พระราชปุจฉาที่ ๓๖

ว่าด้วยช้างปาเลไลยพูดภาษามนุษย์ไม่ได้

กาเผือกพูดภาษามนุษย์ได้ จะต่างกันด้วยเหตุอันใด

----------------------------

๏ พระราชปุจฉาข้อหนึ่งว่า เนื้อความในอนาควงศ์ว่าสมเด็จพระพุทธเจ้าตรัสแก่พระธรรมเสนาสาริบุตรเปนพุทธทำนายว่า ช้างปาเลไลยนี้เปนบรมโพธิสัตว จะได้ตรัสเปนพระเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตกาล แล้วมีตำนานในพระธรรมบทว่า เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าเสด็จออกไปอยู่ป่า ช้างปาเลไลยอุปัฏฐากปรนิบัติสมเด็จพระพุทธเจ้า ด้วยผลาผลไม้น้ำใช้น้ำฉันมาช้านาน จะได้ปราถนาว่าเจรจาภาษามนุษย์ด้วยสมเด็จพระพุทธเจ้าหามิได้ เมื่อพระอานนท์กับพระสงฆ์ออกไปรับเสด็จ ช้างปาเลไลยก็ไม่พูดเจรจาด้วยพระอานนท์แลพระสงฆ์ทั้งปวงได้ เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าจะเสด็จมาจากป่าละแดน ช้างปาเลไลยก็ทูลห้ามไม่ได้ ได้แต่ร้องไห้จนสุดคลองตาแล้วก็ขาดใจตาย เห็นว่าครั้งเมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าเสด็จอยู่นั้น สัตว์เดียรฉานทั้งปวงมีช้างปาเลไลยเปนต้น ก็เจรจาภาษามนุษย์ไม่ได้ แลมิตำนานนิทานในจามเทวีวงศ์ว่า พระอาทิตยราชได้เสวยราชสมบัติในเมืองละโว้ ไปลงพระบังคลในที่เขาทำถวายครั้งใด กาดำตัวหนึ่งจิกฉาบพระเศียรพระยาอาทิตยราช ครั้งนั้นพระยาอาทิตยราชให้อำมาตย์จับกาดำได้จะให้ลงพระราชอาญาฆ่าเสีย แล้วเทวดาดลพระไทยให้ยับยั้งไว้ เอาทารกอ่อนเข้าไปนอนไว้ที่ใกล้กา จนทารกรู้ภาษากา พระยาจึงให้ทารกถามกาๆ บอกว่าที่อันนี้จะเปนที่ปรากฎแห่งพระบรมธาตุ จึงห้ามพระองค์มิให้ลงพระบังคลเพื่อจะให้เปนมรรคผลมงคลสืบไป พระยาไม่เชื่อ กาดำจึงอ้างพระยากาเผือกผู้เปนไอยกาอยู่ป่าหิมพานต์ ว่าถ้าพระองค์ไม่เชื่อปล่อยข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจะไปเชิญพระยากาเผือกมาให้เล่าเหตุถวาย พระยาจึงปล่อยกาดำๆ พระยาจึงปล่อยกาดำ ๆ จึงไปนำพระยากาเผือกมาแต่ป่าหิมพานต์ พระยากาเผือกมาเจรจาเปนภาษามนุษย์ด้วยพระยา จึงบอกเหตุว่าข้าพเจ้าได้บังเกิดทันสมเด็จพระพุทธเจ้าได้ติดตามฟังธรรมเทศนา พระพุทธฎีกาตรัสทำนายไว้ว่า สืบไปในอนาคตกาลภายน่า ที่อันนี้จะเปนที่ปรากฎแห่งพระบรมธาตุ ข้าพเจ้าจึงสั่งสอนบุตรนัดดาให้ช่วยกันรักษาที่ บอกกล่าวกันสืบไปมหาบพิตรอย่าสงไสยเลย แล้วพระยากาเผือกจึงเทศนาสั่งสอนพระยาต่างๆ แล้วก็ลาไปป่าหิมพานต์ แลเนื้อความในจามเทวีวงศ์ว่า พระยากาเผือกเจรจาภาษามนุษย์ด้วยพระยานั้น ยังประกอบด้วยความสงไสย เหตุว่าคำเจ้าคุณวิสัชนาไว้แต่ก่อน ว่าอายุสัตวต่ำกว่าแสนปี สัตวเดียรฉานเจรจาร่วมภาษามนุษย์ไม่ได้ จนช้างปาเลไลยต้องพุทธทำนายว่าเปนองค์พระบรมโพธิสัตวแล้วยังเจรจาภาษามนุษย์ไม่ได้ แลพระยากาเผือกมาเทศนาเปนภาษามนุษย์แก่พระอาทิตยราชครั้งนั้น พุทธศักราชสมเด็จพระพุทธเจ้านิพพานล่วงไปแล้วถึง ๑๕๐๐ ปีนั้นด้วยเหตุอันใด แม้นจะถือเอาคัมภีร์จามเทวีวงศ์นี้เปนแน่แท้ คำก่อนซึ่งว่าไว้นั้นก็ผิด ถ้าถือเอาคำก่อนเปนมั่นคง คำปลายก็ผิด เมื่อคำทั้งสองไม่ต้องกันฉนี้ เหตุผลจะเปนประการใด อนึ่งกำหนดอายุมนุษย์เท่าใด เดียรฉานเจรจาร่วมมนุษย์ได้นั้น ขออาราธนาเจ้าคุณวิสัชนามาให้แจ้ง

แก้พระราชปุจฉาที่ ๓๖

๏ อาตมภาพ สมเด็จพระสังฆราช ขอพระราชทานถวายพระพร ซึ่งพระราชปุจฉาทรงพระวิมุติสงไสย ด้วยตำนานนิทานช้าปาเลไลยกับนิทานพระยากาเผือกในคัมภีร์จามเทวีวงศ์นั้น ว่าเนื้อความทั้งสองไม่ต้องกัน ขอพระราชทานถวายวิสัชนา ซึ่งจะกำหนดอายุมนุษย์เท่านั้น สัตวเดียรฉานเจรจาร่วมภาษามนุษย์ไม่ได้นั้น ยังมิได้พบพระบาฬีก่อนพบแต่บุพพาจารย์ว่าสืบๆ กันมา ครั้งเมื่ออายุมนุษย์ยืนกว่าแสนปีขึ้นไปถึงอสงไขย สัตว์เดียรฉานเจรจาภาษามนุษย์ได้ เมื่ออายุมนุษย์น้อยต่ำกว่าแสนปี สัตว์เดียรฉานเจรจาร่วมภาษามนุษย์ไม่ได้นั้น ด้วยคำนี้จะเปนคำห้ามขาดทีเดียวหามิได้ ว่าไว้เปนเยภุยนัย แลสัตว์เดียรฉานเจรจาภาษามนุษย์ไม่ได้นั้นมีโดยมาก ถ้าหาเหตุผลสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็เจรจาได้บ้างแต่ทว่าน้อย ซึ่งช้างปาเลไลยเปนองค์พระบรมโพธิสัตว ได้ปรนิบัติพระเจ้าแล้ว แลพูดภาษามนุษย์ไม่ได้นั้น เพราะหาเหตุมิได้ อนึ่งเรื่องราวในจามเทวีวงศ์ว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าท่านล่วงไปแล้ว ๑๕๐๐ ปี มีพระยากาเผือกมาเทศนาแก่พระยาอาทิตยราชด้วยภาษามนุษย์นั้น อันนี้ด้วยพุทธานุภาพสมเด็จพระพุทธเจ้า รู้เหตุแจ้งด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ว่าพระยากาเผือกนั้นอยู่ในป่าหิมพานต์ เปนสัตววิเศษอัศจรรย์ จะเหมือนสามัญสัตวทั้งปวงหามิได้ มีอุปนิไสยปัจจัยจะได้ทำนุบำรุงบอกเหตุให้แจ้งแก่พระยาอาทิตยราช เพื่อจะให้ทำนุบำรุงพระบรมธาตุ เปนที่สักการบูชาแก่เทวดามนุษย์ทั้งปวงเปนกาพุทธสาวก จะมีอายุยืนนานจึงตรัสพระธรรมเทศนา เปนพุทธฎีกาทำนายว่า สืบไปในอนาคตกาลภายน่า สถานที่นั้นจะเปนที่ตั้งแห่งพระบรมธาตุ ครั้นพระยากาเผือกได้ฟังพระพุทธฎีกาก็มนสิการจำไว้ มีอายุนานมา ได้บอกเหตุแลสำแดงธรรมเทศนาเปนภาษามนุษย์แก่พระยาอาทิตยราชดังนี้ อนึ่งเมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนมายุเทศนาโปรดสัตวอยู่นั้น สัตวเดียรฉานเจรจาภาษามนุษย์ได้ก็มีบ้าง เหมือนอย่างกบิลภิกขุ เมื่อครั้งสาสนาสมเด็จพระพุทธกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ประพฤติผิดในพระพุทธสาสนาตายไปเกิดในมหาอเวจี ขึ้นมาจากอเวจีแล้วจึงเกิดเปนปลาตะเพียนทองใน แม่น้ำอจิรวดีมีกลิ่นปากเหม็นยิ่งนัก นายประโมงทอดแหได้เห็นเติบใหญ่ปลาด จึงเอาไปถวายแก่พระเจ้าปัสเสนทิโกสลราช ๆ จึงนำเอาไปถวายสมเด็จพระพุทธเจ้า ๆ มีพระไทย ปราถนาจะสำแดงบุพพกรรมแห่งปลา เมื่อเปนกบิลภิกขุ ในสาสนาสมเด็จพระพุทธกัสสปเจ้า ให้ปรากฎแก่บริสัช จึงตรัสถามปลาว่าท่านมานี้ชื่อกบิลภิกขุฤา ปลาก็รับพระพุทธฎีกาด้วยภาษามนุษย์ว่า ข้าพเจ้าชื่อกบิลภิกขุ จึงตรัสถามสืบไปว่า ท่านมาแต่ไหนจึงมาเกิดเปนปลาตะเพียนทอง จึงทูลว่าข้าพเจ้ามาแต่อเวจี ตรัสถามสืบไปว่าพี่ชายท่านไปเกิดในที่ไหน ปลาทูลว่าพี่ชายข้าพเจ้า ชื่อโสธนภิกขุในสาสนาสมเด็จพระพุทธกัสสปเจ้านั้นเข้าพระนิพพานแล้ว จึงตรัสถามว่ามารดากับน้องสาวท่านไปอยู่ที่ไหนเล่า ปลาจึงทูลว่าคนทั้งสองกระทำชั่วดุจตัวข้าพเจ้า บัดนี้เกิดอยู่ในมหาอเวจี จึงถามสืบไปว่าตัวท่าน กลับจากชาติปลาตะเพียนแล้วจะไปเกิดที่ไหน ปลาจึงทูลว่าข้าพเจ้าจากชาติปลาแล้ว ก็จะกลับไปสู่มหาอเวจีนรกดังเก่า เมื่อปลาทูลดังนั้น แล้วก็บังเกิดโทมนัศน้อยใจเองจึงเอาศีศะประหารเข้ากับนาวา กระทำกาลกิริยาตายกลับไปเกิดในมหาอเวจี ฝ่ายมนุษย์มหาชนทั้งปวงได้ฟังปลาทูลด้วยบุพพกรรมดังนั้นก็สังเวชสลดใจ ฟังพระธรรมเทศนาต่อไปได้มรรคผลเปนอันมาก แลสัตวเดียรฉานเจรจาร่วมภาษามนุษย์ไม่ได้นั้น เมื่อกาลอายุน้อยเรียวดังนี้ เพราะประกอบด้วยเหตุผลแลพุทธานุภาพประการใดประการหนึ่งก็มีบ้างเปนอย่างเปนธรรมเนียม ดุจหนึ่งนิทานพระยากาเผือก แลปลาตะเพียนทองฉนี้ ก็มีแต่ครั้งเดียว ถ้าหาเหตุผลแลพุทธานุภาพไม่เจรจาภาษามนุษย์ไม่ได้ ขอถวายพระพร ๚

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ