๒๒

ฝ่ายม้าอ้วนอยู่ ณ บ้านเสียงหลิม สืบรู้ว่าหวยหงอตั้งด่านทางมั่นคงทั้งสี่ทิศ คิดการจะแข็งเมืองเพราะเชื่อฟังขุนนางยุยง จึงแต่งหนังสือให้คนใช้ถือไปให้ขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองหลวงกราบทูลพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ อยู่วันหนึ่งเวลาเช้าเสด็จออกว่าราชการ พอขุนนางนำหนังสือบอกม้าอ้วนเข้าไปเฝ้ากราบทูลว่าหวยหงอเป็นกบฏ จึงตรึกตรองในพระทัยเห็นว่าม้าอ้วนใจสัตย์ซื่อโดยสุจริต มิได้เข้าร่วมคิดกับหวยหงอ จึงตรัสสั่งให้ขุนนางผู้ถือหนังสือไปหาตัวม้าอ้วนเข้ามาคิดราชการ ณ เมืองหลวง ขุนนางคำนับลารีบไปบ้านเสียงหลิมบอกแก่ม้าอ้วนตามรับสั่ง ม้าอ้วนแจ้งความว่ารับสั่งให้หา จึงขึ้นม้ารีบมากับขุนนางข้าหลวงไปถึงเมืองลกเอี๋ยง พอเวลาพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จออก ม้าอ้วนจึงตามขุนนางผู้ใหญ่เข้าไปเฝ้า พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงตรัสปรึกษาม้าอ้วนว่า หวยหงอให้ท่านพาบุตรมาสามิภักดิ์ต่อเราแล้ว บัดนี้หวยหงอกลับเชื่อฟังขุนนางยุยงแข็งเมืองขึ้นครั้งนี้ท่านจะคิดประการใด ม้าอ้วนจึงกราบทูลว่าหวยหงอเป็นคนใจเบามิได้เห็นความลึกซึ้ง ตั้งแข็งเมืองครั้งนี้เพราะเชื่อคำคนยุยง ข้าพเจ้าจะแต่งหนังสือไปถึงขุนนางผู้ใหญ่ให้ว่ากล่าวทัดทาน ถ้าหวยหงอเชื่อฟังก็จะไม่ต้องลำบากแก่ทแกล้วทหารทั้งปวง พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงตรัสว่า ท่านกับหวยหงอเป็นเพื่อนรักกันมาแต่ก่อน ถ้าเชื่อฟังท่านแล้วจะไม่ต้องยกไปปราบ ถ้าไม่เชื่อฟังท่านว่ากล่าว เราจะยกทัพใหญ่ไปกำจัดเสียให้สิ้นเสี้ยนหนามแผ่นดิน พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงให้ม้าอ้วนเป็นนายคุมทหารห้าพันแล้วเสด็จขึ้น ม้าอ้วนจึงออกมาจากที่เฝ้ากลับไปบ้านเสียงหลิม แต่งหนังสือไปถึงเอียวก๋งซึ่งเป็นเพื่อนสนิทให้ช่วยห้ามหวยหงอ

ฝ่ายเอียวก๋งขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองยงอิว แจ้งความตามหนังสือม้าอ้วนให้คนใช้มามิได้ว่าประการใด ครั้นเวลาเช้าหวยหงอออกว่าราชการ เอียวก๋งจึงนำหนังสือม้าอ้วนเข้าไปส่งให้ หวยหงออ่านแจ้งความซึ่งม้าอ้วนห้ามก็โกรธ ฉีกหนังสือทิ้งเสียแล้วแต่งหนังสือตอบไปถึงม้าอ้วนว่า ครั้งก่อนม้าอ้วนมาชักชวนเราไปยอมเข้าด้วยเล่าสิ้วบุนซกด้วยคิดสำคัญว่าเป็นผู้มีบุญ มีผู้บอกว่าเล่าสิ้วบุนซกเป็นปีศาจ แกล้งอุบายล่อลวงให้หัวเมืองทั้งปวงที่มีความคิดน้อยหลงเชื่อว่าเป็นผู้มีบุญ บัดนี้เราจัดเตรียมเครื่องศัสตราวุธทั้งทแกล้วทหารพร้อมแล้ว เร่งให้ม้าอ้วนไปบอกเล่าสิ้วบุนซกยกทัพมาทำศึกกับเราให้ถึงแพ้และชนะ คนใช้คำนับรับหนังสือออกมาขึ้นม้ากลับไปบ้านเสียงหลิม จึงเข้าไปส่งหนังสือให้แล้วแจ้งความแก่ม้าอ้วนทุกประการ ม้าอ้วนอ่านหนังสือหวยหงอว่ากล่าวเป็นข้อหยาบช้า จึงแต่งตัวขึ้นม้าพาคนใช้ไปเมืองลกเอี๋ยง พอเวลาเสด็จออกม้าอ้วนเข้าไปเฝ้าถวายหนังสือหวยหงอ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ทรงอ่านแจ้งความขัดเคืองพระทัย จึงตรัสว่าหวยหงอคนนี้เป็นหลานของฮองเฮา ผู้เป็นมเหสีพระเจ้าเฮาเกงฮ่องเต้พระเจ้าปู่ของเรา บัดนี้หวยหงอคิดแข็งเมือง ว่ากล่าวหยาบช้าท้าทายมาเป็นหลายข้อ เห็นหวยหงอจะยกมาย่ำยีเมืองโฮไส จึงให้มีหนังสือไปกำชับโปถัง ให้แต่งทหารออกลาดตระเวนด่านทางรักษาแดนโฮไสไว้ อย่าให้กองทัพเมืองยงอิวบุกรุกเขตแดนเข้ามากว่ากองทัพใหญ่จะยกไปถึง ขุนนางผู้ใหญ่ออกมาแต่งหนังสือให้ม้าใช้ถือไปเมืองโฮไสตามรับสั่ง

ฝ่ายหวยหงอฝึกปรือทแกล้วทหาร รวบรวมเสบียงอาหารขึ้นยุ้งฉางไว้ในเมืองยงอิวเป็นอันมาก มีผู้มาบอกว่าฮองโหนายโจรผู้ใหญ่คุมพวกโจรเข้าปล้นเจ้าเมืองกิมเสีย ซึ่งพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ตั้งไว้เป็นเจ้าเมืองแต่ก่อน ฮองโหฆ่าเจ้าเมืองเสียแล้วพาพวกโจรเข้าตั้งแข็งเมืองมิได้ไปขึ้นกับผู้ใด หวยหงอจึงจัดแพรแลทรัพย์สิ่งของให้ขุนนางคุมไปให้แก่ฮองโห ผูกพันเป็นมิตรไมตรีถือนํ้าพิพัฒน์สัจจาสัญญากันไว้แต่ก่อน หวยหงอตั้งสนามหัดทหารอยู่มิได้ขาด ฝ่ายม้าใช้ถือหนังสือมาถึงเมืองโฮไส จึงเข้าไปแจ้งข้อราชการแก่โปถัง พอมีผู้เข้ามาบอกว่าฮองโหนายโจรคุมพวกโจรเข้าปล้นชิงเอาเมืองกิมเสีย จับไทสือฆ่าเสีย แล้วไปคบคิดกับหวยหงอฝึกหัดทหารจะยกมาทำศึก โปถังว่าฮองโหมาอยู่เมืองกิมเสียต่อปลายแดนเมืองเราจะไว้ใจมิได้ จำจะจัดทหารไปลาดตระเวนป้องกันแดนไว้ตามหนังสือรับสั่ง โปถังจึงแต่งหนังสือตอบให้ม้าใช้กลับไปเมืองหลวงแล้วจัดทหารออกลาดตระเวนรักษาด่านปลายแดนเมืองโฮไส

ฝ่ายฮองโหครั้นฝึกทหารพวกโจรให้ชำนาญเพลงอาวุธแล้วเกณฑ์เป็นกระบวนทัพออกจากเมืองกิมเสีย ถึงแดนเมืองโฮไสจึงยกทัพเข้าตีด่านเหยียบแดนเมืองโฮไสเข้ามา ตั้งค่ายมั่นอยู่เนินทรายชายป่าห่างเมืองโฮไสประมาณหกร้อยเส้นเศษ ชาวด่านแตกหนีฮองโหเข้าไปแจ้งความแก่โปถังทุกประการ

ฝ่ายโปถังจึงเกณฑ์ทหารห้าหมื่นออกจากเมืองโฮไสไปตามทางหลวง พอพบกองทัพสวนทางมา ทหารทั้งสองฝ่ายรอกันอยู่ โปถังจึงขับม้าฝ่าทหารขึ้นไป เห็นฮองโหยืนม้าอยู่หน้าทหาร โปถังจึงว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมฮองโหว่า ตัวเราเป็นขุนนางอยู่ในพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ผู้มีบุญญาธิการเชื้อพระวงศ์พระเจ้าฮั่นโกโจ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้มีพระทัยกรุณาแก่ราษฎรโอบอ้อมอารี มีราชไมตรีเผื่อแผ่หัวเมืองทั้งปวง ชุบเลี้ยงขุนนางผู้มีสติปัญญาและตั้งแต่งให้ที่ยศศักดิ์แก่ผู้มีฝีมือกล้าแข็งในการสงครามตามสมควรแก่ความชอบ บรรดาหัวเมืองน้อยใหญ่ไปยอมสามิภักดิ์พึ่งบุญญาธิการทั้งแผ่นดิน ตัวท่านเป็นชายเชื้อชาติทหารชำนาญการศึก มาตกอับลับชื่ออยู่กับหวยหงอซึ่งเป็นคนทรยศต่อเจ้าแผ่นดินไม่ควรนัก จงมายอมสามิภักดิ์ทำราชการในพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ เราจะช่วยทำนุบำรุงทูลให้ได้เป็นขุนนางมียศศักดิ์ ฮองโหจึงตอบว่าตัวท่านเป็นคนโฉดเขลาไม่ตรองให้ลึกซึ้ง พึ่งแต่บุญผู้อื่นหาความอายมิได้ คำผู้เฒ่ากล่าวไว้แต่ก่อนว่า เกิดมาเป็นชายชอบคิดตั้งตัวเป็นใหญ่ให้มีผู้ออกชื่อลือเกียรติยศปรากฏไว้ในแผ่นดิน อันตัวเรากับเจ้าเมืองยงอิวได้กินน้ำพิพัฒน์สัจจาด้วยกัน คิดจะตั้งตัวให้ต้องตามคำโบราณ เล่าสิ้วบุนซกเป็นแต่เชื้อสายพระเจ้าฮั่นโกโจสืบมาเป็นหลายชั่วกษัตริย์ แต่กิตติศัพท์ลือมาว่าเล่าสิ้วบุนซกเป็นปีศาจ เจรจาล่อลวงให้คนทั้งปวงนับถือ ตัวท่านไม่ตรึกตรองในการให้รอบคอบ หลงนับถือเล่าสิ้วบุนซกว่าเป็นผู้มีบุญว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมเรานั้นเราไม่ยอม จะขอต่อสู้ให้ถึงแพ้และชนะ โปถังจึงว่าเล่าสิ้วบุนซกเป็นผู้มีบุญ ครั้งอองมังได้เป็นเจ้าแจกกฎหมายไปทุกหัวเมืองให้จับตัวเล่าสิ้วบุนซก ผู้ซึ่งจะหาความชอบจับได้ตัวเล่าสิ้วบุนซกหลายครั้ง เล่าสิ้วบุนซกมีบุญญาธิการเทวดารักษา ครั้นถึงที่อับจนคนผู้จะทำร้ายแลเห็นเป็นมังกรเหลืองเข้าประคองป้องกันอยู่ทุกครั้ง คนทั้งปวงเป็นพรรคพวกของอองมังลือเล่ากันว่า เอียวหยินผู้มีสติปัญญานั้นแจ้งว่าเป็นผู้มีบุญ จึงพร้อมใจกันยกขึ้นเป็นพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ปราบศัตรูราบคาบ ผู้มีสติปัญญาเล็งเห็นการทั้งปวงลึกซึ้งนั้น ย่อมแสวงหาผู้มีบุญญาธิการเป็นที่พึ่ง เหมือนเมื่อครั้งแผ่นดินพระเจ้าติวอ๋อง พระเจ้าติวอ๋องครองราชสมบัติมิได้อยู่ในยุติธรรมเพราะเชื่อฟังคำนางขันกี ผู้มีสติปัญญาเห็นว่าจิวบุนอ๋องโอบอ้อมอารีรู้จักเลี้ยงขุนนางทแกล้วทหาร นานไปภายหน้าจะได้เป็นต้นกษัตริย์ สืบเชื้อพระวงศ์บำรุงราษฎรได้อยู่เย็นเป็นสุข ขุนนางและราษฎรหัวเมืองทั้งปวงพร้อมใจกันคิดการกำจัดพระเจ้าติวอ๋องจะเปลี่ยนกษัตริย์ใหม่ จึงพากันไปยอมสามิภักดิ์เข้าด้วยจิวบุนอ๋อง คิดทำการใหญ่ยังไม่สำเร็จ จิวบุนอ๋องป่วยหนักลงจึงให้บูอ๋องผู้เป็นบุตรว่าราชการสืบไป ครั้นจิวบุนอ๋องดับสูญแล้ว เตียงไทก๋งซึ่งเป็นกุนสือที่ปรึกษาผู้ใหญ่ เห็นหัวเมืองทั้งปวงพร้อมใจกันจึงเชิญบูอ๋องยกทัพมาถึงตำบลเปงจิ๋น หัวเมืองใหญ่น้อยแปดร้อยเศษยกทัพมาประชุมพร้อมกันไม่พักกะเกณฑ์ บูอ๋องยกทัพเข้าล้อมเมืองหลวงกำจัดพระเจ้าติวอ๋องสำเร็จราชการแล้ว ขุนนางและหัวเมืองทั้งปวงยกบูอ๋องขึ้นเป็นพระเจ้าบูอ๋องฮ่องเต้ บรรดาผู้มีสติปัญญาซึ่งได้ทำการอาสาปราบศึกทั้งปวง พระเจ้าบูอ๋องชุบเลี้ยงเป็นขุนนางมีชื่อปรากฏมาคุมเท่าทุกวันนี้ อันพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ผู้เป็นเจ้าของเรา มีบุญญาธิการเทวดาเชิญลงมาปราบยุคเข็ญ ครั้งเมื่ออองมังมีทหารร้อยหมื่นก็ต่อสู้ทหารพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้มิได้ บัดนี้พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ปราบหัวเมืองราบคาบถึงสองส่วนแล้ว ยังตั้งแข็งเมืองอยู่แต่ส่วนเดียว ตัวท่านกับหวยหงอนั้นสติปัญญาและทแกล้วทหารก็น้อยนัก จะเปรียบกับอองมังยังไม่ได้ ซึ่งคิดการทำศึกใหญ่จะต่อสู้กับพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ครั้งนี้ เหมือนดังแมลงเม่าอันอาจหาญเข้าดับเพลิงด้วยลมปีก เพลิงจะไหม้ปีกและตัวเป็นธุลีไปแต่ในลัดนิ้วมือเดียว เรามีใจกรุณาจึงว่ากล่าวเตือนสติ ท่านจงดำริตรองการให้เห็นชอบ มาทำราชการด้วยผู้มีบุญ จึงจะมีเกียรติยศปรากฏชื่อสืบไปภายหน้า อนึ่งเมื่อแรกเรารู้ว่าท่านยกทัพมาตั้งค่าย เราให้ทหารมีฝีมือสิบหมื่นตั้งกองซุ่มรายรอบเหมือนดังกำแพงเหล็กล้อมไว้ ถึงท่านจะมีกำลังต่อสู้ได้หมื่นคนก็หาพ้นเงื้อมมือเราไม่ แม้นมีใจมานะมิเข้าด้วยโดยดี เราจะให้ทหารเลวจับตัวเป็นไปถวายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้แต่ในเวลานี้ ฮองโหได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงขับม้ารำทวนออกหน้าทหารจะรบกับโปถัง โปถังจึงร้องเรียกทหารให้ล้อมจับฮองโห ทหารนายทัพนายกองต่างคนขับม้ารำอาวุธ พาทหารเลวโห่ร้องตีกลองรบเข้าตีทัพฮองโห ทหารทั้งสองฝ่ายถ้อยทีพุ่งซัดศัสตราวุธยิงเกาทัณฑ์ ทหารม้าและทหารเดินเท้าวิ่งสับสนไปมา ผงคลีฟุ้งขึ้นเป็นหมอกมัวไปทั่วท้องฟ้า โปถังจึงจัดนายทหารมีฝีมือพาทหารเลวห้าพันยกวกหลังไปซุ่มทหารไว้ต้นทาง แล้วโบกธงสัญญาเร่งทหารปีกซ้ายขวาตีโอบขึ้นไปทั้งสองข้าง ฮองโหเห็นทหารถูกอาวุธป่วยเจ็บล้มตายเป็นอันมาก ทหารโปถังรบรุกเข้ามาทั้งสามด้านจะต้านทานมิได้ จึงชักม้าถอยกลับพาทหารรอรบไปตามทางใหญ่ โปถังได้ทีขับทหารติดตามไป ทหารกองซุ่มจึงออกตีต้านหน้าฮองโหไว้เป็นสามารถ ฮองโหตกอยู่ในกลางศึกกระหนาบ ทหารล้มตายแตกระส่ำระสายตกใจนัก จึงชักม้าฝ่าทหารหนีเข้าทางน้อยไปเมืองยงอิว

ฝ่ายโปถังมีชัยชนะ จึงให้ทหารเก็บเอาเกราะเครื่องศัสตราวุธได้เป็นอันมากแล้วให้ทหารเข้าค่าย ได้ข้าวสารหกสิบสองเกวียนกับม้าพ้นหนึ่ง เลิกทัพกลับไปเข้าเมืองโฮไส บรรดาขุนนางและราษฎรหัวเมืองต่างคนสรรเสริญว่า เจ้าเมืองโฮไสมีสติปัญญาเข้มแข็งในการศึก ตั้งแต่นั้นมามีผู้ยำเกรงโปถังยิ่งนัก

ฝ่ายเหลียงทองเป็นขุนนางในเมืองยงอิว กับโฮสูเจ้าเมืองจิ๋วจั๋วรู้ข่าวว่า พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จะยกทัพมาจับหวยหงอซึ่งคิดกบฏ ขุนนางสองคนเห็นว่าเบื้องหน้าจะได้ความเดือดร้อน จึงชักชวนทหารคนสนิทห้าร้อย เหลียงทองจึงปรึกษาโฮสูว่า กองทัพพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ก็จวนจะยกมาแล้ว จำจะไปอาศัยอยู่เมืองโฮไสก่อน แต่จะได้สิ่งใดไปเป็นกำนัลโปถังเล่า โฮสูจึงว่าทุกวันนี้เรามีใจเจ็บแค้นดังลูกเกาทัณฑ์ปักอกอยู่เป็นนิจ ด้วยก๊กเหาน้องชายหวยหงอฆ่าเอ๋งหงวนน้องชายเราเสีย เราคิดจะตัดศีรษะก๊กเหาไปเป็นกำนัลเจ้าเมืองโฮไส เหลียงทองจึงว่าเตียวเหียนกับข้าพเจ้าพยาบาทกัน ด้วยเตียวเหียนว่ากล่าวยุยงจะให้หวยหงอทำโทษข้าพเจ้าเป็นหลายครั้งยังมีใจเจ็บแค้นอยู่ ข้าพเจ้าจะตัดศีรษะเตียวเหียนไปเข้ากับเจ้าเมืองโฮไสเป็นความชอบ ขุนนางสองคนปรึกษาพร้อมใจกัน พอเวลาพลบคํ่าลงจึงพาคนสนิทเข้าปล้นบ้าน โฮสูจับตัวก๊กเหาได้ตัดศีรษะหิ้วออกมา เหลียงทองจับเตียวเหียนได้ให้ทหารมัดไว้ เหลียงทองเก็บริบเอาตราสำหรับที่ขุนนางกลับมา ตัดเอาศีรษะเตียวเหียนออกจากบ้าน สองนายอพยพครอบครัวหนีออกจากเมืองยงอิว ไปเข้าด้วยกับโปถัง ณ เมืองโฮไส

ฝ่ายโปถังเห็นขุนนางสองนายมายอมเข้าด้วยโดยสุจริต มีความยินดีนัก จึงตั้งโฮสูเป็นบูฮองเจียงกุ๋น ตั้งเหลียงทองเป็นขุนนางตามสมควร บรรดาขุนนางและหัวเมืองขึ้นในแดนเมืองยงอิว มายอมเข้าด้วยโปถังทุกวัน โปถังให้ทำบัญชีทหารเก่าเข้ากับทหารซึ่งมาสมัครมาใหม่ได้ถึงสิบหมื่น ให้ซ้อมหัดเพลงอาวุธอยู่มิได้ขาด

ฝ่ายหวยหงอครั้นรู้ว่าฮองโหเสียทัพ ทั้งขุนนางหนีไปเข้าด้วยโปถังเป็นหลายคน เกรงเจ้าเมืองโฮไสจะมีใจกำเริบยกเหยียบแดนเข้ามา จึงจัดกองทัพยกไปตั้งอยู่เมืองโกจ๋อง เป็นเมืองด่านปลายแดนเมืองยงอิว

ฝ่ายชาวด่านต่อแดนเที่ยวลาดตระเวนออกไปปลายด่าน รู้ว่าหวยหงอยกทัพมาตั้งอยู่เมืองโกจ๋อง ทหารประมาณห้าหมื่นเศษ ชาวด่านจึงขับม้ารีบกลับมาเมืองโฮไส เข้าไปคำนับบอกความแก่โปถังทุกประการ โปถังแจ้งความดังนั้น จึงจัดทหารสิบหมื่นยกออกจากเมืองโฮไสจะไปตีทัพหวยหงอ

ฝ่ายม้าใช้หวยหงอมาสืบราชการ รู้ว่าเจ้าเมืองโฮไสยกทัพมามีทหารเป็นอันมาก จึงขับม้ารีบกลับไปแจ้งความกับหวยหงอ หวยหงอได้ยินดังนั้นจึงคิดว่าโปถังยกมาเป็นทัพใหญ่ ซึ่งจะขัดทัพอยู่ครั้งนี้ ทแกล้วทหารแลเสบียงอาหารก็น้อย ถ้าศึกติดพันจะส่งลำเลียงมิทัน ถ้าเสียทีลงโปถังจะมีใจกำเริบมากขึ้น หวยหงอคิดแล้วจึงยกทัพไปตั้งค่ายมั่นอยู่หน้าเมืองยงอิว

ฝ่ายโปถังยกทัพไปใกล้จะถึงเมืองโกจ๋อง พอทหารม้าใช้โปถังไปสืบราชการกลับมาบอกว่า หวยหงอเลิกทัพกลับไปเมืองยงอิวแล้ว โปถังจึงให้หยุดทัพปรึกษานายกองทั้งปวงว่า เรายกมาครั้งนี้หมายจะตีทัพหวยหงอให้แตกยังไม่ทันได้รบกัน หวยหงอละเมืองโกจ๋องเสียเลิกทัพกลับไป ศึกได้ทีจะติดตามรบให้ถึงเชิงกำแพงเมืองยงอิว แต่เราคิดเกรงด้วยทางกันดาร เกลือกหวยหงอจะซุ่มทหารไว้ให้เราถลำเข้าไป จะออกสกัดตีท้ายทัพจะเสียทีด้วยไม่มีทัพหนุนมาช่วย เราจะแก้ตัวยากท่านจะเห็นประการใด นายทัพนายกองทั้งปวงเห็นชอบด้วย จึงว่าซึ่งท่านคิดการหนักหน่วงรอบคอบทั้งนี้สมควรที่เป็นแม่ทัพใหญ่ อนึ่งหนังสือรับสั่งมีมาครั้งก่อนว่า ให้ท่านเตรียมกองทัพจะเสด็จมาปราบหวยหงอ ขอท่านจงกลับไปพักทแกล้วทหารให้มีกำลัง แต่งหนังสือบอกข้อราชการไปกราบทูลก่อนจึงจะควร โปถังได้ฟังเห็นชอบ จึงยกทัพเลิกกลับมาเมืองโฮไส แต่งหนังสือส่งให้ม้าใช้ไปเมืองลกเอี๋ยง

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ อยู่วันหนึ่งเวลาเช้าเสด็จออกว่าราชการแผ่นดิน พอขุนนางนำทหารม้าใช้ซึ่งถือหนังสือเจ้าเมืองโฮไสบอกข้อราชการเข้ามาเฝ้า กราบทูลเป็นใจความในหนังสือว่า เจ้าเมืองโฮไสยกทัพไปตีเมืองกิมเสียมีชัยชนะ จึงยกทัพเข้าไปถึงเมืองโกจ๋อง หวยหงอซึ่งออกมาตั้งขัดทัพอยู่ปลายแดนมิได้สู้รบยกทัพถอยเข้าไปตั้งรับอยู่หน้าเมืองยงอิว ครั้นจะยกทัพติดตามเข้าไปเกลือกเกรงจะเสียทีด้วยไม่มีทัพหนุน ครั้งนี้ศึกได้ทีขอให้กองทัพใหญ่เมืองหลวงยกไปปราบ เห็นจะมีชัยชนะแก่เจ้าเมืองยงอิวเป็นมั่นคง พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ได้ฟังตรัสว่า ครั้งนี้ควรจะยกทัพใหญ่ไปตีเมืองยงอิว แล้วจะไปตีเมืองเซงโต๋ปราบหัวเมืองฝ่ายตะวันตกให้ราบคาบแต่ในครั้งเดียวนี้ ราษฎรหัวเมืองทั้งปวงจึงจะอยู่เย็นเป็นสุข พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงจัดทหารเข้ากระบวนทัพ ให้งอฮั่นซึ่งได้ว่าที่ไต้สุมาเป็นแม่ทัพหลวง งิมเหงซึ่งว่าที่ตำแหน่งไต้เจียงกุ๋นเป็นปลัดทัพ ไก่เอี๋ยนได้ว่าที่เฮาเหงไต้เจียงกุ๋นเป็นนายกองปีกซ้าย ถือไก๋เกียนอุ๋ยไต้เจียงกุ๋นเป็นนายกองปีกขวา ม้าบู๊ปกลีเจียงกุ๋นเป็นแม่กองทัพหน้า พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เป็นทัพหนุน บรรดาทหารในกระบวนทัพนับแต่ตัวนายพันหนึ่ง ทหารเลวร้อยหมื่น ครั้น ณ เดือนแปดขึ้นคํ่าหนึ่งเวลาเช้าเป็นวันฤกษ์ดี จึงจุดประทัดใหญ่สัญญาทหารตั้งกระบวนทัพตามซ้ายขวาหน้าหลังโดยตำรับพิชัยสงคราม ประชุมทัพอยู่นอกเมืองพร้อมแล้ว พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ทรงเครื่องพิชัยยุทธสำหรับกษัตริย์เสด็จขึ้นไปทรงรถ จึงตรัสสั่งให้มีกฎหมายประกาศแก่นายทัพนายกอง ให้กำชับทหารเลวทั้งปวงว่า ครั้งนี้ยกทัพใหญ่ไปปราบศัตรูแผ่นดินฝ่ายทิศตะวันตก หวังจะให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ห้ามอย่าให้ทหารในกองทัพเก็บริบช่วงชิงทรัพย์สิ่งของราษฎรหัวเมืองรายทางให้ได้ความเดือดร้อน ถ้าทหารผู้ใดไม่ฟังบังคับจะจับตัวมาลงอาญาถึงสิ้นชีวิต ให้นายกองทหารกำชับทหารเลวทุกหมวดทุกกอง

ฝ่ายขุนนางพนักงานดูฤกษ์บน ครั้นได้เวลายาตราทัพจึงจุดประทัดสัญญา พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงให้โบกธงชัยหน้ารถ ยกทัพใหญ่ไปตามระยะทางหลวง ทหารม้าทหารเดินเท้าถือธงแลทวนง้าวเกาทัณฑ์โล่เขน เดินเป็นขนัดโดยหมวดกองทางหมื่นเส้นมิได้ขาดทหารเดินเบียดเสียดกัน ผงคลีฟุ้งตลบเป็นหมอกไปทั้งท้องฟ้า

ฝ่ายกงหลกไตหูกวยเหียนซึ่งเป็นขุนนางพนักงานสำหรับดูการผิดแลชอบได้ทูลทัดทาน เดินตามเสด็จไปท้ายรถจึงทูลพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ว่า ไต้อ๋องปราบหัวเมืองฝ่ายตะวันออกพึ่งราบคาบลงแต่ยังไม่ปกติ เสด็จไปปราบหัวเมืองตะวันตกครั้งนี้ ทแกล้วทหารมาในกระบวนทัพสิ้น ถ้าข้าศึกเหล่าร้ายคิดควบคุมกันเข้าตีเมืองหลวง ไพร่บ้านพลเมืองเห็นจะได้ความเดือดร้อนยิ่งนัก อนึ่งเมืองยงอิวหนทางกันดารเดินยาก ครั้งพระเจ้าฮั่นโกโจเมื่อจะตั้งการศึกกำจัดพระเจ้าฌ้อปาอ๋องนั้น พระเจ้าฮั่นโกโจเสด็จไปซุ่มซ้อมหัดทหารอยู่ในเมืองยงอิว ครั้งแผ่นดินไซ่ฮั่นชื่อเมืองโปต๋ง หนทางซึ่งจะเดินทัพใหญ่ครั้งนี้ ต้องขึ้นภูเขาเข้าป่าชัฏลงเดินในท้องธารข้ามสะพานคิลา เดินดินราบ มีเหวห้วยกระหนาบสองข้างทางเห็นจะลำบากพระองค์ ขอให้แต่นายทหารซึ่งมีสติปัญญาคุมทัพไปปราบหวยหงอและหัวเมืองตะวันตก แล้วเชิญเสด็จกลับไปรักษาเมืองลกเอี๋ยงไว้เป็นที่มั่นก่อนโจรผู้ร้ายจะมีใจกำเริบ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ได้ฟังจึงดำริว่า เป็นกษัตริย์ยกทัพออกจากเมืองไม่ทันข้ามราตรีจะกลับทัพ ราษฎรหัวเมืองทั้งปวงจะนินทาว่าย่อท้อต่อข้าศึกมิได้โต้ตอบประการใด จึงสั่งแต่นายสารถีเร่งขับรถไปตามทาง กงหลกไตหูกวยเหียนเห็นพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ไม่เสด็จกลับ จึงวิ่งขึ้นไปหน้ารถชักกระบี่ออกเชือดบังเหียนสายชักม้าซึ่งเทียมรถเสียหวังจะห้ามมิให้เสด็จ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เห็นดังนั้น จึงสั่งให้นายสารถีเปลี่ยนเชือกบังเหียนใหม่ เร่งให้ขับรถไปตามทางถึงที่ประทับแรม นายทัพนายกองทั้งปวงพากันเข้าไปเฝ้า กราบทูลว่าหวยหงอเจ้าเมืองยงอิวเป็นเมืองน้อย ซึ่งพระองค์จะยกทัพไปเป็นทัพกษัตริย์ ทำศึกกับหวยหงอนั้นจะเสียเกียรติยศไม่สมควร ขอเชิญเสด็จกลับคืนเข้าเมืองหลวง ข้าพเจ้าทั้งปวงจะรับอาสาไปจับหวยหงอมาถวาย พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ได้ฟังดังนั้นมิได้ตรัสประการใด

ครั้นรุ่งเช้าจึงสั่งให้ยกกองทัพไปตามระยะทางถึงปลายแดนเมืองโฮไส ฝ่ายโปถังรู้ข่าวว่าทัพหลวงยกมา จึงพาทหารออกมาสบทบกองทัพหลวง ยกไปถึงด่านต่อแดนเมืองยงอิว พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้หยุดประทับแรม จึงให้หาม้าอ้วนมาถามว่า ท่านเคยเดินเข้าออกไปมาเมืองยงอิวเป็นหลายครั้ง ทางนั้นเป็นประการใด ม้าอ้วนจึงทูลว่าทางกันดารเดินยาก ซึ่งหวยหงอคิดการจะแข็งเมืองขึ้นเพราะเชื่อคำขุนนางยุยง หวยหงอรวบรวมข้าวปลาอาหารไว้ในเมืองเป็นอันมากหมายจะรับทัพใหญ่ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้จึงให้ม้าอ้วนเขียนเป็นแผนที่เมืองระยะทาง พิจารณาเห็นทางเข้าออกได้ถึงสองทาง จึงสั่งงอฮั่นให้ยกไปทางหนึ่ง ครั้นรุ่งเช้าพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ยกทัพแยกเข้าทางหนึ่ง ทั้งสองทัพล่วงหนทางกันดารไปสมทบทัพ ตั้งค่ายห่างเมืองยงอิวทางประมาณสามร้อยเส้น

ฝ่ายหวยหงอรู้ว่ากองทัพเมืองลกเอี๋ยงยกมาถึง จึงจัดกองทัพให้อองเจียดเป็นนายกองทัพหน้า หวยหงอเป็นทัพหลวง ทหารเอกทหารเลวสิบหมื่นยกออกจากเมืองยงอิว

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้แจ้งว่าหวยหงอยกทัพมา จึงเสด็จขึ้นทรงรถพร้อมด้วยนายทหารแห่ซ้ายขวาหน้าหลังออกมาจากค่าย พอเห็นหวยหงอยกทัพมาถึง จึงตรัสถามหวยหงอด้วยสุรเสียงอันดังว่า ครั้งเมื่ออองมังทำการกบฏชิงเอาราชสมบัติพระเจ้าเปงเต้ เราซ่องสุมทแกล้วทหารคิดการกำจัดศัตรูราชสมบัติ ตัวท่านกับจู๋เอี๋ยงก็ได้มาช่วยเราปราบศัตรูแผ่นดินสิ้นเสี้ยนหนามแล้ว บัดนี้ท่านเชื่อฟังแต่คำคนยุยง กลับคิดแข็งเมืองจะทำศึกกับเราหรือประการใด หวยหงอได้ยินดังนั้นมิได้โต้ตอบก้มหน้ากุมอาวุธนิ่งอยู่ งอฮั่นจึงชักม้าออกยืนหน้ารถ แล้วร้องด่าหวยหงอว่าอ้ายขโมยไม่มีความคิด ตัวมีข้อผิดเป็นมหันตโทษ แม้นยอมสารภาพสามิภักดิ์โดยดี ตัวก็จะพ้นโทษโปรดเลี้ยงเป็นปรกติ กลับถือทิฐิจะต่อสู้ กูจะฟันด้วยง้าวให้ตัวขาดออกเป็นสองท่อนจึงจะสาสมที่นํ้าใจมึงกระด้าง ว่าแล้วร้องตวาดเสียงดังฟ้าลั่น ชักม้ารำง้าวเข้าไล่ฟาดฟันกำลังโกรธ หวยหงอรับรองป้องปัดอาวุธกันตัวไว้ได้สามเพลงทวน ต้านกำลังมิได้ชักม้าหนีเข้ากองทัพ

ฝ่ายอองเจียดขับม้าถลันเข้ารับรองป้องปัดอาวุธงอฮั่นกันหวยหงอไว้ หวยหงอจึงร้องเร่งทหารเอกสิบสามนายออกช่วย อองเจียดรบกับงอฮั่น พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เห็นทหารหวยหงอรุมรบรอบตัว เกรงงอฮั่นจะเสียทีจึงตรัสสั่งงิมเหงหนึ่ง ม้าบู๊หนึ่ง ถือไก๋หนึ่ง ไก่เอี๋ยนหนึ่ง ให้ออกช่วยงอฮั่น นายทหารทั้งสี่รับสั่งแล้ว ต่างคนขับม้ารำอาวุธพาทหารเลวออกรบบุกบั่นฆ่าฟันทหารในกองทัพหวยหงอแตกระส่ำระสายป่วยเจ็บล้มตายเป็นอันมาก หวยหงอเห็นทหารพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้มีกำลังฝีมือกล้าแข็งทั้งนายไพร่เห็นจะต้านทานมิได้ ชักม้าพาทหารถอยรอรบกลับเข้าเมือง ลงเขื่อนมั่นลั่นกุญแจประตูเมืองไว้มั่นคง ขับทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินเป็นสามารถ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ยกทัพใหญ่ติดตามเข้าไปตั้งค่ายประชิดเชิงกำแพง แต่งทหารเข้าปล้นปีนกำแพงเป็นหลายครั้งหักเอาเมืองมิได้ ทหารต่อทหารฆ่าฟันกันตายทั้งสองฝ่าย พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ตั้งค่ายล้อมเมืองยงอิวช้าอยู่ถึงสิบห้าวัน เห็นการศึกจะยืดยาว จึงให้มีหนังสือไปเมืองเตียงอั๋น ให้ปังอี้จัดเสบียงอาหารและกองทัพเพิ่มเติมมา แล้วตรัสแก่งอฮั่นกับเตียวจุ้นว่า ปังอี้จะยกมาสมทบกองทัพหาผู้ใดจะอยู่รักษาเมืองเตียงอั๋นมิได้ ท่านทั้งสองนายจงคุมทหารสองหมื่นไปรักษาเมืองเตียงอั๋น ปราบโจรผู้ร้ายอย่าให้กำเริบ งอฮั่นกับเตียวจุ้นคำนับลาพาทหารยกไปตามรับสั่ง

ฝ่ายม้าใช้ถือหนังสือรับสั่งเข้าไปคำนับส่งหนังสือให้แก่ปังอี้ ปังอี้อ่านหนังสือแจ้งความแล้วจัดกองทัพยกไปสมทบทัพหลวง ฝ่ายเตียวจุ้นมารักษาเมืองเตียงอั๋น คิดถึงบูก๋ำซึ่งเป็นเพื่อนรักกันตกอยู่เมืองยงอิว จึงปรึกษางอฮั่นว่า หวยหงอตั้งแข็งเมืองไม่ยอมสามิภักดิ์ ครั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าจะพาทหารถึงแก่ความฉิบหายเสียเป็นอันมาก ทุกวันนี้ใจข้าพเจ้าคิดอาลัยอยู่แต่บูก๋ำเพื่อนรักกันมาแต่ก่อน ยังตกอยู่ในเมืองยงอิวจะพลอยตายเสียด้วย ข้าพเจ้าจะใคร่มีหนังสือไปบอกบูก๋ำให้ออกมายอมสามิภักดิ์โดยดี ท่านจะเห็นประการใด งอฮั่นจึงว่าซึ่งท่านจะมีหนังสือไปชักชวนเพื่อนรักมาสามิภักดิ์โดยสุจริตหาความผิดมิได้อย่าวิตกเลย เตียวจุ้นได้ฟังก็ดีใจแต่งหนังสือฉบับหนึ่ง อ่านให้งอฮั่นฟังเห็นชอบพร้อมกัน แล้วเข้าผนึกตีตราประทับเป็นสำคัญส่งให้คนสนิทไปเมืองยงอิว คนสนิทรับหนังสือคำนับลาขึ้นม้ารีบไปเมืองยงอิว จึงปลอมชาวเมืองเข้าไปถึงบ้านบูก๋ำแล้วส่งหนังสือให้บูก๋ำ

ฝ่ายบูก๋ำมิได้รู้จักจึงถามว่า ท่านถือหนังสือผู้ใดมาหาเรา ผู้ถือหนังสือจึงคำนับแล้วบอกว่าเตียวจุ้นซึ่งเป็นเพื่อนรักของท่านมีความวิตกถึง จึงให้ข้าพเจ้าถือหนังสือลับมาถึงท่าน บูก๋ำพิจารณาดูดวงตราซึ่งประจำผนึกเป็นสำคัญมาก็สิ้นความสงสัย จึงฉีกผนึกออกอ่านได้ความว่า ข้าพเจ้าเตียวจุ้นขอคำนับมาถึงบูก๋ำ ซึ่งเป็นเพื่อนรักร่วมชีวิตกันมาแต่ก่อน ข้าพเจ้ากับท่านจากกันมาช้านาน ด้วยบ้านเมืองเกิดยุคเข็ญ ต่างคนเที่ยวหาที่พึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าเข้าทำการอาสาพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ผู้มีบุญญาธิการ มีพระทัยกรุณาชุบเลี้ยงเป็นขุนนางผู้ใหญ่ในตำแหน่งที่เจงลีเจียงกุ๋น ทแกล้วทหารมีสติปัญญาและฝีมือกล้าหาญในการศึกเข้าสามิภักดิ์อาสาพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ปราบศัตรูแผ่นดินเป็นอันมาก พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้มีพระทัยโอบอ้อมอารี ชุบเลี้ยงขุนนางตามมีบำเหน็จความชอบโดยสมควรแก่ผู้ซึ่งมีสติปัญญาและฝีมือ ผู้ซึ่งตั้งตัวเป็นเจ้าแข็งเมืองอยู่หลายแห่งนั้น พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้แต่งแต่นายทหารยกไปปราบก็มีชัย เมืองใดหาต่อสู้ฝีมือและความคิดนายทหารได้ไม่ ครั้งนี้เสด็จยกทัพหลวงมาทหารเอกทหารเลวมากกว่าร้อยหมื่น จะยกเข้าเหยียบเมืองยงอิวเสียวันใดก็จะได้โดยฝีมือทหาร ข้าพเจ้าสืบรู้ว่าท่านมาอยู่กับหวยหงอมีความวิตกนัก ด้วยท่านจะพลอยหลงตายหายชื่อเสียเปล่าไม่มีผู้สรรเสริญ จึงมีหนังสือมาเตือนสติท่าน ขอท่านจงคิดแก้ตัวหาความชอบออกสามิภักดิ์โดยดี อาสาผู้มีบุญปราบศัตรูแผ่นดิน ถึงสิ้นชีวิตก็ไม่สิ้นชื่อ ความชอบซึ่งทำไว้ก็จะมีชื่อปรากฏไปตราบเท่าลูกหลาน ตัวท่านกับข้าพเจ้าจะได้เป็นที่ปรึกษาราชการสืบไป บูก๋ำแจ้งความตามหนังสือแล้วตรึกตรองดูการทั้งปวง เห็นว่าเตียวจุ้นมีใจรักโดยสุจริต จึงลอบไปหาขุนนางนายทหารซึ่งได้รักษาเมืองน้อยสิบสองตำบลเป็นเพื่อนชอบอัชฌาสัย บูก๋ำว่ากล่าวชักชวนพร้อมใจกัน ครั้นอยู่มาประมาณสิบวัน บูก๋ำกับขุนนางทหารสิบสองคนพาทหารเลวสิบหมื่นไปยอมสามิภักดิ์เข้าด้วยพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้มีพระทัยยินดีนัก จึงพระราชทานทรัพย์สิ่งของให้แก่บูก๋ำและขุนนางสิบสองคนตั้งให้เป็นนายทหารตามสมควร

ฝ่ายหวยหงอตั้งมั่นรักษาเมืองอยู่ ทแกล้วทหารก็ล้มตายเบาบางลงมิรู้ที่จะคิดผ่อนปรนประการใด นั่งนิ่งกอดเข่าทุกข์ใจอยู่ พอมีผู้เข้าไปบอกว่าบูก๋ำกับขุนนางสิบสองคนไปยอมสามิภักดิ์เข้าด้วยพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ หวยหงอได้ยินดังนั้นตกตะลึงสิ้นสมประดี ดังมีผู้มาควักเอาดวงชีวิตไปจากตัว มีความสะดุ้งตกใจ จึงสั่งคนสนิทจัดเตรียมรถเกวียนบรรทุกสิ่งของและบุตรภรรยา คอยเวลาค่ำลงหวยหงอให้เปิดประตูหลังเมือง พาทหารหนีไปอยู่เมืองไซเสีย แล้วให้เตียนไก๋หนึ่ง หลีบ่องหนึ่ง ไปรักษาเมืองเสียงกุ้ย ให้อองงวนเสียงถือหนังสือไปขอกองทัพเจ้าเมืองเซงโต๋

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ ครั้นทรงทราบว่าหวยหงอหนีไปอยู่เมืองไซเสีย จึงสั่งขุนนางผู้มีสติปัญญาแต่งหนังสือไปถึงหวยหงอฉบับหนึ่งใจความว่า แต่ก่อนเจ้าเมืองยงอิวคิดการจะบำรุงราษฎรชาวเมือง และจะกระทำสมบัติให้เจริญมีผู้ออกชื่อลือเกียรติยศ จึงให้บุตรมาอยู่เป็นข้าเฝ้ายอมเป็นเมืองขึ้นแก่เมืองลกเอี๋ยงตามโบราณราชประเพณี ทหารผู้มีฝีมือและผู้มีสติปัญญาจึงเข้ามาสามิภักดิ์พึ่งเจ้าเมืองยงอิวเป็นอันมาก ราษฎรในเขตแดนเมืองยงอิวได้อยู่เย็นเป็นสุขมาหลายปี ตั้งแต่หวยหงอเชื่อคำคนยุยงคิดการแข็งเมือง ขุนนางและทหารผู้มีสติปัญญาเห็นว่าหวยหงอเชื่อคำคนผิด ต่างคนอพยพหลบหนีไปสิ้น ทั้งบูก๋ำและนายทหารสิบสองคนก็พาทหารสิบหมื่นมายอมสามิภักดิ์ แล้วเจ้าเมืองยงอิวได้ยกออกสู้รบรู้จักฝีมือกองทัพเมืองลกเอี๋ยงเป็นหลายครั้ง ทหารเมืองยงอิวมีแต่พ่ายแพ้ ซึ่งเจ้าเมืองยงอิวจะมีมานะสู้สงครามไปนั้น เห็นชีวิตจะอันตรายด้วยคมอาวุธทหารเราเป็นมั่นคง ถ้าเจ้าเมืองยงอิวรู้ว่าโทษตัวผิดมายอมสามิภักดิ์โดยดีพ่อลูกก็จะได้พบกัน ข้อซึ่งทำผิดแต่หลังจะยกเสีย แล้วจะชุบเลี้ยงให้เป็นเจ้าเมืองยงอิวคงที่ยศศักดิ์ ครั้นแต่งหนังสือแล้วเข้าผนึกส่งให้ขุนนางนายทหารถือไปเมืองไซเสีย ขุนนางผู้ถือหนังสือไปถึงประตูเมืองไซเสีย จึงให้นายประตูเข้าไปบอกแก่หวยหงอ

ฝ่ายหวยหงอแจ้งความจึงให้พาตัวผู้ถือหนังสือเข้ามาในเมือง รับหนังสือมาอ่านจนสิ้นความแล้ว จึงว่าตัวเราได้ทำการล่วงเกินมาแล้ว ครั้นจะกลับยอมสามิภักดิ์ก็อายแก่ราษฎรหัวเมืองทั้งปวง จะขอทำการต่อสู้พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้กว่าจะสิ้นทหาร ขุนนางผู้ถือหนังสือจึงว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมหวยหงอเป็นหลายครั้ง หวยหงอมิได้เชื่อฟังกลับโกรธ ขับผู้ถือหนังสือไปเสียจากเมือง ผู้ถือหนังสือรับสั่งจึงกลับมาเฝ้าทูลแจ้งความทุกประการ พระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้แจ้งความว่าหวยหงอมีมานะไม่อ่อนน้อมขัดเคืองพระทัยนัก จึงสั่งทหารให้จับตัวหงอจุ้นบุตรหวยหงอไปฆ่าเสีย แล้วจึงสั่งงิมเหงหนึ่ง เล่าขิมหนึ่ง จงก๋งหนึ่ง คุมทหารห้าหมื่นยกไปล้อมเมืองไซเสียทัพหนึ่ง ให้ไลเอียกหนึ่ง ไก่เอี๋ยนหนึ่ง ม้าเสงหนึ่ง คุมทหารห้าหมื่นยกไปทางเมืองเสียงกุ้ยทัพหนึ่ง แล้วตรัสกับปังอี้ว่า เมืองลกเอี๋ยงนั้นหาผู้จะอยู่รักษานั้นมิได้ เกลือกโจรผู้ร้ายกำเริบขึ้นภายหลังจะระงับยาก เราจะกลับไปเมืองลกเอี๋ยงจัดแจงส่งเสบียงกองทัพ ตัวท่านเป็นผู้ใหญ่จงอยู่กำกับทหาร ช่วยงิมเหงกำจัดหวยหงอสำเร็จแล้ว ตีได้หัวเมืองทั้งปวง รวบรวมทแกล้วทหารให้พร้อม จึงยกเข้าตีเมืองเซงโต๋ ปราบกองซุนสุดให้ราบคาบแต่ในครั้งเดียวนี้ ครั้นจัดแจงกองทัพแล้วพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้เสด็จมาเมืองลกเอี๋ยง

ฝ่ายไลเอียกกับงิมเหงรับสั่งแล้วจัดกองทัพแยกทางกันไป งิมเหงยกมาถึงเมืองไซเสียให้ตั้งค่ายล้อมประชิดถึงเชิงกำแพง แต่งทหารเข้าปล้นปีนกำแพงเมืองเป็นหลายครั้ง เอียวก๋งเจ้าเมืองไซเสียให้ทหารรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เป็นสามารถ งิมเหงตีหักเอาเมืองมิได้ พอปังอี้ยกทัพหนุนไปถึง จึงให้ตั้งค่ายมั่นล้อมเมืองไว้เป็นหลายชั้น

ฝ่ายเอียวก๋งเจ้าเมืองไซเสียเห็นกองทัพหนุนเนื่องกันมาล้อมเมืองเป็นอันมาก เอียวก๋งมิได้ประมาทตรวจตราทหารให้รักษาหน้าที่เชิงเทินทั้งกลางคืนกลางวัน ป้องกันเมืองไว้ประมาณเดือนเศษ เอียวก๋งเกิดโรคปัจจุบันป่วยตาย

ฝ่ายหวยหงออาศัยอยู่เมืองไซเสีย ไม่มีความสุขทุกข์ตรอมใจคอยอองงวนเสียง ซึ่งให้ไปขอกองทัพกองซุนสุดอยู่มิได้ขาด อองเจียดขุนนางผู้ใหญ่เห็นหวยหงอเป็นทุกข์นัก จึงคิดว่ากองทัพเมืองลกเอี๋ยงติดตามมาล้อมเมือง เพราะหมายจะให้หวยหงอออกยอมเข้าด้วย จำจะไปบอกกองทัพให้สิ้นความสงสัย อองเจียดจึงถือกระบี่ขึ้นไปบนเชิงเทินร้องเชิญงิมเหงออกมาหน้าค่ายแล้วว่า หวยหงอกับเราได้ทำการล่วงเกินมาไม่สมความคิด ซึ่งจะกลับยอมเข้าด้วยพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้นั้นหามิได้ เพราะโทษผิดมีอยู่เป็นอันมาก ท่านมาตั้งล้อมไว้หมายจะเอาชีวิตหวยหงอ เราขอตายแทนสนองคุณนายเรา ขอท่านจงเลิกทัพกลับไป ซึ่งตั้งล้อมเมืองอยู่ฉะนี้หวยหงอนายเราได้ความลำบากนัก ว่าแล้วเอากระบี่เชือดคอตายตกลงจากเชิงเทิน งิมเหงเห็นดังนั้นจึงสรรเสริญว่า อองเจียดมีกตัญญูซื่อตรงต่อนายควรนับว่าชายคนหนึ่ง งิมเหงจึงให้ทหารออกรวบรวมเสบียงอาหารไว้นอกเมือง ทำยุ้งฉางไว้ในค่ายมิให้ชาวเมืองออกมาหากิน หมายจะให้หวยหงอสิ้นเสบียงอาหารออกมายอมสามิภักดิ์

ฝ่ายหวยหงอรู้ว่าอองเจียดเชือดคอตายมีความเสียดายนัก ตั้งแต่ทุกข์ตรอมคอยอองงวนเสียงมิเป็นอันจะกินจะนอน ฝ่ายอองงวนเสียงไปถึงเมืองเซงโต๋ จึงเข้าคำนับส่งหนังสือให้กองซุนสุดแล้วเล่าความแต่หลังให้ฟังทุกประการ กองซุนสุดอ่านหนังสือแจ้งความแล้วจึงว่า เจ้าเมืองยงอิวเป็นเพื่อนรักกับเรามาแต่ก่อน กองทัพเมืองลกเอี๋ยงยกเหยียบแดนเข้ามายํ่ายี ถ้าตีเมืองยงอิวได้เห็นจะกำเริบยกเหยียบแดนเมืองเราเข้ามาเบื้องหน้าจะกำจัดยาก กองซุนสุดจึงจัดทหารหมื่นเศษให้อองงวนเสียง อองงวนเสียงคำนับลาพาทหารรีบกลับมาทั้งกลางคืนกลางวัน ถึงเมืองไซเสียรู้ว่ากองทัพตั้งล้อมเมืองอยู่ จึงขับทหารเข้าตีค่ายซึ่งล้อมเมือง

ฝ่ายทหารซึ่งออกไปนั่งทางคอยข้าศึก แลเห็นกองทัพยกมาจึงวิ่งเข้าไปบอกงิมเหง งิมเหงแจ้งความจึงแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถืออาวุธ พาทหารออกจากค่ายไปคอยอยู่ต้นทาง

ฝ่ายอองงวนเสียงขี่ม้านำทหารมา เห็นกองทัพตั้งรับอยู่หลังค่าย จึงแกล้งร้องบอกเป็นกลอุบายหมายจะให้ข้าศึกท้อใจว่า พระเจ้าเซงเต้ซึ่งครองเมืองเซงโต๋ทราบความว่ากองทัพเมืองลกเอี๋ยงยกมาย่ำยีแดนเมืองยงอิว จึงสั่งให้นายทหารผู้มีฝีมือกล้าแข็งชำนาญการสงครามคุมทหารร้อยหมื่นยกตามเรามา ช่วยเจ้าเมืองยงอิวจับทหารชาวเมืองลกเอี๋ยงฆ่าเสียให้สิ้นทั้งกองทัพ งิมเหงได้ยินดังนั้นจึงขับม้าขึ้นไปบนเนินเขา แลไปสุดสายตาเห็นแต่ทหารประมาณหมื่นเศษ งิมเหงรู้ว่าเป็นกลอุบายล่อลวง จึงขับม้าลงมาที่กองทัพ พออองงวนเสียงมาถึง งิมเหงจึงชักม้าออกยืนอยู่หน้าทหาร

ฝ่ายอองงวนเสียงจึงร้องตวาดว่า ชาวเมืองลกเอี๋ยงซึ่งยกมาล้อมเมืองไซเสียเร่งถอยทัพไปโดยเร็ว ถ้ามิเชื่อคำเรากองทัพเมืองเซงโต๋มีทหารร้อยหมื่นยกมาล้อมไว้เห็นจะจับเป็นไปเสียสิ้นทั้งกองทัพ งิมเหงจึงตอบว่า ตัวเราเป็นทหารพระเจ้าฮั่นกองบู๊ฮ่องเต้ทำศึกครั้งอองมัง อองมังยกทัพมาล้อมเมืองคุนเอี๋ยง แต่ตัวเราผู้เดียวรบชนะทหารถึงร้อยหมื่น อันหวยหงอนายท่านตกอยู่ในเงื้อมมือเรา ท่านจะว่ากล่าวล่อลวงว่า ทัพเมืองเซงโต๋ยกมาช่วย ถึงมาตรว่าจะยกมาจริงเหมือนคำท่านว่า เราไม่ท้อใจจะตีให้แตกแต่ในเวลาเดียว อองงวนเสียงได้ฟังก็โกรธจึงชักม้ารำทวนออกรบด้วยงิมเหงถึงสิบเพลง ต้านทานกำลังมิได้ชักม้าหนี งิมเหงไล่ติดตาม จิวอ๋องนายทหารขับม้าถลันออกป้องกันอองงวนเสียงได้สามเพลงทวน งิมเหงตีด้วยกระบองถูกจิวอ๋องตกม้าลง อองงวนเสียงชักม้าเข้าช่วยรบล่องิมเหงอยู่ ซุยอูจึงเข้าไปพยุงยกจิวอ๋องขึ้นม้าหนีเข้ากองทัพ อองงวนเสียงจึงชักม้าถอยเข้ามาร้องเร่งทหารออกรบกับทหารงิมเหง เสียงกลองรบทหารโห่ร้องพุ่งซัดอาวุธยิงเกาทัณฑ์รบกันเป็นตะลุมบอน

ฝ่ายหวยหงออยู่ในเมืองได้ยินเสียงอื้ออึง จึงขึ้นบนเชิงเทินแลไปเห็นอองงวนเสียงได้กองทัพเมืองเซงโต๋มารบกับงิมเหงอยู่นอกเมือง จึงให้ทหารร้องบอกอองงวนเสียงว่า ทหารเดินทางไกลอิดโรยกำลัง เร่งยกเข้ามาพักในเมืองพอหายเหน็ดเหนื่อยก่อนจึงค่อยคิดการสู้รบสืบไป อองงวนเสียงได้ยินจึงตีม้าล่อประชุมทหารยกเข้าเมือง อองงวนเสียงจึงเข้าไปคำนับหวยหงอแล้วว่า ข้าพเจ้าขอกองทัพเมืองเซงโต๋ได้ทหารหมื่นเศษ กลับมาเห็นข้าศึกล้อมเมืองอยู่ ข้าพเจ้าเข้าต่อสู้ดูกำลัง แม่ทัพงิมเหงฝีมือกล้าแข็งชำนาญการสงคราม ซึ่งจะตั้งรับอยู่เมืองนี้เสบียงอาหารเห็นจะขัดสน ขอท่านจงหนีไปอยู่เมืองปุนเสียอุดมด้วยข้าวปลาอาหารจึงค่อยคิดการต่อไป หวยหงอเห็นชอบจึงสั่งทหารจัดเตรียมรถเกวียนพร้อมคอยอยู่ พอเวลาดึกประมาณสามยามสงัดเสียงผู้คน จึงอพยพครอบครัวเปิดประตูเมืองทิศเหนือออกไป

ฝ่ายทหารเลวซึ่งนั่งยามรักษาค่ายจึงพากันวิ่งไปคำนับบอกความแก่งิมเหง งิมเหงแจ้งว่าหวยหงอหนี จึงแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถือทวนยกกองทัพติดตามไปในเวลากลางคืน พอรุ่งสว่างขึ้นหวยหงอเข้าเมืองปุนเสียได้ งิมเหงไปถึงเชิงกำแพงตั้งค่ายล้อมไว้เป็นสามารถ ปังอี้รู้ความจึงยกทัพตามงิมเหงไปตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ชั้นนอก งิมเหงตั้งล้อมเมืองปุนเสียอยู่สิบห้าวัน มิได้เห็นหวยหงอแต่งกองทัพออกมารบตั้งมั่นอยู่ในเมือง เสบียงอาหารในกองทัพขัดสนลำเลียงมาส่งมิทันด้วยเป็นทางกันดาร จึงปรึกษาปังอี้ถอยทัพไปรวบรวมเสบียงอาหาร ปรนปรือทแกล้วทหารอยู่ ณ เมืองยงอิว ขณะนั้นเมืองอันเตงหนึ่ง เมืองเทียนอุ๋ยหนึ่ง เมืองหลงไสหนึ่ง ทั้งสามเมืองซึ่งงิมเหงตีไว้ได้กลับคิดแข็งเมืองไปเข้ากับหวยหงอ

ฝ่ายหวยหงอคิดการใหญ่ไม่สำเร็จจนเสียเมือง ทแกล้วทหารหนีตายเบาบางลง ทุกข์ตรอมใจไม่เป็นอันจะกินจะนอนเกิดโรคป่วยตาย อองงวนเสียงกับขุนนางนายทัพนายกองทั้งปวงทำการฝังศพ แล้วยกหงอทองขึ้นเป็นเจ้าว่าราชการแทนหวยหงอสืบไป หงอทองจึงพาขุนนางทแกล้วทหารยกไปอยู่เมืองงันบุ๋น

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ