๒๙

พระเจ้าอันเต้เสวยราชสมบัติได้สิบเก้าปี พระชันษาสามสิบปีเสด็จสู่สวรรคตปีชวด ขุนนางทั้งปวงประชุมพร้อมกันทำการฝังพระศพสำเร็จแล้ว พระมเหสีพระเจ้าอันเต้คิดจะใคร่เป็นใหญ่ในราชสมบัติ กำกับกษัตริย์ว่าราชการแผ่นดินเหมือนดังฮ่องไทเฮาซึ่งกำกับพระเจ้าอันเต้นั้น จึงให้หาโต๊ะเหี้ยนกับอองงักและขุนนางสิบเก้าคนเข้ามาพร้อมกัน ณ ที่เสด็จออก จึงปรึกษาว่าราชบุตรพระเจ้าอันเต้ซึ่งเกิดด้วยเรานั้น ชันษาได้สิบสองขวบยังเยาว์นัก จักว่าราชการเมืองหลวงไปมิได้ เราจะให้ไปเชิญเล่าอี้บุตรฮุยอ๋องมามอบราชสมบัติท่านจะเห็นประการใด โต๊ะเหี้ยนกับอองงักเห็นชอบด้วยพระมเหสี แต่ขุนนางสิบเก้าคนเห็นผิดราชประเพณี จึงทัดทานว่าเป็นอย่างธรรมเนียมพระมหากษัตริย์เสวยราชสมบัติลำดับมา ถ้าทรงพระประชวรจวนจะสิ้นพระชนม์ ตรัสอนุญาตราชสมบัติแก่พระราชบุตรและพระวงศานุวงศ์องค์ใด เสนาบดีผู้ใหญ่พร้อมกันยกพระราชบุตรและพระญาติวงศ์องค์นั้นขึ้นเป็นกษัตริย์ แม้นพระมหากษัตริย์มิได้อนุญาตราชสมบัติ เสด็จสู่สวรรคตเหมือนดังพระเจ้าอันเต้ฉะนี้ ราชสมบัติเป็นสิทธิ์แก่พระราชบุตร แม้หาพระราชบุตรมิได้ จึงให้พระมเหสีและขุนนางปรึกษาพร้อมกัน เชิญเชื้อพระวงศ์และผู้มีสติปัญญาควรจะบำรุงแผ่นดินมามอบราชสมบัติเป็นกษัตริย์สืบไป พระเจ้าเมืองหลวงเสด็จสู่สวรรคต แต่พระราชโอรสมีอยู่พระองค์หนึ่ง ถึงจะทรงพระเยาว์อยู่ก็ควรจะมอบราชสมบัติ ซึ่งจะให้ไปเชิญเล่าอี้มาครองเมืองหลวงนั้น ไม่ต้องด้วยอย่างธรรมเนียม ขุนนางสิบเก้านายจึงออกมาสั่งเจ้าพนักงานจัดแจงเครื่องราชาภิเษกพร้อมแล้ว มอบราชสมบัติให้แก่เล่าโป ถวายพระนามพระเจ้าซุนเต้ ว่าราชการเมืองหลวงสนององค์พระราชบิดาสืบไป ครั้นถึง ณ วันฤกษ์ดี พระเจ้าซุนเต้เสด็จออกขุนนาง จึงพระราชทานที่ยศศักดิ์ให้ขุนนางสิบเก้าคนเป็นขุนนางผู้ใหญ่ แต่โต๊ะเหี้ยนกับอองงัก ซึ่งยอมจะให้เล่าอี้เป็นกษัตริย์นั้น ให้จับตัวไปประหารชีวิตเสียทั้งสองคนนั้น ตรัสแก่ขุนนางทั้งปวงว่า ครั้งแผ่นดินพระราชบิดาเรานั้น ขุนนางมิได้ซื่อตรงต่อแผ่นดินเป็นคนสอพลอ แกล้งผูกพันเพ็ดทูลยุยงให้พระราชบิดากำจัดขุนนางผู้มีสติปัญญาและฝีมือกล้าแข็ง เสียขุนนางข้าราชการร่วงโรยน้อยไปไม่ครบตำแหน่งพนักงาน ท่านทั้งปวงจงช่วยกันสืบหาผู้มีสติปัญญาประกอบคุณวิชา มาจัดแจงชุบเลี้ยงเป็นขุนนางตามสมควร ขุนนางผู้หนึ่งจึงทูลว่า ยังมีชายผู้หนึ่งอยู่เมืองนำเอี๋ยงชื่อบิเอ๋งเป็นผู้มีวิชาการ ได้เรียนรู้หนังสือลึกซึ้ง มีผู้ออกชื่อลือปรากฏมาช้านาน เมื่อคนทั้งปวงจะรู้ว่าบิเอ๋งมีวิชาการอันวิเศษนัก บิเอ๋งกับพวกเพื่อนนั่งพูดกันอยู่สิบคน บิเอ๋งเห็นเมฆเบื้องทิศตะวันตกตั้งขึ้นมา บิเอ๋งตกใจจึงหยิบถ้วยชาตักนํ้ามาเสกด้วยมนต์สาดขึ้นไปบนฟ้า ผู้ซึ่งนั่งอยู่ดูอาการบิเอ๋งทำผิดประหลาดจึงพากันซักถาม บิเอ๋งบอกว่าเพลิงไหม้เมืองเสฉวน บิเอ๋งช่วยดับเพลิง ผู้ที่ถามไม่เชื่อ ครั้นอยู่ประมาณแปดวันมีผู้มาแต่เมืองเสฉวน บอกว่าเพลิงไหม้เมืองเสฉวนชาวเมืองดับมิได้ พอฝนตั้งขึ้นข้างทิศตะวันออกตกลงเพลิงจึงดับ เพื่อนสนิทบิเอ๋งจึงรู้ว่าบิเอ๋งเป็นคนมีวิชา แต่นั้นมามีผู้ออกชื่อลือไปทั้งเมืองนำเอี๋ยง เจ้าเมืองนำเอี๋ยงออกไปเชิญบิเอ๋งเป็นหลายครั้ง บิเอ๋งไม่ยอมรับที่ขุนนาง พระเจ้าซุนเต้จึงพระราชทานแพรยี่สิบพับกับถ้วยชาคู่หนึ่งให้ไปเชิญบิเอ๋ง ขุนนางรับสั่งบังคมลาออกมาพาสิ่งของเครื่องคำนับไปเมืองนำเอี๋ยง จึงให้ขุนนางเมืองนำเอี๋ยงพาไปบ้านบิเอ๋ง

ฝ่ายบิเอ๋งนั่งอยู่บนตึก เห็นขุนนางเมืองหลวงมา จึงแต่งตัวตามธรรมเนียมออกไปรับขึ้นบนตึกต่างคำนับกัน บิเอ๋งจึงถามว่า ท่านพากันมาหาข้าพเจ้าด้วยธุระกังวลสิ่งใด ขุนนางข้าหลวงจึงบอกว่า พระเจ้าซุนเต้แจ้งกิตติศัพท์ว่า ท่านมีสติปัญญาประกอบคุณวิชาหาผู้เสมอมิได้ จึงมีรับสั่งใช้ให้ข้าพเจ้าคุมสิ่งของทั้งนี้มา เชิญท่านเข้าไปในเมืองหลวงจะตั้งเป็นขุนนาง บิเอ๋งจึงว่าข้าพเจ้าเป็นแต่ไพร่พลเมืองหาตระกูลมิได้ ทั้งสติปัญญาและคุณวิชาการก็น้อย ไม่สมควรจะเป็นข้าเฝ้าเจ้าเมืองหลวง จะขอพึ่งแต่บุญญาธิการอยู่ทำไร่นาหาเลี้ยงชีวิตพอเป็นสุข ซึ่งจะปรารถนาเป็นขุนนางมียศศักดิ์นั้นหามิได้ ขุนนางข้าหลวงว่ากล่าววิงวอนเป็นหลายครั้ง บิเอ๋งมิได้รับเครื่องเชิญ ขุนนางชาวเมืองนำเอี๋ยงจึงว่า ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านเป็นคนดีมีวิชา ได้มาเชิญเป็นขุนนางเมืองนำเอี๋ยงเป็นหลายครั้งท่านไม่ยอม บัดนี้มีรับสั่งพระเจ้าเมืองหลวงให้ขุนนางข้าเฝ้ามาเชิญโดยดี ท่านเป็นข้าแผ่นดินจะขืนขัดรับสั่งนั้นไม่ควร ข้าพเจ้าผู้เป็นขุนนางหัวเมืองน้อยจะพลอยได้ความผิดด้วย ขอท่านจงรับเชิญเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเมืองหลวงก่อนจึงจะชอบ บิเอ๋งได้ยินดังนั้นเกรงจะเป็นโทษโดยข้อขัดรับสั่ง จึงรับเชิญแล้วมากับขุนนาง ครั้นถึงเมืองจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเมืองหลวง ขุนนางผู้ไปเชิญทูลแจ้งความทั้งปวงให้พระเจ้าซุนเต้ฟังทุกประการ พระเจ้าซุนเต้จึงตรัสแก่บิเอ๋งว่า มีผู้ออกชื่อลือว่าท่านมีสติปัญญาประกอบคุณวิชาการหาผู้เสมอมิได้ เราให้ไปเชิญมาจะแต่งตั้งเป็นขุนนาง ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุขท่านจะเห็นประการใด บิเอ๋งได้ฟังจึงคิดว่าตัวเราอุตส่าห์เล่าเรียนวิชามาหลายอาจารย์ ได้รู้คุณวิเศษทั้งปวงนี้ เพราะน้ำใจดังหวังจะช่วยพระมหากษัตริย์ อันพระองค์ทรงทศพิธราชธรรม จะอาสาป้องกันกำจัดเสียซึ่งกษัตริย์อันมิได้ตั้งอยู่ในยุติธรรม พระเจ้าซุนเต้รับมาจะให้เป็นขุนนาง ครั้งนี้จำจะงดอยู่ดูพระอัชฌาสัยก่อน ถ้าเห็นว่าเป็นกษัตริย์ผู้มีบุญโดยแท้แล้ว จึงจะรับที่ขุนนางต่อภายหลัง บิเอ๋งคิดแล้วจึงทูลว่า ข้าพเจ้าเป็นชาวบ้านป่าไม่ชำนาญการจัดแจง อนึ่งข้าพเจ้าเป็นโรคป่วยอยู่ มีรับสั่งให้หาขัดมิได้จึงมาเฝ้า ซึ่งโปรดจะชุบเลี้ยงให้เป็นขุนนางนั้นพระคุณหาที่สุดมิได้ แต่จะขอทุเลารักษาโรคพอหายคลายป่วยแล้ว จึงจะรับราชการฉลองพระเดชพระคุณสืบไป พระเจ้าซุนเต้จึงพระราชทานเงินทองแพรแก่บิเอ๋งเป็นอันมาก สั่งขุนนางจัดแจงที่อาศัยให้บิเอ๋งอยู่เป็นผาสุกแล้วเสด็จขึ้น

ฝ่ายเตียวโก๋เจ้าเมืองโฮหลำกับอุยเขงเจ้าเมืองกังแฮ ซึ่งเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกันกับบิเอ๋งนั้น ครั้นรู้ว่าพระเจ้าซุนเต้ให้ไปรับบิเอ๋งมาจะตั้งให้เป็นขุนนาง บิเอ๋งแกล้งทำบอกป่วยบิดเบือนอยู่ไม่เต็มใจรับที่ขุนนาง เตียวโก๋กับอุยเขงจึงแต่งหนังสือลับให้คนสนิทไปบอกบิเอ๋งว่า พระเจ้าซุนเต้เป็นเชื้อพระวงศ์กษัตริย์ผู้มีบุญญาธิการ มีพระทัยโอบอ้อมอารียิ่งนัก รู้จักชุบเลี้ยงขุนนางตามคุณวิชาโดยสมควร ขอท่านจงยอมรับที่ขุนนาง ช่วยพระเจ้าซุนเต้ทำนุบำรุงแผ่นดินสืบไป บิเอ๋งได้หนังลือเตียวโก๋กับอุยเขงทั้งสองฉบับความต้องกันจึงเข้าไปเฝ้า พระเจ้าซุนเต้จึงตั้งบิเอ๋งเป็นขุนนางสำหรับถือกฎหมาย พิพากษาตัดสินถ้อยความสุขทุกข์ของราษฎร บิเอ๋งตั้งใจจงรักภักดีต่อแผ่นดินโดยสัจธรรม ตัดสินถ้อยความตามกฎหมายอย่างธรรมเนียม พระเจ้าซุนเต้จะตรัสสิ่งใดไม่ต้องในยุติธรรม บิเอ๋งทูลขัดทัดทาน พระเจ้าซุนเต้ชอบพระอัชฌาสัย เป็นที่วางพระทัยในการแผ่นดิน พระเจ้าซุนเต้จึงให้ไปรับเตียวโก๋กับอุยเขงผู้มีสติปัญญา ซึ่งเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกับบิเอ๋ง เข้ามาเป็นขุนนางที่ปรึกษา

อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าซุนเต้เสด็จออกขุนนาง อุยเขงจึงทูลว่าแต่พระองค์เสวยราชสมบัติในเมืองหลวง จัดแจงตั้งแต่งขุนนางเต็มตามตำแหน่ง พนักงานขุนนางฝ่ายหน้าเรียบร้อยเป็นปกติแล้ว แต่กรมฝ่ายในพระราชวังยังหาบริบูรณ์ไม่ ขอให้จัดแจงบุตรขุนนางผู้มีตระกูลประกอบด้วยสติปัญญาตั้งขึ้นเป็นพระมเหสี จะได้บังคับบัญชานางสนมกรมฝ่ายใน พระเจ้าซุนเต้จึงตรัสว่า ท่านว่านี้ชอบควรจะทำตามจึงเสด็จเข้าไปข้างใน เห็นบุตรเลียงสงชื่อนางเหลียงทรงรูปโฉมงาม ประกอบด้วยสติปัญญามีอัชฌาสัยเป็นที่ชอบพระทัยยิ่งนัก จึงตั้งขึ้นเป็นพระอัครมเหสีได้เป็นใหญ่บังคับกรมฝ่ายในสิทธิ์ขาด พระมเหสีจึงทูลให้พระเจ้าซุนเต้ตั้งเลียงเสียงผู้พี่ชายเป็นที่ขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร เลียงเสียงรับราชการอยู่ได้สามเดือนเศษบังเกิดโรคปัจจุบันถึงแก่กรรม พระเจ้าซุนเต้จึงตั้งเลียงเอ๊กเป็นขุนนางผู้ใหญ่แทนที่เลียงเสียงผู้บิดาสืบไป เลียงเอ๊กจึงทูลตั้งแต่งญาติวงศ์เป็นขุนนางข้าเฝ้าเป็นอันมาก เลียงเอ๊กเห็นว่าขุนนางซึ่งมีสติปัญญาเป็นที่วางพระทัยพระเจ้าซุนเต้นั้นมีอยู่เจ็ดคน เลียงเอ๊กจะทำสิ่งใดก็เกรงขาม จึงคิดอุบายทูลพระเจ้าซุนเต้ให้ขุนนางเจ็ดคนไปครองเมืองด่านป้องกันขอบขัณฑสีมาเมืองหลวง พระเจ้าซุนเต้เชื่อฟังเห็นว่าเลียงเอ๊กคิดชอบ จึงให้หาโตอ๋อหนึ่ง จิวกี๋หนึ่ง ปังบี๋หนึ่ง เอ๊กป้าหนึ่ง เตียวก๋งหนึ่ง โกยจุ้น หนึ่ง เล่าปันหนึ่ง ขุนนางเจ็ดคนเข้ามาเฝ้าพร้อมแล้ว จึงตรัสตั้งว่าท่านจงไปอยู่รักษาเมืองน้อยใหญ่ ป้องกันข้าศึกศัตรูปราบโจรผู้ร้ายให้ราบคาบ บำรุงไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้ทำมาหากินอยู่เย็นเป็นสุข ขุนนางเจ็ดนายรับสั่งบังคมลาออกมาจัดเตรียมพรรคพวกแยกกันไปครองเมืองน้อยใหญ่

ฝ่ายเตียวก๋งไปรักษาเมืองโจจิ๋วจัดแจงราษฎรราบคาบแล้ว จึงคิดว่าเมืองหลวงเป็นที่แสนสนุกนัก บัดนี้เลียงเอ๊กได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่คิดจะบังคับขุนนางเมืองหลวงให้อยู่ในอำนาจ เพ็ดทูลกำจัดขุนนางผู้ซื่อตรงให้ออกมาอยู่หัวเมือง เอาญาติของตัวเป็นขุนนางข้าเฝ้าทุกตำแหน่ง เป็นพรรคพวกเลียงเอ๊กทั้งฝ่ายหน้าฝ่ายใน ถ้าเลียงเอ๊กจะทำผิดประการใดเห็นว่าพระเจ้าซุนเต้จะไม่ทราบความ ด้วยหาผู้ใดที่จะอาจกราบทูลกล่าวโทษเลียงเอ๊กมิได้ เลียงเอ๊กจะมีใจกำเริบ แผ่นดินพระเจ้าซุนเต้จะบังเกิดจลาจลเป็นมั่นคง พระเจ้าซุนเต้พระองค์มีคุณแก่เรายิ่งนัก ควรจะกตัญญูสนองพระคุณจึงจะชอบ เตียวก๋งจึงแต่งเป็นหนังสือลับให้ขุนนางคนสนิทไปถวายต่อพระหัตถ์ พระเจ้าซุนเต้ทรงอ่านเป็นเรื่องความเตือนพระสติมิให้วางพระทัยแก่เลียงเอ๊ก พระเจ้าซุนเต้มิได้ตรัสประการใดเสด็จขึ้น

ฝ่ายเลียงเอ๊กสืบรู้ว่า เตียวก๋งมีหนังสือลับมาทูลกล่าวโทษมีใจพยาบาท คิดจะแก้แค้นเตียวก๋งอยู่มิได้ขาด ขณะนั้นหัวเมืองก๋งเหลงบังเกิดฝนแล้งข้าวแพง เจ้าเมืองเร่งเรียกข้าวค่านา ราษฎรพากันอพยพหนีเข้าตั้งซ่องสุมอยู่ในป่า คุมพวกเป็นโจรเที่ยวปล้นตีบ้านตีเมืองชุกชุมขึ้นเป็นหลายตำบล เจ้าเมืองก๋งเหลงมีหนังสือบอกข้อราชการมาให้กราบทูล พระเจ้าซุนเต้จึงตรัสปรึกษาเลียงเอ๊ก จะจัดหาผู้ซึ่งจะเป็นแม่ทัพไประงับโจรผู้ร้าย เลียงเอ๊กได้ฟังจึงคิดว่าเองเพ๊กนายโจรผู้นี้มีฝีมือกล้าชำนาญเพลงอาวุธ จำจะใช้เตียวก๋งไปให้พวกโจรจับฆ่าเสียจึงจะสมที่ความแค้น เลียงเอ๊กจึงทูลว่า ซึ่งจะให้ผู้อื่นไปปราบโจรครั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นจะเอาชัยชนะมิได้ ขอให้เตียวก๋งเจ้าเมืองโจจิ๋วเป็นแม่ทัพยกไปพวกโจรจะราบคาบ พระเจ้าซุนเต้เห็นชอบ จึงตรัสว่าท่านว่านี้ต้องกับความคิดเรา แล้วตรัสสั่งให้มีหนังสือไปหาเจ้าเมืองโจจิ๋วมาเฝ้า พระเจ้าซุนเต้จึงตรัสแก่เตียวก๋งเจ้าเมืองโจจิ๋วว่า พวกโจรเมืองก๋งเหลงกำเริบปล้นตีชิงทรัพย์สิ่งของราษฎรชาวเมืองก๋งเหลงได้ความเดือดร้อน หาผู้จะไปปราบมิได้ เราเห็นแต่ท่านผู้มีสติปัญญาจึงหาตัวมาจะให้เป็นแม่ทัพกำกับทหารห้าหมื่นไปปราบโจรท่านจะเห็นประการใด เตียวก๋งจึงทูลว่าข้าพเจ้าได้รับพระราชทานที่ยศศักดิ์ พระองค์ชุบเลี้ยงพระคุณหาที่สุดมิได้ จะขอทำการอาสากว่าจะสิ้นชีวิต แต่สติปัญญาข้าพเจ้าไม่ลึกซึ้งเหมือนเกียงไทก๋งครั้งแผ่นดินพระเจ้าบู๊อ๋อง กลอุบายความคิดไม่ว่องไวเหมือนซุนปินครั้งแผ่นดินเลียดก๊ก มิได้ชำนาญการศึกเหมือนฮั่นสินครั้งแผ่นดินพระเจ้าฮั่นโกโจ ซึ่งมีรับสั่งจำเพาะใช้ให้ข้าพเจ้าไปปราบโจรครั้งนี้ เปรียบเหมือนคนเขลาขลาดจะสู้กับคนกล้า มิดังนั้นเหมือนคนกำลังน้อยอาจจะหาญเข้าสู้กับผู้มีกำลังมาก จะขอบุญญาธิการพระองค์ไปเป็นที่พึ่งระงับโจร จะรับพระราชทานแต่รถสำหรับขี่ไปเป็นเกียรติยศกับพรรคพวกคนใช้ยี่สิบคน เครื่องศัสตราวุธกับทหารมิได้รับพระราชทาน จะไปกล่าวให้พวกโจรอ่อนน้อมแก่พระองค์ จะมิให้คบกันเป็นโจรสืบไป พระเจ้าซุนเต้จึงตรัสว่าขุนนางนายทหารแต่ก่อนจะปราบโจรนั้นมีทหารนับหมื่นยกไปทำศึกจึงมีชัยชนะแก่พวกโจร ตัวท่านจะไปทำการปราบโจรแต่ผู้เดียวกับคนใช้เห็นผิดประเพณี ถ้ามีชัยชนะครั้งนี้จะมีชื่อปรากฏไปภายหน้าว่าเป็นผู้มีสติปัญญาหาผู้เสมอมิได้ พระเจ้าซุนเต้จึงพระราชทานเครื่องยศกับรถเทียมด้วยม้าให้เตียวก๋ง แล้วเสด็จออกไปส่งเตียวก๋งนอกเมืองหลวง เตียวก๋งบังคมลาขึ้นรถคนใช้ยี่สิบคน หาเครื่องศัสตราวุธมิได้ แห่ตามรถเตียวก๋งเดินไปตามทางเมืองก๋งเหลง พระเจ้าซุนเต้ส่งเตียวก๋งแล้วเสด็จกลับเข้าพระราชวัง แต่คอยฟังข่าวเตียวก๋งซึ่งไประงับโจรอยู่มิได้ขาด

ฝ่ายเตียวก๋งมาถึงแดนเมืองก๋งเหลง จึงหยุดรถอยู่หน้าค่ายพวกโจร แล้วให้คนใช้ถือหนังสือเข้าไปหานายโจร ณ ค่าย ฝ่ายเองเพ๊กนายโจรนั่งอยู่ในค่ายปรึกษาพวกโจรจะยกเข้าตีเมืองก๋งเหลง พอนายประตูค่ายเข้ามาแจ้งความว่า เตียวก๋งขุนนางเมืองหลวงมากับบ่าวประมาณยี่สิบคนหยุดรถอยู่หน้าค่าย ให้คนใช้ถือหนังสือมาอยู่หน้าประตูค่าย เองเพ๊กจึงสั่งให้รับตัวผู้ถือหนังสือเข้ามาแล้วรับหนังสือมาอ่านได้ความว่า พระเจ้าซุนเต้มีพระทัยโอบอ้อมอารีแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งปวง พระองค์ทรงพระวิตกด้วยชาวเมืองก๋งเหลงบังเกิดข้าวแพง ราษฎรละไร่นาเสียออกอยู่ป่า คบหากันเป็นโจรผู้ร้ายปล้นตีบ้านด้วยความอดอยากยากจน ครั้นจะให้ทหารผู้มีฝีมือยกเป็นกระบวนทัพมาจับผู้ซึ่งเป็นโจรไปทำโทษ ก็จะพากันล้มตายถึงแก่ความฉิบหายเป็นอันมาก จึงมีรับสั่งให้เราผู้ชื่อเตียวก๋งเป็นขุนนางซื่อตรงต่อแผ่นดินออกมาว่ากล่าวโดยดี มิได้คบกันเป็นโจรผู้ร้ายสืบไป ส่วยสาอากรของหลวงซึ่งติดค้างจะยกพระราชทาน มิให้เจ้าเมืองกรมการเร่งเรียก ถ้านายโจรยอมละความชั่วเสีย ออกตั้งทำมาหากินเป็นปกติตามรับสั่ง ก็ให้เชิญออกไปเจรจากันนอกค่าย เองเพ๊กอ่านหนังสือแล้วคิดจะออกไปหาเตียวก๋ง แต่เกรงเตียวก๋งจะซุ่มกองทัพแต่งกลอุบายว่ากล่าวล่อลวงให้ออกไปแล้วจะล้อมจับตัว จึงสั่งโจรทหารให้เที่ยวสืบกองทัพ ทหารโจรกลับมาบอกว่าไม่มีทัพซุ่ม เห็นแต่คนใช้ซึ่งมากับเตียวก๋งประมาณสิบกว่าคนหาเครื่องศัสตราวุธมิได้ เองเพ็กเห็นว่าเตียวก๋งมาโดยสุจริต จึงแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถืออาวุธพาพวกนายโจรทหารออกจากค่าย มาเห็นเตียวก๋งนั่งอยู่บนรถ จึงลงจากม้าเข้าไปคำนับ เตียวก๋งเชิญเองเพ็กนั่งที่สมควรแล้วจึงปราศรัยว่า เราแจ้งความอยู่ว่าท่านเป็นโจรทั้งนี้ เพราะเจ้าเมืองก๋งเหลงแต่งแต่ความดี มีหนังสือบอกเข้าไปให้กราบทูลว่าท่านทั้งปวงเป็นโจร มีรับสั่งจะให้ทหารผู้มีฝีมือห้าหมื่นยกมาจับ เราเห็นว่าท่านคบหากันเป็นโจรด้วยความจำเป็น เห็นแต่จะให้พ้นอันตราย ด้วยเจ้าเมืองก๋งเหลงจะเร่งเรียกข้าวค่านาและส่วยสาอากรของหลวงติดค้าง ซึ่งจะเป็นผู้ร้ายหมายปล้นตีชิงเมืองน้อยใหญ่เป็นศัตรูแผ่นดินโดยแท้นั้นหามิได้ เราจึงทูลรับอาสาออกมาว่ากล่าวท่านให้ละความชั่วเสีย พากันออกทำนาหากินตามภูมิลำเนา ส่วยสาอากรซึ่งติดค้างโปรดให้เลิกเสีย มิให้เจ้าเมืองก๋งเหลงเร่งเรียก มีรับสั่งโปรดมาโดยพระทัยกรุณาแก่ท่านทั้งปวงฉะนี้ ท่านจะเห็นประการใด เองเพ๊กได้ยินดังนั้นด้วยความแค้นเจ้าเมืองก๋งเหลง จึงร้องไห้บอกความว่า แต่ก่อนข้าพเจ้ากับพรรคพวกทำไร่นาหาเลี้ยงชีวิตบุตรภรรยา ข้าวค่านาและส่วยสาอากรได้ทำส่งเป็นหลวงทุกปีมิได้ให้ติดค้าง ครั้นอยู่มาฝนแล้งทำไร่นาหาผลมิได้ เจ้าเมืองก๋งเหลงให้เกาะข้าพเจ้ากับพรรคพวกไปเร่งเรียกค่านาตามเนื้อนามิได้ บอกเข้าไปให้เพ็ดทูล ข้าพเจ้าทั้งปวงอยู่ในแดนเมืองก๋งเหลง อุปมาเหมือนปลาในกระทะตั้งอยู่บนเตาเพลิงมีความเดือดร้อนนัก จึงสู้เสียสละบ้านเรือน อพยพออกมาปล้นตีชิงชาวบ้านเลี้ยงชีวิตอยู่ในป่า หวังจะให้ความทราบถึงพระเจ้าเมืองหลวง จะได้แจ้งว่าข้าพเจ้าทั้งปวงมีความยากแค้น ซึ่งมีรับสั่งให้ท่านมาว่ากล่าวชักชวนทำไร่ทำนาตามภูมิลำเนา ค่านาส่วยสาอากรติดค้างโปรดให้ยกพระราชทาน ด้วยพระทัยกรุณาแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินนั้นพระคุณหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้าจะขอทำตามรับสั่ง ตั้งแต่วันนี้ไปวันหน้ามิได้คบหากันเป็นโจรเหมือนหนหลัง เตียวก๋งได้ฟังมีใจยินดีนัก จึงพาเองเพ๊กกับพวกโจรยกเข้าเมืองก๋งเหลงให้เลี้ยงโต๊ะเป็นที่สบาย แล้วแต่งหนังสือบอกไปให้กราบทูลพระเจ้าเมืองหลวง พระเจ้าซุนเต้แจ้งว่าเตียวก๋งเกลี้ยกล่อมโจรเมืองก๋งเหลงยอมสามิภักดิ์มีพระทัยยินดี จึงให้ขุนนางถือหนังสือรับสั่งไปเลื่อนที่เตียวก๋งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร พระราชทานเงินสองหมื่นตำลึงไปแจกแก่พวกโจรทั้งปวง ตั้งแต่นั้นมาแผ่นดินราบคาบเป็นปกติหาโจรผู้ร้ายมิได้ ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขทุกหัวเมือง

พระเจ้าซุนเต้เสวยราชสมบัติในเมืองหลวงโดยยุติธรรมได้สิบเก้าปี ณ เดือนแปดข้างขึ้นประชวรพระโรคเสด็จสู่สวรรคตพระชันษาสามสิบเอ็ดปี พระมเหสีกับขุนนางทั้งปวงทำการฝังพระศพตามประเพณีกษัตริย์สำเร็จแล้ว เวนราชสมบัติให้แก่เล่าเปียพระราชบุตรพระชันษาเจ็ดขวบ ถวายพระนามเจ้าเหงฮ่องเต้ ฮ่องไทเฮาผู้เป็นพระราชมารดากำกับพระเจ้าเหงฮ่องเต้ออกราชการอยู่ประมาณเดือนเศษ พระเจ้าเหงฮ่องเต้สู่สวรรคต ฮ่องไทเฮาจึงให้ขุนนางประดับรถด้วยเครื่องสูงกระบวนแห่ ไปรับเล่าจ้านชันษาเก้าขวบเป็นบุตรเล่าปุดไฮ่อ๋องเชื้อพระวงศ์มา มอบราชสมบัติถวายพระนามพระเจ้าเหี้ยนฮ่องเต้ ฮ่องไทเฮากำกับว่าราชการเมืองหลวงโดยยุติธรรม ฮ่องไทเฮาแจ้งกิตติศัพท์ว่าเตงเตียงอยู่เมืองซินโตก๋วน เป็นคนซื่อตรงต่อแผ่นดินยิ่งนัก จึงให้ไปหาเตงเตียงมาเฝ้า ตั้งให้เป็นขุนนางไปรักษาเมืองไบก๋วน เตงเตียงรับตราตำแหน่งที่เจ้าเมืองไบก๋วน แล้วบังคมลาพาพรรคพวกออกจากเมืองหลวงไปตามระยะทาง พอเวลาเย็นหยุดที่สำนักแรมเป็นที่ขุนนางหัวเมืองเดินทางไปมาอาศัย

ฝ่ายผู้รักษาที่สำนักจึงเข้าไปคำนับ บอกความแก่เจ้าเมืองไบก๋วนว่าที่สำนักนี้ปีศาจร้าย ขุนนางเดินทางมาอาศัยปีศาจกระทำเกิดปัจจุบันตายเป็นหลายคน ขอท่านจงไปอาศัยสำนักอื่นจึงจะพ้นอันตราย เจ้าเมืองไบก๋วนจึงตอบว่า ท่านมาบอกความเราขอบคุณยิ่งนัก แต่เรามิได้กลัวเกรงปีศาจ จะอาศัยหยุดพักนอนสำนักกว่าจะรุ่งสว่างแล้วจึงจะไป แต่นั่งสนทนากันอยู่กับผู้รักษาสำนัก จนเวลาคํ่าลงจึงให้คนใช้นอนอยู่นอกตึก เจ้าเมืองไบก๋วนจึงเข้าไปอาศัยนอนข้างภายในตึกตามเทียนดูหนังสืออยู่ ครั้นเวลาดึกคนนอนหลับเงียบสงัด ได้ยินเสียงเจรจาเยือกเย็นเป็นเสียงสตรีร้องเข้ามาว่าให้ช่วยทุกข์ของราษฎรซึ่งได้ความเดือดร้อนด้วย เจ้าเมืองไบก๋วนสำคัญว่าคนมาร้องทุกข์ราษฎร์ จึงตอบออกไปว่าท่านมีธุระถ้อยความประการใด จงเข้ามาเล่าให้ฟังจะช่วยว่ากล่าวตัดสินให้ ปีศาจจึงบอกว่าข้าพเจ้าหาเสื้อห่มมิได้ จะเปลือยตัวเข้าไปคำนับไม่สมควร เจ้าเมืองไบก๋วนจึงเปลื้องเสื้อชั้นนอกโยนออกไปนอกประตูตึก ปีศาจจึงแปลงเพศเป็นคนห่มเสื้อเข้าไปคำนับแจ้งความว่า เดิมผัวข้าพเจ้าเป็นขุนนางชื่อปุยเหลง พาข้าพเจ้ากับพรรคพวกสิบสองคนเดินทางมาอาศัยนอนอยู่สำนักนี้ ผู้รักษาสำนักพาพวกเพื่อนมาล้อมฆ่าผัวกับตัวข้าพเจ้าพวกพ้องข้าพเจ้าตายสิ้น แล้วเอาศพไปฝังไว้เก็บริบเงินทองสิ่งของแล้วปกปิดความเสีย บรรดาขุนนางเดินทางมาอาศัยสำนัก ข้าพเจ้าร้องทุกข์มิได้ช่วยชำระทุกข์ข้าพเจ้า จึงกระทำให้ตายเป็นหลายคน ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านมีสติปัญญาเหมือนดังแว่นแก้วอันจะส่องเห็นการไกลได้ถึงหมื่นเส้น จงกรุณาช่วยพิจารณาเอาตัวคนร้ายในแผ่นดินจงได้ ภายหน้าจะมีผู้สรรเสริญออกชื่อลือปรากฏไปถึงหมื่นปี เจ้าเมืองไบก๋วนรู้ว่าปีศาจ จึงรับว่าทุกข์ของท่านเราจะช่วยชำระให้ได้ความจริง แต่นี้ไปอย่าทำร้ายแก่ผู้มาอาศัยในสำนัก จงช่วยพิทักษ์รักษาให้พ้นภัยอันตราย นางปีศาจรับคำจึงชี้บอกตำแหน่งที่ฝังศพแล้วหายไป เจ้าเมืองไบก๋วนเห็นแต่เสื้อกองอยู่ต่อหน้า จึงหยิบมาห่มมิได้ประมาท แต่ตามเทียนดูหนังสืออยู่ตราบเท่ารุ่งสว่าง จึงให้คนใช้ไปหาตัวผู้รักษาที่สำนักมาซักถามตามถ้อยคำนางปีศาจ ผู้รักษาสำนักไม่รับ เจ้าเมืองไบก๋วนจึงให้คนใช้ไปขุดได้ศพปุยเหลงกับศพภรรยาพรรคพวกปุยเหลงดังถ้อยคำนางปีศาจ แล้วให้ผูกมัดผู้รักษาสำนักซักถามให้บอกออกความจริง ผู้รักษาสำนักปิดอำความไว้มิได้ด้วยกลัวอาญา จึงรับสารภาพว่าข้าพเจ้าคบคิดกันฆ๋าปุยเหลงเสียทั้งนี้โทษถึงตายแล้ว ขอท่านจงกรุณาไว้ชีวิตครั้งหนึ่งจะขอไถ่โทษตัว เจ้าเมืองไบก๋วนจึงว่าเราพิจารณาความจะเอาตัวผู้ทำผิดใช่ว่าจะเห็นแก่สินบนหามิได้ ท่านคบคิดกันล้อมฆ่าขุนนางกับพรรคพวกเสียถึงสิบสองคน โทษตัวถึงตายโดยกฎหมายสำหรับแผ่นดิน เจ้าเมืองไบก๋วนจึงให้ผู้รักษาสำนักนำพรรคพวกได้ตัวมาพร้อมกันแล้วให้เอาไปฆ่าเสีย จึงให้คนใช้ไปบอกพี่น้องของปุยเหลงผู้ตายนั้นมาทำการฝังศพ แล้วแต่งหนังสือบอกเข้าไปเมืองหลวง เจ้าเมืองไบก๋วนออกจากที่สำนักไปจัดแจงราษฎรชาวเมืองไบก๋วนให้อยู่เย็นเป็นสุข แต่นั้นมาผู้ไปมาอาศัยสำนักนั้นหาภัยอันตรายมิได้ ขุนนางและราษฎรหัวเมืองทั้งปวงต่างคนสรรเสริญเจ้าเมืองไบก๋วนว่ามีสติปัญญา พิจารณาความเที่ยงธรรมมิได้เห็นแก่สินบนคนผิด กิตติศัพท์เล่าลือไปถึงเมืองหลวง มีผู้นำหนังสือบอกเจ้าเมืองไบก๋วนขึ้นกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนฮ่องเต้กับฮ่องไทเฮา จึงสั่งให้มีหนังสือไปเลื่อนที่เจ้าเมืองไบก๋วนเป็นขุนนางผู้ใหญ่ไปครองเมืองก๋งเหลง แล้วพระเจ้าเหี้ยนฮ่องเต้จึงตั้งขุนนางคนหนึ่งชื่อเฉกกี้มีสติปัญญาให้เป็นขุนนางผู้ปรึกษา เฉกกี้ตั้งใจจงรักภักดี ทูลเตือนพระเจ้าเหี้ยนฮ่องเต้ให้ตั้งอยู่ในยุติธรรมโดยราชประเพณี

ฝ่ายเลียงเอ๊กขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งเป็นหลานฮ่องไทเฮา เห็นว่าเฉกกี้มีสติปัญญา ได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมแต่ก่อนเป็นอันมาก คิดจะชักชวนมาไว้เป็นคนสนิท จึงให้คนใช้ไปหาตัวเฉกกี้มากินโต๊ะเนืองๆ เฉกกี้จึงคิดว่าเลียงเอ๊กเป็นคนอิจฉาพยาบาท จะให้ได้ดีแต่ตัวผู้เดียวมิให้มีผู้ฝ่าเกิน แต่กำจัดผู้มีสติปัญญาเสียเป็นหลายคน ควรจะเตือนสติเลียงเอ๊กให้ละความชั่วเสีย ผู้มีสติปัญญาทั้งปวงจึงเข้ามาช่วยพระเจ้าเหี้ยนฮ่องเต้ทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไป เฉกกี้จึงแต่งหนังสือเรื่องราวชักทำเนียบสรรเสริญขุนนางซึ่งมีใจซื่อสัตย์กตัญญูต่อเจ้าแผ่นดิน แล้วติเตียนขุนนางซึ่งทรยศกบฏต่อเจ้าแต่ก่อน ชักเอามาเปรียบเทียบเป็นหลายเรื่องแล้วเอาไปให้เลียงเอ๊กอ่าน เลียงเอ๊กจึงถามว่าขุนนางซึ่งมีใจซื่อตรงต่อพระมหากษัตริย์ ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุขแต่โบราณ มีเรื่องราวกล่าวไว้ว่าแต่เท่านี้หรือ เรื่องอื่นยังมีอยู่อีกเป็นประการใดบ้าง เฉกกี้จึงว่าครั้งแผ่นดินพระเจ้าฮั่นโกโจนั้น มีขุนนางคนหนึ่งชื่อเสียวโห ได้เป็นไจเสียงขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือน เสียวโหมีใจจงรักภักดีทำนุบำรุงเล่าปังจะให้เป็นเจ้าแผ่นดิน ชักชวนฮั่นสินผู้มีสติปัญญาชำนาญการศึกมาตั้งเป็นแม่ทัพ เกลี้ยกล่อมทแกล้วทหารได้เป็นอันมาก กำจัดฌ้อปาอ๋องเสียแล้วยกเล่าปังขึ้นเป็นกษัตริย์เมืองหลวง เสียวโหชักชวนผู้มีสติปัญญามาถวาย ช่วยเพ็ดทูลเสนอให้เป็นขุนนางผู้น้อยผู้ใหญ่ตามสมควร มิได้คิดอิจฉาพยาบาทเกียดกันข่มขี่เอาแต่ดีผู้เดียว เสียวโหเป็นคนซื่อสัตย์มีความกตัญญู ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินพระเจ้าฮั่นโกโจได้อยู่เย็นเป็นสุข มีผู้สรรเสริญจำเริญเกียรติยศปรากฏชื่อ เหมือนดังพระจันทร์เมื่อวันเพ็ญรัศมีผ่องแผ้วหาเมฆหมอกมลทินมิได้ ขุนนางผู้ใดใจอิจฉาพยาบาท ไม่โอบอ้อมอารีแก่ผู้ซึ่งอยู่ในบังคับ เป็นคนไม่มีสัตย์กตัญญูต่อพระมหากษัตริย์อันมีพระคุณ ขุนนางผู้นั้นจะเสื่อมเกียรติยศมีแต่จะมัวหมองลงทุกวัน เหมือนดังพระจันทร์เมื่อแรม ถึงจะสิ้นชีวิตก็ไม่สิ้นชื่อ จะลือแต่ความชั่วอยู่ในแผ่นดินหาผู้นับถือมิได้ ทุกวันนี้ท่านได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่สำเร็จราชการเมืองหลวง ควรที่จะจัดแจงผู้มีสติปัญญามาทูลตั้งแต่งเป็นขุนนางข้าเฝ้า ขุนนางเก่าซึ่งมีความชอบในแผ่นดินช่วยเพ็ดทูลเชิดชูชุบเลี้ยงอย่าให้เสียใจ มีราชการจะได้ใช้ตามคุณวิชาประกอบพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์ให้จำเริญ จะมีผู้สรรเสริญไปภายหน้า ข้าพเจ้าว่าหวังเตือนสติ จงดำริหาความชอบสิ่งชั่วจงละเสียจึงจะควร เลียงเอ๊กได้ฟังมีความยินดี จึงว่าท่านว่ากล่าวถูกต้องอย่างธรรมเนียม เป็นผู้มีสติปัญญาโดยแท้ควรจะทำตาม จึงตั้งเฉกกี้เป็นที่ลิมเจ๋เตียงขุนนางคนสนิท เฉกกี้รับราชการในตำแหน่งที่ลิมเจ๋เตียงอยู่หลายเดือน ครั้นเลียงเอ๊กว่ากล่าวถ้อยความสิ่งใดมิได้สัจธรรม เฉกกี้ทัดทานกลับโกรธว่ากล่าวหยาบช้าเป็นหลายครั้งมิได้เชื่อฟัง เฉกกี้จึงคิดว่าเลียงเอ๊กมีสันดานเป็นคนใจหยาบ เราเป็นขุนนางอยู่ในบังคับจะทำราชการไปภายหน้า ถ้าเลียงเอ๊กขัดเคืองก็จะพาลเอาโทษ ควรจะคิดเอาตัวหนี เฉกกี้จึงเข้าไปคำนับเลียงเอ๊กแล้วว่า ซึ่งท่านกรุณาให้ข้าพเจ้าเป็นขุนนางมียศศักดิ์คุณท่านหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้าบังเกิดโรคจะรับราชการสืบไปนั้นขัดสนนัก ขอลาไปเที่ยวแสวงหาสรรพยารักษาตัวพอคลายโรคแล้ว จึงจะกลับมาอยู่ทำการฉลองคุณท่านสืบไป เฉกกี้จึงมอบตราตำแหน่งที่ลิมเจ๋เตียงคืนให้เลียงเอ๊กแล้วคำนับลาไปบ้านเก่า

ฝ่ายเลียงเอ๊ก ครั้นเฉกกี้ลาไปหลายวันแล้ว จึงคิดว่าเฉกกี้มอบตราไว้ให้ แกล้งอุบายว่าป่วยไปรักษาตัวทั้งนี้ เฉกกี้จะขัดเคืองเราเป็นมั่นคง จำจะคิดฆ่าเสีย เลียงเอ๊กจึงใช้คนสนิทติดตามไปฆ่าเฉกกี้ตาย กิตติศัพท์นั้นเล่าลือกันอื้ออึงทั้งเมืองหลวง มีผู้ทำเรื่องราวเป็นหนังสือลับกราบทูลพระเจ้าเหี้ยนฮ่องเต้ พระเจ้าเหี้ยนฮ่องเต้ทราบความว่าเลียงเอ๊กให้ฆ่าเฉกกี้เสียขัดเคืองพระทัย มิได้ตรัสประการใดด้วยเกรงฮ่องไทเฮา ครั้นเวลาเช้าเสด็จออกขุนนางเลียงเอ๊กเข้าไปเฝ้า พระเจ้าเหี้ยนฮ่องเต้เมินพระพักตร์ไปตรัสว่า ขุนนางผู้ใหญ่มากด้วยความอิจฉาพยาบาท ไม่ช่วยกันทำนุบำรุงแผ่นดิน ทำการแต่อำเภอใจไม่ปรึกษา ฆ่าคนมีสติปัญญาเสียไม่ชอบ ตรัสแล้วเสด็จขึ้น

ฝ่ายเลียงเอ๊กแจ้งว่าพระเจ้าเหี้ยนฮ่องเต้ขัดเคือง จึงออกจากที่เฝ้าไปถึงบ้าน ตรึกตรองเห็นว่าจะมีผู้ลอบทูลความซึ่งเราให้ไปฆ่าเฉกกี้เป็นมั่นคง พระเจ้าเหี้ยนฮ่องเต้เคืองพระทัย ตรัสกระทบกระเทียบเปรียบเปรยให้เราได้ความอายแก่ขุนนางทั้งปวง ถ้าพระเจ้าเหี้ยนฮ่องเต้มีพระชันษาจำเริญในราชสมบัติไปภายหน้า เราจะมีอันตราย จำจะคิดทำร้ายเสียก่อนจึงควร ครั้นอยู่มาหลายวันเลียงเอ๊กให้ภรรยาทำขนมเปียใส่ยาพิษเข้าไปถวายให้พระเจ้าเหี้ยนฮ่องเต้เสวย พระเจ้าเหี้ยนฮ่องเต้มิได้แจ้งว่าเป็นยาพิษพระทัยสำคัญว่าขนม ขุนนางผู้ใหญ่แกล้งบรรจงถวายสุจริต จึงหยิบขนมเปียเสวยได้ครึ่งอัน ยาพิษกลุ้มกลัดพระทรวง ซบพระพักตร์ทรงวิสัญญีแน่นิ่งอยู่บนพระที่นั่ง

ฝ่ายหลีกอกับเตาเกียวรู้ว่าพระเจ้าเหี้ยนฮ่องเต้เสวยยาพิษ สองนายตกใจนัก เชิญพระโอสถขึ้นไปจะถวาย เลียงเอ๊กโกรธร้องตวาดห้ามหลีกอกับเตาเกียวเสีย พอพระเจ้าเหี้ยนฮ่องเต้สวรรคต ฮ่องไทเฮากับขุนนางทั้งปวงต่างคนตกตะลึงอยู่มิรู้ที่จะทำประการใด จึงช่วยกันอันเชิญพระศพไปฝังเสีย แต่นั้นมาขุนนางเกรงกลัวเลียงเอ๊กยิ่งนัก ครั้นอยู่มา ณ เดือนหกฮ่องไทเฮาจึงประชุมขุนนาง ปรึกษาเลียงเอ๊กให้ไปเชิญเล่าจี้ชันษาสิบห้าปี เป็นเชื้อพระวงศ์กษัตริย์มามอบราชสมบ้ดิ ถวายนามพระเจ้าฮวนเต้ ฮ่องไทเฮากำกับว่าราชการเมืองหลวงเหมือนดังแต่ก่อน พระเจ้าฮวนเต้เห็นว่าเตาเกียวกับหลีกอเป็นคนซื่อตรงต่อแผ่นดิน จึงตั้งเตาเกียวเป็นที่ไทอุ้ย ให้หลีกอเป็นคนงีหลวง ขุนนางคนสนิทรักษาพระองค์ เตาเกียวกับหลีกอจงรักภักดีในพระเจ้าฮวนเต้โดยสุจริต ครั้นเลียงเอ๊กว่ากล่าวการสิ่งใดชอบก็เชื่อฟังทำตามบังคับ แม้นเลียงเอ๊กขุนนางผู้ใหญ่ทำความมิชอบ และว่ากล่าวถ้อยความไม่อยู่ในสัจธรรม สองนายทัดทานขัดขวางไม่ทำตามบังคับ เลียงเอ๊กมีความขัดเคืองคอยจะพาลเอาผิดอยู่มิได้ขาด ครั้น ณ เดือนสิบเอ็ดบังเกิดแผ่นดินไหวมิได้หยุด ราษฎรหัวเมืองทั้งปวงสะดุ้งตกใจร้องอื้ออึง พระเจ้าฮวนเต้จึงเสด็จออกขุนนาง ตรัสถามเตาเกียวว่าแผ่นดินไหวมิได้หยุดดังนี้ จะเป็นเหตุร้ายดีประการใด เตาเกียวจึงทูลว่าแผ่นดินเป็นวิปริตด้วยผู้ซึ่งเป็นใหญ่ว่าราชการไม่เป็นยุติธรรม เทพยดาอันรักษาแผ่นดินจึงบันดาลให้เห็นเป็นอัศจรรย์ ขอเชิญพระองค์เสด็จไปบวงสรวงเทพยดาให้ระงับโทษทั้งปวง แผ่นดินจึงจะเป็นปรกติ พระเจ้าฮวนเต้จึงสั่งเจ้าพนักงานปลูกศาลตั้งเครื่องบัตรพลีพลีกรรมตามตำรา แล้วเสด็จออกไปนอกประตูพระราชวังจุดธูปเทียนบูชา แล้วเงยพระพักตร์ขึ้นไปบนอากาศตรัสทรงอธิษฐานว่า ข้าพเจ้าเป็นหลานกษัตริย์ผู้มีบุญญาธิการแต่ก่อน บัดนี้ขุนนางและราษฎรหัวเมืองพร้อมใจกันเชิญมาครองสมบัติใหม่ยังมิทันได้จัดแจงการทั้งปวง พอแผ่นดินไหวราษฎรสะดุ้งตกใจยิ่งนัก ขอจงเทพยดาอันรักษาแผ่นดิน กรุณาช่วยระงับเหตุร้ายให้เสื่อมหาย ขณะนั้นมีลมจำพวกหนึ่งมาแต่ทิศตะวันออกประมาณครู่หนึ่ง แผ่นดินที่ไหวก็หยุดเป็นปรกติ พระเจ้าฮวนเต้มีพระทัยยินดีนัก จึงเสด็จคืนเข้าพระราชวัง ขุนนางและราษฎรชาวเมืองหลวงต่างคนสรรเสริญว่าพระเจ้าฮวนเต้ว่ามีบุญญาธิการมาก

ฝ่ายเลียงเอ๊กเห็นเตาเกียวกับหลีกอเป็นคนสนิท ชอบพระอัชฌาสัยพระเจ้าอวนเต้ยิ่งนักมีใจอิจฉา จึงเข้าไปกล่าวโทษแก่ฮ่องไทเฮาว่า เตาเกียวกับหลีกอคบคิดกับเล่าอิ๋ว ซ่อนเครื่องศัสตราวุธไว้จะชิงเอาราชสมบัติยกให้เล่าอิ๋ว ขอให้กำจัดเตาเกียวกับหลีกอเสียจึงจะมีความสุขสืบไป ฮ่องไทเฮาได้ยินเลียงเอ๊กกล่าวโทษขุนนางสองคนซึ่งมีใจซื่อตรงต่อแผ่นดิน ว่าคิดกบฏต่อแผ่นดิน จึงตวาดเลียงเอ๊กด้วยขัดเคืองเสด็จเข้าข้างใน เลียงเอ๊กยิ่งมีความแค้นมากขึ้น จึงคิดว่าราชสมบัติตกอยู่ในเงื้อมมือเรา จะคอยรับสั่งนั้นเห็นจะไม่ได้ฆ่าอ้ายคนร้าย คิดแล้วกลับมาบ้านจึงสั่งคนสนิทซึ่งเป็นพรรคพวกไปล้อมบ้าน จับเตาเกียวกับหลีกอไปจำไว้ในตึกเย็นตาย แล้วเก็บริบเอาทรัพย์เงินทองสิ่งของเป็นอันมาก พระเจ้าฮวนเต้แจ้งความว่าเลียงเอ๊กทำการพยายามฆ่าขุนนางคนสนิทเคืองพระทัยนัก ครั้นจะคิดจับเลียงเอ๊ก พวกเลียงเอ็กทั้งข้างหน้าข้างในเป็นอันมาก ไม่สมดังพระทัยคิดมิได้ตรัสสิ่งใด ด้วยเกรงพวกเลียงเอ๊กจะสะดุ้งสะเทือน จึงเสด็จออกว่าราชการแล้วจัดแจงผู้ซึ่งมิได้เป็นพวกเลียงเอ๊กได้สามสิบสองคน ล้วนแต่มีสติปัญญาฝีมือกล้ามีกำลังมาก ตั้งเป็นขุนนางใกล้ชิดพระองค์ ทรงตรึกตรองจะกำจัดเลียงเอ๊กเสียมิได้ขาด อยู่วันหนึ่งพระเจ้าฮวนเต้ให้หาตัวเถียวกับซีหวยขุนนาง ซึ่งมิได้เป็นพวกเลียงเอ๊ก เข้าไปพร้อมกันที่ข้างในแล้วตรัสว่า เลียงเอ๊กฆ่าขุนนางคนสนิทของเราซึ่งหาความผิดมิได้ ทำการสิ่งใดมิได้ยำเกรงเราผู้เป็นเจ้าแผ่นดิน เราเห็นแก่ฮ่องไทเฮาจึงมิได้ว่ากล่าวให้ขัดเคืองยิ่งกำเริบขึ้นทุกวัน ภายหน้าไปถ้าขัดแค้นก็จะคิดทำร้ายเราเหมือนดังพระเจ้าเหี้ยนฮ่องเต้ บัดนี้เราคิดจะจับเลียงเอ๊กฆ่าเสียจึงจะวายความวิตก ตัวเถียวกับขุนนางทั้งปวงจึงทูลว่า ซึ่งจะจับเลียงเอ๊กนั้นข้าพเจ้าจะขอรับอาสา อย่าทรงพระวิตกเลย

ฝ่ายนางพนักงานใช้ข้างในเป็นพวกเลียงเอ๊กได้ยินดังนั้น จึงหนีออกไปบอกความแก่เลียงเอ๊ก ฝ่ายเลียงเอ๊กรู้ว่าพระเจ้าฮวนเต้กับขุนนางพร้อมใจกันจะจับตัวก็ตกใจ จะคิดหนีภัยเห็นไม่พ้นด้วยตัวทำความชั่วมีคนชังเป็นอันมาก สองคนกับภรรยากลืนยาพิษตาย

ฝ่ายพระเจ้าฮวนเต้จัดแจงขุนนางจะไปล้อมจับเลียงเอ๊ก พอมีผู้เข้ามาทูลว่าเลียงเอ๊กกินยาตาย จึงให้ออกไปริบได้เงินสามสิบหมื่นกับสิ่งของเป็นอันมาก พระราชทานขุนนางและราษฎรผู้ยากไร้

ฝ่ายชาวเมืองทั้งปวงต่างคนต่างคนดีใจพูดกันว่า เลียงเอ๊กตายแล้ว ตั้งแต่นี้ไปแผ่นดินจะอยู่เย็นเป็นสุข บรรดาผู้ซึ่งเป็นพวกเลียงเอ๊กต่างคนกลัวบุญญาธิการพระเจ้าฮวนเต้ยิ่งนัก ฝ่ายเจ้าเมืองยงเหนาทิศใต้แจ้งกิตติศัพท์ว่าเจ้าเมืองลกเอี๋ยงเปลี่ยนกษัตริย์ใหม่ จึงจัดกองทัพยกเหยียบแดนเข้าไปตั้งค่ายอยู่นอกด่านงันบุนก๋วน

ฝ่ายพระเจ้าฮวนเต้เสด็จออกว่าราชการ พอชาวด่านงันบุนก๋วนถือหนังสือบอกเข้ามาเฝ้าทูลข่าวศึก จึงทรงตรึกตรองเห็นว่า เตียวเกียวมีสติปัญญาฝีมือกล้าหาญ จึงให้เป็นปันจงลงเจียงคุมทหารสิบหมื่นไปป้องกันยงเหนา เตียวเกียวรับสั่งบังคมลายกทัพออกจากเมืองหลวง เดินตามระยะทางไปถึงด่านงันบุนก๋วน ตั้งค่ายมั่นพักทแกล้วทหารแล้ว จึงปรึกษาสิวเอี๋ยนผู้เป็นนายกองทัพหน้าว่า เจ้าเมืองยงเหนายกมาครั้งนี้มีทหารเป็นอันมาก จำจะคิดกลศึกรบกับยงเหนาเอาชัยชนะ ให้ยงเหนาเข็ดขยาดความคิดและฝีมือลง ยงเหนาจึงจะมิได้ยกมายํ่ายี ท่านจงพาทหารสามหมื่นเดินตามริมเชิงเขา เข้าทางน้อยวกอ้อมไปซุ่มทัพอยู่หลังค่ายยงเหนา เราจะไปรบล่อให้ยงเหนาติดตาม ถ้าเห็นทหารในค่ายยงเหนาเบาบางลง ท่านจึงเข้าตีค่ายจุดเพลิงเผาเสบียงอาหารในค่ายยงเหนาให้จงได้ แล้วยกมาสกัดกั้นอยู่ที่ทางช่องแคบ ยงเหนารู้ว่าเพลิงไหม้ค่ายจะถอยทัพไปดับเพลิง ท่านจงรับประจันหน้าไว้ เราจะตีกระหนาบเข้าไปบรรจบกัน เห็นเจ้าเมืองยงเหนาจะเสียทัพแตกยับแก่เราเป็นมั่นคง สิวเอี๋ยนเห็นชอบด้วยจึงคำนับลามาจัดทหารมีกำลังฝีมือกล้าแข็ง ยกไปซุ่มทัพตามเตียวเกียวสั่งทุกประการ

ฝ่ายเจ้าเมืองยงเหนาเก็บรวบรวมเสบียงอาหาร จะยกขยับเข้าตีชิงเอาด่านงันบุนก๋วนเป็นที่มั่น พอทหารซึ่งไปสืบทางกลับมาแจ้งความว่า กองทัพเมืองลกเอี๋ยงยกมาตั้งค่ายอยู่ด่านงันบุนก๋วน เจ้าเมืองยงเหนากับโจซกทังอ๋องซึ่งเป็นแม่กองทัพหน้า เลือกคัดจัดทหารฝีมืออ่อนกำลังน้อยไม่ว่องไวการรบ ให้อยู่รักษาเสบียงอาหาร ณ ค่าย บรรดาทหารมีกำลังฝีมือกล้าแข็ง เกณฑ์เข้ากองทัพยกออกจากค่ายจะไปด่านงันบุนก๋วน

ฝ่ายทหารเตียวเกียวซึ่งไปสืบราชการรู้ว่ากองทัพยงเหนายกมา จึงขึ้นม้าไปแจ้งความแก่เตียวเกียวแม่ทัพ เตียวเกียวดีใจนักจึงแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถืออาวุธ พาทหารออกจากค่ายเดินทัพตามทางใหญ่ พอพบกองทัพยงเหนาสวนทางมา จึงขับทหารเข้าโจมตี ทหารทั้งสองฝ่ายถ้อยทีหนีไล่พุ่งซัดอาวุธสวนสาตรากันสับสน เสียงม้าและคนโห่ร้องตีกลองรบอื้ออึงไปทั้งป่า

ฝ่ายสิวเอี๋ยนซึ่งไปตั้งซุ่มทัพอยู่ รู้ว่ายงเหนายกจากค่ายได้รบกับเตียวเกียว ทหารในค่ายยงเหนาเบาบางลงสมความคิด จึงขับทหารเข้าตีค่ายไล่ฆ่าฟันทหารยงเหนาแตกหนี แล้วจุดเพลิงเผาค่าย เพลิงไหม้เสบียงอาหารในค่ายลุกลามไปเป็นอันมาก แล้วยกทัพมาตั้งสกัดทางช่องแคบ

ฝ่ายเจ้าเมืองยงเหนารบเตียวเกียว ถ้อยทีมีฝีมือเข้มแข็งมิได้เพลี่ยงพลํ้าแก่กัน พอทหารวิ่งมาบอกว่ามีกองทัพเข้าตีค่ายเผาเสบียงอาหารเสียสิ้น เจ้าเมืองยงเหนาตกใจนัก ชักม้าถอยกลับจะไปดับเพลิง ให้โจซกทังอ๋องรอรบเตียวเกียวมาตามทาง

ฝ่ายสิวเอี๋ยนเห็นทัพยงเหนาถอยหนีเตียวเกียวมาถึง จึงขับม้าพาทหารออกรบประจันหน้าไว้ เจ้าเมืองยงเหนากับโจซกทังอ๋องตกอยู่ในระหว่างศึกกระหนาบ แบ่งทหารออกรบป้องกันเป็นสองกอง เห็นทหารเมืองลกเอี๋ยงรุกรบหนุนแน่นตีโอบขึ้นมาล้อมรอบทั้งสี่ด่าน ทหารถูกอาวุธป่วยเจ็บล้มตายเป็นอันมาก จะต้านทานมิได้ จึงให้โจซกทังอ๋องขับม้าฝ่าฟันทหารออกจากที่ล้อมหนีไปทางตะวันออก เตียวเกียวปรึกษาสิวเอี๋ยนว่า เจ้าเมืองยงเหนาสิ้นเสบียงอาหารหนีไปตะวันออก ทางจะกลับไปเมืองยงเหนานั้น จำเพาะเดินอ้อมมาหลังเขาใหญ่ตัดลงทางทิศใต้ เราจำจะไปสกัดอยู่ที่ต้นทางร่วม จับตัวเจ้าเมืองยงเหนาให้จงได้ เตียวเกียวจึงแบ่งทหารให้สิวเอี๋ยนยกไปเป็นสองกอง ตั้งซุ่มทหารอยู่สองข้างทางช่องแคบ

ฝ่ายเจ้าเมืองยงเหนาหนีเตียวเกียวมา มิได้เห็นกองทัพติดตาม จึงหยุดพักรวบรวมทหารได้สามหมื่น ยกลงทางเขาใหญ่ในเวลากลางคืน พอรุ่งสว่างจึงเลี้ยวลัดลงทางทิศใต้จะไปเมืองยงเหนา

ฝ่ายเตียวเกียวเห็นเจ้าเมืองยงเหนากับโจซกทังอ๋องขี่ม้ามาหน้าทหาร ได้ทีจุดประทัดสัญญา ทหารพร้อมกันล้อมเจ้าเมืองยงเหนาไว้เป็นหลายชั้น เจ้าเมืองยงเหนาจวนตัวกลัวความตาย สองนายกับโจซกทังอ๋องลงจากม้าร้องขอชีวิตยอมสามิภักดิ์ เตียวเกียวจึงห้ามทหารมิให้ทำอันตราย แล้วพาเจ้าเมืองยงเหนากับโจซกทังอ๋องเข้าเมืองงันบุนก๋วน ให้ถือน้ำพิพัฒน์สัตยาแล้วปล่อยไปเมืองยงเหนา เตียวเกียวเลิกทัพกลับมาเฝ้าพระเจ้าเมืองหลวง ทูลความตามซึ่งคิดกลอุบายทุกประการ พระเจ้าฮวนเต้แจ้งว่ายงเหนายอมสามิภักดิ์หวังจะไว้เกียรติยศ จึงปูนบำเหน็จเตียวเกียวนายทหารซึ่งมีความชอบ แล้วให้ขุนนางเป็นทูตถือหนังสือรับสั่งไปตั้งเจ้าเมืองยงเหนาเป็นเจ้าแผ่นดินแดนยงเหนา พระเจ้าฮวนเต้เสวยราชสมบัติบำรุงราษฎรหัวเมืองอยู่เย็นเป็นสุขมาถึงยี่สิบเอ็ดปี พระชันษาสามสิบหกปีเสด็จสู่สวรรคต พระมเหสีหาพระราชบุตรมิได้ ครั้นทำการฝังพระศพแล้ว จึงประชุมขุนนางพร้อมกันเชิญเล่าเหี้ยนเชื้อพระวงศ์พระชันษาสิบสองปีมามอบราชสมบัติ ถวายพระนามพระเจ้าเลนเต้ ครั้นพระเจ้าเลนเต้ได้ราชสมบัติแล้ว จึงดำริว่านามแผ่นดินฮั่นนี้ชะตาเมืองหลวงร้ายแรงนัก กษัตริย์มีบุญน้อยชันษามิได้ยั่งยืนในราชสมบัติ แต่เปลี่ยนกษัตริย์ใหม่เนืองๆ ฉะนี้ จำจะคิดเปลี่ยนนามแผ่นดินให้จำเริญแก่เราและผู้จะครองราชสมบัติไปภายหน้า ดำริแล้วเสด็จออกสั่งขุนนางให้แจกกฎหมายเปลี่ยนนามแผ่นดินชื่อกิยงเหลงงวนหนี ครั้นพระเจ้าเลนเต้เสวยราชสมบัติได้หกปี เปลี่ยนนามแผ่นดินใหม่ชื่อกองโหงวนหนี ครั้นเสวยราชสมบัติได้อีกสามปี เปลี่ยนนามแผ่นดินชื่อจงเปงงวนหนี พระเจ้าเลนเต้เสวยราชสมบัติได้เก้าปี เปลี่ยนนามแผ่นดินถึงสามครั้ง หวังพระทัยจะให้พระชันษาจำเริญในราชสมบัติบำรุงแผ่นดินโดยยุติธรรม

อันเชื้อพระวงศ์พระเจ้าฮั่นกองบู๊ ซึ่งทรงพระนามพระเจ้าซีจอฮ่องเต้ เสด็จมาตั้งเมืองหลวงอยู่ฝ่ายตะวันออกชื่อว่าตั้งฮั่นนั้น กษัตริย์เสวยราชสมบัติสืบเชื้อพระวงศ์ลำดับมาถึงพระเจ้าฮั่นเหี้ยนเต้เป็นกษัตริย์สิบสองพระองค์ จึงสิ้นวงศ์พระเจ้าฮั่นกองบู๊

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ