พระราชปุจฉาที่ ๓๔

ว่าด้วยพระโพธิสัตวแลสาวกสร้างบารมีแสนกัลปนั้นกำหนดอย่างไร

----------------------------

๏ ศุภมัสดุตยุลศักราช ๑๑๔๘ อัสสสังวัจฉรนักษัตร์อัฐศกภัทรบทมาศ ศุกรปักขปาฏิบทตฤถิครูการบริเฉทกาลกำหนด พระบาทสมเด็จบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จออกณพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน มีพระราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสั่งให้หลวงอนุชิตพิทักษ์ เชิญพระราชปุจฉาออกไปนมัสการเผดียงถามพระราชาคณะทั้งปวง ด้วยพระคุณวิสัชนาว่าพระอรรคสาวกเจ้า สร้างพระบารมีกำหนดครบอสงไขยแสนกัลปแล้วก็สำเร็จปราถนา ฝ่ายพระอสีติสาวกกำหนดสร้างบารมีแสนกัลป พระปรกติสาวกนั้นบำเพ็ญบารมีครบแสนกัลปบ้าง หย่อนกว่าแสนกัลปบ้างก็สำเร็จความปราถนานั้น แลซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้ามาตรัสในโลกนี้จะได้เสมอกันหามิได้ ย่อมเปนสูญกัลปนั้นมีเนื่องกันโดยสิบ ร้อย พัน หมื่น แสน จนถึงอสงไขยกัลป เหมือนหนึ่งครั้งสาสนาพระตัณหังกร พระเมธังกร พระสรณังกร พระทีปังกร เปนสูญกัลปว่างอยู่ถึงอสงไขยกัลป จึงถึงสาสนาพระโกณฑัญญ แล้วว่างไปถึงสูญกัลปอสงไขยหนึ่ง จึงถึงสาสนาพระมังคล พระสุมนะ พระเรวัต พระโสภีต แลว่างเปนสูญกัลปไปอิกอสงไขยหนึ่ง จึงถึงพระสาสนาพระอโนมทัสสี พระประทุม พระนารท แล้วว่างเปนสูญกัลปไปอิกอสงไขยหนึ่ง จึงถึงสาสนาพระปุทมุดรมีอยู่ฉนี้ แลซึ่งกำหนดบารมีพระอรรคสาวกอสงไขยแสนกัลปพระอสีติสาวก พระปรกติสาวกนั้น กำหนดแสนกัลปบ้าง ต่ำกว่าแสนกัลปบ้างนั้นฉันใดเล่า ฤๅว่าถ้าบุทคลผู้ใดปราถนาแล้วบารมีบริบูรณ์ ถึงไม่มีสมเด็จพระพุทธเจ้ามาตรัส ก็กระทำพระนิพพานให้แจ้งได้ ฤๅว่าจะท่องเที่ยวเกิดตายไปกว่าจะพบสมเด็จพระพุทธเจ้ามาตรัสจึงจะพ้นทุกข์ ฤๅว่าซึ่งบุคคลซึ่งมีศรัทธาปราถนานั้น ถ้าแผ่นดินเปนสูญกัลปไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่มีพระปัจเจกโพธิเจ้า ไม่มีพระอรหันตเจ้าก็ดี ถ้ามีศรัทธาจะปราถนาอสีติสาวก ปรกติสาวก สูญอสงไขยล่วงไป ยังอิกแสนกัลปพระเจ้าจึงจะมาตรัส ปราถนาเอาต่อฤๅษีมุนีทิสาปาโมกข์ให้ทำนายได้อยู่ฤๅ ถ้าได้จึงจะต้องด้วยกำหนดบารมีแสนกัลป ถ้าปราถนาต่อฤๅษีมุนีทิสาปาโมกข์ทำนายมิได้ เฉภาะต่อพระพุทธเจ้า พระปัจเจกโพธิเจ้า พระอรหันต์เจ้าจึงได้ เมื่อแลเปนสูญกัลปอยู่ถึงอสงไขยฉนี้ พระอสีติสาวก พระปรกติสาวก ในพระสาสนาพระโกณฑัญญ พระมังคล พระสุมนะ พระเรวัต พระโสภีต พระปทุมุดรนั้น จะมิเรียกว่าบารมีอสงไขยกัลป ผิดจากพระพุทธฎีกาพระเจ้าแห่งเรา ซึ่งว่ากำหนดบารมีแสนกัลปไปแล้วฤๅ อนึ่งฝ่ายพระอรรคสาวกเล่าเมื่อเปนสูญกัลปแต่อสงไขยหนึ่งจึงมีพระเจ้ามาตรัส บารมียังหาเต็มอสงไขยแสนกัลปไม่ ก็กลับว่างไปอิกอสงไขยหนึ่ง แลพระอรรคสาวกแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้า คือพระมังคล พระสุมนะ พระเรวัต พระโสภีต พระปทุมุดร จะครบบารมีอสงไขยแสนกัลปประการใด ถ้าจะนับโดยขาดได้แต่อสงไขยกับกัลปหนึ่ง ถ้าจะนับโดยเกินได้สองอสงไขยกับสองกัลปเปนอยู่ฉนี้ ฤๅว่าเจ้าคุณทั้งปวงกำหนดกัลปนับแผ่นดินผิดไปประการใดจึงเปนดังนี้ อนึ่งซึ่งว่าพระปรกติสาวกสร้างพระบารมีหย่อนกว่าแสนกัลปได้พระนิพพานนั้น มีกำหนดว่าหย่อนสักเท่าใด ประการหนึ่งพระบาฬีในอักษรสังขยาว่าในปลายแสนกัลปนั้น สมเด็จพระบรมโพธิสัตวเจ้าแห่งเราได้พบพระเจ้า ๑๕ พระองค์ ฝ่ายพระพุทธกกุสนธ พระโกนาคม พระพุทธกัสสปนั้น ได้พบพระเจ้า ๓๐ พระองค์ พระศรีอริยเมตไตรได้พบพระเจ้า ๖๐ พระองค์ ข้อนี้ยังวิมุติสงไสย ด้วยสมเด็จพระบรมโพธิสัตวเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ สร้างพระบารมีมาครบบริบูรณ์พร้อมกันเข้าในปลายแสนกัลปอันเดียวกัน แลสมเด็จพระบรมโพธิสัตวเจ้าแห่งเราเปนปัญญาธิก ได้พบพระเจ้าแต่ ๑๕ พระองค์ ฝ่ายพระพุทธกกุสนธ พระโกนาคม พระพุทธกัสสป ๓ พระองค์นั้นเปนศรัทธาธิกได้พบพระเจ้า ๓๐ พระองค์ พระศรีอริยเมตไตรนั้นเปนวิริยาธิกได้พบพระเจ้า ๖๐ พระองค์นั้น เห็นไม่สมด้วยปลายแสนกัลปอันเดียวกัน แลพระบรมโพธิสัตวเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ ได้พบพระเจ้าไม่เท่ากัน มากกว่ากันน้อยกว่ากันนั้นไม่ควร ถ้าเดียรถีแลผู้มีปัญญาน้อยได้ฟังเนื้อความดังนี้ ก็จะวิจิกิจฉาสงไสยพระสาสนา ขออาราธาพระราชาคณะชำระวิสัชนามาให้แจ้ง

แก้พระราชปุจฉาที่ ๓๔

๏ อาตมภาพทั้งปวงปรึกษาพร้อมกัน ขอพระราชทานถวายพระพร ซึ่งข้อพระราชปุจฉาว่า พระสาวกเจ้าสร้างบารมีกำหนดอสงไขยกับแสนกัลป ฝ่ายอสีติสาวกกำหนดบารมีแสนกัลป พระปรกติสาวกนั้นบำเพ็ญบารมีครบแสนกัลปบ้าง หย่อนกว่าแสนกัลปบ้าง ก็สำเร็จความปราถนา แลซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้ามาตรัสในโลกนี้ไม่เสมอกัน ย่อมเปนสูญกัลปเนื่องกันไปโดยสิบร้อยพันหมื่นแสนถึงอสงไขยก็มี ดังนี้จะกำหนดพระอรรคสาวก แลพระอสีติสาวก พระปรกติสาวกฉันใดนั้น ข้อนี้อาตมภาพถวายพระพรวิสัชนา กำหนดบารมีพระอรรคสาวก พระอสีติสาวกไว้แต่ก่อนนั้น โดยพระธรรมเทศนาเปนสาวะเศษ จะได้เปนคำขาดแท้หามิได้ ยังประกอบด้วยอธิบายต่างๆ ตามพระบาฬีคัมภีร์สารสังคหะว่า “เตสํ หิ พุทฺธปจฺเจกพุทฺธอคฺคสาวกมหาสาวกานฺจ พุทฺธสฺส มาตาปิตุอุปฏฺากปุตฺตสฺสาติ” เนื้อความว่าท่านผู้มีบารมี ๘ จำพวก คือพระบรมโพธิสัตวปราถนาโพธิญาณจำพวก ๑ ท่านผู้ปราถนาเปนพระปัจเจกโพธิ ๑ ท่านผู้ปราถนาเปนพระอรรคสาวก ๑ ท่านผู้ปราถนาเปนที่เอตทัคคอสีติมหาสาวก ๑ ท่านผู้ปราถนาเปนพุทธบิดาจำพวก ๑ ท่านผู้ปราถนาเปนพุทธมารดาจำพวก ๑ ท่านผู้ปราถนาเปนพุทธอุปัฏฐาก ๑ ท่านผู้ปราถนาเปนพุทธบุตร ๑ เปน ๘ จำพวกดังนี้ อันว่าบารมีปัจเจกโพธิเจ้ากำหนด ๒ อสงไขยแสนกัลป แลอรรคสาวกนั้นกำหนดบารมี ๑ อสงไขยแสนกัลป ฝ่ายอสีติมหาสาวกก็ดี พุทธบิดาก็ดี พุทธมารดาก็ดี พุทธอุปฐากก็ดี พุทธบุตรก็ดี ท่าน ๕ จำพวกนี้กำหนดบารมีแสนกัลปกสำเร็จปปราถนา แลพระบรมโพธิสัตวเจ้าทั้ง ๓ อย่างนั้น มีพระบารมีแน่เที่ยงแท้จะได้เหลือแลก้าวเกินฤๅหย่อนกว่ากำหนดหามิได้ อธิบายว่าพระบรมโพธิสัตวเจ้าพระองค์ใดพระไทยเร็ว จะใคร่ได้ตรัสเปนพระพุทธเจ้าเร็วๆ แลจะสร้างพระบารมีเร่งบำเพ็ญพระทานปานอย่างพระเวศสันดรนั้น ทั้งกลางวันกลางคืนจะให้พระบารมีรีบเร็วเข้ากว่ากำหนดนั้นก็ไม่ได้ดังพระไทยปราถนา อุประมาดุจชาติกำเนิดเข้ากล้า ต่อกำหนด ๓ เดือน ๔ เดือนจึงได้ผล บุคคลใจเร็วปราถนาจะใคร่ได้เมล็ดเข้าโดยเร็วเร่งรดน้ำพูนดินทั้งกลางวันแลกลางคืน หวังจะให้ได้ผลเมล็ดข้าวโดยเร็วก็ไม่สมปราถนา ต้องช้าอยู่ตามกำหนดนั้นฉันใดก็ดีบารมีพระบรมโพธิสัตว จะได้มีหย่อนกว่ากำหนดหามิได้ แม้นจะว่าบารมีเกินกว่ากำหนดนั้นก็มิได้มี คือพระบรมโพธิสัตวเจ้าทั้ง ๓ อย่าง สร้างบารมีพอครบเข้าในกัลปอันใด กัลปนั้นจะได้เปนสูญกัลป ให้พระบารมีค้างเกินเนิ่นนานออกไปหามิได้ เมาะว่าครบพระบารมีเข้าในกัลปอันใด กัลปนั้นก็เปนอสูญกัลปสำหรับสมเด็จพระพุทธเจ้าจะได้ตรัสพระองค์หนึ่ง ๒ พระองค์ ๓ พระองค์ ตามกาลกำหนดอันควรแก่พระบารมี สมเด็จพระบรมโพธิสัตวเจ้าสร้างสมอบรมมาครบแล้วจะได้ตรัสนั้น ถ้าเปนกาลใช่กาลที่สมเด็จพระพุทธเจ้าจะตรัส คือพระบรมโพธิสัตวเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง สร้างบารมียังมิครบ ยังมิควรที่จะได้ตรัสแล้วเปนว่างอยู่ จึงเปนสูญกัลปนับเนื่องกันไป โดย สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน จนถึงอสงไขยกัลปก็มี เหตุฉนี้จึงว่าบารมีพระบรมโพธิสัตวที่เกินกันนั้นไม่มี อธิบายว่า ถ้าสร้างบารมีหย่อนกว่ากาลกำหนดโดยพรรณามาแล้วนั้น มิได้สำเร็จอธิฐานโดยปณิธานปราถนาเปนอันขาดทีเดียว ต่อครบกำหนดพระบารมีแล้วจึงสำเร็จปราถนา ในอสูญกัลปซึ่งทรงสมเด็จพระพุทธเจ้านั้น แลท่านทั้ง ๗ จำพวกนั้น บมิอาจได้อธิษฐานตามปณิธานปราถนาในสูญกัลปนั้น จำจะยังเสวยศุขสมบัติสร้างบารมีไปกว่าจะถึงอสูญกัลป ซึ่งเปนมงคลกัลปทรงสมเด็จพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านทั้ง ๗ จำพวกนั้นจึงสำเร็จความปราถนา เหตุว่า ท่านเหล่านี้เว้นเสีย แต่พระปัจเจกโพธิเจ้า ท่านนอกนั้นหาสยัมภูวญาณซึ่งตรัสรู้มรรคผลด้วยตนเองมิได้ จำอาไศรยพุทธานุภาพ ได้สตับตรับฟังพระสัทธรรมเทศนา สมเด็จพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง จึงตรัสรู้มรรคผลได้ ประการหนึ่งพระปัจเจกโพธิเจ้านั้นได้ตรัสรู้พอครบพระบารมี ๒ อสงไขยแสนกัลปก็ดี ที่เกินกว่ากำหนดพระบารมีไปกว่าจะถึงกาลอันควรก็มี ทั้งนี้เพราะอกาลอันเปนสูญกัลปนั้น ฝ่ายพระอรรคสาวกแลอสีติมหาสาวก พระพุทธบิดา พระพุทธมารดา พระพุทธอุปฐาก พระพุทธบุตร ท่านทั้ง ๕ จำพวกนี้เปนพุทธสหจรจารึกสำหรับประดับด้วยสมเด็จพระพุทธเจ้า จะได้พลัดพรากสมเด็จพระพุทธเจ้าเหมือนพระปัจเจกโพธินั้นหามิได้ ถ้าบารมีครบเข้าในอสูญกัลปอันใด ได้พบสมเด็จพระพุทธเจ้าองค์ใดก็ดี แล้วมีอปนิไสยสอดคล้องด้วยสมเด็จพระพุทธเจ้าองค์นั้น ก็จะสำเร็จมโนรถปราถนา ถ้าหาอุปนิไสยติดพันกันในสมเด็จพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมิได้แล้ว ก็เปนวิไสยวาศนาวิริยาธิก วิริยาธิกนั้นช้า ย่อมละจากพระสาสนาสมเด็จพระพุทธเจ้าองค์นั้น ยับยั้งเสวยศถขสมบัติสร้างบารมีเหลื่อมๆไป จนได้สำเร็จความปราถนา ดุจหนึ่งบารมีพระพากุลเถรอันเปนพระอสีติมหาสาวก เมื่อครั้งสาสนาพระอโนมทัสสีนั้น ได้ถวายยาแก่พระภิกษุสงฆ์มีองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าเปนประธาน ได้ปราถนาพระอรหัตแล้วให้หาโรคมิได้ แลก็สร้างบารมีสังสรนาการนานมา จนถึงพระพุทธสาสนานี้จึงได้พระอรหัตเอตทัคคฐานสมปณิธานปราถนา ถ้านับแต่พระอโนมทัสสีมาตราบเท่าถึงพระพุทธสาสนานี้ นานได้อสงไขยแสนกัลปเท่าบารมีพระธรรมเสนาสาริบุตรเจ้าอันเปนอรรคสาวกนั้น เปนบารมีพระอสีติมหาสาวกเจ้าเกินดังนี้ ฝ่ายบารมีพระปรกติสาวกนั้นกำหนดแสนกัลปก็มี เกินกำหนดเปนอสงไขย ๒ อสงไขย ๓ อสงไขยแสนกัลปก็มี ที่หย่อนกว่ากัลปจนพันกัลปร้อยกัลปก็มี บ้างสร้างบารมีได้ ๙๔ กัลปสำเร็จพระอรหัตได้พระนิพพานก็มี ที่บารมีครบกำหนดนั้นยกไว้ ซึ่งบารมีเกินกว่ากำหนดนั้น ดุจหนึ่งพระณิเสณิทายเถรเจ้า เมื่อครั้งสาสนาพระโกณฑัญญสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นได้ถวายบันใดไม้แก่พระพุทธเจ้า ได้ปราถนาพระอรหัตแล้วสร้างบารมิสังสรนาการนานมา จนถึงพระพุทธสาสนานี้ จึงได้พระอรหัตสำเร็จพระนิพพาน ถ้าจะนับแต่ภัทกัลปถอยหลังถึงสาสนาพระโกณฑัญญสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเปน ๓ อสงไขยกับแสนกัลปที่พระปรกติสาวกเจ้าสร้างพระบารมี โดยต่ำที่สุดจน ๙๔ กัลปสำเร็จพระอรหัตนั่น ดุจหนึ่งพระสธาบิณฑิกเถรเปนอาทิ เมื่อครั้งสาสนาสมเด็จพระพุทธสิทธัตถสัมพุทธเจ้านั้น ได้ถวายปูนก้อนหนึ่งก่อพระสกูปเจดีย์ บรรจุพระบรมธาตุสมเด็จพระพุทธสิทธัตถสัมพุทธเจ้านั้น ได้ตั้งปณิธานปราถนาพระอรหัต ครั้นมาถึงพระพุทธสาสนานี้ ก็ได้พระอรหัตสมดุจหนึ่งปราถนา นับแต่ภัทกัลปถอยหลังลงไป ถึงสาสนาสมเด็จพระสิทธัตถนั่นเปน ๙๔ กัลป ว่าด้วยบารมีพระปรกติสาวกกำหนดโดยน้อยดังนี้ ประการหนึ่งพระปัจเจกโพธิเจ้า แรกตั้งปณิธาณปราถนานั้น จำเภาะปราถนาได้ในสำนักนิ์สมเด็จพระพุทธเจ้า แลพระอริยสาวกเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง จึงสำเร็จมโนรถปราถนา ตามกาลกำหนดบารมีแล้ว สมเด็จพระพุทธเจ้าก็ตรัสพยากรณ์ทำนาย ถ้าพอจะจัดเปนสูญกัลปแลพระบารมีจะเนิ่นช้ากว่ากาลกำหนดแล้ว สมเด็จพระพุทธเจ้าไม่ทำนายบ้างทำนายบ้าง ฝ่ายพระอรรคสาวก แลพระอสีติมหาสาวก พระปรกติสาวก พระพุทธบิดา พระพุทธมารดา พระพุทธอุปฐาก พระพุทธบุตรนั้น เมื่อแรกตั้งปณิธานปราถนาๆในสำนักนิ์สมเด็จพระพุทธเจ้าก็มีบ้าง ปราถนาในสำนักนิ์พระอริยสาวกแลภิกขุปุถุชนก็มีบ้าง บางทีปราถนาในเจดีย์ฐานอันใดอันหนึ่ง สุดแต่เปนภายในพระสาสนาแล้วก็สำเร็จปราถนา อันจะปราถนาที่ว่างพระสาสนาแลภายนอกพระสาสนา ปราถนาต่ยฤๅษีมุนีเทวดาอินทร์พรหมองค์ใด จะสำเร็จปราถนานั่นหามิได้ วิสัชนาด้วยพระบาฬีมีพระปัจเจกโพธิ แลพระอรรคสาวก พระอสีติสาวก พระปรกติสาวกเหลื่อมกันในสูญกัลป อสูญกัลปแต่เพียงนี้ อนึ่งพระบาฬีในคัมภีร์พุทธาอนูนานั้น แปลได้เนื้อความว่าในปลายแสนกัลปนั้น สมเด็จพระบรมโพธิสัตวเจ้าแห่งเราได้พบพระพุทธเจ้า ๑๕ พระองค์ ฝ่ายพระกกุสนธ พระโกนาคม พระกัสสปนั้น พระบารมี ๘ อสงไขย ในปลายแสนกัลปนั้นได้พบพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ ฝ่ายพระศรีอริยเมตไตรนั้นบารมี ๑๖ อสงไขย ในปลายแสนกัลปนั้นว่าได้พบพระเจ้า ๖๐ พระองค์ แลเนื้อความทั้งนี้มีแต่พระบาฬีท่านแต่งไว้เปนเผด็จอักษรสังขยาภาวนาสวดมนต์ ค้นดูในพระสูตร พระปรมัตถ์ พระวินัย เปนคัมภีร์ใหญ่นั้นจะได้พบพระบาฬีดังนี้หามิพบ ในคัมภีร์ใหญ่คือคัมภีร์สัมปิณฑโสทสกีพุทธวงษ์นั้นมีเนื้อความว่า แต่พระบรมโพธิสัตวทั้ง ๓ อย่างสร้างพระบารมีมาเปนปัญญาธิก สัทธาธิก วิริยาธิกได้ตรัสในภัทกัลปอันนี้ เมื่อบำเพ็ญพระบารมีมา แลพระกกุสนธนั้นพบพระพุทธเจ้า ๒๔ พระองค์ พระโกนาคมพบพระพุทธเจ้า ๒๕ พระองค์ พระพุทธกัลสปพบพระพุทธเจ้า ๒๖ พระองค์ สมเด็จพระมหาสมณโคดมเจ้าแห่งเรา พบพระพุทธเจ้า ๒๗ พระองค์ พระศรีอริยเมตไตรพบพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์แลสมเด็จพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ได้พบพระพุทธเจ้าใน ๔ อสงไขยแสนกัลป ลดน้อยกว่ากันแต่เท่านี้ ซึ่งถือตามบาฬีเผด็จสวดมนต์นั้นไม่ควร ด้วยว่าไม่สิ้นความสงไสย เปนคัมภีร์น้อย เถียงคัมภีร์ใหญ่ให้เกิดความวิจิกิจฉา สงไสยในพระไตรปิฎกนั้นไม่ควร ควรจะถือเอาคัมภีร์ใหญ่ อาตมภาพทั้งปวงพบพระบาฬี ได้เนื้อความแต่เพียงนี้ ขอถวายพระพร ๚

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ