พระราชปุจฉาที่ ๒๐

ว่าด้วยนาคทั้งปวงกลัวมนต์อาลัมภายน์ แต่เจ้าสุทัศน์แลนางอัจจมุขีนั้นไม่กลัวฤๅ

----------------------------

ด้วยมีพระราชบริหารตรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ให้ข้าพระพุทธเจ้าหลวงวิเชียรปรีชา เชิญพระราชปุจฉามาเผดียงถามเจ้าพระคุณทั้งปวงว่า ในจัมไปยนาคราชชาดกมีเนื้อความว่า หมองูเศกยาด้วยมนต์แล้ว เคี้ยวบ้วนเข้าไปในปากพระยาจัมไปยนาคราชนั้น ฟันพระโพธิสัตวก็หักออกไปแล้วให้ร้อนรนจนตัวปอกออกไปทั่วสรรพางค์ ด้วยอานุภาพมนต์แลยานั้น อนึ่งในพระภูริทัตชาดกว่า เมื่อพระภูริทัตขึ้นไปจำศีลอยู่ในมนุษย์โลกนั้น นางนาคกัญญาทั้งปวงเอาแก้วมณีแลบุปผามาลาดุริยางดนตรี ขึ้นมาบำเรอพระภูริทัตในมนุษยโลกลงเล่นน้ำด้วยแสงสว่างแก้วมณี ครั้นรุ่งแล้วขึ้นจากน้ำชวนกันนั่งล้อมดวงแก้วอยู่ ครั้งนั้นอาลัมภายน์ได้ทิพมนต์ครุธแต่สำนักพระดาบส เดินสังวัธยายมาถึงที่นั้น นางนาคกัญญาทั้งปวงได้ยินก็สดุ้งตกใจกลัวว่าพระยาครุธมาก็ชวนกันชำแรกแผ่นดินหนี ทิ้งแก้วมณีนั้นไว้ อาลัมภายน์จึงได้แก้วนั้นมา ก็รู้ว่าทิพมนต์นี้มีอานุภาพ ก็เอาแก้วไปให้เนสาทพราหมณ์ ๆ ชี้บอกที่พระภูริทัตซึ่งทรงจำศีลอยู่ณจอมปลวก อาลัมภายน์จึงร่ายทิพมนต์เศกยาทิพโอสถป้องกันตัวแล้ว ก็เข้าจับเอาสีสะพระภูริทัตให้อ้าปากออกแล้วก็บ้วนยากับทั้งเขฬะลงไปในปาก ลากเอาหางลงมาจากจอมปลวกแล้วก็สั่นให้สำรอกอาหารออกมา แล้วเหยียบย่ำพระภูริทัตประดุจกระดูกจะเปนจุณวิจุณไป ด้วยอำนาจทิพมนต์แลยานั้น แล้วพาเอาไปเล่นในเมืองพาราณสี มีเนื้อความว่า พระภูริทัตจะเล่นครั้งนั้นหาใคร่จะออกจากกระโปรงไม่ ด้วยเปนธรรมดานาคทั้งหลายจะฟ้อนเล่นนั้น ถ้าเห็นพระยาครุธแล้วก็ตกใจกลัวมิอาจเล่นฟ้อนได้ ถ้าเห็นญาติแห่งตนแล้วก็ลอายมิอาจเล่นฟ้อนได้ เมื่อมีพระบาฬีดังนี้ ก็เห็นว่าพระยาจัมไปยนาคราช พระภูริทัต กลัวอาชญาแลมนต์ครุธอยู่ อันธรรมดาหมองูจะเล่นงูดุจอาลัมภายน์นี้ มีมนต์เปนอาวุธสังวัธยายกำราบอยู่มิได้ขาด จึงให้นาคงูอยู่ในอำนาจได้ เมื่ออาลัมภายน์สังวัธยายทิพมนต์อยู่ดังนี้ พระสุทัศน์แลนางอัจจมุขีก็เปนชาตินาค เข้าไปเจรจาโต้ตอบกันกับอาลัมพายน์ซึ่งสังวัธยายทิพมนต์อยู่นั้น หาสดุ้งตกใจกลัวไม่ฤๅเปนประการใดขอพระคุณทั้งปวงวิสัชนาจงแจ้ง

แก้พระราชปุจฉาที่ ๒๐

อาตมภาพสมเด็จพระสังฆราช พระพนรัต พระพิมลธรรม พระพุฒาจารย์ พระพุทธโฆษา พระธรรมโฆษา พระอุบาฬี ๗ รูป ปรึกษาพร้อมกันค้นดูพระบาฬี ถวายวิสัชนาในเรื่องพระยาจัมไปยนาคราชนั้นมีเนื้อความว่าเมื่ออาลัมภายน์จับพระองค์ไปครั้งนั้น ด้วยกำลังมนต์และยา ความทุกขเวทนาเกิดแก่พระโพธิสัตวก็จริง แต่ทว่าพระองค์จะกลัวอาลัมภายน์หามิได้ พระองค์ทรงพระดำริห์ว่าถ้าอาตมาจะพ่นลมนาสิกให้ถูกอาลัมพายน์ บัดนี้ก็จะเปนจุณวิจุณไป พระองค์กลัวจะเปนอันตรายแก่ศีลบารมี พระองค์จึงนิ่งให้อาลัมภายน์ทำตามปราถนา แลในภูริทัตชาดกซึ่งว่าอาลัมภายน์ร่ายมนต์ทิพย์กอประด้วยยาทิพเป่าพ่นจับพระโพธิสัตวมาให้ได้ทุกขเวทนาสาหัสครั้งนั้น พระโพธิสัตวเกิดในตระกูลท้าวธตรฐครุธทำอันตรายมิได้ มีพระบาฬีว่า “สตฺตวิธา หิ อนุทธรณียา นาคา นาม ปณีตตรา กมฺพลสฺสตรา ธตรฏา สตฺตสีทนฺตรวาสิโน ปวิฏฺกา ปพฺพตฏฺกา” มีเนื้อความว่า “หิ” แท้จริง อันว่านาคทั้งหลายอันครุธจะนำเอาไปเปนอาหารมิได้ “สตฺตวิธา” มี ๗ จำพวก คือนาคอันมีกำเนิดประณีตกว่าครุธหนึ่ง คือกัมพลสัตรนาคราชหนึ่ง คือธตรัฐนาคราชหนึ่ง คือนาคอันอยู่ในสีทันดรสมุทรทั้ง ๗ หนึ่ง คือนาคอันอยู่ในแผ่นดินหนึ่ง คือนาคอันอยู่ในภูเขาหนึ่ง คือนาคอันอยู่ในวิมานหนึ่ง อันธรรมดานาคย่อมกลัวครุธแต่นาคตระกูลต่ำกว่านาค ๗ จำพวก แต่พระภูริทัตจะกลัวครุธดุจนาคอื่นๆ นั้นหามิได้ พระองค์ทรงดำริห์ว่าถ้าเราจะลืมจักษุดูด้วยความโกรธ อาลัมภายน์จะเปนจุณวิจุณไป หากกลัวศีลจะขาดจึงทรงขันตีบารมี ให้อาลัมภายน์ทำตามปราถนา ฝ่ายพระสุทัศน์ แลนางอัจจมุขีตระกูลอันเดียวกันกับพระโพธิสัตวมีฤทธิ์พิษมากกว่าครุธ จะได้กลัวยาแลมนต์ครุธหามิได้ เหตุว่าเมื่ออัจจมุขีสำรอกพิษออก ๓ เม็ดนั้น พิษก็เผาไหม้เอาตัวอาลัมภายน์ปอกเปื่อยไป ถ้ามนต์ทิพยาทิพมีฤทธิกล้ากว่าพิษนาคก็จะดับพิษนั้นเสียได้ แต่นางนาคทั้งหลายที่ได้ฟังมนต์อาลัมภายน์กลัวจึงหนีไปนั้น นางนาคนั้นเกิดในตระกูลอื่นจึงกลัวมนต์อาลัมภายน์ ขอถวายพระพร ๚

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ