๒๐

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จออกว่าราชการขุนนางเฝ้าพร้อม พอขุนนางพาม้าใช้ถือหนังสือบอกเข้ามากราบทูลว่า ถือไก๋ยกทัพไปปราบเตียวหองเมืองจกกูนราบคาบแล้วมีพระทัยยินดีนัก พอขุนนางผู้หนึ่งกราบทูลว่า อวดเซาะคุมพวกโจรประมาณสิบหมื่นเศษ เที่ยวปล้นตีชิงทรัพย์สิ่งของราษฎรเป็นอันมากเข้าตั้งอยู่เมืองงูเป๋ง พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ตรัสสั่งกับงอฮั่นจูอิวว่า ท่านจงคุมทหารยี่สิบหมื่นยกไปบรรจบกองทัพถือไก๋กับเล่าแก๋เตียวจุ๋น เป็นห้านายยกไปปราบอวดเซาะพวกโจรให้ราบคาบจงได้ งอฮั่นรับสั่งแล้วพาจูอิวออกมาจัดทหารยกสมทบทัพถือไก๋ ได้ทหารสามหมื่นยกออกจากเมืองจกกูน มาถึงแดนเมืองงูเป๋ง ตั้งค่ายรายกันอยู่ห้าค่าย

ฝ่ายพวกโจรซึ่งออกมารักษาด่านรู้ว่ากองทัพเมืองลกเอี๋ยงยกมา จึงพากันเข้าไปแจ้งความกับอวดเซาะนายโจรผู้ใหญ่ อวดเซาะจึงจัดทหารสิบหมื่นยกออกจากเมืองไปถึงหน้าค่าย เห็นงอฮั่นยืนม้าอยู่กลางทหาร อวดเซาะจึงร้องถามว่า ตัวท่านอยู่เมืองลกเอี๋ยง ยกทหารเหยียบแดนเราเข้ามาจะประสงค์สิ่งใด งอฮั่นจึงตอบว่าตัวเราเป็นทหารพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ ผู้มีบุญญาธิการปราบโจรผู้ร้ายให้ราบคาบ มีผู้กราบทูลว่าตัวท่านทำการหยาบช้าคบกันเป็นโจร ข่มเหงเก็บริบช่วงชิงเอาทรัพย์สิ่งของราษฎรได้ความเดือดร้อน จึงมีรับสั่งโปรดให้เรามาจับตัวไปลงอาญาตามโทษานุโทษ แม้นตัวรู้ว่าทำความผิดคิดผ่อนผันหาความชอบมาอ่อนน้อมนบนอบเราโดยดี จะช่วยทูลขอชีวิตไว้ไห้พ้นจากความตาย อวดเซาะได้ยินดังนั้นโกรธนัก ชักม้าขับทหารเข้ารบกับทหารงอฮั่น ถ้อยทีโห่ร้องพุ่งซัดอาวุธแทงฟันกันตะลุมบอน

ฝ่ายถือไก๋หนึ่ง เล่าแก๋หนึ่ง เตียวจุ๋นหนึ่ง จูอิวหนึ่ง ต่างคนขับทหารออกจากค่ายรายกองตีโอบขึ้นไปวกหลัง ล้อมพวกโจรเข้าไว้ทั้งสี่ด้าน ฝ่ายอวดเซาะรบติดพันกันอยู่กับทหารงอฮั่น ครั้นเห็นพวกทหารถูกอาวุธป่วยเจ็บล้มตายก็ตกใจชักม้าจะหนี งอฮั่นได้ทีน้าวเกาทัณฑ์ยิงไปถูกคออวดเซาะตกม้าตาย พวกโจรซึ่งตกอยู่ในที่ล้อมประมาณสี่หมื่นเศษ ต่างคนยอมเข้าด้วยร้องขอชีวิตอื้ออึงไป งอฮั่นร้องห้ามทหารมิให้ทำอันตรายจึงยกกองทัพเข้าเมืองงูเป๋ง จัดแจงราษฎรชาวเมืองราบคาบแล้ว จึงปรึกษาพร้อมกันทั้งห้านาย แต่งหนังสือบอกข้อราชการให้ม้าใช้ถือไปเมืองลกเอี๋ยง

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จออกปรึกษาราชการแผ่นดินพร้อมด้วยขุนนางทั้งปวง พอม้าใช้ถือหนังสือบอกเข้ามาให้ขุนนางกราบทูลทราบความว่า ทหารห้านายปราบอวดเซาะพวกโจรราบคาบมีพระทัยยินดีนัก จึงสั่งขุนนางผู้ใหญ่ให้แต่งหนังสือฉบับหนึ่งใจความว่า ครั้งเมื่อแผ่นดินพระเจ้าซุนบู๊เต้นั้น มีทหารห้าคนช่วยคิดปราบศัตรูแผ่นดินทั้งสี่ทิศราบคาบ ตั้งใจภักดีโดยสุจริตทำนุบำรุงราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุข มีผู้สรรเสริญออกชื่อลือเกียรติยศปรากฏอยู่คุ้มเท่าทุกวันนี้ ความชอบจะมีชื่อลือชาปรากฏไปเหมือนดังทหารห้านายครั้งแผ่นดินพระเจ้าซุนบู๊เต้นั้น อันหัวเมืองฝ่ายเหนือกองทัพยกไปปราบได้หลายตำบลแล้ว แต่เมืองเจ๋ยังแข็งเมืองอยู่ ให้ยกทหารไปปราบให้ราบคาบแต่ครั้งเดียวนี้ อย่ายกทัพกลับไปมาเป็นสองครั้งเลยทแกล้วทหารจะได้ความลำบาก ทัพหลวงจะยกทัพหนุนไปต่อครั้งหลัง ครั้นแต่งหนังสือแล้วส่งให้ขุนนางนายทหารผู้หนึ่งถือไปเมืองงูเป๋ง

ฝ่ายถือไก๋กับงอฮั่นนายทหารทั้งปวง ตั้งทัพพักคอยม้าใช้ซึ่งไปแจ้งราชการยังมิได้กลับมา พอนายประตูเข้ามาบอกว่ามีผู้ถือหนังสือรับสั่งมาแต่เมืองหลวง ถือไก๋จึงพาขุนนางนายทัพนายกองทั้งปวงออกไปเชิญหนังสือรับสั่งเข้าเมือง ขุนนางถวายบังคมพร้อมกัน งอฮั่นจึงให้ขุนนางผู้ถือหนังสืออ่านข้อรับสั่งให้ฟังแจ้งความทุกประการ แล้วถือไก๋จึงว่า มีหนังสือรับสั่งมาเร่งกองทัพยกไปปราบเมืองเจ๋จะเนิ่นช้าอยู่มิได้ ถือไก๋จึงแต่งหนังสือบอกกำหนดวันจะยกทัพไปตีเมืองเจ๋นั้น สั่งให้ขุนนางผู้ถือรับสั่งกลับไปเมืองลกเอี๋ยง ครั้นถึงวันฤกษ์ดีถือไก๋กับนายทหารทั้งปวง พร้อมกันยกทัพใหญ่ออกจากเมืองงูเป๋ง ไปตามทางข้างทิศตะวันออก

ฝ่ายชาวด่านซึ่งตรวจตระเวนรักษาด่านปลายแดนเมืองเจ๋ รู้ว่าถือไก๋ขุนนางผู้ใหญ่อยู่ในเมืองลกเอี๋ยงคุมทหารยกมา ต่างคนตกใจขึ้นม้ารีบไปแจ้งความแก่เตียวปอเจ้าเมืองเจ๋ เตียวปอจึงสั่งให้ฮุนอินนายทหารคุมทหารห้าหมื่นไปรักษาด่านมอแฮ ให้ฮุยก๋ำคุมทหารห้าหมื่นไปรักษาด่านสุโห ให้ทหารเอกสิบคนคุมทหารสิบหมื่นไปตั้งค่ายรายกันอยู่ริมเชิงเขาไทสานนอกเมืองจงเสีย เป็นทางช่องแคบ นายทหารทั้งปวงรับคำนับลาออกมาพาทหารยกไปตั้งค่ายประจำรักษาด่านตามคำเตียวปอสั่ง

ฝ่ายตันจุ้นซึ่งเป็นกองหน้าทัพถือไก๋ ขึ้นม้าพาทหารมาถึงตำบลสุโห จึงร้องว่าแก่ทหารซึ่งประจำรักษาสนามเพลาะชั้นนอก ให้บอกตัวนายออกมาต่อสู้ฝีมือกันให้ถึงแพ้และชนะ ฝ่ายทหารเลวได้ยินดังนั้นแลไปเห็นกองทัพยกมาถึง ต่างคนตกใจวิ่งเข้าไปคำนับแจ้งความแก่ฮุยก๋ำแม่ทัพ

ฝ่ายฮุยก๋ำรู้ว่าถือไก๋ยกกองทัพเมืองลกเอี๋ยงมา จึงแต่งตัวสวมเกราะในใส่เสื้อสีชมพู ขึ้นม้าถือทวนพาทหารออกมายืนม้าอยู่หน้าค่ายแลไปมิได้เห็นถือไก๋ ฮุยก๋ำจึงร้องว่าตัวเป็นนายทหารหาผู้ออกชื่อหรือนามมิได้ จะขันสู้ฝีมือกูดังเสือปลาอันอวดอ้างสู้รบราชสีห์อันมีกำลัง จงเร่งไปบอกถือไก๋แม่ทัพออกมาเจรจาความเมืองกับกูก่อนจึงจะสมควร ตันจุ้นได้ยินก็โกรธจึงบอกว่า ตัวกูเป็นขุนนางนายทหารเอกในพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้มีผู้ออกชื่อหรือนาม ตัวเป็นพวกกบฏประมาทหมิ่นกูยิ่งนัก ตันจุ้นชักม้ารำทวนออกรบกับฮุยก๋ำ ฮุยก๋ำต่อสู้ฝีมือตันจุ้นได้สิบเพลงทวน เห็นตันจุ้นชำนาญเพลงอาวุธว่องไวนัก จะสู้รบต้านทานสืบไปมิได้ จึงชักม้าถอยหนี ทหารตันจุ้นได้ทีไล่บุกรุกฆ่าฟันทหารฮุยก๋ำแตกระส่ำระสาย ฮุยกํ๋าเข้าค่ายมิทันพาทหารทิ้งค่ายหนีเข้าป่า ตันจุ้นขับทหารติดตามฆ่าฟันทหารฮุยก๋ำล้มตายเรี่ยรายไปตามทาง ฝ่ายถือไก๋ยกทัพหนุนตันจุ้นไป ครั้นพลบค่ำลงเห็นทหารอิดโรยกำลังจึงให้ตีม้าล่อหยุด กองทัพทหารกลับมาพร้อมกันตั้งค่ายพักทแกล้วทหารทั้งปวง

ฝ่ายฮุยก๋ำขับม้าหนีตันจุ้นมาถึงตำบลหนึ่งมิได้เห็นข้าศึกตาม ฮุยก๋ำอิดโรยกำลังนักจึงหยุดม้ารวบรวมทหารได้ประมาณพันเศษ ฮุยกํ๋าชักม้าเดินตามทางมาในเวลากลางคืนถึงเมืองด่านมอแฮ พอเวลารุ่งสว่างจึงเข้าไปคำนับฮุยอิบผู้เป็นพี่ชาย แล้วเล่าความซึ่งเสียทัพให้ฮุยอิบฟังทุกประการ ฮุยอิบได้ยินดังนั้นจึงว่า ถือไก๋ทแกล้วทหารฝีมือเข้มแข็ง จะต่อสู้ประจันหน้าเห็นจะเอาชัยชนะมิได้ เจ้าจงคุมทหารห้าหมื่นยกไปรักษาเมืองกิลีไว้ ถ้าถือไก๋ยกมาเห็นจะล้อมเมืองเป็นมั่นคง เจ้าจงตั้งมั่นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้ท่ากว่ากองทัพเราจะยกไปตีกระทบหลังแล้วจึงออกรบ ถือไก๋ต้องอุบายตกเข้าในศึกกระหนาบเห็นจะเสียทีแก่เรา ฮุยก๋ำรับคำลาออกมาพาทหารยกไปรักษาเมืองกิลีตามคำฮุยอิบสั่ง

ฝ่ายถือไก๋ตั้งพักทหารอยู่ พอรุ่งเช้ายกทัพตามฮุยก๋ำไปถึงเมืองกิลี จึงสั่งทหารตั้งค่ายประชิดติดคูเมือง ฝ่ายฮุยก๋ำแจ้งว่าข้าศึกมาล้อมเมือง จึงให้ทหารปิดประตูรักษาหน้าที่เชิงเทินคอยท่ากองทัพฮุยอิบ ฝ่ายทหารฮุยก๋ำซึ่งยอมเข้าอยู่ในกองทัพเป็นชาวเมืองกิลีเข้าไปเยี่ยมเยียนบุตรภรรยาในเมือง รู้ความว่าฮุยก๋ำคิดกลศึก จึงออกไปกระซิบบอกแก่ถือไก๋ทุกประการ ถือไก๋แจ้งความแล้วจึงสั่งนายทัพนายกองทั้งปวงว่า ให้เร่งกำชับตรวจตราตระเวนรักษาค่าย กำหนดสามวันจะยกเข้าระดมตีเมืองให้แตกจงได้ นายทหารรับคำลาออกไปกำชับทหารตามคำแม่ทัพสั่ง

ฝ่ายทหารม้าใช้ฮุยอิบให้มาสืบกองทัพ รู้ว่าถือไก๋ตั้งล้อมเมืองกิลีกำหนดสามวันจะเข้าตีเมือง จึงขึ้นม้ารีบไปแจ้งความแก่ฮุยอิบทุกประการ ฮุยอิบได้ยินดังนั้นจึงบอกนายทหารทั้งปวงว่า ถือไก๋มาล้อมเมืองกิลีครั้งนี้สมความคิดเรา ฮุยอิบสั่งให้เตรียมทหารสามหมื่นพร้อมแล้วยกออกจากเมืองมอแฮ

ฝ่ายทหารม้าใช้ไปสืบกองทัพฮุยอิบ เห็นทัพฮุยอิบยกมาจึงกลับไปแจ้งความแก่ถือไก๋ ถือไก๋จึงเตรียมทหารพื้นฝีมือแกล้วกล้าห้าหมื่นพร้อมแล้วสั่งนายทหารซึ่งอยู่รักษาค่ายว่า เราจะไปซุ่มทัพไว้ที่ช่องแคบคอยให้ฮุยอิบยกล่วงถลำเข้ามาถึงหลังค่าย แล้วเราจะออกตีท้ายทัพ ท่านทั้งปวงจงขับทหารในค่ายออกรบกระทบกันเป็นศึกกระหนาบ จับตัวฮุยอิบฆ่าเสียให้จงได้ พอเวลาค่ำลงถือไก๋พาทหารห้าหมื่นออกจากค่ายไปตั้งซุ่มทัพอยู่ ณ ช่องแคบหว่างเขาตก ต้นทางใหญ่ใกล้เมืองประมาณสามร้อยเส้น พอเห็นฮุยอิบยกทัพล่วงถลำเข้าไปถึงหลังค่าย ถือไก๋จึงขับม้าพาทหารออกตีตัดท้ายทัพ ฝ่ายฮุยอิบเห็นทหารกองหลังแตกร่นเข้ามาก็ตกใจ จึงชักม้ากลับไปเห็นถือไก๋ ฮุยอิบชักม้ารำทวนออกรบกับถือไก๋ ถ้อยทีชำนาญเพลงอาวุธรับรองป้องปัดหลบหลีกกันว่องไวได้สามสิบเพลง ฝ่ายนายทหารซึ่งอยู่ในค่ายต่างคนขับม้าพาทหารออกจากค่ายตีกระทบบรรจบทัพถือไก๋ เสียงกลองรบและทหารโห่ร้องอื้ออึงเป็นอลหม่าน

ฝ่ายฮุยอิบต่อสู้กันอยู่กับถือไก๋ เห็นทหารต้องอาวุธป่วยเจ็บล้มตายเบาบางลงจะต้านทานมิได้ จึงขับม้าฝ่าทหารหนีเข้าทางน้อย ถือไก๋ขับม้าสกัดทางไว้ ฮุยอิบกลับเข้าต่อสู้ฝีมือถือไก๋ได้สามเพลงม้าถลำซวนเซไป ถือไก๋เอาทวนแทงฮุยอิบตกม้าตาย แล้วให้ทหารเลวตัดศีรษะฮุยอิบมาเสียบประจานไว้หน้าค่าย ถือไก๋จึงร้องบอกฮุยก๋ำว่าให้เร่งออกมาดูศีรษะฮุยอิบพี่ของตัว ฝ่ายฮุยก๋ำยืนอยู่บนกำแพงเชิงเทิน ได้ยินจึงแลไปเห็นศีรษะซึ่งเสียบหน้าค่ายจำได้ว่าเป็นศีรษะฮุยอิบผู้พี่ ฮุยก๋ำตกใจกลัวหน้าซีดสลดลงจึงร้องบอกออกไปว่า ข้าพเจ้ามิได้คิดต่อสู้จะยอมเปิดประตูเมืองรับ ขอท่านได้กรุณาเลี้ยงข้าพเจ้าไว้เป็นทหารเลวใช้ในกองทัพจะรับอาสาทำศึกไปกว่าจะสิ้นชีวิต ถือไก๋จึงตอบว่าถ้าท่านรู้ตัวว่าทำผิดยอมสามิภักดิ์โดยดีเราไม่มีความพยาบาท จงมาทำการปราบศัตรูแผ่นดินให้มีความชอบ จะช่วยทูลพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ชุบเลี้ยงตั้งแต่งเป็นขุนนางตามสมควร ฮุยก๋ำจึงลงจากเชิงเทินให้ทหารเปิดประตูรับกองทัพเข้าเมือง ถือไก๋กำชับทหารมิให้ข่มเหงเก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของราษฎรชาวเมืองให้ได้ความเดือดร้อน ฝ่ายทหารม้าใช้ซึ่งเตียวปอให้มาสืบราชการ รู้ว่ากองทัพเมืองลกเอี๋ยงยกเหยียบแดนเข้ามาตั้งอยู่เมืองกิลี จึงขึ้นม้ารีบไปเมืองเจ๋แจ้งความแก่เตียวปอทุกประการ เตียวปอจึงให้เตียวเอียมผู้น้องคุมทหารสิบหมื่นไปรักษาเมืองไซอั๋น แล้วสั่งโตกุนไทสิ้วคุมทหารหมื่นหนึ่งไปช่วยเตียวซิวป้องกันเมืองลิมจู๋ เตียวเอียมกับโตกุนไทสิ้วคำนับลาออกมาพาทหารยกไปรักษาเมืองตามเตียวปอสั่ง

ฝ่ายถือไก๋ตั้งพักปรนปรือทแกล้วทหารมีกำลังแล้ว จึงให้ฮุยก๋ำอยู่รักษาเมืองกิลี ถือไก๋ยกไปตามทางใหญ่ถึงตำบลหนึ่งจึงให้ตั้งค่ายพักทหาร พอม้าใช้ไปสืบราชการกลับมาบอกว่า เตียวปอให้เตียวเอียมคุมทหารมารักษาเมืองไซอั๋น ให้โตกุนไทสิ้วมากำกับเตียวซิวรักษาเมืองลิมจู๋ เมืองทั้งสองนั้นตั้งกระหนาบทางห่างกันประมาณสี่ร้อยเส้นเศษ ถือไก๋จึงสั่งนายทัพนายกองทั้งปวงว่า จงกำชับตรวจทหารทุกกองให้พร้อมกัน กำหนดห้าวันจะยกเข้าตีเมืองไซอั๋น แล้วจึงจะตีเมืองลิมจู๋ต่อครั้งหลัง นายทัพนายกองทั้งปวงต่างคนออกมาร้องบอกทหารเลวทั้งปวงตามแม่ทัพสั่ง

ฝ่ายม้าใช้เมืองไซอั๋นกับชาวด่านเมืองลิมจู๋มาสอดแนมสืบราชการเห็นทัพใหญ่มาตั้งอยู่ ได้ยินทหารในกองทัพบอกกันว่าจะตีเมืองไซอั๋น ต่างคนรีบไปแจ้งความแก่เตียวเอียมเตียวซิวทุกประการ ฝ่ายเตียวซิวรู้ว่าถือไก๋จะไปตีเมืองไซอั๋นมีใจประมาท มิได้คิดที่จะจัดแจงซ่อมแปลงประตูหอรบให้มั่นคง แต่เตียวเอียมนั้นตรวจเตรียมทหารขึ้นประจำรักษาหน้าที่เชิงเทินเมืองไซอั๋นทั้งกลางคืนและกลางวันมิได้ประมาท

ฝ่ายถือไก๋ครั้นใกล้ถึงวันกำหนดยกทัพ พอเป็นเวลาคํ่าลงให้นายทัพนายกองมาพร้อมกันแล้วสั่งว่า ให้บอกทหารม้าและทหารเดินเท้าเตรียมกันทุกหมวดทุกกอง เราจะยกทัพไปเวลากลางคืนไปตีเมืองลิมจู๋ ซุยเหลียงได้ยินดังนั้นมิได้รู้ในกลอุบายจึงถามถือไก๋ว่า ท่านสั่งไว้ว่าจะไปเมืองไซอั๋น เหตุใดจึงกลับสั่งเสียจะไปตีเมืองลิมจู๋เล่า ถือไก๋จึงว่าเราสั่งไว้ครั้งก่อนนั้น เป็นอุบายหมายจะให้กิตติศัพท์รู้ไปถึงเมืองลิมจู๋ ให้เจ้าเมืองลิมจู๋สำคัญว่าเราจะไปเมืองไซอั๋น จะมิได้คิดจัดแจงป้องกันรักษาเมือง อันเมืองไซอั๋นนั้นสำคัญว่าเราจะไปตี จัดแจงรักษาหน้าที่เชิงเทินมั่นคง ซึ่งเราจะยกเข้าตีถ้าเตียวเอียมตั้งมั่นประจันรับไว้แต่ในเมือง ทหารต่อทหารจะรบพุ่งกันตายทั้งสองฝ่าย ถ้าเตียวเอียมเสียทีจะทิ้งเมืองเสีย ยกหนีไปสมทบกับทหารเมืองลิมจู๋ตั้งรับกองทัพเราไว้ ถึงมาตรว่าจะได้เมืองก็คงจะเสียทหารเป็นสองครั้ง ถ้าเรายกเข้าตีเมืองลิมจู๋แตกในเวลาเดียวเข้าตั้งมั่นอยู่ในเมืองแล้ว เตียวเอียมก็จะครั่นคร้ามใจลงจะรักษาเมืองไซอั๋นไว้มิได้ ถ้าเลิกทัพถอยไปเราจะได้ทั้งสองเมืองไม่ลำบากแก่ทหาร เราคิดทั้งนี้ท่านจะเห็นประการใด ซุยเหลียงกับนายทัพนายกองทั้งปวงเห็นชอบด้วย ต่างคนดีใจสรรเสริญว่า ท่านคิดกลศึกครั้งนี้ลึกซึ้งเหมือนหนึ่งความคิดเทพยดา ถือไก๋จึงสั่งตันจุ้นว่ากองทัพเราจะยกไปตีเมืองลิมจู๋ให้แตกแต่ในเวลาเช้า เตียวซิวจะทิ้งเมืองเสียหนีออกเบื้องทิศตะวันตก แล้วจะยกไปตามทางริมเชิงเขาก่อน จึงจะย้อนไปตามทางตะวันออก ท่านจงคุมทหารห้าหมื่นไปซุ่มทัพอยู่ในป่าริมเขา ให้ซุยเหลียงกับทหารสองหมื่นขึ้นไปอยู่บนยอดเขาสูง ถ้าเห็นเจ้าเมืองลิมจู๋ยกหนีออกจากเมืองแล้ว จงโบกธงขึ้นเป็นสำคัญ ยกทัพซุ่มออกก้าวสกัดตีจับเตียวซิวฆ่าเสียให้จงได้ ตันจุ้นกับซุยเหลียงรับคำแม่ทัพคำนับลาพาทหารไปซุ่มทัพตามถือไก๋สั่ง ถือไก๋จึงแบ่งทหารยี่สิบหมื่นจัดเป็นห้าทัพ ยกออกจากค่ายในเวลากลางคืน พอรุ่งสว่างขึ้นกองทัพเข้าถึงคูเมืองลิมจู๋

ฝ่ายเตียวซิวรู้ว่ากองทัพมา มิทันจัดแจงค่ายคูให้มั่นคง จึงเกณฑ์ทหารสิบหมื่นยกออกไปรับกองทัพนอกเมือง พอเห็นถือไก๋ขี่ม้านำทหารข้ามสะพานคูเมืองเข้ามา เตียวซิวขับม้าออกต้านหน้าไว้ แล้วว่ากล่าวหยาบช้าท้าทายถือไก๋ ถ้อยทีโต้ตอบกันไปมา ทั้งสองชักม้ารำทวนเข้าสู้รบกันเป็นหลายเพลง ฝ่ายนายทัพนายกองทั้งปวงต่างคนขับม้าพาทหารเข้าระดมตีทัพเตียวซิว ทหารต่อทหารพุ่งซัดอาวุธยิงเกาทัณฑ์รบรุกฆ่าฟันกันเป็นตะลุมบอน เตียวซิวเห็นทหารหนุนเนื่องกันเข้ามาเป็นอันมาก จะสู้รบต้านทานมิได้จึงชักม้าพาทหารถอยรอรบไปข้างตะวันตกทางจะมาเมืองไซอั๋น ถือไก๋จึงขับทหารติดตามไป

ฝ่ายซุยเหลียงซึ่งตั้งกองซุ่มอยู่บนเขา แลเห็นกองทัพเมืองลิมจู๋แตกหนี จึงโบกธงสำคัญทัพซุ่ม แล้วพาทหารยิงเกาทัณฑ์ลงไปสมทบทัพตันจุ้นออกสกัดทางตีประจันหน้าทัพเตียวซิวไว้ พอถือไก๋ยกทัพตามมาทันขับทหารแยกปีกซ้ายขวาวงหุ้มล้อมรอบ ตีกระหนาบเข้าไปบรรจบกันบุกรุกฆ่าฟันทหารเตียวซิวล้มตายเรี่ยรายอยู่ในที่รบ เตียวซิวรำทวนป้องกันตัวกลัวข้าศึกจะจับ จึงขับม้าฝ่าทหารออกไปตรงหน้าด่านตันจุ้น ตันจุ้นเอาทวนแทงถูกรักแร้ต่อเกราะเตียวซิวตกม้าตาย ทหารเตียวซิวแตกหนีเข้าป่า ถือไก๋มีชัยชนะจึงตีม้าล่อประชุมทัพยกกลับเข้าเมืองลิมจู๋ เกลี้ยกล่อมทแกล้วทหารชาวเมืองได้เป็นอันมาก แล้วให้ซ่อมแปลงค่ายคูประตูหอรบที่ชำรุดหักพังให้มั่นคง

ฝ่ายเตียวเอียมเตรียมทหารคอยกองทัพถือไก๋อยู่ ครั้นรู้ข่าวว่าเมืองลิมจู๋ถือไก๋ตีแตกเตียวซิวเจ้าเมืองตาย เตียวเอียมตกใจกลัวถือไก๋จะมาล้อมเมือง จึงพาทหารหนีออกจากเมืองไซอั๋นไปเมืองเจ๋ ฝ่ายถือไก๋จัดแจงเมืองลิมจู๋ราบคาบแล้ว จะยกทัพไปตีเมืองไซอั๋น พอทหารเข้ามาบอกว่า เตียวเอียมซึ่งมารักษาเมืองไซอั๋นนั้นยกเลิกไป ถือไก๋ดีใจด้วยได้สมความคิด จึงจัดนายทหารไปรักษาเมืองไซอั๋นไว้

ฝ่ายเตียวเอียมมาถึงเมืองเจ๋ จึงเข้าไปคำนับเล่าความให้เตียวปอฟังทุก ประการ เตียวปอแจ้งว่าเตียวซิวผู้น้องตายเสียใจนักจึงว่า เมืองลิมจู๋กับเมืองไซอั๋นเป็นด่านชั้นกลางทางช่องแคบ ถึงมาตรว่าข้าศึกยกมาทั้งสองเมืองช่วยประจัญรบได้ถนัด บัดนี้ข้าศึกมีความคิดตีได้เมืองทั้งสองไป เหมือนดังแขนซ้ายขวาเราขาดสิ้นทั้งสองข้าง เตียวปอให้มีหนังสือไปเกณฑ์ทหารหัวเมืองขึ้นสิบสองเมืองแล้ว ให้ยกเลิกทหารสิบนายซึ่งไปตั้งค่ายรักษาด่านทั้งสิบตำบลมาพร้อมแล้ว จัดเป็นกระบวนทัพใหญ่ให้เตียวเอียมเป็นทัพหน้า เตียวสูเป็นนายกองปีกขวา ตั้งอี๋เป็นนายกองปีกซ้าย เตียวปอเป็นทัพหลวงทหารเอก ทหารเลวยี่สิบหมื่นเศษ ยกออกจากเมืองเจ๋เดินทัพตามระยะทาง

ฝ่ายทหารม้าใช้ถือไก๋จึงขับม้ารีบไปคำนับบอกความแก่ถือไก๋ว่า เจ้าเมืองเจ๋ยกทัพมามีทหารเป็นอันมาก ถือไก๋แจ้งความจึงให้ตันจุ้นเป็นทัพหน้า เล่าอิ๋มเป็นกองเกียกกายรองทัพหน้า จัดนายทหารเอกเป็นปีกซ้ายขวา ถือไก๋เป็นทัพหลวงทหารเอกทหารเลวยี่สิบหมื่นเศษ ยกทัพไปตั้งอยู่เมืองเสียวเสียริมฝั่งแม่น้ำเหนือเมืองลิมจู๋ ถือไก๋จึงจัดทหารมีฝีมือตั้งกองซุ่มสองข้างทาง ให้เล่าอิ๋มกับตันจุ้นพักทัพอยู่หน้าเมือง ถือไก๋จัดทหารแต่ล้วนคนชรากำลังน้อยออกไปตั้งอยู่นอกทัพซุ่มเป็นกองล่อ ถือไก๋จึงขึ้นไปคอยอยู่บนหอคอยในเมืองเสียวเสีย

ฝ่ายเตียวปอยกทัพตามทางหลวงมาถึงแดนเมืองเสียวเสีย เห็นกองทัพตั้งขวางทางอยู่ ดูทหารแต่ล้วนชราแจ้งว่าเป็นทหารถือไก๋ เตียวปอมีใจประมาทหัวเราะเยาะเย้ย แล้วให้ทหารบุกรุกตีทัพแตกหนีเข้าเมือง เตียวปอขับทหารติดตามเข้าไปถึงหน้าเมืองเสียวเสีย

ฝ่ายเล่าอิ๋มจึงขับม้าออกยืนอยู่หน้าทหาร เห็นเตียวปอจึงร้องตวาดไปว่า อ้ายพวกขโมยทั้งปวงมิได้รู้จักที่ตายกูจะจับตัวฆ่าเสียให้สิ้นทั้งกองทัพ เตียวปอได้ยินก็ขับม้าขึ้นมาหน้าทหารจึงร้องโต้ตอบว่า ตัวเหมือนดังปลาน้อยอยู่น้ำตื้นสำหรับเป็นอาหารปลาใหญ่ มีใจองอาจอวดอ้างต่อสู้กับกูผู้มีกำลังดังพระยามังกรไม่สมควร เร่งบอกถือไก๋ออกมาต่อสู้ดูฝีมือกันให้ถึงแพ้และชนะ เล่าอิ๋มได้ยินถ้อยคำเตียวปอว่ากล่าวหยาบช้าก็โกรธนัก ชักม้ารำง้าวขับทหารออกรบ ทหารต่อทหารถ้อยทีพุ่งซัดอาวุธยิงเกาทัณฑ์โห่ร้องรบกันเป็นสามารถ

ฝ่ายตันจุ้นเห็นเล่าอิ๋มรบกับเตียวปอถึงสิบเพลงอาวุธ เตียวปอมิได้เพลี่ยงพลํ้า ตันจุ้นจึงขับม้ารำทวนเข้าช่วยเล่าอิ๋ม เตียวอิ๋มกับตังอี๋เห็นดังนั้น ทั้งสองขับม้ารำทวนออกช่วยเตียวปอ ถ้อยทีหนีไล่ล่อลวงหลบหลีกกันว่องไวในเพลงอาวุธ ฝ่ายถือไก๋ยืนอยู่บนหอคอย ครั้นได้ท่วงทีจึงโบกธงสัญญา เร่งทหารกองซุ่มทั้งสองซ้ายขวาเข้าตีกระหนาบไว้แล้ว ถือไก๋ยกทัพหนุนเข้าช่วยระดมตีทัพเป็นสามด้าน เตียวปอเห็นทหารต้องอาวุธป่วยเจ็บเป็นอันมากจึงถอยทัพ ตันจุ้นขับม้าตามเข้าไปจะจับเตียวปอ เตียวเอียมชักม้ากลับมารบกับตันจุ้นได้สามเพลง ตันจุ้นเอาทวนแทงถูกเตียวเอียมตกม้าลง เตียวสูขับม้าถลันเข้าช่วยเตียวเอียม ตันจุ้นกลับหน้ามาเอาทวนแทงเตียวสูหลบหลีกป้องกันไว้ ตันจุ้นรบรุกบุกบั่นด้วยกำลังเข้มแข็งว่องไวชำนาญเพลงอาวุธ เตียวสูต้านทานฝีมือมิได้ชักม้าหนี ตันจุ้นได้ทีน้าวเกาทัณฑ์ยิงถูกต้นคอตลอดปากเตียวสูตกม้าตาย ถือไก๋ขับม้าหนุนตันจุ้นมาร้องเร่งทหารระดมตีฝ่าฟันทหารเข้าไปจะจับเตียวปอ

ฝ่ายเตียวปอถอยทัพรอรบไป เห็นถือไก๋ขับทหารตามรบติดพันใกล้เข้ามาจึงกลับม้าไล่ทหารเลวแตกกระจายออกไป แล้วรำทวนเข้ารบปะทะฝีมือถือไก๋ได้สิบเพลง ต้านทานกำลังของถือไก๋มิได้ จึงชักม้าพาทหารรบไปตามทางใหญ่ พอเวลาจวนค่ำถือไก๋เห็นทหารเหนื่อยอิดโรยกำลัง เวลาค่ำมืดจะหลงฆ่าฟันกันตายจึงให้ตีม้าล่อประชุมทัพกลับเข้าเมืองเสียวเสีย ฝ่ายเตียวปอครั้นถือไก๋ไม่ติดตาม จึงตั้งค่ายพักทหารคิดการที่จะสู้รบกับถือไก๋สืบไป

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ ขณะเมื่อถือไก๋ไห้ม้าใช้ถือหนังสือมาว่ากองทัพยกไปตีเมืองเจ๋ จึงจัดทัพหลวงยกไปถึงเมืองหลอก๊ก ให้ม้าใช้สืบราชการอยู่มิได้ขาด ครั้นแจ้งความว่าถือไก๋ได้รบกับเตียวปอเจ้าเมืองเจ๋ยังมิได้แพ้และชนะกัน พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงยกทัพจากเมืองหลอก๊ก เดินทัพตามระยะทางไปเมืองลิมจู๋ ฝ่ายถือไก๋นั่งอยู่ในค่ายปรึกษานายทัพกองจะยกทัพไปจับเตียวปอ พอมีผู้เข้ามาบอกว่าทัพหลวงซึ่งตั้งอยู่เมืองหลอก๊กนั้น บัดนี้ยกมาใกล้จะถึงเมืองลิมจู๋แล้ว ตันจุ้นจึงว่าทัพหลวงยกมาใกล้จะถึง ขอท่านแม่ทัพคอยรับเสด็จก่อนจึงยกตามรบเตียวปอสืบไป ข้าพเจ้าคิดฉะนี้ท่านจะเห็นประการใด ถือไก๋จึงว่าเตียวปอเสียทีหนีไปกองทัพแตกยังไม่ยับเยิน ซึ่งจะหน่วงกองทัพให้เนิ่นช้าเวลาอยู่คอยรับเสด็จนั้น เกรงเกลือกเตียวปอจะไปตั้งมั่นประจัญรับกลับคิดกลศึกซุ่มทหารไว้ล่อให้เราถลำเสียที จำจะเร่งรีบตีติดตามอย่าให้ตั้งตัวได้ มีชัยชนะแล้วจึงกลับมาเฝ้า ทหารทั้งปวงเห็นชอบพร้อมกัน ครั้นรุ่งเวลาเช้า ถือไก๋จึงสั่งนายทหารสนิทผู้หนึ่งให้จัดแจงที่ประทับรับเสด็จพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ ณ เมืองลิมจู๋ แล้วยกทัพตามเตียวปอไปถึงตำบลหนึ่ง พบค่ายตั้งกั้นทางอยู่ ตันจุ้นแม่ทัพหน้าจึงขับม้านำทหารออกไปยืนอยู่หน้าค่าย แล้วร้องเรียกเตียวปอให้เร่งออกมารบ

ฝ่ายเตียวปอได้ยินดังนั้น จึงแต่งตัวสวมเกราะในใส่เสื้อเขียวขึ้นม้าถือทวนพาทหารออกมายืนอยู่หน้าค่าย ทหารทั้งสองฝ่ายกุมอาวุธเงื้อง้าวหมายมุ่งคอยทีจะสู้รบกัน ตันจุ้นจึงว่าวานนี้ตัวก็ได้ต่อสู้รู้จักฝีมือทหารชาวลกเอี๋ยงว่าชั่วและดีแล้ว ไม่ยอมสามิภักดิ์โดยดีจะมาสู้รบอีก ครั้งนี้จะต้องให้ทหารเลวผูกมัดลำบากตัวหรือประการใด เตียวปอได้ยินก็โกรธจึงตอบว่าเวลาวานนี้ทหารเราสู้รบยังไม่สิ้นเพลงอาวุธ พอเวลาค่ำลงจึงถอยทัพ ซึ่งตัวอ้างอวดว่าฝีมือดีวันนี้จะรบกันให้ถึงแพ้และชนะ ว่าแล้วชักม้ารำทวนออกรบกับตันจุ้นถ้อยทีว่องไวชำนาญในเพลงอาวุธ รบกันถึงสิบเพลงมิได้แพ้ชนะ ต่างคนชักม้ากลับขับทหารออกรบพุ่งประจัญกัน ทหารม้าทหารเดินเท้าทั้งสองฝ่ายโห่ร้องวิ่งไปมาสับสน พุ่งซัดอาวุธยิงเกาทัณฑ์รบกันเป็นตะลุมบอน ผงคลีพุ่งตลบบดบังแสงพระอาทิตย์มืดคลุ้มเป็นหมอกมัวไปทั่วทั้งท้องฟ้า

ฝ่ายถือไก๋แม่ทัพเห็นเตียวปอกับตันจุ้นรบกันแต่เช้าจนเวลาบ่าย เตียวปออิดโรยกำลังลง จึงซุ่มทหารไว้สองข้างทางแล้วโบกธงสัญญา ให้ตันจุ้นถอยทัพล่อให้เตียวปอไล่ถลำจะวกหลัง ฝ่ายเตียวปอสู้รบกับตันจุ้นอิดโรยกำลังทหารล้มตายลงเป็นอันมาก ครั้นเห็นตันจุ้นถอยทัพเตียวปอมิได้ติดตาม จึงชักม้ากลับขับทหารทิ้งค่ายเสียหนีไปตามทางใหญ่ ตันจุ้นขับม้าตามทัน เตียวปอเห็นจะหนีไม่พ้นจึงชักม้ากลับหน้าเข้ารบกับตันจุ้นได้สิบเพลง พอเห็นถือไก๋ขับทหารยกหนุนแน่นเข้ามาเป็นอันมากจะต้านทานมิได้ เตียวปอขับม้าพาทหารหนีเข้าไปแดนเมืองเปงซิว

ฝ่ายโซมอเจ้าเมืองเปงซิวรู้ว่าเตียวปอเจ้าเมืองเจ๋แตกหนีกองทัพเมืองลกเอี๋ยงมา โซมอจัดทหารม้ากับทหารเดินเท้ารวมหมื่นเศษยกออกไปรับเตียวปอเข้าเมืองเปงซิว ให้ปิดประตูเมืองขับทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคง

ฝ่ายถือไก๋ยกทหารติดตามไป พอกองลำเลียงเมืองเจ๋บรรทุกเกวียนมาส่งกองทัพเตียวปอ ถือไก๋ให้ทหารตีชิงได้เสบียงอาหารเจ็ดสิบสองเล่มเกวียน ยกเข้าตั้งประชิดล้อมเมืองเปงซิวไว้เป็นหลายชั้น

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ยกทัพหลวงมาถึงเมืองลิมจู๋ ขุนนางพนักงานออกมาเชิญเสด็จเข้าเมือง แจ้งว่าเตียวปอหนีถือไก๋ไปอาศัยอยู่กับโซมอในเมืองเปงซิว พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงแต่งเป็นหนังสือลับฉบับหนึ่งว่า เตียวปอเจ้าเมืองเจ๋แตกทัพเสียทีหนีเข้ามาอยู่กับโซมอ ทหารเราล้อมไว้ซึ่งจะแก้ตัวไปให้พ้นความตายนั้นยากนัก ถ้าเตียวปอรักชีวิตคิดอาลัยแก่บุตรภรรยา จะยอมสามิภักดิ์โดยดีก็ให้ตัดศีรษะโซมอมาให้เราด้วย จะให้ทองคำพันตำลึง แล้วจะตั้งแต่งเป็นขุนนางตามสมควร ครั้นแต่งหนังสือแล้วส่งให้ขุนนางผู้หนึ่งเข้าไปเมืองเปงซิว

ฝ่ายเตียวปออยู่ในเมืองเปงซิว ทหารถือไก๋ล้อมเมืองไว้จะหนีมิได้ สิ้นความคิดนั่งกอดเข่าอยู่ พอขุนนางในกองทัพพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้นำหนังสือเข้าไปส่งให้จึงฉีกผนึกออกอ่านแจ้งความแล้วพับหนังสือไว้ คิดว่าโซมอก็มีคุณ ขณะเมื่อเราเสียทัพโซมอรับเข้าไว้ในเมือง แต่บัดนี้อยู่ในที่ล้อมจะแก้ไขหนีไปให้พ้นเงื้อมมือถือไก๋ครั้งนี้ยากนัก จำจะตัดศีรษะโซมอไปยอมสามิภักดิ์เข้าด้วยพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เห็นจะรอดชีวิต คิดแล้วจึงเขียนหนังสือลับเป็นใจความว่า ข้าพเจ้ามีความผิดจะยกโทษโปรดเลี้ยงไว้พระคุณหาที่สุดมิได้ อันศีรษะโซมอเป็นของต้องพระราชประสงค์อย่าทรงพระวิตกเลย ข้าพเจ้าจะเอาไปให้จงได้ เตียวปอส่งหนังสือให้ขุนนางผู้ถือรับสั่งออกจากเมือง พอเวลาค่ำลงเตียวปอคอยทำร้ายโซมอ ครั้นเวลาเที่ยงคืนคนใช้โซมอนอนหลับเงียบสงัด จึงถือกระบี่เข้าไปตัดศีรษะโซมอได้สมความคิด หิ้วศีรษะลงจากตึกเปิดประตูเมืองพาคนสนิทออกไปถึงหน้าค่ายหลวง

ฝ่ายทหารซึ่งนั่งยามรักษาค่ายเห็นดังนั้น พากันถือเครื่องศัสตราวุธออกมาล้อมไว้ ไถ่ถามได้ความว่าเตียวปอออกมายอมสามิภักดิ์ ต่างคนดีใจพาเตียวปอเข้าไปในค่ายแจ้งความแก่แม่ทัพทุกประการ ถือไก๋เห็นเตียวปอพาศีรษะโซมอมายอมเข้าด้วยมีความยินดีนัก จึงเชิญเตียวปอขึ้นนั่งในที่สมควร แล้วว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมให้เตียวปอเสื่อมหายความสะดุ้งตกใจ ทั้งสองสนทนากันอยู่จนรุ่งสว่าง เตียวปอจึงเชิญถือไก๋เลิกกองทัพไปเมืองเจ๋ ถือไก๋จึงให้ทำบัญชีทรัพย์สิ่งของทั้งปวง แต่ทหารซึ่งเตียวปอเกณฑ์มาสิ้นทั้งสิบสองหัวเมืองหารู้ว่าเหลือตายอยู่เมืองใดเท่าไรไม่ ถือไก๋จึงให้ปักธงจารึกชื่อเมืองสิบสองแห่ง แล้วป่าวร้องขุนนางและทหารทั้งปวงว่า เตียวปอเกณฑ์มาเข้ากระบวนทัพครั้งนี้ ทหารมาแต่เมืองใดก็ให้เข้านั่งอยู่เป็นหมู่เป็นเหล่ากันในธงชื่อเมืองนั้น

ฝ่ายทหารทั้งปวงก็ชักชวนกันไปอยู่กันเป็นเหล่ากันตามธงซึ่งจารึกชื่อเมืองทั้งสิบสองแห่ง ถือไก๋ให้ตรวจได้ทหารหมื่นเศษ แล้วพาเตียวปอกับทรัพย์สิ่งของในเมืองเจ๋บรรทุกเกวียนเป็นอันมาก เลิกทัพกลับไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ ณ เมืองลิมจู๋พร้อมนายทัพนายกองทั้งปวง ถือไก๋จึงทูลความตามซึ่งได้ทำการศึกแต่หนหลัง จนเตียวปอตัดศีรษะโซมอออกมายอมสามิภักดิ์ แล้วทูลบัญชีสิ่งของและทหารซึ่งเตียวปอเกณฑ์มาทั้งสิบสองหัวเมือง เตียวปอพามาสามิภักดิ์ให้พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ฟังทุกประการ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้มีพระทัยยินดี จึงตรัสว่าท่านยกทัพมาปราบเมืองเจ๋ครั้งนี้ทหารมีฝีมือน้อยตัวนัก เราคิดวิตกว่าจะทำมิสำเร็จจึงยกทัพหนุนมาช่วย อันเมืองเจ๋นี้เป็นเมืองใหญ่มีเมืองขึ้นเป็นอันมาก หนทางจะเดินทัพเข้าแดนเมืองเจ๋นั้นมีด่านทางช่องแคบสองแห่ง ด่านสุโหตำบลหนึ่ง ด่านมอแฮตำบลหนึ่ง ครั้งเมื่อพระเจ้าปู่ฮั่นโกโจปราบหกหัวเมืองใหญ่ ได้ฮั่นสินผู้ชำนาญการกลศึกเป็นแม่ทัพคุมทหารสามสิบหมื่น ยกมาตีได้ด่านสองตำบลเป็นที่ค่ายมั่น เที่ยวตีเมืองน้อยใหญ่ได้เจ็ดสิบสองเมืองสมทบกองทัพเป็นอันมาก ยกเข้าตีเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋ทิ้งเมืองเสียพาครอบครัวหนีไป ฮั่นสินได้เมืองเจ๋ถวายพระเจ้าปู่เรา ตรัสสรรเสริญว่าฮั่นสินมีสติปัญญาหาผู้เสมอมิได้ ซึ่งท่านกับนายทัพนายกองทั้งปวงยกมาทำศึกสำเร็จราชการเมืองเจ๋ ได้ทั้งตัวเจ้าเมืองเจ๋มาด้วยครั้งนี้ ความชอบมีมากกว่าครั้งฮั่นสิน อนึ่งเตียวปอละความมานะตัดเอาศีรษะโซมอมาเข้าด้วยเรานั้น เตียวปอมีความชอบควรจะเอาไปชุบเลี้ยงเป็นขุนนางข้าเฝ้า พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงตั้งเตียวปอเป็นเปงเหา พระราชทานทองคำพันตำลึงเป็นบำเหน็จที่ได้ศีรษะโซมอมา บรรดาขุนนางทั้งปวงนั้นโปรดให้กลับไปอยู่ทำมาหากินตามภูมิลำเนาแต่ก่อน แล้วพระราชทานทรัพย์สิ่งของแลเครื่องยศแก่ถือไก๋นายทัพนายกองโดยสมควรแก่ความชอบ แล้วให้แต่งโต๊ะเลี้ยงขุนนางนายทหารทั้งปวงเป็นที่สบาย

ฝ่ายพวกโจรผู้ร้ายในแดนเมืองเจ๋ รู้ว่าพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จมาประทับแรมอยู่ ณ เมืองลิมจู๋ ต่างคนกลัวบุญญาธิการยิ่งนัก พากันมายอมสามิภักดิ์ละพยศอันร้ายเสียสิ้น ราษฎรทั้งปวงครั้นได้ทำมาหากินเป็นสุขหาโจรผู้ร้ายมิได้ ต่างคนสรรเสริญพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ทุกตำบล

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ จัดแจงราษฎรหัวเมืองในแดนเมืองเจ๋ราบคาบแล้ว จึงสั่งให้เลิกกองทัพเสด็จกลับเข้าเมืองลกเอี๋ยง พระราชทานที่บ้านให้เตียวปอซึ่งเป็นที่เปงเหาเป็นข้าเฝ้าอยู่ในเมืองหลวง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ