๑๔

ฝ่ายฮวนจ๋งเฉียไบ๋ซึ่งมีใจกำเริบจะคิดการเข้าไปปล้นชิงเอาสมบัติในเมืองหลวงนั้น ครั้นซ่องสุมพวกโจรได้มากแล้วยกเป็นกระบวนทัพเข้าไปปล้นบ้านตีเมืองน้อยใหญ่เหยียบแดนเมืองหลวงเข้ามาหาผู้ใดจะต่อสู้ฝีมือได้ไม่ ผู้รักษาเมืองทั้งปวงบอกหนังสือเข้ามาเป็นหลายฉบับจะขอกองทัพเมืองหลวงออกมาช่วยป้องกัน พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ทราบความจึงสั่งจูอิวให้คุมทหารออกไปตั้งขัดทัพป้องกันพวกโจรคิ้วเหลืองไว้อย่าให้เข้ามาย่ำยีถึงเมืองหลวง ท่านจงเป็นที่ไต้สุมาบังคับทหารและหัวเมืองทั้งปวงเป็นสิทธิ์ขาด จูอิวรับสั่งแล้วออกจัดแจงยกออกจากเมืองหลวงไปตั้งอยู่ในเมืองลกเอี๋ยง จูอิวกับหลีเทียดชอบอัชฌาสัยเป็นที่วางใจไว้ความลับแก่กัน จูอิวให้มารักษาเมืองลกเอี๋ยงอยู่แต่ก่อน

ฝ่ายหลีเทียดจึงจัดแจงสิ่งของเครื่องคำนับมาเป็นกำนัลจูอิวเป็นอันมากแล้วแต่งโต๊ะเลี้ยงจูอิวเป็นที่สบาย จูอิวนั่งเสพสุรากับหลีเทียดมีใจโลภจะคิดเอาราชสมบัติกำจัดพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้แต่เกรงด้วยเสียวอ๋องเป็นเสี้ยนหนามอยู่ จึงปรึกษาหลีเทียดว่าพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้วางพระทัยให้เราเป็นไต้สุมาผู้สำเร็จราชการถืออาชญาสิทธิ์ ชีวิตขุนนางนายทหารข้าราชการทั้งปวงอยู่ในเงื้อมมือเราสิ้น แต่เสียวอ๋องนั้นหมิ่นประมาทไม่นับถือเรา มีความมานะอหังการว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ รับสั่งให้ออกมาปราบโจรฝ่ายเหนือยังมิสำเร็จ เราจะคิดกำจัดเสียวอ๋องเสีย อันเมืองโฮหลายนั้นเสบียงอาหารบริบูรณ์ทั้งเป็นที่ชัยภูมิมาแต่โบราณ เสียวอ๋องให้ทหารรักษาอยู่ เราจะจัดกองทัพยกไปตีมาไว้เป็นที่มั่น ถ้าเสียวอ๋องขาดเสบียงอาหารยกกลับมาจะคิดอุบายจับฆ่าเสีย จึงจะยกไปปราบโจรปากใต้ฝ่ายเหนือให้ราบคาบท่านจะเห็นประการใด หลีเทียดจึงว่าเสียวอ๋องนั้นอุปมาเหมือนเสี้ยนหนามอันระคายเคืองจักษุของท่านอยู่เป็นนิจ ถ้าคิดการกำจัดเสียได้ขุนนางในเมืองหลวงก็จะอยู่ในอำนาจท่านสิ้น การทั้งปวงซึ่งปรึกษาข้าพเจ้าเห็นชอบด้วย จูอิวได้ฟังก็ดีใจจึงจัดกองทัพตั้งให้โซมอเป็นงวนโซยแม่ทัพกับเกเกี๋ยงสองนายคุมทหารสามหมื่นยกออกจากเมืองลกเอี๋ยง เดินทัพไปตามระยะทางเมืองโฮหลาย

ฝ่ายชาวด่านเมืองอุ๋นซึ่งขึ้นแก่เมืองโฮหลายรู้ว่ากองทัพเมืองลกเอี๋ยงยกมา จึงขึ้นม้าพาทหารรีบเข้าไปแจ้งข้อราชการแก่เคาสุน

ฝ่ายเคาสุนรู้ว่ามีศึกมาจึงแต่งหนังสือให้ม้าใช้แยกทางกันไปบอกแก่เจ้าเมืองเบ้งจิ๋นและเมืองขึ้นทั้งปวง ให้ยกมาช่วยป้องกันกองทัพเมืองลกเอี๋ยง ม้าใช้ได้หนังสือแล้วรีบไปตามสั่ง เคาสุนจึงสั่งกุนซายนายทหารให้เกณฑ์กองทัพจงเร่งรีบไปรักษาเมืองอุ๋นซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านต่อแดนไว้คอยท่าพร้อมทัพหัวเมืองทั้งปวง กุนซายจึงว่าบัดนี้กองทัพเมืองลกเอี๋ยงยกข้ามน้ำเมืองโฮหลายเนื่องกันมาทั้งกลางวันกลางคืนมิได้ขาดคน ข้าพเจ้าจะเห็นว่าเป็นทัพใหญ่ถึงจะยกไปป้องกันเมืองอุ๋นไว้เห็นจะไม่ทันท่วงที อนึ่งทหารรบในกองทัพเราครั้งนี้น้อยตัวนัก ถ้ายกไปได้รบพุ่งติดพันกันกองทัพหัวเมืองมามิทัน ข้าศึกจะแผ่ทหารออกตีโอบวกหลังได้จะเสียที ขอท่านจงหนักหน่วงคอยท่ากองทัพมาพร้อมก่อน เคาสุนจึงว่าศึกยกมาครั้งนี้มิใช่ทหารเมืองลกเอี๋ยง เห็นจะเป็นจูอิวไจเสียงเมืองหลวงให้ยกมายํ่ายีเมืองเรา ถึงจะเข้าตั้งมั่นล้อมเมืองอยู่ ถ้าเจ้าเมืองอุ๋นรักษาเมืองไว้ได้พอกองทัพเรามาถึง จะยกเข้าตีทัพหลังเป็นศึกกระหนาบ แม้นทหารเราน้อยก็จะตีให้แตกไปจงได้ท่านอย่าวิตกเลย พอนายประตูมาบอกว่ากองทัพเพียนเจียงกุ๋นปังอี้เจ้าเมืองเบ้งจิ๋นกับหัวเมืองขึ้นทั้งปวงยกมาถึง เคาสุนจึงออกไปรับปังอี้เข้าเมืองนั่งที่สมควรทั้งสองคำนับกันตามธรรมเนียม ปังอี้จึงว่าขณะเมื่อเสียวอ๋องจะยกไปปราบโจรฝ่ายเหนือกำชับสั่งท่านกับข้าพเจ้าไว้ให้อยู่ป้องกันรักษาเขตแดนเมืองโฮหลาย ฝ่ายเมืองเบ้งจิ๋นข้าพเจ้าปราบโจรผู้ร้ายราบคาบแล้ว พอท่านให้ม้าใช้ถือหนังสือไปบอกว่ามีศึกล่วงเข้ามาเหยียบแดน ข้าพเจ้ายกทัพรีบมาช่วยป้องกันเมืองไว้หวังจะมิให้เสียเกียรติยศของเสียวอ๋อง เคาสุนได้ฟังดังนั้นจึงว่าข้าพเจ้าขอบใจนัก ควรที่เป็นคู่ชีวิตคิดการศึกอาสาแผ่นดินทำนุบำรุงเสียวอ๋องสืบไป บัดนี้กองทัพเมืองลกเอี๋ยงยกข้ามนํ้าเมืองโฮหลายมา เห็นจะเข้าล้อมเมืองอุ๋นซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านต่อแดน แม้นช้าอยู่ไม่ทันท่วงทีข้าศึกตีเมืองอุ๋นได้เป็นที่มั่นจะกระทำยาก ปังอี้ได้ฟังเห็นชอบด้วยจึงสมทบกองทัพตรวจนับทหารครบสิบหมื่นพื้นมีฝีมือกล้าแข็ง แบ่งเป็นสองทัพกับเคาสุนยกออกจากเมืองโฮหลาย

ฝ่ายโซมอยกกองทัพข้ามแม่น้ำเมืองโฮหลาย มาถึงเมืองอุ๋นจึงตั้งค่ายมั่นอยู่หน้าเมืองอุ๋นสองค่าย

ฝ่ายเจ้าเมืองอุ๋นรู้ว่าข้าศึกมา จึงให้ปิดประตูเมืองขับทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เป็นสามารถ ฝ่ายเคาสุนยกทัพมาถึงเมืองอุ๋น แลเห็นค่ายตั้งอยู่หน้าเมืองสองค่าย จึงสั่งทหารกองหน้าร้องบอกว่ากองทัพเหลาก๋งมาถึงแล้ว ให้ระดมตีม้าล่อและกองรบทหารโห่ร้องอื้ออึงเป็นสง่าศึก ฝ่ายทหารในกองทัพโซมอได้ยินดังนั้น สำคัญว่าเสียวอ๋องยกทัพใหญ่มาพากันมีใจกลัว จึงวิ่งเข้าไปแจ้งความแก่โซมอ

ฝ่ายโซมอกับเกเกี๋ยงแจ้งความดังนั้น สองนายแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถืออาวุธพาทหารมายืนม้าอยู่หน้าค่าย แลไปเห็นนายทหารผู้หนึ่งหนุ่มน้อยดูท่วงทีองอาจ จึงถามว่าตัวชื่อใดไม่กลัวความตายหรือ หมายจะต่อสู้ฝีมือกูผู้เป็นนายทหารใหญ่ในเมืองหลวง จูอิวไจเสียงให้มาปราบเจ้าเมืองโฮหลายอันตั้งแข็งเมืองอยู่ ตัวเป็นทหารผู้น้อยหนุ่มแก่ความนักจะต่อสู้กับฝีมือกูดูมิบังควร เร่งลงจากม้ามัดตัวมายอมเข้าด้วยโดยดีจึงจะไว้ชีวิต แม้นจะคิดต่อสู้กูจะให้ทหารเลวล้อมจับตัวฆ่าเสีย เคาสุนได้ยินดังนั้นก็โกรธจึงร้องตวาดไปว่า ตัวกูผู้ชื่อเคาสุนเป็นขุนนางนายทหารใหญ่ เสียวอ๋องตั้งให้เป็นโฮหลายท้ายสิ้วอยู่รักษาเมืองโฮหลายปราบโจรผู้ร้ายให้ระงับ ตัวมึงเป็นพวกขโมยเมืองหลวงอวดอ้างว่ามีฝีมือยกล่วงเข้ามาเหยียบแดน แม้นได้ต่อต้านกับฝีมือกูเห็นมึงจะรบไปไม่ถึงสามเพลงทวน โซมอได้ยินเคาสุนว่ากล่าวถ้อยคำหยาบช้าโกรธนัก ชักม้ารำทวนเข้ารบกับเคาสุนได้สิบเพลง โซมอต้านทานมิได้ชักม้าห่างออกไป เกเกี๋ยงเห็นโซมอเสียทีจึงขับม้าเข้ารับป้องกัน รบกับเคาสุนได้สามเพลง เคาสุนเอาทวนแทงถูกเกเกี๋ยงตกม้าตาย

ฝ่ายปังอี้ครั้นเห็นศึกได้ทีก็ขับม้าพาทหารเข้าบุกรุกไล่ฆ่าฟันทหารโซมอแตกพ่ายถอยหนี ลงข้ามน้ำจมน้ำตายหลายพัน แต่จับเป็นได้ริมฝั่งน้ำหลายร้อย เคาสุนกับปังอี้ก็พาทหารยกกองทัพกลับเข้าค่าย

ฝ่ายโซมอครั้นทัพแตกเสียทีหนีลงข้ามน้ำขึ้นฝั่งได้ ครั้นจะไปเมืองหลวงก็กลัวจูอิวจะฆ่าเสีย จึงหนีเข้าทางใหญ่ไปเมืองเซงโก๋ ฝ่ายเคาสุนครั้นมีชัยชนะจึงปรึกษาปังอี้ว่า โซมอก็เสียทัพยับเยินแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่าจะยกทัพเหยียบแดนเมืองลกเอี๋ยงเข้าไปจับจูอิวซึ่งเป็นเสี้ยนหนามเสียวอ๋องฆ่าเสียท่านจะเห็นประการใด ปังอี้จึงว่าจูอิวนั้นมีกำลังอยู่ด้วยหลีเทียดเจ้าเมืองลกเอี๋ยง หลีเทียดคนนี้ได้ไห้สัตย์สัญญากับเสียวอ๋องว่า จะช่วยเสียวอ๋องบำรุงแผ่นดิน หลีเทียดหลงเชื่อฟังคำจูอิว จึงเข้าคิดกันทูลพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ให้ฆ่าเล่าอิ้นเสีย หลีเทียดทำความผิดเป็นข้อใหญ่จึงได้ยึดหน่วงเอาจูอิวเป็นที่พึ่ง ซึ่งท่านจะยกไปทำศึกกับจูอิวนั้น หลีเทียดจะออกป้องกันเมืองลกเอี๋ยงไว้ ถึงจะมีชัยชนะก็จะเสียทแกล้วทหารเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจะแต่งหนังสือลับให้ทหารคนสนิทปลอมเข้าไปเกลี้ยกล่อม ถ้าหลีเทียดยอมเข้าด้วยได้สมความคิดแล้ว ยกทัพเข้าประชิดถึงเชิงกำแพงเข้าล้อมเมืองลกเอี๋ยงไว้ เห็นจะจับจูอิวได้โดยง่าย ทั้งสองนายปรึกษาเห็นชอบพร้อมกัน

ฝ่ายปังอี้จึงแต่งหนังสือลับฉบับหนึ่งว่า ข้าพเจ้าปังอี้เจ้าเมืองเบ้งจิ๋นขอคำนับมายังลกเอี๋ยงอ๋องหลีเทียด ด้วยข้าพเจ้าได้ยินคำโบราณกล่าวไว้สำหรับแผ่นดินสืบมา เป็นคำผู้มีสติปัญญาเปรียบเทียบไว้ว่า แว่นแก้วอันแจ่มใส ผู้ใดจะใคร่เห็นดวงหน้าแลหลัง อันแลดูด้วยจักษุของตนมิได้เห็น จึงให้ส่องดูก็จะเห็นเงาปรากฏอยู่ในกระจกแก้วทุกประการ ผู้มีสติปัญญาก็จะใคร่รู้การอันลึกซึ้ง พึงตรึกตรองดูโดยปัญญา อุปมาเหมือนแว่นแก้ว ก็จะพิจารณาเห็นการทั้งปวง อนึ่งผู้ซึ่งทำความชั่วแลดีไว้ ถึงมาตรว่าจะสิ้นชีวิตไปได้ถึงหมื่นปี ความชั่วและความชอบซึ่งตัวทำมิได้เสื่อมสูญ ย่อมมีผู้ออกชื่อลือเล่ากันต่อมา เหมือนเมื่อครั้งบิจู๋ขุนนางผู้ใหญ่ในอุ๋นอ๋อง อุ๋นอองทำการหยาบช้า บิจู๋เห็นผิดราชประเพณีจึงว่ากล่าวทัดทานอุ๋นอ๋องไม่เชื่อฟัง บิจู๋ตรองการอันจะเกิดภายหน้า เห็นว่าสมบัติอุ๋นอ๋องจะไม่ตั้งอยู่นาน บิจู๋มีสติปัญญาจึงคิดอุบายเอาตัวหนีไปเข้าพึ่งจิวบุนอ๋องผู้มีบุญญาธิการ

ครั้งเมื่อพระเจ้าไซรฌ้อปาอ๋องครองเมืองห้ำเอี๋ยงนั้น ห้างเปกขุนนางผู้ใหญ่เห็นว่าฌ้อปาอ๋องใจร้ายกาจ ข่มเหงราษฎรร้อนทั่วไปทั้งแผ่นดิน หมิ่นประมาทไม่นับถือผู้มีสติปัญญา ห้างเปกรู้ว่าสมบัติในเมืองหลวงจะได้แก่ฮั่นอ๋องโดยแท้ จึงคิดแก้ไขช่วยชีวิตฮั่นอ๋องด้วยกลอุบายหลายครั้ง จนฮั่นอ๋องได้เป็นกษัตริย์เสวยสมบัติสืบแซ่เชื้อวงศ์มา เมื่อครั้งพระเจ้าเสียวเต้ได้เป็นกษัตริย์ไม่อยู่ในยุติธรรม จิวปุดขุนนางผู้ใหญ่มีใจซื่อตรงต่อแผ่นดิน เห็นว่าเมืองหลวงจะเกิดจลาจลจึงเนรเทศเสียวเต้เสียจากราชสมบัติ เชิญไต้อ๋องขึ้นเป็นกษัตริย์บำรุงราษฎรได้อยู่เย็นเป็นสุขสืบมา ครั้งเมื่อฉงอิบเป็นฮ่องเต้ทำการให้ผิดประเพณีกษัตริย์ กูก๋องขุนนางผู้มีสติปัญญาปรึกษาขุนนางพร้อมกัน ยกเฮางีขึ้นเป็นฮ่องเต้ แผ่นดินอยู่เย็นเป็นสุขมาช้านาน ซึ่งผู้มีสติปัญญาพิเคราะห์ดูการล่วงหน้าโดยลึกซึ้ง รู้ว่ากษัตริย์มีบุญญาธิการควรจะเป็นที่พึ่ง จึงคิดทำความชอบไว้ในแผ่นดิน ถึงชีวิตสิ้นไปแล้วชื่อยังปรากฏอยู่ ผู้ทำความชั่วก็มีแต่คำนินทาว่าชั่วไปได้ถึงหมื่นชาติ อันเจ้าเมืองเตียงอั๋นไม่บำรุงอาณาประชาราษฎร มาเป็นกษัตริย์อยู่ป่วยการปีเดือนเสียเปล่าหาเอาเป็นที่พึ่งไม่ได้ ข้าพเจ้าพิจารณาดูการอันล่วงไปภายหน้า เห็นว่าสมบัติในเมืองหลวงจะสิทธิ์ขาดอยู่กับเสียวอ๋อง ใช่จะแกล้งยุยงให้พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้กับเสียวอ๋องผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ร่วมแซ่ให้เคืองกันหามิได้ ตัวท่านมีสติปัญญาอันหลงเชื่อฟังคำคนยุยง จึงได้แหนงใจกันกับเสียวอ๋องผู้เป็นที่พึ่ง อนึ่งผู้มีสติปัญญาแต่โบราณทำการพลั้งผิดคิดแก้ตัวกลับได้ความชอบก็มีอยู่เป็นอันมาก ซึ่งพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้เสวยราชสมบัติในเมืองเตียงอั๋นทุกวันนี้ ขุนนางข้าราชการเห็นแต่จะเป็นประโยชน์ของตน ละขนบธรรมเนียมเสียสิ้น แผ่นดินเกิดจลาจลโจรผู้ร้ายกำเริบขึ้นทุกทิศ ทั้งโจรคิ้วเหลืองก็รุกรบย่ำยีแดนเมืองหลวงเข้าไป ราษฎรหัวเมืองมีแต่สะดุ้งตกใจตื่นกันอยู่เป็นนิจ หามีผู้ใดที่จะคิดช่วยทุกข์ของราษฎรให้โจรผู้ร้ายระงับได้ไม่ ถ้าเว้นไว้แต่พระเจ้าจิวบุนอ๋องครั้งฮ่องสินจึงจะปราบยุคเข็ญครั้งนี้ได้ ราษฎรหัวเมืองได้ความเดือดร้อนระส่ำระสายเรรวนอยู่ เสียวอ๋องผู้มีใจโอบอ้อมอารีอุตส่าห์สู้ทนความลำบาก ยกไปปราบโจรฝ่ายเหนือเมื่อเทศกาลน้ำค้างเป็นยามหนาว หวังจะระงับทุกข์ของราษฎรด้วยความกรุณา ทหารล้วนมีสติปัญญาฝีมือเข้มแข็ง ประชุมทัพพร้อมกันจะยกเข้าไปตีเมืองเตียงอั๋น จับพวกโจรซึ่งเป็นไจเสียงฆ่าเสียให้สิ้น แล้วจะยกเสียวอ๋องขึ้นครองราชสมบัติเป็นฮ่องเต้ดับยุคเข็ญบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งท่านนับถือเชื่อฟังหวังฝากชีวิตจูอิวอันไม่ควรจะพึงว่าเป็นที่พึ่งนั้น จะคิดป้องกันเมืองเตียงอั๋นไว้ให้มีชัยชนะแก่กองทัพเสียวอ๋อง ซึ่งทแกล้วทหารหัวเมืองทั้งปวงพร้อมใจยกทัพสมทบกันมามากกว่าร้อยหมื่น ครั้งนี้ขอท่านจงประมาณดูกำลังศึกให้เห็นชนะและแพ้ก่อน อนึ่งท่านกับเสียวอ๋องได้สัญญากันไว้ว่าจะช่วยเสียวอ๋องบำรุงแผ่นดิน ซึ่งจะหลงอยู่ด้วยถ้อยคำจูอิวจนกองทัพประชิดเมืองเบื้องหน้าจะได้ความเดือดร้อน ข้อผิดซึ่งทำไว้ครั้งก่อนจะซ้ำลงเป็นสองโทษ เร่งทำการแก้ตัวทัพใหญ่ยังไม่ยกมาถึงจึงจะมีความชอบ ข้าพเจ้ากับท่านได้เป็นเพื่อนรักกัน จึงมีหนังสือมาหมายจะเตือนสติ ขอจงดำริตรองการแต่ที่อันควร ครั้นแต่งหนังสือแล้วจึงให้ทหารคนสนิทแต่งตัวนุ่งห่มเป็นชาวเมืองลกเอี๋ยง ถือหนังสือลับเข้าไปส่งให้แก่หลีเทียดเจ้าเมืองลกเอี๋ยงหมายจะปกปิดมิให้ทหารจูอิวรู้ความ

ฝ่ายหลีเทียดรับหนังสือมาฉีกผนึกออกอ่านแล้วตรึกตรองการเห็นชอบ จึงแต่งหนังสือตอบเป็นใจความว่า ข้าพเจ้าลกเอี๋ยงอ๋องหลีเทียดขอคำนับมาถึงเบ้งจิ๋นอ๋องปังอี้ ด้วยเดิมหลีทองเจ้าเมืองนํ่าเอี๋ยงผู้พี่ข้าพเจ้าได้สัญญาไว้ว่าจะอาสาปราบศัตรูแผ่นดินสิ้นเสี้ยนหนามแล้ว จะยกเสียวอ๋องขึ้นเป็นกษัตริย์ ข้าพเจ้าอุตส่าห์รักษาความสัตย์โดยสุจริต ถึงสิ้นชีวิตตายไปให้กระดูกขาวบริสุทธิ์ผ่องใสปราศจากจุดดำด่างพร้อย ครั้งเมื่อพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้เสด็จมาอยู่เมืองซินซีนั้น เสียวอ๋องมาทำศึกกับอองมังยังมิสำเร็จ จึงตั้งให้ข้าพเจ้ากับเล่าอิ้นอยู่รักษาองค์พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ ไจเสียงทั้งแปดคนคบคิดกันแกล้งทูลยุยงยกโทษเล่าอิ้น ข้าพเจ้าลืมสติงวยงงหลงด้วยถ้อยคำไจเสียง ไม่ทันคิดที่จะเพ็ดทูลทัดทาน จนพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ให้ประหารชีวิตเล่าอิ้นเชื้อพระวงศ์อันหาความผิดมิได้เสีย แต่ครั้งนั้นมาจึงได้ร้าวฉานกันออกกับเสียวอ๋อง ตรองที่ความผิดแต่หนหลังบังเกิดทุกข์เดือดร้อน จะนั่งจะนอนก็ไม่มีสุขคุ้มเท่าทุกวันนี้ ซึ่งท่านมีหนังสือมาว่ากล่าวเตือนสติโดยความกรุณานั้นขอบคุณยิ่งนัก แต่ซึ่งจะให้ข้าพเจ้าไปเข้าด้วยเสียวอ๋องครั้งนี้ จูอิวออกมาคิดการศึกอยู่ในเมือง เกลือกรู้ความจะจับข้าพเจ้ากับบุตรภรรยาไปฆ่าเสีย ขอท่านจงยกทัพเข้ามา ถ้าได้ประชิดถึงเชิงกำแพงแล้วการในเมืองข้าพเจ้าจะคิดให้สำเร็จ ครั้นแต่งหนังสือแล้วเข้าผนึกส่งให้ผู้ถือหนังสือไปแจ้งความแก่ปังอี้

ฝ่ายปังอี้รับหนังสือมาอ่านรู้ความแล้วจึงบอกเคาสุนว่า หลีเทียดยอมเข้าด้วยเราได้ท่วงทีแล้ว ขอท่านจงเร่งยกทัพเข้าล้อมเมืองลกเอี๋ยง จับจูอิวฆ่าเสียแต่ในขณะเมื่อทหารฝ่ายเรายังมีกำลังรื่นเริงอยู่ฉะนี้ ข้าพเจ้าเห็นจะมีชัยชนะแก่พวกจูอิวโดยง่าย เคาสุนได้ฟังยินดีนัก จึงจัดแจงทหารเป็นสองทัพยกออกจากเมืองอุ๋นลงข้ามแม่น้ำโฮหลาย เคาสุนกับปังอี้แยกกองทัพเป็นสองทางยกเข้าเหยียบแดนเมืองลกเอี๋ยง

ฝ่ายหัวเมืองรายทางทั้งสิบสามเมืองกับพวกโจรซึ่งตั้งซ่องสุมอยู่ในแดนเมืองลกเอี๋ยง ครั้นรู้ว่ากองทัพเคาสุนกับปังอี้ยกมามีความสะดุ้งตกใจกลัวยิ่งนัก ออกสามิภักดิ์เข้าด้วยปังอี้กับเคาสุนเป็นอันมาก เคาสุนกับปังอี้เกลี้ยกล่อมพวกโจรและหัวเมืองรายทางได้ทหารประมาณสิบหมื่นเศษ ยกมาบรรจบพร้อมกัน ณ  เมืองเซงโก๋ ฝึกปรือทแกล้วทหารอยู่

ฝ่ายคนใช้ซึ่งจูอิวให้ไปสืบกองทัพ กลับมาบอกความแก่จูอิวว่า โซมอกับเกเกี๋ยงเสียทัพทหารล้มตายแตกหนี ปังอี้เจ้าเมืองเบ้งจิ๋นกับเคาสุนเจ้าเมืองโฮหลายยกกองทัพติดตามข้ามนํ้าเข้ามาถึงแดนเมืองลกเอี๋ยง ทั้งสิบสามหัวเมืองมิได้สู้รบกับกองทัพ กลับไปเข้าด้วยข้าศึกเสียสิ้น บัดนี้ปังอี้กับเคาสุนมาประชุมทัพกันอยู่ ณ เมืองเซงโก๋ ทั้งสองทัพประมาณทหารสิบหมื่นเศษ จูอิวแจ้งความดังนั้นก็โกรธจึงสั่งบู๋ปุดว่าท่านจงคุมทหารหมื่นเศษ ยกไปจับเอาสิบสามหัวเมืองซึ่งไปเข้ากับข้าศึกมาฆ่าเสียให้สิ้นจงได้ บู๋ปุดรับคำคำนับลาขึ้นม้าพาทหารยกกองทัพออกจากเมืองลกเอี๋ยงไปตามจูอิวสั่ง

ฝ่ายทหารม้าใช้ซึ่งเจ้าเมืองเบ้งจิ๋นให้ไปสืบราชการรู้ว่ากองทัพบู๋ปุดยกมา จึงขึ้นม้ารีบไปแจ้งความแก่เจ้าเมืองเบ้งจิ๋นทุกประการ ปังอี้เจ้าเมืองเบ้งจิ๋นกับเคาสุนรู้ว่าบู๋ปุดจะยกทัพไปตีสิบสามหัวเมือง จึงจัดเตรียมทหารยกเป็นสองทัพ ข้ามนํ้าโฮหลายไปสกัดต้นทางร่วม พอพบกองทัพสวนทางมา ทหารทั้งสองฝ่ายรอกันอยู่ บู๋ปุดรู้ว่ากองทัพเจ้าเมืองเบ้งจิ๋นมาก้าวสกัดทาง จึงขับม้าขึ้นหน้าทหารแลเห็นปังอี้ยืนม้าอยู่ บู๋ปุดจึงร้องถามว่าเรายกมาจะไปจับพวกกบฏสิบสามหัวเมือง เหตุใดท่านยกมาป้องกันกองทัพเราไว้ไม่ชอบ ปังอี้จึงตอบว่าบรรดาหัวเมืองฝ่ายทิศใต้ยอมเข้าด้วยเราแล้วตัวจะยกทัพมาทำร้ายให้เมืองขึ้นระส่ำระสายเสียทั้งนี้ไม่ควร จงลงจากม้าพาทหารเข้าด้วยเราโดยดี ถ้ามิยอมเราจะให้ทหารเลวล้อมจับฆ่าเสียให้สิ้นทั้งทัพ บู๋ปุดได้ยินดังนั้นโกรธนัก ชักม้ารำทวนเข้ารบกับปังอี้ได้สิบเพลง บู๋ปุดต้านทานกำลังปังอี้มิได้ชักม้าหนี ปังอี้ขับม้าพาทหารติดตามไป

ฝ่ายเคาสุนได้ท่วงทีขับทหารก้าวสกัดตีกระทบเข้าหากันเป็นศึกกระหนาบ บู๋ปุดตกอยู่กลางศึกทหารล้มตายเป็นอันมาก จึงขับม้าหลีกลัดออกโดยทางน้อย ปังอี้ขับม้าติดตามไปทันบู๋ปุด ณ ตำบลซูก๋องเตงแฮมีศาลาอยู่ริมทาง ปังอี้ตวาดด้วยเสียงอันดัง บู๋ปุดตกใจมิทันจะรับอาวุธ ปังอี้เอาทวนแทงบู๋ปุดตกม้าตาย ทหารบู๋ปุดซึ่งตกอยู่ในที่ล้อมก็ยอมเข้าด้วยเคาสุนประมาณห้าพันเศษ เคาสุนตั้งค่ายพักทแกล้วทหารอยู่ ณ ตำบลซูก๋องเตงแฮ

ฝ่ายหลีเทียดตั้งแต่ให้หนังสือลับไปเข้าด้วยเจ้าเมืองเบ้งจิ๋นแล้ว มิได้ไปมาปรึกษาราชการกับจูอิวเหมือนดังแต่ก่อน จูอิวเห็นกิริยาหลีเทียดผิดประหลาดคิดสงสัย จึงให้คนสนิทไปสืบได้ความว่าหลีเทียดเป็นไส้ศึก ครั้นค่ำลงเวลาดึกจูอิวจึงใช้ให้ทหารคนสนิทปลอมเข้าไปฆ่าหลีเทียดเสียในเวลากลางคืน ครั้นรุ่งเช้าทหารชาวเมืองลกเอี๋ยงซึ่งเป็นพรรคพวกหลีเทียด รู้ว่าหลีเทียดตายต่างคนตกใจพากันเข้าไปเอาศพฝังเสีย แล้วประชุมปรึกษากันว่าเราจะคิดทำการแก้แค้นแทนนายเราครั้งนี้ จูอิวยังมีทหารหลายหมื่นกลัวเกลือกทำการไม่สมความคิดจะเสียที จำจะงดไว้คอยท่ากองทัพปังอี้ยกมา เราจะพากันออกหาเจ้าเมืองเบ้งจิ๋น จะอาสาจับจูอิวฆ่าเสียให้จงได้ ต่างคนตั้งใจคอยกองทัพปังอี้อยู่มิได้ขาด

ฝ่ายจูอิวครั้นให้ทหารฆ่าหลีเทียดเจ้าเมืองลกเอี๋ยงตายแล้ว ให้เก็บริบเอาทรัพย์เงินทองสิ่งของรวบรวมไว้เป็นของตน แล้วให้ทหารเที่ยวปล้นตีชิงเอาทรัพย์สิ่งของชาวเมืองลกเอี๋ยงไปแบ่งปันกัน ขณะนั้นราษฎรชาวเมืองลกเอี๋ยงได้ความเดือดร้อนระสํ่าระสายนัก

ฝ่ายเจ้าเมืองเบ้งจิ๋นกับเจ้าเมืองโฮหลาย ครั้นมีชัยชนะศึกพอค่ำลงพักทหารอยู่ ณ ตำบลซูก๋องเตงแฮ ครั้นรุ่งเช้ายกทัพเร่งรีบมาตามทางใหญ่ไปเมืองลกเอี๋ยง ฝ่ายชาวด่านกับทหารม้าใช้รู้ว่าบู๋ปุดเสียทัพ เจ้าเมืองโฮหลายยกเหยียบแดนล่วงด่านเข้ามา ต่างคนตกใจขึ้นม้าขับควบไปแจ้งความแก่จูอิวทุกประการ จูอิวได้ยินดังนั้นจึงสั่งให้จัดเตรียมกองทัพพร้อมแล้ว จูอิวแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถือทวนยกออกมาพอพบทัพเจ้าเมืองเบ้งจิ๋นมาถึงคูเมืองลกเอี๋ยง

ฝ่ายปังอี้ยืนม้าอยู่หน้าทหารแลเห็นจูอิวยกออกมาถึงหน้าทัพ จึงสั่งให้ทหารโห่ร้องตีกลองรบอื้ออึงเป็นสง่าศึก ปังอี้จึงร้องด่าจูอิวว่าอ้ายขโมย เจ้าเมืองมึงชุบเลี้ยงยังไม่ถึงขนาดหรือ มึงจึงอุกอาจยกออกมาชิงเขตแดนเสียวอ๋องอีกเล่า วันนี้จะตัดศีรษะมึงเสียบประจานเสีย อย่าให้มีผู้ใดดูเยี่ยงอย่างมึงซึ่งเป็นเสี้ยนศัตรูแผ่นดินสืบไป จูอิวได้ยินปังอี้ว่ากล่าวหยาบช้าโกรธนัก ชักม้ารำทวนเข้ารบกับปังอี้ได้สามเพลงทวน ต้านทานกำลังปังอี้มิได้ชักม้าหนี ปังอี้ได้ทีขับม้าพาทหารไล่ฆ่าฟันทหารจูอิวเข้าถึงเชิงกำแพง จูอิวเสียทัพยับเยินกลัวปังอี้จะล้อมจับ ขับม้าหนีเข้าป่าไปเมืองเลียวตั๋ง บรรดาทหารจูอิวต่างคนกลัวความตาย ร้องขอชีวิตยอมเข้าด้วยปังอี้ทั้งกองทัพ ปังอี้มิได้ทำอันตราย

ฝ่ายปังอี้กับเคาสุนครั้นมีชัยชนะยกเข้าจัดแจงเมืองลกเอี๋ยง พวกทหารซึ่งเป็นพรรคพวกหลีเทียดพากันมาเข้าด้วยเคาสุนสิ้นทั้งเมือง เคาสุนแจ้งว่าหลีเทียดตายแล้ว จึงเกลี้ยกล่อมชาวเมืองลกเอี๋ยงมิให้กำเริบเดือดร้อน

ฝ่ายพวกโจรซึ่งมิได้เข้ากับปังอี้นั้น แม้นมีผู้ออกชื่อเคาสุนกับปังอี้ต่างคนเข็ดขยาดหนีเข้าซ่อนเร้นอยู่ป่า มิได้ออกมาฉกชิงสิ่งของคนเดินทางเหมือนแต่ก่อน ราษฎรทำมาหากินเป็นสุขหาโจรผู้ร้ายมิได้

ฝ่ายเคาสุนกับปังอี้ ครั้นจัดแจงแดนเมืองลกเอี๋ยงราบคาบแล้ว ให้ขุนนางนายทหารอยู่รักษาเมืองลกเอี๋ยงจัดด่านทางมั่นคงทุกตำบล ปังอี้ยกกลับไปเมืองเบ้งจิ๋น เคาสุนไปเมืองโฮหลาย

ฝ่ายเสียวอ๋องยกกองทัพไปทิศเหนือ ถึงตำบลหนึ่งพักทหารอยู่ ฝ่ายราษฎรชาวบ้านรู้ว่าเสียวอ๋องยกมาปราบโจรต่างคนดีใจออกไปคำนับบอกความกับเสียวอ๋องว่า ตำบลไต้เตียวเซงทุกนั้น ตันเจียนนายโจรคุมพวกโจรประมาณสิบหมื่นเศษ เที่ยวปล้นชิงทรัพย์สิ่งของราษฎรชาวบ้าน หาผู้ใดจะต่อสู้ฝีมือตันเจียนได้ไม่ ขอท่านจงกรุณาเชิญยกทัพไปกำจัดโจรเสียให้ราบคาบ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจะได้ทำมาหากินอยู่เย็นเป็นสุข เสียวอ๋องแจ้งความดังนั้นจึงให้ชาวบ้านนำกองทัพไปถึงแดนเมืองไต้เตียวตั้งค่ายมั่นลงไว้

ฝ่ายพวกโจรรู้ว่าเสียวอ๋องยกมาถึง จึงเข้าไปบอกความแก่ตันเจียนผู้นายทุกประการ ตันเจียนได้ยินดังนั้นก็ตกใจเกรงว่าเสียวอ๋องจะยกทัพเข้าไปประชิดถึงเชิงกำแพงเมือง เบื้องหน้าถ้าขัดสนเสบียงอาหารจะเข้าออกไปมายาก จึงจัดทหารเป็นกระบวนทัพโจรยกออกไปรับกองทัพเสียวอ๋องหน้าเมืองไต้เตียว

ฝ่ายเอียวกี๋แม่ทัพหน้าเห็นพวกโจรยกออกมาเป็นอันมาก จึงแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้า เกาทัณฑ์สะพายแล่งมือถือทวน ชวนนายทหารทั้งปวงออกจากค่าย เข้าระดมกันประจัญรบกับพวกโจรกลางแปลง ฝ่ายตันเจียนก็ขับทหารโจรออกรบป้องกันไว้เป็นสามารถ เสียวอ๋องเห็นทหารกับพวกโจรรบกันแต่เช้าถึงเที่ยงยังมิได้เพลี่ยงพลํ้าแก่กัน เกรงทหารจะอิดโรยกำลังลง จึงร้องบอกทหารให้ผลัดเปลี่ยนเข้ามากินอาหารจึงค่อยทำการสู้รบกันสืบไป เกียฮกได้ยินดังนั้นจึงร้องบอกเสียวอ๋องว่า ข้าพเจ้ากับนายทหารจะขอทำการอาสารบพวกโจรให้ชนะก่อน จึงจะกลับเข้ากินอาหารให้พร้อมกัน ขอท่านอย่าวิตกถึงข้าพเจ้าทั้งปวงเลย เกียฮกจึงคิดว่าพวกโจรเคยปล้นตีชาวบ้านชำนาญในการรบกลางแปลง จะรบประจัญฉะนี้จะเอาชัยชนะมิได้ เกียฮกจึงพาทหารพันเศษหลีกลัดไปตามทางน้อยวกหลังโห่ร้องระดมตีเป็นข้าศึกกระหนาบ ฝ่ายตันเจียนกับพวกนายโจรทหารเห็นกองทัพตีกระหนาบหลังก็ตกใจ ต่างคนป้องกันรบเรรวนอยู่ ฝ่ายเกียฮกได้ที ขับม้าพาทหารรุกรบฆ่าฟันพวกโจรเข้าบรรจบกับกองทัพเอี๋ยวกี๋ เอียวกี๋กับม้าบู๊นายทหารทั้งปวงขับม้าเข้าล้อมไล่ฆ่าฟันพวกโจรเป็นอลหม่าน ตันเจียนต้านทานมิได้ขับม้ารบฝ่าทหารหนีเข้าป่า ฝ่ายเสียวอ๋องเห็นศึกได้ที จึงพาทหารยกกองทัพติดตามไล่ฆ่าฟันพวกโจรล้มตายเรี่ยรายไปตามทาง

ฝ่ายพวกโจรซึ่งแตกหนีไปถึงเมืองปักเปง จึงเข้าไปบอกความแก่อิวไหลว่า เสียวอ๋องยกกองทัพเข้าเหยียบแดนเมืองไต้เตียว ตันเจียนผู้นายข้าพเจ้ายกทัพออกตีเสียทีแก่เสียวอ๋อง บัดนี้ยกกองทัพติดตามมาเข้าถึงชานเมืองท่านแล้ว

ฝ่ายอิวไหลหนึ่ง ไต้ฉองหนึ่ง หงอหวนหนึ่ง นายโจรสามคนจึงให้ยกโต๊ะมาตั้งยังไม่ทันจะกิน พอพวกโจรมาบอกความดังนั้นก็ตกใจ ต่างคนแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถืออาวุธ พาพวกโจรทหารห้าหมื่นยกออกไปคอยป้องกันกองทัพเสียวอ๋องอยู่ ณ ต้นทางเมืองปักเปง

ฝ่ายเอียวกี๋แม่ทัพหน้าขับม้านำทหารติดตามตันเจียน เห็นนายโจรสามคนยืนม้าขวางหน้าทัพทหารรอกันอยู่ จึงร้องบอกว่าเสียวอ๋องผู้มีใจโอบอ้อมอารีแก่อาณาประชาราษฎร ยกกองทัพมาปราบเสี้ยนศัตรูแผ่นดินให้ราบคาบ ท่านทั้งสามเป็นโจรทำความชั่วให้เสียชื่อไม่สมควร จงถอยหลังคิดหาความชอบกลบข้อผิดซึ่งทำไว้แต่ก่อน เร่งเข้ามาทำการอาสาเสียวอ๋องปราบศัตรูแผ่นดินให้ราบคาบแล้ว เราจะช่วยว่ากล่าวให้เสียวอ๋องตั้งแต่งให้เป็นขุนนางมียศศักดิ์ เราว่ากล่าวเตือนสติด้วยความกรุณา ถ้าถือมานะทิฐิจะคิดการต่อสู้ก็จะใช้ทหารเลวล้อมจับฆ่าเสียให้สิ้นทั้งพวก นายโจรทั้งสามได้ยินก็โกรธ จึงร้องด่าว่าไอ้พวกผีปีศาจ มึงอย่าเอาความเท็จมาเจรจา นายมึงหาตั้งตัวเป็นใหญ่ได้ไม่ ว่าแล้วต่างคนชักม้าเข้ารบกับเอียวกี๋

ฝ่ายเสียวอ๋องจึงให้ม้าบู๊กับงิมเหงทหารทั้งปวงเข้าระดมรบกับพวกโจรเป็นศึกกลางแปลง นายโจรทั้งสามไม่ชำนาญในการสงครามต่อสู้ฝีมือทหารเสียวอ๋องมิได้ ต่างคนชักม้าพาพวกโจรถอยหนี เสียวอ๋องได้ทียกทัพขับทหารติดตามฆ่าฟันพวกโจรแตกระส่ำระสายล้มตายเป็นอันมาก ฝ่ายงิมเหงขับม้าไล่ไต้ฉองไป ไต้ฉองอิดโรยกำลังหนีมิพ้น จึงชักม้ากลับหน้าเข้ารบ งิมเหงฟันด้วยง้าวใหญ่ถูกไต้ฉองตัวขาดตกม้าตาย

ฝ่ายเอียวกี๋ขับม้าไล่ติดตามอิวไหลกับหงอหวนไปจะจับเอาเป็น จึงให้นายทหารก้าวสกัดหน้า แยกปีกซ้ายขวาออกล้อมไว้ ฝ่ายอิวไหลกับหงอหวนตกอยู่ในที่ล้อมศึกจวนตัวกลัวความตาย หงอหวนขับม้ารบฝ่าทหารหนีไปทางตะวันตก อิวไหลขับม้าไปทางตะวันออกรบกับงอฮั่นได้ห้าเพลง งอฮั่นเอาทวนแทงถูกอิวไหลตกม้าตาย เสียวอ๋องยกกองทัพติดตามฆ่าฟันทหารพวกโจรไปถึงแดนเมืองเลียวตั๋ง แล้วยกกลับมาเข้าเมืองปักเปง จึงให้เลี้ยงโต๊ะทแกล้วทหารบรรดาซึ่งมีชัยชนะแก่พวกโจรนั้นนั่งกินโต๊ะเสพสุราเป็นที่สบาย

ขณะนั้นมีผู้เข้าไปบอกว่านายโจรผู้หนึ่งชื่อหงอเตาคุมพวกโจรประมาณหมื่นเศษ ยกเข้าปล้นตีเก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของราษฎรชาวบ้าน บัดนี้เข้าตั้งอยู่ในเมืองจินเตง ขอท่านจงกรุณายกทัพไปปราบหงอเตาให้ราบคาบ อาณาประชาราษฎรจะได้ทำมาหากินอยู่เย็นเป็นสุขสืบไป เสียวอ๋องได้ฟังดังนั้นทอดใจใหญ่นั่งนิ่งตรึกตรองอยู่ประมาณครู่หนึ่งแล้วจึงว่า พวกโจรผู้ร้ายกำเริบไปทั่วทั้งแผ่นดินปราบมิรู้สิ้นฉะนี้จะทำประการใด เกียฮกจึงตอบว่าโจรพวกใหญ่ท่านเที่ยวปราบราบคาบสิ้นแล้ว หงอเตามีพวกแต่หมื่นเศษนั้น ข้าพเจ้าจะขอทหารสามพันไปตีให้แตกจงได้ขอท่านอย่าวิตกเลย เสียวอ๋องจึงว่าตัวท่านทำการรบพุ่งหักหาญพวกโจรมามิได้หยุดพักกำลังยังอิดโรยอยู่ ซึ่งจะไปทำศึกกับหงอเตาเราจะให้นายทหารอื่นไปแทนตัวท่านจงหยุดพักพอหายเหน็ดเหนื่อยสักเวลาหนึ่งก่อน เกียฮกจึงว่า ซึ่งท่านกรุณาทั้งนี้ขอบคุณหาที่สุดมิได้ แต่ใจข้าพเจ้าคิดจะใคร่อาสาแผ่นดินให้ถึงขนาด ข้าพเจ้าจะขอไปปราบหงอเตาครั้งนี้มิให้ร้อนถึงนายทหารทั้งปวง เกียฮกว่าแล้วคำนับลาออกมาจัดทหารสามพันยกออกจากเมืองปักเปงไปตามทางเมืองจินเตง

ฝ่ายพวกโจรซึ่งพากันออกมาตั้งซ่องสุมอยู่ริมทางคอยปล้นตีคนเดินทาง เห็นกองทัพยกเหยียบแดนเมืองจินเตงเข้ามา ต่างคนวิ่งเข้าไปบอกแก่หงอเตาผู้นายทุกประการ หงอเตาแจ้งความดังนั้นจึงจัดเตรียมพวกโจรทหารหมื่นเศษยกออกจากเมืองจินเตง พอพบกองทัพสวนทางมา หงอเตายืนม้าอยู่หน้าทหารจึงร้องถามว่าตัวนายชื่อใดบังอาจคุมพวกเหยียบแดนกูเข้ามาจะไปแห่งใด เกียฮกได้ยินจึงตอบว่า ตัวกูเป็นทหารในกองทัพเสียวอ๋อง ราษฎรชาวบ้านไปร้องทุกข์ว่าตัวข่มเหงเก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของของราษฎรทำให้แผ่นดินกำเริบร้อน เสียวอ๋องให้กูผู้ชื่อเกียฮกยกมาตัดศีรษะมึงเสียบประจานไว้อย่าให้ผู้ใดดูเยี่ยงอย่างสืบไป หงอเตากับพวกโจรทั้งปวงได้ยินออกชื่อเกียฮกตกใจกลัวตัวสั่น หงอเตากระหยับจะชักม้าหนี เกียฮกได้ทีพุ่งด้วยทวนถูกหงอเตาตกม้าตาย ฝ่ายพวกโจรต่างคนแตกหนีทหารเกียฮกไล่ฆ่าฟันล้มตายเป็นอันมาก ที่เหลือตายร้องขอชีวิตยอมเข้าด้วยเกียฮกประมาณเจ็ดพันเศษ เกียฮกมีชัยชนะแล้วพาทหารพวกโจรกลับไปเข้าเมืองปักเปง

ฝ่ายเสียวอ๋องคิดวิตกถึงเกียฮกคอยฟังข่าวอยู่ พอนายประตูเข้ามาบอกว่า เกียฮกได้ทหารมาเป็นอันมากกลับมาถึงแล้ว เสียวอ๋องจึงออกไปรับจูงมือเกียฮกเข้าเมืองมานั่งที่ประชุมนายทหาร จึงถามการซึ่งไปทำศึกกับหงอเตาได้ความลำบากประการใดบ้าง เกียฮกคำนับแล้วว่า ข้าพเจ้ายกไปครั้งนี้มีชัยชนะแก่หงอเตาโดยง่ายไม่ลำบากแก่ทหาร ด้วยบุญญาธิการท่านปกแผ่ไป ได้พวกโจรซึ่งยอมสามิภักดิ์เจ็ดพัน เข้ากันทั้งทหารเดิมเป็นคนหมื่นเศษ อันพวกผู้ร้ายฝ่ายเหนือก็ราบคาบ ราษฎรได้ออกทำมาหากินอยู่เย็นเป็นสุขทุกตำบล เสียวอ๋องได้ยินดังนั้นมีความยินดีนัก จึงสรรเสริญเกียฮกว่ามีฝีมือแกล้วกล้าใจองอาจห้าวหาญในการศึก ไว้ชื่อเป็นความชอบในแผ่นดิน ครั้นเวลาค่ำลงเกียฮกแลนายทหารต่างคนคำนับลาเสียวอ๋องไปที่อาศัย แต่เกียฮกทำศึกหักหาญเคี่ยวเข็ญมามิได้หยุด ต้องอาวุธเป็นบาดแผลบอบชํ้ามาแต่ก่อน ทั้งกำลังอิดโรยลง โรคเก่ากำเริบขึ้น ให้เสียดแทงเมื่อยมึนไปทั่วสารพางค์กายป่วยเจ็บเป็นสาหัส ฝ่ายคนใช้เกียฮกเห็นดังนั้น ต่างคนตกใจวิ่งเข้าไปบอกอาการป่วยแก่เสียวอ๋อง เสียวอ๋องแจ้งความว่าเกียฮกป่วยหนักจึงรีบมาถึงที่อาศัยนั่งใกล้ว่า ท่านทำการศึกหักหาญไม่คิดแก่ความลำบากจนพวกโจรฝ่ายเหนือราบคาบแล้ว จะกลับไปช่วยเตงอูปราบโจรฝ่ายทิศใต้ ท่านป่วยลงครั้งนี้ข้าพเจ้าเสียใจนัก เกียฮกนอนป่วยอยู่อุตส่าห์ยกมือขึ้นคำนับแล้วว่า อันเกิดมาเป็นชายชาติทหารควรที่จะทำการอาสาแผ่นดินกว่าจะสิ้นชีวิต ซึ่งจะคิดย่อท้อกลัวความตายนั้นไม่ชอบ ถ้าข้าพเจ้าบรรเทาคลายหายป่วยจะขออาสาช่วยท่านทำการศึกปราบศัตรูแผ่นดินกว่าจะราบคาบ ทุกวันนี้ข้าพเจ้าวิตกอยู่แต่บุตรที่จะสืบแซ่เชื้อไปภายหน้านั้น ยังอยู่ในครรภ์ภรรยามิได้รู้ว่าเป็นหญิงหรือชาย ถ้าข้าพเจ้าตายจากท่านไปแล้ว ขอฝากแต่บุตรในครรภ์ภรรยาข้าพเจ้าด้วย ถ้าคลอดออกมาเป็นชาย ช่วยทำนุบำรุงเลี้ยงไว้ใช้เป็นทหารทำการอาสาแผ่นดินแทนตัวข้าพเจ้าสืบไป เสียวอ๋องได้ยินเกียฮกสั่งฝากบุตรภรรยายิ่งมีความสงสารนักกลั้นนํ้าตามิได้ จึงว่าท่านมีใจซื่อตรงทำการจนถึงป่วยเจ็บเป็นสาหัส ความชอบท่านทำไว้ในข้าพเจ้ามาก ถ้าท่านดับสูญแล้วบุตรของท่านคลอดออกมาเป็นชาย ข้าพเจ้าจะตกแต่งให้เป็นบุตรเขย ถ้าบุตรท่านเป็นหญิงจะตกแต่งให้เป็นสะใภ้เรา ท่านอย่าเพ่อเสียนํ้าใจ จงอุตส่าห์รักษาตัวอยู่ในเมืองปักเปงก่อน ข้าพเจ้าจะยกไปตั้งอยู่เมืองไซก๋วน ถ้าท่านค่อยคลายหายป่วยแล้วจงยกตามข้าพเจ้าไป เสียวอ๋องจึงสั่งให้แพทย์ทั้งปวงมาประชุมกันพยาบาลเกียฮกเป็นอันมาก เสียวอ๋องว่ากล่าวเอาใจเกียฮกแล้วกลับมาที่อาศัย ครั้นเวลารุ่งเช้าจึงแบ่งทหารให้อยู่รักษาเกียฮก แล้วยกกองทัพไปถึงเมืองไซก๋วนปรนปรือทแกล้วทหารให้มีกำลัง

ฝ่ายเกียฮกป่วยหนักแพทย์ทั้งปวงรักษาอยู่เป็นหลายวัน ครั้นโรคค่อยบรรเทาคลายจึงจัดแจงทหารยกตามเสียวอ๋องไปเมืองไซก๋วน ครั้นถึงประตูเมืองจึงให้นายประตูเข้าไปบอกเสียวอ๋อง เสียวอ๋องแจ้งว่าเกียฮกมามีความยินดีนัก จึงออกไปรับเกียฮกเข้ามาที่ประชุมขุนนาง แล้วว่าข้าพเจ้าคิดถึงท่านอยู่มิได้ขาด ซึ่งท่านหายป่วยตามมาได้เห็นหน้าวันนี้ ข้าพเจ้าหายวิตกมีความยินดีด้วยจะได้สนองคุณท่านซึ่งมีความชอบไว้แต่หนหลัง เกียฮกได้ฟังคำนับแล้วจึงตอบว่า ข้าพเจ้าป่วยครั้งนี้สาหัสมีความวิตกอยู่ด้วยท่านยังมิได้เป็นกษัตริย์ ความชอบซึ่งข้าพเจ้าได้ทำมาจะเสื่อมสูญเสีย จึงอุตส่าห์รักษาตัวพอคลายป่วยตามมาหมายจะยกท่านขึ้นเป็นกษัตริย์ ถ้าท่านได้บำรุงแผ่นดินแล้ว ถึงข้าพเจ้าจะตายก็ไม่เสียดายแก่ชีวิต จะขอฝากแต่ชื่อไว้เป็นความชอบสืบไป เสียวอ๋องมิได้โต้ตอบประการใด จึงสั่งนายทัพนายกองทั้งปวงว่า ซึ่งพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้มีรับสั่งให้เรามาปราบโจรผู้ร้ายฝ่ายเหนือก็ราบคาบ ราษฎรได้ทำมาหากินอยู่เย็นเป็นสุขแล้ว เราจะยกกลับไปช่วยเตงอูปราบโจรฝ่ายทิศใต้ให้สำเร็จ ท่านทั้งปวงจงจัดเตรียมกองทัพไว้ให้พร้อม นายทัพนายกองรับคำต่างคนคำนับลาออกมาจัดเตรียมทหารทั่วทุกพนักงานตามเสียวอ๋องสั่ง ครั้นเวลารุ่งเช้าเสียวอ๋องก็ยกทัพออกจากเมืองไซก๋วนกลับออกมาจัดแจงเมืองฮวนเอี๋ยง นายทัพนายกองทั้งปวงรู้ว่าเสียวอ๋องไม่ยินดีที่จะเป็นกษัตริย์ ปรับทุกข์ปรึกษากันอยู่หาผู้ใดที่จะอาจว่ากล่าวให้เสียวอ๋องยอมรับที่กษัตริย์ได้ไม่ ม้าบู๊จึงว่ากับนายทัพนายกองแต่บรรดาผู้ซึ่งเป็นคนชอบอัธยาศัยว่ากล่าวจะให้เสียวอ๋องรับที่กษัตริย์หลายครั้งไม่สมความคิด วันนี้เราจะเข้าไปเฝ้าว่ากล่าวอีกสักครั้งหนึ่ง ถึงเสียวอ๋องโกรธเอาโทษประการใดก็จะรับผิดจะประหารชีวิตเสียก็จะยอมตาย ม้าบู๊จึงเข้าไปคำนับเสียวอ๋องแล้วว่า ครั้งเมื่อพระเจ้าเปงเต้เสวยราชสมบัติในเมืองหลวงแต่ก่อนราษฎรได้อยู่เย็นเป็นสุข อองมังผู้เป็นศัตรูแผ่นดินกระทำให้สูญเสียพระวงศ์กษัตริย์ แผ่นดินจึงเกิดความวิบัติจลาจล บรรดาพระญาติพระวงศ์อันสนิทของพระเจ้าเปงเต้หาผู้ใดคิดกำจัดศัตรูราชสมบัติได้ไม่ แต่ท่านผู้เดียวเสียดายแผ่นดินของพระเจ้าปู่ฮั่นโกโจ จึงอุตส่าห์ผู้ทนลำบากทำการปราบยุคเข็ญมาหลายปีจึงสำเร็จราชการอองมัง ทแกล้วทหารทั้งปวงสรรเสริญว่าท่านมีบุญญาธิการ จึงปรึกษาพร้อมใจกันยอมให้ท่านเป็นกษัตริย์ทำนุบำรุงแผ่นดิน ท่านไม่ยินดีในราชสมบัติให้เล่าเหี้ยนผู้บุญน้อยขึ้นว่าราชการเมืองหลวง ราษฎรหัวเมืองทั้งปวงได้ความเดือดร้อน โจรผู้ร้ายกำเริบขึ้นทุกทิศเหมือนดังแผ่นดินอันหากษัตริย์มิได้ ท่านจึงถึงซึ่งความลำบากยากแก่ทแกล้วทหารต้องมาทำการปราบโจรผู้ร้ายครั้งนี้ ถ้าท่านไม่เป็นกษัตริย์แล้ว แผ่นดินจะกลับกำเริบขึ้นอีก ครั้งหลังถึงมาตรว่าตงหนีกับซุยบู๊ครั้งแผ่นดินเลียดก๊กจะเกิดมารับอาสาเป็นแม่ทัพ ก็มิอาจระงับศัตรูแผ่นดินให้สิ้นเสี้ยนหนาม ถ้าท่านมีความกรุณาจะให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ขอเชิญกลับไปรับที่กษัตริย์ ณ เมืองไซก๋วน แม้นเมืองใดไม่มายอมเข้าด้วย ข้าพเจ้ากับนายทหารทั้งปวงจะช่วยกันไปปราบให้ราบคาบ มิให้ท่านได้ความลำบากเหมือนดังหนหลัง เสียวอ๋องได้ฟังก็โกรธจึงว่า ผู้ใดให้ท่านเข้ามาว่ากล่าวจะคิดให้เราเป็นกบฏต่อพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ทั้งนี้ไม่สมควร ชอบแต่เอาผู้ซึ่งร่วมคิดกันตัดศีรษะเสีย

ฝ่ายเสียวอ๋องจึงสั่งให้จัดกองทัพยกออกจากเมืองฮวนเอี๋ยงเดินตามระยะทางไปประทับแรม ณ เมืองกำตั๋น ครั้งรุ่งเช้าเสียวอ๋องยกกองทัพออกจากเมืองกำตั๋นมาประทับแรม ณ เมืองลำเปงสม นายทัพนายกองมาประชุมพร้อมกัน ถิวไก่จึงว่าแก่เสียวอ๋องว่า ซึ่งนายทหารทั้งปวงละบุตรภรรยาเสียอุตส่าห์มาเอาชีวิตฝ่าคมอาวุธอาสาท่านทำการศึก หวังจะให้ท่านได้เป็นกษัตริย์บำรุงแผ่นดิน จะได้ฝากชื่อไว้เป็นความชอบ บิดามารดาบุตรภรรยาจะได้พึ่งบุญท่านอยู่เย็นเป็นสุขสืบไป นายทหารทั้งปวงได้ว่ากล่าวจะยกท่านขึ้นเป็นกษัตริย์หลายครั้ง ท่านว่าแผ่นดินยังไม่ราบคาบให้ช่วยกันทำการปราบเสี้ยนศัตรูให้ระงับก่อน จึงจะยอมรับเป็นที่ฮ่องเต้ ทหารทั้งปวงพร้อมใจกันทำการศึกชนะอองลังจือ ทั้งโจรฝ่ายเหนือก็สำเร็จราบคาบแล้ว ถ้าท่านจะละลืมคำที่สัญญาไว้จะไม่ยอมเป็นกษัตริย์นั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าทหารจะเอาใจออกจากท่าน ต่างคนจะไปหาที่พึ่งอื่น แผ่นดินจะกลับคืนเกิดยุคเข็ญมากขึ้นกว่าครั้งก่อน ราษฎรหัวเมืองก็จะได้ความเดือดร้อนนัก ถึงมาตรว่าท่านจะคิดเกลี้ยกล่อมขึ้นอีกเมื่อภายหลัง ข้าพเจ้าเห็นจะหาพร้อมหน้ากันเหมือนครั้งนี้ไม่ ถ้าท่านมีกรุณาแก่ราษฎรจะมิให้ได้ความเดือดร้อนไปภายหน้าจงตรึกตรองให้รอบคอบโดยลึกซึ้งจึงจะควร เสียวอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า แต่ทหารคนสนิทมากล่าวหลายครั้งไม่ต้องทำนองความ ถิวไก่ว่ากล่าวทั้งนี้เป็นการแผ่นดิน ครั้นจะขัดขืนอยู่ไม่ทำตามถ้อยคำ ทหารทั้งปวงจะเสียนํ้าใจพากันระส่ำระสายไป เสียวอ๋องจึงว่า ซึ่งท่านว่ากล่าวเป็นการที่จะให้เราบำรุงแผ่นดินให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขนั้นชอบต้องกับความคิดเรา แต่ซึ่งจะยกเราขึ้นเป็นฮ่องเต้จงงดไว้ให้ตรึกตรองดูก่อน ครั้นเวลารุ่งเช้าเสียวอ๋องยกกองทัพออกจากเมืองลำเปงสม ไปถึงตำบลเทียนฉิวเต๋งที่เตงอูกับนายทหารปลูกมณฑปไว้ครั้งก่อน พอเป็นเวลาเย็นลงจึงหยุดประทับแรมทหาร

ฝ่ายนายทัพนายกองกะเกณฑ์กันล้อมวง นั่งยามรักษาเสียวอ๋องตามพนักงาน ครั้นเวลาประมาณสองยามเศษ เสียวอ๋องหลับสนิทบังเกิดนิมิตฝันว่าได้ขี่มังกรเหลืองเหาะไปในอากาศ พอเวลาใกล้รุ่งสะดุ้งตื่นรู้ว่าฝัน จึงคิดว่าอันลักษณะฝันดังนี้ ปังอี้เป็นสานุศิษย์เงียมจูเหลงเห็นจะได้เรียนตำหรับทำนายฝันไว้เป็นมั่นคง เสียวอ๋องจึงสั่งทหารม้าใช้ให้ถือหนังสือไปหาปังอี้เจ้าเมืองเบ้งจิ๋น ทหารคำนับรับหนังสืออกมาขึ้นม้ารีบไปถึงเมืองเบ้งจิ๋น จึงให้นายประตูเข้าไปแจ้งความแก่ปังอี้ ฝ่ายปังอี้รู้ว่าม้าใช้มาแต่กองทัพจึงให้หาเข้ามา ทหารม้าใช้เข้าไปคำนับแล้วส่งหนังสือให้ปังอี้ ปังอี้อ่านหนังสือได้ความว่า เสียวอ๋องปราบโจรฝ่ายเหนือราบคาบแล้ว ยกกองทัพมาประทับแรมอยู่ ณ ตำบลเทียนฉิวเต๋ง บังเกิดสุบินนิมิตพิเคราะห์เห็นเป็นข้อใหญ่อยู่ มิได้รู้ว่าดีแลร้าย เชิญท่านไปช่วยทำนายให้หายความวิตก จะได้ยกกองทัพไปช่วยเตงอูปราบโจรคิ้วเหลืองให้สำเร็จ ปังอี้แจ้งความแล้วจึงจัดสิ่งของเครื่องบรรณาการบรรทุกเกวียนเป็นอันมาก ออกจากเมืองเบ้งจิ๋นไปตามระยะทางถึงตำบลเทียนฉิวเต่ง ลงจากม้าเข้าไปคำนับเสียวอ๋อง

ฝ่ายเสียวอ๋องจึงปราศรัยไต่ถามถึงราชการในแดนเมืองโฮหลาย โจรผู้ร้ายราบคาบราษฎรทำมาหากินอยู่เย็นเป็นสุขหรือได้ความเดือดร้อนประการใด ปังอี้จึงว่าตั้งแต่ท่านให้ข้าพเจ้ากับเคาสุนอยู่รักษาแดนเมืองโฮหลาย ข้าพเจ้าทั้งสองนายมิได้ประมาทเที่ยวปราบโจรผู้ร้ายราบคาบ แต่จูอิวนั้นข้าพเจ้าสืบรู้ว่าพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ให้ออกมาขัดทัพป้องกันพวกโจรคิ้วเหลืองอยู่เมืองลกเอี๋ยง จูอิวคบพวกโจรเข้าลอบฆ่าหลีเทียดเสีย แล้วยกทัพเข้ามาย่ำยีแดนเมืองโฮหลาย ราษฎรได้ความเดือดร้อนนัก ข้าพเจ้ากับเคาสุนออกรบ จูอิวเสียทีหนีไปเมืองอื่น อันพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ทุกวันนี้เชื่อฟังแต่คำนายโจร ขนบธรรมเนียมแผ่นดินฟั่นเฟือนไปสิ้น ขุนนางและหัวเมืองทั้งปวงต่างคนยินร้ายหมายจะกำจัดเสีย ข้าพเจ้าเห็นว่าพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้จะครองสมบัติสืบไปมิได้ เสียวอ๋องได้ยินดังนั้นจึงเล่าความตามซึ่งได้ไปปราบโจรฝ่ายเหนือให้ปังอี้ฟังแล้วว่า ซึ่งข้าพเจ้าหาตัวท่านมาจะให้ทำนายฝัน เสียวอ๋องจึงเล่าความตามเรื่องนิมิตให้ปังอี้ฟังทุกประการ ปังอี้พิเคราะห์ดูตามกระแสบุพนิมิต ก็รู้ว่าเสียวอ๋องมีบุญญาธิการถึงที่จะได้เป็นเจ้าแผ่นดิน จึงถอยออกมากราบถวายบังคมแล้วว่า ลักษณะนิมิตดังนี้เป็นมหามงคลอันประเสริฐ คือเทพยดามาอำนวยพระพรให้ท่านเจริญในราชสมบัติ ซึ่งท่านได้ทรงมังกรเหลืองเหาะไปโดยอากาศนั้น ท่านจะได้เป็นกษัตริย์บำรุงแผ่นดิน พระเกียรติยศแผ่ไปแก่หัวเมืองทั้งปวงเหมือนดังรัศมีพระอาทิตย์อันส่องสว่างโลก กำจัดเสียซึ่งความมืดคือข้าศึกศัตรูแผ่นดิน เทพยดามนุษย์ทั้งฟ้าและดินยอมให้ท่านเป็นกษัตริย์พร้อมใจกันสิ้น ขอท่านจงรับบำรุงแผ่นดินให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขจึงจะชอบ เสียวอ๋องได้ฟังดังนั้นตรึกตรองการดู เห็นว่าพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้เชื่อฟังคำผู้ซึ่งมิได้ซื่อตรงทูลยุยงให้ทำการอันมิควร แผ่นดินเกิดจลาจลจวนจะเสียเมืองหลวงอยู่แล้ว คนทั้งปวงปรึกษาจะให้เป็นที่ฮ่องเต้หลายครั้ง ทั้งเทพยดาก็บันดาลนิมิตอันเป็นมงคล ควรที่จะรับบำรุงแผ่นดินสืบไป เสียวอ๋องคิดแล้วนิ่งยิ้มอยู่มิได้ออกวาจา ปังอี้รู้กิริยาจึงคำนับลาออกมาสั่งนายทหารผู้ใหญ่ให้จัดแจงแต่งมณฑปเทียนฉิวเต๋ง ร้อยกรองดอกไม้พวงพู่กลิ่นห้อยประดับเพดาน รายรอบมณฑปพื้นลาดด้วยพรมเจียม ตั้งเครื่องกระยาบวงสรวงเทพยดาที่ปราบดาภิเษกนั้น ปังอี้ให้ตั้งเก้าอี้จำหลักเป็นรูปมังกรเหลือง พระยี่ภู่เขนยทองทอดที่บนพระเก้าอี้พร้อมด้วยเครื่องสูงสำหรับกษัตริย์ ล้วนสีเหลืองตั้งตามซ้ายและขวา มีเจ้าพนักงานประจำรักษาที่ท่ามกลางมณฑป แล้วตั้งราชวัติฉัตรธงสองข้างทางมาถึงค่าย

ฝ่ายปังอี้หนึ่ง เอียวกี๋หนึ่ง ม้าบู๊หนึ่ง ถิวไก่หนึ่ง จึงสั่งทหารนายทัพนายกอง ทั้งปวงให้แต่งตัวถือไม้เชียวหุดตามตำแหน่งขุนนางเข้าเฝ้า ครั้น ณ เดือนหกขึ้นสามค่ำเวลาเช้าเป็นวันฤกษ์ดี ปังอี้จึงให้แต่งรถเทียมด้วยม้าอันมีลักษณะ พร้อมด้วยขุนนางนายทัพนายกองมาถึงค่าย จึงให้เสียวอ๋องทรงเสื้อมังกรเหลืองประดับเครื่องสำหรับกษัตริย์แล้ว เชิญขึ้นรถบันลือเสียงดุริยางค์ดนตรี ตีม้าล่อและกลองชนะตั้งตราริ้วคู่แห่เดินเป็นถ่องแถวกันตามซ้ายและขวา ปังอี้กับนายทหารทั้งสี่คนเคียงรถมาประทับเชิงอัฒจันทร์ ขุนนางทั้งปวงถวายบังคมพร้อมกัน แล้วปังอี้จึงนำเสียวอ๋องขึ้นไปบนมณฑปนั่งบนโต๊ะที่สำหรับบวงสรวง แปรหน้าไปทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เสียวอ๋องจึงจุดธูปเทียนถวายเครื่องกระยาสังเวยแก่เทพยดาว่า เดิมพระเจ้าปู่ข้าพเจ้าปราบศัตรูแผ่นดินได้เป็นต้นกษัตริย์ ทรงพระนามชื่อพระเจ้าฮั่นโกโจบำรุงราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขสืบเชื้อพระวงศ์มาถึงพระเจ้าเปงเต้ พระเจ้าเปงเต้ได้เป็นกษัตริย์ในเมืองเตียงอั๋น อองมังคิดกบฏทำลายชีวิตพระเจ้าเปงเต้เสีย แผ่นดินสิ้นกษัตริย์มาหลายปี บรรดาเชื้อพระวงศานุวงศ์ทั้งปวงหาผู้ใดจะคิดคืนเอาสมบัติได้ไม่ ข้าพเจ้าผู้ชื่อว่าเล่าสิ้วบุนซก อุตส่าห์สู้ทนลำบากชักชวนทแกล้วทหารยกเข้ามาทำการศึกมีชัยชนะแก่อองสิมอองอิบ ณ เมืองคุนเอี๋ยง แล้วยกทัพเข้าไปจับอองมังฆ่าเสียคืนเอาราชสมบัติในเมืองหลวงได้ ไม่คิดยินดีที่จะเป็นกษัตริย์จึงให้เล่าเหี้ยนเป็นฮ่องเต้ว่าราชการเมืองหลวง ขุนนางผู้ใหญ่เป็นพวกโจรมิได้ซื่อตรง ว่ากล่าวชักนำให้ทำการผิดราชประเพณีแต่ก่อน ราษฎรได้ความเดือดร้อนระส่ำระสายออกเป็นโจรผู้ร้ายมากกว่าร้อยหมื่น ข้าพเจ้ามีความกรุณาแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินไม่เป็นอันที่จะทำมาหากินโดยปกติ จึงยกทัพไปในฤดูนํ้าค้างหมายจะระงับโจร ได้ทำศึกกับอองลังจือแลตังแบ๋ เที่ยวปราบโจรผู้ร้ายฝ่ายเหนือราบคาบ ราษฎรหัวเมืองได้อยู่เย็นเป็นสุข บัดนี้เทพยดาแลมนุษย์พร้อมใจจะให้เป็นกษัตริย์ ข้าพเจ้าขัดมิได้จึงยอมรับบำรุงแผ่นดินสืบไป

ครั้นเสียวอ๋องบวงสรวงเทพยดาแล้ว ปังอี้กับถิวไก่จึงเข้าประคองเสียวอ๋องขึ้นนั่งบนเก้าอี้ที่ปราบดาภิเษก พร้อมด้วยนายทหารเฝ้าเป็นระเบียบตามตำแหน่ง เสียวอ๋องจึงปรึกษาปังอี้ขุนนางผู้ใหญ่ให้เปลี่ยนศักราชตั้งนามแผ่นดินใหม่ให้ชื่อว่าเกียนบู๊ เสียวอ๋องเป็นกษัตริย์ทรงพระนามชื่อพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงสั่งให้แจกกฎหมายไปแก่เมืองขึ้นทั้งปวงปล่อยนักโทษ โปรดให้ยกเลิกคดีถ้อยความตามอย่างกษัตริย์อันเสวยราชสมบัติตั้งแผ่นดินใหม่ แต่บรรดานายทัพนายกองผู้มีความชอบทั้งปวงนั้น พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้พระราชทานดอกไม้ทองตั้งแต่งเป็นขุนนางตามสมควรแล้ว ให้ยกโต๊ะมาตั้งเลี้ยงขุนนางตามตำแหน่งผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง ฝ่ายนายทัพนายกองต่างคนดีใจได้จอกสุราเข้ามาคำนับแล้วทูลว่า พระองค์เป็นกษัตริย์ใหม่ครั้งนี้ ข้าพเจ้าหาสิ่งใดที่จะถวายเป็นเครื่องคำนับมิได้ แต่มีใจจงรักภักดีนำสุราจอกนี้มาถวาย เชิญเสวยให้เจริญพระชันษาหมื่นปี จะได้บำรุงไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินอยู่เย็นเป็นสุขสืบเชื้อพระวงศ์กษัตริย์ไปภายหน้า พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้รับจอกสุรานายทหารมาเสวยแล้วตรัสว่า ซึ่งเราเป็นกษัตริย์ครั้งนี้ เพราะท่านมีใจจงรักภักดีทำการอาสาปราบศัตรูแผ่นดิน เราจึงปรากฏชื่อลือทั่วไปทุกหัวเมือง

ฝ่ายทหารทั้งปวงนั่งกินโต๊ะเสพสุรา ต่างคนสรรเสริญถวายพรพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้อื้ออึงไปไม่ขาดเสียงด้วยความยินดี ครั้นกินโต๊ะแล้วพอเวลาเย็น พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จลงจากมณฑปที่ปราบดาภิเษก ทรงรถพร้อมด้วยขุนนางนายทหารคืนเข้าค่าย

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ