Error message

Warning: ini_set(): A session is active. You cannot change the session module's ini settings at this time in drupal_environment_initialize() (line 697 of /home/www/virtual/vajirayana.org/htdocs/includes/bootstrap.inc).

ตอน พระรามได้ขีดขิน

๑๖

๏ ขษณะนั้นลูกลมเรืองศรี ออกจากพิธี
ก็ล่ามาโดยอรัญ ฯ  

ฯ แพละ ฯ

๏ แสวงภักษาผลสบสรรพ์ เห็นสององค์อัน
มาพักสำนักร่มไทร  
๏ ทรงโฉมสวัสดิ์สุนทรวิไล เขียวขำอำไพ
ประเภทเพียงหริรามา  
๏ องค์น้องเลิศลักษณ์เลขา ดูดั่งขวัญตา
แลเหลืองละอองทองพราย  
๏ ท้าวนี้ใครหนอน่าฉงาย ครั้นจักทักทาย
ก็คิดบคุ้นเคยกัน  
๏ จึ่งค่อยเลื่อนเลียบพฤกษพรรณ มายอดไทรอัน
สำนักกระษัตริย์สององค์  
๏ จึ่งรูดใบไทรโปรยลง เฉพาะตกตรง
บดินทรอันนิทรา  
๏ พระลักษณ์เล็งยอดพฤกษา จึ่งเห็นขุนวา
นรินทร์อันหว่านใบไทร  
๏ พระโบกหัตถ์ขับเท่าใด พานรบมิไป
ก็เงื้อธนูโมลี  
๏ ลูกลมผลุนมาทันที ฉวยชิงศรศรี
ไปจากพระนุชด้วยพลัน ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ กลับโผนสู่ยอดพฤกษพรรณ ชักสายโน้มคัน
ธนูขึ้นได้ง่ายดาย ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ พระลักษณ์ครั้นเห็นคิดฉงาย เอะกำลังกาย
กระบิลพ้นภพไตร  
๏ ธนูนี้ใครอาจก่งไหว เว้นแต่หน่อไว
ยกูณฐองค์อวตาร  
๏ วานรตัวนี้ห้าวหาญ จะทำรำคาญ
ก็ปลุกสมเด็จพระรามา  
๏ แล้วทูลแถลงเหตุเชษฐา ว่าวานรอา
นุภาพผิดลิงไพร  
๏ มาชิงเอาศรไชยไป ก่งเล่นง่ายใจ
เปนวานิบัติสารี  
๏ นรนาถฟังพลางทฤษฎี เห็นราชกระบี่ศรี
อันทรงวิมลมาลัย  
๏ กุณฑลสนอบกรรณเรืองไชย ขนขาวอำไพ
ดั่งสังข์เศวตโสภา  
๏ จึ่งตรัสบอกองค์กนิษฐา เจ้าจงดูวา
นรินทรทรงกุณฑล  
๏ พิลาสมาลัยสร้อยสน ขนเพชรแลทนต์
วิเชียรพิศพึงชม  
๏ พระลักษณ์พิศเพียรเสร็จสม ไม่เห็นลูกลม
ซึ่งทรงมณีมาลา  
๏ หนุมานครั้นยินบัญชา คิดคำมาตา
อันสั่งกระบิลแต่บรรพ์  
๏ จึ่งนำศรทูลเศียรพลัน แล่นเข้าเคียมคัล
ถวายธนูภูธร ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ จึ่งพระภุชพงศ์ทรงศร ปราศัยพานร
ว่าท่านนี้หน่อนามใด  
๏ ลูกลมก้มเกล้าเฉลยไข ข้าผู้เรืองไชย
เปนบุตรพระพายฤทธี  
๏ น้านั้นพระยาพาลี สมมุตินามมี
ชื่อว่ากำแหงหนุมาน  
๏ แม่ข้าสั่งสอนแถลงสาร ว่าองค์อวตาร
จะเห็นมงกุฎมาลี  
๏ ให้ข้าอยู่รองบทศรี ประพฤติภักดี
ต่อจอมจุฑาจักรพาฬ  
๏ นารายณ์เอื้อนโอษฐ์บรรหาร ดำเนินเหตุการณ์
แต่จากบุรีมณฑล  
๏ มาทรงจรรยาแสวงผล เถกิงกุณฑ์ชุบมนตร์
โดยเวทบูชาไฟ  
๏ ยังอาศรมบทอาศัย ทศกัณฐ์จัญไร
มาลักพระอรรคเทพี  
๏ เราจึ่งติดตามยักษี หวังผลาญชีวี
ให้สิ้นทั้งพวกพงศ์มาร  
๏ ลูกลมก้มเกล้าสนองสาร น้าข้าเกิดการ
พิโรธเคียดเคืองกัน  
๏ ด้วยทรพีไปโรมรัน กับพาลีอัน
เปนปิ่นบุเรศพานร  
๏ ต่างก้ำกึ่งฤทธิราญรอน จนจวนทินกร
จะลับสุเมรุมัวมนท์  
๏ จึ่งนัดกาสรบัดดล พรุ่งนี้ไปรณ
ณรงค์กันในคิรี  
๏ แล้วคืนเข้าสู่มณฑีร์ สั่งสารแก่ศรี
สุครีพผู้เปนอนุชา  
๏ ว่าทรพีมีฤทธา มาตรแม้นเชษฐา
จะม้วยด้วยรบกับมัน  
๏ แถวเลือดไหลเหลวดังฉัน เจ้าจงพลันพลัน
สมทบซึ่งปากถ้ำทอง  
๏ ถ้าเลือดข้นไหลน่านนอง จงสัญญาปอง
เปนเลือดมหิงส์วายปราณ  
๏ ครั้นรุ่งเรืองแสงสุริย์ฉาน พาลีผู้ผ่าน
พิภพไปราวี  
๏ สุครีพมาคอยร้ายดี ครบเจ็ดวันมี
เผลียงอุบัติตกมา  
๏ เห็นเลือดเหลวหลากคูหา แสนโศกสัญญา
ว่าจอมกระบิลวอดวาย  
๏ มุขมาตย์มนตรีทั้งหลาย ขุนหมื่นมุลนาย
ปรึกษาก็เห็นพร้อมกัน  
๏ ว่าถ้าปิ่นภพไม่อัน ตรายชีวัน
ก็จะทำลายออกมา  
๏ ต่างเร่งนิกรโยธา ขนเอาศิลา
มาทุ่มสมทบบมินาน  
๏ พาลีออกมาถึงสถาน ปากถ้ำอันธการ
ก็โกรธเกรียงเกรียมใจ  
๏ เอาหัวมหิงส์เหวี่ยงไป ถูกพื้นเพิงไศล
ก็แตกตะโล่งทำลาย  
๏ แผดร้องดังฟ้าฟาดสาย กริ้วโกรธมากมาย
ก็ขับสุครีพเสียพลัน  
๏ สุครีพวิโยคโศกศัลย์ เข้าในไพรวัน
กำสรวลกำสรดโศกา  
๏ มาอยู่อมตังภูผา จึ่งนาถนรา
ไปผลาญชีวิตพาลี  
๏ จะได้พลไกรไชยศรี ยกไปราวี
สังหารทั้งโคตรกุมภัณฑ์  
๏ นารายณ์ตอบพานรพลัน เรารักษาธรรม์
บใฝ่ประพฤติเพศพาล  
๏ เราไม่เบียดเบียฬทั่วสถาน สากลจักรวาฬ
ให้ร้อนด้วยเภทไภยันต์  
๏ วิสัยพี่น้องร่วมครรภ์ ขัดเคืองใจกัน
ไม่นานจะกลับคืนดี  
๏ เรามาทรงเพศฤๅษี ผิดประเพณี
จะพลอยเขาฆ่าพี่ชาย  
๏ หนุมานนบนิ้วทูลถวาย อดีตบรรยาย
มหันตโทษพาลี  
๏ ยังมีอสุรยักษี สำแดงฤทธี
พระเมรุเอนเอียงไป  
๏ เทพชุมนุมกันหวั่นไหว ป่าวสารภพไตร
มาพร้อมกันยกศีขรินทร์  
๏ ฝ่ายพระยากากาศลูกอินทร์ ได้เลศแห่งทิน
กรบุตรอนุชา  
๏ องอาจยกเมรุคืนคลา จึ่งเจ้าโลกา
ประสาทนามพาลี  
๏ แล้วฝากดารามารศรี มาให้กระบี่
สุครีพเปนราชรางวัล  
๏ พระนารายณ์ทัดทูลด้วยพลัน เสาวคนธ์บุษปพรรณ
จะฝากภมรกลใด  
๏ พาลีถวายสัตย์ต่อไท ว่าถ้านำไป
เปนสิทธิ์บส่งน้องชาย  
๏ จงแสงศรทรงนารายณ์ ผลาญข้าให้วาย
ชีวาตม์ประจักษ์ทั่วกัลป์  
๏ แล้วกลับละสัตย์เสียพลัน เอานางเปนอรร
คเรศร่วมกรีฑา  
๏ ป่างนี้เสด็จไวกูณฐ์มา จงผลาญพระยา
กระบิลราชพลี  
๏ นารายณ์โองการสารศรี ถ้าโทษผิดมี
ก็ควรจะม้วยมรณา  
๏ หนุมานเร็วเร่งไปหา สุครีพน้ามา
ให้เล่าคดีแต่บรรพ์  
๏ วานรรับโองการพลัน เหิรเหาะจรจรัล
มาสู่คิรีอมตัง  
๏ ถึงจึ่งแจ้งความแต่หลัง ให้สุครีพฟัง
แต่ต้นจนปลายบมิคลา  
๏ สุครีพแสนโสมนัสา ด่วนด่วนชวนวา
ยุบุตรระเห็จเหาะทะยาน ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งท้าวน้าหลาน ก้มเกล้ากราบกราน
สมเด็จพระผู้จักรี  
๏ ทูลถวายชีพรองบทศรี อาสานฤบดี
ไปปราบอสุรอาธรรม์  
๏ นับได้สิบเศียรโมหันธ์ มกุฎพรายพรรณ
จะนำมานบบทมาลย์  
๏ จึ่งหริรักษ์สังหาร เอื้อนโอษฐ์โองการ
แก่ศรีสุครีพชาญไชย  
๏ เรารักษาธรรมเวไนย บำรุงภพไตร
ให้ตรงอยู่คงสัตยา  
๏ ใครไม่มีโทษโทษา เราไม่พาธา
ก็ควรจะม้วยบรรลัย  
๏ ขีดขินธานีอยู่ไหน ท่านนำเราไป
จะให้ไปเยาะพาลี  
๏ สองเหาะขึ้นชิงชัยศรี จะแผลงอัคนี
เฉพาะให้ถูกพี่ชาย  
๏ สุครีพสนองคำฦๅสาย พาลีหยาบคาย
นุภาพปราบแดนไตร  
๏ เกลือกข้าจะสู้มิไหว จะม้วยบรรลัย
มิทันจะแผลงศรทรง  
๏ พระตอบลูกพระสุริยง ท่านจะรณรงค์
ก็ผ่อนกำลังกายา  
๏ ถ้าไปท้าทายเชษฐา แล้วหนีส่อมา
ใกล้เราจึ่งเข้าชิงชัย  
๏ จะทันเพลี่ยงพล้ำเปนไฉน จะแผลงศรไชย
จงเร่งให้ทันท่วงที  
๏ แล้วเราจะเลี่ยงศรศรี ไม่ให้พาลี
ทำอันตรายพาธา  
๏ สุครีพใสโสมนัสา รับราชบัญชา
กระสันต์กระเษมเปรมปรีดิ์  
๏ หนุมานผู้ชาญไชยศรี ลาไทธรณี
ก็คืนยังกัทลีวัน  
๏ สุครีพนำเสด็จผาดผัน ดั้นโดยอรัญ
มาถึงขีดขินพารา  
๏ เชิญท้าวนั่งร่มพฤกษา กระบิลอำลา
จะเข้าไปล่อพาลี  
๏ พระก็เสี่ยงพรหมมาสตร์ศรศรี แล้วชุบชลธี
มาโสรจสุครีพผู้ไกร  
๏ ขุนกระบิลจำนองผ่องใส กราบบาทภูวไนย
ตระบัดก็เหาะเหิรทะยาน  
๏ ลอยอยู่ตรงหน้าราชฐาน ตัดพ้อก่อพาล
ว่าเหวยพระยาพาลี  
๏ ไยขึ้งเคียดขับเราหนี สิ่งสินอันมี
ก็เก็บเข้าไว้ในคลัง  
๏ ทำโดยพาลาโอหัง ทีนี้มิฟัง
จะสู้ให้รู้ฤทธิ์กัน ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ พาลีฉวยชักพระขรรค์ ผูกคิ้วขบฟัน
ก็หมุนจะขึ้นชิงชัย ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ดาราผู้เพื่อนพิสมัย กอดบาททูลไท
ธิราชปิ่นพานร  
๏ ว่าศรีสุครีพชาญสมร เกรงกลัวฤทธิรอน
จึ่งหนีเข้าดงพงไพร  
๏ แม้นบมีคนหนุนเยียไฉน จะกลับอาจใจ
มากล่าวทำนุกรุกราญ  
๏ ความนี้ข้าข้อยทูลสาร ภูธรพิจารณ์
ดำริพระทัยจงดี  
๏ อย่าเพ่อไปชิงชัยศรี งดดูท่วงที
สุครีพจะทำฉันใด  
๏ พาสีขัดอัชฌาสัย ขบฟันขัดใจ
มิฟังพระอรรคชายา  
๏ ผาดโผนโจนระเห็จเวหา ไล่ติดอนุชา
คำรนคำรามราวี  
๏ สุครีพรบพลางทางหนี ครั้นใกล้จักรี
ก็โถมเข้าต่อแรงกาย  
๏ พาลีบมิฆ่าให้ตาย จับตัวน้องชาย
ก็พุ่งไปขอบจักรวาฬ  
๏ แล้วคืนเข้าสู่ราชฐาน สุครีพเดือดดาล
ก็เหาะมายังจักรา ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ว่าท่านไซร้หน่อนาถา สร้างพรตจรรยา
ดั่งฤๅมากล่าวคำพาล  
๏ ล่อลวงจะช่วยแผลงผลาญ แล้วนิ่งดูดาล
จะแกล้งให้ม้วยชีวี ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ พระก็มีโองการสารศรี สุครีพพาลี
ทั้งสองดั่งพิมพ์เดียวยล  
๏ ดูพี่แปลกน้องคิดฉงน จักแผลงศรพล
บได้ดั่งใจจินดา  
๏ พระจึ่งฉีกชายภูษา ผูกมือขุนพา
นรินทรเปนสำคัญ  
๏ ท่านจงยุรยาตรผาดผัน กลับไปประจัญ
ประจญณรงค์พาลี ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ สุครีพประณตบทศรี ลาไทธรณี
ก็เหาะไปโดยอัมพร ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ หยุดลอยอยู่ตรงบัญชร ว่าเราต่อกร
ด้วยกันไม่ทันนาที  
๏ ไยท่านบากเบือนเบี่ยงหนี คืนเข้าบุรี
มานอนอยู่เดียวสบาย  
๏ พาลีขัดแค้นเคืองระคาย ฉวยตรีเพชรพราย
ทะยานเข้าต่ออนุชา  
๏ สุครีพหลบหลีกล่อมา เห็นใกล้จักรา
ก็เข้าประยุทธยุทธการ  
๏ ดั่งครั้งหริรักษ์สังหาร สยมพิษณุบันดาล
สมเด็จธลองฤทธิ์กัน  
๏ ฝ่ายนาถนารายณ์รังสรรค์ พิศเพียรสำคัญ
ประจักษ์เปนแท้แน่นอน  
๏ หลิ่วชายนัยน์เนตรน้าวศร นรนาถสี่กร
ก็ลั่นธนูดูไกร  
๏ พาลีเหลือบเห็นแต่ไกล ผาดโผนว่องไว
เข้าฉวยเอาลูกศรพลัน  
๏ ผูกคิ้วคำรนขบฟัน ร้องว่าเหวยอัน
ธพาลเพศโยคี  
๏ ไยไม่สำรวมกิจชี มาก่อกระลี
ด้วยเหตุอันใช่การงาน  
๏ เราพี่น้องกันบันดาล โกรธแล้วไม่นาน
ก็คงจะคืนดีกัน  
๏ ท่านนี้มนท์มัวโมหันธ์ ไม่ครองคลองธรรม์
ประพฤติเพศพาลา  
๏ นารายณ์เอื้อนอรรถรัจนา ดูกรพระยา
กระบิลใจอาธรรม์  
๏ ไยลืมครั้งดึกดำบรรพ์ กลับกล่าวคำหยัน
จงตริคิดโทษอันมี  
๏ จึ่งโอรสท้าวโกสีย์ สนองคำจักรี
ว่าข้าประมาทลืมไป  
๏ สมัยนี้ควรจักบรรลัย พระอย่าแหนงใจ
ว่าข้าจะจองเวรา  
๏ ขอฝากสุครีพอนุชา องคตแลวา
ยุบุตรชมพูพาน  
๏ ฝากมุขมนตรีทุกสถาน กระบี่หมู่บริวาร
พระเจ้าจงเลี้ยงโดยธรรม์  
๏ ผิดพลั้งเปนโทษมหันต์ ขออย่าฆ่าฟัน
บดินทรได้ปรานี  
๏ นารายณ์โองการสารศรี เอ็นดูพาลี
จะไว้มิให้วายปราณ  
๏ อันศรพรหมมาสตร์แผลงผลาญ จะกลับเปล่าการ
บได้กินเลือดเชือดใจ  
๏ ก็ไม่เข้าแล่งเยียไฉน ขอโลหิตใน
อุระแต่พอเปนที  
๏ แผลแต่เท่าเส้นเกศี แบ่งออกเจ็ดที
จึ่งศรจะเข้าแล่งคืน ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ พาลีสนองนาถฝ่าฝืน จะไว้แผลปืน
ที่ตัวก็กลัวความอาย  
๏ เสียแรงเรืองฤทธิ์ยิ่งชาย ข้าขอยอมตาย
บให้มีแผลศาตรา  
๏ ทำณรงค์สงครามหนักหนา ชั่วชีพชีวา
บต้องอาวุธผู้ใด  
๏ ขอลานรนาถตักษัย อยู่อายเทพไท
แลท้าวภูมิมณฑล  
๏ จงเจ้าจอมภพแผ้วรณ บำรุงสากล
โลกยให้คืนคงตรง  
๏ ข้าผิดคิดคลุ้มลืมหลง พิศวาสงวยงง
ไม่คิดถึงความสัตยา  
๏ เปนเหตุที่จะสิ้นสังขาร์ ลานาถนรา
ไปสู่สวรรค์ดุษฎี ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๑๑

๏ ปางนั้นกระบิลบุตร วัชรินทรเรืองศรี
เรียกลูกพระรวี ผู้เปนน้องอันร่วมครรภ์
๏ มาสอนสุภาษิต กิจระเบียบระบอบบรรพ์
ว่าพี่จะถึงอัน ตรายชีพสุดปราณ
๏ เจ้าไซร้อยู่รองบท นเรศไทนฤบาล
องคตหนุมาน จงรอบรู้รักษากัน
๏ เฝ้าแหนอย่าแหห่าง พระนรินทรทรงธรรม์
อย่าเห็นแก่นอนวัน ว่าสนุกอย่านอนเนา
๏ หนึ่งโสดเมื่อตรัสถาม จงอย่าขามด้วยปากเบา
พิดทูลจงคิดเคา รพเบื้องยุบลถาม
๏ เฝ้าท้าวอย่าโอ่โถง ที่พระโรงอย่าสามผลาม
อย่าแต่งแง่ให้ตนงาม เมื่อเฝ้าไทในโรงคัล
๏ พระสนมอันงามสรรพ ประดับท้าวคือสาวสวรรค์
หนึ่งโสดพระกำนัล เมื่อเฝ้าท้าวอย่าลอบแล
๏ ผิถ้าจะทูลความ ค่อยเมื่อท้าวธผันแปร
ทอดพระเนตรเล็งแล จึ่งค่อยทูลเมื่อสำราญ
๏ ชอบทูลไซร้จึ่งทูล มิชอบทูลอย่าทูลทาน
กริ่งเกลือกจะรำคาญ พระหฤทัยจะมลหมอง
๏ ราชอาสน์พระภูบาล มุกดาหารประดับทอง
กองแก้วกระหนกกรอง อย่าขึ้นเล่นแลอิงองค์
๏ หนึ่งโสดเมื่อเฝ้าไท อย่านั่งใกล้ทะนงยง
อย่านั่งไกลกับพระองค์ เกลือกท่านท้าวบเห็นหา
๏ ผิราชรางวัล บำเหน็จสรรพเสนา
อย่าทานทัดอัธยา ศัยด้วยดำรงตน
๏ เมื่อเฝ้าถ่อมอาหาร อย่ากินเกือบให้อิ่มสกนธ์
เกรงเกลือกจลาจล จะยากใจในเวียงวัง
๏ หนึ่งโสดสินท่านไท บรรสมไว้ในพระคลัง
อย่าคิดอย่าควรหวัง จะเอาออกนอกโกฏฐา
๏ อนึ่งบพึงทำ ลำนำราชวาจา
สื่อเมืองต่างเมืองมา อย่าหวังสนิทชอบพาที
๏ หนทางที่พระฉนวน บบังควรจะจรลี
ลาไปยังหน้าสีห์ บัญชรท้าวอย่าควรไป
๏ ความนี้กูสั่งสาร สองอาหลานจงตั้งใจ
เฝ้าแหนค่ำเช้าใน ประดิทินอย่าคลาดคลา
๏ ท่านไซร้หากเปนมง กุฎโลกยนาถา
เร่งยำพระอาชญา นรนาถนารายณ์
๏ กิจเพื่อระงับเข็ญ ให้เย็นโลกทั้งหลาย
ใช่ชาติสืบสาย สูอาหลานจงเจียมตน
๏ ตั้งซื่อภักดีต่อ นรนาถจุมพล
ท่านเคียดอย่าทำกล จะเคียดต่อใช่เชิงความ
๏ หนึ่งโสดเมื่อรับสั่ง กฎหมายตั้งจงทำตาม
ดูรหัสอย่าวู่วาม แสดงดั่งให้เดียงสา
๏ อย่าทะนงว่าท้าวรัก อย่าทำศักดิ์ต่อราชา
เร่งยำคำนับสมา ถึงก้มเกล้าบังคมคัล
๏ อย่าก้มอย่าเงยหงาย อย่าเหลียวซ้ายแลขวาพลัน
ลุกนั่งจงผ่อนผัน จะเฝ้าแหนบรรจงใจ
๏ อาสาเมื่อการศึก อย่าได้นึกคิดกลัวภัย
เร่งรบจงหวาดไหว ให้ได้หลังข้าศึกแสยง
๏ สงครามอย่าคิดตัว อย่าคิดกลัวจงเข้มแขง
อาสาจนสิ้นแรง สิ้นชีวิตจึ่งว่าชาย
๏ ความนี้จงสั่งสอน สองอาหลานโดยภิปราย
กล่าวไว้เปนบรรยาย บุราณราชวินัย ฯ

๑๖

๏ สั่งสอนสิ้นคำแถลงไช วางปืนเข้าไป
ที่แหวะตรลอดอุรพา  
๏ กินเลือดเชือดใจมังสา ไปยังยมนา
ชำระให้หมดมลทิน  
๏ แล้วคืนเข้าแล่งแสงศิลป์ พาลีลูกอินทร์
ก็ม้วยชีวิตด้วยพลัน  
๏ เพียงพระเมรุมาศทงัน ท่าวล้มกลางอรร
ณพแนวนัที ฯ  

ฯ โอด ฯ

๏ จึ่งนาถนารายณ์เรืองศรี ยกเศียรพาลี
มาวางบนตักราชา  
๏ เสียดายบมีที่หา ชายทั้งโลกา
บได้เหมือนใจพาลี  
๏ หาญตายให้คงศักดิ์ศรี ไว้แต่ความดี
ให้โลกเลื่องฦๅชา  
๏ สุครีพกอดบาทเชษฐา ทูนเหนือศีรษา
ศีโรตมร่ำรำพัน  
๏ ว่าพระปิ่นภพไอศวรรย์ ทรงเดชาอัน
ประภาพปราบแดนไตร  
๏ เมรุมาศจะยกยอไว้ ทั่วเทพอวยไชย
สิ้นสามพิภพจบสกล  
๏ บควรคิดให้ผิดผล จนถึงเสียชนม์
ด้วยโมหะลืมสัตยา  
๏ เสด็จดลแดนดาวดึงสา ละข้าอนุชา
ให้อยู่อนาถอาทร  
๏ โอ้ปางชุมนุมสโมสร เลี้ยงมุขพานร
ยังหน้าพระลานเลือนพล  
๏ สิบเศียรว่องว่ายเวหน อุ้มนาฏนฤมล
มณโฑมาผ่านธานี  
๏ ท้าวฉวยพระขรรค์ไชยศรี ขึ้นขวางอสุรี
เข้าต่อสงครามชิงนาง  
๏ สิบเก้ากรมารกั้นขวาง บัดเสียนางกลาง
ณรงค์ก็เพลี่ยงภูบาล  
๏ ทศกัณฐ์กลับเข้าหักหาญ ยี่สิบมือมาร
ก็รบกับท้าวมือเดียว  
๏ พาลีชั้นเชิงฉับเฉียว สู้ศึกประเปรียว
อสุรแพ้ฤทธี  
๏ ชิงนางไว้เปนมหิษี จนเกิดกระบี่
องคตผู้เลื่องฦๅชา  
๏ ร่ำพลางโศกเศร้าแสนสา หัสเพียงชีวา
ชีวิตจะสิ้นสุดสกนธ์ ฯ  

ฯ โอด ฯ

๏ เอิกเกริกขจรโกลาหล ฦๅทั่วภูวดล
สมเด็จม้วยเมื้อมรณ์  
๏ ปางนาฏดาราดวงสมร แจ้งข่าวภูธร
อนาถลืมสมประดี  
๏ องคตครวญเทวษหมองศรี ชมพูพานมี
กระมลเศร้าโศกา ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ นางขึ้นทรงวอรจนา สาวสนมโสภา
ก็ตามประเทียบเทพี ฯ  

ฯ เพลง ฯ

๏ ครั้นถึงจึงพระมหิษี จากวอจรลี
พิลาปพิไรลีลา ฯ  

ฯ พระยาโศก ฯ

๏ ฝ่ายเจ้าจอมภพนาถา ยกเศียรขุนวา
นรินทรเกยหาดทราย  
๏ พระเสด็จยุรยาตรผาดผาย หน่อนาถนารายณ์
มาสู่ยังร่มไทรทอง  
๏ เทวีวรเศร้าศรีหมอง เห็นพระผู้ครอง
พิภพกลิ้งกลางดิน  
๏ โถมเข้ากอดบาทพานรินทร์ ซบเสือกกายิน
แทบบาทแล้วร่ำโศกี ฯ  

ฯ โอด ฯ

๑๑

๏ ว่าโอ้พระผู้ปิ่น ภพโลกอันเรืองศรี
เมียทัดธริษตรี สุรราชห่อนฟัง
๏ นี่เนื้อว่าแรงกรรม ท้าวได้ทำมาแต่หลัง
จึ่งเกิดให้กำบัง จนเสียรู้เพราะน้องตน
๏ พระตายไปสู่ฟ้า ละตูข้าให้โหยหน
นับแต่พระจุมพล จะล่วงลับไม่กลับคืน
๏ เสียแรงทรงศักดิฤทธิ์ ทศทิศบฝ่าฝืน
พระชนมยั่งยืน นี่น้องชายมาแผลงผลาญ
๏ สุรภาพเรืองไชย ธปราบได้ทั้งเมืองมาร
สิบเศียรผู้ห้าวหาญ ก็มัดคร่ามาจำจอง
๏ กำลังทั้งแดนไตร ทุกท้าวไทไม่เปรียบสอง
อาจยกพระเมรุทอง ให้คงตรงด้วยฤทธี
๏ พระบาทสยมพิษ ณุประสิทธิ์ข้าสมศรี
พระเกียรติภูมี ก็ฦๅเลื่องทั้งเมืองบน
๏ ฤๅศพเกลือกกลางทราย มาเรี่ยรายอยู่ริมถนน
เฉกชายอันทรชน ทุพลภาพจัณฑาล
๏ เคยสิริไสยายาสน์ บวรอาสน์บรรจถรณ์สถาน
สรรพแสนศฤงคาร ดิเรกรัตนโภคิน ฯ

ฯ โอด ฯ

๏ องคตเศร้าศรีหมอง ชลนองดั่งสายสินธุ์
ว่าท้าวทั้งแดนดิน บอาจเอื้อมมาชิงชัย
๏ ดั่งฤๅจึ่งพ่ายแพ้ แก่ชายเดียวดูสงสัย
สองมือเสมอไท มาผลาญได้ดูอัศจรรย์
๏ ท้าวใดที่แผลงผลาญ นฤบาลให้อาสัญ
เชิญช่วยมาพลันอัน ตรายชีพเราทันใจ
๏ โอ้อกกูบเคย เปนกำพร้านี้ยาไฉน
แม้นตายจะตามไป เปนเพื่อนท้าวในเมืองบน
๏ ลูกไร้ชนนีนาถ เห็นแต่บาทพระจุมพล
เมื่อท้าวมาเสียชนม์ จะผันพักตร์ไปพึ่งใคร
๏ ฝ่ายศรีชมพูพาน ทั้งทวยหาญก็ร่ำไร
เพียงสาลวันไพร วินาศด้วยลมพาน ฯ

ฯ โอด ฯ

๑๖

๏ สุครีพคลายเศร้าสงสาร เรียกชมพูพาน
องคตมาเฝ้านารายณ์ ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ขุนกระบิลกราบเกล้าทูลถวาย พานรหลานชาย
ทั้งสองอาสาจักรี  
๏ นารายณ์เอื้อนอรรถวาที จะเผาพาลี
อันถึงอนิจบรรลัย  
๏ แล้วพระผาดแผลงศรไชย ตระบัดบัดใจ
บันดาลเปนเมรุรจนา ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ฉลุฉลักลายเลิศเลขา สูงสุดโสภา
พิเศษผ่องไพศาล  
๏ สุครีพเชิญศพบนาน สู่เมรุทองกาญจน์
ก็จุดพระเพลิงทันที  
๏ เทพีพิลาปโศกี เสียงสนมนารี
โกลาลั่นอัศจรรย์ ฯ  

ฯ โอด ฯ

๏ พระเพลิงย่อยสิ้นศพสรรพ์ สุครีพจรจรัล
มาเฝ้าสมเด็จสี่กร ฯ  

ฯ เสมอ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งทูลเสด็จจร ไปเยี่ยมนคร
ขีดขินบุรีทันใด  
๏ ทูลถวายสนมกำนัลใน ศฤงคารโภไค
จังหวัดบุรีมณฑล  
๏ อีกมุขมนตรีไพร่พล อาสาภูวดล
ไปปราบนครลงกา  
๏ พระฟังใสโสมนัสา จึงเสด็จยาตรา
ยุบาทลีลาศย่างยูร  
๏ สุครีพนำเสด็จนเรสูร มุขมาตย์มั่วมูล
ก็โดยดำเนินภูมินทร์ ฯ  

ฯ พระยาเดิน ฯ

๏ ครั้นถึงนครขีดขิน อภิเษกบุตรทิน
กรให้ครองบุรี  
๏ ตั้งดาราฟนมหิษี มอบแสนเสนี
สนมสิบสองกำนัล  
๏ อีกทั้งเมืองขึ้นเขตขัณฑ์ พร้อมเบญจกุกกุภัณฑ์
อเนกเรืองราชี  
๏ แล้วนรนารายณ์ฤทธี กับองค์พระศรี
อนุชก็โอมอวยไชย ฯ  

ฯ มโหรี ฯ

๏ อึงอินทเภรีหวั่นไหว ฆ้องกลองเกรียงไกร
สะท้านสะเทือนธรณิน  
๏ เสร็จการอภิเษกพานรินทร์ สองไทยุพิน
ประเวศจากพารา ฯ  

ฯ พระยาเดิน ฯ

๏ เสด็จโดยอรัญมรคา เลียบชายธารมา
พระเนตรชำเลืองแลชม  
๏ มัจฉากรว่ายผุดจม ไล่คู่ดูกรม
เปนพวกบปละเปลี่ยนแปลง  
๏ มีกระโห้แลกระแหหางแดง คลายคลาฝั่งแฝง
ในเงื้อมศิลาแอบบัง  
๏ เห็นนกยางย่องยืนหวัง แสวงภักษ์ปลาดัง
บุคคลอันใจอารย์  
๏ งุยเงื่องแช่มช้อยเสี่ยมสาร น้ำใสในธาร
บอาจจะใคร่แลดู  
๏ แต่งตนตั้งกลแสวงผลู ธรรมาชมชู
ทำเล่ห์แลเกี้ยวแกมกล  
๏ ตรัสบอกอนุชบัดดล เจ้าลักษณ์จงยล
นกยางอันรู้มายา  
๏ นกยางจึ่งเฉลยวัจนา ไฉนสองกระษัตรา
ดำเนินประมาทเราไย  
๏ ท่านทรงแสงศรจรไพร สามัญผู้ใด
จะทานกำลังฤๅมี  
๏ ไยจึงเสียกลเสียที จนถึงอสุรี
บำราศพะงาพาจร  
๏ ให้ยากแรงเดินดงดอน เที่ยวเซซังซอน
ในหิมเวศอาทวา ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ พระฟังพลางยุรยาตรา มาพบมยุรา
อันจับณจอมคีรี  
๏ ร้องทูลว่าท้าวทศศีร์ นำโฉมเทพี
ไปสู่นิเวศเมืองมาร  
๏ พระฟังชลเนตรคือธาร หฤทัยนฤบาล
แคล้วถึงแก้วกับตน  
๏ เดินพลางคำนึงนฤมล คล้ายคล้ายรสสุคนธ์
อันหอมขจรจับใจ  
๏ พอมาพบพานรไพร กรชูสไบ
สมเด็จพระอรรคเทพี  
๏ พานรทูลท้าวมหิษี ทศเศียรอสุรี
มันพาไปเกาะลงกา  
๏ น้องท้าวกำสรวลครวญหา ร้องฝากพัสตรา
ไว้ให้ถวายภูธร  
๏ พระรับผ้าวรองค์อร มาจากพานร
ก็เกี้ยวกระหวัดรัดองค์  
๏ ชลนาเนืองเนตรหลั่งลง เสด็จลีลาทรง
มาคลี่ที่ธารคีรี ฯ  

ฯ เพลง ฯ

๏ ดาลอาสน์อมรินทร์เรืองศรี พิกลพิษม์มี
ประเภทอันร้อนราวไฟ  
๏ พันเนตรคิดพะวงสงสัย ส่องทิพเนตรไป
เห็นสองกษัตริย์เสด็จจร  
๏ มาใกล้คันธมาทน์สิงขร จะชุมนิกร
กระบิลอรินทร์บริพาร  
๏ จะลาผนวชในสถาน พระจะปราบมาร
จะแรมอยู่ช้าหลายวัน  
๏ จำเราจะให้รังสรรค์ อาศรมบทอัน
พิจิตรจำรัสรจนา  
๏ ดำริแล้วเทวฤทธิ์ให้หา พระเวสสุกรรมา
ประสิทธิสั่งด้วยพลัน  
๏ ท่านจงเร่งไปรังสรรค์ ศาลายังคัน
ธมาทน์ให้พระรามา  
๏ เอาทิพพาภรณ์ภูษา ไว้ในศาลา
จงสรรคให้จบครบการ  
๏ เทพรับเทวราชบรรหาร ลงมานฤมาณ
อาศรมบทบัดใจ  
๏ สามหลังมีชานพาไล ล้วนรจนามัย
ด้วยมาศมณีเกาะกัน  
๏ ซุ้มทวารบานแกลพรายพรรณ แททวยทองบรรณ
บรรจงจำรูญรูจี  
๏ พร้อมเครื่องอุปโภคมากมี มีทั้งสระศรี
สโรชนิโลตบลบาน ฯ  

ฯ ตระ ฯ

๏ แล้วเทพจารึกลายสาส์น ท้าวใดอวตาร
มาล้างประยูรอาธรรม์  
๏ จงอยู่อาศัยให้บรร เทาเทวษในคัน
ธมาทนผาสุกใจ  
๏ เสร็จแล้วลีลาจากไศล เหาะเหิรคืนไคล
มาสู่นิเวศดุษฎี ฯ  

ฯ เหาะ ฯ

๏ ฝ่ายสองสุรราชกระษัตรีย์ จรหว่างคิรี
อรัญรุกข์ราวไพร  
๏ ชมพรรณไม้หอมงามไสว เผล็ดพวงดอกใบ
ตรลบสุคนธกำจร  
๏ รวยรวยกลิ่นกลกลิ่นสมร นรนาถสี่กร
ฉงนว่ากลิ่นกัลยา  
๏ พระส่องสองเนตรแลหา บเห็นสีดา
แล้วท้าวทะท่าวทรวงทลาย  
๏ พระสุริยะรอนแสงฉาย มลเมฆพุ่งพราย
กระจ่างในพื้นเมฆิน ฯ  

๑๑

๏ สายัณหเยือกย่ำ ชรอ่ำฟ้าชรอุ่มดิน
พังพาคณนาคินทร์ ระบัดอ่อนในไพรกรัง
๏ มฤคมาศกระทิงถึก เถลิงแรดสำเนียงดัง
หมูเถื่อนแลซอกยัง คูหาท่าที่อาศัย
๏ เม่นหมีแลกาสร สุรโดดดำเนินไพร
เสือโคร่งคำรามใน พนัสหมอบเขม้นมอง
๏ พยัคฆาขย้ำจับ ขม้ำกัดกระหึมพอง
โลมาปละแปลงสอง นัยน์เนตรพลามเพลิง
๏ จามรีลีลาศย่อง ขยับย่างบเมิลเชิง
หลีกเชิงบทานเชิง บเสียดหนามถนอมขน
๏ พระชมคณาสัตว นิกรอันโจษจน
ลีลามาลุดล คันธมาทน์คิรีพลัน ฯ

๑๖

๏ ผาดเห็นศาลาพรายพรรณ แลเลื่อมลายอัน
สุวรรณช่วงชัชวาล  
๏ รุกขชาติดาษดกบันดาล ผลพฤกษตระการ
ด้วยรสอันเอมโอชา  
๏ ดั่งสวนสวรรค์ในตรึงษา สระศรีโสภา
ทั้งคู่ก็ดูยรรยง  
๏ เปนที่บันเทิงเสวยสรง ด้วยเทพบรรจง
ใช่พื้นภูเขาสัณฐาน  
๏ จึ่งเหลือบไปเห็นราชสาส์น รู้ว่ามัฆวาน
นิมิตประดิษฐสร้างถวาย  
๏ พระก็หยุดคันธมาทน์โดยหมาย เสด็จสรงชลสาย
ยังสระสโรชบัดใจ ฯ  

ฯ ลงสรง ฯ

๏ พระพายส่งกลิ่นบุษปไกล เรื่อยเรื่อยรวยไป
ตรลบทั้งสระสาคร  
๏ กระจ่างแจ่มแสงศศิธร ดวงดารากร
จำรัสจำรูญเมฆา  
๏ พระทอดองค์ลงไสยา ช้อนเชยพัสตรา
มาแนบที่เนื้อทรวงครวญ  
๏ ถวิลโฉมมธุรสรำจวน ภูวนาถกำสรวล
กำสรดสลดหฤทัย ฯ  

ฯ โอด ฯ

๏ พระลักษณ์นวดบาทภูวไนย คอยทูลเอาใจ
พระเชษฐาอย่าโศกี  
๏ กิจนี้เพื่อโคตรยักษี จักเสียชีวี
วินาศสิ้นสุดกัลป์  
๏ พระจะทรงโทมนัสศัลย์ จะป่วยการอัน
ดำริณรงค์รอนมาร  
๏ พระฟังอนุชทูลสาร องค์อรรคอวตาร
ก็ได้สติคืนมา  
๏ จึ่งเอื้อนโองการวัจนา รุ่งแสงสุริยา
แลเจ้าจงเข้าในนคร  
๏ บอกศรีสุครีพชาญสมร นายกนิกร
มาในกำหนดเจ็ดวัน  
๏ ครั้นรุ่งเรืองสุริยะฉัน น้องท้าวจรจรัล
มาสู่พิภพพานร ฯ  

ฯ เพลง ฯ

๏ กษณะนั้นลูกไททินกร ไขสีหบัญชร
ก็เห็นพระลักษณ์เสด็จมา  
๏ แล่นลงอภิวันท์หรรษา น้องพระจักรา
ธิราชประสงค์สิ่งใด ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ พระบอกลูกสุริโยทัย ว่าพระภูวไนย
ให้เรามาเร่งทวยหาญ  
๏ จงพร้อมในเจ็ดวันวาร ยกไปถึงสถาน
เขาคันธมาทน์ด้วยพลัน  
๏ สุครีพกราบเกล้าอภิวันท์ ว่าข้าคิดกัน
แลพลทั้งปวงพรัดพราย  
๏ จะเอาบได้โดยหมาย พรุ่งเช้าเพรางาย
ผู้ข้าจะขอไปทูล  
๏ ให้ท้าวรู้คดีทั้งมูล จงพระนเรนทรสูร
สมเด็จเสด็จไปพลาง  
๏ พระอนุชคืนเต้าตามทาง ถึงถวายเบญจางค์
ดำเนินคดีทูลไท ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ ปางนั้นลูกพระสุริย์ใส ครั้นสุรีย์เรืองไร
จำรัสในพื้นคัคนานต์  
๏ ดำริตริตรองปองสาร สมเด็จอวตาร
จะเร่งให้ยกพลไคล  
๏ ครั้นช้าจะเคืองหฤทัย อย่าเลยจะไป
นำขุนกำแหงหนุมาน  
๏ ยังกัทลีวันหิมพานต์ ไปอยู่บริบาล
นรินทรท้าวแทนพลาง  
๏ กูจะเกณฑ์พยุหเสนางค์ รวบรวมสืบสาง
กว่าพลจะพร้อมเพียงกัน  
๏ คิดแล้วเหาะเหิรมาพลัน ถึงกัทลีวัน
ก็เข้าไปหาหนุมาน ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ สุครีพเล่าแถลงแจ้งการ แล้วพาขุนหาญ
มาโดยทิฆัมพรพลัน  
๏ จึ่งพบหมู่มารอาธรรม์ ทหารทศกัณฐ์
มาเที่ยวตระเวนเวหน  
๏ หนุมานแถลงแก่น้าตน พระจะเอาพล
ไปปราบนครลงกา  
๏ เรามาพบหมู่อสุรา พวกทศกัณฐา
แลเราจะผลาญจงเปลือง  
๏ แต่ไกลอย่าทันถึงเมือง ลงกาพลเนือง
ก็น่าจะค่อยบางไป  
๏ พระน้าท่าอยู่เย็นใจ แต่กูเดียวไคล
จะรีบไปล้างกุมภัณฑ์  
๏ ว่าแล้วออกสกัดทางพลัน ว่าเหวยมารอัน
ธพาลมาดลแดนกู ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ทั้งสิ้นพวกมารศัตรู เร่งมาลองดู
กำลังมหิทธิหนุมาน ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ ฤทธิกรรณครั้นฟังร้องขาน ว่าเหวยลิงพาล
แลฤๅมาอวดฤทธี  
๏ ราพณาสูรจอมอสุรี ใช้กูผู้มี
นุภาพตระเวนเมฆา  
๏ กูชื่อฤทธิกรรณสมญา เทเวศวิทยา
ธเรนทรฤทธิไกร  
๏ พระเพลิงเห็นกูแล่นไกล พระสมุทรอันไหล
ครั้นเห็นก็หยุดเน่งนอน  
๏ ปางหนึ่งอินทรชิตฤทธิรอน ยกพวกนิกร
ไปปล้นพิภพมัฆวาน  
๏ กูเปนจอมทัพหน้ามาร ทวยเทพบริพาร
มาเห็นก็พ่ายแตกไป  
๏ พระอินทร์ขับรถครรไล แล่นหนีขึ้นใน
อากาศบอาจเหลียวมา  
๏ กูเข้ายุดท้ายรถา จะจับอินทรา
เห็นจวนก็โจนหนีจร  
๏ นับใดหนุมานพานร สิ้นทั้งนคร
ขีดขินจะเปนอาหาร  
๏ ว่าพลางขับพวกพลมาร เกลื่อนกลุ้มคัคนานต์
เข้าต่อณรงค์ราวี ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ หนุมานเข้ากลางไพรี ดังไกรสรสีห์
อันยืนอยู่กลางฝูงวัว  
๏ อสูรรุมรบรอบตัว ลูกลมบมิกลัว
ก็ฆ่าอสูรอาสัญ ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ถอนขนเพชรขว้างกุมภัณฑ์ ดุจดาบพระขรรค์
ฟอนฟาดวินาศเวหน  
๏ โลหิตดังพิรุณบดบน เซ็นซ่าสายฝน
สนั่นดังฟ้าฝ่าไศล  
๏ ฤทธิกรรณเกรียงโกรธเกรียมใจ เห็นพลบรรลัย
วินาศบอาจต้านทาน  
๏ โผนเข้าสัประยุทธหนุมาน ต่างหาญต่อหาญ
คะครื้นคะเครงตรึงษา ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ลูกลมโจมจับอสุรา ฉีกอกยักษา
ก็ขว้างไปสามโยชน์ปลาย  
๏ ฤทธิกรรณบได้วอดวาย อ่านมนตร์ลูบหาย
ระเห็จเข้าโถมโรมรัน ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ หันเหียนเวียนดั่งกังหัน เข้าแทงฟาดฟัน
ดังฟันพระเมรุคีรี  
๏ บมิช้ำปลายขนกระบี่ศรี หนุมานชิงตรี
มาแทงอสุรียับยัน ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ฉวยชักชิงกระชากพระขรรค์ ตัดเศียรฤทธิกรรณ
ก็ล้มวินาศในสมร ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ สิ้นทั้งพันโกฏิม้วยมรณ์ ด้วยเดชพานร
อันทรงพหลเรืองไชย  
๏ สุครีพรื่นเริงหฤทัย ชวนกันรีบไป
เข้าเฝ้าพระศรีอนุชา ฯ  

ฯ เพลง ฯ

๏ พระอนุชาปราศัยสองพา นรหมู่โยธา
ทั้งปวงยังพร้อมเพรียงไฉน  
๏ สุครีพกราบเกล้าเฉลยไข ข้าให้ค้นไพร
ประกาศนิกรทั้งผอง  
๏ เกลือกจะเนิ่นวันป่วยปอง จึ่งไปนำสนอง
กระบี่ผู้หลานมาถวาย  
๏ พระลักษณ์ชมชื่นเปรมปราย ทายทอดกรกราย
มาทูลยุบลจักรี ฯ  

ฯ เสมอ ฯ

๑๑

๏ สรวมชีพข้าไหว้ สมเด็จไทธเรษตรี
สุครีพผู้ภักดี นำหนุมานบังคมถวาย
๏ ให้อยู่บำเรอบาท สมเด็จนาถนารายณ์
แล้วนำทั้งสองนาย เข้าเฝ้าท้าวที่พลับพลา ฯ

๑๖

๏ จึ่งพระนรนาถนรา เอื้อนอรรถบัญชา
แก่ขุนกระบิลบมินาน  
๏ ว่าดูกรสองนายน้าหลาน เราคิดเห็นการ
ครั้นช้าจะป่วยเปนภัย  
๏ ท่านจงเร่งเทียบพลไกร จะได้ยกไป
ประชิดจำรายลงกา  
๏ สุครีพแถลงทูลกิจจา สิบวันโยธา
จะยกก็พอทันกัน  
๏ แต่ทุกข์หนึ่งข้าขบขัน ด้วยท้าวหนึ่งอัน
เปนน้องสหายพาลี  
๏ ชื่อมหาชมพูบดี ฤทธิราญราวี
สมรรถเท่าเทียมกัน  
๏ ผิวทราบพาลีอาสัญ จะยกทัพถงัน
มากวาดเอาครอบครัวไป  
๏ ข้าพะวงหลังทั้งห่วงใจ จงภูวนัตตรัย
ดำริจะเปลื้องไฉนดี ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ นารายณ์วัจนวาที เร่งแต่งสาส์นศรี
ให้หาพระยามาสมาน  
๏ ผิบมาขืนขัดโองการ จะแผลงศรผลาญ
ให้ม้วยทั้งญาติประยูร  
๏ ทั้งสองเปนทูตจำทูล สาส์นศรีทั้งมูล
ไปแจ้งแก่ท้าวผู้หาญ  
๏ สุครีพรับราชโองการ แต่งลักษณ์ราชสาส์น
ครั้นเสร็จก็เพ็ดทูลถวาย  
๏ ว่าพระนรนาถนารายณ์ จากไวกูณฐ์หมาย
สังหารผู้อสัจจา  
๏ เสด็จอยู่คันธมาทน์ภูผา ให้หาพระยา
ชมพูไปเฝ้าภูวไนย  
๏ พระบำรุงสัตย์สบสมัย ท้าวจึ่งรีบไป
บังคมบรมบทมาลย์  
๏ ขัดขืนจักทรงศรผลาญ นัคเรศให้กาล
พินาศมอดหมดกัน  
๏ แล้วสองพานรหื่นหรรษ์ เหาะเหิรมาพลัน
ก็ดลยังชมพูศรี ฯ  

ฯ แพละ ฯ

๏ จึ่งแจ้งกิจแก่เสนี ว่าท้าวพาลี
คำนึงสมเด็จพานร  
๏ ให้มีสาส์นศรีสโมสร มาเยือนภูธร
ด้วยสันถวะแก่กัน ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ เสนาจึ่งนำผาดผัน มาสู่โรงคัล
แล้วเบิกให้เฝ้าบดใจ ฯ  

ฯ เสมอ ฯ

๏ ลูกพระอาทิตย์ฤทธิไกร เหาะเหิรเกินไท
อ่านราชสาส์นนารายณ์  
๏ เฉลยอรรถออกนามฦๅสาย ชมพูปางตาย
ก็ล้มสลบซบซอน  
๏ เอิกเกริกเสนาคณนิกร แก้ไขพานร
จึ่งฟื้นขึ้นถามสองหาญ  
๏ ดูกรสุครีพหนุมาน ไยลวงว่าสาส์น
กระบิลราชพาลี  
๏ ครั้นอ่านออกนามจักรี นารายณ์นั้นมี
สำคัญประการใดไฉน  
๏ นารายณ์ลงมาเมื่อไร กูนี้อยู่ไฉน
จึ่งท่านมากล่าวคำพาล ฯ  

ฯ ตะณะ ฯ

๏ ฝ่ายศรีสุครีพหนุมาน ตอบท้าวผู้หาญ
ว่านรนาถนารายณ์  
๏ ทรงศรสามเล่มแม่นหมาย พรหมาสตร์หนึ่งพลาย
วาตศรแลศรอัคนี  
๏ เพื่อกิจไตรดายุคมี ควรการจักรี
พยุหไปปราบมาร  
๏ ท้าวอย่าแหนงในนฤบาล จงไปฟังการ
ประพฤดิโดยบัญชา  
๏ แม้นขืนแขงจักมรณา ด้วยศรนรา
ธิราชผาดแผลงผลาญ  
๏ ชมพูได้เสาวนาการ ขัดใจตอบสาร
ว่ากูไม่เปนพาลา  
๏ นารายณ์แม้แบ่งภาคมา ย่อมผลาญยักษา
ที่ทุจริตผิดผัน  
๏ นี่กูใช่พวกทศกัณฐ์ กูไม่อาธรรม์
จะผลาญกูไยใช่การ  
๏ แม้นองค์หริรักษ์อวตาร กูนบบทมาลย์
ไปแต่นิเวศบูรี  
๏ ว่าแล้วหับบัญชรศรี คิดแค้นแสนทวี
แก่สองกระบิลแดดาล  
๏ สุครีพเร่งร้อนรำคาญ ว่ากับหนุมาน
ว่าใจพญามาแคลง  
๏ คำนับบมิกล้าบมิแขง บมิอ่อนหากแฝง
เพราะเหตุมานะใจ  
๏ อำยวนให้ช้ามิไป แม้นทูลภูวไนย
จะแผลงพระอัคนีมา  
๏ ก็จะม้วยทั้งโคตรประชา จะเสียเสนา
ยี่สิบสมุทรทวยหาญ  
๏ ครั้นเราจะต่อต้านทาน เห็นจะป่วยการ
มิได้จะยิ่งยากใจ  
๏ กูคิดน้ำน้อยแพ้ไฟ ไฟน้อยน้ำใด
จะดับก็ได้ง่ายดาย  
๏ แต่เราน้าหลานสองชาย ฆ่าพลแสนสาย
สมุทรนั้นฤๅจะเปลือง  
๏ หนึ่งโสดทวยหาญแหนเมือง ชมพูฤทธิเรือง
กำลังก็เท่าพาลี  
๏ แม้นเรารบได้ก็จะดี บมิได้เสียที
จักช้าแล้วป่วยเปล่าไป  
๏ ลูกลมว่าอย่าร้อนใจ จงขออาศัย
แต่กว่าจะสางแสงทอง  
๏ สุครีพครั้นฟังสารสนอง ชวนกันทั้งสอง
มาแจ้งแก่เสนาใน ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ อำมาตย์นำทูลทันใด ท้าวชมพูไชย
ให้เกณฑ์นิกรบริบาล  
๏ ครั้นดึกจึ่งศรีหนุมาน ร่ายเวทบันดาล
น้ำค้างให้พร่ำอำพน  
๏ เย็นฉ่ำฟุ้งฝอยเพียงฝน สะกดแสนสามนต์
ก็หลับบรู้สึกตัว ฯ  

ฯ ตระ ฯ

๏ เงียบเหงาชักผ้าคลุมหัว คุดดันอันมัว
สนิททั้งพลไพร่นาย  
๏ สงบสงัดเสียงคนทักทาย จึ่งเหาะขึ้นปลาย
ปราสาทที่ท้าวบรรทม  
๏ สะกดแสนสุรางค์นางสนม บำเรอถ้วนกรม
อันนั่งระวังเวียนยาม  
๏ นางไกวจามรงอนงาม แน่งนางนงราม
ก็หลับบรู้สึกกาย ฯ  

ฯ ตระ ฯ

๏ จึงถอดนภศูลทลาย อัจกลับกำจาย
ลงช้อนเอาแท่นทองพรรณ ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ขึ้นใส่บ่าแบกพาผัน เหาะเข้าเขตขัณฑ์
สุครีพก็รั้งหลังมา ฯ  

ฯ เตียว ฯ

๏ ถึงจึ่งเข้าไปวันทา ทูลพระอนุชา
ให้ทราบยุบลอันมี  
๏ ลักษณ์ไปแทบบทศรี ปลุกพระจักรี
แล้วเบิกทั้งสองเสนา  
๏ นารายณ์ชื่นชมหรรษา กรายกรยาตรา
ขึ้นสู่บัลลังก์แก้วกาญจน์  
๏ ตรัสเห็นชมพูผู้หาญ เหมือนไม่มีปราณ
อันกลิ้งกับแท่นทองทรง  
๏ หนุมานทูลบาทบัวบงสุ์ ชมพูฤทธิรงค์
ครั้นตื่นจะเกิดโกลา  
๏ หนึ่งแรงฤทธิ์ข้าหย่อนมา ด้วยเทพภรรดา
พระศุลีสาปแต่ปาง  
๏ ว่าต่อนารายณ์ลูบปฤษฎางค์ ตลอดปลายหาง
จึ่งคงกำลังอินทรีย์  
๏ นรนาถแย้มยิ้มยินดี ลูบหลังกระบี่ศรี
ให้คืนกำลังกายา  
๏ แล้วสั่งให้แก้มนตรา ปลุกท้าวมหา
ชมพูจะดูฤทธิไกร  
๏ หนุมานคลานถอยออกไป ถึงชมพูไชย
ก็อ่านพระเวทวิทยา  
๏ ชมพูฟื้นตื่นนิทรา เหลือบดูจักรา
ประจักษ์เปนสี่กรทรง  
๏ สังข์ศรจักรคธาธำรง นิลรัศมีองค์
ก็ซบสลบสมประดี  
๏ จึ่งเจ้าจอมโลกย์โมลี ดำรัสพระศรี
อนุชให้ส่งศรมา  
๏ แล้วรดลงในเกศา ลูบไล้พักตรา
ชมพูก็ตื่นฟื้นองค์  
๏ ปางนั้นชมพูฤทธิรงค์ เบญจางค์กราบลง
ด้วยวาระถ้วนสามที  
๏ สิ้นความกังขาราคี สุจริตภักดี
ประจักษ์เปนหน่อนารายณ์  
๏ โภไคศวรรย์หลากลาย ถวายญาตินิกาย
นิกรไปปราบมารพาล  
๏ จึ่งพระจักรกฤษณ์เกรียงหาญ เอื้อนโอษฐ์โองการ
ปราศัยมหาชมพู  
๏ สามท้าวปรึกษากันดู พลทั้งสองบู
รีนั้นจะได้เท่าใด  
๏ ชมพูก้มกราบทูลไท ว่าแต่พลใน
พิภพชมพูศรี  
๏ ได้ยี่สิบสมุทรโดยมี กำหนดบาญชี
จะตามพยุหยาตรา  
๏ ตัวข้าแก่เฒ่าพฤฒา ขอทรงกรุณา
พระบาทโปรดปรานี  
๏ นารายณ์เอื้อนอรรถวาที ชมพูบดี
จงกลับไปอยู่ปกครอง  
๏ ชมพูขีดขินทั้งสอง แต่เร่งเกณฑ์กอง
ทัพควบสุครีพรีบจร  
๏ ตรัสสั่งแล้วหับบัญชร สามท้าวถวายกร
อยู่เฝ้าพระศรีอนุชา  
๏ ฝ่ายข้างชมพูนัครา ครั้นคลายวิทยา
ก็ตื่นตระบัดบมินาน  
๏ พระสนมกำนัลทุกสถาน ไม่เห็นภูบาล
วิบัติทั้งแท่นหายไป  
๏ เพดานดาวรายโรงใน ลิ่วลิบแลไป
เห็นเดือนแลดาราราย  
๏ ปวงนาฏกำนัลขวัญหาย แล่นมาบรรยาย
คดีแก่องค์บังอร  
๏ จึ่งโฉมนางแก้วอุดร แจ้งข่าวภูธร
ก็เศร้าสลบสมประดี  
๏ เถ้าแก่ชะแม่มากมี นวดฟั้นมหิษี
ชโลมสุคนธ์ธารา  
๏ นางฟื้นคืนสมประดีมา เสวยแสนโศกา
พิลาปร่ำรำจวน  
๏ พระเคยปกข้าทั้งมวล เคยสงวนแสนสงวน
เขื่อนขันธ์ระวังรักษา  
๏ ข้าเคยบริรักษ์บาทา บำรุงเสนหา
บให้ระคายหฤทัย  
๏ เปนน่าอนาถน้อยใจ อริราชผู้ใด
มาปลงชีพิตภูธร  
๏ ร่ำพลางนางด่วนบทจร แสนสาวตามสลอน
ไปสู่ปราสาทภูวไนย  
๏ ซบเซาเศร้าโศกาลัย สองกรอรไท
ก็ทุ่มอุระประปราณ  
๏ ว่าพระทรงเดชาชาญ ตรีโลกบปาน
ประภาพเลื่องฦๅขจร  
๏ มุขมาตย์มนตรีพานร ล้วนเรืองฤทธิรอน
ละตนจะปล้นอมรา  
๏ ควรฤๅศัตรูยังมา หมิ่นเดชเดชา
นุภาพได้โดยกล  
๏ ให้บอกเสนาสามนต์ ดูทูตสองคน
อยู่ดีมิดีฉันใด  
๏ สาวศรีรับสั่งอรไท กราบแล้วแล่นไป
ก็บอกแก่อรรคเสนา  
๏ บัดนี้สมเด็จราชา ทั้งแท่นนิทรา
ก็หายไปในราตรี  
๏ เร่งดูทูตทั้งสองศรี อยู่ดีมิดี
ให้นิลพัทมาทูล  
๏ เสนามาตยามากมูล ข้อนอกอาดูร
กำสรดระทดถ้วนกัน  
๏ รีบร้นค้นทุกแพ่งพรรณ ต่างได้สำคัญ
ประจักษ์ก็ร้อนรำคาญ ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ จึ่งทูลนิลพัทบนาน ข้าหาสองหาญ
ไม่พบจนจบธานี  
๏ พวกพลหลับคือร่างผี ดีร้ายกระบี่
ทั้งสองสะกดพาไป  
๏ นิลพัทขัดแค้นฟุนไฟ เสียแรงเรืองไชย
มาเปนทั้งนี้เสมอตาย  
๏ กูนี้เทพนับว่าชาย อิศวรฦๅสาย
ก็ชุบกูด้วยพระพร  
๏ ถึงกระไรแต่ได้รบรอน แม้นม้วยในสมร
ก็ดีกว่าได้อัประมาณ  
๏ ว่าแล้วครรไลเลอสถาน ไปดลโรงธาร
ก็ทูลด้วยทูตสองคน ฯ  

ฯ เสมอ ฯ

๏ ดีร้ายสะกดพาภูวดล ไปโดยเวหน
ผู้ข้าจะขอตามไป  
๏ ทูลแล้วนบบาทอรไท ดาลเดือดดังไฟ
ระเห็จมาโดยอัมพร ฯ  

ฯ เพลง ฯ

๏ หมายมุ่งคันธมาทน์สิงขร รังสีศศิธร
สว่างดังแสงสุริยัน  
๏ จึ่งแปลงตัวเปนแมลงวัน บินจับใบกรรณ
ชมพูบดินทร์บัดใจ  
๏ ไหว้เขาแล้วฤๅไฉน บมิไหว้มาไป
มหานครคืนสถาน  
๏ อย่ากลัวสุครีพหนุมาน จักประจัญบาน
ให้โลกยเลื่องฦๅชา  
๏ ชมพูค่อยกระซิบตอบมา เจ้าอย่าสงกา
ว่าใช่สมเด็จจักรี  
๏ มิไหว้ไม่คงชีวี แต่เห็นรัศมี
ก็ล้มสลบซบซอน  
๏ เราไม่กลัวสองพานร เกรงพระสี่กร
ธิราชเรืองฤทธิไกร  
๏ นิลพัททอดถอนใจ น่าเลือดตาไหล
ด้วยมิรู้เท่าสองนาย  
๏ จึ่งค่อยกระซิบอภิปราย พระจงทูลถวาย
ผู้ข้าอยู่รองบทศรี  
๏ ท้าวชมพูยินวาที จึ่งทูลคดี
พระนุชโดยกิจจา  
๏ ว่านิลพัทหลานตามมา ภักดีอาสา
นเรศจอมจักรวาฬ  
๏ จะขอประณตบทมาลย์ น้องพระอวตาร
ให้ทูลถวายภูธร ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ พระสั่งให้นำพานร เข้ามาถวายกร
ต่อเช้าจึ่งเฝ้าภูมินทร์ ฯ  

ฯ ตระ ฯ

๏ นิลพัทสำแดงกายิน คงเพศกระบิล
ประณตประนมโมลี  
๏ พระอนุชาปราศัยกระบี่ ปรึกษาบาญชี
พยุหพวกพลไกร  
๏ พอสางแสงทองรองไร อรุโณตรัสไตร
จำรัสจำรูญอำพน  
๏ จึ่งชวนท้าวทั้งสี่ตน มาคอยภูวดล
จะออกยังมุขบัญชร  
๏ จึ่งนรนารายณ์ฤทธิรอน สวมสรรพาภรณ์
มกุฎกุดั่นยรรยง  
๏ จับศรพรหมาสตร์บรรจง เสด็จออกเผยตรง
บัญชรวิเชียรรูจี ฯ  

ฯ เสมอ ฯ

๏ พระลักษณ์ทูลแถลงคดี หลานชมพูศรี
ให้ทูลถวายภูธร  
๏ พระเอื้อนอมฤตเอมอร ให้เบิกวานร
เข้ามาประณตบทมาลย์  
๏ แล้วตรัสปราศัยบมินาน ประภาษถามการ
บรรจบพยุหเท่าใด  
๏ สุครีพทูลว่าพลไกร ทั้งสองเวียงไชย
สิริบรรจบครบกัน  
๏ เจ็ดสิบเจ็ดสมุทรเข้มขัน อาสาทรงธรรม์
ไปปราบนครอสุรี  
๏ นารายณ์ครั้นฟังเปรมปรีดิ์ สั่งชมพูศรี
ให้คืนไปครองสองเมือง  
๏ ให้นิลพัทฤทธิเรือง ยกพยุหนองเนือง
สมทบสุครีพรีบมา  
๏ สุครีพจงคืนนัครา ตรวจเตรียมแสนยา
กำหนดแต่ในสิบวัน  
๏ สามท้าวรับสั่งพร้อมกัน ถวายบังคมคัล
ทั้งสองสมเด็จภูมินทร์  
๏ ออกจากคันธมาทน์ศีขรินทร์ ชมพูบดินทร์
ก็รีบไปสู่บูรี  
๏ สุครีพน้องท้าวพาลี เหาะจากจักรี
ก็ไปยังขีดขินไชย ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ครั้นถึงสั่งเสนาใน เร่งจัดพลไกร
จงทันในสิบราตรี ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ สุรเสนสุรกานต์เสนี ต่างรับวาที
มาเทียบกระบิลบริพาร  
๏ เตียวเพชรนำพยุหรุกราญ ทวีโยธาหาญ
สำหรับประกับนำพล  
๏ โกมุทแลญาณรสคนธ์ เกสรวิมล
มากัญจวิกไชยามภ์  
๏ มาลุนท์เลิศล้ำสงคราม อุศุภศรราม
สัตพลีฦๅชาย  
๏ เตียวเพชรมาลัยแลพราย กุณฑลถ้วนนาย
อันเปนจังเกียงกุมพล  
๏ ธงธวัชโบกสะบัดเวหน หน้าไม้ทวนถกล
กุทัณฑ์ธนูทวนยาว  
๏ หอกใหญ่กำซาบแหลนหลาว ดั้งทองเฉลาตาว
ก็วางสล้างซ้ายขวา  
๏ ดนตรีดีดสีเสภา ปี่ขลุ่ยอาสา
ทั้งฆ้องระฆังกังสดาล  
๏ มโหระทึกจะเข้เสียงหวาน ฉิ่งแฉ่งบรรสาน
สำเนียงประดับทัพไชย  
๏ พลห้าสิบสมุทรดูไสว สามโลกนี้ใคร
จะต้านจะต่อฤทธิรณ ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ สุครีพฤทธิเรืองราญผจญ ครั้นแสงสุริยน
กระจ่างสว่างเวหา  
๏ สู่โสรจสนานคันธธารา สอดสรรพภรณ์พา
หุรัดเรืองรูจี  
๏ ได้ศุภมงคลวาที ข่มนามยักษี
ก็จับพระขรรค์ททาย  
๏ ออกจากขีดขินคลี่คลาย พยุหยาตรนิกาย
ประเวศโดยดงดอน ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ฝ่ายท้าวชมพูพานร มาดลนคร
ก็สั่งให้เกณฑ์โยธี ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ นิลราชนิลเอกเสนี ก้มเกล้าเกศี
มาเร่งพยุหพานรินทร์  
๏ เกณฑ์จังเกียงกุมพลพฤนท์ นิลขันกระบิล
แลโชติมุขฤทธิรอน  
๏ ขุนนิลขุนนนท์ชาญสมร มายูรพานร
วิสันตรานราวี  
๏ นิลปานันนิลเกศี นิลนนท์มนตรี
สมรรถเบื้องชาญสนาม  
๏ ธงชายปลายสะบัดปลิวงาม ดาบดั้งตั้งตาม
ฝ่ายซ้ายแลขวาเพราพราย  
๏ เขนเขียนเขนทองหลั่งหลาย ธนูสามสาย
สะพรั่งเปนหมวดกองกัน  
๏ เสโลโตมรศรขรรค์ แพนพู่เกาทันฑ์
ก็วางสล้างรายเรียง  
๏ ฆ้องไชยฆ้องกระแตแซ่เสียง คะคึกพลเพียง
พิภพเลิกทำลาย ฯ  

ฯ เจรจา ฯ

๏ นิลพัทฤทธิเพียงเพลิงพราย โสรจสนานสกนธ์กาย
แล้วสวมสรรพ์พรรณาภรณ์  
๏ กรกุมตรีเพชรฤทธิรอน ตระบัดบทจร
ออกจากนครชมพู  
๏ สามโลกย์บเอื้อมอาจดู เพียงลมมฤตยู
จะผลาญพิภพบรรลัย ฯ  

ฯ กราว ฯ

๏ มาสบพบพวกพลไกร สุครีพบัดใจ
ก็เข้าประสมกลมเกลียว  
๏ บรรจบเข้าเปนทัพเดียว สามารถฉลาดเฉลียว
ในรณรงค์เปียฬบร  
๏ รุกเร่งยกยาตรพลจร สะเทือนสิงขร
ทะราวอรญแหลกไป  
๏ สรรพสัตว์แตกตื่นตกใจ หนีซนด้นไพร
บ้างแล่นลงเซาะซอกซอน ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ครั้นใกล้คันธมาทน์สิงขร จึ่งหยุดนิกร
ประหยัดสำเนียงเสียงศรี  
๏ สุครีพย่างเยื้องจรลี มาแจ้งคดี
แก่ขุนกระบี่ลูกลม  
๏ ให้เบิกท้าวพระยาถ้วนกรม เข้าไปบังคม
ทั้งพวกพหลโยธี ฯ  

ฯ เชิด ฯ

ปฐม

๏ พระระเมียรทั่วหมู่มนตรี แล้วตรัสสั่งศรี
สุครีพให้ตั้งพลไกร  
๏ จึ่งบุตรพระสุริโยทัย รับสั่งบัดใจ
มาจัดพยุหพลพลัน ฯ  

ฯ เชิด ฯ

๏ ทัพหน้าทัพหลวงกองขันธ์ ตั้งปีกกากัน
นิกรประคองเกียกกาย  
๏ ทัพหลังตั้งรวดเรียงราย กองร้อยทั้งหลาย
ให้เวียนตระเวนด่านทาง  
๏ กองซุ่มเสือป่าสืบสาง ที่เขาคลองบาง
ระวังทิวาราตรี  
๏ เขื่อนค่ายรายรอบคิรี นางจรัลรายมี
ธวัชสุวรรณคันทอง  
๏ นายคอยหอคอยมีกลอง นั่งเมียงมุ่งมอง
บให้อริแปลกปน  
๏ ไม้ไหล้แหลกหลู่ไพรสณฑ์ รูดใบหักผล
เปนภักษ์เสบียงเลี้ยงกัน  
๏ กษณะนั้นประโคนธรรพคนธรรพ์ สุรภาพเข้มขัน
สถิตในเขาจักรวาฬ  
๏ แจ้งเหตุภูวจักปราบมาร คนธรรพ์เบิกบาน
มาโนชเทียบภักดี  
๏ มาดลที่ชุมโยธี เข้าเฝ้ากระษัตรีย์
ในหว่างนิกายพานร  
๏ เบญจางค์นบบาทมุลิกร อาสาภูธร
ไปรณรงค์อสุรา ฯ  

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ