๑๐

ฝ่ายเหงวับคิมครั้งเมื่อกองบู๊เข้าเมืองหลวงฆ่าอองมังเสียนั้น เหงวับคิมพาเอาอองลังจือซึ่งเป็นบุตรสนมเกิดด้วยอองมังมาซุ่มซ่อนอยู่ในเมืองนั้น ครั้นรู้ว่าเล่าหลิมจะตั้งกองบู๊เป็นกษัตริย์กองบู๊ไม่ยอม เหงวับคิมจึงคิดกับอองลังจือทำอุบายจะล่อลวงให้เล่าหลิมยกอองลังจือขึ้นให้เป็นกษัตริย์ จึงแปลงชื่ออองลังจือเป็นแซ่เล่าชื่อว่าเล่าจือหยู ให้นั่งดูป้ายที่วัดแห่งหนึ่ง เหงวับคิมจึงนุ่งห่มเป็นซินแสเข้าไปบอกนายประตูเมือง

ฝ่ายเล่าหลิมครั้งกองบู๊โกรธไม่ยอมเป็นฮ่องเต้ ยกทัพไปจากเมืองก็นั่งนิ่งนึกตรึกตรองอยู่ พอนายประตูเข้ามาบอกว่าซินแสคนหนึ่งรูปร่างงามจะเข้ามาหา เล่าหลิมจึงออกไปเชิญเข้ามาในเมืองให้นั่งที่สมควรแล้วถามว่า ซินแสมาหาข้าพเจ้าทั้งนี้ธุระกังวลสิ่งใด

ฝ่ายซินแสจึงบอกว่าข้าพเจ้าเห็นรัศมีขึ้นในเมืองท่าน จะมีผู้มีบุญเป็นมั่นคง เล่าหลิมจึงถามซินแสว่าท่านเห็นข้าพเจ้าจะเป็นประการใด ซินแสจึงตอบว่าท่านนี้สมควรจะเป็นพระยาประเทศราชและที่ไจเสียง เล่าหลิมจึงถามว่าท่านเห็นรัศมีผู้มีบุญเกิดขึ้นทิศใดเล่า ซินแสแสร้งทำนับยามดูต่อไปจึงบอกเล่าหลิมว่า รัศมีผู้มีบุญผุดขึ้นอยู่ที่ทิศใต้ เล่าหลิมได้ยินดังนั้นก็ให้ซินแสพาไป ถึงท้ายถนนตลาดมีวัดแห่งหนึ่ง เล่าหลิมเห็นหนุ่มน้อยนั่งอยู่หน้าวัดคนหนึ่ง จึงอ่านดูป้ายมีอักษรจารึกไว้ว่า เซงตีอือเล่าจือหยู เล่าหลิมสำคัญว่าแซ่เล่าเป็นผู้มีบุญก็เข้าไปคำนับ อองลังจือเห็นดังนั้นแกล้งทำไม่รู้จัก จึงถามว่าท่านทั้งสองมาหาเราด้วยประการใด เล่าหลิมจึงว่าที่นี้หารู้แห่งจะสนทนาไม่ เชิญท่านเข้าไปบ้านข้าพเจ้าเถิด อองลังจือกับเล่าหลิมเหงวับคิมสามคนก็พากันเข้าไปในตึกเล่าหลิม เล่าหลิมจึงให้นั่งที่สมควรแล้วถามว่าเหตุใดท่านจึงได้ตกยากมาเป็นหมอดูอยู่ฉะนี้ เล่าจือหยูจึงบอกเล่าหลิมว่าตั้งแต่อองมังคิดกบฏต่อพระเจ้าเปงเต้ อองมังตั้งตัวเป็นใหญ่ในเมืองหลวง ข้าพเจ้าจึงผลัดชื่อเปลียนแซ่หนีเที่ยวมาเป็นหมอดูได้ถึงสิบแปดปี มิได้มีผู้ใดรู้จักชื่อและแซ่ พอท่านมาพบเข้าวันนี้ท่านจึงได้รู้จักแซ่ข้าพเจ้า เล่าหลิมได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงยกอองลังจือขึ้นเป็นกษัตริย์ชื่อว่าไต้ฮั่นฮ่องเต้ ตั้งซินแสเหงวับคิมเป็นเซงเซียว เฮงจิวคดเป็นเซงเสียว อองเฉียเหลงเป็นที่งวนโซย ตั้งเล่าหลิมหนึ่ง เตียวหมุยหนึ่ง หลีเหียนหนึ่ง เป็นผู้ช่วยราชการฝ่ายทหาร จึงสั่งนายทหารทั้งสี่คนให้รักษาประตูทั้งสี่ทิศ

ฝ่ายกองบู๊ตั้งอยู่ในค่ายรู้ว่าเล่าหลิมยกอองลังจือขึ้นเป็นกษัตริย์ จึงขึ้นม้าพาทหารออกจากค่ายไปถึงประตู เห็นประตูเมืองปิดอยู่ จึงให้ร้องบอกเข้าไปให้เล่าหลิมออกมาพูดกัน นายประตูจึงเข้าไปแจ้งความแก่เล่าหลิม เล่าหลิมรู้ว่ากองบู๊มาจึงพาอองลังจือขึ้นไปบนหอรบ แล้วร้องบอกกองบู๊ว่า เดิมข้าพเจ้าปรึกษาขุนนางพร้อมกันจะยกท่านขึ้นเป็นกษัตริย์ ท่านโกรธเอากระบี่ฟันข้าพเจ้า ข้าพเจ้าหลบหนีทันจึงไม่ตาย บัดนี้ข้าพเจ้ายกเล่าจือหยูราชบุตรพระเจ้าเซงเต้มีอายุได้ยี่สิบแปดปีให้เป็นเจ้า ท่านไม่พอใจเป็นกษัตริย์แล้วจะมาไต่ถามต่อไปเป็นประการใดเล่า ฮั่นกองบู๊ได้ฟังดังนั้นจึงว่าพระเจ้าเซงเต้เสวยราชสมบัติได้ยี่สิบหกปี พระชันษาสี่สิบปีสวรรคตพระเจ้าง้วนเต้ผู้เป็นพระราชบุตรได้เป็นฮ่องเต้ อายุสิบเก้าปีได้ราชสมบัติ อยู่ในราชสมบัติยี่สิบหกปีจึงสวรรคต พระเจ้าเปงเต้ราชบุตรเป็นกษัตริย์ได้สิบสี่ปี อองมังจึงวางยาพิษสวรรคต อองมังให้จูเอ๋งเป็นกษัตริย์ได้สามปี อองมังครองสมบัติสืบไปได้สิบห้าปีจึงตาย ซึ่งว่าเล่าจือหยูเป็นบุตรพระเจ้าเซงเต้นั้น ถ้าจะนับโดยลำดับกษัตริย์มา อายุเล่าจือหยูถึงสี่สิบหกปีเศษจึงจะชอบ ซึ่งท่านว่าเล่าจือหยูมีอายุได้แต่ยี่สิบแปดปีและว่าเป็นบุตรพระเจ้าเซงเต้นั้น เห็นหาจริงเหมือนคำเล่าจือหยูไม่ ซึ่งจะให้เล่าจือหยูเป็นกษัตริย์นั้น เราเห็นว่าจะเป็นเชื้อวงศ์อองมังมาล่อลวง น้องท่านจงตรึกตรองให้ชอบก่อน อองลังจือซึ่งแปลงชื่อเป็นเล่าจือหยูได้ยินดังนั้นจึงตอบกองบู๊ว่า ถ้าเรามิใช่เล่าจือหยูแล้วทแกล้วทหารทั้งปวงก็หาพร้อมใจกันยกเราขึ้นเป็นกษัตริย์ไม่ ท่านจะแกล้งมาว่ากล่าวให้ทหารเราสงสัยฉะนี้มิชอบ ตัวท่านเป็นพวกเอียวหยินปิศาจเที่ยวล่อลวงให้คนทั้งปวงเชื่อว่าเป็นแซ่ฮั่นโกโจ ตัวกระทำหาความจริงมิได้ ว่าแล้วสั่งทหารทั้งปวงให้ปิดประตูเมืองออกไปจับเอียวหยินซึ่งปลอมแซ่ฮั่นมาฆ่าเสียให้จงได้

ฝ่ายอองเฉียเหลงงวนโซยรับคำแล้วแต่งตัวขึ้นม้าถือทวน พาทหารเปิดประตูเมืองออกไปจับกองบู๊ ฝ่ายเอียวกี๋เห็นดังนั้นก็ขับม้ารำทวนออกรบด้วยอองเฉียเหลงได้สิบเพลง อองเฉียเหลงต้านทานฝีมือเอียวกี๋มิได้ชักม้าพาเตียวหมุยหลีเหียนหนีไปเข้าเมือง กองบู๊จึงร้องบอกเล่าหลิมว่าน้องอย่าได้เชื่อคำคนอื่นจะได้ความเดือดร้อน จงเข้าทำราชการกับพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้เถิด จะได้มีชื่อปรากฏในแผ่นดิน เล่าหลิมได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงสั่งทหารให้ขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เป็นสามารถ กองบู๊เห็นเล่าหลิมไม่ฟังคำจึงสั่งทหารทั้งปวงให้ตั้งค่ายรายล้อมประชิดถึงเชิงกำแพงจะตีเอาเมืองกำตั๋น อองลังจือจึงปรึกษาเล่าหลิมว่าทแกล้วทหารกองบู๊พื้นฝีมือกล้าแข็ง ทหารชาวเมืองเราฝีมืออ่อนนัก ซึ่งจะคิดการศึกต่อไปเห็นจะสู้รบกับกองบู๊มิได้ท่านจะคิดประการใด เล่าหลิมจึงว่าพี่ชายข้าพเจ้าคนหนึ่งชื่อเล่าแถงกินเมืองห้อตงฮูมีทหารสิบหมื่น ข้าพเจ้าจะไปยืมทหารมาช่วยรบกับเล่าสิ้วบุนซกเอาชัยชนะจงได้ท่านอย่าวิตกเลย อองลังจือจึงว่าเล่าสิ้วบุนซกมาตั้งล้อมเมืองเราอยู่เป็นสามารถ ถ้าช้าไปเห็นเล่าสิ้วบุนซกจะเข้าหักโดยกำลังทหาร เมืองเราจะเสียแก่เล่าสิ้วบุนซกเป็นมั่นคง ท่านจงเร่งไปยืมทหารมาโดยเร็วจึงจะทันท่วงที การครั้งนี้ข้าพเจ้าทุกข์ใจนัก เล่าหลิมจึงว่าข้าพเจ้าตั้งใจจะให้ท่านได้เป็นกษัตริย์ จะคิดผ่อนการเอาชัยชนะแก่เล่าสิ้วบุนซก มิให้ท่านเป็นอันตราย ท่านอย่าทุกข์ใจเลย เล่าหลิมว่าแล้วคำนับลาอองลังจือออกมาขึ้นม้าถืออาวุธเปิดประตูเมืองรบฝ่าทหารหนีไปเมืองห้อตงฮู จึงให้นายประตูเข้าไปบอกแก่เล่าแถง เล่าแถงจึงออกมารับเล่าหลิมผู้น้องเข้าไปในเมือง ทั้งสองคำนับกันตามธรรมเนียม เล่าแถงจึงว่าเจ้ามาแต่ผู้เดียวถึงเมืองเรามีธุระประการใด เล่าหลิมจึงบอกว่าเล่าสิ้วบุนซกยกทหารมาล้อมเมืองไว้ ข้าพเจ้ามาเชิญท่านไปช่วยรบเอาชัยชนะแก่เล่าสิ้วบุนซกให้จงได้ เล่าแถงจึงว่าทหารทั้งปวงก็มีอยู่ แต่หาผู้จะเป็นแม่ทัพหน้ามิได้ ขณะเมื่อพี่น้องพูดกันอยู่นั้นพิถองเข้ามาอยู่ด้วย จึงรับว่าซึ่งท่านขัดสนด้วยแม่ทัพหน้าจะยกไปรบกับเล่าสิ้วบุนซกนั้น ข้าพเจ้าจะขออาสาเป็นแม่ทัพหน้าไปรบเอาชัยชนะแก่เล่าสิ้วบุนซกให้จงได้ พี่น้องทั้งสองได้ยินดังนั้นแลดูหน้าก็จำได้ว่าพิถองนายทหารอองมัง ทั้งสองก็ดีใจจึงสั่งว่าท่านมีน้ำใจภักดีอาสาเราขอบใจนัก เล่าแถงจึงให้พิถองคุมทหารหมื่นหนึ่งเป็นทัพหน้า เล่าแถงคุมทหารเก้าหมื่นเป็นทัพหลวงยกออกจากเมืองไป ขณะเมื่อพิถองเป็นทัพหน้านั้น พิถองเอาอองอูบุตรอองมังไปด้วย คิดว่าถ้าได้ท่วงทีเข้าเมื่อใดจะยกอองอูขึ้นเป็นกษัตริย์เมื่อนั้น ครั้นยกทัพมาถึงเมืองกำตั๋นตั้งค่ายมั่นอยู่ใกล้ค่ายกองบู๊ทางประมาณสามสิบเส้น ทหารซึ่งไปนั่งคอยสืบราชการเห็นดังนั้น จึงเข้ามาบอกความแก่กองบู๊ กองบู๊แจ้งความดังนั้นจึงสั่งเอียวกี๋ให้ออกรบกับกองทัพเมืองห้อตงฮู เอียวกี๋คำนับลาขึ้นม้าพาทหารออกจากค่ายไปเห็นพิถองยืนม้าอยู่กลางทหาร เอียวกี๋จึงร้องถามพิถองว่าท่านกับเรามิได้โกรธแค้นกัน เหตุใดจึงเข้ากับพวกถือผิดมารบเรามิชอบ ท่านจงยกทัพกลับไปเสียเถิด พิถองจึงว่ากองบู๊ฆ่าอองมังเจ้าของเราตาย เรามีใจเจ็บแค้นจึงคุมทัพมาจับกองบู๊ไปฆ่าแก้แค้นแทนอองมัง ถ้าท่านรักตัวกลัวตายจงลงม้ามายอมโดยดี เราจะไว้ชีวิตท่าน เอียวกี๋ได้ยินดังนั้นก็โกรธจึงขับม้าเข้ารบกับพิถองได้ยี่สิบเพลงมิได้แพ้ชนะแก่กัน พอเวลาพลบค่ำลงต่างคนล่าทัพกลับเข้าค่าย

ครั้นเวลารุ่งเช้าพิถองจึงพาอองอูเข้าทางหลังเมืองไปหาอองลังจือ ฝ่ายอองลังจือแลเห็นอองอู จึงคิดว่าอองอูเป็นลูกหลวงเอกเราเป็นแต่ลูกสนม ครั้นจะให้เข้ามาในเมืองอองอูก็จะบอกความทั้งปวงแก่เล่าหลิม เล่าหลิมรู้ความแล้วจะตั้งอองอูขึ้นเป็นใหญ่ ความที่คิดปิดงำไว้แต่ก่อนจะฟุ้งเฟื่องไป อองลังจือคิดแล้วจึงน้าวเกาทัณฑ์ยิงไปถูกอองอูตกม้าตาย พิถองเห็นดังนั้นตกใจนักเข้ากอดศพอองอูร้องไห้ ครั้นวายความโศกแล้วพิถองก็พาพรรคพวกหนีออกจากกองทัพไปเข้าป่า ฝ่ายเล่าหลิมกับเล่าแถงจึงพาทหารมาจะเข้าเมือง

ฝ่ายกองบู๊เห็นดังนั้น จึงขึ้นม้าพาทหารออกรบต้านหน้าสกัดไว้ ทหารทั้งสองฝ่ายรบพุ่งกันเป็นสามารถ ฝ่ายอองลังจืออยู่ในเมืองเห็นดังนั้น จึงขับทหารเปิดประตูเมืองออกไปตีกระหนาบหลัง กองบู๊ตกใจอยู่ในศึกกระหนาบ จึงพาทหารถอยรอรบออกไป อองลังจือกับเล่าแถงเล่าหลิมเหงวับคิม ครั้นได้ท่วงทีก็ขับทหารรุกรบตีตามกองทัพกองบู๊ไปข้างทิศใต้ กองบู๊พาทหารหนีไปตามทาง พอทหารกองหน้าเข้ามาบอกว่า มีนายทหารสามคนมาขวางทางอยู่ กองบู๊จึงขับม้าขึ้นไปเห็นอองเสียงหนึ่ง จังเก๋งหนึ่ง เกียฮกหนึ่ง ทั้งสามนายเข้ามาคำนับ กองบู๊มีความยินดีนัก ฝ่ายสามนายจึงคำนับเชิญกองบู๊เข้าเมืองไถเสียง

ฝ่ายเหงวับคิมนายทหารอองลังจือพาทหารติดตามมารู้ว่ากองบู๊หนีเข้าเมือง จึงให้จุดประทัดตีม้าล่อและกลองรบเข้าตั้งค่ายประชิดเมืองไถเสียง

ฝ่ายเตงอูจึงปรึกษากองบู๊ว่า เมืองไถเสียงนี้เป็นเมืองน้อยเสบียงอาหารก็ขัดสน ถ้าศึกติดพันเห็นจะแก้ตัวยาก ขอท่านยกไปตั้งมั่นอยู่เมืองอื่นจึงจะควร กองบู๊เห็นชอบจึงพาทหารออกจากเมืองรีบเดินทัพหนีเหงวับคิมไปตามทางเมืองงวนเสีย พอทหารมาบอกว่ามีนายทหารมาขวางทางอยู่จะเดินต่อไปมิได้ กองบู๊จึงขับม้าขึ้นไปเห็นควังสุน ควังสุนจึงเข้าไปคำนับกองบู๊แล้วว่า ข้าพเจ้าสืบรู้ว่าท่านเสียทัพแก่อองลังจือ ข้าพเจ้าจึงมารับท่าน ขอเชิญเข้าอยู่ในเมืองข้าพเจ้าเพื่อพักทหารให้มีกำลังก่อน กองบู๊ได้ฟังดังนั้นก็ดีใจนักจึงพาทหารเข้าเมืองงวนเสีย ควังสุนจึงให้แต่งโต๊ะเชิญกองบู๊กับนายทหารทั้งปวงให้กินโต๊ะอยู่ พอมีผู้เข้ามาบอกว่าอองลังจือยกกองทัพมาใกล้จะถึงเมืองแล้ว กองบู๊ได้ยินดังนั้นก็ตกใจ จึงว่าแก่นายทหารทั้งปวงว่า ผู้ใดมีฝีมือจงอาสาเราออกรบกับอองลังจือครั้งนี้ ควังสุนจึงว่าข้าพเจ้าจะขออาสาท่านไปตัดคีรษะอองลังจือมาจงได้ท่านอย่าวิตกเลย กองบู๊จึงถามว่าท่านจะคิดกลอุบายประการใด ควังสุนจึงว่าอองลังจือมิได้รู้ว่าข้าพเจ้าเป็นคนของท่าน ข้าพเจ้าจะขอให้ท่านยกกองทัพออกไปตั้งอยู่ต้นทางหลวง ให้เกียฮกคุมทหารห้าร้อยไปตั้งซุ่มอยู่ริมทางขวา ให้จังเก๋งคุมทหารห้าร้อยไปตั้งซุ่มอยู่ริมทางข้างซ้าย ข้าพเจ้าจะพาทหารห้าร้อยไปตั้งอยู่กลางทาง ถ้ากองทัพอองลังจือยกมาถึง ข้าพเจ้าจะไปพูดจาเป็นทีจะเข้าด้วยช่วยอองลังจือ ถ้าอองลังจือต้องอุบาย ข้าพเจ้าเข้าไปใกล้ชิดได้ท่วงทีจะตัดเอาศีรษะอองลังจือให้ได้โดยง่าย ถ้าอองลังจือไม่ไว้ใจมิให้ข้าพเจ้าเข้าใกล้ ข้าพเจ้าจึงจะร้องขึ้นให้ทหารกองซุ่มออกช่วยระดมกันรบเป็นสามด้านให้ทหารอองลังจือตกใจเสียกระบวนแล้ว จึงช่วยกันล้อมจับเอาตัวอองลังจือฆ่าเสีย ท่านจะเห็นประการใด กองบู๊ได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย กองบู๊ก็จัดเตรียมทหารออกไปจากเมืองตั้งซุ่มทัพตามอุบายควังสุน

ฝ่ายควังสุนขี่ม้าพาทหารออกไปยืนอยู่กลางทางคอยอองลังจือ พอทัพหน้าอองลังจือมาถึง ควังสุนบอกว่าเราสืบรู้ว่ากองทัพเล่าจือหยูซึ่งเป็นไต้ฮั่นฮ่องเต้มาตามเล่าสิ้วบุนซก เราจึงพาทหารมาคอยท่าอยู่จะอาสาจับเล่าสิ้วบุนซกให้จงได้ แต่เราจะขอไปเฝ้าไต้ฮั่นฮ่องเต้ก่อน ทหารทัพหน้ากั้นทางไว้มิให้ไป ถ้อยทีเถียงกันอื้ออึงขึ้น

ฝ่ายเกียฮกกับจังเก๋งนายทหารซุ่มอยู่ในป่าสองข้างทางได้ยินดังนั้น จึงให้ทหารไปสืบรู้ว่าอองลังจือแม่ทัพหลวงยกล่วงถลำเข้ามาในที่ล้อมแล้ว ทั้งสองนายจึงให้ตีกลอง ทหารโห่ร้องรบกระหนาบหลังทัพหลวงเข้าไป ควังสุนจะล่อลวงไม่สมความคิดก็ขับม้าพาทหารเข้าตีต้านหน้าไว้

ฝ่ายกองบู๊ได้ยินเสียงกลองรบรู้ว่าทหารกองซุ่มตัดหลังแล้วจึงขับม้าพาเอียวกี๋หนึ่ง ปังอี้หนึ่ง อองป้าหนึ่ง กับทหารทั้งปวงยกเข้าช่วยล้อมระดมตีทัพอองลังจือเป็นสามด้าน ทหารอองลังจือตกใจพากันแตกหนีเสียกระบวน

ฝ่ายอองลังจืออยู่ในกลางศึกขนาบตกใจนัก จึงขับม้าฝ่าทหารหนีออกจากที่ล้อม นายทหารกองบู๊ได้ทีขับม้าพาทหารเข้าไล่ฆ่าฟันทหารอองลังจือล้มตายเป็นอันมาก แต่เอียวกี๋นั้นขับม้าติดตามอองลังจือไปทางประมาณยี่สิบลี้ไม่ทันอองลังจือแล้ว จึงขับม้ากลับมาถึงทัพกองบู๊ กองบู๊ให้ยกทัพกลับเข้าเมือง เตงอูจึงว่าแก่กองบู๊ว่าซึ่งกองทัพอองลังจือเสียทีหนีเราไปครั้งนี้ทัพยังไม่ยับเยิน เห็นจะรวบรวมทหารกลับมาล้อมเมืองเราเป็นมั่นคง เตงอูจึงสั่งทหารให้ขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เป็นสามารถ

ฝ่ายอองลังจือแตกทัพหนีไป ครั้นไม่เห็นข้าศึกติดตามจึงหยุดม้ารวบรวมทหาร ครั้นนายทัพนายกองมาพร้อมแล้ว จึงให้เหงวับคิมยกทัพกลับเข้าล้อมเมืองไว้เป็นหลายชั้นจะเข้าหักเอาเมืองงวนเสีย เสียงประทัดและทหารโห่ร้องอื้ออึงขึ้น กองบู๊ได้ยินดังนั้นรู้ว่ากองทัพอองลังจือกลับมาล้อมเมืองก็ตกใจ จึงปรึกษาราชการกับทหารทั้งปวง ควังสุนจึงว่าอองลังจือมีทหารเป็นอันมาก ทหารฝ่ายเราน้อยตัว จะยกออกต้านทานทัพอองลังจือ ฝีมือทหารเราจะเอาชัยชนะโดยยาก ข้าพเจ้าสืบรู้ว่าเล่าเฮียนเกลี้ยกล่อมตั้งซ่องสุมพวกโจรอยู่เมืองฮือเอี๋ยง เล่าเฮียนเป็นแซ่เชื้อพระเจ้าฮั่นโกโจมิได้ไปขึ้นแก่ผู้ใด เล่าเฮียนมีทหารสิบหมื่น ขอท่านจงไปวานทหารมาช่วยรบกับกองทัพอองลังจือ เห็นจะเอาชัยชนะได้โดยง่าย กองบู๊ได้ฟังจึงว่ากองทัพอองลังจือมาล้อมเมืองไว้เป็นหลายชั้นแน่นหนาจะรบฝ่าออกไปมิได้ ท่านจะคิดอุบายประการใด ควังสุนจึงว่าเวลาค่ำลง ข้าพเจ้าจะพาทหารออกปล้นค่ายข้างด้านใต้ให้ทหารรวนมาช่วยรบ ท่านจงพาทหารมีฝีมือรบฝ่าออกไปทางประตูทิศเหนือ กองบู๊ได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย ครั้นเวลาประมาณสองยามเศษกองบู๊จึงพาทหารคนสนิทไปเตรียมอยู่ทางประตูทิศเหนือ

ฝ่ายควังสุนจึงแต่งตัวขึ้นม้าถืออาวุธพาทหารเปิดประตูเมืองทิศใต้ออกปล้นค่าย ให้ทหารตีม้าล่อกลองรบบนเชิงเทินเสียงอื้ออึง

ฝ่ายเหงวับคิมแม่ทัพหน้าอองลังจือได้ยินดังนั้นก็ตกใจนัก จึงแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถืออาวุธขับทหารออกรบกับควังสุน เสียงม้าล่อและกลองรบทหารโห่ร้องอื้ออึงทั้งสองฝ่าย นายทัพนายกองทั้งปวงรู้ว่าทหารในเมืองออกปล้นค่ายด้านใต้ ต่างคนพาทหารทั้งสามด้านไปช่วยเหงวับคิมซึ่งตั้งค่ายล้อมเมืองอยู่เบื้องทิศใต้นั้น

ฝ่ายกองบู๊เห็นทหารข้างทิศเหนือรวนเรไปทิศใต้ ทหารในค่ายล้อมเบาบางลง จึงให้เปิดประตูเมือง ขับม้าทหารออกรบฝ่าออกจากค่ายล้อม รีบเร่งเดินไปตามทางเมืองฮือเอี๋ยง

ฝ่ายทหารซึ่งอยู่รักษาค่าย ครั้นเห็นเล่าสิ้วบุนซกหนีไป ต่างคนวิ่งร้องบอกเหงวับคับ เหงวับคิมรู้ว่าเล่าสิ้วบุนซกหนีจึงขับม้าพาทหารติดตามไปในเวลากลางคืน ควังสุนครั้นว่ากองบู๊หนีไปแล้วจึงพาทหารกลับเข้าเมือง

ฝ่ายกองบู๊ขับม้าพาทหารหนีไปไกลเมืองงวนเสียประมาณทางสิบลี้เข้าถึงดงใหญ่ พอได้ยินเสียงผู้คนอื้ออึงมาข้างหลังเขากองบู๊ตกใจยืนม้ารออยู่ ฝ่ายควังเอี๋ยมเจ้าเมืองฮิวจิ๋วกับควังยี่ผู้บุตรพาทหารยกมา แลเห็นกองบู๊ยืนม้าอยู่กลางทาง ดูรูปร่างต้องลักษณะผู้มีบุญจึงร้องทักถามว่า ตัวท่านชื่อเล่าสิ้วบุนซกฤๅผู้ใด กองบู๊ได้ยินดังนั้นก็รับว่าเราชื่อเล่าสิ้วบุนซก ควังเอี๋ยมดีใจนักจึงลงจากม้าเข้าไปคำนับ กองบู๊เห็นดังนั้นจึงรับคำนับ ให้ควังเอี๋ยมยืนขึ้นเป็นปรกติ แล้วถามว่าท่านชื่อใดอยู่เมืองไหน ควังเอี๋ยมบอกว่าข้าพเจ้าชื่อควังเอี๋ยมเป็นเจ้าเมืองฮิวจิ๋ว แจ้งข่าวว่าพวกทหารอองลังจือซึ่งแปลงชื่อว่าเล่าจือหยูไปล้อมจะจับ ณ เมืองงวนเสีย ข้าพเจ้ายกมาจะช่วยท่านรบ พอพบท่านมาจะไปแห่งใดเล่า กองบู๊จึงแจ้งความแต่หลังให้ควังเอี๋ยมฟังทุกประการ ควังเอี๋ยมรู้ว่ากองบู๊จะไปยืมทหารเล่าเฮียน ณ เมืองฮือเอี๋ยงจึงให้ควังยี่ผู้บุตรไปด้วย แล้วควังเอี๋ยมคำนับลากองบู๊กลับไปอยู่รักษาเมืองฮิวจิ๋ว

ฝ่ายกองบู๊มาเมืองฮือเอี๋ยง จึงบอกนายประตูให้เข้าไปแจ้งแก่เจ้าเมืองฮือเอี๋ยง ฝ่ายเล่าเฮียนรู้ว่ากองบู๊มาถึงจึงออกไปรับเข้าเมืองนั่งที่สมควร สองคนสนทนากันถึงเชื้อวงศ์ซึ่งร่วมแซ่ตั้งแต่พระเจ้าฮั่นโกโจลำดับมา เล่าเฮียนรู้ว่าเล่าสิ้วบุนซกเป็นหลาน จึงถามว่าเจ้ามาหาอาทั้งนี้มีธุระประการใด ไต้สุมาเล่าสิ้วบุนซกจึงเล่าความให้ฟัง แล้วว่าพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้มีรับสั่งให้ข้าพเจ้าคุมทหารไปปราบโจรฝ่ายเหนือ มาถึงกำตั๋นเหงวับคิมเข้าไปพูดจาล่อลวงเล่าหลิมให้หลงด้วยถ้อยคำ เอาอองลังจือไปตั้งเป็นไต้ฮั่นฮ่องเต้ ราษฎรหัวเมืองสำคัญว่าเป็นเชื้อวงศ์พระเจ้าฮั่นโกโจพากันเข้าด้วยเป็นอันมาก ยกทัพมารบข้าพเจ้ามีทหารน้อยตัวแตกหนีมาหาอาท่าน จะยืมทหารไปทำการแก้แค้นอองลังจือ เล่าเฮียนจึงว่าอามีทหารสิบหมื่นจะช่วยรบอองลังจือเอาชัยชนะจงได้ เล่าเฮียนจึงสั่งเล่ากี๋ผู้อาให้จัดทหาร

ฝ่ายอองลังจือรู้ว่าเล่าสิ้วบุนซกหนีจึงยกทัพใหญ่ตามไปถึงแดนเมืองฮือเอี๋ยง จึงสั่งเมียวหมองว่าท่านจงเข้าไปสืบดู ถ้ารู้ว่าเล่าสิ้วบุนซกอาศัยอยู่ในเมืองฮือเอี๋ยงแล้วจงกลับมาบอกเรา จะยกเข้าล้อมจับฆ่าเล่าสิ้วบุนซกจงได้ เมียวหมองรับคำออกมาพาทหารพันหนึ่งไป ครั้นใกล้เมืองฮือเอี๋ยงจึงซุ่มทหารไว้ริมชายป่า เมียวหมองขี่ม้ามาแต่ผู้เดียวหยุดอยู่นอกประตูเมือง จึงแกล้งพูดด้วยกลอุบายนายประตูว่าเรามีธุระจะขอเข้าไปบอกความลับเจ้าเมืองฮือเอี๋ยง

ฝ่ายนายประตูจึงให้หยุดอยู่นอกประตู แล้วเข้าไปบอกแก่เล่าเฮียนตามคำเมียวหมอง เล่าเฮียนสำคัญว่าจะมีความสิ่งใดมาบอกจึงสั่งคนใช้ไปรับเมียวหมอง เมียวหมองเข้าไปถึงเห็นเล่าสิ้วบุนซกนั่งอยู่กับเล่าเฮียน เมียวหมองดีใจรีบกลับออกจากเมือง จึงสั่งคนใช้ไปบอกความแก่อองลังจือ แล้วพาพวกทหารพันหนึ่งเข้าเมืองล้อมตึกเล่าเฮียนไว้จะจับเล่าสิ้วบุนซก

ฝ่ายเล่าเฮียนกับเล่าสิ้วบุนซกนายทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ตกใจ แต่งตัวใส่เกราะโดยด่วนขึ้นม้าถืออาวุธ เล่าเฮียนกับเล่าสิ้วบุนซกพาทหารออกมายืนอยู่ กองบู๊ถามขุนนางผู้นั้นว่า ตัวท่านชื่อใดพาทหารมาล้อมเราทั้งนี้มีธุระประสงค์สิ่งใด เมียวหมองจึงร้องว่าเราชื่อเมียวหมอง ครั้งเมื่อท่านยกไปตีเมืองซินเอี๋ยงนั้นท่านฆ่าเมียวแจ๋งพี่ชายเราเสีย ครั้งนี้เราหมายจะจับท่านฆ่าแก้แค้นแทนพี่ชายเรา กองบู๊ได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงขับทหารเข้ารบกับทหารเมียวหมอง ขณะนั้นพอกองทัพอองลังจือเข้าเมืองฮือเอี๋ยงได้ไล่รบกระหนาบหลังเข้ามา

ฝ่ายเตงอูครั้นเห็นทัพเสียที จึงขับม้าฝ่าฟันทหารเมียวหมองพากองบู๊ออกจากเมืองฮือเอี๋ยงหนีไปตามทางเมืองตังไห ฝ่ายเล่าเฮียนเล่ากี๋เกณฑ์ทหารมิทันพร้อม ครั้นทหารอองลังจือเข้าล้อมจะจับตัวกลัวความตาย จึงขับม้าฝ่าทหารหนีออกจากเมืองเข้าป่า

ฝ่ายอองลังจือครั้นมีชัยได้เมืองฮือเอี๋ยงแล้ว เข้าหยุดพักปรนปรือทแกล้วทหารอยู่

ฝ่ายเตงอูกับทหารสองร้อยพากองบู๊หนีอองลังจือมาเข้าแดนเมืองตังไห พอทหารเดินหน้ากลับมาบอกว่า มีนายทหารผู้หนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ดูกิริยาองอาจ ขี่ม้านำทหารเดินสวนทางมา หารู้ว่าพวกอองลังจือหรือผู้ใดไม่ กองบู๊จึงขับม้าขึ้นไปเดินหน้าทหาร

ฝ่ายเกียนถำพาทหารมาตามทางเห็นกองบู๊ดีใจนัก จึงหยุดทหารลงจากม้าเข้าไปคำนับแล้วบอกว่า ครั้งเมื่อพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้มีรับสั่งให้ท่านแต่งตั้งให้ข้าพเจ้าออกไปรักษาอยู่เมืองไกล ข้าพเจ้ามาเป็นโจรคอยสืบข่าวท่านอยู่ ครั้นรู้ว่ามีรับสั่งให้ท่านยกมาปราบโจรฝ่ายเหนือ ข้าพเจ้าจึงพาทหารจะยกไปช่วย พอพบท่านวันนี้ข้าพเจ้าดีใจนัก กองบู๊จึงเล่าความแต่หลังให้เกียนถำฟังทุกประการ เกียนถำรู้ว่ากองบู๊แตกทัพเสียทีหนีอองลังจือมา จึงพากองบู๊และทหารทั้งปวงยกทัพไปตามระยะทาง ถึงบ้านป่าตำบลหนึ่ง เกียนถำแลดูหน้ากองบู๊อิดโรยจึงให้หยุดทัพหุงอาหารยังมิทันสุก พอทหารเลวร้องบอกว่ากองทัพยกมาอีกแล้ว กองบู๊กับนายทหารต่างคนตกใจมิทันแต่งตัวใส่เกราะ พอเกียฮกมาถึง จึงนำขนมเปียเข้าไปคำนับส่งให้กองบู๊ แล้วว่าขณะเมื่ออองลังจือตีกระหนาบหลัง เตงอูพาท่านหนี ข้าพเจ้ากับเอียวกี๋นายทหารทั้งปวงขับม้าฝ่าทหารอองลังจือหนีออกจากเมืองได้สิ้นต่างคนพลัดกันไป ข้าพเจ้าชิงขนมเปียที่ทหารอองลังจือได้ห่อหนึ่ง รักษามาฝากท่านกินพอมีกำลังซึ่งเหนื่อยพักอิดโรยมา กองบู๊หัวเราะแล้วว่าตัวท่านอาจใจชิงเอาของกินมาจากพวกอองลังจือเหมือนดังชิงเนื้อออกจากปากเสือ พูดกันยังมิทันขาดคำ พออองป้าหนึ่ง เอียวกี๋หนึ่ง ปังอี้หนึ่ง ควังยี่หนึ่ง นายทหารทั้งสี่รวบรวมทหารเลวซึ่งแตกหนีรีบตามทัน เข้ามาคำนับแจ้งความซึ่งได้รบกับทหารอองลังจือให้กองบู๊ฟังทุกประการ กองบู๊เห็นนายทหารมาพร้อมแล้ว จึงยกทัพเดินตามระยะทางไปถึงเมืองซำหอ ควังยี่จึงบอกกองบู๊ว่าเมืองซำหอเป็นเมืองขึ้นแก่เมืองฮิวจิ๋ว เจ้าเมืองฮิวจิ๋วเป็นบิดาข้าพเจ้า ขอเชิญท่านเข้าหยุดพักทหารพอหายเหนื่อยในเมืองซำหอก่อนจึงค่อยคิดการต่อไป กองบู๊เห็นชอบจึงยกทหารเข้าเมืองซำหอ ราษฎรชาวเมืองรู้ว่ากองบู๊มาพากันตั้งเครื่องบูชาคำนับกองบู๊เป็นระเบียบเรียบเรียงตามทางถนนจนกองบู๊เข้าเมือง เจ้าเมืองซำหอจงแต่งโต๊ะเลี้ยงทแกล้วทหารกองบู๊ กองบู๊ให้พักทหารอยู่ในเมืองซำหอหลายวัน

ฝ่ายอองลังจือซึ่งเป็นไต้ฮั่นฮ่องเต้ พักทหารอยู่ในเมืองฮือเอี๋ยงประมาณกึ่งเดือน จึงให้ทหารไปสืบรู้ข่าวว่าเล่าสิ้วบุนซกหนีไปอาลัยเมืองซำหอ จึงสั่งเหงวับคิมคุมทหารยี่สิบหมื่นไปก่อน แล้วอองลังจือให้เมียวหมองอยู่รักษาเมืองฮือเอี๋ยง จึงจัดเตรียมทัพใหญ่ยกไปตามเหงวับคิม

ฝ่ายเหงวับคิมยกมาถึงเมืองซำหอ จึงให้ทหารตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ ฝ่ายกองบู๊รู้ความดังนั้นจึงแต่งตัวใส่เกราะขึ้นรถเทียมด้วยม้า พาทหารสามพันเปิดประตูเมืองจะหนีไป ฝ่ายเหงวับคิมเห็นดังนั้นจึงขับม้าพาทหารออกมาต้านหน้าไว้แล้วร้องบอกกองบู๊ว่า ตัวท่านตกมาที่ล้อมชีวิตอยู่ในเงื้อมมือเราแล้ว จงยอมเข้าด้วยฮั่นเซ็กกังซัวเถิด ถ้ามิฟังคำเราว่าจะคิดสู้ต่อไป เราจะให้ทหารจับกับพวกทหารบรรดามาฆ่าเสียให้สิ้น เอียวกี๋ได้ยินก็โกรธจึงร้องตวาดตอบคำเหงวับคิมว่า ตัวเอาลูกอองมังมาแอบอ้างว่าแซ่เล่าเป็นฮั่นเซ็กกังซัวเชื้อวงศ์พระเจ้าฮั่นโกโจให้คนนับถือเชื่อฟัง แล้วแกล้งกล่าวกลโกหกว่าฮั่นกองบู๊เจ้านายกูเป็นเอียวหยินปีศาจให้ราษฎรหัวเมืองสงสัย ถ้ากูจับตัวมึงกับอองลังจือได้จะให้เอามีดหมื่นหนึ่งสับฟันเนื้อและกระดูกให้แหลกละเอียดไป เหมือนเมื่อครั้งอองมังกับโซเหี้ยนนั้นจึงจะสาสมที่ความแค้น เหงวับคิมได้ยินดังนั้นโกรธนัก จึงร้องบอกทหารทั้งปวงว่า พวกเล่าสิ้วบุนซกน้อยตัวหาสู้เราได้ไม่ เร่งเข้าช่วยกันล้อมจับฆ่าเสียให้สิ้น เตงอูได้ยินจึงร้องบอกทหารว่าท่านทั้งปวงอย่าท้อใจ อันพวกเหงวับคิมนั้นเหมือนพวกสกุลกา ถึงมากก็หาสู้พวกพระยาหงส์ไม่ จงพร้อมใจกันอาสาเจ้าเราเอาความชอบไว้ในแผ่นดิน ทหารทั้งปวงได้ยินดังนั้นต่างคนมีใจแกล้วกล้าขันอาสาอื้ออึงอยู่ กองบู๊จึงให้ขับรถพาทหารรบฝ่าฟันทหารเหงวับคิมออกไป

ฝ่ายทหารเหงวับคิมโห่ร้องหนุนแน่นเข้าล้อมกองบู๊ไว้เป็นสามารถ ทหารกองบู๊สามพันพื้นมีฝีมือเข้มแข็งต่างคนต่างขับม้าออกป้องกันฟาดฟัน ทหารเหงวับคิมยิ่งตายยิ่งเหยียบอาสภกันเข้ามา ฝ่ายกองบู๊เห็นทหารเหงวับคิมล้อมเข้ามาใกล้ ทหารสามพันอิดโรยกำลังนัก จะฝ่าฟันรบหักออกไปมิได้ตกใจ จึงแหงนหน้าขึ้นบนฟ้าร้องประกาศว่า เทวดาเชิญให้ข้าพเจ้าลงมาปราบศัตรูแผ่นดิน ข้าพเจ้าเข้าที่อับจนแล้วได้แก้ไขให้รอดพ้นความตายมาแต่หนหลัง ครั้งนี้เสียทีแตกหนีอองลังจือเหลือทหารแต่สามพัน เหงวับคิมพาทหารยี่สิบหมื่นมาล้อมจะจับตัว ขอเชิญซินเซียนเทวดาทั้งหลายช่วยข้าพเจ้าด้วย ขณะนั้นพายุใหญ่พัดผงคลีกรวดทรายปลิวเป็นหมอกมืดกลุ้มไปทั้งกองทัพ ทหารเหงวับคิมมิเป็นอันที่จะรบพุ่ง ฝุ่นทรายพัดปลิวเข้าจักษุ ต่างคนหลบหน้าหลีกเข้าหาที่กำบังเป็นหมู่เป็นเหล่ากันอยู่สิ้นทั้งกองทัพ

ฝ่ายควังเอี๋ยมเจ้าเมืองฮิวจิ๋ว รู้ว่าเหงวับคิมยกทัพตามล้อมจะจับกองบู๊ ควังเอี๋ยมแต่งตัวขึ้นม้าพาทหารสามพันออกจากเมืองรีบไปตีกระหนาบหลังช่วยกองบู๊

ฝ่ายกองบู๊เห็นดังนั้นก็ขับรถพาทหารรบกระทบกัน ทหารเหงวับคิมแตกกระจัดกระจาย เหงวับคิมเห็นจะต้านทานมิได้ก็ขับม้าพาทหารหนี ควังเอี๋ยมกับเอียวกี๋นายทหารได้ทีขับม้าไล่ฆ่าฟันทหารเหงวับคิมล้มตายเกลื่อนกลาดไปทั้งป่า ควังเอี๋ยมจึงกลับมาคำนับเชิญกองบู๊เข้าเมืองฮิวจิ๋ว แล้วแต่งโต๊ะเลี้ยงทหารกองบู๊ ทหารกองบู๊กินโต๊ะอยู่กับเตงอูค่อยคลายหายเหนื่อยพัก จึงสรรเสริญความชอบควังเอี๋ยมต่อหน้าทหารทั้งปวงว่า กองทัพเหงวับคิมยกมาล้อมครั้งนี้มีทหารถึงยี่สิบหมื่น ทหารท่านสามพันยกไปตีกระหนาบหลังเหงวับคิมแตกหนีจึงออกจากที่ล้อมได้ ท่านมีความชอบข้าพเจ้าขอบคุณยิ่งนัก ซึ่งเหงวับคิมแตกทัพเสียทีหนีไป เห็นจะรวบรวมทหารพาอองลังจือยกทัพใหญ่กลับมา ทแกล้วทหารเราน้อยตัว จะทำการศึกสืบไปนั้นเห็นจะได้ชัยชนะมิได้ข้าพเจ้าจึงคิดวิตกนัก ควังเอี๋ยมจึงว่าฝ่ายทิศตะวันออกยังมีเมืองหนึ่งชื่อโฮเฮงก๊กมีทแกล้วทหารเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจะขอลาไปยืมทหารโฮเฮงก๊กยกมาช่วยท่านทำการศึกเอาชัยชนะแก่อองลังจือให้จงได้ กองบู๊ยินดีนักจึงสั่งให้ควังยี่ไปกับควังเอี๋ยม ควังเอี๋ยมคำนับลาพาควังยี่ขึ้นม้าออกจากเมืองไป

ฝ่ายเตงอูครั้นควังเอี๋ยมไปแล้วจึงปรึกษากองบู๊ว่าซึ่งท่านเสียทีหนีอองลังจือมาอยู่เมืองฮิวจิ๋วเป็นเมืองน้อย จะคอยท่าควังเอี๋ยมซึ่งไปยืมทหารเจ้าเมืองโฮเฮงก๊กเกลือกจะไม่ได้มาทันท่วงที ถ้าทัพอองลังจือมาตีเมือง เบื้องหน้าจะแก้ตัวยาก ขอท่านจงเร่งรีบไปเที่ยวสืบเสาะหานายทหารคนเก่าทั้งปวง ณ แขวงเมืองซินโต๋มาพร้อมแล้ว จะได้ทำการศึกปราบปรามศัตรูแผ่นดิน แต่หนทางจะไปเมืองซินโต๋นั้น เจ้าเมืองกุ้ย เจ้าเมืองจิ๋ว เจ้าเมืองคุนเอี๋ยง ทั้งสามเมืองยอมเข้าด้วยอองลังจือ อองลังจือให้ตั้งด่านคอยจับตัวท่านอยู่เป็นหลายแห่ง ท่านจงนุ่งห่มแต่งตัวให้คนทั้งปวงแปลกปลอมเป็นพวกอองลังจือ ไปถึงเมืองใดจะได้แวะเข้าอาศัยขอเสบียงเลี้ยงทแกล้วทหาร กองบู๊จึงว่าท่านคิดชอบควรจะทำตาม จึงสั่งให้เตรียมทหารพร้อมแล้วยกออกจากเมืองฮิวจิ๋วไปตามทาง

ฝ่ายชาวด่านเมืองรายทางซึ่งเป็นพวกอองลังจือเห็นกองทัพยกมา จึงพากันออกสกัดทางร้องถาม เตงอูจึงให้ทหารบอกชาวด่านว่าไต้ฮั่นฮ่องเต้ใช้ให้มาเที่ยวสืบจับเล่าสิ้วบุนซก ชาวด่านสำคัญว่าเป็นทหารไต้ฮั่นฮ่องเต้เล่าจือหยู จึงพากันหลีกทางเปิดประตูด่านให้ไป ฝ่ายเตงอูพากองบู๊เดินทางกลางป่ามาหลายวัน เห็นทหารอิดโรยกำลังลงจึงแวะเข้าเมืองคุนเอี๋ยง บอกนายประตูว่าเป็นพวกไต้ฮั่นฮ่องเต้ ไต้ฮั่นฮ่องเต้ให้มาจับตัวเล่าสิ้วบุนซก บัดนี้ขัดสนด้วยเสบียงอาหารเร่งเปิดประตูรับโดยเร็ว นายประตูจึงเข้าไปบอกความแก่เกาโหเจ้าเมืองคุนเอี๋ยง เกาโหจึงให้หาขุนนางนายทหารทั้งปวงมาปรึกษาว่า นายประตูเข้าบอกว่าไต้ฮั่นฮ่องเต้ซึ่งครองเมืองกำตั๋นเป็นเจ้าเรา ใช้พวกทหารมาตามจับเล่าสิ้วบุนซกแตกเสียทีหนีไป เราคิดสงสัยอยู่เกลือกจะเป็นเล่าสิ้วบุนซก ซึ่งหนีไต้ฮั่นฮ่องเต้อดอยากอิดโรยมาล่อลวงพอได้อาหารเป็นกำลัง เราคิดกลอุบายแต่งโต๊ะตั้งไว้ดูกิริยาก่อน ถ้าเป็นพวกไต้ฮั่นฮ่องเต้ต่อเชิญให้กินจึงจะกินเป็นปกติ ถ้าเป็นพวกเล่าสิ้วบุนซกซึ่งหนีไต้ฮั่นฮ่องเต้มาก็จะเข้าชิงกันกินโต๊ะด้วยความอดอยากเราจะตีกลองสัญญาขึ้น ท่านทั้งปวงจงเข้าช่วยเราจับเอาตัวนายคือเล่าสิ้วบุนซกให้จงได้ นายทหารรับคำลาออกไปเตรียมคอยอยู่ตามคำเกาโหสั่ง

ฝ่ายเกาโหจึงให้คนใช้แต่งโต๊ะไว้เป็นอันมาก แล้วให้นายประตูออกไปรับกองทัพเข้ามา

ฝ่ายทหารกองบู๊ซึ่งอดอาหารอิดโรยมาเห็นข้าวปลาอาหารและสุราหมูไก่ตั้งโต๊ะเรียงรายไว้ ต่างคนทนความอยากมิได้ ก็เข้าชิงกันกินโต๊ะดื่มสุราทุ่มเถียงกันเสียงอื้ออึง เกาโหเห็นดังนั้นจึงแลดูตัวนายเห็นมีไฝที่แก้มซ้ายเป็นสำคัญก็จำได้ว่าเล่าสิ้วบุนซก เกาโหจึงตีกลองสัญญาขึ้น ฝ่ายทหารที่เตรียมอยู่ต่างคนขึ้นม้าถืออาวุธออกมาจะล้อมจับกองบู๊ กองบู๊เห็นดังนั้นตกใจนัก จึงขึ้นม้าโดยด่วนพาทหารออกจากที่กินโต๊ะหนีไปออกประตูเฉียงใต้ เกาโหขับม้าตามไปบอกให้ทหารซึ่งประจำรักษาประตูเร่งให้ทิ้งตะรางเหล็กลงมาปิดประตูไว้

ฝ่ายเอียวกี๋ได้ยินดังนั้นจึงขับม้ารีบไป พอนายประตูหย่อนตะรางเหล็กลงมา เอียวกี๋เข้ารับไว้ให้กองบู๊และนายทหารออกจากเมืองแล้ว เอียวกี๋ทิ้งตะรางเหล็กลงไว้ขับม้าไปตามกองบู๊

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ