พระราชปุจฉาที่ ๓๒

ว่าด้วยพระอรรคสาวก แลพระอสีติสาวก พระปกติสาวก สร้างพระบารมีมาจนสำเร็จพระอรหัตผล ช้าเร็วกว่ากัน ตามกาลกำหนด ทั้งพระกิริยาอารมณ์ก็เปนปรกติ มิได้ปรากฎว่าหยาบช้าประการใด แต่พระอังคุลิมาลนั้น ได้เปนยักษ์เปนมารเปนท้าวพระยา ก็ล้วนแต่ใจบาปหยาบช้าทำปาณาติบาตโดยมาก จนมาในปัจฉิมชาติจะได้พระอรหัตในชาตินั้นแล้ว ก็ยังเปนโจรฆ่ามนุษย์เปนอันมาก ซึ่งว่าพระอังคุลิมาลสร้างบารมีแสนกัลปนั้น จะนับว่าสร้างบารมีอย่างไร

----------------------------

๏ ศุภมัสดุตยุลศักราช ๑๑๔๘ อัสสสังวัจฉรนักษัตรอัฐศกสาวนมาศศุกรปักขปัณณรสีตฤถีพุฒวารบริเฉทกาลกำหนด พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จออกพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ทรงพระกรุณาตรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม สั่งให้หลวงอนุชิตพิทักษ์ไปเผดียงถามสมเด็จพระสังฆราชพระราชาคณะทั้งปวง ด้วยพระราชปุจฉาว่ามีพระบาฬีพรรณาว่า ท่านผู้ปราถนาเปนพระอรรคสาวกนั้น สร้างบารมีนานนับด้วยอสงไขยกับแสนกัลปจึงสำเร็จพระบารมี พระอสีติสาวกนั้น สร้างบารมีนานนับด้วยแสนกัลป ฝ่ายพระปกติสาวกนั้น สร้างบารมีเต็มแสนกัลปบ้าง ไม่เต็มแสนกัลปบ้าง ก็ได้สำเร็จปราถนา ซึ่งพระสาวกเจ้าทั้งปวงมีพระกิริยาอารมณ์เปนปรกติ มิได้ปรากฎว่าหยาบช้าทารุณประการใดก็หาความสงไสยมิได้ แต่พระอังคุลิมาลเถรเจ้านี้ ได้สดับตรับฟังมาหลายสูตรหลายนิทาน ว่าได้เปนยักษ์เปนมารก็หลายชาติ ครั้งเมื่อเปนพระยาโปริสาท ก็ฆ่ามนุษย์กินเนื้อมนุษย์มาช้านาน จะเปนท้าวเปนพระยาในชาดกใดๆ ก็ล้วนใจบาปหยาบช้ากระทำปาณาติบาตโดยมาก จนมาเมื่อเปนปัจฉิมภวิกชาติ จะได้พระอรหัตนิพพานในชาตินั้นแล้ว ยังเปนโจรฆ่ามนุษย์เสียหนักหนา มีโลหิตติดชุ่มอยู่ในมือบมิขาด จนบิดามารดาสมณพราหมณาจารย์ก็มิได้คิดๆ แต่จะฆ่าเปนปาณาติบาตไป เมื่อสมเด็จพระสัพพัญญูรู้เหตุแล้วกลัวจะเปนโทษใหญ่ ทรงพระอุสาหะเสด็จไปช่วยชิงโทษ ซึ่งจะฆ่ามารดาฬ่อให้ไล่มาเทศนาสั่งสอนทรมานให้พ้นทุกข์ เมื่อพระกิริยาหยาบช้าถึงเพียงนี้ ควรฤๅพบสมเด็จพระพุทธเจ้าไม่ช้าได้ฟังพระธรรมเทศนาหน่อยหนึ่ง ก็ลุพระอรหัตตัดบาปตัดกรรมสำเร็จแก่พระบารมีนับในอสีติสาวก ได้พระนิพพานพ้นทุกข์ในชาตินั้น ฝ่ายอกุศลคนผู้อื่นกระทำนั้นถึงมากถึงน้อยประการใดก็ไม่สิ้นสูญ ย่อมแต่งให้ได้เสวยทุกขเวทนาในจตุราบาย แล้วกันมรรคกันผลกันสวรรค์กันนิพพาน ทำท่านฉันใดท่านกระทำแก่ตนฉันนั้น ต่อใช้บาปใช้กรรมแล้วจึงได้มนุษย์สมบัติ ได้สวรรค์สมบัติ ได้ฌาณสมาบัติมรรคผลสืบไป ส่วนพระอังคุลีมาลนี้บาปกรรมซึ่งทำมาหนักหนาจนสุดชาตินั้นสาปสูญไปข้างไหนจึงไม่ให้ผล สัตว์ทั้งปวงแลมนุษย์บรรดาเธอฆ่าเสียนั้น หาตามสนองจองเวรทดแทนกันไม่ฤๅ มนุษย์แลสัตวทั้งปวงนั้นตายเสียเปล่าๆ หามีบาปกรรมไม่ฤๅประการใด ประการหนึ่งซึ่งพระอังคุลิมาลสร้างบารมีแสนกัลปได้พระนิพพานนั้นอย่างไร เอาสิ่งใดไปนับเปนแสนกัลปบารมี แลบารมีนั้นทำบุญก็นับทำบาปก็นับเปนบารมีฤๅ ๆ นับแต่ที่ได้ทำบุญ ถ้านับแต่ฝ่ายบุญแล้ว ฝ่ายพระอังคุลิมาล ซึ่งไปช้าอยู่ในอบายภูมินั้นจะครบแสนกัลปประการใด ฤๅพระอังคุลิมาลทำบาปหาบาปไม่ ไม่ได้ตกนรก ทำแล้วๆ ไป ตั้งใจแต่สร้างบารมีมาจึงสำเร็จพระอรหัต อนึ่งบารมีพระอสีติสาวกแรกตั้งปนิธานปราถนาในสาสนาพระปทุมุดรพระองค์เดียวกัน แลพระอังคุลิมาลนี้ก็นับอยู่ในพระอสีติสาวก แลพระอสีติสาวกทุกๆ พระองค์นั้นพระกิริยาเปนปรกติ ฝ่ายพระอังคุลิมาลเถรนี้สิบาปกรรมได้ทำมาหนักหนา จะได้พระอรหัตเปนอสีติสาวกพร้อมกันกับท่านทั้งปวงประการใด ขอให้พระราชาคณะวิสัชนาด้วยลักขณะแห่งแสนกัลปบารมี แลบาปกรรมแห่งพระอังคุลิมาลเถรมาให้แจ้ง

แก้พระราชปุจฉาที่ ๓๒

๏ อาตมภาพ สมเด็จพระสังฆราช พระพนรัต พระธรรมไตรโลก พระพิมลธรรม พระพุทธโฆษา พระธรรมโฆษา พระธรรมกิติ พระญาณสิทธิ ๘ รูป ขอพระราชทานถวายพระพรวิสัชนา ซึ่งข้อพระราชปุจฉาว่า พระอรรคสาวก แลพระอสี่ติสาวก พระปกติสาววก สร้างพระบารมีมาจนสำเร็จพระอรหัตผล ช้าเร็วกว่ากันตามกาลกำหนด ทั้งพระกิริยาอารมณ์เปนปรกติ มิได้ปรากฎว่าหยาบช้าทารุณประการใดนั้น ก็สมควรด้วยพระราชปุจฉาแล้ว แต่ข้อซึ่งว่าพระอังคุลิมาลเถรเจ้านี้ ได้ทรงสดับตรับฟังมาหลายสูตรหลายนิทาน ว่าได้เปนยักษ์เปนมารหลายชาติ ได้เปนท้าวพระยาใดๆ ก็หยาบช้า กระทำปาณาติบาตโดยมากไม่มีบาปไม่มีกรรมฤๅนั้น ข้อนี้มีพระบาฬีว่า “กมฺมสฺสโก กมฺทายาโท กมฺโยนิ” ว่าบุคคลเกิดมาแล้วก็มีกรรมเปนของตน มีกรรมเปนเชื้อสายเปนกำเนิดเปนเผ่าพันธุ์ทุกคนๆ จะได้เว้นตัวหามิได้ แลพระอังคุลิมาลเจ้าพระองค์นี้ จำเดิมแต่สร้างบารมีมาแต่ชาติใด ได้กระทำกรรมบาปกรรมนั้นก็ให้ผล ไปทนทุกขเวทนาในอบายภูมิตราบเท่าสิ้นบาปสิ้นกรรมนั้น อนึ่งถึงมาทว่าพระอังคุลิมาลได้เกิดเปนยักษ์เปนมารท้าวพระยาหยาบช้าในชาติใดก็ดี ใช่ที่จะไม่นับเอาเปนชาติ จะเปนขาดพระบารมีหามิได้ เพราะเหตุว่าพระอังคุลิมาลจะได้หยาบช้าไปทั้งชาตินั้นหามิได้ ย่อมพบพระบรมโพธิสัตว ได้ฟังพระธรรมเทศนาทรมานแล้วก็เสียพยศอันร้าย ก็ตั้งอยู่ในศีล ๕ ศีล ๘ ในสุจริตธรรมเปนอันดี ก็เปนพระบารมีสืบต่อมา ข้อซึ่งพระอังคุลิมาลสร้างพระบารมีแสนกัลปได้พระนิพพานนั้นอย่างไร เอาสิ่งใดไปนับเปนแสนกัลปบารมีนั้น ข้อนี้วิสัชนาว่า ซึ่งจะกำหนดบารมีแสนกัลปนั้น จะได้นับเอาบุญแลบาปซึ่งบุคคลได้กระทำน้อยมากกว่ากันนั้นเปนประมาณหามิได้ นับเอากาลอันนานแห่งกัลปนั้นเปนประมาณ คือเอามหากัลปแผ่นดินนับเปน ๑ เปน ๒ เปน ๓ เปน ๔ เปน ๑๐๐ เปน ๑๐๐๐ เปนหมื่นเปนแสน นับแต่แรกตั้งมูลปนิธานปราถนา มาตราบเท่าที่สุดชาติชั้น เปนบารมีแสนกัลป แลกุศลกรรมอกุศลกรรมซึ่งพระอังคุลิมาลได้กระทำมาในระหว่างแสนกัลปนั้น ก็ให้ผลไปเสวยศุขแลทุกข์ตามบุญแลบาป ช้านานมาตราบเท่าพ้นทุกข์ก็นับเอาเปนบารมีสิ้นทั้งนั้น แลเมื่อทำบาปทำอกุศลไปทนทุกข์ทรมานอยู่นานช้าในจตุราบายนั้นสักเท่าใดก็ดี ใช่ที่จะไม่นับหามิได้ จะทำผิดบ้างชอบบ้างอย่างไรก็ดี สุดแต่สร้างบารมีครบแสนกัลปแล้ว ก็ได้พระอรหัตสำเร็จพระนิพพานทุกองค์ เหมือนดังพระโสภิตเถรแรกตั้งปราถนาอรหัต ในสำนักนิ์สมเด็จพระปทุมมุดร ชาติหนึ่งได้ฌาณสมาบัติ ตายไปเกิดในอสัญญีภพ หาบุญบาปมิได้เลยนานถึงห้าร้อยมหากัลป แล้วจุติจากอสัญญีภพ ถ้าจะนับเอาบุญแลบาปเปนประมาณแล้ว พระโสภิตเถรจักบมิได้พระอรหัตในสาสนาสมเด็จพระพุทธเจ้าแห่งเรา พร้อมกันกับพระอสีติสาวกทั้งปวงหามิได้ แลซึ่งบุคคลได้ตั้งความปราถนาเปนอสีติสาวก จำเดิมแต่ชาตินั้นไปตราบเท่าแสนกัลป จะได้ทำบาปมากหลายเห็นปานดังพระอังคุลิมาลเถรเปนอาทิก็ดี ได้กระทำกุศลมากเห็นปานพระมหากัสสปเถรเจ้า พระอานนทเถรเจ้าเปนอาทิก็ดี ที่กระทำบาปมากนั้น เมื่อเที่ยวท่องอยู่ในสงสารวัฏ ก็จะได้เสวยทุกขเวทนาในจตุราบายมาก ควรแก่กรรมที่ได้กระทำนั้น ครั้นสิ้นกรรมแล้วก็จะได้ไปเสวยศุขเล่า สมควรแก่กุศลที่ได้กระทำไว้นั้น ที่ได้กระทำบาปนั้น ถึงว่าบาปนั้นให้ผลแล้วก็ดี แต่เศษบาปนั้นยังเปนเชื้อสายติดตามมา ครั้นได้อกุศลที่บุคคลผู้นั้นกระทำขึ้นใหม่ๆ เปนอุปถัมภกรรมแล้ว ก็ช่วยกันให้ผลตราบเท่าปัจฉิมชาติ เหมือนดังพระอังคุลิมาลเถรอันได้เสวยทุกขเวทนาในชาติที่สุด ไม้ค้อนก้อนดินบุทคลคว่างทิ้งเป็ดไก่ สุนักข์แลสุกรในโคจรคามนั้น ก็ผเอิญให้ลอยปลิวมาตกต้องกายพระอังคุลิมาลลงเอง ซึ่งกระทำผิดนั้นจะให้ผลได้แต่อย่างนี้ จะให้บารมีนั้นเนิ่นช้าออกกว่ากำหนดนั้นหามิได้ ข้อซึ่งว่าพระอังคุลิมาลฆ่ามนุษย์ ในปัจจุบันชาตินั้นมีพระบาฬีว่า “ยสฺส ปาปํ กตํ กมฺมํ ฯ ล ฯ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา เถรสฺส ปน อุปชฺชเวทนียจ ฯ ล ฯ วิปากํ เทติ เยว” เนื้อความว่า อันว่ากรรมลามกบุทคลผู้ใดกระทำมาแต่ก่อนแล้ว ถ้าแลท่านผู้นั้นบรรลุถึงพระอรหัตแล้ว กำลังพระอรหัตนั้นก็จะปิดเสียซึ่งกรรมนั้นมิให้ปฏิสนธิวิบากสืบไป แลท่านผู้นั้นก็จะกระทำให้ปราศจากกิเลศรุ่งเรือง ดุจหนึ่งพระจันทร์อันปราศจากเมฆ อนึ่งกรรมสองประการอันจะให้ผล ในลำดับชาติก็ดีจะให้ผลในชาติที่สองที่สามเปนอาทินั้นก็ดี พระอังคุลิมาลเถรเจ้าถอนเสีย แล้วเปนอโหสิกกรรมจะให้ผลสืบไปหามิได้ แลข้อซึ่งว่าพระอังคุลิมาลแรกปราถนามาในสำนักนิ์พระพุทธเจ้าองค์ใดก็ดี จะได้เปนเอตทัคคในที่อันใดก็ดี ยังมิได้พบพระบาฬีก่อน พบแต่บาฬีอาจารย์แต่ก่อนเขียนไว้เปนเผด็จสวดมนต์ ว่าพระอังคุลิมาลยอยู่ในอสีติสาวก จึงกำหนดบารมีว่าแสนกัลปแต่สาสนาพระปทุมุดรนั้นมา อนึ่งผู้ปราถนาพระอรหัตภูมิที่ฐานอันใดๆ ก็ดี แรกสร้างบารมีออกวาจาในสำนักพระอริยเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งพร้อมด้วยธรรมสองประการ “ฉนฺทตา” คือภาวปราถนารักใคร่พอใจพระอรหัตภูมิเปนแท้ กอปรด้วยศรัทธาปีติปราโมชยิ่งนัก “อธิกาโร” คือกระทำบุญให้ทานบูชาคารวะ ด้วยเจตนาอันเปนกุศลโสมนัศยินดีมีปัญญา ในสำนักนิ์พระอริยเจ้าองค์นั้น ๑ แลท่านผู้นั้นครั้นพร้อมด้วยธรรมสองประการนี้ แล้วเกิดมาในชาติใดๆ ถึงจะประมาทหยาบช้ากระทำผิดประการใดก็ดี ย่อมกลับตัวได้ด้วยเดชคุณธรรมสองประการนั้นไม่ทำผิดไปทีเดียวหามิได้ บางทีผู้ทรมานสั่งสอนให้สติอารมณ์แล้วก็ย่อมละเสียซึ่งกระทำชั่ว ย่อมมีความประมาทนั้นน้อยกว่าสามัญบุคคลอื่นๆ ขอถวายพระพร ๚

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ