๒๕

อยู่เวลาวันหนึ่ง พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จออกขุนนางเฝ้าพร้อมจึงตรัสว่า แต่เราแต่งทหารเป็นแม่ทัพนายกองไปปราบศัตรูทุกทิศ ซึ่งจะเสียทหารเหมือนปราบเมืองยงอิวและปราบเมืองเซงโต๋ครั้งนี้หามิได้ จึงรับสั่งให้สร้างวัดปั้นรูปปังอี้หนึ่ง เตียวจุ้นหนึ่ง งิมเหงหนึ่ง ไลเอียกหนึ่ง ขุนนางมีความชอบไว้เป็นที่คำนับบวงสรวงแก่ทหารและขุนนางทั้งปวง แล้วตรัสว่าราชการแผ่นดินก็ราบคาบแล้ว เวลารุ่งพรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวป่าล่าเนื้อเล่นให้เป็นที่สบาย ขุนนางพนักงานรับสั่งออกมาจัดแจงกันเป็นกระบวนพยุหยาตราตามอย่างพระมหากษัตริย์เสด็จประพาสไพรแต่ก่อน ครั้นรุ่งเวลาเช้า พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ทรงเครื่องสำหรับกษัตริย์เสด็จออก ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยเตรียมรับเสด็จพร้อมกัน จึงตรัสชวนเตงอูหนึ่ง เกียฮกหนึ่ง หลีฉงหนึ่ง ตันจุ้นหนึ่ง อองเสียงหนึ่ง และขุนนางทั้งปวงตามเสด็จ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ทรงรถ เตงอูนั่งท้ายรถ พร้อมด้วยทหารแห่หน้าหลังออกจากเมืองลกเอี๋ยงไปถึงป่าใหญ่ริมเชิงเขาฝ่ายทิศใต้ มีเนินทรายสีดังเงินยวง ต้นไม้ขึ้นรายเรียงกันเป็นจังหวะ ต้นเตี้ยต่ำดอกผลปนสลับดูดังดัดน่าชม พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ตรัสสั่งให้ตั้งพลับพลาประทับร้อน

ฝ่ายเกียฮกกับขุนนางนายทหารทั้งปวง ต่างคนให้ทหารเอาข่ายไปดักตามด่านทางเนื้อเคยเดินไปมาแล้ว ให้ทหารตีเกราะเคาะไม้ไล่เนื้อกวางทรายเข้าติดข่ายเป็นหลายตัวให้จับผูกมัดไว้ แล้วให้หาชาวนามาสืบถามว่าเสือร้ายมีอยู่แห่งใดจะจับไปถวาย ชาวนาบอกว่าตำบลเขาแปะโหมีเสือร้ายกินคนเนืองๆ บรรดาชาวนากลัวเสือหาผู้ใดเดินทางเขาแปะโหได้ไม่ เกียฮกได้ฟังดีใจนัก จึงให้ชาวนานำทางไปถึงที่ตำบลเสือร้ายเป็นป่าสุมทุมพุ่มชัฏ เกียฮกจึงให้ทหารขึงข่ายตามทางเสือเคยเดินทุกแห่ง จึงให้ตันจุ้นกับทหารเลวตีม้าล่อโห่ร้องอื้ออึงขึ้น

ฝ่ายเสือร้ายอาศัยอยู่ในสุมทุมไม้ ได้ยินเสียงคนและเสียงม้าล่อก็ตกใจร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง แล้วโผนทะยานออกจากพุ่มไม้ไปติดข่าย เสือโดดดิ้นโดยกำลัง เกียฮกน้าวเกาทัณฑ์อาบด้วยยาพิษยิงถูกเสือตาย แล้วให้ทหารผูกมัดเสือและเนื้อละมั่งกวางทรายกลับเข้ามาทูลถวายเป็นอันมาก พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงรับสั่งให้หัวปากเจ้าพนักงานเลือกจัดเนื้อไปทำเครื่องเสวย แล้วให้ทำกับแกล้มสุราเลี้ยงขุนนางและทแกล้วทหารทั้งปวงเป็นที่สบาย ครั้นเวลาเย็นค่ำพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จขึ้นทรงรถกลับ ทหารแห่มาตามทาง พอเวลาคํ่าลงทหารแห่ส่องคบเพลิงสว่างดังกลางวัน มาเห็นประตูเหนือปิดมั่นคงอยู่ นายทหารซึ่งแห่นำเสด็จจึงร้องเรียกนายประตูให้เผยประตูรับเสด็จ

ฝ่ายจิวหุยซึ่งเป็นนายคุมไพร่รักษาประตูได้ยิน จึงตอบว่าซึ่งจะให้เราเปิดประตูในเวลากลางคืนผิดอย่างธรรมเนียมนั้น ถ้าศัตรูหมู่ร้ายปลอมเข้าเมือง เราผู้รักษาประตูโทษถึงตายทั้งโคตร ข้อซึ่งเราขัดรับสั่งด้วยไม่เปิดประตูรับเสด็จนั้นโทษถึงตายแต่ตัวเราผู้เดียว ท่านจงกราบทูลเชิญเสด็จไปประตูอื่น นายทหารได้ยินจึงเข้ามากราบทูลตามคำจิวหุยทุกประการ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ได้ฟังมิได้ตรัสประการใด

ฝ่ายนายทหารแห่จึงนำเสด็จไปประตูทิศตะวันออก ร้องเรียกให้เปิดประตู ฝ่ายตังเหาซึ่งเป็นนายคุมไพร่รักษาประตู จึงให้เปิดประตูเมืองรับเสด็จพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เข้าพระราชวัง ครั้นเวลาเช้าพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จออกขุนนางเฝ้าพร้อม จึงให้หาจิวหุยเข้ามาเฝ้าพระราชทานแพรร้อยพับแล้วตรัสว่า จิวหุยเป็นคนซื่อตรง ถือกฎหมายอย่างธรรมเนียมแผ่นดินมั่นคง ควรที่ขุนนางข้าราชการจะดูเยี่ยงอย่างสืบไป ตังเหาขุนนางซึ่งเปิดประตูเมืองรับนั้นให้มีกระทู้ซักถามว่า กฎหมายอย่างธรรมเนียมตั้งไว้สำหรับผู้รักษาประตูแต่ก่อนสืบๆ กษัตริย์มา ตัวเป็นขุนนางรู้พระราชกำหนด เหตุใดเปิดประตูเมืองในเวลาราตรี ถ้าศัตรูหมู่ร้ายปลอมเข้ามาทำร้ายแก่พระมหากษัตริย์ โทษตัวจะเป็นประการใด ตังเหารับสารภาพผิด พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงตรัสว่า เวลาค่ำคืนนี้เราหาอันตรายมิได้ โทษซึ่งตังเหาล่วงเกินกฎหมายนั้นให้งดไว้ แต่ให้ถอดจากที่ตังเหาให้เป็นแต่ซำหองอุ้ยขุนนางผู้น้อย สั่งแล้วตรัสแก่ขุนนางด้วยราชการเมืองสืบไป จูอิวซึ่งเป็นที่เจียนอุ้ยจงกุ๋นจึงทูลว่า ศัตรูผู้ร้ายซึ่งเป็นเสี้ยนหนามในแผ่นดินก็ราบคาบทั้งสี่ทิศ ราชการฝ่ายทหารเห็นเบาบางแล้ว แต่การซึ่งจะจัดแจงเมืองบำรุงราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุขนั้น พระองค์ยังหาได้ตั้งแต่งผู้ใดเป็นที่ไจเสียงไม่ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงตรัสว่า ผู้ซึ่งจะเป็นที่ไจเสียงประกอบทั้งสติปัญญารอบคอบนั้นหายาก เรายังตรึกตรองอยู่ จูอิวจึงทูลว่า บรรดาขุนนางข้าเฝ้าเก่าใหม่ซึ่งได้ทำการอาสาปราบศัตรูแผ่นดินมาคุ้มเท่าบัดนี้ แต่ละคนล้วนมีสติปัญญาฝีมือกล้าหาญ ซึ่งจะเอาราชการรอบคอบทั้งทหารพลเรือนนั้น ข้าพเจ้าเห็นแต่เกียฮกจะว่าที่ไจเสียงขุนนางผู้ใหญ่ได้โดยแท้ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงตรัสว่า เกียฮกคนนี้จะว่าที่ไจเสียงได้อยู่แต่นํ้าใจเร็วนัก จำจะให้เตงอูกับหลีทองกำกับว่าราชการด้วย พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงตั้งเกียฮกเป็นแซตังเหาว่าที่ไจเสียง พระราชทานส่วยขึ้นหกหัวเมือง เตงอูเป็นโกบิดเหา หลีทองเป็นโกสิเหา ทั้งสองเป็นผู้กำกับไจเสียง พระราชทานส่วยขึ้นคนละสี่หัวเมือง บรรดาขุนนางผู้มีความชอบสามสิบสองคน พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้พระราชทานเครื่องยศให้ไปครองเมืองใหญ่สามสิบสองตำบลตามสมควรแก่ความชอบ

ฝ่ายงอฮั่นตั้งแต่ไปทำศึกกับเมืองเซงโต๋มีชัยชนะ มีผู้ทูลกล่าวโทษว่าเผาบ้านเมือง ให้ทหารเก็บริบทรัพย์สิ่งของราษฎรนั้น งอฮั่นเห็นว่าพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ขัดเคืองคิดเสียใจนัก อุตส่าห์เฝ้าทูลทุกเวลาหวังจะให้พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ตรัสถามความซึ่งระแวงพระทัย เฝ้าเวลาใดก็ตรัสแต่การอื่นไปไม่ได้ช่องมิอาจทูล ครั้นพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จัดแจงขุนนางไปครองเมืองสิ้นแล้ว จึงทูลว่าซึ่งพระองค์ให้ขุนนางไปรักษาขอบขันฑสีมาต้องด้วยอย่างธรรมเนียมอยู่ ขอให้แต่งตั้งชุบเลี้ยงพระราชวงศานุวงศ์และพระราชบุตรขึ้นให้เจริญในยศศักดิ์ จะได้รักษาพระองค์ป้องกันราชศัตรูในพระนคร พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้มิได้ตรัสประการใดเสด็จขึ้น งอฮั่นกับขุนนางผู้น้อยผู้ใหญ่ต่างคนไปบ้าน ครั้นเวลารุ่งเช้าพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จออก งอฮั่นเข้าไปเฝ้ากราบทูลซ้ำอีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงให้โปถังหนึ่ง เตงอูหนึ่ง หลีทองหนึ่ง เกียฮกหนึ่ง ทั้งสี่นายให้ปรึกษาคำงอฮั่น ถ้าต้องอย่างธรรมเนียมควรจะทำ ถ้าผิดขนบราชประเพณีให้ยกเลิกเสีย ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งสี่คนรับสั่ง คำนับลาออกมาค้นหากฎหมายอย่างธรรมเนียม ได้หนังสือเรื่องราชพงศาวดารครั้งกษัตริย์ฮ่องสิน ตั้งขุนนางมีความชอบไปครองเมืองใหญ่น้อยแปดร้อยหัวเมืองป้องกันขอบขันฑสีมา เมืองจิ๋วกือเมืองหลวงไม่มีศึก พระเจ้าบูอ๋องได้ครองราชสมบัติ สืบเชื้อพระวงศ์กษัตริย์ถึงแปดร้อยเจ็ดสิบสี่ปี ครั้งแผ่นดินพระเจ้าฮั่นโกโจ ตั้งแต่งพระราชวงศานุวงศ์เป็นขุนนางป้องกันศัตรูภายในพระนคร ชุบเลี้ยงขุนนางผู้มีความชอบไปรักษาเมืองน้อยใหญ่ป้องกันขอบขันฑสีมา แผ่นดินราบคาบเป็นปรกติมาช้านาน ขุนนางทั้งสี่คนเห็นว่างอฮั่นกราบทูลจะให้ตั้งแต่งพระราชบุตรและพระวงศานุวงศ์ให้เจริญอิสริยศนั้นชอบด้วยอย่างธรรมเนียม จึงทำเรื่องราวเข้าไปทูลถวายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงตรัสสั่งให้ขุนนางพนักงานขนานนามเทียบที่พระราชบุตรทั้งสี่องค์เป็นเจ้าต่างกรม ได้กำกับขุนนางทุกพนักงานจัดแจงส่วยสาอากรแล้ว ตรัสสั่งให้มีหนังสือไปถึงผู้รักษาเมืองลุยจิ๋ว เมืองฮอหลำ เมืองน่ำเอี๋ยง และหัวเมืองทั้งปวงให้รังวัดไร่นา ราษฎรทำนามากน้อยได้เท่าใด ให้คิดแบ่งค่านาเป็นส่วนของหลวงตวงขึ้นฉางสำหรับจ่ายแจกทหารตามพิกัดกฎหมาย ขุนนางผู้ใหญ่รับสั่งแล้วออกมาแต่งหนังสือไปทุกหัวเมือง

ฝ่ายผู้รักษาเมืองทั้งปวงรู้หนังสือรับสั่งแล้วแต่งขุนนางออกรังวัดนา ถ้าราษฎรผู้ทำนาได้มากมีเงินทองให้เป็นสินบน ผู้ซึ่งวัดไร่นาโลภทรัพย์รับสินบน วัดนามากให้เป็นน้อย ราษฎรผู้ซึ่งขัดสนทรัพย์ผู้วัดนาไม่ได้ประโยชน์โกรธแค้น รังวัดนาน้อยเป็นมาก เกาะเอาตัวไปมัดผูกเรียกเร่งเอาข้าวค่านา ราษฎรได้ความเดือดร้อนทุกหัวเมือง ผู้รังวัดนาทำบัญชีนาทุกแขวงอำเภอไปแจ้งแก่ผู้รักษาเมือง ผู้รักษาเมืองจึงแต่งขุนนางผู้น้อยถือหนังสือบอกเข้าไปเมืองหลวงทุกหัวเมือง

ฝ่ายผู้ถือหนังสือบอกจำนวนนาเมืองลุยจิ๋ว รู้ว่าผู้รักษาเมืองขุนนางกรมการคบคิดกันฉ้อราษฎร ปิดบังของหลวงเอาสินบนแบ่งปันกันเป็นอาณาประโยชน์ คิดจะร้องฟ้องก็กลัวขุนนางกรมการจะเป็นข้อพยาบาทด้วยตัวเป็นแต่ผู้น้อย ครั้นมาถึงกลางทางจึงแต่งเรื่องราวกล่าวโทษผู้รักษาเมืองทั้งแผ่นดินแต่หาออกชื่อผู้ทำเรื่องราวไม่ แล้วพับหนังสือซ่อนไว้ในกลีบเสื้อ รีบไปถึงเมืองหลวงให้ขุนนางผู้ใหญ่นำเฝ้า ทูลบัญชีจำนวนนาและค่านาเป็นของหลวง แล้วผู้ถือหนังสือจึงส่งเรื่องราวกล่าวโทษผู้รักษาเมืองให้ขุนนางอ่านถวาย พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ได้ทรงฟังจึงตรัสถามว่าผู้ใดเป็นโจทก์กล่าวโทษผู้รักษาเมืองเล่า ผู้ถือหนังสือจึงทูลว่าข้าพเจ้ามาแต่เมืองลุยจิ๋ว เห็นหนังสือตกอยู่กลางทางอ่านดูเป็นความข้อใหญ่ จึงเก็บเอามากราบทูลให้ทราบ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงตรัสว่าผู้ซึ่งมีใจพยาบาทแก่กัน ครั้นจะคิดสู้รบโดยฝีปากฝีมือไม่ชนะ แกล้งทำกลอุบายคิดเก็บเอาความมหันตโทษอันหาจริงมิได้ ทำเรื่องราวทอดทิ้งไว้ให้ผู้อื่นเอามาว่ากล่าว บางทีตัวผู้ทำเรื่องราวเอามาว่ากล่าวบอกว่าเก็บได้กลางถนนหนทางเหมือนอย่างฉะนี้ ครั้นจะรับไว้พิจารณาเป็นกระทู้ข้างเดียวไม่ควร ชอบให้เอาตัวผู้นำเรื่องราวไปฆ่าเสีย อย่าให้ผู้ใดดูเยี่ยงอย่างทำสืบต่อไป ทหารก็พาตัวผู้ถือหนังสือออกไปมัดเตรียมไว้นอกประตูเมืองคอยรับสั่ง เล่าเอี๋ยนผู้ซึ่งเป็นที่ตังไหก๋ง พระราชบุตรพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงทูลว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าผู้ถือหนังสือเป็นคนซื่อตรงต่อแผ่นดิน รู้ว่าผู้รักษาเมืองทั้งปวงทำผิดจะออกยั่งยืนเป็นโจทก์ก็เกรงอยู่ จึงทำเรื่องราวมิได้ออกตัวทูลแต่พอจะให้ทราบ ขอรับพระราชทานโทษไว้สืบสวนเอาความเท็จและจริงก่อน

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ได้ฟังตังไหก๋ง จึงสั่งโฮหลำอี๋นให้จดหมายถ้อยคำพระราชบุตรไปถามสอบผู้ถือหนังสือ ผู้ถือหนังสือรับว่าเรื่องราวทำถวายพอจะให้ทราบสมคำตังไหก๋งทูลทุกประการ โฮหลำอี๋นจึงเข้ามาทูลตามคำให้การผู้ถือหนังสือ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ได้ฟังยินดีนัก จึงดำริว่าตังไหก๋งมีสติปัญญาฉลาดเฉลียวลึกซึ้งเห็นการโดยรอบคอบ ควรจะเป็นที่วางใจใช้ต่างตารักษาแผ่นดินสืบไป ดำริแล้วตรัสสั่งโฮหลำอี๋นให้คุมตัวผู้ถือหนังสือไปรังวัดนาสอบกับจำนวนนา ซึ่งผู้รักษาเมืองทั้งปวงบอกมาจะขึ้นลงกว่ากันประการใด โฮหลำอี๋นรับสั่งคำนับลาออกมาพาผู้ถือหนังสือกับเสมียนทนายขุนนางพนักงานกำกับไปรังวัดนาแขวงเมืองลุยจิ๋วและหัวเมืองทั้งปวงโดยเที่ยงธรรม

ฝ่ายผู้ซึ่งมั่งมีทรัพย์เสียสินบนไว้แก่ผู้รังวัดนาครั้งก่อน ตั้งบัญชีมีเนื้อนาน้อย ครั้นต้องรังวัดใหม่นามากขึ้น ต้องปรับไหมข้าวค่านาเป็นทวีคูณ โฮหลำอี๋นให้ผูกมัดโบยตีเร่งเรียกข้าวค่านาขึ้นฉาง ราษฎรผู้เสียสินบนแล้วต้องเร่งค่านาถึงสองซ้ำ ต่างคนโกรธแค้นโฮหลำอี๋น ราษฎรผู้ซึ่งไม่มีสินบนจะเสีย ผู้รักษาเมืองเอาไปเร่งเรียกข้าวค่านากินเนื้อนาครั้งก่อน ต่างคนยกครอบครัวหนีเข้าตั้งซ่องสุมอยู่ป่า คุมพวกเพื่อนคบคิดกันเป็นโจรปล้นบ้านชิงเอาทรัพย์สิ่งของคนเดินทางชุกชุมขึ้นทุกเมือง

ฝ่ายโฮหลำอี๋นรู้ว่าผู้ร้ายกำเริบ จึงมีหนังสือเกณฑ์กองทัพหัวเมืองทั้งปวงออกจับพวกโจร โฮหลำอี๋นยกกองทัพไปถึงบ้านช่องนายโจรแห่งหนึ่ง โจรคุมพวกออกมาเป็นอันมาก โฮหลำอี๋นจึงขับม้าขึ้นมาหน้าทหารแล้วร้องถามนายโจรว่า พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้มีพระทัยกรุณาราษฎรบำรุงแผ่นดินให้เป็นสุข เหตุใดตัวจึงคบคิดกันเป็นโจรผู้ร้ายดังนี้ไม่ชอบ นายโจรจึงตอบว่าพระเจ้าเมืองหลวงนั้น พระองค์ตั้งพระทัยแต่ที่จะบำรุงไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุขโดยยุติธรรม แต่ขุนนางผู้รักษาเมืองกรมการหาซื่อตรงต่อแผ่นดินไม่ เห็นแก่สินบน คนยากไร้ข่มเหงวัดนาน้อยเป็นมาก ผู้ซึ่งมีทรัพย์ติดสอยบนบานมีนามากรังวัดแต่น้อย แล้วกลับเปลี่ยนตัวออกมารังวัดนาอีกเล่า ลวงให้เราเสียสินบนแล้วซ้ำต้องปรับไหมเอาว่าปิดบังนาไว้เราแค้นนัก จึงคบพวกกันจะจับขุนนางไม่ซื่อตรงต่อเจ้าแผ่นดินฆ่าเสียให้สิ้น โฮหลำอี๋นได้ยินก็โกรธขับม้าพาทหารเข้าโจมตี พวกนายโจรต่อสู้กับโฮหลำอี๋นได้ยี่สิบเพลงทวน เห็นกองทัพหัวเมืองยกหนุนเนื่องเข้ามาจะล้อมวกหลัง จึงชักม้าถอยรอรบไปกับพวกโจรทั้งปวง พอกองทัพหัวเมืองก้าวสกัด พุ่งซัดอาวุธยิงเกาทัณฑ์ดังห่าฝนตกถูกพวกโจรป่วยเจ็บล้มตายเป็นอันมาก นายโจรจึงขับม้าพาพวกโจรหนีไปจากที่ล้อมเข้าป่า

ฝ่ายโฮหลำอี๋นพาทหารติดตามพวกโจรไปถึงแดนเมืองลุยจิ๋ว จึงเกณฑ์กองทัพหัวเมืองเฉงจิ๋ว เมืองซีจิ๋ว เมืองยงจิ๋ว เมืองอิวจิ๋ว ทั้งสี่หัวเมืองใหญ่ให้สืบจับพวกโจร มีหนังสือบอกเข้าไปกราบทูลพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ทุกหัวเมือง พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงรับสั่งแก่ขุนนางกรมเมืองว่า ถ้าโจรมีพวกเพื่อนแต่สี่คนห้าคน ให้เอาตัวนายโจรฆ่าเสีย ผู้ซึ่งพวกสามคนสี่คนนั้น ให้มีผู้รับประกันแล้วปล่อยตัวไปสืบจับเอาพวกโจรมาไถ่โทษจึงให้พ้นโทษ ถ้าหาผู้รับมิได้และมีผู้รับตัวปล่อยไปสืบพวกโจรมาแทนตัวมิได้ ให้ส่งตัวเข้าคุกกว่าจะตาย ขุนนางกรมเมืองจดหมายพระราชกำหนดมาทำตามรับสั่ง

ฝ่ายพวกโจรทั้งปวงต่างคนกลัวเพื่อนกันเอง หลบหนีระส่ำระสายหาคุมพวกกันเข้าได้ไม่ด้วยกลัวอาชญา ออกทำไร่นาค้าขายตามภูมิลำเนาแต่ก่อน แต่นั้นมาทรัพย์สิ่งของทอดทิ้งอยู่กลางถนนหนทาง ผู้ซึ่งมิได้เป็นเจ้าของมิอาจหยิบเอาไป เวลากลางคืนมิได้ปิดประตูบ้านและเรือนด้วยหาโจรผู้ร้ายมิได้ ราษฎรหัวเมืองอยู่เย็นเป็นสุขยิ่งนัก อยู่วันหนึ่งพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จออกปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า บุตรเราทั้งสิบคนนี้ เราเห็นว่าตังไหก๋งมีสติปัญญาฉลาดเห็นการทั้งปวงโดยลึกซึ้ง เราจะตั้งให้เป็นไทจูมหาอุปราชท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยยอมพร้อมใจกันจึงให้โหรหาฤกษ์กำหนดการพิธีอุปราชาภิเษก ครั้นถึงวันฤกษ์ดี ขุนนางทั้งปวงเชิญตังไหก๋งขึ้นพระยานุมาศ มีกระบวนแห่หน้าหลังมาสู่โรงราชพิธีครบกำหนดสามวันแล้ว พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงพระราชทานที่มหาอุปราชให้แก่ตังไหก๋ง รับว่าราชการแผ่นดินชำระกิจสุขทุกข์ของราษฎรสืบไป จึงให้ซวนเอ๋งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ได้ทัดทานดูการผิดและชอบ พอขุนนางนำอาการเข้ามากราบทูลว่า ไต้สุมางอฮั่นป่วยหนักแพทย์ประกอบยารักษาโรคยิ่งกำเริบทรุดหนักลงเห็นจะไม่รอดชีวิต ให้เชิญเสด็จจะทูลลาตาย พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ได้ฟังมีพระทัยอาลัยเสียดายงอฮั่นยิ่งนัก จึงเสด็จไปบ้านงอฮั่นเห็นงอฮั่นซูบผอมหากำลังมิได้ นอนบ่ายศีรษะไปทิศตะวันตก พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้มีพระทัยสงสารนัก จึงเสด็จนั่งเคียงที่นอนงอฮั่นแล้วตรัสถามถึงอาการโรคทั้งปวง งอฮั่นทูลอาการโรคแล้วร้องไห้ทูลว่า ข้าพเจ้าตั้งใจจงรักภักดีโดยสุจริต บัดนี้ชีวิตข้าพเจ้าจะดับสูญมิได้ทำการอาสาพระองค์สืบไป ซึ่งข้าพเจ้าเชิญเสด็จมาด้วยมีความวิตกอยู่ เมื่อครั้งมีรับสั่งให้ข้าพเจ้าเป็นแม่ทัพไปปราบกองซุนสุด ณ เมืองเซงโต๋ ครั้นสำเร็จราชการแล้ว ขุนนางเมืองเซงโต๋ปลอมเข้าข่มเหงเก็บริบเอาสิ่งของเผาบ้านเรือนชาวเมืองเซงโต๋ ข้าพเจ้ารู้ความได้สืบจับเอาตัวฆ่าเสียเป็นหลายคน มีผู้กราบทูลกล่าวโทษว่าข้าพเจ้าไม่กำชับห้ามปราม ละให้ทหารในกองทัพทำให้ราษฎรเดือดร้อน พระองค์จึงเคืองข้าพเจ้า ทหารในกองทัพข้าพเจ้าจะได้ข่มเหงเก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของและเผาบ้านเรือนราษฎรเหมือนดังถ้อยคำผู้กราบทูลหามิได้ งอฮั่นทูลความไม่ทันขาดคำพอสิ้นกำลังขาดใจตาย พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้มีพระทัยอาลัยงอฮั่นยิ่งนัก จึงรับสั่งขุนนางจัดแจงการฝังศพตามอย่างขุนนางผู้มีความชอบ เสด็จไปเซ่นศพตามธรรมเนียมแล้วเสด็จกลับเข้าพระราชวัง

ฝ่ายยงเจียงเจ้าเมืองบิก๋วน เป็นเมืองขึ้นแก่โซเตงเจ้าเมืองเกาจี๋ ยงเจียงมีบุตรหญิงชื่อนางสุดเซ็ก บุตรชายชื่อสุดยี่ทั้งสองคนพี่น้องได้เรียนเพลงอาวุธชำนิชำนาญ นางสุดเซ็กมีผัวชื่อจูเอ๋ง บรรดาพวกชาวป่าดงนับถือยำเกรงมาเข้าฝากตัวอยู่กับนางสุดเซ็กเป็นอันมาก นางสุดเซ็กมีความพยาบาทโซเตงเจ้าเมืองเกาจี๋ว่าข่มเหงเรียกส่วยสาอากรเกินพิกัดกฎหมาย จึงปรึกษาสุดยี่ผู้น้องพร้อมใจกัน ชักชวนพวกชาวป่าได้ทหารสิบหมื่นจัดเป็นกระบวนทัพใหญ่ ให้สุดยี่เป็นทัพหน้า นางสุดเซ็กแต่งตัวเป็นชายสวมเกราะในใส่เสื้อสีชมพูขี่ม้าถือดาบสองมือเป็นทัพหลวง ยกออกจากเมืองบิก๋วนไปตีเมืองเกาจี๋จับโซเตงได้ นางสุดเซ็กฆ่าเจ้าเมืองเกาจี๋เสีย แล้วให้สุดยี่ตีเมืองน้อยได้หกสิบเมือง นางสุดเซ็กตั้งตัวเป็นเจ้าเมืองเกาจี๋ มิได้ไปขึ้นแก่พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้

ฝ่ายหัวเมืองทั้งปวงจึงแต่งหนังสือบอกข้อราชการเข้าไปกราบทูลพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เป็นหลายฉบับ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงตรัสปรึกษาขุนนางผู้ใหญ่ว่า ผู้ซึ่งจะเป็นแม่ทัพไประงับข้าศึกครั้งนี้ จะเห็นผู้ใดซึ่งจะใช้ไปให้ได้ราชการ โปถังจึงทูลว่าบรรดาขุนนางข้าเฝ้าเป็นคนเก่าเคยปราบยุคเข็ญมาแต่ก่อนก็เจ็บป่วยล้มตายเสียเป็นหลายคน ซึ่งจะเป็นแม่ทัพไปครั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นแต่ม้าอ้วนจะกำกับทหารไปปราบนางสุดเซ็กให้ราบคาบได้เป็นมั่นคง พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ได้ฟังมีพระทัยยินดีนัก จึงตรัสชมว่า โปถังมีสติปัญญาจัดแจงแม่ทัพสมกับความคิดเรา จึงตั้งม้าอ้วนเป็นขุนนางผู้ใหญ่มอบตราแม่ทัพให้บังคับทหารสิทธิ์ขาด ตั้งเล่าหลงเชื้อพระวงศ์เป็นปลัดทัพ ตั้งเกจี้เป็นทัพหน้า เกณฑ์ทหารเอกทหารเลวสิบหมื่นเข้ากระบวนทัพ ครั้นได้พิชัยฤกษ์พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จไปส่งกองทัพนอกเมืองลกเอี๋ยง แล้วเสด็จกลับเข้าพระราชวัง

ฝ่ายนางสุดเซ็กครั้นตั้งตัวเป็นเจ้าครองเมืองเกาจี๋ คิดเกรงกองทัพเมืองลกเอี๋ยงจะยกมาตี จึงจัดแจงด่านทางให้ทหารสืบข่าวราชการอยู่มิได้ขาด พอทหารม้าใช้มาบอกว่า พระเจ้าเมืองลกเอี๋ยงให้ม้าอ้วนเป็นแม่ทัพคุมทหารประมาณสิบหมื่นเศษ ยกทัพใหญ่ตีเมืองปลายแดนเข้ามาเป็นหลายเมือง นางสุดเซ็กได้แจ้งความจึงจัดกองทัพให้สุดยี่ผู้น้องเป็นทัพหน้า นางสุดเซ็กเป็นทัพหลวง ทหารสิบหมื่นยกกองทัพออกจากเมืองเกาจี๋เดินกองทัพตามระยะทาง

ฝ่ายม้าอ้วนยกทัพมาตีเมืองรายทางได้เป็นหลายเมือง จึงยกขยับเข้าตั้งค่ายอยู่ในแดนเมืองเกาจี๋ พอทหารซึ่งให้สืบราชการกลับมาบอกว่า กองทัพเมืองเกาจี๋ยกมามีทหารประมาณสิบหมื่นเศษ ม้าอ้วนจึงว่าแก่นายทัพนายกองทั้งปวงว่า นางสุดเซ็กซึ่งเป็นแม่ทัพยกมาครั้งนี้มีฝีมือว่องไวชำนาญเพลงอาวุธ แต่เป็นหญิงกำลังน้อยกว่าชาย ไม่รู้อุบายกลศึก จำจะคิดล่อลวงซุ่มทัพจับตัวนางสุดเซ็กกับสุดยี่พี่น้องให้จงได้ ม้าอ้วนจึงสั่งเกจี้ว่าท่านจงพาทหารห้าพันไปตั้งซุ่มอยู่เชิงเขาตก เป็นทางช่องแคบที่ทางนางสุดเซ็กจะมานั้น เราจะแต่งทัพล่อให้ไล่ถลำเข้ามา ถ้าได้ทีจะจุดประทัดสัญญา ท่านจงยกทัพเข้าตีกระทบเข้ามาเป็นศึกกระหนาบ เกจี้รับคำอำลาพาทหารไปตามสั่ง ม้าอ้วนจึงจัดทหารที่มีฝีมือซุ่มอยู่นอกค่ายทั้งสองข้างทาง แล้วแต่งตัวขึ้นม้าถืออาวุธ พาทหารห้าพันออกไปรับทัพนางสุดเซ็ก พอนางสุดเซ็กยกทัพสวนทางมาทหารทั้งสองฝ่ายรอกันอยู่ นางสุดเซ็กจึงขับม้าขึ้นไปหน้าทหาร แล้วร้องถามว่า ตัวนายซึ่งคุมทัพกำกับทหารมานั้นชื่อใด จึงบังอาจยกทัพเหยียบแดนเราเข้ามา จะเอาเลือดคอมาล้างคมอาวุธเราหรือประการใด ม้าอ้วนได้ยินก็หัวเราะแล้วตอบว่า อันเมืองเกาจี๋นี้เป็นเมืองขึ้นแก่พระเจ้าเมืองลกเอี๋ยง บิดาของตัวเป็นเจ้าเมืองน้อยเคยไปถวายดอกไม้เงินทองแก่พระเจ้าเมืองหลวงทุกปี ตัวเป็นหญิงใจสามานย์คุมทหารมาตีชิงเอาสมบัติเจ้าเมืองเกาจี๋ ตั้งตัวเป็นใหญ่แข็งเมืองอยู่ ทราบถึงพระเจ้าเมืองหลวงมีรับสั่งให้เราผู้ชื่อม้าอ้วนขุนนางนายทหารเป็นแม่ทัพ ยกมาจับตัวไปลงอาญาตามโทษ นางสุดเซ็กได้ยินก็โกรธ จึงร้องเร่งให้ตีทัพจับตัวม้าอ้วนฆ่าเสียให้จงได้

ฝ่ายสุดยี่เห็นทหารม้าอ้วนน้อยตัวมีใจประมาท จับม้าพาทหารบุกรุกรบกับทหารม้าอ้วน ทหารม้าอ้วนถอยรอรบให้ไล่มาถึงหน้าค่ายจึงจุดประทัดสัญญา ทหารกองซุ่มต่างคนโห่ร้องตีกลองรบล้อมรอบกองทัพนางสุดเซ็ก ม้าอ้วนขับทหารประจันหน้าไว้ นางสุดเซ็กเห็นทหารรบเรรวนจวนจะเสียทัพ จึงขับม้ารำดาบสองมือเข้าต่อสู้กับม้าอ้วนได้สิบเพลงต้านทานกำลังมิได้ สุดยี่เข้าช่วยนางสุดเซ็กรบกับม้าอ้วนได้สามเพลงทวน พอเห็นทหารกองหลังแตกยับระส่ำระสาย ต้องอาวุธป่วยเจ็บล้มตายเป็นอันมาก เห็นแต่ทหารม้าอ้วนรุกรบรอบตัวกลัวความตาย นางสุดเซ็กกับน้องชายจับม้าพาทหารรบออกจากที่ล้อมเข้าทางลัดหนีเอาชีวิตรอด ม้าอ้วนได้ทีขับทหารติดตามฆ่าฟันทหารนางสุดเซ็กตายประมาณพันเศษ ทหารซึ่งตกอยู่ในที่ล้อมยอมเข้าด้วยหมื่นเศษ พอเวลาพลบค่ำ ม้าอ้วนมีชัยชนะให้ตีม้าล่อประชุมทัพกลับเข้าค่าย

ฝ่ายนางสุดเซ็กกับสุดยี่เสียทัพหนีม้าอ้วนมาถึงตำบลหนึ่ง จึงหยุดรวบรวมทหารนายทัพนายกองซึ่งเหลือตายหนีมาถึงพร้อมแล้ว นางสุดเซ็กอิดโรยกำลังทั้งป่วยเจ็บบอบชํ้าเป็นหลายแห่ง จึงปรึกษาสุดยี่ผู้น้องว่า นายทหารเจ้าเมืองลกเอี๋ยงคนนี้ฝีมือกล้าแข็ง แต่งกลศึกล่อลวงให้เราเสียทัพยับเยินครั้งนี้เสียใจนัก จะคิดแก้แค้นประการใด สุดยี่จึงว่าม้าอ้วนคนนี้เป็นคนดีมีวิชาชำนาญการศึก มีผู้ออกชื่อลือมาช้านาน ครั้งเมื่ออองมังให้กิบูป้าผู้มีวิชาใช้มนต์ไสยศาสตร์ แต่ผู้เดียวอาจต่อสู้ทหารถึงหมื่นคนยังหาต้านทานม้าอ้วนได้ไม่ ครั้งนี้กองทัพเสียที ทแกล้วทหารล้มตายระส่ำระสายนัก ขอท่านจงยกไปอาศัยเมืองเกกิมเสียซึ่งมีข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ เกลี้ยกล่อมทแกล้วทหารให้ได้มากก่อนจึงค่อยคิดการศึกสืบไป ถ้าบุญท่านจะได้เป็นใหญ่ก็จะมีชัยชนะแก่ม้าอ้วนเป็นมั่นคง นางสุดเซ็กได้ยินสุดยี่ผู้น้องว่าเห็นชอบด้วย จึงขึ้นม้าพาทหารบุกชัฏลัดดงไปอยู่เมืองเกกิมเสีย

ฝ่ายม้าอ้วนครั้นเวลารุ่งเช้าจึงสั่งทหารม้าใช้ไปตามสืบข่าวนางสุดเซ็ก แล้วยกทัพออกจากค่ายไปเมืองเกาจี๋

ฝ่ายขุนนางในเมืองเปิดประตูออกมารับคำนับเชิญม้าอ้วนเข้าเมือง ม้าอ้วนจัดแจงราษฎรชาวเมืองราบคาบ พักทแกล้วทหารให้มีกำลัง พอทหารไปสืบราชการกลับมาบอกว่า นางสุดเซ็กกับสุดยี่หนีไปซ่องสุมทหารได้หลายหมื่น ยกเข้าตั้งมั่นอยู่ในเมืองเกกิมเสีย ซึ่งมีกอไผ่ล้อมรอบเป็นขอบกั้นต่างกำแพง มีช่องเข้าออกสี่แห่ง ม้าอ้วนแจ้งความจึงจัดทหารยกทัพไปถึงหน้าเมือง ตั้งค่ายใหญ่สามค่ายชักปีกกาถึงกันล้อมเมืองเป็นสามด้าน ให้ทหารถือหนังสือเข้าไปนัดให้ออกมารบเป็นหลายครั้ง นางสุดเซ็กเข็ดขยาดฝีมือม้าอ้วนมิได้ออกรบ ให้แต่ทหารตั้งกองประจำรักษาหน้าที่ไว้เป็นสามารถ ม้าอ้วนแต่ตั้งล้อมเมืองอยู่ถึงปีเศษ จะหักเอาเมืองโดยกำลังฝีมือทหารมิได้ จึงคิดอุบายให้ทหารเก็บเอาผลเมล็ดพงและอ้อแขมมาปั้นปนดินเหนียวทำกระสุนยิงเสียดแทรกเข้าไปในกอไผ่ทุกวันมิได้ขาด

ฝ่ายทหารและราษฎรชาวเมืองเกกิมเสียเห็นดังนั้นสำคัญว่าม้าอ้วนหัดทหารใหม่ให้ซ้อมหัดยิงเกาทัณฑ์ ครั้นถึงเทศกาลฝนตกหลายห่า ผลเมล็ดพงอ้อแขมก็แตกใบงอกงามขึ้นเสียดแทรกปนอยู่ในกอไผ่รกชัฏยิ่งนัก ใบแห้งตกสะสมกับใบไผ่เป็นอันมาก พอถึงฤดูลมกับฤดูร้อนต่อกัน ม้าอ้วนดูฤกษ์บนรู้ว่ายังอีกสามวันจะเกิดพยุใหญ่ จึงสั่งเกจี้แม่ทัพหน้าให้ทหารจัดธนูเพลิงสามหมื่นเตรียมไว้ทั้งสามด้าน เราจะไปตั้งซุ่มทัพอยู่หลังเมือง ถ้าเวลาใดเกิดลมพยุพัดส่งเข้าไปในเมือง จงให้ทหารยิงธนูเพลิงระดมกันทั้งสามด้าน ถ้าเพลิงไหม้กำแพงกอไผ่เมืองขึ้นแล้ว นางสุดเซ็กจะหนีออกไปทางหลังเมือง เราจะจับเอาตัวให้จงได้ ม้าอ้วนจึงจัดทหารเป็นสองกองกับเล่าหลงเป็นคนสามหมื่น ครั้นเวลาค่ำลงพระจันทร์ขึ้นมาส่องแสงสว่าง ม้าอ้วนกับเล่าหลงแต่งตัวขึ้นม้าถืออาวุธพาทหารออกจากค่ายวกอ้อมไปเข้าทางหลังเมือง ถึงที่ตำบลหนึ่งมีภูเขาสองข้างทางจำเพาะเดินเลียบไปริมเชิงเขา ม้าอ้วนกับเล่าหลงซุ่มทหารอยู่สองฟากทางห่างเมืองประมาณสองร้อยเส้น

ฝ่ายเกจี้ครั้นเวลารุ่งเช้าจึงให้ทหารด้านละหมื่นฉีกผ้าชุบน้ำมันพันไม้ใช้เป็นลูกเกาทัณฑ์เตรียมไว้เป็นอันมาก ครั้นรุ่งขึ้นเป็นวันคำรบสาม เวลาบ่ายเกิดลมพายุพัดผงคลีเป็นหมอกลมพัดส่งเข้าเมือง เกจี้ให้ทหารระดมยิงธนูเพลิงเข้าไปเป็นอันมาก ลูกธนูตกลงติดใบไผ่และใบพงแขมเพลิงลุกลามไหม้กอไผ่ พายุพัดหวนหอบประกายไฟไปตกลงไหม้เรือนราษฎรชาวเมือง

ฝ่ายนางสุดเซ็กกับสุดยี่และราษฎรชาวเมือง ต่างคนขนข้าวของอุ้มลูกจูงหลานหนีไฟออกจากเมืองเสียงอื้ออึง ฝ่ายม้าอ้วนกับเล่าหลง ครั้นเห็นควันเพลิงไหม้เมือง จึงแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถืออาวุธ พาทหารออกมายืนม้าอยู่สองฟากทาง พอแลไปเห็นนางสุดเซ็กกับสุดยี่ขี่ม้านำหน้าทหารมาใกล้ ม้าอ้วนร้องตวาดขับม้ารำง้าวออกรบกับนางสุดเซ็ก สุดยี่เข้าช่วยสุดเซ็กรบกับม้าอ้วน เล่าหลงน้าวเกาทัณฑ์ยิงไปถูกสุดยี่ตกม้าตาย

ฝ่ายทหารเล่าหลงไล่ฆ่าฟันทหารสุดยี่หุ้มเข้าไปล้อมรอบนางสุดเซ็ก นางสุดเซ็กเห็นน้องชายตายตกใจนัก กลัวม้าอ้วนจะจับตัวฆ่าเสีย จึงร้องว่าข้าพเจ้าเป็นสตรีต่อสู้ฝีมือท่านมิได้ ขอยอมเป็นภรรยาจงกรุณาขอชีวิตไว้ครั้งหนึ่ง ม้าอ้วนจึงตอบว่าตัวมีโทษผิดเป็นอันมาก เราจะเลี้ยงเป็นภรรยานั้น ถ้าความทราบถึงพระเจ้าเมืองหลวงจะทรงพระโกรธว่าเราเอาศัตรูเป็นเมีย อย่าเสียใจเลย เราจะขอศีรษะท่านไปถวายเป็นความชอบ ม้าอ้วนจึงให้ทหารจับนางสุดเซ็กตัดศีรษะใส่ชะลอมแล้วเกลี้ยกล่อมทหารนางสุดเซ็กเข้าด้วยเป็นอันมาก จึงแต่งหนังสือบอกข้อราชการกับศีรษะนางสุดเซ็กให้ทหารม้าใช้ไปเมืองลกเอี๋ยง ม้าอ้วนจัดแจงเมืองขึ้นเมืองเกาจี๋ราบคาบแล้ว ยกกองทัพไปเมืองเกาจี๋พักทแกล้วทหารให้มีกำลัง

ฝ่ายทหารม้าใช้ได้หนังสือกับศีรษะนางสุดเซ็กแล้ว ขึ้นม้ารีบไปถึงเมืองลกเอี๋ยงเข้าหาขุนนางผู้ใหญ่ให้นำเฝ้าถวายศีรษะนางสุดเซ็ก แล้วทูลแจ้งความตามหนังสือบอกทุกประการ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ทราบความว่าม้าอ้วนมีชัยชนะแก่นางสุดเซ็ก จัดแจงเมืองเกาจี๋ราบคาบมีพระทัยยินดีนัก จึงตรัสสั่งขุนนางผู้ใหญ่ให้หากองทัพม้าอ้วนกลับมาเมืองหลวง ขุนนางผู้ใหญ่แต่งหนังสือตามรับสั่งให้ม้าใช้ไปเมืองเกาจี๋

ฝ่ายม้าอ้วนจัดแจงราษฎรหัวเมืองเกาจี๋ร้อยเอ็ดเมืองขึ้นราบคาบแล้ว พอม้าใช้ถือหนังสือมาแจ้งว่ารับสั่งให้เลิกทัพ ม้าอ้วนเห็นพันธุ์ข้าวฟ่างและข้าวโพดสาลีมีผลและรวงใหญ่ จะใคร่ได้ไปเป็นพันธุ์พืช จึงสั่งคนใช้ให้เก็บผลข้าวโพดสาลีและข้างฟ่างใส่กระสอบบรรทุกเกวียนเลิกทัพกลับมาถึงบ้านเสียงหลิม แล้วให้ขนพันธุ์พืชข้าวโพดสาลีข้าวฟ่างขึ้นไว้บนตึกม้าอ้วน

ฝ่ายนายทัพนายกองทหารทั้งปวงต่างคนสงสัยว่าเป็นทรัพย์สิ่งของวิเศษ ม้าอ้วนได้มาแต่เมืองเกาจี๋ ครั้นเวลารุ่งเช้า ม้าอ้วนยกทัพออกจากบ้านเสียงหลิมไปเมืองหลวง จึงพานายทัพนายกองเข้าเฝ้าทูลความซึ่งได้คิดกลอุบายรบกับนางสุดเซ็กทุกประการ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ได้ฟังมีพระทัยยินดีนัก จึงตรัสชมม้าอ้วนว่ามีสติปัญญาฉลาดในการสงคราม เลื่อนที่ม้าอ้วนขึ้นเป็นขุนนางผู้ใหญ่ในทำเนียบ จึงพระราชทานเครื่องยศแก่นายทัพนายกองตามสมควรแล้วเสด็จขึ้น ม้าอ้วนกลับมาบ้านเสียงหลิมจึงจัดแจงพันธุ์ข้าวฟ่างข้าวโพดสาลีปลูกไว้ที่ไร่ที่สวน ชมเมล็ดและรวงเป็นที่สบาย

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ