(สมัยอยุธยาวสาน)

ปีกุญนพศก พ.ศ. ๒๓๑๐

ร่าย แถลงปางปวงดัสกร ม่านแลมอญมากมวญ ขบวนทัพสัพพาวุธ มาประยุทธ์อยุธยา ปีระกาสัปตศก ยกเป็นกองเจารีย์ ต้อนตีตามตำบล ปล้นทุกหนทุกแห่ง แย่งชิงบ้านชิงเมือง เปลืองกำลังไทยลง ไทยไม่ปลงใจกัน ยืนยันรับสัปรยุทธ์ สุดยำเยงไพรี ขาดคนดีเป็นประมุข ปลุกหฤทัยให้ห้าว รบรักด้าวแดนเกิด ต่างเปิดเตลิดต่างตน ต่างเสือกสนเล็ดลอด ให้ปลอดภัยดัสกร ม่านแลมอญได้ที ตีถึงกรุงอยุธยา พระราชาเอกทัศ ถนัดแต่เยี่ยงหยำเยอะ เลอะราชการงานนคร ดัสกรใช่ทัพกษัตร์ ชิงได้ฉัตรมไหสุรย์ ในปีกุญนพศก นราธิปกปิ่นอยุธยา คราววาศนาโรยร่วง เหมือนมะม่วงอมหล่น นึกน่าข่นเคืองจิต ชวนให้คิดคำนึง ถึงบางคาบบางครา ไทยปรีดาอิศรภาพ ปราบปรปักษ์หักหาญ ใช่แหลกลาญเช่นนี้ บางสมัยไทยกี้ กาจกล้าการณรงค์ ยิ่งแล ฯ

สมัยเตลงพ่าย

โคลง ๔ เคยทระนงองอาจบ้าง บางสมัย ไทยเอย
แม้เมื่อแผลแผ่ไหล เลอะเปื้อน
ทุกคาบทุกคราใน เมื่อพม่า มาแฮ
ถนัดดั่งโชคโรคเรื้อน รบาดพื้นภูสยาม ฯ
๏ อยุธยากล้าศึกสู้ เศิกกษัย
เริงร่านชาญสมรสมัย สมรรถโน้น
ไพรีจะตีไทย ไทยต่อ ตีนา
เตลงพ่ายเพิดภายโพ้น เพิกแพ้พังหนีฯ
๏ เวียงมอญนครม่านต้อง แตกสลาย
เจ้าแผ่นดินถิ่นกจาย กจัดลี้
หงษาวดีกลาย เป็นฝุ่น
ยุบยับทัพไทยขยี้ เหยียบขย้ำทำสนอง ฯ
๏ นเรศวรสยามราชเจ้า จอมอยุธย์
เปี่ยมพระปัญญาวุธ แว่นแก้ว
พระเดชกระเดื่องดุจ ดวงสว่าง วันนอ
ปกราษฎร์ปราศภัยแผ้ว ผ่องเพี้ยงเวียงสวรรค์
๏ เอกาทศรถน้อง นเรศร
เกียรติ์ปกาศราชสโหทร เทิดกว้าง
เพื่อนเสด็จเผด็จดัสกร กำหราบ
ตลังคชิตฤทธิ์ชนช้าง เชิดกล้ากิดาการ ฯ
๏ เชษฐอรินทม์ปิ่นภพผู้ พิริยะ ยิ่งแฮ
ทรงประกิตอิศระ แก่เสี้ยน
ไทยเริงหทัยทะ ยานรบ
ปราบริปูหู่เหี้ยน เหือดห้าวหนาวหัว ฯ
๏ ขนิษฐนาถประศาสน์รัฐแผ้ว แผ่ผา สุกเอย
รับช่วงพระเชษฐา ธิราชเจ้า
เดชะพระปัญญา อรินทม์ราช สองแล
ไทยอุดมร่มเกล้า เรี่ยวกล้าบารมี ฯ
๏ กรุงไกรชัยโชคชื้น ชีวะ
เหตุเพราะพระเดชพระ พี่น้อง
รังสฤษฏ์ประสิทธิ์ประ สาทโสตถิ์
ลำดับรัชกาลก้อง เกียรติ์ไท้โสทร ฯ
๏ อดีตกาลนานเนื่องได้ โดยจำ นวนนา
ร้อยแปดสิบสามฉนำ นับตั้ง
แต่วันประกาศคำ อิศรภาพ
จนเมื่อเสียกรุงครั้ง ม่านปล้นหนสอง ฯ

สมัยอยุธายาวสาน

ร่าย ถวิลย้อนหลังครั้งพม่า อ่าอำนาจราชศักดิ์ อัครมหานุภาพ ปราบตลอดทิศใต้ ได้มอญเป็นเมืองออก อยู่ในคอกอัญชลี ทั้งมณีปุระ ประเทศยะไข่ด้วย พลหลังดุจดังห้วย ไป่แห้งเหือดหาย ฯ

โคลง ๒ ทุกประเทศเขตใต้ ยื้อยุทธ์ฉุดเอาได้
ง่ายด้วยเดชา วุธแฮ ฯ  
๏ อิ่มแต่ยังไม่เท้อ เพ่งพยักภักตร์ชเง้อ
แง่กว้างทางตวัน ออกเอย ฯ  

ร่าย ยุทธศาสตร์ปราศกีดขวาง เปิดทางสู่แดนสยาม คุกคามโดยอหํภาพ จักปราบไทยทั้งมวญ ทั่วไทยยวนไทยใหญ่ ไทยสยามไกล่ให้เรียบ เปรียบดังน่าเภรี อังวะบดีจึงดำรัศ ให้จัดทัพสรรพพหล ยกเข้าดลแดนไทย ในปักใต้ฝ่ายเหนือ เพื่อให้เหลือแรงสู้ อย่าให้รู้ทางหนี จู่เข้าตีให้ยับ โจมเข้าสับให้ย่อย ถ้าไทยถ่อยทางรณ หลบหนีตนแตกลี้ จงขย้ำทำขยี้ อย่าให้เงยหัว ฯ

โคลง ๒ สองม่านแม่ทัพเฝ้า รับรับสั่งม่านเจ้า
มุ่งจ้องคลองรณ ฯ  
๏ ทัพหนึ่งถึงปักใต้ ทัพหนึ่งฝ่ายเหนือได้
ดั่งท้าวเธอประสงค์ ฯ  

ร่าย ฝ่ายกรุงไทยสมัยนั้น ชั้นเชิงเฉาเบาจิต ขอบความคิดแคบแคบ ไม่รู้แยบกว้างขวาง ไม่เห็นทางไปไกล ไม่รู้นัยการเมือง เครื่องขุ่นเคืองหนามหน่าง เนื่องแต่ต่างประเทศ ไม่รู้เหตุจักเกิด มัวแต่เพลิดเพลินใจ ในการแข่งแย่งอำนาจ เวียนวิวาทกันเอง ความโฉงเฉงมิรู้หมด ความออมอดมิรู้มี ศัพท์เสรีแปรความ ว่าตามอำเภอใจ ผู้ใดมีวาศนา อาจบีฑาคนอื่น หื่นอำนาจบาศใหญ่ ไพร่พลเมืองเคืองขุ่น วุ่นไปทั้งธานี ไม่มีขื่อมีแป เกิดปรวนแปรหรอร่อย ถ่อยกำลังโทรมทรุด ชำรุดทางปัญญา ชำรุดสามัคคี มีแต่มืดมัวตา อวิชชาโชกชุม ไทยแตกกลุ่มแตกพวก ดังไฟลวกเผาผลาญ สืบแต่กาลสวรรค์คต เอกาทศรถแล้วมา นับเวลาตามมี ไม่นานปีต่อคราว เกิดเหตุราวมิคสัญญี กลีเข้าคลุกทุกมื้อ ที่รื้อรัฐฮึดฮัด ยึดอำนาจราชการ ชุดใหม่ประหารชุดเก่า ดุจดังเต่าปูปลา เครื่องบูชาภูติผี เปลืองคนดีลงไป จนเกิดใหม่ไม่ทัน ภาษิตสรรวาจา “กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี” จึ่งไม่มีแก่นสาร เมื่อกลีกาลกรุ่นใกล้ ใครจะดีไม่ได้ หั่นห้ามความดี ฯ

ไทยเอย

โคลง ๔ ไทยเอยเคยเพลี่ยงพล้ำ ลงเพราะ
เพลินวิวาทบาดทะเลาะ เบาะแว้ง
อย่าโกรธพิโรธเคราะห์ คราวโชค ร้ายเอย
พึงโทษความโหดแห้ง หั่นห้ำกรรมเวร ฯ
๏ คนดีมีมากแล้ว ฤๅไฉน ไทยเอย
จึ่งมิเสียดายไทย ที่ม้วย
ความเห็นเขม้นไกล เกินจมูก
ใช่จะเกลื่อนดังกล้วย กล่นแคว้นแดนสยาม ฯ
๏ ปัญญาค่าเปรียบแก้ว ก่องเก็จ
แม้ว่าเพ็ชร์ถูกเพ็ชร์ กแทกกทั้น
งัดง้างมล้างเมล็ด มลายรูป
เมล็ดหนึ่งอาจถึงสบั้น สบัดกลิ้งทิ้งสูญ ฯ
๏ ร้ายเหลือเมื่อมากหน้า อาสัญ
ไทยที่ปัญญานันต์ ยิ่งน้อย
ยิ่งแก่งแย่งกีดกัน กันกร่อน ลงนา
ดังหับดับหิ่งห้อย เหือดแห้งแสงหาย ฯ
๏ ไทยเอยเคยจดข้อ จำคำ นี้ฤๅ
ในบ่ดีนอกทำ เล่นได้
สามัคคีธรรมกำ ไม้กวาด นั้นแล
ร่วมมัดขจัดรกให้ เรียบร้อยรอยทาง ฯ

ปีจออัฐศก พ.ศ. ๒๓๐๕

ร่ายยาว ในปีจออัฐศก พม่ายกทัพขยับเข้ามา ใกล้อยุธยาเข้าทุกที ตีปล้นสดมภ์ข่มขู่ ไทยออกสู้ดูกำลังปรปักษ์ แต่เมื่อประจักษ์แน่แล้ว ก็หนีแน่วกลับบ้าน มิฉะนั้นก็พล่านสู่ป่า อาไศรยพงเป็นที่พึ่ง สึงซุ่มซ่อนนอนดิน สินทรัพย์ยับเยินย่อย ร่อยหรอกำลังวังชา ชาวอยุธยาบ่มีใจสู้ หดหู่ต่อปฏิปักษ์ หนักในจิตอิดระอา เพราะผู้บัญชาสูงสุด ดุจไม้หลักปักเลน ไกวโยนโอนเอน ไม่เป็นแก้วเป็นการ ในอยุธยาวสานสมัยนั้น ฯ

๏ ครั้นเมื่อพม่าปัจจามิตร จวนจะเข้าประชิดกรุงไกร ไทยรบพุ่งแพ้พ่าย แต่มีชายชาวชนบท เหลือที่จะสกดโทษะ พม่าเกะกะก้าวร้าว บังคับเอาลูกสาวไปเป็นส่วย เขาจึ่งช่วยกันแก้เผ็ด เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ดในพงศาวดาร ขานชื่อค่ายบางระจัน ซึ่งตั้งมั่นแขงข้อ ต่อต้านพม่าผู้ไปปราบ เดิมพม่าไม่ทราบว่าไทยเข้มแขง จึงแต่งทหารไปเพียงจำนวนร้อย ครั้นแพ้ยับย่อยเปิดเตลิดกลับไป ก็ส่งทัพใหญ่เป็นจำนวนพัน บางระจันรบสู้มิรู้ปราชัย เอาชนะได้ถึงเจ็ดครั้ง ตั้งแต่เดือนสี่จนถึงเดือนเจ็ด ด้วยความเดี่ยวเด็จของตน นั้นแล ฯ

ค่ายบางระจัน

โคลง ๔ นึกน่าจ่าเนื้อเรื่อง รำลึก
ในส่วนควรรู้สึก สักน้อย
ถูกคั้นระจันคึก คักคิด
แรงประหนึ่งกึ่งก้อย กาจสู้ครูมวย ฯ
๏ ขู่ข่มขมขื่นจี้ จุกจิก
เขาว่าหนอนยังกดิก กลับได้
รศเผ็ดเมล็ดพริก พิษใช่ น้อยเลย
แม้ไม่มากปากไหม้ เป่งปลิ้นลิ้นสลัว ฯ
๏ อำนาจบาศใหญ่ล้ำ แหลนหลาว
สับโขกโหยกเหยกหยาว หยาบช้า
บังคับจับลูกสาว เป็นส่วย
หนอนกระดิกพลิกว้า วุ่นจ้วงทลวงโจม ฯ
๏ ไทยมีกี่ล้านชาติ ชายฉกรรจ์
ชาวค่ายบ้านบางรจัน เล็กจ้อย
เลื่องชื่อระบือบรรพ์ จนบัด นี้นอ
ว่าบ่มีปมด้อย เด็จกล้าราวี ฯ

พ่ายเตลง

ร่ายยาว แม่ทัพปฏิปักษ์หนักหฤทัย ระจันฤทธิไกรเกินเหตุ แผลงเดชอยู่ร่ำไป ถ้าปล่อยไว้จะกำเริบเติบขึ้นอีก จำต้องฉีกให้ยับสับให้ย่อย มิให้คอยเป็นเสี้ยนเบียนด้านหลัง ต้องเลือกตั้งนายทัพดีมีปัญญา มิให้ขายหน้าอีกได้ คราวก่อนไซร้นายทัพพม่า เลื่องชื่อลือชาว่าเก่งกาจ ก็มิสามารถล้างบางระจัน จะให้เป็นเช่นนั้นอีกมิได้ แต่จะได้ใครในครั้งนี้ ฯ

๏ กล่าวฝ่ายชายรามัญ ซึ่งเรียกกันว่าสุกี้ มีตำแหน่งเป็นนายกอง แคล่วคล่องสติปัญญา ชาญวิชากลอกกลิ้ง ทิ้งบ้านเมืองมานาน พึ่งภูบาลจอมอยุธยา ครั้นศึกมาติดพระนคร สมิงมอญผู้ภักดีต่อไทย เฉพาะแต่เมื่อภัยบ่มิมีมา ก็เข้าอาศาแม่ทัพม่าน ยกไปผลาญค่ายบางระจัน แม่นมั่นว่าจะสมปรารถนา แม่ทัพพม่าอำนวยตาม ด้วยความปรีดา ณ ครานั้น ฯ

๏ ฝ่ายบางระจันโรมรันมานาน เหลือจะต้านทานกำลังปฏิปักษ์ ซึ่งเวียนโหมหักอยู่ถึงห้าเดือน ค่ายไทยมิเหมือนเมื่อตอนต้น จำนวนรี้พลก็ไม่มีเติม จะหาปืนเพิ่มก็หาไม่ได้ จึงต้องปราชัยแก่สุกี้รามัญ นับว่าโรมรันไปจนหมดเพลง เรียกว่า พ่ายเตลง ลงในครั้งนั้น ฯ

เสตเตลง

โคลง ๔ ไทยมอญบ่ห่อนได้ เคยทำ ศึกเลย
เว้นแต่เมื่อม่านนำ น่าชี้
หงษาชิหฺวาดำ คือพม่า ดอกเนอ
องค์ตะเบ็งเชฺวตี้ เติบกล้าบารมี ฯ
๏ มอญแพ้พะม่าต้อง ตกเข็ญ
พม่าพ่ายค่ายรจันเป็น เจ็ดครั้ง
ไทยแพ้แก่มอญเห็น หันเปลี่ยน
รจันอ่อนมอญตีดั้ง ด่วนเข้าเอาชัย ฯ
๏ สมิงสุกี้มีเดชด้วย เป็นไทย ก่อนกมัง
เจ็ดลวิตร์สถิตใน ถิ่นท้อง
ผุบผับกระหลับใจ เป็นอริ ไทยแล
ขับเคี่ยวเข่นเคียวจ้อง จู่จ้วงทลวงโจม ฯ
๏ รามัญมีแยกได้ โดยฉวี
เสตแลสามตามสี แต่งแสร้ง
ขาวดำดั่งสำลี ฤๅเขม่า
ส่วนสุกี้มีแกล้ง กล่าวข้อนมอญขาว ฯ

----------------------------

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ