๒๖

ฝ่ายเจ้าเมืองไซเฮกทั้งสิบแปดหัวเมืองแจ้งว่าพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ได้เป็นเจ้าแผ่นดิน หัวเมืองทั้งปวงไปถวายดอกไม้เงินทอง เจ้าเมืองไซเฮกเกรงกองทัพเมืองลกเอี๋ยงจะไปย่ำยี จึงแต่งทูตถือราชสาส์นทั้งเครื่องบรรณาการไปถวายขอตราเป็นที่หัวเมืองเอก พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงตรัสแก่ขุนนางทั้งปวง จะพระราชทานตราให้ไซเฮกเป็นเมืองเอก ขุนนางทั้งปวงทูลทัดทานไว้ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงพระราชทานแต่ตราที่นายทหารไปไว้สำหรับเมือง เจ้าเมืองไซเฮกคิดน้อยใจว่าไม่ได้เป็นเมืองเอก จึงไปยอมเข้าด้วยเจ้าเมืองยงเหนา แต่งกองทัพเป็นนายโจรยกมาปล้นบ้านเมืองปลายแดนเมืองลกเอี๋ยง เก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของราษฎรเนืองๆ

ฝ่ายตันต๋งเจ้าเมืองด่านต่อแดนรู้ว่าเมืองไซเฮกเป็นกบฏไปเข้าด้วยเจ้าเมืองยงเหนา แต่งทัพเป็นกองโจรเข้ามาปล้นตีบ้านเก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของราษฎรแล้วยกหนีไป ครั้นจะตั้งทัพคอยสู้รบต้านทานทหารก็น้อยตัวนัก จึงแต่งหนังสือบอกข้อราชการเข้าไปเมืองหลวงให้ขุนนางกราบทูลขอกองทัพ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้แจ้งว่าเจ้าเมืองไซเฮกเป็นกบฏ จึงสั่งม้าเสงเป็นแม่ทัพคุมทหารเมืองหลวงห้าหมื่นยกไปสมทบทัพตันต๋งปราบไซเฮกทั้งสิบแปดหัวเมืองให้ราบคาบ ม้าเสงถวายบังคมลาพาทหารไปสมทบกองทัพหัวเมืองได้ทหารสิบหมื่น ยกไปตั้งค่ายมั่นอยู่ปลายแดนเมืองลกเอี๋ยง

ฝ่ายเจ้าเมืองไซเฮกรู้ว่ากองทัพเมืองหลวงยกมา จึงจัดกองทัพสมทบกันเข้ากับทัพเมืองยงเหนา ยกไปรบกองทัพเมืองลกเอี๋ยงเป็นหลายครั้ง

ฝ่ายม้าเสงยกทัพมาตีไซเฮกถลำเข้าไปต้องกลอุบายไซเฮกล้อมไว้ ทหารน้อยตัวจึงตั้งค่ายมั่นประจันทัพไซเฮกอยู่ แล้วบอกหนังสือให้ม้าใช้เร่งรีบไปขอกองทัพเมืองหลวง

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ ครั้นให้ม้าเสงเป็นแม่ทัพยกไปทำศึกกับไซเฮกยังมิวางพระทัย เสด็จออกฟังข่าวราชการอยู่ทุกเวลามิได้ขาด พอขุนนางนำหนังสือซึ่งม้าใช้ถือมาแต่กองทัพม้าเสง แจ้งความว่าม้าเสงขอกองทัพ จึงตรัสปรึกษาขุนนางผู้ใหญ่จะจัดขุนนางเป็นแม่ทัพ ม้าอ้วนได้ยินดังนั้นจึงคิดว่า เกิดมาเป็นชายควรจะขวนขวายหาความชอบ ถึงมาตรว่าจะตายก็ให้ตายกลางศึกจึงจะมีชื่อลือเกียรติยศปรากฏในแผ่นดิน ม้าอ้วนคิดแล้วจึงทูลว่า ข้าพเจ้าจะขออาสาคุมกองทัพไปช่วยม้าเสง ปราบไซเฮกให้ราบคาบ อย่าทรงพระวิตกเลย พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงตรัสว่า ซึ่งท่านมีใจจงรักภักดีอาสาแผ่นดินโดยสุจริตทั้งนี้ เราขอบใจนักควรที่เป็นขุนนางผู้ใหญ่ แต่เราเห็นว่าอายุท่านได้ถึงหกสิบสองปี กำลังน้อยลงไม่ว่องไวเหมือนแต่ก่อน ซึ่งจะอาสาไปทำศึกครั้งนี้เกรงเกลือกจะเสียทีแก่ไซเฮก ม้าอ้วนจึงทูลว่าข้าพเจ้าจะขอขี่ม้าควบลองกำลังถวาย ถ้าเห็นว่ากำลังข้าพเจ้าพอจะทำศึกได้อยู่ จะขอไปทำศึกต่อสู้กับพวกไซเฮก ถึงจะตายไม่เสียดายชีวิต ม้าอ้วนจึงคำนับลาออกไปขึ้นม้ารำเพลงอาวุธ ขับม้าควบไปมาถึงสามเที่ยวแล้วลงจากม้าเข้าไปคำนับคอยฟังรับสั่ง

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นม้าอ้วนมิได้อิดโรยกำลังยังว่องไวอยู่เหมือนแต่ก่อน มีพระทัยยินดีจึงตั้งให้ม้าอ้วนเป็นแม่ทัพ ให้ม้าบู๊เป็นปลัดทัพ จัดนายทหารมีฝีมือกล้าแข็งสิบสองคน กับทหารเลวสิบหมื่นเข้ากระบวนทัพ ม้าอ้วนคำนับลาพาทหารออกจากเมืองหลวง พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จไปส่งกองทัพ แล้วกลับเข้าพระราชวัง ม้าอ้วนยกทัพไปตามระยะทางออกนอกแดนเมืองลกเอี๋ยง ถึงตำบลลิมเขงที่กองทัพไซเฮกกับพวกยงเหนาตั้งล้อมม้าเสงอยู่ ม้าอ้วนกับม้าบู๊ขับทหารตีโอบทัพหลังยงเหนาเป็นศึกกระหนาบ

ฝ่ายม้าเสงรู้ว่าทัพเมืองหลวงยกมาดีใจนัก แต่งตัวขึ้นม้าถืออาวุธขับทหารจากค่ายตีกระหนาบออกมา ทหารไซเฮกกับยงเหนาต้านทานมิได้แตกหนี ทหารม้าอ้วนได้ทีบุกรุกฆ่าฟันทหารยงเหนาตายประมาณสองพันเศษ ม้าอ้วนกับม้าเสงขับม้าพาทหารไล่ติดตามกองทัพยงเหนาไป

ขณะนั้นเป็นเทศกาลร้อน ม้าอ้วนเดินทัพมาถึงทางแยกจึงปรึกษานายทัพนายกองว่าทางเลียงโต๋เป็นทางลัดตัดตรง แต่เรือลำเลียงส่งกองทัพทางน้ำนั้นขัดสน เกลือกศึกติดพันลำเลียงส่งมิทันจะเสียที อันทางซิเถานั้นทางอ้อม เรือลำเลียงไปทางนํ้าสะดวก เดินทัพทางบกก็ง่ายไม่ลำบากทหาร เราคิดจะยกทัพตามทางซิเถาไปตั้งค่ายคอยอยู่ประตูด่านต่อแดน ป้องกันทัพยงเหนามิให้ช่วยเจ้าเมืองไซเฮก แล้วจะแต่งกองทัพไปตีไซเฮกทั้งสิบแปดหัวเมือง จับเจ้าเมืองซึ่งเป็นกบฏฆ่าเสียท่านจะเห็นประการใด ม้าบู๊กับม้าเสงนายทัพนายกองเห็นชอบพร้อมกัน ม้าอ้วนจึงยกทัพตามทางซิเถา ขณะเมื่อเดินทัพอยู่นั้นทหารในกองทัพบังเกิดความไข้ ม้าอ้วนแม่ทัพก็ป่วยแพทย์ประกอบยารักษาโรคเป็นแต่ประทังแล้วทรุดหนักลงทุกวัน ฝ่ายถิวเอี๋ยนเห็นม้าอ้วนป่วย จึงแต่งหนังสือบอกอาการแม่ทัพให้ทหารม้าใช้รีบกลับไปให้ถือไก๋ทูลอาการแก่พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้แจ้งว่าม้าอ้วนป่วยหนัก จึงตรัสสั่งเลียงสงราชบุตรเขยไปเป็นแม่ทัพแทนม้าอ้วน เลียงสงรับสั่งคำนับออกมาจัดทหารยกออกจากเมืองหลวง เร่งรีบเดินทัพทั้งกลางคืนกลางวันทันกองทัพใหญ่พอม้าอ้วนตาย

ฝ่ายเลียงสงจึงคิดว่าแต่ก่อนม้าอ้วนมีผู้ยำเกรงด้วยเป็นคนโปรด ม้าอ้วนป่วยลงครั้งหนึ่ง เราไปเยี่ยมด้วยคิดว่าเป็นเพื่อนรักกันกับบิดา ม้าอ้วนถือตัวว่าเป็นขุนนางผู้ใหญ่ เรายกมือคำนับแกล้งเมินหน้าเสียไม่รับคำนับ เราได้ความอับอายแก่บุตรภรรยาม้าอ้วนเรามีใจเจ็บแค้นนัก ครั้งนี้จะแก้แค้นให้จงได้ เลียงสงคิดแล้วจึงให้ทหารต่อหีบใส่ศพม้าอ้วนไว้ในค่าย แล้วจัดกองทัพยกไปทำศึกปราบพวกไซเฮกทั้งสิบแปดหัวเมืองสำเร็จราชการ แล้วยกทัพกลับให้ทหารชักศพม้าอ้วนมาถึงเมืองหลวง เลียงสงกับนายทัพนายกองทั้งปวงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ จึงพระราชทานทรัพย์สิ่งของแก่เลียงสงและนายทหารตามสมควรแก่ความชอบ แล้วตรัสปรึกษาขุนนางจะทำการฝังศพม้าอ้วนตามตำแหน่งขุนนางผู้มีความชอบ เลียงสงจึงทูลกล่าวโทษว่าม้าอ้วนคนนี้เมื่อยังมีชีวิตอยู่ รับสั่งโปรดให้เป็นแม่ทัพไปตีเมืองเกาจี๋ มีชัยชนะขนเอาเงินทองของวิเศษบรรทุกเกวียนมาเป็นอันมากมิได้ถวายเป็นหลวง

ฝ่ายเปกไก้ขุนนางคนสนิทกับเลียงสงอยู่บ้านเดียวกับม้าอ้วน จึงทูลซ้ำเติมขึ้นตามคำเลียงสงว่า ขณะเมื่อม้าอ้วนไปตีเมืองเกาจี๋นั้น ม้าอ้วนมีหนังสือลับมาถึงภรรยาฉบับหนึ่ง ครั้นม้าอ้วนยกทัพกลับมา ข้าพเจ้าเห็นม้าอ้วนให้คนสนิทขนกระสอบสิ่งของขึ้นบนตึกเป็นอันมาก

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ได้ทรงฟังมีพระทัยขัดเคืองม้าอ้วน จึงสั่งขุนนางให้ค้นบนตึกม้าอ้วนจะเอาหนังสือลับกับสิ่งของซึ่งม้าอ้วนเอามาแต่เมืองเกาจี๋ ขุนนางรับสั่งคำนับลาไปถึงบ้านเสียงหลิม จึงพากันขึ้นค้นบนตึก มิได้เห็นมีสิ่งใด เห็นแต่พันธุ์ถั่วงาข้าวโพดสาลี ขุนนางผู้ถือรับสั่งจึงไถ่ถามภรรยาม้าอ้วนว่า ม้าอ้วนไปตีเมืองเกาจี๋มีหนังสือลับมาฉบับหนึ่ง ขนเอาทรัพย์สิ่งของเงินทองบรรทุกเกวียนมาเป็นอันมากเอาไปไว้เสียแห่งใด เร่งส่งสิ่งของทั้งปวงมาเข้าพระคลัง นางผู้ภรรยาม้าอ้วนตั้งแต่ตรอมใจทุกข์โศกด้วยม้าอ้วนผู้สามีตาย มีหน้าชุ่มไปด้วยนํ้าตา ครั้นเห็นขุนนางเมืองหลวงขึ้นค้นตึก แล้วจะเร่งเอาเงินทองก็ตกใจ จึงตอบว่าครั้งเมื่อม้าอ้วนไปเมืองเกาจี๋ มีหนังสือมาถึงข้าพเจ้าให้กำชับสั่งสอนบุตร ครั้นม้าอ้วนยกทัพกลับมาบรรทุกแต่พันธุ์ข้าวฟ่าง ข้าวโพดสาลี มาปลูกไว้ที่ไร่ที่สวนเป็นอันมาก ทรัพย์สิ่งของเงินทองสิ่งใดม้าอ้วนจะได้เอามาเป็นประโยชน์นั้นหามิได้ ม้าอ้วนสามีข้าพเจ้าตั้งใจอาสาทำราชการโดยสุจริต สิ้นชีวิตแล้วมีผู้มากล่าวโทษกราบทูลให้ขัดเคือง ว่าแล้วร้องไห้ ขุนนางได้หนังสือลับพากันกลับมาเฝ้าถวายหนังสือ แล้วทูลความซึ่งได้ไปค้นบนตึกม้าอ้วนนั้น

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ทรงอ่านหนังสือได้ความว่า ผู้ซึ่งเป็นบิดามารดาจงกำชับปราบปรามบุตรให้อยู่ในอำนาจ อุตส่าห์สั่งสอนบุตรให้มีคารวะยำเกรง ผู้มีอายุมากจึงจะมีความเจริญ แม้นไม่ข่มขี่ปราบปรามบุตรให้ราบคาบแต่ยังเยาว์ ครั้นเติบใหญ่ใจกระด้างมิได้อยู่ในถ้อยคำบิดามารดา ถ้าบุตรทำความชั่ว ชั่วนั้นจะถึงบิดามารดาจะเกิดความอันตรายหลายประการ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ทรงอ่านสิ้นข้อความมิได้เป็นหนังสือลับ กับข้อซึ่งสิ่งของนั้นม้าอ้วนได้มาแต่พันธุ์ปลูกผลเมล็ด เห็นว่าม้าอ้วนหาความผิดมิได้ก็เสด็จขึ้น

ขณะนั้นขุนนางคนหนึ่งชื่อจูปุดได้ยินเลียงสงกับเปกไก้เก็บเอาความซึ่งมิได้เห็นแก่จักษุ มาทูลกล่าวโทษม้าอ้วนให้พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ขัดเคืองผู้มีความชอบ จึงแต่งหนังสือเป็นเรื่องราวถวายว่า ข้าพเจ้าได้ยินคำโบราณกล่าวไว้เป็นฉบับสำหรับแผ่นดินว่า พระมหากษัตริย์ซึ่งตั้งไว้ซึ่งขัตติยมานะ มิได้ง้องอนแก่ขุนนางข้าเฝ้า ผู้ผิดให้ทำตามโทษ ผู้มีความชอบชุบเลี้ยงโดยสมควร มิได้สืบความชอบผู้ทำชอบเหมือนเมื่อครั้งแผ่นดินไซ่ฮั่น พระมเหสีพระเจ้าฮั่นโกโจจับฮั่นสินฆ่าเสีย เมื่อฮั่นสินจะตายนั้นออกปากว่า เราตายด้วยฝีมือผู้หญิงครั้งนี้เพราะไม่เชื่อคำกวยถอง ครั้นพระเจ้าฮั่นโกโจเสด็จปราบศึกกลับมาเมืองมีผู้ทูล จึงสั่งให้ขุนนางไปสืบเอาตัวกวยถองมาถามได้ความว่า ครั้งฮั่นสินตีเมืองเจ๋ได้ กวยถองจะให้ฮั่นสินแข็งเมืองเจ๋ ฮั่นสินไม่ฟังถ้อยคำตั้งใจทำศึกจนสำเร็จราชการฌ้อปาอ๋อง พระเจ้าฮั่นโกโจเห็นว่ากวยถองซื่อตรงต่อฮั่นสินผู้นาย ตรัสว่าจะชุบเลี้ยงเป็นขุนนาง กวยถองไม่ยอมจึงทูลขอศพฮั่นสิน พระเจ้าฮั่นโกโจคิดถึงความชอบซึ่งฮั่นสินทำไว้ จึงพระราชทานศพฮั่นสินให้กวยถอง ทำการฝังศพตามตำแหน่งขุนนางผู้มีความชอบ อนึ่งขุนนางผู้มีใจซื่อตรงไปทำศึก ขุนนางซึ่งว่าราชการอยู่ในเมืองมีความอิจฉาพยาบาท แกล้งทูลยุยงขุนนางผู้มีความชอบนั้น เหมือนเมื่อครั้งเจียงหำอาสาพระเจ้ายีซีฮ่องเต้ยกทัพไปรบกับห้างอี๋ เจียงหำแตกทัพถึงเก้าครั้งสิ้นเสบียงอาหาร เจียงหำเห็นศึกมีกำลังสั่งบอกขอกองทัพเป็นหลายครั้ง เตียวโก๋ปิดความเสียแล้วทูลยุยงพระเจ้ายีซีฮ่องเต้จะลงโทษเจียงหำ เจียงหำและนายทัพนายกองทั้งปวงรู้ว่าพระเจ้ายีซีฮ่องเต้เชื่อฟังเตียวโก๋ ต่างคนเสียใจพากันไปยอมเข้าด้วยห้างอี๋ เมืองหลวงจึงเสียแก่ข้าศึก เพราะกษัตริย์เชื่อแต่คำขุนนางมิได้ตรึกตรองการให้รอบคอบ ม้าอ้วนนี้มีความชอบครั้งเมื่อพระองค์เสด็จไปปราบหวยหงอ ณ เมืองยงอิว ม้าอ้วนได้ถวายแผนที่แลทูลแนะนำที่ซุ่มทัพคิดกลศึก มีชัยชนะแก่เจ้าเมืองยงอิว ครั้งเมื่อพระองค์เสด็จโปรดให้เป็นแม่ทัพไปปราบนางสุดเซ็ก ณ เมืองเกาจี๋ ม้าอ้วนคิดอุบายโดยกลศึกมีชัยชนะแก่นางสุดเซ็ก ตีได้หัวเมืองใหญ่น้อยร้อยเศษ เจ้าเมืองไซเฮกเป็นกบฏไปเข้าด้วยเจ้าเมืองยงเหนาครั้งนี้ ม้าอ้วนมีใจจงรักภักดีโดยสุจริต อาสาไปจนสิ้นชีวิตในกลางศึก ม้าอ้วนทำความชอบไว้เป็นอันมาก ขอพระองค์จงตรึกตรองให้ต้องตามโบราณราชประเพณี กษัตริย์ผู้มีบุญญาธิการอันบำรุงเลี้ยงทแกล้วทหารแต่ก่อนจึงจะควร ข้าพเจ้ากราบทูลทั้งนี้หวังเตือนพระสติ พระองค์จงดำริความให้รอบคอบ ผู้ซึ่งทำความชอบไว้จึงจะไม่เสียนํ้าใจ อายุข้าพเจ้าก็ล่วงมาได้ถึงหกสิบปีเศษแล้ว พระองค์จะขัดเคืองว่าข้าพเจ้าทูลเหลือเกินจะลงอาญาถอดจากที่ขุนนาง ขอพระราชทานแต่ชีวิตไว้ พอได้ไปทำไร่ทำนาหาเลี้ยงตัวกว่าจะตาย

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ทรงอ่านเรื่องราวจูปุดต้องด้วยอย่างธรรมเนียม ตรึกตรองเห็นม้าอ้วนหาโทษผิดมิได้ จึงให้จัดทองคำห้าชั่งแพรร้อยพับพระราชทานจูปุด ให้จูปุดเป็นผู้จัดแจงการฝังศพม้าอ้วนตามตำแหน่งขุนนางผู้มีความชอบแล้วเสด็จขึ้น

ฝ่ายเจ้าเมืองยงเหนาฝ่ายเหนือ ครั้นกองทัพเมืองลกเอี๋ยงตีแตกหนีไปถึงเมือง เกรงกองทัพจะยกเหยียบแดนเข้ามาย่ำยี จึงคิดอุบายแต่งทูตถือสาส์นไปขอเป็นทางพระราชไมตรีกับพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ ราชทูตยงเหนามาถึงเมืองปูอุยปลายด่านต่อแดน

ฝ่ายยิมเอี๋ยนเจ้าเมืองปูอุย จึงแต่งหนังสือบอกให้ม้าใช้ไปเมืองหลวง ให้โปถังขุนนางนำเฝ้าทูลแจ้งความทุกประการ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงตรัสปรึกษาขุนนางทั้งปวง แต่เช้าคุมเท่าเวลาเที่ยงมิได้ตกลง

ฝ่ายตังไหก๋งพระราชบุตรซึ่งเป็นมหาอุปราชจึงทูลว่า ตั๋งอี๋เจ้าเมืองยงเหนาฝ่ายเหนือ ซึ่งจะเข้ามาขอเป็นทางพระราชไมตรี ครั้งนี้ด้วยเกรงกองทัพเมืองหลวงจะยกทัพไปเหยียบแดน จึงแกล้งแต่งทูตมาเจรจาเป็นทางไมตรีหมายจะห้ามกองทัพ ข้าพเจ้าเห็นว่ายงเหนาหาสามิภักดิ์โดยสุจริตไม่ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ได้ฟังชอบพระอัชฌาสัย จึงตรัสแก่ขุนนางว่า ตังไหก๋งฉลาดคาดการณ์ล่วงหน้าต้องกับความคิดเรา จึงรับสั่งให้มีหนังสือตอบไปมิให้ยิมเอี๋ยนรับทูตยงเหนา พอทหารม้าใช้ถือหนังสือม้าบู๊มาแต่หัวเมือง ให้ขุนนางกราบทูลว่า บรรดาทหารซึ่งโปรดให้ไปรักษาหัวเมืองน้อยใหญ่ทั้งปวง เห็นว่าพวกยงเหนายกทัพเข้ามาปล้นตีเมืองปลายด่านต่อแดน เก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของราษฎรได้ความเดือดร้อนเนืองๆ ม้าบู๊กับหัวเมืองทั้งปวงจะขออาสายกทัพไปทำศึกกับเจ้าเมืองยงเหนา เอาชัยชนะถวายให้จงได้ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ได้ฟังจึงตรัสดำริว่า หัวเมืองยงเหนานั้นมีทหารนับด้วยร้อยหมื่น จะรบเอาชัยชนะยงเหนานั้นยากนัก ครั้งพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ต้องให้ก่อกำแพงกันแดนเมืองจิ๋นไว้ ม้าบู๊มิได้รู้จักนํ้าใจเรา มีหนังสือมาจะก่อศึกให้กำเริบ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงสั่งให้มีหนังสือตอบม้าบู๊ว่า ซึ่งม้าบู๊กับหัวเมืองทั้งปวงจะอาสาปราบยงเหนานั้นชอบด้วยการแผ่นดิน แต่เห็นว่าแผ่นดินเมืองจิ๋นราบคาบแล้ว ครั้นจะก่อการสงครามด้วยยงเหนาซึ่งเป็นเมืองนอกแดน จะลำบากแก่ทแกล้วทหาร ให้ม้าบู๊กับหัวเมืองทั้งปวงช่วยกันรักษาอยู่แต่ในเขตแดน อย่าให้ยงเหนาเข้ามายํ่ายีราษฎรจึงจะได้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไป

ฝ่ายม้าบู๊กับหัวเมืองทั้งปวงแจ้งในหนังสือรับสั่ง ต่างคนจัดแจงตรวจตรารักษาด่านทางอยู่แต่ในเขตแดน บำรุงราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุขทุกหัวเมือง อยู่วันหนึ่งพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จออกว่าราชการ จึงตรัสแก่ขุนนางผู้ใหญ่ว่า แต่เราทำการปราบยุคเข็ญราบคาบ ได้บำรุงแผ่นดินมาถึงสามสิบปีเศษ ยังมิได้ไปเลียบเมืองตามอย่างกษัตริย์ ท่านจงจัดเตรียมทแกล้วทหารให้พร้อม เราจะไปเที่ยวชมเมืองน้อยใหญ่ในขอบขัณฑสีมาให้สบาย ขุนนางรับสั่งออกมากะเกณฑ์คู่แห่และทหารตามอย่างกษัตริย์เสด็จเลียบพระนครแต่ก่อนพร้อมทุกพนักงาน ครั้นรุ่งขึ้นเป็นวันศุภฤกษ์ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้แต่งพระองค์ทรงเครื่องสำหรับกษัตริย์ เสด็จทรงรถพร้อมด้วยขุนนางนายทหารคู่แห่ซ้ายขวา ออกจากเมืองลกเอี๋ยงไปเลียบเมืองฝ่ายทิศตะวันออก ราษฎรหัวเมืองทั้งปวงต่างดีใจ แต่งเครื่องบูชามานั่งคอยคำนับรับเสด็จสองข้างทางทุกหัวเมือง พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จเลียบเมืองโดยรอบขอบเขตทั้งสี่ทิศ ทราบว่าไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินอยู่เย็นเป็นสุข ฝนตกชอบฤดูกาลผลไม้ข้าวปลาอาหารอุดมทุกเมือง มีพระทัยยินดีนัก พอเป็นเทศกาลหนาวจึงเสด็จกลับเข้าเมืองหลวง อยู่วันหนึ่งขุนนางผู้ใหญ่เข้าไปเฝ้าพร้อมกัน จึงกราบทูลว่ากษัตริย์ซึ่งได้บำรุงแผ่นดินแต่ก่อนเลียบพระนครแล้ว เสด็จไปบวงสรวงขอพรเทวดา ณ เขาไทสาน ให้เจริญในราชสมบัติเป็นอย่างธรรมเนียมกษัตริย์สืบมา ขอเชิญเสด็จไปคำนับเทพยดาตามราชประเพณี พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงตรัสว่า เทพยดาเขาใหญ่นี้เป็นที่คำนับแห่งกษัตริย์ผู้มีบุญญาธิการ ผู้ซึ่งบำรุงแผ่นดินมิได้ไปคำนับเทพยดาว่างเว้นมาถึงเก้าชั่วกษัตริย์ ซึ่งท่านว่าทั้งนี้ต้องด้วยอย่างโบราณราชประเพณีควรจะทำตาม จงจัดแจงแต่งเครื่องกระยาบวงสรวง เราจะไปบูชาขอพรเทพยดา ณ เขาไทสาน ให้เจริญสวัสดิมงคลแก่ไพร่ฟ้าข้าขอบขัณฑสีมาได้อยู่เย็นเป็นสุข ขุนนางพนักงานออกไปจัดเตรียมทหารเกณฑ์แห่พร้อมมาตามรับสั่ง พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงเชิญตราหยกขึ้นทรงรถ เสด็จออกไปถึงเขาไทสาน มีศาลเทพารักษ์อยู่ริมเขาตก พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงยกเอาตราหยกสำหรับกษัตริย์ขึ้นตั้งบนศาล พร้อมด้วยเครื่องบูชากระยาสังเวยทั้งปวง แล้วจุดธูปเทียนบวงสรวงตามอย่างธรรมเนียม ชาวประโคมบันลือเสียงดุริยางค์ดนตรีตีม้าล่อ จุดกระดาษเงินกระดาษทองถวายเครื่องกระยาสังเวยแก่เทพารักษ์ แล้วสั่งให้ยกโต๊ะมาตั้งเรียงเลี้ยงขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยเป็นที่สบาย ครั้นเวลาบ่ายชายเย็นลง พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ให้เชิญตราหยกขึ้นทรงรถ เสด็จกลับมาถึงเมืองหลวง พอม้าใช้ถือหนังสือบอกมาให้ขุนนางทูลว่า เมืองลุยจิ๋วนํ้าค้างตกกินหวานเหมือนดังน้ำตาลกรวด หัวเมืองใหญ่ทั้งสี่ทิศมีน้ำพุพุ่งขึ้นจากแผ่นดิน ผู้เป็นโรคกินหายโรค พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ได้ทรงฟังเห็นเป็นนิมิตอัศจรรย์ยิ่งนัก จึงตรัสถามขุนนางทั้งปวงว่าน้ำพุพุ่งขึ้นมาจากแผ่นดิน และนํ้าค้างกินหวานบังเกิดมีมาฉะนี้จะเป็นเหตุร้ายหรือดีประการใด เตงอูขุนนางผู้ใหญ่จึงทูลว่า ข้าพเจ้าได้ยินคำผู้เฒ่าเล่าสืบมาว่า พระมหากษัตริย์พระองค์ใดมีบุญญาธิการบำรุงแผ่นดินโดยยุติธรรม แล้วยังเกิดบ่อแก้วบ่อทองของอันวิเศษไม่เคยมีก็มีมา สำหรับบุญให้เห็นประจักษ์แก่ตาโลกควรจะเป็นอัศจรรย์ อันนํ้าค้างหวานและน้ำพุพุ่งขึ้นจากแผ่นดินผู้เป็นโรคกินโรคระงับทั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าเทพยดารักษาฟ้าและดินยินดีด้วย ช่วยพระองค์บำรุงอาณาประชาราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุขปราศจากโรคาพยาธิ พระเกียรติยศจะฟุ้งเฟื่องปรากฏไปชั่วกัลปาวสาน พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ทรงได้ฟังยินดีนัก จึงตรัสปรึกษาราชการแผ่นดินสืบไปจนเวลาสมควรแล้วเสด็จขึ้น พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้มีพระทัยโอบอ้อมอารีขุนนางและราษฎรหัวเมืองทั้งปวงโดยยุติธรรม ครั้นพระชันษาหกสิบสองปีประชวรพระโรค เสด็จอยู่ ณ ตำหนักลำหยงเป็นที่เสด็จออกขุนนางข้างทิศใต้ ตังไหก๋งมหาอุปราชและราชวงศานุวงศ์ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยกับแพทย์ทั้งปวง ประชุมพร้อมกันอภิบาลรักษาพระโรคพอประทังซ้ำทรุดหนักลงทุกเวลา ครั้น ณ เดือนสี่ข้างขึ้น ศักราชพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสวยราชสมบัติได้สามสิบปี จึงเรียกตังไหก๋งเข้าไปตรัสสั่งสอน แล้วมอบราชสมบัติให้ตังไหก๋งเป็นกษัตริย์บำรุงแผ่นดินสืบไป พอเวลาใกล้รุ่งพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จสู่สวรรคต ตังไหก๋งและพระวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าฝ่ายใน ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง พากันร้องไห้รักพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสียงเซ็งแซ่ไปทั้งเมืองหลวง ครั้นวายโศกแล้วตังไหก๋งจึงสั่งขุนนางทั้งปวงให้จัดแจงแต่งที่ฝังพระศพ ณ เชิงเขาเลงไทสานตามอย่างกษัตริย์ผู้มีบุญญาธิการแต่ก่อนสำเร็จแล้ว ประดับพระศพทรงรถเทียมด้วยม้าขาวทั้งสี่ พระมเหสีและมหาอุปราชพระราชวงศ์ฝ่ายหน้าฝ่ายใน ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงนุ่งขาวห่มขาวตามเสด็จ ออกไปทำการฝังพระศพเสร็จแล้ว ก่อกุฏิใหญ่กรอมที่ฝัง ตั้งนายทหารให้คุมไพร่อยู่เฝ้าเป็นอันมาก พระมเหสีกับมหาอุปราชผู้เป็นพระราชบุตรเซ่นพระศพ แล้วพาขุนนางและสนมกรมฝ่ายในกลับเข้าพระราชวัง

ฝ่ายเตงอูซึ่งเป็นโกบิดเหาจึงประชุมขุนนางพร้อมกัน ถวายพระนามมหาอุปราชเป็นพระเจ้าเบงเต้เสวยราชสมบัติในเมืองหลวง ครั้นถึงวันฤกษ์ดี พระเจ้าเบงเต้เสด็จออก ณ พระที่นั่งตั้งเตียนมุขข้างตะวันออก ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายทหารพลเรือนเฝ้าตามตำแหน่งพร้อมกัน พระเจ้าเบงเต้จึงจัดแจงเลื่อนที่ขุนนาง ตั้งเตงอูซึ่งเป็นโกบิดเหาให้เป็นที่ไทปกขุนนางเฒ่าสำเร็จราชการฝ่ายพลเรือน ตั้งให้หลีทองเป็นไตสูของขุนนางผู้ใหญ่สำเร็จราชการฝ่ายทหาร บรรดาขุนนางผู้มีความชอบแต่ก่อนได้เลื่อนที่ยศศักดิ์ตามสมควร แล้วให้ปล่อยนักโทษตามอย่างประเพณีกษัตริย์อันเสวยราชสมบัติใหม่ พระเจ้าเบงเต้มีพระทัยโอบอ้อมอารีแก่ขุนนางและราษฎรหัวเมืองทั้งปวง ตามเยี่ยงอย่างพระราชบิดาผู้บำรุงแผ่นดินมาก่อน ราษฎรหัวเมืองราบคาบเป็นปกติ อยู่วันหนึ่งพระเจ้าเบงเต้เสด็จออกว่าราชการขุนนางเฝ้าพร้อมกัน ตังเบงอ๋องเชื้อพระวงศ์จึงทูลว่า กษัตริย์แต่ก่อนได้เสวยราชสมบัติใหม่ในเมืองหลวง เคยเสด็จออกบวงสรวงเทพยดาอันรักษาฟ้าและดินเป็นเยี่ยงอย่างกษัตริย์สืบมา บัดนี้ไต้อ๋องได้ครองราชสมบัติเป็นกษัตริย์อันประเสริฐอาญาแผ่ไปทั้งสี่ทิศ ขอเชิญเสด็จไปบวงสรวงเทพยดา ขอพรให้เจริญในสิริราชสมบัติ กำจัดศัตรูหมู่ร้ายทั้งปวงตามโบราณราชประเพณี พระเจ้าเบงเต้ได้ฟังจึงตรัสปรึกษาขุนนางผู้ใหญ่เห็นชอบพร้อมกัน แล้วสั่งเลียงสงไปตั้งศาลสามชั้นสูงสี่วาเศษฝ่ายทิศใต้ จึงตั้งธาตุทั้งห้าเป็นเครื่องกระยาบวงสรวง มีทหารแต่งตัวใส่เกราะถือธงยืนประจำรักษาเชิงศาลทั้งสี่ทิศ จัดแจงพิธีบวงสรวงตามรับสั่งสำเร็จแล้ว พระเจ้าเบงเต้เสด็จไปขึ้นศาลชั้นกลางจุดธูปเทียนบูชาเทพยดา พอมีผู้มาทูลว่า หลีทองซึ่งเป็นไตสูของขุนนางผู้ใหญ่ บังเกิดโรคปัจจุบันถึงแก่อสัญกรรม พระเจ้าเบงเต้จึงเสด็จไปบ้านหลีทอง ตรัสสั่งขุนนางพนักงานประดับศพใส่หีบแล้ว เสด็จเข้าพระราชวังขึ้นเฝ้าฮ่องไทเฮาผู้เป็นพระราชมารดา แล้วทูลว่าหลีทองถึงแก่กรรม ฮ่องไทเฮาได้ฟังมีพระทัยอาลัยนัก จึงตรัสเล่าความแต่หลังให้พระราชบุตรฟังแล้วว่า หลีทองคนนี้กับพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้พระราชบิดาของเจ้านั้นได้สาบานไว้ต่อกันมาแต่ก่อน หลีทองตั้งใจจงรักภักดีอาสาปราบยุคเข็ญมาตราบเท่าบิดาเจ้าได้เป็นใหญ่บำรุงแผ่นดิน เสด็จสวรรคตแล้ว เห็นแต่หน้าหลีทองเป็นขุนนางคนเก่า กลับหนีตายไปตามเสด็จอีกเล่า ฮ่องไทเฮาตรัสพลางทรงพระกันแสง ครั้นถึงวันฝังศพหลีทองฮ่องไทเฮาเสด็จไปส่งศพฝังศพตามตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่ แล้วเสด็จกลับเข้าพระราชวัง

ฝ่ายพระเจ้าเบงเต้เคยเสด็จไปถวายเครื่องกระยาสังเวยพระศพพระราชบิดามิได้ขาด จึงให้ไปรับนางแบซีมาตั้งเป็นพระมเหสีบังคับฝ่ายใน แต่บรรดาบุตรขุนนางซึ่งมีความชอบมาแต่ก่อนนั้น พระเจ้าเบงเต้ให้ฝึกหัดเพลงอาวุธและเรียนหนังสือชำนิชำนาญแล้ว จัดแจงให้เป็นขุนนางข้าเฝ้าตามสมควร อยู่มาวันหนึ่งพระเจ้าเบงเต้เสด็จออกปรึกษาขุนนางผู้ใหญ่ว่า บรรดาผู้ซึ่งได้ช่วยพระบิดาเราปราบยุคเข็ญมาตราบเท่าแผ่นดินราบคาบ ราษฎรหัวเมืองได้อยู่เย็นเป็นสุขนั้น เราคิดจะเขียนรูปจารึกชื่อผู้มีความชอบไว้ ณ ผนังที่นั่งลำหยงฮุนไต๋ สำหรับกษัตริย์ผู้ผ่านสมบัติภายหลังจะได้รู้จักขุนนางผู้มีความชอบในแผ่นดินสืบไป เตงอูจึงทูลว่าซึ่งตรัสทั้งนี้สมควรยิ่งนัก ต้องด้วยอย่างธรรมเนียมครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจซึ่งเป็นต้นกษัตริย์ พระเจ้าเบงเต้จึงสั่งขุนนางพนักงานเขียนรูปนายทหารผู้มีความชอบสามสิบสองคน เตงอูหนึ่ง ม้าเสงหนึ่ง งอฮั่นหนึ่ง อองเสียงหนึ่ง เกียฮกหนึ่ง ตันจุ้นหนึ่ง ถือไก๋หนึ่ง โตเหมาหนึ่ง เคาสุนหนึ่ง ทวนจุ้นหนึ่ง งิมเหงหนึ่ง เกียนเผียวหนึ่ง ปังอี้หนึ่ง อองป้าหนึ่ง จูอิวหนึ่ง ยิมก๋งหนึ่ง เตียวจุ้นหนึ่ง หลีต๋งหนึ่ง เกงต้านหนึ่ง บั้นสิ้วหนึ่ง ไก่เอี๋ยนหนึ่ง พิตั๋นหนึ่ง เอียวกี๋หนึ่ง เล่าติดหนึ่ง ถิวทองหนึ่ง จงก๋งหนึ่ง ม้าบู๊หนึ่ง เล่าหลงหนึ่ง ไลเอียกหนึ่ง หลีทองหนึ่ง โปถังหนึ่ง โต๊ะมอหนึ่ง ครั้นเจ้าพนักงานเขียนรูปจารึกชื่อขุนนางนายทหารสำเร็จแล้ว พระเจ้าเบงเต้เสด็จไปทอดพระเนตร ตังเบงอ๋องตามเสด็จไปด้วย พิจารณาดูรูปขุนนางเขียนจารึกชื่อไว้แต่สามสิบสอง ขาดชื่อม้าอ้วนคนหนึ่ง จึงทูลว่าม้าอ้วนได้ทำความชอบไว้ในแผ่นดินเป็นอันมาก ควรที่จะเขียนรูปจารึกชื่อตามตำแหน่งขุนนางผู้มีความชอบ เหตุใดพระองค์ลืมม้าอ้วนเสียเล่า พระเจ้าเบงเต้จึงตรัสว่าบรรดาเชื้อพระวงศ์มีความชอบทั้งปวงนั้น มีในจดหมายเรื่องราชพงศาวดารแล้ว ม้าอ้วนคนนี้เป็นญาติวงศ์ฝ่ายพระมารดาเรา ซึ่งท่านจะให้เขียนรูปจารึกชื่อปนอยู่กับขุนนางนายทหารนั้นไม่ควร

ขณะนั้นเตงอูป่วยเป็นโรค เตงจิ้นบุตรผู้ใหญ่เข้าไปทูลอาการ พระเจ้าเบงเต้เสด็จไปเยี่ยมเยือนเป็นหลายครั้ง ตรัสสั่งกำชับแพทย์ทั้งปวงอภิบาลรักษามิได้ประมาท อาการโรคทรุดหนักลงทุกเวลา ด้วยเตงอูป่วยเป็นโรคชราภาพรักษาเป็นอันยาก เตงอูถึงแก่อสัญกรรม พระเจ้าเบงเต้ทำการฝังศพเสร็จแล้ว จึงพระราชทานที่โกบิดเหาให้เตงจิ้นว่าราชการแทนเตงอูผู้บิดา น้องเตงจิ้นซึ่งร่วมบิดาเดียวสิบสามคนทั้งเตงจิ้น พระเจ้าเบงเต้ชุบเลี้ยงเป็นขุนนางพลเรือนตามสมควร แต่น้องชายเตงจิ้นที่สิบสามไม่ยอมรับที่ขุนนางพลเรือน ทูลขอเป็นที่ขุนนางฝ่ายทหาร พระเจ้าเบงเต้ตรัสซักไซ้ไต่ถามในกลศึก บุตรเตงอูทูลข้อความจะแจ้งมิได้ขัดข้องต้องตามตำรับพิชัยสงคราม พระเจ้าเบงเต้จึงตั้งให้เป็นเสียวเหาขุนนางฝ่ายทหาร คุมทหารห้าหมื่นไปขัดทัพอยู่ ณ เมืองด่านงันบุนก๋วนต่อแดนยงเหนาข้างทิศใต้

ฝ่ายตัวอี๋เจ้าเมืองยงเหนาฝ่ายเหนือ รู้ว่าพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้สู่สวรรคต พระราชบุตรเสวยราชสมบัติเป็นพระเจ้าเบงเต้ จัดแจงกองทัพจะยกไปเป็นหลายทาง ตัวอี๋เกรงพระเจ้าเบงเต้จะยกทัพมายํ่ายี จึงแต่งทูตถือสาส์นไปเมืองลกเอี๋ยงขอเป็นทางพระราชไมตรี พระเจ้าเบงเต้แจ้งความจึงดำริว่า พวกเมืองยงเหนาเป็นคนหาความสัตย์มิได้ไม่วางพระทัย จึงสั่งให้เตงจ้วงเป็นข้าหลวงถือหนังสือตอบราชสาส์นเมืองยงเหนา ไปสืบราชการให้รู้ว่ายงเหนาจะมาเป็นทางไมตรีโดยสุจริต หรือจะคิดเป็นกลอุบายล่อลวงประการใด เตงจ้วงรับสั่งคำนับลาถือราชสาส์นขึ้นม้าไปกับคนใช้ร้อยเศษ เดินตามระยะทางสิบห้าวันถึงเมืองยงเหนา จึงให้นายประตูบอกความกับตัวอี๋

ฝ่ายตัวอี๋ให้ขุนนางออกไปรับเตงจ้วง ผู้ถือหนังสือเข้ามาถึงที่ขุนนาง เตงจ้วงยืนอยู่ท่ามกลางขุนนางมิได้คำนับเจ้าเมืองยงเหนา ตัวอี๋เจ้าเมืองยงเหนาเห็นเตงจ้วงทำท่วงทีองอาจไม่ยำเกรง จึงร้องตวาดว่า เจ้าเมืองลกเอี๋ยงซึ่งเป็นนายของตัวกับเรามีเกียรติยศทัดเทียมกัน ตัวเป็นแต่ขุนนางข้าเฝ้า เจ้าเมืองลกเอี๋ยงใช้ให้ถือหนังสือตอบมา เหตุใดดูหมิ่นไม่คำนับ เห็นว่าเราไม่มีอาญาหรือประการใด เตงจ้วงจึงตอบว่า ตัวเราเป็นขุนนางข้าเฝ้าพระเจ้าเมืองหลวง ตำแหน่งเฝ้าเรานั้นมีทองคำสำหรับรองรับเข่าทั้งสองเมื่อจะลงเข่าถวายบังคม บัดนี้มีรับสั่งโปรดให้เราเป็นข้าหลวงถือหนังสือรับสั่งมาถึงท่านผู้เป็นเมืองต่างประเทศ อันมิได้รู้จักขนบธรรมเนียมไม่ควรเราจะถวายบังคม ตัวอี๋ได้ฟังก็โกรธจึงให้ขุนนางขับเตงจ้วงเสีย

ฝ่ายเตงจ้วงออกจากเมืองยงเหนา สืบรู้ว่าเจ้าเมืองยงเหนาให้ทหารลอบลักไปมาหาเจ้าเมืองไซเฮกอยู่มิได้ขาด เจ้าเมืองยงเหนามิได้สืบทางพระราชไมตรีโดยสุจริต คิดแต่จะคอยปล้นตีเมืองปลายแดนเก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของราษฎร เตงจ้วงจึงกลับไปเฝ้าทูลแจ้งข้อความแก่พระเจ้าเบงเต้ทุกประการ ถิวเทียนได้ยินดังนั้นจึงทูลว่า เจ้าเมืองยงเหนาเป็นเสี้ยนศัตรูแผ่นดินมาช้านาน อนึ่งเจ้าเมืองไซเฮกเจรจาหาความสัตย์มิได้ คบคิดกับเจ้าเมืองยงเหนาลอบลักไปมาปล้นบ้านตีเมืองปลายแดน เก็บริบเอาข้าวปลาอาหารทรัพย์สิ่งของราษฎรในแดนเมืองจีนไปเนือง ๆ แม้นไม่ปราบปรามเสียจะกำเริบมากขึ้นทุกครั้งภายหลังจะกำจัดยาก ข้าพเจ้ากับโปเกาจะขอไปตีเมืองยงเหนาปราบไซเฮกให้อ่อนน้อมต่อพระองค์ให้จงได้ พระเจ้าเบงเต้ได้ฟังมีพระทัยยินดียิ่งนัก จึงจัดทหารให้นายละสิบหมื่น สองนายคำนับลาออกมาขึ้นม้าพาทหารยกเป็นสองทัพ เดินตามระยะทางออกจากด่านปลายแดนเมืองลกเอี๋ยง เข้าแดนเมืองยงเหนา ถิวเทียนตั้งค่ายมั่นลงเหนือเมือง โปเกาตั้งค่ายท้ายเมืองยงเหนา ห่างเมืองทางห้าร้อยเส้น โปเกาให้ทหารถือหนังสือเข้าไปบอกเจ้าเมืองยงเหนา ให้แต่งกองทัพออกมารบกันให้ถึงแพ้และชนะ

ฝ่ายตัวอี๋เจ้าเมืองยงเหนา แจ้งความว่ากองทัพเมืองลกเอี๋ยงยกมาถึง จึงเกณฑ์ทหารสิบหมื่นยกออกไปทางประตูท้ายเมือง

ฝ่ายโปเกาจึงแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถืออาวุธพาทหารออกจากค่าย พอ กองทัพตัวอี๋มาถึง โปเกาจึงขับม้าขึ้นหน้าทหารแล้วร้องถามตัวอี๋ว่า ตัวเป็นเจ้าเมืองยงเหนาเหตุใดไม่รักษาอยู่แต่ในเขตแดนของตัว ยกทัพเข้าย่ำยีตีเมืองปลายด่านต่อแดนเมืองจีนเนืองๆ ได้ร้อนเคืองถึงพระเจ้าเบงเต้ พระเจ้าเบงเต้มีรับสั่งให้เรามาเอาศีรษะตัวเข้าไปถวาย ตัวอี๋ได้ฟังถ้อยคำหยาบช้าก็โกรธนัก ขับม้ารำทวนออกรบกับโปเกา ทหารต่อทหารถ้อยทีโห่ร้องตีกลองรบ ยิงเกาทัณฑ์พุ่งซัดอาวุธต่อสู้กันเป็นสามารถ

ฝ่ายถิวเทียนซึ่งตั้งค่ายอยู่เหนือเมืองยงเหนา ครั้นรู้ว่าเจ้าเมืองยงเหนายกทัพออกมาตีค่ายโปเกา ถิวเทียนพาทหารออกจากค่ายตีกระหนาบหลังทัพยงเหนา ทหารถิวเทียนบุกรุกฆ่าฟันทหารยงเหนาเป็นตะลุมบอน ถิวเทียนยิงเกาทัณฑ์ถูกนายทหารยงเหนาตกม้าตาย

ฝ่ายตัวอี๋ต่อสู้โปเกาได้สิบเพลงทวน เห็นทหารกองหลังแตกร่นเข้ามา รู้ว่ากองทัพต้องกลศึกกระหนาบ ทหารถูกอาวุธป่วยเจ็บล้มตายเป็นอันมาก ตกใจนักชักม้าพาทหารหนีเข้าเมือง ฝ่ายทหารทั้งสองทัพได้ทีไล่ติดตามฆ่าฟันทหารเมืองยงเหนาไปจนถึงประตูเมืองยงเหนา พอเวลาพลบค่ำลง ถิวเทียนกับโปเกาจึงตีม้าล่อประชุมทหารกลับมาเข้าค่าย

ฝ่ายตัวอี๋แตกทัพเสียทีหนีเข้าเมือง ทหารล้มตายเป็นอันมากเสียใจนัก จึงคิดว่าทหารเมืองลกเอี๋ยงมีฝีมือเข้มแข็งทั้งนายและไพร่ ฝีมือทหารเราอ่อนนักจะสู้รบสืบไปเห็นจะไม่ชนะ ตัวอี๋จึงแต่งหนังสือลับให้ทหารลอบไปขอกองทัพเมืองไซเฮกให้ยกมาช่วย นายทหารรับคำลาออกมาพาทหารสนิทสองร้อยเปิดประตูหลังเมือง เดินตามทางน้อยไปเมืองไซเฮกในเวลากลางคืน

ฝ่ายโปเกากับถิวเทียน ครั้นรุ่งเช้าจึงยกทัพออกจากค่ายไปถึงหน้าเมืองยงเหนาเห็นประตูเมืองปิด ทหารรักษาหน้าที่เชิงเทินมั่นคง เจ้าเมืองยงเหนามิได้แต่งกองทัพออกรบ โปเกาจึงว่าเห็นจะมีกองทัพมาช่วยยงเหนาเป็นมั่นคง ถิวเทียนจึงว่าเจ้าเมืองไซเฮกมิได้สามิภักดิ์โดยสุจริต คิดเอาตัวออกจากพระเจ้าเมืองหลวง ตัวอี๋กับเซียนอ๋องก๋องเจ้าเมืองไซเฮกลอบไปมาหากันอยู่ กองทัพเรายกถลำเข้ามา ถ้าไซเฮกเข้าด้วยยงเหนายกมาวกหลังจะส่งเสบียงอาหารยาก ขอให้แต่งกองทัพยกไปปราบไซเฮกให้ราบคาบ ตัดทางยงเหนาเสียได้แล้วเห็นว่า ยงเหนาจะไม่มาย่ำยีหัวเมืองปลายแดนเหมือนดังหนหลัง โปเกาเห็นชอบ จึงให้ปันเถียวกับโกยสุนสองนายคุมทหารแปดหมื่นยกไปตีเมืองไซเฮก สองนายคำนับลาพาทหารออกจากค่ายเดินตามระยะทางไปถึงเมืองไซเฮก ตั้งค่ายมั่นห่างจากเมืองทางห้าสิบเส้น ปันเถียวจึงแต่งเป็นหนังสือฉบับหนึ่ง ว่าพระเจ้าเบงเต้อันเสวยราชสมบัติในกรุงลกเอี๋ยง มีพระทัยโอบอ้อมอารีแก่ราษฎร หวังจะบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุขโดยราชประเพณี บัดนี้ตัวอี๋เจ้าเมืองยงเหนาแต่งกองทัพลอบลักเข้าตีชิงเก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของชาวบ้านเมืองปลายแดน ราษฎรได้ความเดือดร้อนเนือง ๆ จึงมีรับสั่งให้นายทหารยกกองทัพมาปราบตัวอี๋ให้ราบคาบ ถ้าเจ้าเมืองไซเฮกจะพึ่งบุญญาธิการพระเจ้าเมืองหลวงโดยสุจริต ก็ให้เปิดประตูเมืองรับกองทัพ แม้นเซียนอ๋องก๋องคิดใจเบาไปเข้าด้วยพวกยงเหนา ไม่พึ่งบุญญาธิการพระเจ้าเมืองหลวงแล้ว เร่งแต่งกองทัพออกรบกันให้ถึงแพ้และชนะ ปันเถียวจึงจัดให้ทหารคนหนึ่ง มีถ้อยคำองอาจฉลาดเจรจาความเมือง ถือหนังสือเข้าไปให้เซียนอ๋องก๋อง

ฝ่ายเซียนอ๋องก๋องรู้ว่ากองทัพเมืองลกเอี๋ยงยกล่วงเหยียบแดนเมืองยงเหนาออกไปได้รบกับตัวอี๋เจ้าเมืองยงเหนา เจ้าเมืองยงเหนาแตกทัพเสียทีหนีเข้าตั้งมั่นอยู่ในเมือง เซียนอ๋องก๋องจึงคิดว่า ถ้าจะยกกองทัพไปช่วยเจ้าเมืองยงเหนา ครั้งนี้ถึงจะชนะ ครั้งหลังพระเจ้าเมืองหลวงก็จะยกทัพใหญ่มาตีเมืองเราเป็นเมืองน้อย จะยับไปด้วยฝีมือทหารเมืองลกเอี๋ยง พอนายประตูเข้ามาบอกว่ากองทัพเมืองลกเอี๋ยงยกมาตั้งอยู่นอกเมือง ให้ทหารถือหนังสือมาอยู่นอกประตู เซียนอ๋องก๋องแจ้งว่ากองทัพมาถึงเมืองก็ตกใจ จึงให้ขุนนางออกไปพาผู้ถือหนังสือเข้ามา รับหนังสืออ่านแจ้งความแล้ว จึงแกล้งกล่าวเป็นอุบายอำพรางแก่ผู้ถือหนังสือว่า ทุกวันนี้เรากับขุนนางราษฎรหัวเมืองได้อยู่เย็นเป็นสุขเพราะบุญญาธิการพระเจ้าเมืองหลวงปกแผ่มา เราตั้งใจสามิภักดิ์โดยสุจริต ซึ่งจะคิดไปเข้าเป็นพวกยงเหนานั้นหามิได้ ทหารปันเถียวได้ฟังเซียนอ๋องก๋องเจรจาอำพราง จึงว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมมิให้สะดุ้งสะเทือน แล้วลาเซียนอ่องก่อง ไปถึงประตูเมือง พอพบทหารนุ่งห่มเป็นชาวเมืองยงเหนาประมาณสองร้อยเศษ ทหารปันเถียวจึงเข้าไปกระซิบไถ่ถามทหารเลว แจ้งความว่ามาแต่เมืองยงเหนา ครั้นชาวยงเหนาเข้าเมืองแล้ว ทหารปันเถียวขึ้นม้ารีบไปถึงค่าย จึงเข้าไปคำนับแจ้งความแก่ปันเถียวทุกประการ ปันเถียวจึงว่า ตัวอี๋กับเซียนอ๋องก๋องถ้อยทีใช้คนไปมาหากันอยู่มิได้ขาด เหมือนดังลูกเสืออาศัยแม่เสือ ซึ่งเซียนอ๋องก๋องเจรจาอำพรางว่าไม่เป็นใจเข้าด้วยยงเหนานั้น บัดนี้รับเอาทหารยงเหนามาอยู่ในเมือง เราจำจะเร่งคิดอุบายจับทหารยงเหนาเอาไปให้เซียนอ๋องก๋อง ให้แจ้งว่าเรารู้ความลับจับเท็จมิจริงได้ โปเกานายทหารทั้งปวงเห็นชอบพร้อมกัน พอเวลาค่ำลงปันเถียวจึงจัดทหารยกเข้าไปตั้งกองซุ่มประจำประตูเมืองไซเฮกทั้งสี่ทิศคอยจับพวกยงเหนา ปันเถียวจึงให้ทหารเอาเพลิงเผาราษฎรนอกเมือง แสงเพลิงสว่างดังกลางวัน

ฝ่ายเซียนอ๋องก๋องรับทหารยงเหนาเข้าอยู่ในเมือง ให้ประชุมขุนนางปรึกษากันด้วยเจ้าเมืองยงเหนาให้มาขอกองทัพ พอได้ยินเสียงชายหญิงร้องอื้ออึงขึ้น แลไปนอกเมืองเห็นเพลิงไหม้เรือนราษฎรเป็นหลายแห่ง เซียนอ๋องก๋องจึงพาขุนนางเปิดประตูเมืองออกไปช่วยดับเพลิง ฝ่ายปันเถียวได้ทีขับทหารเข้าจับตัวเซียนอ๋องก๋องคุมไว้แล้วพาทหารเข้าเมือง จับทหารยงเหนาฆ่าเสียทั้งนายไพร่สองร้อยคน ให้ทหารตัดเอาศีรษะทหารยงเหนามาให้แก่เซียนอ๋องก๋อง

ฝ่ายเซียนอ๋องก๋องตกใจกลัวปันเถียวจะฆ่าเสีย จึงคุกเข่าลงคำนับแล้วว่า ข้าพเจ้าเข้าด้วยตัวอี๋ คบคิดกันปล้นบ้านตีเมืองปลายแดนแกล้งกล่าวถ้อยคำอำพราง มิได้บอกท่านโดยสัจจริงโทษผิดนัก ขอท่านจงกรุณาไว้ชีวิตข้าพเจ้าครั้งหนึ่ง แต่นี้ไปภายหน้าจะตั้งใจสามิภักดิ์พึ่งบุญญาธิการพระเจ้าเมืองหลวง มิได้คิดเป็นใจสองเหมือนหนหลัง ปันเถียวได้ยินดังนั้น เห็นว่าเซียนอ๋องก๋องสิ้นความมานะให้สัตย์สาบานแล้วจึงว่า อันพระเจ้าเมืองหลวงเป็นกษัตริย์อันประเสริฐ มีบุญญาธิการมากหาผู้เสมอมิได้ ผู้ใดคิดประทุษร้ายหมายว่ามิดปิดอำความชั่วของตัวไว้ เหมือนดังท่านคบคิดกับยงเหนาฉะนี้ ผู้มีสติปัญญาเป็นข้าเฝ้าอาจล่วงรู้ความลับของท่านทุกสิ่ง ซึ่งท่านทำผิดทั้งนี้เป็นโทษอันใหญ่หลวง เราจะว่ากล่าวท่านแม่ทัพให้ช่วยเพ็ดทูลให้คลายโทษท่านอย่าทุกข์ใจเลย เซียนอ๋องก่องได้ฟังก็ดีใจ พอเวลารุ่งเช้าจึงให้บุตรชายไปกับปันเถียว ถวายเป็นข้าเฝ้าพระเจ้าเบงเต้ ณ เมืองหลวง ปันเถียวเห็นว่าเซียนอ๋องก๋องมีน้ำใจอ่อนน้อมสามิภักดิ์โดยสุจริต จึงพาบุตรเซียนอ๋องก๋องออกจากเมืองมาถึงค่าย ประชุมทหารพร้อมแล้ว เลิกทัพกลับไปถึงค่ายถิวเทียนแล้ว คำนับเล่าความซึ่งคิดอุบายในกลศึกจนเจ้าเมืองไซเฮกยอมสามิภักดิ์ให้ถิวเทียนฟังทุกประการ ถิวเทียนได้ฟังจึงปรึกษาโปเกาว่า ตัวอี๋กับเซียนอ๋องก๋องแต่ก่อนเคยคบคิดกันปล้นบ้านตีเมืองปลายแดน บัดนี้ตัวอี๋ก็เข็ดขยาดฝีมือกองทัพเรา เซียนอ๋องก๋องก็ให้บุตรมาเป็นข้าเฝ้ายอมเป็นเมืองขึ้นแก่เมืองหลวงแล้ว เห็นว่าตัวอี๋จะไม่มาย่ำยีราษฎรเหมือนหนหลัง ครั้นจะล่วงถลำเหยียบแดนยงเหนา เข้าไปไกลแดนเรา เหล่าทแกล้วทหารเราก็น้อยตัว กลัวเกลือกพวกยงเหนาจะยกทัพใหญ่ทุ่มเข้ามา ถ้าเสียทีลงยงเหนาจะมีใจกำเริบ เราคิดจะเลิกทัพกลับไปเฝ้าฟังรับสั่งสักครั้งหนึ่ง ท่านจะเห็นประการใด โปเกาจึงว่าเรายกมาครั้งนี้ ได้สู้รบกับพวกยงเหนาปราบไซเฮกราบคาบ ซึ่งจะยกกลับไปเฝ้าข้าพเจ้าเห็นชอบด้วย สองนายปรึกษากันแล้วเลิกทัพกลับไปถึงเมืองหลวง จึงพาบุตรเซียนอ๋องก๋องเข้าไปเฝ้าทูลความชอบปันเถียวและนายทัพนายกองผู้มีความชอบในการศึก พระเจ้าเบงเต้แจ้งว่าไซเฮกถวายบุตรมาเป็นข้าเฝ้ายอมสามิภักดิ์โดยสุจริต มิได้ไปเข้ากับยงเหนามีพระทัยยินดี จึงพระราชทานเงินทองเสื้อผ้านายทัพนายกองโดยสมควรแล้วเสด็จขึ้น

ฝ่ายหัวเมืองทั้งปวงซึ่งมิได้ยอมสามิภักดิ์โดยสุจริต คิดเกรงกองทัพเมืองหลวงจะยกไปยํ่ายี จึงจัดขุนนางถือหนังสือกับเครื่องบรรณาการมายอมสามิภักดิ์ขึ้นแก่พระเจ้าเมืองหลวงถึงร้อยเอ็ดหัวเมือง พระเจ้าเบงเต้จึงสั่งปันเถียวให้ไปทำบัญชีไพร่พลเมืองซึ่งมายอมสามิภักดิ์ได้คนสามสิบหมื่นครัวเป็นชายหญิงหกร้อยหมื่นเศษ

ฝ่ายขุนนางผู้มีสติปัญญาเห็นว่า พระเจ้าเบงเต้มีบุญญาธิการ หัวเมืองทั้งสี่ทิศมาอ่อนน้อมยอมสามิภักดิ์ จึงแต่งหนังสือสรรเสริญพระเกียรติยศถวายพระเจ้าเบงเต้ พระเจ้าเบงเต้จึงพระราชทานเสื้อผ้าตามสมควร แล้วสั่งถิวหยงให้จัดสิ่งของในคลังบรรทุกเกวียนเป็นอันมาก ไปพระราชทานหัวเมืองทั้งปวง ถิวหยงรับสั่งคำนับลาออกมาจัดสิ่งของบรรทุกเกวียนร้อยเอ็ดเล่มกับทหารห้าพัน ออกจากเมืองหลวงเดินตามระยะทาง กิตติศัพท์ไปถึงเมืองยงเหนา ตัวอี๋มีใจโลภจะใคร่ได้ทรัพย์สิ่งของ จึงสั่งทังอ๋องให้คุมทหารสองหมื่นไปซุ่มทัพอยู่ที่ทางใหญ่ คอยปล้นตีชิงเอาทรัพย์สิ่งของ

ฝ่ายถิวหยงคุมสิ่งของพระราชทานไปถึงที่ตำบลหนึ่ง พอทหารซึ่งให้ล่วงหน้าไปสืบระยะทางกลับมาบอกว่า กองทัพยงเหนามาตั้งอยู่ที่ทางหลวง ถิวหยงเห็นว่ายงเหนาจะคอยสกัดตีชิงเอาทรัพย์สิ่งของ จึงให้เร่งขับเกวียนซึ่งบรรทุกสิ่งของเข้าอาศัยอยู่ในเมืองลิวคินเสีย

ฝ่ายทังอ๋องซุ่มทัพคอยอยู่แทบทางเป็นหลายวัน พอทหารไปสืบกลับมาบอกว่า ถิวหยงซึ่งคุมสิ่งของมานั้นเข้าอยู่เมืองลิวคินเสีย ทังอ๋องจึงว่าเมืองลิวคินเสียเป็นเมืองดอน ชาวเมืองลงอาศัยน้ำไกลเมืองทางถึงห้าสิบเส้น เราจะยกไปตั้งค่ายสกัดไว้มิให้ชาวเมืองลงกินนํ้า ชาวเมืองลกเอี๋ยงซึ่งมาอาศัยอยู่นั้นอดนํ้าจะออกมาหาเราโดยดี สิ่งของทั้งปวงจะได้แก่เราเป็นมั่นคง ทังอ๋องจึงยกทัพไปตั้งค่ายกันทางที่ชาวเมืองจะมาตักนํ้านั้น

ฝ่ายราษฎรชาวเมืองอดน้ำ จึงเข้าไปบอกความแก่ถิวหยง ถิวหยงจึงให้ทหารขุดบ่อในเมืองลึกลงไปถึงสิบห้าวาหาน้ำมิได้ ถิวหยงทุกข์ใจนัก จึงตกแต่งเครื่องบูชาถวายบังคมบ่ายหน้าต่อเมืองลกเอี๋ยง แล้วตั้งสัตยาธิษฐานว่า พระเจ้าเบงเต้ผู้มีบุญญาธิการ พระทัยโอบอ้อมอารีแก่ราษฎร จะบำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุขหวังไว้พระเกียรติยศ จึงให้ข้าพเจ้าคุมสิ่งของไปพระราชทานหัวเมืองทั้งปวง ข้าพเจ้าตั้งใจจงรักภักดีโดยสุจริต คิดจะทำราชการฉลองพระคุณด้วยความกตัญญู บัดนี้ยงเหนาศัตรูแผ่นดินมาป้องกันมิให้ราษฎรอาศัยน้ำได้ความลำบาก เดชะบุญญาธิการพระเจ้าเมืองหลวงมาเป็นที่พึ่ง จงให้น้ำบังเกิดขึ้นในบ่อน้ำ จะได้เป็นที่อาศัยระงับกระวนกระวายทหารและราษฎรชาวเมือง แล้วให้พวกยงเหนาบังเกิดความสะดุ้งตกใจกลัวบุญญาธิการ พากันเลิกทัพกลับไป ให้เห็นประจักษ์แก่ตาทหารและชาวเมืองในเวลานี้ ขณะนั้นนํ้าบังเกิดขึ้นเต็มบ่อ ทหารและชาวเมืองต่างคนดีใจตักกินอาบเป็นผาสุก

ฝ่ายทังอ๋องรู้ข่าวว่า ถิวหยงขุดบ่อในเมืองได้น้ำกินคิดเห็นเป็นอัศจรรย์นัก จึงบอกทหารทั้งปวงว่าเมืองนี้เป็นเมืองดอนแต่ก่อนมาชาวเมืองขุดบ่อหานํ้ามิได้ เรามาตั้งสกัดตัดทางไว้หวังจะให้ขุนนางลกเอี๋ยงอดน้ำไม่สมความคิดเรา ซึ่งถิวหยงขุดบ่อได้น้ำกินทั้งนี้คือเทพยดาช่วยเป็นมั่นคง ครั้นจะตั้งค่ายอยู่ช้าเกรงกองทัพหัวเมืองจะยกมาตีกระหนาบหลัง ทังอ๋องบังเกิดความสะดุ้งตกใจเลิกทัพกลับไปเมืองยงเหนา

ฝ่ายถิวหยงมีทหารน้อยตัวนักจะคุมสิ่งของไปมิได้ ด้วยกลัวพวกยงเหนาจะตีชิงกลางทาง จึงแต่งหนังสือบอกข้อราชการขอกองทัพ ส่งให้ม้าใช้ไปเมืองหลวงแล้วตั้งพักทหารนั่งยามรักษาทรัพย์ของหลวงอยู่ในเมืองลิวคินเสีย ฝ่ายทหารม้าใช้ถือหนังสือไปถึงเมืองลกเอี๋ยง เข้าหาขุนนางนำเฝ้าทูลข้อความตามหนังสือซึ่งบอกมาทุกประการ พระเจ้าเบงเต้แจ้งว่ายงเหนายกมาจะตีชิงสิ่งของซึ่งถิวหยงคุมไปแจกหัวเมือง จึงสั่งขุนนางนายทหารคุมทหารห้าหมื่นยกเพิ่มเติมไปสมทบกับทหารถิวหยงป้องกันทัพพวกยงเหนา

ฝ่ายถิวหยงคอยม้าใช้ซึ่งถือหนังสืออยู่ในเมืองลิวคินเสียช้าอยู่เป็นหลายวัน พอมีผู้มาบอกว่ากองทัพเมืองหลวงมาถึง ถิวหยงดีใจนัก จึงจัดแจงสิ่งของบรรทุกเกวียนออกไปสมทบกองทัพยกไปตามระยะทาง นำสิ่งของไปพระราชทานหัวเมืองร้อยเอ็ด แล้วกลับเข้าเมืองหลวงทูลความทั้งปวงแก่พระเจ้าเบงเต้ทุกประการ พระเจ้าเบงเต้เห็นว่าถิวหยงมีความสัตย์กตัญญู จึงพระราชทานที่ยศศักดิ์ให้ถิวหยงเป็นขุนนางกินหัวเมืองใหญ่

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ