ฝ่ายกองบู๊ค่อยคลายความโศกถึงเล่าอี๋นผู้ตายแล้ว เวลาเช้าวันหนึ่งจึงพานายทัพนายกองทั้งปวงเข้าไปเฝ้าทูลพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ว่า ครั้งนี้ศึกได้ทีอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจะขอยกเข้าตีเมืองหลวงจับอองมังศัตรูราชสมบัติมาฆ่าเสียให้สิ้นเสี้ยนหนามในแผ่นดิน ท่านจะโปรดประการใด พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้จึงว่าการสงครามเป็นพนักงานของเจ้า ซึ่งเห็นว่าศึกได้ท่วงทีอยู่แล้วจงเร่งยกไปจับอองมังฆ่าเสียให้ได้แก้แค้นแทนพระเจ้าเปงเต้ ราษฎรจะได้อยู่เย็นเป็นสุข กองบู๊รับสั่งคำนับลาออกมาจัดนายทหารร้อยหนึ่งพื้นมีฝีมือเข้มแข็งทหารเลวสิบหมื่น ให้งิมเหงกับเอียวกี๋เป็นทัพหน้า ม้าบู๊เป็นกองปีกขวา โตเหมาเป็นนายกองปีกซ้าย เตงอูเป็นกองหลวง กองบู๊เป็นกองหนุน ยกออกจากเมืองซินซีไปตามทางประมาณสองร้อยเส้น พอพบทหารสองนายยกมาจึงลงจากม้ามาคำนับกองบู๊ กองบู๊ไม่รู้จักจึงถามว่าท่านชื่อใดมาแต่ไหน นายทหารจึงบอกว่าข้าพเจ้าชื่อคุยอาวคนหนึ่งชื่อคุยจิวจ๋งเป็นเจ้าเมืองเซงกี สืบรู้ว่าท่านจะยกเข้าไปจับอองมัง ข้าพเจ้าจึงมาตีเมืองบูโต๋หนึ่งเมืองเลงไซหนึ่ง รวบรวมทหารได้สิบหมื่นยกมาช่วยท่านเข้าไปตีเมืองหลวง กองบู๊ได้ฟังดังนั้นมีความยินดี จึงตั้งให้คุยอาวกับคุยจิวจ๋งช่วยราชการปีกซ้ายปีกขวา สองนายคำนับแล้วขึ้นม้าแบ่งทหารกองละห้าหมื่นไปบรรจบปีกซ้ายขวานำทางทัพใหญ่ไปเมืองหลวง ยกมาถึงเมืองเซงโต๋เจ้าเมืองเซงโต๋ชื่อกองซุนสุดออกมาสามิภักดิ์เข้าด้วยกองบู๊ หัวเมืองทั้งปวงแจ้งความว่ากองบู๊ยกทัพใหญ่มา ก็พากันเข้าด้วยช่วยส่งเสบียงอาหารมิให้กองทัพขัดสน กองบู๊ยกมาถึงเมืองด่านทองก๋วนเห็นประตูเมืองปิดอยู่ ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินเป็นอันมาก กองบู๊ให้ตั้งค่ายลงไว้ จึงให้เขียนหนังสือผูกลูกเกาทัณฑ์ยิงเข้าไปในเมือง

ฝ่ายนายประตูที่รักษาอยู่นั้นเก็บได้หนังสือเข้าไปแจ้งแก่จีจุ้นเจ้าเมืองทองก๋วน จีจุ้นรับหนังสือฉีกผนึกออกอ่านได้ความว่าเตงอูแม่ทัพฮั่นกองบู๊บอกมาถึงจีจุ้นเจ้าเมืองทองก๋วน ด้วยเดิมครั้งแผ่นดินพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้กระทำการให้ราษฎรเดือดร้อนบังเกิดโจรผู้ร้ายเป็นอันมาก เมื่อพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้จะสวรรคตสั่งหลีสือให้ตั้งฮูโซเป็นฮ่องเต้ หลีสือกับเตียวโก๋กลับมีหนังสือแอบรับสั่งตั้งโอ๋ไฮเป็นพระเจ้ายี่ซีฮ่องเต้ พระเจ้ายี่ซีฮ่องเต้เชื่อฟังคำเตียวโก๋กระทำให้ราษฎรเดือดร้อน เทวดาจึงบันดาลให้บ้านเมืองบังเกิดจลาจลต่างๆ พระเจ้าฮั่นโกโจได้ทำนุบำรุงแผ่นดินเป็นกษัตริย์สืบเชื้อพระวงศ์มาถึงสิบสองชั่วกษัตริย์ บัดนี้อองมังเป็นคนอกตัญญู ถวายสุรายาพิษให้พระเจ้าเปงเต้เสวยสู่สวรรคต อองมังตั้งตัวเป็นใหญ่ในเมืองหลวงดัดแปลงกฎหมายทั้งปวงให้ผิดอย่างธรรมเนียมแผ่นดิน ราษฎรได้ความเดือดร้อนนัก จึงประชุมกันพร้อม ณ บ้านแปะจุยฉิง เชิญฮั่นกองบู๊ผู้มีบุญญาธิการยกกองทัพมากำจัดอองมัง จะได้บำรุงแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข กองบู๊ยกทัพมาถึงเมืองอิจุ๋ย โซงวนโซยเข้าต่อรบด้วยทหารกองบู๊ ทหารกองบู๊จับโซงวนโซยฆ่าเสีย ณ ริมแม่น้ำ แล้วยกมาเข้าอยู่เมืองคุนเอี๋ยง อองสิมกับกิบูป้าคุมทหารร้อยหมื่นยกมาล้อมเมืองไว้ ต่อสู้ฝีมือทหารผู้มีบุญมิได้ แตกค่ายตายทั้งอองสิมกับกิบูป้า กองบู๊ยกทัพมาหัวเมืองรายทางออกสามิภักดิ์เข้าด้วย ไม่พักรบพุ่งให้ได้ลำบากแก่ทหารทั้งปวง ถ้าเจ้าเมืองด่านทองก๋วนรู้ว่ากองทัพฮั่นกองบู๊ผู้มีบุญยกมาถึง จะยอมสามิภักดิ์เข้าด้วยช่วยทำนุบำรุงแผ่นดิน ก็จงให้เร่งเปิดประตูเมืองด่านออกมาคำนับโดยดี ถ้าขัดแข็งเมืองอยู่จะคิดการต่อสู้ก็ให้ยกออกมารบ แม้นไม่ยกออกมาจะให้ทหารทำลายกำแพงเข้าไปฆ่าเสียให้สิ้นทั้งเมือง จีจุ้นแจ้งความในหนังสือนั้นก็ตกใจ จึงคิดว่าตัวเราก็สัตย์ซื่อต่ออองมัง แต่ครั้งนี้เหลือกำลังที่จะต่อสู้ฝีมือผู้มีบุญ ยุคเข็ญบังเกิดขึ้นทั้งนี้ก็เพราะอองมังจะสิ้นวาสนา เทวดาจึงบันดาลให้เป็นต่างๆ จำจะกระทำตามประเพณีแผ่นดินจึงจะพ้นจากความตาย จีจุ้นคิดแล้วจัดแจงสิ่งของเครื่องคำนับพาขุนนางเปิดประตูเมืองออกไปหากองบู๊ ณ ค่ายหลวง เชิญกองบู๊เข้าเมืองทองก๋วน กองบู๊จัดแจงบ้านเมืองราบคาบแล้วพักทแกล้วทหารอยู่ในเมืองด่านนั้น

ครั้นรุ่งขึ้นวันหนึ่งเวลาเช้า อองมังออกว่าราชการ พอมีผู้เข้ามาบอกความว่า กองทัพเล่าสิ้วบุนซกยกล่วงเข้ามาถึงด่านทองก๋วน จีจุ้นเจ้าเมืองด่านเปิดประตูเมืองรับกองทัพเล่าสิ้วบุนซกเข้าตั้งมั่นอยู่ในเมืองด่าน จะยกมาเมืองหลวงอยู่แล้ว ขอท่านจงจัดแจงกองทัพออกป้องกันเมืองไว้โดยเร็ว อองมังได้ฟังดังนั้นก็ตกใจนัก จึงจัดทหารสำหรับรักษาองค์ยี่สิบหมื่น ให้พิถองเป็นแม่ทัพหน้า โซเหี้ยนเป็นแม่ทัพหลวง อองมังเป็นทัพหนุนยกทัพออกไปถึงตำบลเซียงลักโปตั้งค่ายมั่นลงไว้

ฝ่ายกองบู๊รู้ว่าอองมังยกมา จึงแต่งตัวขึ้นม้าพาทหารออกไปถึงหน้าค่ายอองมัง ฝ่ายอองมังจึงขึ้นม้าพาทหารออกมายืนอยู่นอกค่ายแลเห็นกองบู๊ อองมังจึงร้องบอกกองบู๊ว่า เดิมเมืองจิ๋นเสียแก่ฮั่นโกโจ ฮั่นโกโจเป็นเจ้าเมืองสืบมา บัดนี้เมืองหลวงได้แก่เราใช่ว่าเราจะช่วงชิงรบพุ่งข่มเหงหามิได้ ตัวท่านคุมทหารรบบุกแดนเข้ามาถึงด่านเมืองทองก๋วนเพราะจะใคร่ตั้งตัวเป็นเจ้า เรามิได้ขัดให้เคืองอัชฌาสัย เราจะปันแดนให้ตั้งแต่ด่านทองก๋วนไปข้างทิศตะวันออก เป็นเขตของท่าน แต่ด่านทองก๋วนมาข้างฝ่ายตะวันตกจะขอไว้เป็นเขตเรา ตัวท่านจงกลับไปรักษาเขตแดนให้เป็นสุข จะรบพุ่งกันไปก็จะเสียทแกล้วทหารทั้งสองฝ่าย เราว่าทั้งนี้โดยกรุณาราษฎรทั้งปวงมิให้ได้ความเดือดร้อนท่านจะเห็นประการใด กองบู๊จึงว่าซึ่งท่านฆ่าฟันพระเจ้าเปงเต้และเชื้อวงศ์เราตายแต่ก่อนนั้น ถ้าคืนเป็นขึ้นมาเราจึงจะยอมแบ่งเขตแดนตามใจท่าน

ฝ่ายม้าบู๊จึงร้องด่าอองมังว่า อ้ายศัตรูแผ่นดินเมื่อกูเข้าไปซ้อมเพลงอาวุธในที่สนามมึงติเตียนว่ารูปร่างกูไม่งามให้ขับเสีย กูมีความแค้นเขียนหนังสือด่าไว้ กูมาอยู่เป็นทหารกองบู๊ผู้มีบุญจะจับมึงไปตัดศีรษะเสีย กูชื่อม้าบู๊มึงรู้จักหรือหาไม่ อองมังได้ฟังดังนั้นโกรธนัก จึงสั่งพิถองให้จับเอาม้าบู๊ไปฆ่าเสียให้สาสมที่ความแค้นแทนซึ่งมันฆ่าอองสิม พิถองรับคำแล้วชักม้าออกรบด้วยม้าบู๊ได้ห้าสิบเพลงทวนยังไม่แพ้ฝีมือแก่กัน อองมังจึงสั่งอองเจียมหนึ่ง หลีสุนหนึ่ง ซึงทองหนึ่ง กอมิดหนึ่ง หลีเกียนหนึ่ง หลีวนจงหนึ่ง ฮองเขงหนึ่ง อองฮวนหนึ่ง อองบู๊อิดหนึ่ง เก้าคนให้เข้าช่วยพิถองรบกับม้าบู๊ กองบู๊เห็นดังนั้นจึงสั่งเอียวกี๋หนึ่ง ตันจุ้นหนึ่ง เล่าหลงหนึ่ง โปจุ้นหนึ่ง จูหูหนึ่ง ปังอี้หนึ่ง งิมเหงหนึ่ง จีจุ้นหนึ่ง เก๋งต้านหนึ่ง อองเสียงหนึ่ง ทหารสิบคนออกช่วยม้าบู๊รบ นายทหารทั้งสิบคนขับม้าเข้ารบด้วยทหารอองมัง ทหารอองมังต้านทานมิได้ต่างคนชักม้าหนี ทหารทั้งสิบคนขับม้าพาทหารไล่ฆ่าฟันทหารอองมังแตกทัพยับเยิน ต่างคนวิ่งหนีเอาชีวิตรอด งิมเหงจับโซเหี้ยนได้ อองมังขับม้าพาทหารหนีเข้าเมืองหลวงให้ปิดประตูเมือง

ฝ่ายโตเอี๋ยงแจ้งความดังนั้น จึงวิ่งไปเปิดประตูด้านตะวันตกรับกองทัพกองบู๊เข้าเมือง กองบู๊กำชับสั่งนายทหารทั้งปวงให้ห้ามปรามทหารเลวว่า ถ้าผู้ใดเก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของข่มเหงชาวเมืองให้ได้ความเดือดร้อนจะตัดศีรษะผู้นั้นเสีย

ฝ่ายพิถองกับเหงวับคิม ครั้นกองบู๊เข้าเมืองได้ก็ตกใจ พิถองจึงคิดว่าแต่ก่อนมีผู้สรรเสริญว่าอองอูจะมีบุญญาธิการ พิถองจึงวิ่งไปอุ้มอองอูบุตรอองมังซึ่งไปเรียนหนังสืออยู่ ณ หออาลักษณ์ พิถองออกจากเมืองหนีไปทางประตูตะวันออก เข้าไปอาศัยซ่อนตัวอยู่ ณ หอตงสู แต่เหงวับคิมนั้นอุ้มเอาอองลังจือบุตรสนมอันเกิดด้วยอองมังหนีไปอาศัยอยู่เมืองกังแฮ

ฝ่ายอองมังอยู่ในวังปิดประตูวังไว้มั่นคง กองบู๊จึงให้ทหารเอาเพลิงเผาประตูวัง เพลิงติดลุกลามไปไหม้บูเยียงเก๋งที่ตำหนักพระมเหสีอยู่แต่ก่อน กองบู๊พานายทหารทั้งปวงเข้าไปในวังให้ทหารเที่ยวจับบรรดาผู้ซึ่งร่วมแซ่อองมังนั้นเอาไปฆ่าเสียให้สิ้น อองมังตกใจนักหลบหนีทหารกองบู๊ไปซ่อนอยู่ในตำหนักที่พระมเหสีซ้าย

ฝ่ายทหารทั้งปวงเที่ยวหามิได้พบ กองบู๊จึงให้ป่าวร้องแก่ราษฎรชาวเมืองว่า ถ้าผู้ใดซ่อนตัวอองมังไว้แกล้งอำพรางมิได้บอกจะเอาผู้นั้นฆ่าเสียเก้าชั่วโคตร ถ้าผู้ใดจับอองมังมาได้จะให้ทองพันตำลึงเป็นบำเหน็จ แล้วกองบู๊จึงใช้ทหารทั้งปวงเข้าในวังค้นหาอองมัง

ฝ่ายหงอก๋งเป็นคนค้าขายอยู่แต่ก่อน อองมังปรับไหมเอาว่าหงอก๋งค้าของต้องห้าม อองมังเก็บริบเอาสิ่งของแล้วเอาตัวไว้ใช้เป็นข้า หงอก๋งมีใจเจ็บแค้น ครั้นได้ยินกองบู๊สั่งดังนั้นดีใจนัก จึงคิดว่ากูจะได้แก้แค้นอองมังครั้งนี้ หงอก๋งได้มีดหั่นผักเล่มหนึ่งขัดหลังเข้าไปในวังกับทหาร หงอก๋งขึ้นค้นในตำหนักทั้งปวง

ฝ่ายอองมังนั่งทุกข์ใจบวงสรวงเทวดาให้ช่วย แล้วขึ้นไปบนตำหนักชั้นบนเป็นที่ลับ คิดว่าหาผู้ใดจะเข้ามาพบไม่ ฝ่ายหงอก๋งเที่ยวไปเห็นตำหนักอันหนึ่งเป็นที่สงัดเงียบปิดประตูลั่นดาลอยู่ จึงคิดว่าเห็นอองมังจะเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในตำหนักนี้เป็นมั่นคง แลไปบนหน้าต่างเห็นเสื้อกับราตคตสำหรับกษัตริย์รู้ว่าอองมัง หงอก๋งจึงเข้าถีบบานประตูหักทลายลงวิ่งเข้าไปจับอองมังไว้แล้วว่า อ้ายขโมยครั้งนี้มึงตกอยู่ในมือกูแล้ว อองมังตกใจนักจึงว่าข้าพเจ้าจะให้เสื้อและตราหยกเป็นของวิเศษไถ่ตัว จงปล่อยข้าพเจ้าเสียเถิด อองมังถอดเสื้อกับตราหยกให้หงอก๋ง หงอก๋งรับเอาสิ่งของแล้วจึงฉุดมืออองมังลงมาจากตำหนัก

ฝ่ายหลีเซงทหารอยู่ในเมืองหลวงเห็นหงอก๋งจับอองมังได้ จึงวิ่งเข้าไปตีเอาหงอก๋งล้มลงแล้วชิงเอาอองมังมัดศอกจูงมาคำนับกองบู๊จะเอาบำเหน็จ หงอก๋งลุกขึ้นได้วิ่งตามมาคำนับบอกกองบู๊ว่า ข้าพเจ้าจับอองมังได้ก่อน หลีเซงตีข้าพเจ้าล้มลงแล้วชิงเอาอองมังมาจะเอาความชอบทั้งนี้ ขอท่านจงกรุณาข้าพเจ้าด้วย กองบู๊จึงถามหงอก๋งว่าท่านได้ตัวอองมังก่อนหลีเซงนั้นมีสิ่งใดเป็นสำคัญ หงอก๋งจึงเอาเสื้อและตราหยกสำหรับกษัตริย์ห่ออยู่ในเสื้อส่งให้เป็นสำคัญ กองบู๊แก้ออกดูในเสื้อเห็นตราหยกก็ดีใจ เตงอูจึงว่าแต่ท่านทำศึกมาช้านานวันนี้ราชสมบัติในเมืองหลวงอยู่ในเงื้อมมือท่านแล้ว กองบู๊ชอบใจจึงให้เงินหมื่นตำลึงเป็นบำเหน็จ หงอก๋งจึงว่าข้าพเจ้าพลัดพรากจากบิดามารดามาเพราะอ้ายอองมังมันข่มเหงเก็บริบเอาสิ่งของและตัวไว้ใช้ ข้าพเจ้าจับอองมังมาให้ท่านครั้งนี้แก้แค้นข้าพเจ้าได้แล้วจะขอลาไปหาบิดามารดา ว่าแล้วคำนับลากองบู๊ได้เงินหมื่นตำลึงไปบ้าน

กองบู๊ได้ตราหยกแล้วขึ้นนั่งที่พระมหากษัตริย์ จึงจารึกชื่อพระเจ้าฮั่นโกโจผู้เป็นพระเจ้าปู่ต้นกษัตริย์ลำดับลงมาทุกๆ พระองค์ตราบเท่าถึงพระเจ้าเปงเต้ แล้วจุดธูปตั้งเครื่องบูชาคำนับตามธรรมเนียมพระมหากษัตริย์ แล้วให้ทหารเอาตัวอองมังกับโซเหี้ยนมาหมอบอยู่ต่อหน้าที่นั่ง แล้วให้อาลักษณ์อ่านโองการเป็นใจความว่า พระเจ้าฮั่นโกโจได้เป็นต้นกษัตริย์เสวยราชสมบัติสืบเชื้อพระวงศ์ ราษฎรได้อยู่เย็นเป็นสุขได้สองร้อยปีเศษมาถึงพระเจ้าเปงเต้ พระเจ้าเปงเต้ชุบเลี้ยงอองมังลูกอ้ายขโมยเป็นไจเสียงขุนนางผู้สำเร็จราชการ คิดกบฏตั้งตัวเป็นใหญ่ให้โซเหี้ยนฆ่าพระราชบิดาเสีย เล่าสิ้วบุนซกเกลี้ยกล่อมทแกล้วทหารตีคืนเอาแผ่นดินจับอองมังได้ ให้เอามีดหมื่นหนึ่งเชือดเนื้อเถือฟันอองมังให้แก้แค้นแทนพระเจ้าเปงเต้ และแก้แค้นเล่าคิมผู้บิดา ตั้งเครื่องกระยาบวงสรวงแก่พระเจ้าปู่ทั้งปวงซึ่งสวรรคตไปแต่ก่อน ครั้นอ่านโองการแล้วกองบู๊จึงให้ตัดศีรษะโซเหี้ยนไปเสียบประจานไว้ แล้วให้เอาตัวอองมังไปมัดไว้กลางเมืองให้ผู้ที่มีใจเจ็บแค้นพากันมาเชือดเนื้อเถือสับตามความแค้น

ฝ่ายชาวเมืองทั้งปวงแจ้งความดังนั้น พากันมาเอามีดเชือดเนื้อเถือฟันจนกระดูกแหลกละเอียดกระจัดพลัดพรายด้วยความแค้น

ฝ่ายกองบู๊ครั้นฆ่าอองมังกับโซเหี้ยนแล้ว จึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงทแกล้วทหารผู้มีความชอบทั้งปวง ฝ่ายทหารประชุมพร้อมกันปรึกษาจะยกกองบู๊ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองเมืองหลวง กองบู๊ได้ยินดังนั้นจึงชักกระบี่ออกวางบนโต๊ะ แล้วว่าเราได้ให้เกงซีฮ่องเต้เป็นกษัตริย์แล้ว บัดนี้ท่านทั้งปวงจะให้เราเป็นกษัตริย์ขึ้นอีกเป็นสององค์ ให้ผิดด้วยอย่างธรรมเนียมนั้นไม่ชอบ ถ้าผู้ใดมิฟังจะปรึกษาตั้งเราเป็นกษัตริย์เราจะฆ่าเสีย ทหารทั้งปวงได้ยินดังนั้นพากันตกใจมิได้ว่าต่อไป ครั้นกินโต๊ะเสร็จแล้วกองบู๊จึงปูนบำเหน็จตามความชอบ จัดแจงที่ตึกบ้านให้แก่ทหารทั้งปวงตามสมควร กองบู๊จัดแจงบ้านเรือนราบคาบแล้ว อยู่วันหนึ่งกองบู๊จึงจัดแจงรถสำหรับกษัตริย์พร้อมด้วยเครื่องสูงคู่แห่ออกไปรับเกงซีฮ่องเต้ ณ เมืองซินซี ขุนนางทั้งปวงก็ไปเชิญเสด็จเกงซีฮ่องเต้ตามสั่ง

ฝ่ายพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้แจ้งความว่ากองบู๊สำเร็จราชการ ณ เมืองหลวงให้ออกมารับมีความยินดีนัก จึงพาไจเสียงทั้งแปดคนกับขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยยกครอบครัวเข้ามาเมืองหลวง กองบู๊กับขุนนางทั้งปวงออกไปรับคำนับเชิญเข้ามาให้นั่งที่ออกขุนนางตามอย่างพระมหากษัตริย์ กองบู๊จึงมอบสมบัติให้แก่พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้จึงตั้งให้กองบู๊เป็นไต้สุมาตูเหงซีติกาอ้วย ผู้สำเร็จราชการเมืองหลวงได้บังคับถ้อยความทั้งปวง พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้เป็นที่วางพระทัยสนิท กองบู๊ก็เอาใจใส่บังคับบัญชาตัดสินถ้อยความสุขทุกข์ของราษฎรโดยยุติธรรมตามกฎหมายสำหรับแผ่นดิน ราษฎรหัวเมืองทั้งปวงอยู่เย็นเป็นสุขมิได้ฉ้อตระบัดเบียดเบียนแก่กัน

ฝ่ายไจเสียงทั้งแปดคนเห็นว่าพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้นับถือเชื่อฟังกองบู๊มีใจอิจฉา จึงปรึกษากันจะกำจัดกองบู๊เสีย ฮูฮืนคิดได้อุบายอย่างหนึ่ง จึงว่าเราจะพากันเข้าไปทูลแก่พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ ให้แต่งตั้งทหารที่มีฝีมือไปกินเมืองน้อยใหญ่ยังแต่กองบู๊ผู้เดียว แล้วเราจึงพากันยุยงให้พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ฆ่าเสียท่านจะเห็นประการใด จูอิวได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงพาขุนนางทั้งเจ็ดคนเข้าไปเฝ้าทูลพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ว่า บรรดาทหารมีฝีมือทั้งปวงมีใจสามิภักดิ์เข้ามาทำราชการปราบเสี้ยนหนามแผ่นดินราบคาบแล้ว ขอให้จัดแจงตั้งแต่งออกไปกินเมืองน้อยใหญ่ตามความชอบจึงจะควร พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงสั่งกองบู๊ให้จัดแจงทหารที่มีความชอบไปรักษาเมืองน้อยใหญ่ป้องกันขอบขัณฑสีมา กองบู๊จึงออกไปจัดแจงตามพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้สั่ง เตงอูจึงว่าอุบายอันนี้ไจเสียงทั้งแปดคนทูลยุยงจะแกล้งทำกำจัดให้ข้าพเจ้าและทหารทั้งปวงไกลท่านแล้ว อยู่ภายหลังจะคิดการทำร้ายท่านเป็นมั่นคง กองบู๊จึงว่าซึ่งท่านว่ากล่าวทั้งนี้ด้วยความกรุณาแต่เป็นการรับสั่งจะขัดมิได้ อนึ่งท่านกับทหารทั้งปวงตั้งใจภักดีอาสาปราบเสี้ยนศัตรูแผ่นดินมาจนสำเร็จราชการแล้ว ควรที่จะปูนบำเหน็จให้ถึงขนาด ท่านจงไปรักษาเมืองน้อยใหญ่ตามรับสั่งบำรุงอาณาประชาราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุข อย่าเป็นห่วงอาลัยอยู่ด้วยข้าพเจ้าเลย เตงอูจึงกำชับทหารทั้งปวงว่าท่านไปกินเมืองแล้ว จงเอาใจใส่กองบู๊ซึ่งอยู่ในเมืองหลวง ไจเสียงทั้งแปดคนมันคิดจะทำร้ายกองบู๊อยู่ ท่านทั้งปวงก็ประกอบด้วยสติปัญญาและฝีมือ มีเกียรติยศปรากฏชื่อว่าเป็นชายชาติทหารจงตรองการให้รอบคอบ คอยป้องกันอย่าให้กองบู๊เป็นอันตรายด้วยอุบายไจเสียงจึงจะควร

ฝ่ายทหารทั้งปวงรับคำเตงอู คำนับลากองบู๊ออกจากเมือง กองบู๊ตามไปส่งถึงตำบลสะพานปาเหลง เห็นเตงอูกับทหารทั้งปวงไป กองบู๊ทอดถอนใจใหญ่แลตามจนลับคลองจักษุแล้วกลับเข้ามาเมืองหลวง เตงอูกับทหารทั้งปวงยกแยกกันไปตามสั่ง อยู่วันหนึ่งฮูฮืนจึงไปปรึกษาจูอิวและไจเสียงทั้งปวงว่า อุบายซึ่งเราคิดไว้ก็สมคิดแล้วจะกำจัดกองบู๊ประการใดเล่า จูอิวจึงว่าเรามีอุบายอยู่สิ่งหนึ่ง เราได้ยินชาวเมืองพูดกันว่าฝ่ายทิศเหนือโจรผู้ร้ายกำเริบขึ้นเป็นอันมาก เราจะทูลพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ให้สั่งกองบู๊คุมทหารแต่สามร้อยไปปราบโจร ถ้ากองบู๊ไปต่อสู้กับโจรเมื่อใด โจรทั้งปวงก็จะฆ่าเสียเก็บริบเอาสิ่งของ เซียงงางจึงว่าเล่าสิ้วบุนซกมีคนรักใคร่ทั้งแผ่นดิน ถึงมาตรว่าเล่าสิ้วบุนซกจะไปแห่งใด คนทั้งปวงก็นิยมยินดีเข้าด้วยช่วยป้องกันมิให้เล่าสิ้วบุนซกเป็นอันตราย ท่านว่าโจรจะฆ่าเล่าสิ้วบุนซกเสียโดยง่ายนั้นข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย ซึ่งจะคิดอ่านฆ่าเล่าสิ้วบุนซกให้ตายนั้นข้าพเจ้าเห็นอุบายอันหนึ่ง ขอให้หาคนที่รูปร่างเหมือนเล่าสิ้วบุนซกคุมพวกคนใช้ออกไปข่มเหงเก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของราษฎรทั้งปวง ราษฎรทั้งปวงก็จะสำคัญว่าเล่าสิ้วบุนซกต่างคนก็จะมีใจเจ็บแค้น แล้วจึงกลับมาเสีย ภายหลังจึงทูลพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ให้สั่งกองบู๊ยกไปปราบโจร ราษฎรทั้งปวงเห็นกองบู๊ออกไปก็จะพากันกระทำร้ายฆ่ากองบู๊เสียด้วยความแค้น ไจเสียงทั้งเจ็ดคนได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วยต่างคนดีใจ จึงปรึกษาพร้อมกันว่าฮูฮืนมีรูปร่างคล้ายเหมือนกองบู๊ ให้ฮูฮืนคุมพวกคนใช้ออกไปนอกเมืองหลวง ฮูฮืนก็ออกไปเที่ยวฉกชิงทรัพย์สิ่งของราษฎรทั้งปวง ถึงหัวเมืองใดให้เข้าไปบอกเจ้าเมืองจัดแจงสิ่งของเครื่องคำนับออกมารับ แม้นเมืองใดขัดแข็งมิออกมาก็ให้คนใช้ไปจับเอาเจ้าเมืองมาทำโทษ คนทั้งปวงซึ่งมิใช่พวกพ้องจะเข้ามาหานั้นให้นั่งก้มหน้าอยู่แต่ไกล ถ้าเข้ามาใกล้และแหงนหน้าขึ้นดูฮูฮืน ฮูฮืนให้เอาตัวเป็นโทษ

ฝ่ายราษฎรทั้งปวงเห็นรูปร่างฮูฮืนเหมือนเล่าสิ้วบุนซก ต่างคนสำคัญว่าเล่าสิ้วบุนซกพากันโกรธแค้น เข้าไปร้องทุกข์แก่ไจเสียงเนืองๆ ไจเสียงทั้งเจ็ดคนมิได้ว่าประการใด ฝ่ายคนใช้เตียวก๊กขีเจ้าเมืองห้วยจิ๋วแจ้งความดังนั้น จึงเข้าไปบอกแก่เตียวก๊กขีว่า เล่าสิ้วบุนซกพาพวกเพื่อนออกมาเที่ยวข่มเหงชาวบ้านเก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของ ถึงเมืองใดก็ให้คนใช้ไปเอาเจ้าเมืองออกมามัดผูกเร่งรัดเอาทรัพย์สิ่งของเงินทอง บัดนี้มาใกล้จะถึงเมืองอยู่แล้ว ขอท่านจงระวังตัวจงดี เตียวก๊กขีได้ยินดังนั้นจึงว่า แต่ก่อนมีผู้สรรเสริญว่าเล่าสิ้วบุนซกมีใจโอบอ้อมอารีแก่ราษฎรทั้งปวงยิ่งนัก บัดนี้ท่านมาบอกเราว่าเล่าสิ้วบุนซกใจร้ายกาจข่มเหงราษฎรเอาแต่ทรัพย์ฉะนี้ ผิดกับคำคนสรรเสริญแต่ก่อน พอกีป้ายคนสนิทวิ่งเข้ามาบอกว่าเล่าสิ้วบุนซกมาใกล้จะถึงเมืองอยู่แล้ว เตียวก๊กขีจึงจัดทหารห้าร้อยแต่งตัวใส่เกราะถืออาวุธครบมือ เตียวก๊กขีขึ้นม้าพาทหารออกจากเมือง พอแลเห็นฮูฮืนซึ่งทำเทียมเล่าสิ้วบุนซกขี่ม้าสวนทางมากับทหารทั้งปวง เตียวก๊กขีจึงลงจากม้าเข้าไปคำนับ

ฝ่ายฮูฮืนมิได้เห็นเอาสิ่งของมาคำนับก็โกรธ จึงร้องตวาดว่าตัวท่านเป็นเจ้าเมือง เหตุใดไม่มีเครื่องคำนับออกมาให้สมควร ตัวดูหมิ่นไม่เกรงใจเรา ฮูฮืนจะให้ตีหลังเตียวก๊กขียี่สิบที เตียวก๊กขีได้ยินดังนั้นก็โกรธจึงขึ้นม้าขับทหารห้าร้อยเข้าไล่จับฮูฮืน

ฝ่ายฮูฮืนตกใจขับม้าพาพวกคนใช้หนีเข้าป่า เตียวก๊กขีก็พาทหารกลับเข้าเมือง ฝ่ายฮูฮืนมาถึงเมืองหลวงจึงเข้าไปแจ้งความแก่ไจเสียงว่า อุบายซึ่งท่านให้ข้าพเจ้าไปทำนั้นสำเร็จแล้ว ไจเสียงทั้งเจ็ดคนได้ฟังก็ดีใจนักจึงพากันเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้กราบทูลว่า บัดนี้หัวเมืองทั้งปวงฝ่ายเหนือบังเกิดโจรผู้ร้ายเป็นอันมาก ราษฎรได้ความเดือดร้อนนัก ขอให้ไต้สุมาเล่าสิ้วบุนซกออกไปปราบโจรฝ่ายเหนือให้ราบคาบ ราษฎรในแผ่นดินท่านจะได้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไป พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ได้ฟังดังนั้นเห็นชอบจึงให้หาไต้สุมาเล่าสิ้วบุนซกเข้ามา สั่งว่าท่านจงคุมทหารห้าร้อยออกไปปราบโจรฝ่ายเหนือให้ระงับ เล่าสิ้วบุนซกรับคำสั่งคำนับลาพาทหารยกออกจากเมืองหลวงไปตามทางเมืองโฮปัก

ฝ่ายจูอิวจึงแต่งหนังสือลับให้คนใช้รีบไปบอกความแก่ตังขีเจ้าเมืองลกเอี๋ยงว่า บัดนี้เล่าสิ้วบุนซกยกออกมาแล้วให้เจ้าเมืองลกเอี๋ยงคิดการจับเล่าสิ้วบุนซกฆ่าเสียเถิด เราจะทูลให้ได้เลื่อนที่เป็นขุนนางกินเมืองใหญ่ คนใช้รับหนังสือคำนับลาไปเมืองลกเอี๋ยง จึงนำหนังสือเข้าไปคำนับส่งให้เจ้าเมืองลกเอี๋ยง เจ้าเมืองลกเอี๋ยงแจ้งความในหนังสือแล้วมิได้ว่าประการใด

ฝ่ายไต้สุมาเล่าสิ้วบุนซกพาทหารมาใกล้เมืองลกเอี๋ยง เจ้าเมืองลกเอี๋ยงแจ้งความดังนั้นจึงออกมารับเชิญเล่าสิ้วบุนซกเข้าไปแต่งโต๊ะเลี้ยงให้อาศัยอยู่เป็นผาสุก ครั้นเวลาคํ่าลงตังขีจึงให้หาเจียวหิวหยงเข้ามาพูดในที่สงัดว่า บัดนี้ไจเสียงเมืองหลวงมีหนังสือลับมาบอกแก่เราว่า เล่าสิ้วบุนซกเป็นคนร้ายกาจข่มเหงราษฎรให้เราจับฆ่าเสีย เวลาค่ำวันนี้ท่านจงย่องเบาเข้าไปฆ่าเล่าสิ้วบุนซกเสีย สมความคิดแล้วเราจะให้เงินทองแก่ท่านเป็นอันมาก แล้วเราจะบอกเข้าไปให้ไจเสียงทูลความชอบให้ท่านเป็นขุนนางตามสมควร เจียวหิวหยงก็รับว่าการทั้งนี้ข้าพเจ้าจะรับเป็นธุระ จะคิดอุบายกระทำให้สำเร็จท่านอย่าวิตกเลย เจียวหิวหยงก็คำนับลาออกมาเอามีดสั้นซ่อนในเสื้อ ปลอมคนเลี้ยงโต๊ะเล่าสิ้วบุนซกเข้าไปซ่อนตัวอยู่ริมเตียงที่นอนเล่าสิ้วบุนซก พอเวลาดึกประมาณสองยามเศษ เล่าสิ้วบุนซกจุดเทียนดูตำรับเรื่องราชพงศาวดาร ในหนังสือนั้นว่าเวลาดึกเกงค้อลอบเข้าไปแทงจิ๋นอ๋องตาย เล่าสิ้วบุนซกอ่านหนังสือแล้วบ่นคนเดียวว่า พิเคราะห์ดูข้อขัดเคืองสิ่งใดก็ไม่มี มาลอบฆ่ากันดังนี้ไม่ชอบ

ฝ่ายเจียวหิวหยงแอบแฝงอยู่ริมเตียงได้ยินดังนั้นสำคัญว่าเล่าสิ้วบุนซกรู้ตัวก็ตกใจ จึงคลานออกมาคำนับแล้วบอกว่าไจเสียงมีหนังสือมาถึงตังขีว่าท่านข่มเหงราษฎร ตังขีใช้ข้าพเจ้ามาลอบฆ่าท่านเสีย ใช่ข้าพเจ้าจะโกรธแค้นแกล้งมาทำร้ายท่านแต่โดยใจเองหามิได้ ขอท่านจงกรุณาอดโทษข้าพเจ้าเถิด

กองบู๊แจ้งความดังนั้นจึงบอกว่าเมื่อเราอยู่ในเมืองหลวง พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ตั้งแต่งให้เป็นผู้สำเร็จราชการ ไจเสียงแปดคนอิจฉาพยาบาทคิดทำร้ายเรา จึงให้ฮูฮืนซึ่งมีรูปร่างเหมือนเราออกมาข่มเหงราษฎรครั้งก่อนนั้น มันแกล้งอุบายแอบอ้างเอาชื่อเรามาว่าให้คนทั้งปวงโกรธ ตัวเราจะได้ออกมาเองนั้นหามิได้ ท่านอย่าได้มีความสงสัยเลย ซึ่งตังขีมิได้รู้ในกลอุบายไจเสียงจึงใช้ท่านมาทำร้ายเราทั้งนี้เราไม่ถือโกรธ แต่ท่านอย่าทำสืบไปไม่ชอบ เจียวหิวหยงจึงว่าซึ่งข้าพเจ้าเบาความเพราะมิได้พิจารณา มาทำการประทุษร้ายต่อท่านโทษข้าพเจ้าถึงสิ้นชีวิต ท่านคิดกรุณายกโทษโปรดข้าพเจ้าครั้งนี้คุณหาที่สุดมิได้ แต่ซึ่งฮูฮืนมาครั้งก่อนราษฎรหัวเมืองสำคัญว่าท่านพากันโกรธแค้น ข้าพเจ้าจะขอไปบอกกล่าวแก่คนทั้งปวงให้รู้ทั่วกัน จึงจะสิ้นสงสัยหายความพยาบาทท่าน เจียวหิวหยงก็คำนับลาออกจากเมืองลกเอี๋ยงถึงเมืองห้วยจิ๋ว พอเวลารุ่งขึ้นจึงเข้าไปแจ้งความแก่เตียวก๊กขีทุกประการ แล้วเจียวหิวหยงลาเตียวก๊กขีออกจากเมืองห้วยจิ๋วไปบอกชาวบ้านและหัวเมืองทุกตำบล

ฝ่ายคนทั้งปวงแจ้งความว่าฮูฮืนแกล้งทำเทียมเล่าสิ้วบุนซก ออกมาข่มเหงเก็บริบเอาสิ่งของของราษฎรก็หายความโกรธเล่าสิ้วบุนซก ต่างคนคิดจะคอยทำร้ายฮูฮืนด้วยความแค้น กองบู๊ครั้นเวลารุ่งเช้าจึงจัดแจงเตรียมทหารพร้อม แล้วยกออกจากเมืองลกเอี๋ยงไปตามทางเมืองห้วยจิ๋ว

ฝ่ายเตียวก๊กขีแจ้งความว่ากองบู๊มามีใจยินดี จึงแต่งตัวขึ้นม้าพาขุนนางทั้งปวงออกจากเมืองไปรับกองบู๊ถึงกลางทาง ฝ่ายกองบู๊เห็นดังนั้นจึงถามว่าท่านชื่อใดอยู่เมืองไหน เตียวก๊กขีบอกชื่อแล้วว่าข้าพเจ้าเป็นเจ้าเมืองห้วยจิ๋ว เมื่อเวลาวานนี้เจียวหิวหยงมาบอกข้าพเจ้าว่า ครั้งก่อนฮูฮืนเอาชื่อท่านมาแอบอ้างให้คนทั้งปวงสำคัญว่าตัวท่านออกมาข่มเหงราษฎร ข้าพเจ้ามีใจผูกแค้นจะคอยฆ่าฮูฮืนอยู่ บัดนี้ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านยกกองทัพมา จึงพาขุนนางออกมาคำนับโดยสุจริต กองบู๊ได้ฟังจึงว่าซึ่งท่านอุตส่าห์เดินทางไกลมารับเราขอบใจนัก เตียวก๊กขีจึงเชิญกองบู๊กลับเข้าเมือง แล้วสั่งให้คนใช้ยกโต๊ะมาตั้งเลี้ยงกองบู๊และทหารทั้งปวงเป็นที่ผาสุก

ฝ่ายเอียวกี๋ขณะเมื่อจากเมืองหลวงมาตั้งอยู่เมืองอ้วนจือเสียให้ทหารไปสืบข่าวกองบู๊อยู่มิได้ขาด ครั้นรู้ว่ากองบู๊ออกมาถึงเมืองห้วยจิ๋วจะไปปราบโจร เอียวกี๋ก็จัดเตรียมทหารได้สามพันยกตามกองบู๊ไปเมืองห้วยจิ๋ว

ฝ่ายกองบู๊กับเตียวก๊กขีนั่งกินโต๊ะกันอยู่ พอนายประตูเข้ามาบอกว่ากองทัพยกมา กองบู๊ตกใจจึงแต่งตัวขึ้นม้าพาเตียวก๊กขีกับทหารออกไปนอกเมือง เห็นเอียวกี๋ลงจากม้าเข้ามาคำนับมีความยินดีนัก จึงถามว่าท่านมีรับสั่งโปรดให้ไปรักษาเมืองอยู่เหตุใดจึงตามเรามาเล่า เอียวกี๋จึงตอบว่าแต่ข้าพเจ้าจากท่านไปอยู่เมืองอ้วนจือเสียมีแต่ความทุกข์หาสุขมิได้ พอแจ้งข่าวว่าพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้รับสั่งใช้ให้ท่านออกมาปราบโจรฝ่ายเหนือ ข้าพเจ้าจัดทหารสามพันตามมาจะไปช่วยท่านปราบผู้ร้ายให้ราบคาบ กองบู๊ได้ฟังมีความยินดีนัก จึงพาเอียวกี๋กับทหารทั้งปวงเดินทัพไปตามโฮปัก

ฝ่ายอองป้ากับปังอี้ขณะเมื่อจากเมืองหลวงมาตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำอึงหอ พอทหารเข้ามาบอกว่ากองบู๊ยกทัพมาจะไปปราบโจร อองป้าก้บปังอี้แต่งตัวขึ้นม้าพาทหารออกไปคอยอยู่ ณ ตำบลปากทางหลวงริมชายป่า ครั้นเห็นกองบู๊มาถึงจึงลงจากม้าเข้าไปคำนับแล้วบอกว่า ข้าพเจ้าทั้งสองรู้ข่าวว่าท่านจะไปปราบโจรจึงมาคอยอยู่ จะขอไปช่วยท่านจับผู้ร้าย กองบู๊มีความยินดีนักจึงพาอองป้ากับปังอี้และทหารทั้งปวงยกทัพไปตามทางถึงเมืองเงียบเสีย

ฝ่ายเจ้าเมืองเงียบเสียแจ้งความว่ากองบู๊ยกทัพมา จึงพาขุนนางออกไปรับคำนับเชิญกองบู๊เข้าเมือง แล้วแต่งโต๊ะเลี้ยงทแกล้วทหารเป็นที่สบาย กองบู๊พักทหารอยู่ในเมืองเงียบเสียจึงเรียกเอากฎหมายเก่าสำหรับเมืองมาชำระ ข้อใดบทใดไม่ต้องด้วยขนบธรรมเนียมและบังคับปรับโทษให้เหลือเกิน ก็ให้ลดหย่อนผ่อนลงคงไว้แต่ตามโบราณราชประเพณี ผู้มีใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินนั้นถ้าเป็นขุนนางผู้น้อย กองบู๊ก็ตั้งแต่งเลื่อนที่ขึ้นเป็นขุนนางผู้ใหญ่ตามสมควร กิตติศัพท์เล่าลือไป ขุนนางและราษฎรทั้งปวงเห็นว่ากองบู๊โอบอ้อมอารีมีความกรุณาแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ต่างคนยินดีจัดแจงสิ่งของเครื่องบรรณาการมาคำนับฝากตัวแก่กองบู๊เป็นอันมาก

ฝ่ายเตงอูอยู่ ณ เมืองน่ำเอี๋ยง แจ้งข่าวว่ากองบู๊มาพักทหารอยู่ ณ เมืองเงียบเสียจะไปปราบโจร ณ แขวงเมืองโฮปัก เตงอูจึงแต่งตัวขึ้นม้าพาทหารออกจากเมืองน่ำเอี๋ยงเดินตามทาง ครั้นถึงเมืองเงียบเสีย จึงให้นายประตูเข้าไปบอกความแก่กองบู๊ กองบู๊แจ้งว่าเตงอูมาถึงจึงออกไปรับเข้ามาในเมืองให้นั่งที่สมควร ต่างคนคำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว กองบู๊จึงว่าตั้งแต่ท่านช่วยข้าพเจ้าทำการศึกกำจัดอองมังสำเร็จราชการในเมืองหลวง พระเจ้าเกงซีได้เป็นฮ่องเต้ จนข้าพเจ้าได้เป็นไต้สุมาขุนนางผู้ใหญ่ ความชอบท่านทำไว้เป็นอันมาก ข้าพเจ้าหาสิ่งใดจะปูนบำเหน็จท่านให้ถึงขนาดมิได้ ซึ่งท่านมาตามครั้งนี้ก็สมความคิดแล้ว ข้าพเจ้าจะมีหนังสือบอกเข้าไปกราบทูลพระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ ให้มีรับสั่งตั้งแต่งท่านขึ้นเป็นขุนนางผู้ใหญ่ท่านจะเห็นประการใด เตงอูจึงว่าข้าพเจ้ามาทั้งนี้เพราะแจ้งข่าวว่าท่านจะไปปราบโจร พิเคราะห์ดูการเห็นจะยืดยาวไม่สำเร็จโดยเร็ว ข้าพเจ้าจึงมาช่วยด้วยเป็นการแผ่นดิน ถ้าท่านปราบศัตรูราบคาบได้เป็นกษัตริย์แล้ว ข้าพเจ้าจะขอฝากชื่อไว้ในแผ่นดินท่าน เมื่อครั้งกำจัดอองมังนั้นความชอบข้าพเจ้าจะยกเอาเป็นอย่างยิ่งยังมิได้ จะขอทำนุบำรุงท่านให้ได้ราชสมบัติก่อน ข้าพเจ้าจึงจะยอมรับที่ขุนนางผู้ใหญ่ต่อภายหลัง กองบู๊ได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนักจึงให้คนยกโต๊ะมาตั้ง กองบู๊กับเตงอูขุนนางนายทหารทั้งปวงกินโต๊ะเสพสุราพร้อมกัน พอเวลาค่ำลงเจ้าพนักงานจุดประทีปเทียนชวาลาแสงสว่าง

ฝ่ายอองป้าปังอี้จะใคร่ให้กองบู๊เป็นฮ่องเต้ จึงกระซิบว่าแก่เตงอูให้ช่วยว่ากล่าว เตงอูคอยท่วงทีอยู่เห็นกองบู๊สนทนาด้วยการแผ่นดินเป็นที่สบาย เตงอูจึงหยิบหนังสือลับฉบับหนึ่งเข้าไปคำนับส่งให้กองบู๊ กองบู๊คลี่หนังสือออกอ่านได้ความว่า ครั้งแผ่นดินพระเจ้าติวอ๋องเชื่อคำขุนนางผู้โลภทรัพย์ทำการให้ผิดราชประเพณี ขุนนางผู้มีใจสัตย์ซื่อโดยสุจริตเพ็ดทูลทัดทาน พระเจ้าติวอ๋องกลับเอาโทษพาลเอาผิด มิได้คิดตรึกตรองการที่จะทำนุบำรุงแผ่นดิน นางขันกีผู้เป็นฮองเฮาพระมเหสีจะทูลประการใดก็เชื่อฟังทุกประการ ขุนนางและราษฎรได้ความเดือดร้อนระส่ำระสาย อพยพหนีพ่ายไปเข้าพึ่งกี๋เซียงผู้มีใจโอบอ้อมอารี ยกเข้าตีเมืองหลวงกำจัดติวอ๋องเสียแล้วได้เป็นพระเจ้าจิวบุนอ๋อง ครองราชสมบัติสืบกษัตริย์มาถึงแปดร้อยปีเศษ ครั้งนี้ท่านกำจัดอองมังศัตรูราชสมบัติให้เกงซีฮ่องเต้เป็นกษัตริย์นั้น เกงซีฮ่องเต้เชื่อฟังคำนายโจรทั้งแปดซึ่งเป็นไจเสียง ไจเสียงคิดแต่จะหาทรัพย์สิ่งสินเป็นอาณาประโยชน์ หาคิดที่จะช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินไม่ แม้นเห็นผู้ใดซื่อตรงก็ช่วยกันเพ็ดทูลยุยงให้ลงโทษต้องถอดจากที่ บ้างประหารชีวิตเสีย ขุนนางและราษฎรหัวเมืองได้ความเดือดร้อน ต่างคนอพยพครอบครัวหนีไปตั้งซ่องซุมอยู่ในป่าดง ฝ่ายทิศใต้นั้นเฉียะไบ๋เป็นนายซ่อง ฝ่ายทิศเหนือตั๋งแบ๋เป็นนายโจร ตั้งตัวอยู่เป็นเจ้าอยู่ทั้งสองตำบลคนหนีเข้าอยู่ด้วยเป็นอันมาก ซึ่งเกงซีฮ่องเต้มิได้คิดที่จะรักษาขอบขัณฑสีมา ไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อน ต่างคนออกชื่อลือข่าวไปว่า ท่านมีใจโอบอ้อมอารี ผู้ใดมีความชอบในแผ่นดินก็กรุณาตั้งแต่งชุบเลี้ยงตามสมควร ถ้าท่านได้เป็นกษัตริย์ขุนนางและราษฎรหัวเมืองทั้งปวงจะนิยมเข้าพึ่ง สมบัติจึงจะเป็นสิทธิ์ขาดหาได้จะมาช่วงชิงมิได้ ขอท่านจงตรึกตรองด้วยการแผ่นดิน เหมือนหนึ่งยกเกียรติยศพระเจ้าฮั่นโกโจขึ้นไว้ ท่านจะได้ทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุข กองบู๊ดูหนังสือแล้วมิได้ว่าประการใด เตงอูเห็นดังนั้นจึงว่าเมืองกำตั๋นแต่ก่อนเคยขึ้นแก่เมืองหลวง ครั้นเมืองหลวงเกิดจลาจลเมื่อครั้งอองมังนั้น เมืองกำตั๋นก็ตั้งแข็งเมืองอยู่มิได้ไปขึ้นแก่เมืองหลวง แต่เจ้าเมืองกำตั๋นนั้นแซ่เชื้อพระเจ้าฮั่นโกโจ ถ้าท่านไปถึงแล้วเจ้าเมืองกำตั๋นก็จะเข้าด้วยท่าน กองบู๊ได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย ครั้นเวลาเช้าจึงจัดเตรียมทหารพร้อม แล้วยกออกจากเมืองเงียบเสียไปตามทางเมืองกำตั๋น ตั้งค่ายมั่นลงไว้ทางใกล้เมืองประมาณสามสิบเส้น แล้วให้ทหารเข้าไปบอกเจ้าเมืองกำตั๋น

ฝ่ายเล่าหลิมเจ้าเมืองกำตั๋นแจ้งความว่าฮั่นกองบู๊เป็นแซ่เดียวกันยกมาก็ดีใจ จึงแต่งตัวขึ้นม้าพาขุนนางออกไปถึงค่ายเชิญกองบู๊เข้าเมืองให้นั่งที่สมควร ทั้งสองสนทนากันด้วยลำดับญาติวงศ์ตั้งแต่พระเจ้าฮั่นโกโจผู้เป็นปู่ เล่าหลิมรู้ว่าฮั่นกองบู๊เป็นบุตรผู้พี่ จึงคำนับกองบู๊ แล้วให้ยกโต๊ะมาเลี้ยงกองบู๊กับทหารทั้งปวง กองบู๊กับเตงอูเล่าหลิมนั่งกินโต๊ะอยู่พร้อมกัน เล่าหลิมค่อยกระซิบถามเตงอูว่า พระเจ้าเกงซีฮ่องเต้ทุกวันนี้ทำนุบำรุงทแกล้วทหารข้าราชการและราษฎรโดยยุติธรรมหรือประการใด เตงอูจึงบอกว่าเกงซีฮ่องเต้เอานายโจรมาตั้งเป็นไจเสียง ไจเสียงว่ากล่าวยุยงประการใด เกงซีฮ่องเต้เชื่อฟังหานับถือขุนนางผู้ซื่อตรงไม่ เล่าหลิมได้ยินดังนั้นจึงปรึกษาอองป้ากับปังอี้เอียวกี๋ว่าเกงซีฮ่องเต้เชื่อฟังคนผิดไม่เลี้ยงคนสัตย์ซื่อ ทำให้ราษฎรได้ความเดือดร้อนดังนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าจะยกฮั่นกองบู๊ผู้พี่ขึ้นเป็นฮ่องเต้ทำนุบำรุงราษฎรหัวเมืองทั้งปวงท่านจะเห็นประการใด นายทหารทั้งปวงได้ยินดังนั้นมีใจยินดี ต่างคนว่าท่านว่านี้สมควรนัก เตงอูเห็นนายทหารยอมพร้อมใจกันแล้วจึงเชิญกองบู๊ขึ้นนั่งที่สูง ขุนนางนายทหารก็ยืนตามตำแหน่งซ้ายขวา เล่าหลิมจึงว่าแก่กองบู๊ซึ่งท่านคิดการทำนุบำรุงแผ่นดินมาแต่หลังได้ความลำบากเป็นอันมากแล้วยกเล่าเหี้ยนขึ้นเป็นเกงซีฮ่องเต้ เกงซีฮ่องเต้ก็มิได้อยู่ในยุติธรรม เชื่อฟังแต่ผู้ผิดไม่คิดตรึกตรองการให้ลึกซึ้ง กลับเห็นผู้ผิดถือว่าชอบ ผู้ที่มีความชอบไม่เชื่อถือ ให้แผ่นดินได้ความเดือดร้อนทั้งนี้ ถ้านานไปมีผู้อื่นมาชิงเอาสมบัติกำจัดเกงซีฮ่องเต้เสียแล้ว ท่านก็จะเสียทีทำการได้ความลำบากมาแต่หลัง ข้าพเจ้าจะขอยกท่านขึ้นเป็นฮ่องเต้บำรุงราษฎรหัวเมืองสืบไป

ฝ่ายทหารทั้งปวงก็ลงถวายบังคมรับซันฮูบันโซยฮั่นกองบู๊พร้อมกัน กองบู๊เห็นเล่าหลิมและขุนนางทั้งปวงกระทำดังนั้นก็โกรธ จึงร้องตวาดว่าท่านทำการทั้งนี้จะแกล้งให้มีผู้นินทาว่าเราเป็นอกตัญญูไม่ซื่อตรงต่อพระเจ้าแผ่นดิน ว่าแล้วถอดกระบี่จะฟันเล่าหลิม เล่าหลิมหลบทันหาถูกไม่ ขุนนางทั้งปวงตกใจหนีไปสิ้น กองบู๊ก็พาทหารกลับออกจากเมืองกำตั๋นไปค่าย

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ