศเศร้า เห็นพระภักตร์ปิ่นเผ้า
ละห้อยน้อยลง ฯ  
๏ นงเยาว์เดาถูกต้อง ว่าสดับขับร้อง
รื่นเร้าเบาหทัย ท่านแฮ ฯ  
นางขับต่อ เจ้าวิมานศาลมลินยินสนอง ฟังทำนองถ้อยคำฉ่ำเฉลียว
ไม่แสดงอารมณ์ว่ากลมเกลียว ดูเด็ดเดี่ยวถ้อยคำที่รำพรรณ
อ้าอนงค์ทรงโฉมประโลมเนตร พี่เชิญเจ้าเนานิเวศน์เขตสวรรค์
โลกมนุษย์สุดเศร้าไม่เท่าทัน ได้ชมชั้นดาวดึงษ์ถึงภวรรค
อันนางในปัฐพีไม่มีเช่น ได้เปลี่ยนเป็นเทวดาสง่าศักดิ์
พูดในส่วนกรรมสิทธิ์สฤษดิ์รัก ก็แล้วแต่นงลักษณ์จะปราณี ฯ
๏ เจ้าเป็นชายหมายมาจะพาเหิร ให้เพลิดเพลินฟากฟ้าพฤกษาศรี
วิมานงิ้วลิ่วอร่ามงามรุจี หวังจะให้นารีสามิภักดิ์
สิมพลีพรรลึกพฤกษชาติ ตามคัมภีรธรรมศาสตร์ปราชญ์ประจักษ์
ว่าเป็นเครื่องลงโทษชนโฉดรัก ซึ่งลอบลักก่อเกิดเลมิดกาม
หญิงมีชู้รู้เช่นที่เป็นคู่ กับชายชู้เชิงกรรมอันส่ำสาม
ต้องไต่ตีนปีนลิ่วต้นงิ้วงาม หนาด้วยหนามเหล็กกล้าสาแก่ใจ ฯ
๏ พระยาครุฑตอบว่าเจ้าอย่าหมอง จะพาน้องถาบถาปักษาไศรย
ถึงในชั่วพริบตาพฤกษาลัย มิต้องให้ปีนป่ายขายหน้าน้อง
เจ้าจะเปลี่ยนชีพมนุษย์สุดสง่า แปลงไปเป็นเทวดาได้คล่อง ๆ
ไม่ต้องเจ็บต้องตายย้ายทำนอง ไปอยู่ครองชีพสวรรค์นิรันดร ฯ
โคลง ๒ ทรงสดับประทับยิ้ม พระภักตร์ชักกรุ่มกริ้ม
ชุ่มชื้นชื่นใจ ท่านนอ ฯ  
พระดำรัศ กลอนขับนับว่าได้ ความดี อยู่แม่
ตัวอย่างนางกากี ตรัศกริ้ว
คบชู้สู่สามี เวียนวัฏ
ชาริณีนางงิ้ว เงื่อนนั้นหรรษา ฯ
นางทูล พระองค์ทรงทราบถ้อย ทางควร
เชิงประพันธ์อันอวล อรรถกู้
เค้าเคล็ดเขบ็จขบวนมวญ มาโนชญ์
ดั่งพระนารายน์ผู้ เพริศแพร้วแววกวี ฯ
๏ บรมไตรย์โลกนาณเผ้า เพ็ญพงษ์
สมเด็จทรงธรรมทรง ทีปไท้
พระบาทราชบิตุรงค์ บรมโกษฐ
ชนย่อมยกย่องไว้ ว่าแกล้วการกลอน ฯ
๏ อยุธยากว่าสี่ร้อย พรรษา แล้วแฮ
สาบสิมสามราชา ก่อนกี้
ไป่มีกวีวา ทะกษัตร์ สยามเลย
เว้นแต่สี่องค์ชี้ เชิดชั้นวรรณคดี ฯ
๏ พระองค์ทรงนิราศไว้ เฉลิมนาม พระเทอญ
วรรณคดีดีงาม เงื่อนแท้
เจือจุนสุคุณความ ไพเราะ
ดังสุคันธ์อันแม้ หมื่นมื้อฤารเหย ฯ

ร่าย ทูลพลางนางสังเกต เห็นภูวเนตรนิ่งนึก ลึกระวังลังเล นงคราญคเนแน่แล้ว เปล่งขับจับจิตแล้ว แจ่มน้ำคำไข ฯ

สวรรค์ชั้นกวี

นางขับ สรวงสวรรค์ชั้นกวีรุจีรัตน์ ผ่องประภัศร์พลอยหาวพราวเวหา
พริ้งไพเราะเสนาะกรรณวัณณนา สมสมญาแห่งสวรรค์ชั้นกวี ฯ
๏ อิ่มอารมณ์ชมสถานวิมานมาศ อันโอภาศแผ่ผายพรายรังสี
รัศมีมีเสียงเพียงดนตรี ประทีปทีฆรัสสะจังหวะโยน
รเมียรไม้ใบโบกสุโนคเกาะ สุดเสนาะเสียงนกซึ่งผกโผน
โผต้นนั้นผันตนไปต้นโน้น จังหวะโจนส่งจับรับกันไป
เสียงนกร้องคล้องคำลำนำขับ ดุริยศัพท์สำนึกเมื่อพฤกษ์ไหว
โปรยประทิ่นกลิ่นผกาสุราลัย เป็นคลื่นในเวหาศหยาดยินดี ฯ
๏ บังคมคัลอัญชลีกวีเทพ ซึ่งสุขเสพย์สำราญมาณศรี
ณภพโน้นในสวรรค์ชั้นกวี แลภพนี้ในถ้อยที่ร้อยกรอง
ไม่มีเวลาวายในภายน่า เนาในฟ้าในดินทั้งถิ่นสอง
เชิญสดับรับรศบทลบอง ซึ่งข้าปองสดุดีกวีเอย ฯ

ร่าย ภูมินทร์ยินนางขับ จับหฤทัยจอมไผท ใสสำเนียงเพียงพิณ ยินย่อมยินดีสดับ ศัพท์เสาวรศพจน์พร้อง ฉอเลาะเสนาะเสน่ห์น้อง สนิทน้ำคำเสนอ ฯ

พระดำรัศ พระออกพระโอษฐ์เอื้อน โองการ
เจ้าเฟื่องเรื่องโบราณ เลศดั้ง
โคลงฉันท์กาพย์กลอนการ กวีวากย์
พี่เล่นมาแต่ครั้ง ชนกไท้ธรณินทร์ ฯ
๏ เคยเขียนเพียรพากย์คั้น ครรโลง
เขย้อเขย่งแต่งยาวโยง เยี่ยงบ้า
ผูกพจน์รศลำโพง พวยพุ่ง
โขยกโขย่งโคลงยอดหญ้า โยกโย้โวหาร ฯ
๏ เชิญดูตูค่าเหล้น โคลงโลด โผนเทอญ
ยกค่อยอประโยชน์ เค่าเหยี้ยง
เอกโทษท่อยโทโทษ เทียบใฮ่ เห็นฮา
แปรแซร่งแปลงถูกเถี้ยง ท่วนถี้ดีแสดง ฯ
๏ เอกเจ็ดโทสี่ต้อง ตามตำ ราแฮ
โคลงแบบแยบคายคำ คิดเค้า
ลองเล่นมิเห็นสำ คัญดอก
ใช่สิ่งซึ่งควรเจ้า จักจ้องใจจำ ฯ
๏ โคลงดีดีด้วยรจ นานัย ไฉนนอ
ต้องจิตติดหฤทัย เทิดถ้วน
ไพเราะ รศคำ ไพ เราะ รศความ เอย
สองรศพจนล้วน พิทยล้ำจำรูญ ฯ
๏ เนานั่งพระธินั่งนี้ ดนูทรง
อิงแนบแอบนวลอนงค์ หนุ่มเหน้า
เชยชิดพิศวาสองค์ อรนุช
ใช่นิราศคลาดเคล้า คู่น้องครองสนม ฯ
๏ แต่นิราศอาจแต่งได้ โดยนัย
บ่นดั่งบ้าว่าไกล กลัดกลุ้ม
กรสอดกอดทรามวัย ไว้แนบ
โคลงแต่งแสร้งว่าคลุ้ม คลั่งร้างห่างสมร ฯ
โคลง ๒ จอมกษัตริย์ดำรัศชี้ แต่งนิราศอาจฉนี้
นึกข้อคำลอง เล่นแฮ ฯ  
๏ เสด็จโดยชลมารคต้อง ทรงสดับขับร้อง
เห่แจ้วจำเรียง ฯ  
โคลงเห่เรือ ฤกษ์งามยามราชเมื้อ มรคา
ขบวนพยุหยาตรา เตร็จน้ำ
พลพายผึ่งผายพา เรือรเห็จ
โห่เห่เร่เร็วจ้ำ เร่งจ้วงทลวงชล ฯ
กาพย์เห่เรือ เรือทรงองค์อยุธเยศ วันประเวศเขตชลธี
ลำตรูคู่ธานี มณีรัตน์ทัดเทียมกัน ฯ
๏ พระธินั่งไกรสรมุข ดวจดั่งมุกด์สุกเสาวพรรณ
เรืองรองม่านทองอัน รองเรืองรับกับกันยา ฯ
๏ จำเรียงเสียงมูละเห่ ช้าลวะเห่เหเห่มา
โผนผาดราชนาวา ดังดาวเด่นเผ่นชลธี ฯ
๏ เรือดั้งกั้งกันภัย กั้งกันไยภัยบ่มี
นึกภาพปราบไพรี ภัยลี้ร่ายพ่ายแพ้ไป ฯ
๏ เรือแซงแซงเปล่าเปล่า ใช่ว่าเจ้าเข้าเขตภัย
คู่ชักชักคู่ชัย เห่โห่แซ่แห่ภูมี ฯ
โคลง ๔ มัจฉาถลาเร่ลี้ แลหา
เห็นจะเห็นมัตสยา ยากได้
ไตรตรึกนึกนามปลา นึกโปร่ง
ดั่งหนึ่งปลามาให้ หัตถ์ชี้ชวนซม ฯ
กาพย์ ซิกซี้พระศรีสนม รื่นอารมณ์ชมนที
นานามัตสยามี ที่บ่งไว้ในตำรา ฯ
๏ ปลาใหญ่ในหนังสือ ท่านเรียกชื่อปลาโลมา
เมียผัวสองตัวปลา หนุนธรณีที่อาไศรย ฯ
๏ โลมาปลามีโลม ฤๅรูปโฉมเป็นฉันใด
สืบความถามใครใคร ก็ไม่รู้มันอยู่ลึก ฯ
๏ ลิ้นหมา ชีหวาศวัน ใช่ลิ้นสวรรค์อย่าหวั่นนึก
เสียงร้องก้องในทึก แต่ใช่เห่าเค้าสุนักข์ ฯ
๏ ลิ้นเสือ เชื่อหรือว่า คือชิวหาแห่งพยัคฆ์
เหตุใดใคร่ประจักษ์ จึ่งเรียกว่าปลาลิ้นเสือ ฯ
๏ ลิ้นควาย ว่ายแหวกวิ่ง ชิวหามหิงส์สิงใต้เรือ
ชื่อมันขันล้นเหลือ ชอบรศหญ้าหรือว่าไร
๏ สมญา ปลาขี้ควาย กระบือถ่ายไว้ที่ไหน
หางควาย หมายฉันใด แยบอย่างแยกแปลกใจจริง ฯ
๏ ปลาลิง วานรหรือ หรือว่าชื่อเชิงประวิง
นึกหน้า ปลาขี้ลิง ลิงถ่ายไว้ในวารี ฯ
๏ มัจฉาชื่อ ปลาเสด็จ ดังเรียมเสด็จเตร็จชลธี
กางกรช้อนยุวดี โอบองค์แนบแอบอรไทย ฯ
๏ สยุมพร เป็นนามปลา นึกรจนานงนวลใย
แปลกยิ่งทั้งมาไล ให้เจ้าเงาะเหมาะใจนัก ฯ
๏ ปลาชื่อพรหมหนวดพราหมณ์ ฟังยุ่มย่ามนามขลุกขลัก
นักบวชหนวดคึกคัก เดานึกหน้าน่าเดียจฉัน ฯ
๏ โอ้ว่า ปลาหมาแหงน โศกสุดแสนสงสารศวัน
ชูศอเมื่อยคอมัน ไม่ได้ขม้ำน่าช้ำใจ ฯ
๏ ปลาจิ้มฟันจรเข้ มีอุปเท่ห์เล่ห์กลใด
จิ้มฟันมันทำไม ฤาหมายลิ้มชิมอาหาร ฯ
๏ เทโพ ใช่เทวดา เป็นนามปลามาโบราณ
เทพา สมญานาน คู่มัจฉาปลาเทโพ ฯ
๏ มังกร ปลาเมืองจีน คล้ายปลาตีนแต่ตัวโต
สี่นัขศักดิ์อโข ถ้าห้านักศักดิ์ราชา ฯ
๏ ไส้ตันความป่วยเจ็บ ผ่าแล้วเย็บพอเยียวยา
เร็วเรียก ปลาหมอ มา ให้ช่วยผ่า ปลาไส้ตัน ฯ
๏ ปลาวาฬ สัตว์กินนม นึกไม่สมหน้าตามัน
จริงหรือที่ลือกัน ว่าเค็มขมนมปลาวาฬ ฯ
๏ปลามากผิวกล่าวมาก จักชักลากไปอีกนาน
จำกัดสัตว์ชลธาร ปิดบาญชีเพียงนี้เอง ฯ
โคลง ๒ งามเรือพระธินั่งเต้า ศรีสนมนอบเฝ้า
นบเฟี้ยมเคียมคัล ฯ  
๏ถึงท่าเรือประทับแล้ว ทรงตระกองน้องแก้ว
เสด็จขึ้นสู่สถล มารคแฮ  
ชมดง สถานสถลพลพยุหห้อม แหนองค์ พระเอย
ทรงเดชเสด็จเดินดง เผด็จเศร้า
อุ่นแนบแอบนงอนงค์ นวลแน่ง
คชพ่าห์ยาตราเต้า ไต่พื้นไพรพนอม ฯ
๏ ดอนดงส่งกลิ่นแก้ว มาถวาย
แก้วบุบผาคราสาย กลิ่นสิ้น
แก้วนางบ่วางวาย คันธรศ เลยแม่
หอมดังเห็นเป็นชิ้น เชิดชู้ชูถนอม ฯ
๏ สายหยุด หยุดก่อนแก้ว สถาวผกา
ยังมิสายอายอา ทิตย์แล้ว
โฉมฉายบ่อายสา มีราช
กลิ่นสุดสายหยุดแก้ว ไป่สิ้นกลิ่นอนงค์ ฯ
๏ มะคำ ใช่กนกไม้ เมอถวิล
นิลชื่อคือ อินทนิล ม่วงนั้น
ชะคราม ใช่ความฉิน เฉชื่อ
มะม่วง ไม่ม่วงอั้น อกตื้อคือไฉน ฯ
๏ สลัดได สลัดด้วยเหตุ ดังฤา
เห็นจะหนามตำมือ แม่นแล้ว
สลัดไดใช่อื่นคือ สลัดหัตถ์
ถูกฤอาจคลาศแคล้ว ไม่รู้ตูเดา ฯ
๏ ช้องนาง นึกน่าเก้อ เออไฉน
สาวสุรางค์นางใน แน่งน้อง
เกศาประบ่าสมัย นี้หมด
ใครบ่มีสอดช้อง เช่นใช้ในลคร ฯ
๏ ขานาง หมางไม่น้อย ในจิต
ไฉนจึ่งขาน่าคิด ขัดข้อง
ไม้เอ๋ยเอ่ยไม่สนิท นึกอด สูเอย
ปิดปากไป่อยากต้อง แตะต้นขานาง ฯ
๏ ไม้ต้อง นึกแนบต้อง นวลสตัน
(แต่มิใช่คำฉัน ชักชี้
โบราณท่านกล่าวกัน มาก่อน)
ล้วงควักน่าจั๊กจี้ จาบจ้วงทรวงนาง ฯ
๏ ปฏิพัทธ์รัดแกร่วแกร้ว กรึงกรัง อยู่นา
ดูดอก นางแย้ม ดัง นุชยิ้ม
ดวงจิตติดจังงัง งงเสน่ห์
แย้มพฤกษ์นึกไป่พริ้ม เช่นแก้มแย้มสรวล ฯ
๏ นามพฤกษ์นึกหนึ่งไว้ เป็นหลัก
แห่งสิเน่ห์นงลักษณ์ เลิศหน้า
สมญาว่า ต้นรัก รุกขชาติ
ความรักเป็นหลักกล้า หว่านล้อมออมขวัญ ฯ
โคลง ๒ สัตว์บกยกพวกผ้าย วุ่นวิ่งทิ้งถิ่นย้าย
ไม่ให้เห็นตัว มันเลย ฯ  
๏ อุบาทว์ ทวิบาท ทั้ง จตุบาท พหุบาท ตั้ง
แต่นี้สมมติ มานา ฯ  
โคลง ๔ พหุบาทชาติร้ายยิ่ง ยินแสยง
คือ ตะบองพลำ แรง เรี่ยวล้ำ
กายดังตขาบไฟแดง เด่นเดช
อาจจะรุกปลุกปล้ำ เสพย์ช้างกลางแปลง ฯ
๏ เหวย ๆ เฮ้ยสี่เท้า คชาธาร
เจ้าก็ชาติทหารชาญ ชื่ออ้าง
ตรับฟังระวังการ รไวกิจ
มันจะมากินช้าง อย่าไว้ใจมัน ฯ
๏ โฉมเฉลาเสาวภาคแผ้ว เพ็ญใจ พี่เอย
อย่าประหวั่นพรั่นหทัย ถิ่นนี้
แม้ตบองพลำใน แนวพนัศ
ก็มิอาจจู้จี้ จิตเจ้าเยาวภา ฯ
๏ โหยง ๆ โจ๋งโคร่ง คร้าม ภัยโผน
ดวจดั่งวายุโยน ย่านกว้าง
ห้วง ๆ กระจ้วงโจน จวนเหนื่อย
มันใช่สัตว์กัดช้าง ดอกน้องนวลฉาย ฯ
๏ คำโอง สัตว์เสพย์หญ้า ยืนกิน
ส่ายเสาะเลาะเล็มติณ เลียบเต้า
แผล็ว ๆ แว่วเสียงยิน หยุดเบิ่ง
มันจะอยู่ดูเจ้า จิตน้อมจอมสนม ฯ
๏ มังกร ขจรเดชด้าว แดนจีน
เห็นจะมังกรมีน แม่นแล้ว
ไวจริงวิ่งสี่ตีน บนบก
ช่วงโชติโอษฐ์คาบแก้ว ก่องกล้าตาไฟ ฯ
๏ มังกรเป็นชื่อใช้ เชิงแฝง ด้วยนา
ขึ้นเย่าเราขยะแขยง โยคเปลี้ย
ยักย้ายอุบายแปลง นามเปลี่ยน
ชื่อที่จริงคือ เหี้ย โหดร้ายมลายสิน ฯ
โคลง ๒ ทวิบาทชาติเลิศแท้ คือมนุษย์นั่นแล้
ถัดนั้นปักษี ฯ  
โคลง ๔ ชมนกยกแยกอ้าง อัดใจ จริงแม่
มันบ่บินถิ่นไพร พฤกษ์นี้
บ่ายเบี่ยงเลี่ยงหนีไป ไหนหมด
ไตรตรึกนึกชื่อชี้ ช่องใช้เชิงเดา ฯ
๏ ยางเสวย ตูข้าไม่ เคยเสวย
นึกไม่น่าเสวยเลย สักน้อย
ใครบ้างช่างกินเคย กินอร่อย
เชิญเฉลยเอ่ยถ้อย ถี่ถ้วนชวนเสวย ฯ
๏ นกยาง แยกประเภทต้อง ตำรา
หนึ่งนกยางกินปลา อิ่มเอ้อ
อีกชนิดวิปริตหา โลหิต ไม่เลย
คือนกยางรับเบ้อร์ บีบบู้ดูขัน ฯ
๏ นกเขา ใช่ชาติเชื้อ ชาวดอย
ใช่นกมีเขาคอย ขวิดได้
เสียงขันลั่นอรัญลอย ลมสู่ หูแฮ
จงประจักษ์ว่าใกล้ หมู่บ้านเรือนคน ฯ
๏ กระจอก จำต่องร่วม สมาคม
กับ กระจาบ จุรารมณ์ ไร่ข้าว
กระจิบ จุ่งเกลียวกลม กันเถิด
แซ่ร่วมรวมสามเส้า ศัพท์ก้อง ก จ ฯ
๏ กระเต็น กระตั้ว ร่วม กันสนิท
แต่ กระต้อยติวิด เวี่ยสร้อย
นกนาม กระติ๊ด ติด ใจชื่อ
ซึ่งรวมอักขรร้อย เรียกก้อง ก ต ฯ
๏ หัสดีลงค์ หนึ่งนั้น นามนก
มีหัสดิ์คืองวงงก เงิ่นเมื้อ
นึกเห็นเช่นวิหค ตุรไก่
ไทยเรียก ไก่งวง เนื้อ นุ่มแท้แดเกษม ฯ
๏ เป็ดพราหมณ์ นามหนึ่งนั้น จักรวาก
ไทยเรียก นกจากพราก ไม่พลั้ง
นามขาน ห่านแดง หลาก อีกเล่า
ทั้งนกทั้งเป็ดทั้ง ห่านพร้อมเพรานาม ฯ
๏ ศัพท์ หงษ์ จงหยั่งแจ้ง ในจิต เจ้าเทอญ
แปลว่าพระอาทิตย์ เทพไท้
ว่าห่านว่าเป็ดชนิด ต่างต่าง
แปลว่าควายก็ได้ ลึกล้ำตำรา ฯ
๏ อนึ่งหงส์เป็นชื่อใช้ จำบัง นามนา
เกาะเย่าเงาชิงชัง ชื่อแกล้ง
พูดเพี้ยนเปลี่ยนนามดัง เหมราช
ชื่อที่จริงคือ แร้ง โหดร้ายมลายผลาญ ฯ
โคลง ๒ นางฟังนั่งอิ่มหน้า ภูบดินทร์ ปิ่นหล้า
เลื่องแกล้วการกวี ฯ  
๏ ทูลถามความใคร่รู้ พระโปรดยกโทษจู้
โทษจี้จุกจิก เถิดรา ฯ  
๏ จักประพาศหาดห้วย ห้วงแห่งแหล่งเหนือด้วย
จวบด้าวเชียงอินทร์ ฤานา ฯ  
พระดำรัศ เชียงใหม่ในขณะนี้ เนาปลัก
เหตุหัตถ์แห่งปรปักษ์ เปรตบ้า
มอญม่านผ่านทัพหัก หาญห่ม
คงจะวุ่นขุ่นว้า เหว่คว้างกลางสมร ฯ
๏ วังทลายเวียงถล่มเที้ยน ถูกสลา ตันนอ
แถมอุทกภัยพา พัดเหี้ยน
ซ้ำไฟประลัยกา ละแลบ เลียแฮ
โบถวิหารผลาญเกรี้ยน กลบเกลี้ยงเชียงเนาว์ ฯ
๏ กรุงไกรใช่เช่นชี้ เชิงเดา นี้เลย
ศรีอยุธยาเนา เนิ่นได้
แสะสารทหารเรา หาญรบ
อาจพิทักษ์ไทยให้ สุดเสี้ยนเบียนสยาม ฯ
๏ ปีน่าฟ้าใหม่แผ้ว ภูลศักดิ์
เรียบราบปราบปรปักษ์ ปลิดกล้า
อริสิ้นอรินทม์จัก จรฝ่าย เหนือนา
นงโพธตัวโปรดข้า จักได้ไปดู ฯ
นางทูล นงโพธตัวโปรดนั้น คือใคร พระเอย
โชคจะดลคนใด เด่นหน้า
ร้อยนางสุรางค์ใน เนืองแน่น
คราวเสื่อมเอือมอกอ้า อ่วนโอ้โอสาน ฯ
โคลง ๒ โอบองค์ทรงรัดไว้ คนโปรดคือใครให้
ทราบด้วยกิริยา ท่านเทอญ ฯ  
นางทูล พระองค์ทรงถนัดแท้ ทุกนัย
กรองกาพย์เกลากลอนใคร จักสู้
แต่งต่ออย่ารอไป วันอื่น อีกเลย
พระนิพันธ์กลั่นกู้ กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงกรรณ ฯ
๏ กระดานชนวนนี่ข้า คอยจด
แต่ละบทละบท บ่เพี้ยน
พระทรงผจงพจน์ ไพเราะ ไว้เทอญ
เป็นฉบับแบบเที้ยน ที่ซร้องสรรเสริญ ฯ
พระดำรัศ นิราศประพาศเบื้อง ซึ่งมิเคยยาตรเยื้อง
แต่งได้ไม่ยาก ดอกนอ ฯ  
โคลงดั้น ภูเบศประเวศด้าว แดนเหนือ
ขบวนแห่แลเพรียงพราย เพริศแพร้ว
พังงาสง่าเหลือ งามเลิศ
ทรงประพาศห้วยแก้ว แก่งงาม ฯ
๏ ดอยสุเทพนรเทพไท้ เธอเสด็จ
พระประเทียบเป็นระเบียบตาม แบบกี้
ยานทรงดั่งหงษ์รเห็จ เหิรเผ่น ผาพ่อ
ศรีสนมเก้าอี้ สี่หาม ฯ
๏ บุบผชาติช่างฉลาดแสร้ง แปรงผจง กมังแม่
สั่งเก็บประทานนงราม เพื่อนไท้
แดงเอื้องม่วงเหลืองมง คลเนตร
จิตจ่อช่อกล้วยไม้ จ่ออนงค์ ฯ
๏ อุทกตกแต่เบื้อง บนผา
ซ่า ๆ หลั่งถลาลง โลดดั้น
เผ่นโผนกระโจนมา มุทลุ
อ่างรับเป็นชั้นชั้น หลั่นลง ฯ
๏ ขาว ๆ สาวนุ่งฟ้า ริมฝาย
อีกประเดี๋ยวเดียวคง นุ่งน้ำ
อุทกจะปกกาย กุมแนบ นะเออ
ปลาจะปลุกปล้ำกล้ำ กิฬา ฯ
๏ เศียรมวยสวยมุ่นเกล้า เกลียวกลม
งามแง่แลกิริยา ยาตร์เยื้อง
ท้ายทอยดั่งหอยขม ขำสุด
เปล่งประดับด้วยเอื้อง อิ่มตา ฯ
สยามวิเชียรฉันท์ ประการฉะนี้พระศรีสนม ประคับประคองละอองธุลี
ผจงจะให้หทัยบดี ธคลายวิตกสทกระทม ฯ
๏ ก็ยินสำเนียงศราคนี สพรึบสพรั่งประดังระดม
ไผทสท้านจะลาญระบม ระบาญวิบัติณปัฐพี ฯ
โคลง ๔ สินาดกัมปนาทเพี้ยง ภูพัง
แสนสุรางค์นางวัง วุ่นว้า
ปืนดังบ่เคยดัง ดังเมื่อ นั้นเลย
รู้สึกดังศึกกล้า สู่ใกล้ในกรุง ฯ
๏ เกรียวกราวสาวแส้แซ่ เสียงขรม
แม้ยุวดีศรีสนม ซีดหน้า
บางนางห่างยาดม ลมจับ
กราดกรีดหวีดหวาดว้า วุ่นทั้งวังใน ฯ
โคลง ๒ องค์สุริยามเรศไท้ เสด็จออกภายนอกให้
รีบร้อนสืบเหตุ นั้นนา ฯ  
๏ รับโองการผ่านหล้า เขารีบไปไป่ช้า
กลับเฝ้าทูลความ ฯ  
๏ ว่าด้านตะวันออกป้อม เหล่าริปูจู่ล้อม
ดั่งจ้องจักตี ฯ  
๏ เรายิงวิ่งกลับสิ้น บ้างก็ล้มจมดิ้น
กแด่วด้วยบารมี พระเอย ฯ  
โคลง ๔ ยินเหตุภูธเรศกริ้ว กรณีย์ นั้นนา
หมิ่นเดชนฤบดี เด่นแท้
อาญาคดีมี โทษมาก
ความผิดคิดกล่าวแก้ เกลื่อนอ้างทางไหน ฯ
๏ ประเพณีมีแต่เบื้อง โบราณ
ระเบียบมณเฑียรบาล บ่งไว้
ยิงปืนบ่บอกนาน ล่วงหน้า
เป็นเครื่องขุ่นเคืองให้ สทกสเทื้อนเรือนหลวง ฯ
๏ โปรดให้ไต่สืบผู้ ทำผิด
น่าที่ป้อมบุรพทิศ ที่ใกล้
ก่อเกิดเลมิดจิต จองโทษ
ควรประหารชีพให้ ตกต้องตามควร ฯ
๏ นายทัพอาภัพผู้ พึงฉิน
คือพระยาตากสิน สุดแกล้ว
ทำชอบต่อแผ่นดิน มามาก
จึงโปรดคาดโทษแล้ว เสด็จขึ้นเรือนหลวง ฯ

พระยาตากสิน

กลอน ๘ ปางพระยาตากสินยินคาดโทษ ดังนกไร้ไม้โหดเศร้าโสตรแสน
คราวสงครามยามยับคับใจแค้น พะม่าแม้นหมู่ม่าห์มาราวี
เราตระหนกอกสั่นจนขวัญแขวน มัวแต่แหนหวงตัวด้วยกลัวผี
ม่านมิใช่เทวดามายายี อาจต่อตีรบสู้อย่างผู้คน
จะกล่าวไปไยเล่าเปล่าประโยชน์ อันนกไร้ไม้โหดย่อมโฉดผล
รบตามบุญตามกรรมต้องจำนน จักผจญทัพม่านไม่ทานทัน
เมื่อเหลวไหลแลเห็นถึงเช่นนี้ ฤาจะมีทางรอดปลอดอาสัญ
จะพร้อมกันบรรลัยทำไมกัน คงมีวันแก้กู้พบูไทย
คอยโอกาสเบื้องน่าเมื่อฟ้าโปร่ง อาจจรรโลงสยามรัฐอุบัติใหม่
อยุธยาครานี้กระลีภัย เห็นจะไม่ยืนยงต้องลงเอย ฯ

อยุธยาวสาน

ร่ายยาว แม่ทัพม่านสองนายตายลงหนึ่ง จึ่งเนเมียวสีหบดี ผู้ชนนีเป็นไทยพายัพ ซึ่งเคยใช้ศัพท์ว่าลาวด้าวเชียงใหม่ “มิใช่เชื้อชาติพม่าชาตรี” แต่มีสติปัญญาสามารถ เข้าถืออำนาจเป็นโบชุก ให้เลื่อนค่ายเข้ารุกล้อมกรุง ไทยรบพุ่งมิเป็นแก้วเป็นการ ไม่มีพนักงานเป็นหัวน่า แห่งการรักษาพระนคร นอกจากภูธรจอมอยุธยา ก็ไม่ปรากฏตระหนักแน่ นายทัพลาไปเผาแม่เสียก็มี บ้างก็เข้าต่อตีปัจจามิตร โดยมิได้ยั้งคิดน่าหลัง ไม่สงวนกำลังไว้ก่อน บ้างก็มรณ์ลงทั้งมวญ บ้างก็รวนเลี่ยงหลีก ปลีกตัวไปคอยโอกาศ ที่จะกู้ชาติในอนาคต เป็นงานอันไม่ปรากฎว่าจะทำได้ในขณะนั้น ฯ

๏ ฝ่ายเนเมียวแม่ทัพพม่า บัญชาให้ปลูกหอรบวางปืนใหญ่ ยิงกราดเข้าไปในพระนคร ถูกราษฎรลัมตายก่ายกอง เลือดไหลนองราชธานี อพยพหลบหนีกันตะพัดตะเพิด เกิดชกชิงวิ่งราว ฉาวไปทั่วบุรีราช มิหนำซ้ำภัยพยาธิ์มายายี แล้วภัยอัคคีมาเผา บ้านช่องเรือนเย่าถึงหมื่นหลัง ยังวัดวาอารามอีกมาก ซึ่งบ้างก็ยังเห็นทรากอยู่จนวันนี้ ร้อยเจ็ดสิบห้าปีตั้งแต่บัดนั้น ฯ

๏ ม่านขุดอุโมงค์เป็นโพรงเข้าไป กองฟืนสุมไฟใต้กำแพงพระนคร เตรียมพลนิกรไว้พร้อมสรรพ กำชับให้ฟังปืนสัญญา ครั้นเดือนห้าขึ้นเก้าค่ำวันอังคาร วันเนาว์สงกรานต์ปีกุญนพศก พม่ายกเข้าปล้นธานี ระดมศราคนีเข้าไป พาดบันไดปีนแย่ง ข้ามกำแพงได้ในที่สุด ถึงอยุธยาวสาน ในยามต้นแห่งวันอังคาร นั้นแล ฯ

สพฺเพ สํขารา อนิจฺจาติ

โคลง ๔ สังขารไม่เที่ยงทั้ง สากลย์

ยทา ปฺาย ปสฺสติ

ผู้มั่นปัญญายล แยบนี้

อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข

ย่อมเหลือเบื่อวังวน เวียนทุกข์

เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา ฯ

มรรควิสุทธิ์ดุจชี้ เชิดกว้างทางธรรม ฯ

อยุธยาหวุ่น

กลอน ๘ ครานั้นเนเมียวเดี่ยวเดชิต รบิลฤทธิ์รบือร้าวด้าวสยาม
เป็นแม่ทัพขับเคียวเกลียวสงคราม ประลือชัยได้นามสยามชิต
สำเร็จราชประสงค์องค์อังวะ อยุธยะเรียบราบปราบสนิท
ให้กวาดต้อนครอบครัวทั่วทุกทิศ ที่จะติดต่อได้สมัยนั้น
ให้ชิงปล้นขนทรัพย์นับไม่ถ้วน เกวียนจำนวนมากมายเป็นหลายหลั่น
ศรีสรรเพ็ชญ์ปฏิมาค่าสำคัญ เอาไฟสุมให้สุวรรณไหลลงมา
ทำลายแหล่งศาสนาสังฆาวาศ หน้าอนาถนักไฉนใจมิจฉา
เลมอโลภลโมภฤทธิ์อนิจจา สัพเพสังขาราท่านว่าไว้ ฯ
๏ ในการปราบอยุธยา ณ ครานั้น พม่าเสียสี่พันก็ปราบได้
จำนวนกว่าสองแสนคแนนไทย ทีบรรลัยย่อยยับคราวอับจน
เมื่อเสร็จการปราบปรามสยามรัฐ จนกษัตริย์สิ้นสิทธิ์สิ้นฤทธิ์หล่น
เนเมียวจึ่งเลิกทัพกลับเมืองตน ได้เป็นคนคึกคักศักดิ์สกุล
จอมอังวะสมหวังสั่งกำหนด ประทานยศว่าอยุธยาหวุ่น
ชนเคารพนบมือเลื่องลือบุญ พึ่งพระคุณจอมกษัตริย์สวัสดี ฯ

เตลงครอง

๏ ในส่วนด้าวอยุธยา ณ ครานั้น ตั้งรามัญนามระบุว่าสุกี้
เป็นแม่กองครองเขตประเทศนี้ ในน่าที่นายทัพบังคับไทย ฯ
โคลง ๔ มอญเถลิงอำนาจค้ำ คอไทย
เพราะช่วยพม่ามีชัย เชิดหน้า
เนาตั่งนั่งอาไศรย ปรชาติ
ไทยขยาดบาศกล้า แกว่งคล้องครองสยาม ฯ

เก้าปี

๏ เก้าปีเอกทัศได้ ครองดิน
สมเด็จสุริยามรินทร์ ฤกษ์ร้าย
เสียฉัตรปิ่นปัฐพินทร์ เสียชีพ
ขาดปุดดุจดังด้าย ดึ่งด้นหนสลาย ฯ

จบภาค ๑

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ