ฝ่ายกองบู๊กินโต๊ะแล้ว จึงสั่งทหารตัวนายกำชับทหารเลวมิให้เก็บริบทรัพย์สิ่งของราษฎรให้ได้ความเดือดร้อน ฝ่ายคนใช้ชิดอองเหียนขณะเมื่อม้าบู๊ฆ่าอองเหียนตาย จึงวิ่งหนีเข้าไปถึงเมืองหลวง เข้าไปคำนับแจ้งความทั้งปวงแก่อองสิมทุกประการ อองสิมรู้ว่าอองเหียนตายตกใจนัก จึงพาคนใช้เข้าไปแจ้งความแก่อองมังว่า ม้าบู๊ทหารเล่าสิ้วบุนซกคิดอุบายลวงฆ่าอองเหียนเสีย บัดนี้เล่าสิ้วบุนซกเข้าตั้งมั่นอยู่ในเมืองยงฉวน อองมังแจ้งว่าอองเหียนผู้น้องตายก็โกรธ จึงสั่งให้อองสิมเป็นทัพหลวง กิบูป้าเป็นทัพหน้า อองอิบกับเงียมอิวเป็นกองเกียกกาย จัดนายทหารร้อยหนึ่งกับทหารเลวร้อยหมื่น ยกไปล้อมจับตัวเล่าสิ้วบุนซกมาฆ่าเสีย แก้แค้นแทนอองเหียนให้จงได้ อองสิมกับนายทหารคำนับลาออกมาเตรียมทัพพร้อมแล้ว เวลารุ่งเช้ายกกองทัพออกจากเมืองหลวงไปตามทางเมืองยงฉวน

ฝ่ายเตงอูครั้นพักทแกล้วทหารค่อยมีกำลังขึ้นแล้ว จึงปรึกษากองบู๊ว่า เมืองยงฉวนนี้เป็นเมืองน้อย เสบียงอาหารซึ่งจะลำเลียงส่งนั้นก็ไกล ถ้าศึกใหญ่ยกมาเห็นจะเอาเป็นที่มั่นมิได้ จำจะยกไปอยู่เมืองคุนเอี๋ยงปรนปรือทแกล้วทหารให้มีกำลังไว้ ถึงทัพใหญ่เมืองหลวงยกมาก็จะรับประจัญได้ถนัด ทั้งเสบียงเมืองฮูเหียงจะส่งลำเลียงไม่ขัดสนท่านจะเห็นประการใด กองบู๊ได้ฟังเห็นชอบจึงเตรียมทหารพร้อมแล้ว ยกออกจากเมืองยงฉวนไปเข้าอยู่เมืองคุนเอี๋ยง ให้จัดแจงซ่อมแปลงประตูหอรบและป้อมกำแพงมั่นคงทุกแห่ง

ฝ่ายอองสิมยกมาถึงเมืองยงฉวนแจ้งว่า เล่าสิ้วบุนซกย้ายไปอยู่เมืองคุนเอี๋ยง จึงยกทัพไปตั้งค่ายล้อมเมืองคุนเอี๋ยงทั้งสี่ด้าน ฝ่ายกองบู๊แจ้งความดังนั้นก็ตกใจ จึงให้ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เป็นสามารถ แล้วกองบู๊จึงพาเตงอูขึ้นไปบนหอคอยเห็นทหารประมาณร้อยหมื่นเศษ ตั้งค่ายล้อมเมืองไว้เป็นหลายชั้น กองบู๊จึงปรึกษาเตงอูว่ากองทัพเมืองหลวงยกมาล้อมเราครั้งนี้เป็นศึกใหญ่ เหลือกำลังทหารเราซึ่งจะออกต้านทานต่อรบท่านจะคิดอุบายประการใด เตงอูจึงว่าศึกครั้งนี้เป็นศึกใหญ่ทหารฝ่ายเราน้อยตัวนัก จะรบหักเอาโดยซึ่งหน้าเห็นจะเอาชัยชนะมิได้ ขอท่านจงพาทหารที่มีฝีมือ คือเอียวกี๋หนึ่ง ม้าบู๊หนึ่ง โตเหมาหนึ่ง งิมเหงหนึ่ง กับนายทหารมีกำลังสองร้อยคนไปเตรียมคอยอยู่ทางประตูทิศใต้ในเวลากลางคืน ข้าพเจ้าจะออกปล้นค่ายหลวงทางประตูเมืองเบื้องทิศตะวันตก ให้ทหารรวนมาช่วยทัพหลวง เห็นว่าทหารด้านใต้เบาบางลง ท่านจงเปิดประตูพาทหารรบหักออกไปหาเล่าเกียเล่าหลงเจ้าเมืองกังแฮเป็นญาติร่วมแซ่กับท่าน ในเมืองนั้นมีทหารเป็นอันมาก ท่านจงว่าวานทหารได้สามหมื่นยกมาตีกระหนาบหลัง ให้กองทัพซึ่งมาล้อมอยู่ทั้งนี้ตกใจเสียกระบวนแล้ว ถึงมาตรว่าจะมีทหารมากกว่าร้อยหมื่นก็จะแตกหนีไป กองบู๊ได้ฟังดังนั้นเห็นชอบ พอเวลาพลบคํ่ากองบู๊กับเตงอูลงจากหอคอย จัดเตรียมทหารใส่เกราะขึ้นม้าถืออาวุธสำหรับมือ กองบู๊ไปเตรียมคอยอยู่ทางประตูทิศใต้ เตงอูพาทหารไปเตรียมคอยอยู่ทางประตูตะวันตก ครั้นเวลาประมาณสามยาม เตงอูแลเห็นกองเพลิงซึ่งทหารนั่งยามรักษาค่ายดับ ทหารทั้งปวงหลับเงียบสงัดสิ้น ได้ฤกษ์ยามดีเตงอูจึงพาหลีทองหนึ่ง เกียนถำหนึ่ง เกียนหุนหนึ่ง โปจุ้นหนึ่ง กับทหารเลวห้าร้อยคนถืออาวุธครบมือเปิดประตูเมืองออกไปปล้นค่ายหลวงไล่ฆ่าฟันทหารซึ่งรักษาค่ายล้มตายเป็นอลหม่าน ทหารในเมืองก็ระดมตีม้าล่อและกลองรบบนเชิงเทินโห่ร้องเสียงอื้ออึง ฝ่ายนายกองทหารซึ่งอยู่ค่ายล้อมทั้งสามด้านรู้ว่าทหารในเมืองออกปล้นค่ายหลวง ต่างคนตกใจขับทหารออกจากค่ายมาช่วยอองสิม ณ ประตูตะวันตก

ฝ่ายกองบู๊เห็นทหารด้านใต้เบาบางลง จึงเปิดประตูพาทหารขับม้าฝ่าฟันทหารซึ่งรักษาค่ายออกไปเป็นหลายชั้น ครั้นพ้นค่ายล้อมแล้วก็ขับม้าไปเมืองกังแฮ

ฝ่ายเตงอูได้ทีตีค่ายแตก ทหารต่อทหารฆ่าฟันทหารอองสิมเสียกระบวน วิ่งปะทะปนกันมิเป็นอันที่จะรบพุ่ง ทหารเตงอูฆ่าตายเกลื่อนกลาดไปทั้งค่าย จนเวลาใกล้รุ่งขึ้น เตงอูก็จุดประทัดสัญญาทหารมาพร้อมกันเข้าเมืองปิดประตู ขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคง

ฝ่ายอองสิมเสียค่ายหนีไป ครั้นรุ่งขึ้นกลับมาเข้าค่ายมีใจเจ็บแค้นนักจะหักเอาเมืองก็มิได้ จึงให้กำชับตรวจตราค่ายล้อมเมืองคุนเอี๋ยงไว้เป็นสามารถ

ฝ่ายกองบู๊ตีฝ่าออกมาจากที่ล้อมได้ไปทางประมาณสองร้อยเส้นถึงเชิงเขาใหญ่ตำบลหนึ่ง พอได้ยินเสียงม้าล่ออื้ออึงมาข้างหลังเขา กองบู๊ตกใจยืนม้าอยู่ นายทหารทั้งสี่คนออกยืนม้าหน้าม้ากองบู๊ด้วยสำคัญว่าข้าศึกจะมาคอยรบ

ฝ่ายโตหมองแต่งตัวสวมเกราะในใส่หมวกเงินหางระลวยไก่ฟ้าประดับ ถือกระบี่ขี่ม้าดำนำทหารเดินหน้ามาจากเมืองซินเอี๋ย แลเห็นกองบู๊ยืนอยู่ท่ามกลางกับทหารสี่นาย โตหมองดีใจนักจึงลงม้าเข้าไปคำนับ กองบู๊เห็นโตหมองมาจึงถามว่าท่านจะไปแห่งใด โตหมองบอกว่าข้าพเจ้าแจ้งความว่า อองสิมยกทัพใหญ่ไปล้อมท่านไว้ ณ เมืองคุนเอี๋ยง ข้าพเจ้าคิดวิตกกลัวท่านจะมีอันตราย จึงเร่งรีบออกจากเมืองซินเอี๋ยจะไปวานทหารเจ้าเมืองกังแฮยกไปช่วย บัดนี้มาพบท่านข้าพเจ้ามีความยินดีนัก กองบู๊จึงว่าท่านอยู่เมืองซินเอี๋ย กับเมืองซินซีที่พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้นั้นใกล้กัน ท่านยังแจ้งข่าวพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้เป็นประการใดบ้าง โตหมองจึงเล่าความให้กองบู๊ฟังแล้วว่านายโจรทั้งแปดคนซึ่งเป็นไจเสียงนั้นทูลชักชวนแต่ที่ชั่ว พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้เชื่อฟังทำการให้ผิดอย่างธรรมเนียมไปทุกสิ่ง กองบู๊ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจทอดใจใหญ่แล้วว่า อันแซ่เล่าตั้งแต่พระเจ้าปู่ฮั่นโกโจมาตราบเท่าบัดนี้ เป็นที่รักใคร่แก่ราษฎรทั้งปวง พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้เชื่อฟังแต่พวกโจรยุยงชักชวนทำการให้ผิดราชประเพณีมีผู้นินทาฉะนี้ แซ่เล่านับวันแต่จะเสื่อมเกียรติยศ จะพาให้ราษฎรพลอยออกชื่อลือปรากฏแต่ความชั่วทั่วไปทั้งแผ่นดิน จะหาผู้มีสติปัญญาและฝีมือซึ่งจะยินดีมาเข้าด้วยช่วยทำการกำจัดศัตรูราชสมบัติสืบไปนั้นเห็นจะขัดสน เกรงเกลือกการใหญ่จะมิสำเร็จ กองบู๊ว่าแล้วผินหน้าไปต่อเมืองซินซีก็ร้องไห้ ม้าบู๊เห็นดังนั้นจึงว่ากล่าวเอาใจกองบู๊ว่าการเบื้องหน้าเป็นข้อใหญ่ เนิ่นช้าไปเมืองคุนเอี๋ยงจะเสียแก่ข้าศึก เชิญท่านไปเอาการให้ได้สำเร็จก่อน โตหมองจึงถามกองบู๊ว่าท่านจะไปแห่งใด กองบู๊บอกว่าจะไปวานทหารเมืองกังแฮมาช่วยเมืองคุนเอี๋ยง โตหมองก็ไปกับกองบู๊ ครั้นมาถึงเมืองจึงบอกนายประตูว่าเราชื่อเล่าสิ้วบุนซก เป็นแซ่เดียวกับเจ้าเมืองกังแฮ จะมาปรึกษาด้วยการแผ่นดิน นายประตูรับคำนับเข้าไปแจ้งความแก่เจ้าเมืองกังแฮทุกประการ

ฝ่ายเล่าเกียกับเล่าหลงได้ยินออกชื่อเล่าสิ้วบุนซกเชื้อพระวงศ์ก็ออกไปรับเชิญกองบู๊เข้ามาในเมืองให้นั่งที่สมควร ทั้งสามคนสนทนากันถึงเชื้อพระวงศ์อันร่วมแซ่ตั้งแต่พระเจ้าปู่ฮั่นโกโจลำดับกษัตริย์ลงมา เล่าเกียเล่าหลงแจ้งว่าเล่าสิ้วบุนซกเป็นอา ทั้งสองคนลดลงนั่งที่ต่ำคำนับตามธรรมเนียม กองบู๊รับคำนับแล้วเล่าความแต่หลังให้ฟังว่า จำเดิมแต่อองมังมันคิดกบฏต่อพระเจ้าเปงเต้ อองมังให้ฆ่าเชื้อวงศ์เราตายเป็นอันมาก แต่อานี้ออกมาซุ่มซ่อนอยู่บ้านป่าแปะจุยฉิงเกลี้ยกล่อมพวกโจร ตั้งเล่าเหียนเป็นพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้อยู่เมืองซินซี อายกตีไปได้เมืองคุนเอี๋ยง แล้วจะยกเข้าตีเมืองหลวงจับตัวอองมังฆ่าเสียแก้แค้นแทนพระเจ้าเปงเต้ อองมังให้อองสิมยกทัพใหญ่มาล้อมเมืองคุนเอี๋ยงไว้ อาจึงคิดแก้ไขหนีออกมาหาเจ้าผู้หลาน จะวานไปช่วยตีกระหนาบหลังทัพอองสิมพวกอองมังให้แตกไป สำเร็จราชการแล้วเจ้าทั้งสองก็จะได้เป็นเจ้าเมืองใหญ่ ช่วยทะนุบำรุงแผ่นดินสืบแซ่เชื้อพระวงศ์ปู่ฮั่นโกโจไปภายหน้า อาคิดดังนี้เจ้าจะเห็นประการใด เล่าเกียได้ฟังดังนั้นจึงว่าทหารในเมืองนี้มีหลายหมื่น พื้นยังไม่ได้ฝึกปรือในการสงครามจะขอซ้อมหัดสักสองสามวันก่อน เล่าเกียจึงให้เล่าหลงคุมทหารออกไปซ้อมหัด ณ สนามให้ชำนาญเพลงอาวุธ แล้วเล่าเกียให้แต่งโต๊ะเลี้ยงกองบู๊กับทหารบรรดามาอยู่สองสามวัน ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าจะยกทัพ เล่าเกียจึงให้เล่าหลงแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถืออาวุธไปกับกองบู๊พร้อมทหารอยู่ ณ ที่สนามหัด

ขณะนั้นทหารเล่าหลงคนหนึ่งชื่อเซงลี้ จึงว่าเมืองท่านอยู่เย็นเป็นสุขอองมังมิได้มายํ่ายี บัดนี้เล่าสิ้วบุนซกนำเอาความเดือดร้อนมาให้ ถ้ายกไปช่วยเล่าสิ้วบุนซกรบแพ้ทหารเมืองหลวงมา เมืองท่านก็จะพลอยพาทหารได้ความยากแค้น ขอท่านจงงดกองทัพไว้ตรึกตรองก่อน เล่าหลงได้ยินเซงลี้ห้ามการใหญ่ก็โกรธ ฉวยชักดาบฟันเซงลี้คอขาดตาย แล้วจุดประทัดสัญญาเอาฤกษ์ยกทัพไปกับกองบู๊ ครั้นถึงจึงตั้งค่ายมั่นอยู่ท้ายเมืองคุนเอี๋ยง กองบู๊จึงปรึกษาเล่าหลงและนายทหารทั้งปวงว่า ทหารอองสิมตั้งค่ายล้อมเมืองไว้เป็นหลายชั้น ทำประการใดจะให้เตงอูอยู่ในเมืองนั้นรู้ว่ากองทัพเรามาถึง

ขณะนั้นมีชายคนหนึ่งทหารเล่าหลงชื่อเกียฮกได้ยินดังนั้นจึงรับว่าข้าพเจ้าจะขออาสานำข่าวเข้าไปในเมือง กองบู๊ได้ฟังมีความยินดีนักจึงแต่งหนังสือเข้าผนึกส่งให้เกียฮก เกียฮกคำนับรับหนังสือใส่ซองลูกเกาทัณฑ์ ขึ้นม้าถือเกาทัณฑ์ออกจากค่ายหมายจะเข้าให้ถึงประตูเมือง เกียฮกเห็นช่องจังหวะค่ายแห่งหนึ่งจึงขับม้าฝ่าทหารซึ่งออกมาอยู่รักษาเชิงค่ายเข้าไป

ฝ่ายทหารออกสู้รบ เกียฮกชักลูกเกาทัณฑ์ยิงพวกทหาร หนังสือในซองลูกเกาทัณฑ์ตกเสียไม่ทันรู้ตัว เกียฮกรบฝ่าทหารเข้าไปถึงประตูเรียกให้เปิดประตูรับ เตงอูอยู่บนเชิงเทินคอยทัพกองบู๊ซึ่งจะกลับมา พอได้ยินดังนั้นจึงถามว่าท่านเป็นทหารผู้ใดมาแต่ไหน เกียฮกบอกว่าข้าพเจ้าเป็นทหารเจ้าเมืองกังแฮ กองบู๊ให้ถือหนังสือมา เตงอูไม่เชื่อจึงร้องตอบออกไปว่า ท่านจงส่งหนังสือเข้ามาให้เราเห็นสำคัญก่อนจึงจะเปิดประตูรับ เกียฮกเทซองลูกเกาทัณฑ์ลงมิได้เห็นหนังสือก็ตกใจ จึงร้องบอกว่าข้าพเจ้ารบฝ่าทหารเข้ามาหนังสือตกเสียแล้ว เตงอูจึงว่าท่านไม่มีหนังสือสำคัญเราจะเปิดประตูรับมิได้ เกียฮกก็ขับม้าฝ่าทหารออกไปค่ายแจ้งความแก่กองบู๊ กองบู๊จึงแต่งหนังสืออีกฉบับหนึ่งส่งให้ เกียฮกก็รับเอาหนังสือแทรกเสียดเข้าไว้ในเสื้อ คำนับลาขึ้นม้าออกจากค่าย

ฝ่ายอองหลิมเจ้าหน้าที่คุมทหารรักษาสนามเพลาะเชิงค่ายเห็นทหารเลวถูกเกาทัณฑ์ตายเป็นหลายคน หาผู้ใดจะต่อสู้ฝีมือเกียฮกได้ไม่ ครั้นแลไปเห็นเกียฮกขับม้ายิงเกาทัณฑ์ฝ่าทหารเข้ามาใหม่ใกล้จะถึง อองหลิมจึงเข้าแอบแฝงตัวอยู่มุมค่าย ฝ่ายเกียฮกรบฝ่าทหารเข้าไป อองหลิมแทงด้วยทวนถูกท้องเกียฮก เกียฮกมิได้รู้สึกเจ็บควบม้าเข้าถึงประตู จึงเอาหนังสือผูกลูกเกาทัณฑ์ยิงเข้าไปให้เตงอูในเมือง เตงอูหยิบหนังสือมาฉีกผนึกออกอ่านรู้ว่าทัพกองบู๊มาถึง จึงให้เปิดประตูเมืองรับเกียฮกเข้าไปคำนับ เตงอูเห็นโลหิตเกียฮกไหลตกใจนัก จึงบอกว่าท่านถูกอาวุธที่ท้องแลเห็นไส้ออกมาคาปากแผลอยู่ เกียฮกรู้ว่าตัวต้องอาวุธมิได้ครั่นคร้ามแก่ความตาย มีหน้าชื่นเป็นปรกติอยู่เหมือนดังไม่ป่วยเจ็บ จึงเตือนเตงอูว่าท่านจงเร่งแต่งหนังสือตอบให้ข้าพเจ้าจะรีบออกไปบอกความแก่กองบู๊ เตงอูจึงห้ามว่าท่านจงอยู่รักษาตัวในเมืองก่อน เราจะให้ทหารอื่นถือหนังสือตอบออกไปแทนท่าน เกียฮกจึงว่าข้าพเจ้าจะขอออกไปฆ่าอ้ายพวกศัตรูแผ่นดินให้มันรู้จักฝีมือก่อน ถึงจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต ท่านอย่าวิตกถึงข้าพเจ้าเลย เตงอูได้ฟังดังนั้นก็สรรเสริญเกียฮกว่า มิเสียทีท่านเกิดมาเป็นชายชาติทหาร ใจแกล้วกล้าหาผู้เสมอมิได้ เตงอูจึงให้ซินแสประกอบยาปิดแผลอาวุธเอาแพรหลินรัดเข้าไว้ แล้วแต่งหนังสือฉบับหนึ่งใจความว่า ถึงกำหนดสามวันเวลาเช้าตรู่ ขอให้กองบู๊ยกทัพตีค่ายล้อมเข้ามา ข้าพเจ้าจะให้ทหารเปิดประตูออกตีเป็นศึกกระหนาบ เตงอูจึงส่งหนังสือให้เกียฮก

ฝ่ายเกียฮกรับหนังสือแล้วขึ้นม้าเปิดประตูเมืองออกไป เตงอูก็ให้ทหารบนเชิงเทินตีฆ้องกลองยิงเกาทัณฑ์ระดมกันช่วยส่งเกียฮก ฝ่ายเกียฮกรบฝ่าทหารอองหลิมออกมาตามทางเก่าพบอองหลิมที่แทงเกียฮก อองหลิมก็ชักม้าเข้ารบกับเกียฮกได้ห้าเพลง เกียฮกเอาทวนแทงถูกอองหลิมตกม้าตาย เกียฮกไล่แทงทหารทั้งนั้นวิ่งหนีกระจัดกระจายออกไป เกียฮกขับม้าเข้ามาถึงค่าย เข้าไปคำนับส่งหนังสือให้แก่กองบู๊แล้วเล่าความให้ฟังทุกประการ กองบู๊เห็นเกียฮกต้องอาวุธก็ตกใจ จึงค่อยประคองเกียฮกเข้าไปที่ข้างในแล้วตั้งสัตยานิษฐานว่า เดชะด้วยข้าพเจ้าตั้งใจจะบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข ยกทัพมาจะปราบอองมังศัตรูราชสมบัติ เกียฮกทหารผู้มีใจสัตย์ซื่อต้องอาวุธครั้งนี้ ถ้าข้าพเจ้าจะกำจัดได้สำเร็จความคิดแล้ว ขอเทพยดาทั้งปวงจงช่วยกันอภิบาลรักษาเกียฮกให้หายแผลอาวุธโดยเร็วได้เห็นประจักษ์แก่จักษุข้าพเจ้าบัดนี้เถิด กองบู๊จึงแก้ผ้าที่รัดแผลออกเอามือลูบที่แผลประกอบยาปิดใหม่ แล้วจึงว่าท่านมีใจซื่อสัตย์อาสาเราเอาตัวฝ่าคมอาวุธไม่กลัวความตาย หมายเอาความชอบจะไว้ชื่อปรากฏในแผ่นดินดังนี้เราขอบใจนัก ถ้าสำเร็จราชการแล้วท่านมีบุตรชายหญิงจะให้เป็นที่เกี่ยวดองกัน กองบู๊ปฏิบัติรักษาเกียฮกอยู่ประมาณสองสามวัน เกียฮกหายแผลอาวุธแล้ว กองบู๊จึงตั้งเกียฮกให้เป็นนายทหารเอกชื่อปักเลา

ครั้นรุ่งขึ้นเป็นวันสัญญา กองบู๊จึงให้ยกทหารเข้าไปทางหลังค่ายซึ่งล้อมเมือง จึงร้องว่าอ้ายพวกศัตรูแผ่นดิน มึงพากันมาล้อมเมืองอยู่ไม่ถอยไป กูจะตัดศีรษะมึงเสียให้สิ้นทั้งกองทัพ

ฝ่ายกิบูป้ากับอองอิบได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถืออาวุธขับทหารออกจากค่าย

ฝ่ายงิมเหงหนึ่ง ม้าบู๊หนึ่ง เอียวกี๋หนึ่ง โตเหมาหนึ่ง เล่าหลงหนึ่ง จังเก๋งหนึ่ง กี๋เขียงหนึ่ง ทหารกองบู๊ทั้งเจ็ดนายเห็นดังนั้นต่างคนขับม้าเข้ารบ ไล่ฆ่าฟันทหารกิบูป้ากับอองอิบแตกหนีถอยร่นเข้าไปถึงค่ายหลวง อองสิมจึงให้เนียมตั๋นหนึ่ง หลีเหงาหนึ่ง หลีต๋งหนึ่งเข้าช่วยกิบูป้ากับอองอิบรบ นายทหารทั้งห้าคนออกประจัญต่อสู้กันกับทหารกองบู๊ทั้งเจ็ดนาย ถ้อยทีมีฝีมือว่องไวชำนาญในเพลงอาวุธรับรองป้องปัดกันเป็นตะลุมบอน กองบู๊ก็ขับทหารแยกหนุนเข้าระดมตี เสียงม้าล่อและกลองรบทหารโห่ร้องอื้ออึงขึ้นทั้งสองฝ่าย เตงอูอยู่ในเมืองแจ้งความว่ากองบู๊ยกทัพเข้ารบ เตงอูจึงจัดนายทหารที่มีฝีมือสามสิบกับทหารเลวพันหนึ่ง ใส่เกราะถืออาวุธครบมือพร้อมแล้ว เปิดประตูเมืองออกไปช่วยกองบู๊รบเป็นศึกกระหนาบ ทหารอองสิมรบเรรวนอยู่สู้ทหารกองบู๊มิได้แตกหนีกระจัดกระจายไป กองบู๊ยกทัพขับทหารบุกรุกฝ่าฟันทหารกิบูป้าเข้าไปบรรจบทหารในเมือง แล้วยกเข้าประชิดค่ายหลวงจะจับตัวกิบูป้ากับอองสิมแม่ทัพ

ฝ่ายกิบูป้าต้านทานกำลังทหารกองบู๊มิได้ จึงขับม้าเหห่างออกไป ชักป้ายอันเป็นของวิเศษกระทำด้วยมนต์ไสยศาสตร์ ยกป้ายขึ้นแกว่งเกิดเป็นเสือและแรดช้างเป็นอันมากมาไล่ย่ำเหยียบ ทหารกองบู๊สู้มิได้ต่างคนแตกหนีเข้าเมือง แต่งิมเหงนั้นไล่รุกรบติดตามอองอิบไป

ฝ่ายเงียมอิ๋วเห็นฝีมืองิมเหงเข้มแข็งนัก จึงให้ทหารขุดหลุมใหญ่เอากิ่งไม้ปกบนถมดินไว้ให้ทหารอยู่รักษาแล้วขับม้าช่วยอองอิบรบ อองอิบอิดโรยกำลังลงนักชักม้าหนีเข้าค่ายหลวง งิมเหงติดตามไปรบกับเงียมอิ๋ว เงียมอิ๋วต้านทานกำลังมิได้จึงขับม้าหนีเป็นทีล่อให้ไล่ไปทางประมาณห้าสิบเส้นถึงหลุมใหญ่ จึงชักม้าแวะวงไปยืนม้าอยู่ริมปากหลุมข้างหนึ่ง งิมเหงมิได้รู้กลอุบายหมายใจแต่จะจับเงียมอิ๋วให้จงได้ งิมเหงขับม้าเข้าไปตกหลุมลงทั้งม้าทั้งคน เงียมอิ๋วให้ทหารช่วยกันเอาขอเกี่ยวขึ้นมามัดมั่นคงแล้วเอาไปให้อองสิมแม่ทัพหลวง อองสิมครั้นเห็นก็ยินดีนัก จึงถามงิมเหงว่าอองมังซึ่งเป็นซินซีวันหนีชุบเลี้ยงท่านถึงขนาด เหตุใดจึงไปเข้าด้วยกองบู๊ บัดนี้กูจับได้จะว่าประการใดเล่า งิมเหงจึงตอบว่าอองมังเป็นคนไม่ตรงต่อแผ่นดิน เราไม่อยู่ด้วยจึงมาช่วยผู้มีบุญปราบอ้ายศัตรูราชสมบัติ พวกตัวมีแต่ทำโกหกลวงให้ตกหลุมจึงจับมาได้ เราหากลัวฝีมือไม่ อองสิมจึงสั่งหลีต๋งกับทหารสามร้อยเอางิมเหงจำใส่เกวียนส่งเข้าไปในเมืองหลวง หลีต๋งก็คำนับลาพาทหารคุมงิมเหงไปทั้งกลางวันกลางคืน

ฝ่ายโซเสงคุมพวกโจรพันหนึ่งอยู่ในป่าคอยตีชิงเอาทรัพย์สิ่งของคนเดินทาง พอได้ยินเสียงคนขับเกวียนพูดกันอื้ออึงมา โซเสงสำคัญว่าคนค้าขายดีใจนัก จึงแต่งตัวสวมเกราะเงินใส่หมวกทองคำขี่ม้าแดงถือง้าวใหญ่ ให้ทหารถือธงเหลืองนำหน้า โซเสงพาทหารพันหนึ่งมาคอยอยู่ข้างทาง แลเห็นคนขับเกวียนมามาตามทาง โซเสงจึงชักม้าออกขวางทางแล้วร้องตวาดถามว่าท่านขับเกวียนจะไปแห่งใด หลีต๋งเห็นดังนั้นตกใจ จึงบอกว่ามาแต่กองทัพอองสิม โซเสงรู้ว่าเป็นพวกอองมังจึงขับม้ารำง้าวเข้ารบกับหลีต๋งได้ห้าเพลง หลีต๋งต้านทานมิได้ชักม้าพาทหารหนีไป โซเสงให้ทหารชวนกันเข็นเกวียนเข้าป่าไปถึงที่อาศัย โซเสงจึงลงจากม้าขึ้นค้นบนเกวียนเห็นงิมเหง จึงแก้มัดแล้วพาลงจากเกวียนให้นั่งที่สมควร ทั้งสองถ้อยทีคำนับกัน งิมเหงจึงเล่าเนื้อความแต่หลังให้ฟัง แล้วว่าซึ่งข้าพเจ้าถึงที่ตายแล้ว ท่านมาช่วยชีวิตครั้งนี้ขอบคุณท่านนัก ถ้าข้าพเจ้าตายเสียแล้วหาผู้ใดจะช่วยผู้มีบุญทำการศึกแก้ไขเอาเมืองคุนเอี๋ยงได้ไม่ โซเสงรู้ว่างิมเหงเป็นทหารเล่าสิ้วบุนซกมาทำศึกใหญ่ก็ดีใจจึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงงิมเหง

ฝ่ายหลีต๋งหนีโซเสงไปถึงเมืองหลวงเข้าไปบอกความแก่อองมังว่า งิมเหงซึ่งท่านให้ไปรักษาเมืองเก๊กเอี๋ยงนั้นเข้าด้วยเล่าสิ้วบุนซก เงียมอิ๋วคิดกลอุบายจับงิมเหงได้ อองสิมให้ข้าพเจ้าคุมมากลางทาง โซเสงกับพวกโจรออกชิงเอางิมเหงฆ่าพวกข้าพเจ้าตายเป็นหลายคน โซเสงมีกำลังกล้าแข็งนัก ข้าพเจ้าสู้มิได้จึงหนีมาแจ้งแก่ท่าน อองมังได้ยินดังนั้นก็โกรธสั่งทหารให้เอาหลีต๋งไปฆ่าเสีย โตเอี๋ยงจึงว่าโซเสงคนนี้มีฝีมือกล้าแข็งนัก หลีต๋งฝีมืออ่อน เหมือนหนึ่งเนื้อสู้เสือ ทหารก็น้อยกว่าโซเสง ซึ่งหลีต๋งเสียทีหนีมาท่านฆ่าเสียนั้นทหารก็จะเบาบางลง ศึกยังรบติดพันกันอยู่ ข้าพเจ้าขอชีวิตไว้ให้หลีต๋งทำราชการแก้ตัวอีกสักครั้งหนึ่ง เห็นว่าหลีต๋งจะค่อยมีฝีมือกล้าแข็งขึ้นกว่าแต่ก่อน อองมังได้ฟังโตเอี๋ยงว่าเห็นชอบจึงยกโทษหลีต๋งไว้ ให้หลีต๋งคุมเสบียงอาหารออกไปส่งกองทัพเป็นข้าวสารยี่สิบหกหมื่นคิดเป็นข้าวสารสองพันเกวียน หลีต๋งคำนับลาออกมาบรรทุกข้าวสารใส่เกวียนเทียมด้วยลากับทหารหมื่นเศษ ออกจากเมืองหลวงไปทางหลังเมืองยงฉวน

ฝ่ายงิมเหงไปอยู่กับโซเสงในป่า งิมเหงจึงว่ากับโซเสงว่าท่านก็เป็นเพื่อนสนิทกับเรา ซึ่งได้ช่วยชีวิตเรารอดไว้ครั้งนี้ถ้ากองบู๊รู้ความก็จะขอบใจท่าน ซึ่งท่านเป็นโจรอยู่ในป่าทั้งนี้ลับชื่ออยู่หาผู้สรรเสริญมิได้ ท่านจงไปช่วยผู้มีบุญทำการกำจัดอองมังศัตรูแผ่นดินให้ราบคาบสำเร็จราชการแล้ว ชื่อท่านก็จะลือชาปรากฏอยู่ว่ามีกตัญญูต่อแผ่นดิน ครั้งนี้ชอบท่วงทีอยู่แล้ว จงเข้าไปทำราชการด้วยกองบู๊กับเราเถิด ขัดสนจะได้เป็นที่ปรึกษากัน โซเสงได้ฟังดังนั้นจึงว่า ครั้งเมื่ออองมังทำการกบฏต่อพระเจ้าเปงเต้แล้วออกมาบวงสรวงเทวดา เรายิงด้วยเกาทัณฑ์ถูกหมวกตกลงทหารอองมังจับได้ อองมังกลับให้ธงเหลืองออกมาเข้าด้วยแซ่เล่า เราอาศัยในป่านี้ ครั้งหนึ่งโซเหียนไล่จับเล่าสิ้วบุนซกมา เราช่วยไว้ได้รอดชีวิตคิดจะตั้งให้เป็นเจ้า เล่าสิ้วบุนซกไม่เชื่อหนีเราไป บัดนี้เล่าสิ้วบุนซกได้ท่านเป็นทหารทำการใหญ่จะไปกำจัดอองมังเรามีความยินดีนัก แต่ซึ่งจะเข้าไปหาเล่าสิ้วบุนซกครั้งนี้จะให้มีบำเหน็จความชอบเข้าไปด้วย ซึ่งหลีต๋งหนีไปเมืองหลวงแล้วเห็นจะกลับออกมาแจ้งความแก่อองสิมแม่ทัพ อนึ่งทางหลังเมืองยงฉวนนั้นอองมังเคยให้ทหารส่งลำเลียงกองทัพ เราจะไปซุ่มอยู่หลังเมืองยงฉวนคอยตีเอาเสบียงอาหารได้แล้ว จึงจะไปเข้ากับเล่าสิ้วบุนซกเป็นความชอบ โซเสงกับงิมเหงก็พาพวกโจรและทหารไปอยู่ริมเชิงเขาคอยตีตัดลำเลียงกองทัพอองสิม พอได้ยินเสียงคนขับเกวียนอื้ออึงมา งิมเหงขึ้นม้าพาโซเสงกับทหารออกขวางทางอยู่

ฝ่ายหลีต๋งขับม้านำทหารคุมเกวียนลำเลียงมา แลเห็นงิมเหงก็ตกใจกดม้าหยุดยืนอยู่ งิมเหงจึงร้องบอกแก่หลีต๋งว่าเดิมเราก็อยู่เป็นทหารอองมัง อองมังให้มารักษาเมืองเก๊กเอี๋ยง เล่าสิ้วบุนซกเกลี้ยกล่อมชาวบ้านแปะจุยฉิงยกมารบกับเรา เรามีใจประมาทออกสู้รบกับทหารเล่าสิ้วบุนซกครั้งใดเราต่อสู้มิได้แตกไปทุกครั้ง เห็นว่าเล่าสิ้วบุนซกมีบุญญาธิการมาก เราจึงเข้าด้วยเล่าสิ้วบุนซกทำราชการแผ่นดิน ตัวท่านนี้อองสิมจับเราได้ให้คุมมาส่งอองมัง โซเสงก็ชิงเอาเราไว้ได้ อองมังใช้ให้คุมเสบียงมาส่งกองทัพครั้งนี้พบเรา เราก็จะชิงเอาไว้แล้ว ตัวท่านจะไปถึงอองสิม อองสิมก็จะฆ่าเสีย จะกลับไปหาอองมัง อองมังก็จะฆ่าเสีย ท่านมีโทษใหญ่ถึงสองโทษ จงมาเข้ากับเราเถิด จะพาไปเข้ากับเล่าสิ้วบุนซกให้พ้นจากความตาย หลีต๋งได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าครั้นจะต่อสู้กับงิมเหงก็เห็นจะสู้ฝีมือมิได้ จะหนีไปก็ไม่พ้น ใช่ว่าจะไม่ตรงกับอองมังหามิได้ด้วยความจำเป็นดังนี้ ควรจะเข้าด้วยเล่าสิ้วบุนซกเอาชีวิตให้รอดไว้ครั้งหนึ่ง หลีต๋งคิดแล้วลงจากม้าเข้าไปคำนับ งิมเหงรับคำนับแล้วจึงพาโซเสงกับหลีต๋งทหารหมื่นเศษ คุมเสบียงสองหมื่นหกไปเข้าเมืองคุนเอี๋ยง คำนับกองบู๊แล้วงิมเหงเล่าความหลังให้กองบู๊ฟังทุกประการ กองบู๊เห็นดังนั้นจึงว่าเมื่อทหารอองสิมจับท่านได้เราทุกข์ใจนัก บัดนี้ท่านกลับได้เสบียงและทหารมาเป็นอันมากเรามีความยินดีนัก กองบู๊ก็ให้แต่งโต๊ะเลี้ยงงิมเหงกับโซเสงและทหารใหม่ทั้งปวง

ฝ่ายทหารอองสิมรู้ว่าหลีต๋งพาเสบียงอาหารไปเข้าด้วยเล่าสิ้วบุนซกแล้ว จึงเข้ามาแจ้งความแก่อองสิม ณ ค่าย อองสิมได้แจ้งความดังนั้นเสียใจนัก จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า ข้าพเจ้าอองสิมขอคำนับมายังอองมังผู้ครองเมืองหลวง ด้วยให้ข้าพเจ้าเป็นแม่ทัพคุมทหารออกไปล้อมเมืองคุนเอี๋ยงทำการศึกกับเล่าสิ้วบุนซกนั้น ได้รบพุ่งฆ่าฟันทหารเล่าสิ้วบุนซกล้มตายเป็นอันมาก งิมเหงเจ้าเมืองเก๊กเอี๋ยงซึ่งไม่ซื่อต่อท่านไปเป็นทหารเล่าสิ้วบุนซก ข้าพเจ้าจับได้ให้หลีต๋งคุมมาให้ท่านหวังจะเอาความชอบ โซเสงโจรป่าเป็นพวกเล่าสิ้วบุนซกก็เข้าตีชิงเอางิมเหงไป ซึ่งท่านให้หลีต๋งคุมเสบียงอาหารออกมาให้ข้าพเจ้านั้น หลีต๋งก็พาทหารและเสบียงอาหารไปเข้ากับเล่าสิ้วบุนซก ในกองทัพข้าพเจ้าขัดสนด้วยเสบียงอาหารที่จะทำศึกสืบไป บัดนี้ตั้งค่ายมั่นอยู่ตะวันตกเมืองคุนเอี๋ยงให้ทหารนั่งยามรักษาค่ายมั่นคง ขอให้จัดกองทัพเมืองหลวงและเสบียงอาหารออกมาอุดหนุน ข้าพเจ้าได้เสบียงเลี้ยงทแกล้วทหารมีกำลังแล้ว จะได้ทำการศึกกับเล่าสิ้วบุนซกเอาชัยชนะจงได้ ครั้นแต่งหนังสือแล้วเข้าผนึกส่งให้ลือเหงาเข้าไปเมืองหลวง พอขุนนางเฝ้าอองมังอยู่พร้อมกัน ลือเหงาจึงเข้าไปคำนับส่งหนังสือให้อองมัง อองมังฉีกผนึกออกอ่านแจ้งความในหนังสือแล้วตกใจนัก จึงปรึกษาแก่ขุนนางว่าการเป็นดังนี้ท่านจะคิดแก้ไขประการใด ลือเหงาจึงว่าทแกล้วทหารในกองทัพขัดสนด้วยเสบียงอาหารอิดโรยมาหลายเดือนแล้ว ซึ่งท่านจะนิ่งช้าอยู่ไม่ให้ส่งเสบียงอาหารไปให้กินเป็นกำลัง ทแกล้วทหารระส่ำระสายเห็นจะเสียทีแก่เล่าสิ้วบุนซก ขอท่านจงตรึกตรองการที่จะเอาใจทหารในกองทัพอย่าให้อดอยาก จะได้เป็นกำลังทำการศึกต่อไป อองมังได้ยินดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงเกณฑ์คนสองหมื่นให้ลือเหงาคุมเอากระบือห้าร้อยตัวแพะตอนพันหนึ่งกับเสบียงอาหารไปส่งกองทัพอองสิม ลือเหงาคำนับลาออกมาคุมสิ่งของกับเสบียงอาหารออกจากเมืองหลวง เดินทางไปหลายวันถึงตำบลเชิงเขาแห่งหนึ่ง พอเกิดพายุใหญ่พัดผงคลีกลบกลุ้มไปทั้งป่า ครั้นระงับพายุแล้วลือเหงาแลดูแพะกลับกลายเป็นศิลาเห็นเป็นอัศจรรย์ประจักษ์แก่จักษุต่างคนตกใจนัก ลือเหงากับทหารพากระบือห้าร้อยไปตามทางถึงริมน้ำฝ่ายทิศตะวันตกใกล้เมืองคุนเอี๋ยง กระบือห้าร้อยก็วิ่งลงถึงนํ้าหายไปสิ้น ลือเหงาและคนทั้งปวงตกใจมิรู้ที่จะทำประการใดก็พากันเข้าไปหาอองสิม ณ ค่ายหลวง แจ้งความทั้งปวงแก่อองสิมทุกประการ ตำบลแพะเป็นศิลานั้นเรียกว่าเขาเอียวเจียะ ตำบลที่กระบือห้าร้อยลงน้ำหายไปเรียกว่าถ้ำวูถำต่อมาตราบเท่าทุกวันนี้

ฝ่ายกองบู๊อยู่ในเมืองคุนเอี๋ยง แต่ยกออกตีทัพกิบูป้าหลายครั้งเอาชัยชนะมิได้ เห็นการเนิ่นช้าวิตกอยู่ด้วยเกงซีฮ่องเต้เชื่อฟังนายโจรหาผู้ใดจะทัดทานมิได้ จึงให้เล่าอี๋นไปกำกับอยู่ด้วยเกงซีฮ่องเต้ ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง กองบู๊จึงปรึกษาเตงอูกับทหารทั้งปวงว่าอองสิมยกมาล้อมเมือง ทหารเราตีแตกไปตั้งค่ายมั่นอยู่ เพราะกิบูป้ามีวิชาการ ครั้นจะออกต่อสู้ด้วยฝีมือทหารจะเอาชัยชนะมิได้จะคิดประการใด ปังอี้ได้ฟังดังนั้นจึงว่าซึ่งจะทำลายป้ายกิบูป้าให้พ่ายแพ้ ข้าพเจ้าเห็นแต่ม้าอ้วนบุตรม้าต๋งซึ่งเป็นเจ้าเมืองตันจิ๋ว ม้าอ้วนมีขลุบเหล็กเป็นอาวุธอันวิเศษทิ้งไปไกลถึงร้อยก้าว ถ้าท่านได้ตัวม้าอ้วนมาเอาขลุบเหล็กทำลายป้ายชนะกิบูป้าแล้ว อองสิมก็จะเสียทัพแก่เราโดยง่าย ม้าอ้วนกับข้าพเจ้ารักกันสนิทด้วยเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกันมาแต่ก่อน ข้าพเจ้าจะพาท่านไปให้พบม้าอ้วน กองบู๊ได้ฟังดังนั้นดีใจนัก จึงสั่งเตงอูให้อยู่รักษาเมืองแล้วพาปังอี้ออกข้างหลังเมืองไปเมืองตันจิ๋ว

ฝ่ายเงียมจูเหลงได้ข่าวว่ากองบู๊ไปตั้งอยู่ในเมืองคุนเอี๋ยง กิบูป้าเป็นผีป่ามีป้ายอันกระทำด้วยมนต์ไสยศาสตร์ รับอาสาอองมังมาล้อมเมืองคุนเอี๋ยงอยู่ กองบู๊จะเอาชัยชนะแก่กิบูป้ามิได้ ป้ายของกิบูป้าจะแก้ได้แต่ขลุบเหล็ก จำจะไปหาม้าอ้วนให้เอาขลุบเหล็กอันเป็นของวิเศษไปช่วยผู้มีบุญทำลายป้ายให้พ่ายแพ้ จะได้ให้เร่งทำการปราบศัตรูแผ่นดินให้สำเร็จโดยเร็ว เงียมจูเหลงคิดแล้วแต่งตัวจับหมวกใส่ศีรษะลงจากตึกเดินไปตามทางถึงเมืองตันจิ๋ว ให้นายประตูเข้าไปบอกม้าอ้วน

ฝ่ายม้าอ้วนรู้ว่าอาจารย์เงียมจูเหลงมาถึงจึงออกไปคำนับเชิญเข้ามาในเมืองให้นั่งที่สมควร แล้วถามว่าท่านอาจารย์มาหาข้าพเจ้าด้วยธุระกังวลสิ่งใด เงียมจูเหลงจึงแจ้งความแต่หลังให้ฟังแล้วว่า บัดนี้ฮั่นกองบู๊ผู้มีบุญทำศึกกับกิบูป้าหาผู้ใดจะสู้รบกิบูป้าให้พ่ายแพ้ได้ไม่ ด้วยกิบูป้าฝีป่ามีป้ายซึ่งจะชนะป้ายนั้นแต่ขลุบเหล็กของท่าน จะมาเชิญท่านไปช่วยทำลายป้ายกิบูป้า ถ้าสำเร็จราชการแล้วผู้มีบุญจะชุบเลี้ยงตั้งแต่งท่านให้ได้ครองหัวเมืองใหญ่ มีเกียรติยศปรากฏชื่อในแผ่นดินท่านจะเห็นประการใด ม้าอ้วนได้ฟังดังนั้นยินดีนัก จึงว่าแต่ก่อนบิดาข้าพเจ้าเป็นขุนนางในพระเจ้าเปงเต้ อองมังคิดกบฏต่อพระเจ้าเปงเต้ อองมังฆ่าบิดาข้าพเจ้าเสียด้วย ครั้งนี้ข้าพเจ้าเต็มใจจะไปทำลายป้ายกิบูป้าอาสาผู้มีบุญซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ ยกทัพเข้าเมืองหลวงจับตัวอองมังศัตรูราชสมบัติแก้แค้นแทนบิดาให้จงได้

ขณะเมื่อเงียมจูเหลงกับม้าอ้วนนั่งพูดกันอยู่นั้น พอบังเกิดลมพายุใหญ่พัดหนัก แลไปนอกเมืองเห็นรัศมีพลุ่งขึ้นมาเป็นลำตาลข้างทิศตะวันตก เงียมจูเหลงจึงจับยามดูรู้ความแล้วบอกแก่ม้าอ้วนว่า เวลานี้เล่าสิ้วบุนซกผู้มีบุญจะมาถึงเมืองท่าน ม้าอ้วนได้ฟังดังนั้นจึงจัดแจงแต่งที่ไว้คอยรับเล่าสิ้วบุนซก แล้วเงียมจูเหลงกับม้าอ้วนก็ขึ้นม้าออกจากประตูเมืองทิศใต้ พอพบกองบู๊ขี่ม้ามากับปังอี้ เงียมจูเหลงบอกม้าอ้วนว่ากองบู๊ผู้มีบุญมาถึงแล้ว ม้าอ้วนก็ลงมาคำนับกองบู๊ กองบู๊เห็นเงียมจูเหลงออกมาจึงถามซินแสว่าขุนนางผู้นี้ชื่อใด เงียมจูเหลงจึงบอกว่าม้าอ้วนเจ้าเมืองตันจิ๋วเป็นสานุศิษย์ข้าพเจ้า กองบู๊ก็ลงจากม้ามาพยุงให้นั่งเป็นปรกติ จึงบอกความแต่หลังให้ฟังแล้วว่า ข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งนี้จะเชิญไปทำลายป้ายกิบูป้าเอาชัยชนะ ม้าอ้วนจึงว่าเงียมจูเหลงอาจารย์มาบอกข้าพเจ้าทราบความทุกประการแล้วข้าพเจ้าคอยท่านอยู่ ซึ่งท่านจะให้ข้าพเจ้าไปทำลายป้ายกิบูป้านั้น ข้าพเจ้าจะขออาสาท่านทำการกว่าจะสิ้นชีวิตท่านอย่าคิดวิตกเลย ม้าอ้วนจึงเชิญกองบู๊กับปังอี้เข้ามาในเมืองนั่งที่สมควรต่างคนคำนับกันแล้ว ม้าอ้วนจึงให้เลี้ยงโต๊ะอยู่ที่นั้นสามวัน

ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า ม้าอ้วนเกณฑ์ทหารสามพันยกมากับกองบู๊ เงียมจูเหลงก็มาด้วย ครั้นถึงเมืองคุนเอี๋ยง กองบู๊จึงว่าซึ่งจะยกกองทัพออกรบกับอองสิมครั้งนี้ ซินแสจะคิดอุบายประการใด เงียมจูเหลงจึงว่าอองสิมตั้งค่ายอยู่ทิศตะวันตก ขอให้งอฮั่นหนึ่ง งิมเหงหนึ่ง คุมทหารหมื่นหนึ่งกำชับปากเสียงอย่าให้อื้ออึงยกไปตั้งกองซุ่มประจำค่ายอยู่ แล้วให้โตเหมาหนึ่ง กี๋เขียงหนึ่ง เล่าหลงหนึ่ง ทั้งสามนายคุมทหารหมื่นหนึ่งยกออกโดยประตูทิศเหนือไปตั้งกองซุ่มประจำค่ายอองอิบอยู่ทิศใต้ แล้วให้เกียฮกหนึ่ง เอียวกี๋หนึ่ง คุมทหารนายละสามพันไปตั้งกองซุ่มอยู่ริมเชิงเขาเป็นทางช่องแคบข้างทิศตะวันตก แล้วให้ม้าอ้วนคุมทหารสามพันออกรบล่อกิบูป้าให้ไล่ถลำเข้ามาถึงเชิงเขาแล้ว ให้ยกธงสำคัญในกองทัพขึ้น จึงให้ทหารซึ่งตั้งกองซุ่มประจำค่ายเข้าตีค่ายหน่วงทัพไว้อย่าให้ช่วยกันได้ จึงให้ม้าอ้วนกับเกียฮกเอียวกี๋ทั้งสามนายขับทหารเข้ารบประจันหน้าที่ไว้ แล้วให้ท่านกับม้าบู๊หนึ่ง โปจุ้นหนึ่ง โตหมองหนึ่ง คุมทหารหกหมื่นยกเข้าตีตัดท้ายทัพรบกระหนาบเข้าไปเป็นสามด้าน ถ้ากิบูป้าตกเข้าในที่ล้อมต้องในกลศึก เห็นจะแตกทัพเสียทีแก่เราเป็นมั่นคง กองบู๊ได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนัก จึงสรรเสริญว่าซินแสคิดกลศึกครั้งนี้มีแยบคายลึกซึ้ง ดีกว่าก๋งจูแหยซึ่งเป็นกุนซือคิดกลศึกให้จิวบุนอ๋องรบกับติวอ๋องครั้งฮ่องสินแต่ก่อน กองบู๊จึงสั่งนายทหารทั้งปวงให้ไปซุ่มทัพตามอุบายเงียมจูเหลงในเวลากลางคืนวันนั้น

ฝ่ายอองสิมครั้นเวลารุ่งเช้า จึงให้กิบูป้าแม่ทัพหน้าพาทหารยี่สิบหมื่นเข้าไปบอกให้ทหารในเมืองออกมารบ

ฝ่ายม้าอ้วนจึงแต่งตัวใส่เกราะเงินซับในเสื้อแพรเขียว ใส่หมวกเขียวมีระบายขาว ขึ้นม้าเขียวถือทวนคาดพู่จามจุรีเขียว พาทหารสามพันเปิดประตูเมืองออกมา เห็นกิบูป้ายืนม้าอยู่หน้าทหารดูท่วงทีองอาจ ม้าอ้วนจึงร้องด่าว่าอ้ายผีโขมดป่า มึงจงมารบกับกูดูฝีมือกันให้ถึงแพ้และชนะ กิบูป้าได้ฟังก็โกรธจึงให้เลียมตั๋นทหารรองเข้ารบกับม้าอ้วนได้สามเพลงทวน เลียมตั๋นชักม้าหนี กิบูป้าเข้าป้องกันรบกับม้าอ้วนได้สิบเพลงทวน ม้าอ้วนแกล้งชักม้าหนีทำทีล่อให้ไล่ กิบูป้าขับม้าพาทหารติดตาม ม้าอ้วนชักม้ากลับเข้าปะทะดูกำลังอีกสามเพลงทวน แล้วพาทหารรบรอล่อกิบูป้าไปถึงเชิงเขาข้างตะวันตก ม้าอ้วนจึงยกธงสัญญาขึ้นโบกแกว่งไปมาให้สำคัญกับกองทัพ ฝ่ายเอียวกี๋กับเกียฮกก็ยกทหารกองซุ่มตีกระหนาบเข้ามาทั้งซ้ายขวา

ฝ่ายอองสิมอองอิบเห็นกิบูป้าพาทหารไล่ล่วงถลำเข้าไปตกอยู่ในศึกกระหนาบ จึงพาทหารออกจากค่ายยกหนุนกิบูป้าไป ฝ่ายกองซุ่มซึ่งประจำค่ายเห็นดังนั้นจึงพาทหารโห่ร้องเข้าหักค่าย

ฝ่ายกิบูป้าตกอยู่ในที่ล้อม ทหารรบเรรวนมาจะรบฝ่าออกข้างด้านเอียวกี๋

ฝ่ายเอียวกี๋เห็นดังนั้นจึงร้องว่า อ้ายผีโขมดป่ามึงจงยอมเข้าด้วยกูโดยดีเถิด กิบูป้าได้ยินดังนั้นโกรธนัก ชักม้าเข้ารบกับเอียวกี๋ เกียฮกกับม้าอ้วนทั้งสองนายก็เข้าช่วยเอียวกี๋รบ กิบูป้ารำทวนป้องกันอาวุธพลางชักป้ายออกยกขึ้นแกว่ง ม้าอ้วนเห็นดังนั้นจึงทิ้งข่ายขลุบเหล็กถูกป้ายกิบูป้าแตกเป็นภัสม์ธุลีปลิวไปสิ้น เอียวกี๋ก็ซํ้ายิงด้วยเกาทัณฑ์ถูกหลังกิบูป้าตกม้าลงกลายเป็นควันพลุ่งขึ้นมา กิบูป้าสูญหายไปในที่รบ เอียวกี๋กับม้าอ้วนเกียฮกก็ขับม้าพาทหารไล่ฆ่าฟันทหารกิบูป้าแตกหนีล้มตายเป็นอันมาก

ฝ่ายอองสิมอองอิบครั้นเห็นทัพหน้าแตกก็ตกใจ จึงพาทหารถอยมาจะเข้าค่าย

ฝ่ายกองบู๊ได้ท่วงทีก็พาม้าบู๊หนึ่ง โปจุ้นหนึ่ง โตหมองหนึ่ง กับทหารเลวหกหมื่นออกช่วยเอียวกี๋กับเกียฮก ม้าอ้วนติดตามรบรั้งท้ายทัพอองสิม ฝ่ายงิมเหงหนึ่ง งอฮั่นหนึ่ง จังเก๋งหนึ่ง โตเหมาหนึ่ง กี๋เขียงหนึ่ง เล่าหลงหนึ่ง ทั้งหกนายก็เร่งระดมตีค่ายอองสิมกับค่ายอองอิบ ฆ่าฟันทหารล้มตายแตกยับเยิน แล้วยกมารบต้านหน้าอองสิมไว้เป็นสามารถ

ฝ่ายอองสิมอองอิบเงียมอิ๋วตกอยู่ในระหว่างศึกกระหนาบ ทหารกองบู๊รุมรบเข้ามาทั้งสี่ด้าน ทหารล้มตายแตกระส่ำระสายต่างคนตกใจชักม้าจะรบฝ่าทหารหนี ฝ่ายทหารกองบู๊เข้าระดมพุ่งซัดอาวุธยิงเกาทัณฑ์สาดเข้าไปดังห่าฝน ถูกทหารอองสิมแตกหนีเหยียบกันตาย อาสภเรี่ยรายเกลื่อนกลาดไปประมาณทางพันเส้น เกิดพายุใหญ่ฝนตกหนักนํ้าท่วมดาษไปทั้งท้องป่า บรรดาทหารที่แตกทัพจมนํ้าตายจะนับมิได้ ทหารกองบู๊จับตัวอองสิมแม่ทัพมัดมือมาให้กองบู๊ฆ่าเสีย แต่อองอิบกับเงียมอิ๋วลุยนํ้าฝืนอาสภหนีไป กองบู๊ครั้นมีชัยชนะแล้ว จึงให้ทหารขนเครื่องศัสตราวุธและเกราะยกเข้าเมืองคุนเอี๋ยง ให้แต่งโต๊ะเลี้ยงทแกล้วทหารทั้งปวงพร้อมกัน กองบู๊มิได้เห็นเงียมจูเหลงจึงถามเตงอูว่า อาจารย์เราไปอยู่แห่งใดจึงมิได้เห็นมากินโต๊ะ เตงอูจึงบอกว่าเงียมจูเหลงมาช่วยศึกใหญ่สำเร็จแล้ว กลับไปอยู่บ้านเก่าเป็นผาสุกท่านอย่าทุกข์ถึงเลย กองบู๊ได้ฟังเตงอูบอกก็สิ้นความสงสัย จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งบอกไปให้กราบทูลพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้เป็นใจความว่า ข้าพเจ้ากองบู๊ขอคำนับมายังพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ให้ทราบ ด้วยเดิมเมื่อครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจตั้งทำศึกใหญ่มีแต่กระบี่ยาวสองศอกเศษเล่มเดียว ได้ทหารผู้มีสติปัญญาสามคน คือเสียวโหหนึ่ง เตียวเหลียงหนึ่ง ฮั่นสินหนึ่ง ช่วยคิดทำการศึกชนะฌ้อปาอ๋องแล้วได้เป็นกษัตริย์ในเมืองหลวง ครั้นอยู่มาฮองเฮาพระมเหสีคิดอุบายทำลายผู้มีความชอบ แผ่นดินกลับบังเกิดกำเริบร้อน ไทจูผู้เป็นพระราชโอรสมีบุญญาธิการได้เป็นพระเจ้าฮั่นบูเต้ เอาใจโอบอ้อมอารีทะนุบำรุงแผ่นดิน จึงได้อยู่เย็นเป็นสุขสืบเชื้อพระวงศ์มาถึงพระเจ้าเปงเต้ อองมังคิดกบฏชิงเอาราชสมบัติฆ่าเชื้อพระวงศ์เสียเป็นอันมาก ข้าพเจ้าหนีไปอยู่บ้านแปะจุยฉิง ตั้งซ่องสุมทหารทำการตามอย่างพระเจ้าจิวบุนอ๋องเชิญก๋งจูแหยเป็นกุนสือทำศึกกำจัดติวอ๋อง ครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจเชิญฮั่นสินเป็นแม่ทัพกำจัดฌ้อปาอ้อง ซึ่งมีรับสั่งโปรดให้ข้าพเจ้าเป็นแม่ทัพกำกับทหารไปทำการกำจัดอองมังครั้งนี้ตีได้เมืองน้อยใหญ่เป็นหลายตำบล ไปตั้งมั่นอยู่ ณ เมืองคุนเอี๋ยง อองมังให้กิบูป้าผู้มีวิชาการกับอองสิมผู้น้องคุมทหารร้อยหมื่นมาล้อมเมืองคุนเอี๋ยงไว้ ข้าพเจ้ากับนายทัพนายกองคิดอุบายในกลศึกมีชัยชนะทั้งนี้ เพราะด้วยบุญญาธิการท่านปกแผ่ไป ศึกได้ทีจะเร่งยกทัพเข้าตีเมืองหลวงกำจัดอองมังศัตรูราชสมบัติ ขอท่านจงเอาใจโอบอ้อมอารีแก่ราษฎร อย่าเชื่อฟังคำคนอันยุยง จงตรึกตรองการให้ต้องอย่างธรรมเนียมกษัตริย์ซึ่งตั้งอยู่ในยุติธรรมมาแต่ก่อนให้ราษฎรสรรเสริญพระเกียรติยศ ข้าพเจ้าจะได้ตั้งใจทำราชการปราบศัตรูแผ่นดินราบคาบแล้ว จะเชิญขึ้นครองเมืองหลวงบำรุงราษฎรทั้งปวงให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบแซ่กษัตริย์ไปภายหน้า ครั้นแต่งหนังสือแล้วเข้าผนึกส่งให้คนใช้ถือหนังสือบอกไปกราบทูลพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ คนใช้รับหนังสือคำนับลาขึ้นม้าออกจากเมืองคุนเอี๋ยงไปตามทางถึงเมืองซินซี พอพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้เสด็จออกจึงนำหนังสือบอกเข้าไปเฝ้าถวายหนังสือ พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ทรงอ่านแจ้งความในหนังสือดังนั้นมีความยินดีนัก จึงส่งหนังสือบอกให้ไจเสียงแต่งตอบสรรเสริญความชอบไปให้แก่กองบู๊ ไจเสียงรับคำสั่งคำนับลาออกมาปรึกษากันทั้งแปดคนว่า พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ใช้ให้เล่าสิ้วบุนซกคุมทหารยกไปทำศึกมีชัยชนะได้ความชอบ ถ้าสำเร็จศึกแล้วกลับมาเฝ้า พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้จะตั้งให้เล่าสิ้วบุนซกเป็นผู้สำเร็จราชการ เล่าสิ้วบุนซกจะจัดทแกล้วทหารที่มีความชอบเป็นที่ขุนนางผู้ใหญ่ อนึ่งเล่าสิ้วบุนซกเป็นเชื้อวงศ์พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ ถ้าพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้วางพระทัยให้เล่าสิ้วบุนซกเป็นผู้สำเร็จราชการแล้วเราจะได้ความเดือดร้อนนัก จำจะเข้าไปทูลยุยงพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ให้ระแวงพระทัยในเล่าสิ้วบุนซก ไจเสียงแปดคนคิดกันแล้วจึงกลับเข้าไปเฝ้าแล้วทูลพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ว่า ซึ่งเล่าสิ้วบุนซกไปทำการศึกตีเมืองได้ทั้งนี้เพราะด้วยบุญญาธิการท่านพวกทหารอองมังจึงพ่ายแพ้ แต่ซึ่งเล่าสิ้วบุนซกมีหนังสือบอกมาข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูข้อความเป็นหมิ่นประมาท เหมือนดังท่านเป็นทารกไม่รู้จักผิดและชอบ กองบู๊ว่ากล่าวสั่งสอนมาหมายจะให้อยู่ในบังคับ มิให้เชื่อฟังข้าพเจ้าทั้งแปดคนซึ่งมีใจจงรักภักดี ครั้งนี้กองบู๊กำเริบใจมัวเมาในอิสริยยศมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ถ้าได้เมืองหลวงแล้วเห็นว่ากองบู๊จะกลับมาคิดการกำจัดท่านกับข้าพเจ้าทั้งปวงเสียเป็นมั่นคง เล่าเจ๊กได้ยินไจเสียงว่าดังนั้นก็โกรธจึงทูลพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ว่า กองบู๊เป็นเชื้อพระวงศ์มีใจซื่อตรงต่อท่านโดยสุจริต ซึ่งจะคิดประทุษร้ายทำลายท่านเสียนั้นหามิได้ ขอท่านอย่าได้เชื่อฟังคำคนยุยงจงตรึกตรองดูก่อน พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ไต้ทรงฟังดังนั้นก็โกรธ จึงสั่งทหารให้เอาเล่าเจ๊กไปฆ่าเสีย เล่าอี๋นเห็นพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ฟังคำไจเสียง จะฆ่าเล่าเจ๊กดังนั้นจึงเข้าไปห้ามไว้ แล้วทูลว่ากองบู๊น้องข้าพเจ้าตั้งใจทำการแก้แค้นแทนพระเจ้าเปงเต้จะจับอองมังฆ่าเสีย แล้วจะกลับมาเชิญท่านไปครองเมืองหลวง ได้เป็นกษัตริย์บำรุงราษฎรทั้งปวงให้อยู่เย็นเป็นสุข การคิดทำยังมิสำเร็จ บัดนี้ท่านจะฆ่าเล่าเจ๊กเสียเพราะเชื่อฟังไจเสียงนั้น ทหารทั้งปวงซึ่งไปทำการศึกกับกองบู๊รู้ความจะพากันเสียใจนัก ขอท่านจงหยุดฟังคำแต่ที่ชอบก่อน จูอิ๋วได้ยินดังนั้นก็โกรธจึงทูลแย้งขึ้นว่าซึ่งกองบู๊ให้เล่าอี๋นผู้พี่มากำกับท่านอยู่ทั้งนี้เป็นอุบายหมายจะเก็บเอาความผิดท่าน ถ้ากองบู๊ผู้น้องสำเร็จราชการเมืองหลวงแล้ว เล่าอี๋นกับเล่าเจ๊กจะยกข้อผิดขึ้นให้กองบู๊พาลเอาโทษท่านกับข้าพเจ้า ขอให้เอาเล่าอี๋นกับเล่าเจ๊กไปฆ่าเสีย พระองค์จึงจะมีความสุขสืบไป พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ได้ยินจูอิ๋วว่าก็เชื่อคำจึงให้ทหารจับเล่าอี๋นกับเล่าเจ๊กไปฆ่าเสีย

ฝ่ายเล่าอี๋นครั้นทหารพาไปถึงที่ฆ่าจึงแหงนหน้าขึ้นดูอากาศแล้วว่า ข้าพเจ้ากับกองบู๊พี่น้องสองคนตั้งใจจะปราบศัตรูแผ่นดินให้สิ้นเสี้ยนหนาม อุตส่าห์เกลี้ยกล่อมทแกล้วทหารทำการสงครามยังมิทันสำเร็จ ถึงจะสิ้นชีวิตในการศึกก็ไม่เสียใจ ครั้งนี้กลับมาตายด้วยพี่น้องของตัวเชื่อคำอ้ายโจรป่ามันว่ากล่าวยุยง ซึ่งมาเสียชีวิตด้วยการอันมิควรครั้งนี้ เพราะเวรหลังตามทันถึงตัวแล้วก็จะก้มหน้าตายไปตามกรรม แต่เป็นห่วงอาลัยอยู่ด้วยกองบู๊ยังปราบศัตรูแผ่นดินมิสำเร็จ ขอเทพยดาทั้งหลายเชิญช่วยทำนุบำรุงอย่าให้มีอันตราย จะได้สืบกษัตริย์ไปภายหน้า ว่าแล้วเล่าอี๋นกับเล่าเจ๊กก็ยื่นคอให้ทหารฟันด้วยดาบศีรษะกระเด็นตกลงขาดใจตาย

ฝ่ายผู้ถือหนังสือบอกเห็นดังนั้นตกใจนัก จึงขึ้นม้าหนีออกจากเมืองซินซีไปเมืองคุนเอี๋ยงแจ้งความให้กองบู๊ฟังทุกประการ กองบู๊รู้ว่านายโจรซึ่งเป็นไจเสียงแกล้งยุยงให้พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ฆ่าเล่าอี๋นผู้พี่เสียดังนั้น จึงมีความอาลัยร้องไห้รักเล่าอี๋นจนสลบนิ่งไป

ฝ่ายเตงอูกับนายทัพนายกองทั้งปวงพากันตกใจนัก ต่างคนเข้าประคองแก้ไขกองบู๊ ครั้นฟื้นสมประดีขึ้นมาจึงว่าอันพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้แต่ก่อนนั้นมีพระทัยโอบอ้อมอารีรักญาติวงศ์ยิ่งนัก บัดนี้คบกับโจรป่ามันจะว่ากล่าวประการใดก็เชื่อฟัง ไม่ควรที่จะฆ่าพี่เราเสียจะคิดทำศึกต่อไปไม่ต้องการ จะเข้าไปให้พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ฆ่าเสีย จะตายตามเล่าอี๋นให้ลือชื่อไว้ว่ามีกตัญญูสู้เสียชีวิต มิได้ประทุษร้ายต่อพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ กองบู๊จึงแต่งตัวขึ้นม้าออกจากเมืองคุนเอี๋ยง เตงอูกับนายทหารทั้งปวงช่วยว่ากล่าวห้ามปรามเห็นว่ากองบู๊ไม่ฟังแล้ว ต่างคนพาทหารตามกองบู๊ไปป้องกันมิให้เป็นอันตราย กองบู๊มาถึงเมืองซินซีจึงลงจากม้าเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้พร้อมกับนายทหารทั้งปวง

ฝ่ายพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้เห็นกองบู๊มีหน้าชื่นบานเป็นปรกติ ความชอบซึ่งกระทำมาก็มิได้ว่ากล่าว ความที่เล่าอี๋นตายก็มิได้ไถ่ถาม พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ทำความผิดคิดอายใจนัก จึงเอาความอื่นมาว่ากล่าวเอาใจว่า ซึ่งเจ้ายกทัพไปทำการศึกครั้งนี้มีชัยชนะ จงเป็นที่ไตเจียงกุ๋นซินเหาบังคับบัญชาขุนนางและทหาร ราชการทั้งปวงจงสิทธิ์ขาดอยู่แก่เจ้าคนเดียว กองบู๊คำนับรับสั่งแล้วออกมาสู่ที่อาศัย นายทัพนายกองทั้งปวงก็ตั้งล้อมวงประจำช่องพิทักษ์รักษากองบู๊อยู่ทุกเวลามิได้ประมาท

ฝ่ายกองบู๊มีความอาลัยถึงเล่าอี๋นยิ่งนัก เวลากลางคืนร้องไห้ทุกข์โศก ครั้นกลางวันแกล้งทำชื่นหน้าอยู่ดูดังไม่มีความทุกข์เข้าไปเฝ้าพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้มิได้ขาด

ฝ่ายอองอิบกับเงียมอิ๋วหนีทหารกองบู๊มาถึงเมืองหลวง จึงเข้าไปคำนับแจ้งความตามซึ่งได้รบกับทหารกองบู๊จนเสียทัพให้อองมังฟังทุกประการ อองมังได้ยินดังนั้นตกใจนัก จึงคิดว่าครั้งนี้ให้อองสิมกับกิบูป้าคุมทหารถึงร้อยหมื่นยกไปหมายจะชนะกลับแพ้ทหารเล่าสิ้วบุนซก จนเสียทัพยับเยินมา ซึ่งจะทำการต่อสู้เล่าสิ้วบุนซกสืบไปเห็นสุดความคิด อองมังทอดใจใหญ่สิ้นสติสมประดีจึงเข้าไปนอนอยู่ที่ข้างใน เหมือนดังคนเมาสุราเหลือกำลังหากิริยามิได้ มีแต่สะดุ้งตกใจอยู่เป็นนิจ ด้วยคิดกลัวเล่าสิ้วบุนซกจะยกทัพเข้ามาล้อมเมืองจับเอาตัวไปฆ่าเสีย มิเป็นอันกินอันนอนจนซูบผอม

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ