ฝ่ายเล่าสิ้วบุนซกอยู่กับเล่าเหลียงเล่าอี๋นเล่าต๋ง ณ บ้านแปะจุยฉิงจึงปรึกษาเล่าเหลียงว่า เมื่อโซหัวจับข้าพเจ้า เล่าอี๋นเล่าต๋งตามไปฆ่าโซหัวชิงเอาตัวข้าพเจ้ามาได้ บ่าวไพร่โซหัวแตกหนีไปความทั้งนี้จะไม่สงบ ถ้าโซเหี้ยนรู้ว่าโซหัวผู้บุตรตายแล้ว จะมีใจเจ็บแค้นบอกความแก่อองมังให้ยกทัพใหญ่มาล้อมจับข้าพเจ้ากับท่าน และชาวบ้านแปะจุยฉิงไปฆ่าเสียสิ้น ครั้งนี้จำจะคิดเกลี้ยกล่อมผู้คนเอาบ้านแปะจุยฉิงเป็นค่ายมั่นคงรับกองทัพโซเหี้ยน ท่านจะเห็นประการใด เล่าเหลียงเห็นชอบ จึงให้เล่าอี๋นเล่าต๋งเกลี้ยกล่อมแต่ทหารที่มีฝีมือชาวบ้านแปะจุยฉิงได้คนแปดพันเศษ แล้วเล่าเหลียงจึงเอาหมวกเกราะกับเครื่องศัสตราวุธยี่สิบหีบที่หลีทองให้เล่าสิ้วบุนซกมานั้น ออกแจกปันแก่นายทหารทั้งปวง

ฝ่ายเล่าเหลียงจึงป่าวร้องบอกชาวบ้านทั้งปวงให้รู้ทั่วกันว่าตัวเราชื่อเล่าเหลียงเป็นเชื้อวงศ์พระเจ้าเปงเต้ กิมอี๋นกิมต๋งกิมห่อทั้งสามคนเป็นบุตรเล่าคิมเรามาเลี้ยงไว้ แต่กิมห่อนั้นคือเล่าสิ้วบุนซกมีบุญญาธิการ เงียมจูเหลงเห็นว่าจะได้เป็นกษัตริย์ จึงผลัดชื่อเสียใหม่ให้เรียกว่ากองบู๊ บัดนี้จะยกทัพไปปราบศัตรูราชสมบัติแก้แค้นแทนพระเจ้าเปงเต้ ชาวบ้านและทหารทั้งปวงจงพร้อมใจกันช่วยผู้มีบุญกำจัดอองมังอันเป็นเสี้ยนหนามในแผ่นดินแล้ว จะได้ทำมาหากินให้เป็นผาสุก

ฝ่ายราษฎรชาวบ้านทั้งปวงรู้ว่ากิมห่อคือตัวเล่าสิ้วบุนซกผู้มีบุญเป็นแซ่เล่าเชื้อพระวงศ์ ต่างคนดีใจยอมเข้าด้วยกองบู๊สิ้นทั้งบ้านแปะจุยฉิง ครั้นถึงวันฤกษ์ดีเล่าเหลียงจัดทหารเข้าเป็นกระบวนทัพ ให้เล่าอี๋นเป็นแม่ทัพหน้าคุมทหารพันหนึ่ง เล่าเหลียงกับกองบู๊เป็นแม่ทัพใหญ่ ยกออกจากบ้านแปะจุยฉิงจะไปตีหัวเมืองน้อย

ฝ่ายคนใช้โซหัวที่เหลือตายหลบหนีไปตามเมืองฮูเหียงกุ้ย พอพบเกียนถำซึ่งเอาเหล้าหมูเป็ดไก่และเนื้อแพะบรรทุกเกวียนสวนทางมากับทหารประมาณร้อยหนึ่ง คนใช้โซหัวจึงเข้าไปคำนับบอกความแก่เกียนถำว่านายข้าพเจ้าจับเล่าสิ้วบุนซกได้ ชาวบ้านแปะจุยฉิงติดตามมาชิงเอาเล่าสิ้วบุนซกฆ่าโซหัวตาย เกียนถำได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงว่าเรารู้ว่าโซหัวมาจึงบรรทุกเหล้าข้าวจะไปให้ บัดนี้โซหัวตายแล้วจะให้แก่ผู้ใดเล่า เกียนถำจึงกลับเข้าไปเกณฑ์คน ณ เมืองฮูเหียงกุ้ย ยกกลับมาจะไปจับชาวบ้านแปะจุยฉิง

ฝ่ายเล่าเหลียงยกกองทัพไปตามทาง พอทหารเข้ามาบอกว่ากองทัพยกสวนทางลงมาหารู้ว่าจะเป็นกองทัพผู้ใดไม่ เล่าเหลียงแจ้งความดังนั้นจึงให้ทหารตั้งมั่นคงไว้ ฝ่ายกองบู๊ขึ้นไปนั่งอยู่บนหอคอยดูข้าศึก เล่าอี๋นแม่ทัพหน้าจึงแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถือง้าวขับทหารออกไปยืนอยู่หน้าค่าย ฝ่ายเกียนถำพาทหารรีบมาตามทางพบกองทัพเล่าอี๋น จึงขับม้าฝ่าทหารขึ้นมาร้องว่าพวกแซ่เล่าผู้ใดมีฝีมือให้เร่งมารบกับเรา เล่าอี๋นได้ยินดังนั้นขับม้ารำง้าวเข้ารบกับเกียนถำได้ห้าเพลง เห็นจะต้านทานกำลังเกียนถำมิได้ชักม้าหนีเข้าค่าย เกียนถำไล่ติดตามเข้าไปถึงหน้าค่ายหลวง

ฝ่ายกองบู๊เห็นดังนั้นจึงร้องว่าเรากับอองมังเป็นศัตรูกัน ตัวท่านกับเรามิได้มีข้อขัดเคืองกัน เหตุใดจึงมารบกับเราเล่า เกียนถำได้ยินแลขึ้นไปเห็นเล่าสิ้วบุนซก เกียนถำน้าวเกาทัณฑ์จะยิงพอเห็นมังกรเหลืองประคองป้องกันอยู่ จึงคิดว่าเล่าสิ้วบุนซกคนนี้เป็นคนมีบุญโดยแท้ แต่อองมังให้จับหลายครั้งยังหาได้ตัวไม่ เกียนถำสะดุ้งตกใจกลัวโดดลงจากม้าคำนับแล้วว่า ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านเป็นผู้มีบุญ จะขอเข้าทำราชการอาสาทำการกำจัดอองมังกว่าจะสำเร็จ กองบู๊เห็นดังนั้นจึงลงจากหอคอยออกมาคำนับเกียนถำเข้าไปในค่าย เล่าเหลียงเชิญนั่งที่สมควรพูดจาไถ่ถามแซ่และชื่อ เล่าเหลียงกับกองบู๊จึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงเกียนถำ เกียนถำพาทหารทั้งปวงเข้าอยู่ในค่าย เล่าเหลียงจึงถอยเข้ามาตั้งค่ายอยู่หน้าบ้านแปะจุยฉิง

ฝ่ายหลีทองเจ้าเมืองน่ำเอี๋ยง ตั้งแต่ให้เครื่องศัสตราวุธให้กองบู๊ไปมีความสะดุ้งตกใจกลัวจะรู้ถึงอองมัง จึงหาตัวหลีเทียดผู้น้องมาปรึกษาว่า บ้านเมืองทุกวันนี้บังเกิดโจรผู้ร้ายเป็นอันมาก กองบู๊คิดการใหญ่จะกำจัดอองมังตั้งเกลี้ยกล่อมหาผู้มีสติปัญญาและฝีมืออยู่ ซึ่งเราให้เครื่องศัสตราวุธไปยี่สิบหีบก่อนนั้น ถ้าผู้ใดบอกอองมัง อองมังรู้ว่าเราเป็นใจเข้าด้วยกองบู๊ เห็นจะให้ทหารมาจับเรามิทันจัดแจงจะแก้ตัวยาก อนึ่งไพร่พลเมืองทั้งแผ่นดินทุกวันนี้ระส่ำระสายอยู่ เจ้าจงไปตามเชิญตัวกองบู๊มาปรึกษาเกลี้ยกล่อมหาทแกล้วทหารทำการกำจัดอองมังเสีย เมืองเราจึงจะมีความสุข หลีเทียดเห็นชอบคำนับลาหลีทองขึ้นม้าไปทางบ้านแปะจุยฉิง ครั้นถึงค่ายจึงเข้าคำนับกองบู๊ กองบู๊เห็นหลีเทียดจึงถามว่าท่านมาด้วยธุระประการใด หลีเทียดบอกว่าหลีทองพี่ข้าพเจ้าให้มาเชิญไปจะปรึกษาเป็นการใหญ่ กองบู๊ได้ฟังดังนั้นจึงคำนับลาเล่าเหลียงขึ้นม้าพาหลีเทียดไปเมืองน่ำเอี๋ยง

ฝ่ายหลีทองเห็นกองบู๊มาจึงออกไปรับเชิญนั่งที่สมควรต่างคนคำนับกัน แล้วหลีทองจึงว่าทุกวันนี้เกิดฝนแล้งข้าวแพงราษฎรทำนาไม่ได้ผล ต่างคนกลัวอาญาอองมังจะให้เร่งเอาผลเมล็ดข้าวตามเนื้อนาสี่ไร่คิดเอาเป็นหลวงไร่หนึ่ง จึงพากันอพยพครอบครัวหนีเข้าซุ่มซ่อนอยู่ในป่าเป็นโจรผู้ร้าย อนึ่งคนทั้งแผ่นดินรู้ว่าท่านมีบุญญาธิการมากคอยจะเข้าพึ่ง ซึ่งท่านว่าจะคิดการกำจัดอองมังนั้น ควรที่จะตั้งเกลี้ยกล่อมชักชวนได้ทแกล้วทหารมากแล้ว เร่งจัดกองทัพยกเข้าจับอองมังฆ่าเสียโดยเร็ว เมืองหลวงเห็นจะได้แก่ท่านเป็นมั่นคง กองบู๊จึงบอกความแก่หลีทองว่า เมื่อข้าพเจ้าขายข้าวสารกลับไปจากท่านครั้งก่อนนั้น โซหัวจับข้าพเจ้าได้ เล่าอี๋นตามไปฆ่าโซหัวชิงเอาตัวข้าพเจ้ามา ตั้งเกลี้ยกล่อมได้ทหารแปดพันเศษ ทั้งเกียนถำเจ้าเมืองฮูเหียงกุ้ยก็มาเข้าด้วย บัดนี้ทหารข้าพเจ้ามากขึ้นทุกวัน แต่ม้ากับเครื่องนั้นเห็นจะหาพอทหารไม่ หลีทองจึงจัดม้าที่มีฝีเท้าให้กองบู๊ขี่ม้าหนึ่ง แล้วจึงว่าถ้าขัดสนสิ่งใดข้าพเจ้าจะช่วยอย่าวิตกเลย ท่านจงไปตั้งเกลี้ยกล่อมทแกล้วทหารไว้ให้มากเถิด กองบู๊ครั้นสนทนากันแล้วลาหลีทองขึ้นม้าอันมีฝีเท้ากลับมาค่ายบ้านแปะจุยฉิง จึงเข้าไปคำนับแจ้งความแก่เล่าเหลียงแล้วปรึกษากับเล่าเหลียงว่า บรรดาญาติเราซึ่งร่วมแซ่อยู่ในบ้านป่าชุนเหลงเป็นอันมาก ขอให้ไปเชิญมาประชุมพร้อมช่วยกันคิดการใหญ่ด้วยท่านจะเห็นประการใด เล่าเหลียงเห็นชอบ ขณะเมื่อพูดกันเกียนถำนั่งฟังความอยู่ เกียนถำจึงว่าซึ่งท่านจะให้ประชุมญาติวงศ์นั้นควรอยู่ แต่ซึ่งจะทำการศึกใหญ่ครั้งนี้ ขอให้หาเครื่องศัสตราวุธและรวบรวมข้าวปลาอาหารซึ่งจะเป็นเสบียงไว้ให้มาก ศึกสู้รบติดพันจะได้ลำเลียงส่งกันทันท่วงที แล้วให้ตั้งค่ายใหญ่ล้อมบ้านแปะจุยฉิงห้าค่าย เกณฑ์ทหารเข้ารักษาค่ายละห้าร้อย ยกธงขึ้นปักบนค่ายๆ ละยี่สิบอัน จัดทหารตีม้าล่อและกลองรบให้อื้ออึงไว้ค่ายละยี่สิบคน เกณฑ์ทหารสำหรับแผ้วถางหน้าค่าย ๆ ละยี่สิบคน ให้พูดจาโห่ร้องเล่นสนุกสบายจงทุกค่าย เป็นอุบายจะให้คนยินดีว่าท่านตั้งการใหญ่จะพากันเข้ามาพึ่ง ถึงพวกอองมังจะเข้ามาสอดแนมสืบข่าวฟังความก็เกรงขามอยู่ ด้วยสำคัญว่ามีคนมากเป็นสง่าในการสงคราม แล้วให้แต่งโต๊ะไว้คอยเลี้ยงผู้ที่จะเข้ามาอย่าให้อดอยาก ได้ทหารมากแล้วตีหัวเมืองรายทางเข้าไปตีเมืองหลวงเห็นจะได้โดยง่าย เล่าเหลียงกับกองบู๊ได้ฟังดังนั้นเห็นชอบ กองบู๊ชมว่าท่านคิดอุบายนี้ดีนัก จึงสั่งนายทหารให้เกณฑ์กันตั้งค่ายจัดแจงการทั้งปวงตามคำเกียนถำ เล่าเหลียงจึงจัดแจงเหล้าข้าวหมูเป็ดไก่ แต่งโต๊ะเตรียมเลี้ยงทหารและญาติวงศ์ซึ่งจะมาเข้าด้วยเป็นอันมาก

ฝ่ายคนซึ่งร่วมแซ่และต่างแซ่ บรรดาหนีซุ่มซ่อนอยู่ในป่าแขวงเมืองน่ำเอี๋ยง แจ้งข่าวว่าเล่าเหลียงกับกองบู๊แต่งโต๊ะเลี้ยงเกลี้ยกล่อมทแกล้วทหารทำการใหญ่ ต่างคนดีใจเข้ามานั่งกินโต๊ะไม่พักมีผู้เชื้อเชิญ แต่ผู้ซึ่งร่วมแซ่เล่าเหลียงตักสุราส่งให้นั่งกินโต๊ะพร้อมกันแล้ว เล่าเหลียงจึงว่าครั้งเมื่อพระเจ้าเปงเต้มีพระชนม์อยู่นั้น บรรดาเชื้อวงศ์เรามีความสุขหาผู้ดูหมิ่นถิ่นแคลนได้ไม่ ตั้งแต่อองมังคิดทรยศกบฏฆ่าพระเจ้าเปงเต้ชิงเอาสมบัติ ญาติวงศ์เรากระจัดพลัดพรากล้มตายเป็นอันมาก บัดนี้เล่าสิ้วบุนซกหลานเราเงียมจูเหลงเห็นว่าเป็นผู้มีบุญ จึงขนานนามใหม่ให้ชื่อกองบู๊ คิดการใหญ่ซ่องซุ่มทแกล้วทหารจะยกทัพเข้าเมืองหลวงทำการกำจัดอองมัง แก้แค้นพระเจ้าเปงเต้ ท่านทั้งปวงซึ่งร่วมแซ่และต่างแซ่แต่บรรดามานี้ จงพร้อมใจกันช่วยกองบู๊ทำการศึกใหญ่ปราบเสี้ยนศัตรู ถ้ากองบู๊ได้เป็นกษัตริย์ครองเมืองหลวงแล้ว ท่านทั้งปวงก็จะได้เป็นขุนนางมียศศักดิ์โดยชอบ จะมีชื่อลือปรากฏไปชั่วฟ้าและดินจนสิ้นกัลปาวสาน ฝ่ายผู้ซึ่งร่วมแซ่และทหารทั้งปวงได้ยินดังนั้น ต่างคนรับคำว่าซึ่งท่านจะคิดกำจัดอองมังครั้งนี้ข้าพเจ้ายินดีด้วย จะช่วยท่านทำการศึกใหญ่กว่าจะสำเร็จ

ฝ่ายเล่าเหลียงเลี้ยงโต๊ะแล้วจัดแจงให้ญาติวงศ์และทหารเข้าอยู่ในค่าย จ่ายข้าวปลาอาหารให้กินทุกตัวคนมิได้ขัดสนอดอยาก เล่าเหลียงตั้งค่ายเกลี้ยกล่อมประมาณสิบสี่สิบห้าวัน ทหารมีฝีมือมาเข้าด้วยสองพันเศษ ฝ่ายหลีทองครั้นกองบู๊กลับไปบ้านแปะจุยฉิงแล้ว จึงให้คนใช้ไปหาอองหลิบนายช่างเหลาเกาทัณฑ์เข้ามา สั่งว่าท่านเร่งทำเกาทัณฑ์ขึ้นสามร้อยคันโดยเร็ว เราจะจัดซื้อให้ทหารไปจับชาวบ้านแปะจุยฉิง ซึ่งสมคบกับเล่าสิ้วบุนซกไว้จะเอาตัวส่งไปให้อองมัง แล้วหลีทองสั่งนายประตูว่าผู้มีม้าเร่งเอาตัวเข้ามาจะจัดซื้อตามราคา อองหลิบกับนายประตูรับคำอำลาไป หลีทองจึงจัดทหารได้ร้อยเศษกับทหารชำนาญเพลงอาวุธได้ห้าร้อยคน ให้ปรนปรือไว้ ณ ตึกใหญ่เตรียมคอยท่ากองบู๊ ความทั้งนี้รู้กันแต่เพียงหลีเทียดน้องหลีทองผู้เดียว ขุนนางชาวน่ำเอี๋ยงรู้ความแต่ว่าหลีทองเตรียมการจะไปจับเล่าสิ้วบุนซกบ้านแปะจุยฉิงแขวงเมืองน่ำเอี๋ยง

ฝ่ายเกียนถำ ครั้นเห็นทหารมาเข้าเกลี้ยกล่อมมากขึ้นทุกวัน จึงเข้าไปปรึกษาเล่าเหลียงว่าทหารทั้งปวงเข้าด้วยเป็นอันมาก เครื่องศัสตราวุธไม่มีจะแจกจ่ายจะได้สิ่งใดไปทำศึกเล่า ข้าพเจ้าแจ้งข่าวว่าเครื่องมืออองมังให้จัดทำขึ้นไว้สำหรับเมืองน่ำเอี๋ยง อองมังมอบให้หลีทองรักษาไว้เป็นอันมาก ข้าพเจ้าก็เห็นว่าหลีทองมีใจยินดีเข้าด้วยจะช่วยคิดทำการใหญ่ ขอให้กองบู๊ไปยืมเครื่องสำหรับการสงครามมาจ่ายทหาร หลีทองก็จะช่วยแก้ไขให้ได้เครื่องมือมาโดยง่าย เล่าเหลียงได้ฟังเห็นชอบจึงสั่งกองบู๊ให้ไปยืมเครื่องมือหลีทอง กองบู๊คำนับลาเล่าเหลียงแล้วแต่งตัวเป็นคนค้าขายหมายมิให้ผู้ใดรู้จัก จึงขึ้นม้าไปเมืองน่ำเอี๋ยง พอถึงประตูจึงเข้าไปในเมือง นายประตูมิได้รู้จักออกชิงม้ากองบู๊ไว้แล้วบอกว่าเจ้าเมืองน่ำเอี๋ยงสั่งให้จัดซื้อม้า เราจะพาเอาม้ากับตัวท่านไปส่งให้แก่เจ้าเมือง กองบู๊จึงตอบว่าม้าตัวนี้ก็เป็นม้าของเจ้าเมืองให้เราไปขี่ นายประตูไม่เชื่อจึงพาม้ากองบู๊เข้าไปคำนับหลีทองเจ้าเมืองน่ำเอี๋ยง

ฝ่ายหลีทองเห็นกองบู๊ จึงออกมาเชิญเข้าไป ณ สวนดอกไม้หลังตึกเป็นที่สงัด นายประตูเห็นดังนั้นพากันกลับไป กองบู๊จึงบอกหลีทองว่าทแกล้วทหารมาเข้าเกลี้ยกล่อมข้าพเจ้าทุกวัน เครื่องสำหรับนายทหารยี่สิบหีบซึ่งท่านให้ไปแต่ก่อนนั้นได้แจกจ่ายทหารหาพอไม่ ข้าพเจ้ามาทั้งนี้จะขอยืมเครื่องมือท่านไปจ่ายทหารจะได้ทำการศึก หลีทองจึงว่าเครื่องอาวุธอองมังให้ทำไว้สำหรับเมืองมีอยู่ ข้าพเจ้าจะแก้ไขให้ท่านอย่าวิตกเลย หลีทองจึงพากองบู๊ไปถึงตึกใหญ่ไขกุญแจเปิดประตูคลังออก กองบู๊เห็นเครื่องอาวุธและหมวกเกราะสำหรับทหารเต็มตึกใหญ่มีใจยินดีด้วยได้สมความคิด หลีทองจึงปิดประตูลั่นกุญแจคลังไว้ดังเก่า แล้วพากองบู๊ไปดูทหารร้อยเศษซึ่งเลือกสรรไว้รูปร่างสูงใหญ่มีกำลังมาก หลีทองจึงบอกทหารทั้งปวงว่า ท่านผู้นี้คือผู้มีบุญจะปราบศัตรูแผ่นดินให้ราบคาบ ท่านจงพร้อมใจกันไปช่วยทำการศึกกำจัดศัตรูราชสมบัติ กองบู๊เจ้าของท่านเป็นกษัตริย์สำเร็จราชการในเมืองหลวงแล้ว ท่านทั้งปวงก็จะได้เป็นขุนนางมียศศักดิ์ ฝ่ายทหารร้อยเศษได้ฟังดังนั้นต่างคนดีใจคำนับรับคำ หลีทองจึงมอบทหารและเครื่องอาวุธในตึกใหญ่ให้กองบู๊ กองบู๊จึงว่าซึ่งท่านกรุณาข้าพเจ้าขอบคุณยิ่งนัก แต่ซึ่งทหารเหล่านี้ล้วนมีกำลัง ชอบให้ถือเกาทัณฑ์ขนาดใหญ่ เกาทัณฑ์มีในตึกแต่อย่างน้อยคันอ่อนหาสมกับกำลังทหารร้อยเศษนี้ไม่ ท่านจงช่วยหาเกาทัณฑ์ขนาดใหญ่แจกให้สำหรับมือจะได้ใช้ในการศึก หลีทองจึงว่าเกาทัณฑ์ใหญ่หายาก มีอยู่แต่ที่ซินโตเกียนอองมังให้มากำกับทหารอยู่ในเมืองนี้ ข้าพเจ้าจะอุบายถามซื้อ เห็นซินโตเกียนจะขายให้เป็นมั่นคง หลีทองจึงพากองบู๊ไปบ้านซินโตเกียน พอซินโตเกียนนั่งกำกับลิมก้วงนายช่างเหลาเกาทัณฑ์อยู่กลางบ้าน หลีทองจึงเข้าไปนั่งพูดกับซินโตเกียนแล้วบอกว่า เราจะขอซื้อเกาทัณฑ์ขนาดใหญ่ตามราคาเคยซื้อขาย ซินโตเกียนจึงไปหยิบเกาทัณฑ์คันหนึ่งหนักห้าร้อยชั่งมาให้ดู กองบู๊เห็นเกาทัณฑ์ชอบใจจึงรับไว้ หลีทองจึงว่าแก่ซินโตเกียนจะขอซื้อเกาทัณฑ์ขนาดกลาง ซินโตเกียนจึงใช้คนไปหยิบเกาทัณฑ์มาให้หลีทองคันหนึ่ง กองบู๊จึงว่าจะขอซื้อเกาทัณฑ์ขนาดนี้อีกสักคันหนึ่ง ซินโตเกียนเห็นหลีทองซื้อเกาทัณฑ์หลายคันก็คิดสงสัย แลดูกองบู๊มีไฝแก้มซ้ายเป็นสำคัญ จึงว่าหนุ่มน้อยนี้คือเล่าสิ้วบุนซกมาซื้อเกาทัณฑ์จะทำการศึกเป็นมั่นคง หลีทองได้ฟังตกใจนักจึงออกอุบายตอบว่าหนุ่มน้อยร่วมแซ่เรามิใช่เล่าสิ้วบุนซก ท่านอย่าพูดดังนั้นไม่ควร

ฝ่ายลิมก้วงนายช่างผู้ทำเกาทัณฑ์นั่งอยู่ แลเห็นกองบู๊ก็รู้ว่าเป็นผู้มีบุญคือเล่าสิ้วบุนซก นานไปจะได้เป็นกษัตริย์บำรุงแผ่นดิน ครั้นได้ยินซินโตเกียนว่ากล่าวเป็นข้อสงสัย จึงคิดว่าการใหญ่ซึ่งเล่าสิ้วบุนซกทำครั้งนี้จะรู้ฟุ้งเฟื่องเพราะซินโตเกียนเป็นมั่นคง จำจะพูดปกปิดความเสียมิให้ซินโตเกียนสงสัยสืบไป ลิมก้วงจึงบอกซินโตเกียนว่าหนุ่มน้อยคนนี้เป็นแซ่เดียวกับเจ้าเมืองน่ำเอี๋ยง มิใช่เล่าสิ้วบุนซก ซึ่งมาซื้อเกาทัณฑ์ครั้งนี้จะไปตามรบกับเล่าสิ้วบุนซกซึ่งมีวิชาการแปลงตัวได้ ไปตั้งเกลี้ยกล่อมอยู่บ้านแปะจุยฉิง ผู้นี้มิใช่ตัวเล่าสิ้วบุนซกท่านอย่าสงสัยเลย หลีทองก็รับสมคำลิมก้วง ซินโตเกียนได้ยินก็สิ้นความสงสัย จึงว่าข้าพเจ้าทำเกาทัณฑ์ขนาดใหญ่ไว้สามร้อยเศษยังหาสำเร็จไม่ หลีทองจึงพากองบู๊ไปถึงอองหลิบผู้ทำคันเกาทัณฑ์ จึงถามว่าเกาทัณฑ์ให้เร่งทำจะใช้เหตุใดจึงมิทำให้แล้วเล่า หลีทองจะเอาโทษว่าช้า อองหลิบจึงขอโทษตัวว่าเกาทัณฑ์ขนาดนี้ทำยาก ขอผลัดอีกสามวันจะทำเกาทัณฑ์ให้สำเร็จ หลีทองได้ฟังดังนั้นจึงพากองบู๊กลับบ้าน

ฝ่ายซินโตเกียนจึงไปถามอองหลิบว่า เกาทัณฑ์เกณฑ์หลวงจ่ายมาให้นั้นทำสำเร็จแล้วหรือ อองหลิบจึงบอกว่าเกาทัณฑ์หลีทองจัดซื้อนั้น จะทำให้แล้วก่อนจึงจะค่อยทำเกาทัณฑ์ที่หลวงต่อไป ซินโตเกียนได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงว่าหลีทองซื้อเกาทัณฑ์เป็นอันมากเห็นประหลาดอยู่ ชะรอยชายหนุ่มน้อยจะเป็นเล่าสิ้วบุนซกมาคบคิดกับหลีทองซื้อเกาทัณฑ์ไปทำการกบฏเป็นมั่นคง ซินโตเกียนนิ่งความไว้มิได้ จึงขึ้นม้ารีบไปบอกพังเหมงผู้เป็นฮูเจี้ยงนายทหารรองให้รู้ความ แล้ว ซินโตเกียนจึงให้คนใช้ไปหาซุยเต๋งซึ่งมีความชอบ อองมังให้เป็นขุนนางผู้ช่วยราชการนั้นมาบอกว่า หลีทองจัดซื้อเกาทัณฑ์เป็นอันมาก เห็นจะร่วมคิดเข้ากับเล่าสิ้วบุนซกบ้านแปะจุยฉิงเป็นมั่นคง พังเหมงกับซุยเต๋งได้ยินดังนั้นก็ตกใจ จึงบอกพวกนายทหารมาพร้อมกันสั่งให้ปิดประตูเมืองน่ำเอี๋ยงทั้งสี่ด้าน จะเข้าค้นจับตัวเล่าสิ้วบุนซก

ฝ่ายหลีทองเห็นว่าความลุกลามฟุ้งเฟื่องขึ้นแล้ว จึงให้กองบู๊แต่งตัวใส่หมวกโปร่งฟ้าสวมเกาะใน ใส่เสื้อสีชมพู ถือง้าวชื่องอฮั่น ม้าซึ่งขี่นั้นชื่อมังกรขาว มีฝีเท้ารวดเร็ว ให้ทหารห้าร้อยใส่เกราะถือเกาทัณฑ์คนละสามคัน หลีทองก็แต่งตัวขึ้นม้านำหน้ากองบู๊ พาทหารจะออกจากเมือง พอพบพังเหมงมาคอยอยู่ ฝ่ายพังเหมงเห็นดังนั้น พาทหารมารบกับหลีทองจะชิงเอากองบู๊ หลีทองรอรบป้องกันกองบู๊ไปเห็นประตูเมืองปิดเข้ามิได้ จึงขับม้าเลี้ยววงไปประตูอื่น ทหารพังเหมงไล่ติดตามรบทหารหลีทองต่อสู้เป็นหมู่เหล่าเรี่ยรายกันไป กองบู๊ตกใจนักจึงขับม้ามาตามถนน ทหารชาวเมืองติดตามเอาไม้ค้อนก้อนอิฐไล่ทิ้งขว้าง กองบู๊รำง้าวบนหลังม้าป้องปัดด้วยกำลังว่องไวหลบหลีกมิให้ต้องตัว ไปถึงประตูข้างทิศตะวันออก พอเห็นชายคนหนึ่งถือกระบี่ลงจากเชิงเทินมาเปิดประตูให้กองบู๊แล้ววิ่งตามออกจากเมือง กองบู๊เหลียวหลังมาเห็นจึงถามว่าท่านชื่อใดมีคุณแก่เราครั้งนี้ยิ่งนัก ชายนั้นจึงบอกว่าข้าพเจ้าชื่อเก๊กเชียวยิมก๋ง สืบรู้ว่าอันตรายจะถึงท่านจึงมาคอยช่วยแก้ไข เปิดประตูให้ท่านหนีรอดพ้นจากความตาย กองบู๊ขี่ม้าเดินพูดกันมากับเก๊กเชียวยิมก๋ง พอเหลียวเห็นทหารติดตามมาเป็นอันมาก กองบู๊ขับม้าหนีพลางร้องถามนายทหารว่า เรากับอองมังเป็นคู่พยาบาทกัน ตัวท่านไม่มีข้อขัดเคืองกับเรา ท่านชื่อใดจึงโกรธแค้นติดตามมาจะจับเราด้วยเหตุประการใด

ฝ่ายซุยเต๋งพาทหารตามมาใกล้ได้ยินจึงร้องบอกว่า ตัวเราชื่อซุยเต๋งเดิมเป็นคนใช้เล่าถัง เมื่อท่านหนีไปซ่อนอยู่ ณ ตึกเล่าถังครั้งก่อนนั้น เราเอาความไปบอกอองมัง เรามีความชอบได้เป็นขุนนางผู้ช่วยราชการฝ่ายทหาร ซึ่งท่านมีความรู้แปลงเป็นมังกรหนีพ้นมืออองป้าปังอี้มาพึ่งพบกันวันนี้จึงตามมา ถ้าจับท่านได้อองมังจะให้เราเป็นขุนนางผู้ใหญ่ กองบู๊ได้ยินดังนั้นจึงร้องตวาดว่า มึงเป็นคนอกตัญญูต่อเล่าถังผู้นาย ทำลายคุณเสียแล้วกลับตามมาจะจับกูอีกเล่า กองบู๊โกรธนักชักม้ากลับหน้ามาจะฆ่าซุยเต๋งแก้แค้นแทนเล่าถังผู้อา ซุยเต๋งเห็นกองบู๊มาด้วยกำลังโทโสจึงชักม้าพาทหารถอยออกไป กองบู๊ก็ขับม้ากลับหนีไปตามทาง

ฝ่ายพังเหมงพาพวกทหารขับไล่กระชั้นชิดติดตามไปใกล้จะทัน กองบู๊เหลียวหลังมาเห็นจึงร้องว่า แซ่เล่าก็สิ้นเชื้อเหลือแต่เราผู้เดียวแล้ว ท่านไม่มีความกรุณาจะฆ่าเราเสียเล่า พังเหมงไม่ฟังขับม้าเข้ามาใกล้กองบู๊หนีมิพ้น จึงชักม้ากลับรำง้าวเข้ารบกับพังเหมงได้ยี่สิบเพลง พอซินโตเกียนขับม้าพาทหารตามมาทัน กองบู๊ผู้เดียวเกรงทหารจะล้อมวกหลังจึงชักม้ากลับขับหนี ทหารซินโตเกียนยิงด้วยเกาทัณฑ์ถูกม้าล้มลง กองบู๊ได้แต่ง้าวสำหรับมือวิ่งหนีเข้าแอบแฝงตัวอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ริมทาง ซินโตเกียนกับพังเหมงซุยเต๋งต่างคนดีใจจะเข้าจับเอาเป็น แต่เกรงด้วยกองบู๊มีง้าวถือสำหรับมืออยู่ จึงขับทหารเข้าล้อมไว้เป็นสามารถ

ฝ่ายกองบู๊สุดคิดสิ้นกำลัง นั่งดูทหารล้อมเข้ามาใกล้จวนตัวจะหนีมิได้ตกใจนัก จึงแหงนหน้าขึ้นบนอากาศตั้งสัตย์อธิษฐานว่า ตัวข้าพเจ้านี้เซียงเต้และเทพยดาทั้งปวงประชุมเชิญลงมาเกิดสำหรับปราบศัตรูแผ่นดินให้ราบคาบ บัดนี้ทหารซินโตเกียนล้อมไว้จะจับไปให้อองมังผู้เป็นศัตรูราชสมบัติ ครั้งนี้ถึงที่อับจนจะหาผู้ใดเป็นที่พึ่งมิได้ ขอจงเทพยดาทั้งปวงจงช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากมือทหาร จะได้ไปคิดการปราบศัตรูแผ่นดินสิ้นเสี้ยนหนาม จะบำรุงราษฎรสืบแซ่เชื้อวงศ์พระเจ้าฮั่นโกโจผู้เป็นพระเจ้าปู่ ให้แผ่นดินอยู่เย็นเป็นสุขไปภายหน้า ขณะนั้นพอเกิดพายุใหญ่พัดผงคลีมืดคลุ้มเป็นหมอกมัวไปทั่วทิศ มีกระบือแดงตัวหนึ่งพ่วงพีสูงใหญ่มีเขาเดียวกลางศีรษะมายืนอยู่ตรงหน้ากองบู๊ กองบู๊โดดขึ้นบนหลังแกว่งง้าว กระบือวิ่งฝ่าทหารพากองบู๊ออกจากที่ล้อม

ฝ่ายทหารทั้งปวงตกใจต่างคนแตกหนีไป กองบู๊ขับกระบือไล่ติดตามเอาง้าวฟันถูกพังเหมงคอขาดตกม้าตาย กองบู๊ฉวยคว้าบังเหียนม้าพังเหมงได้ จูงตามกระบือไปเข้าทางพอเวลาพลบค่ำลง กระบือยืนนิ่งอยู่กองบู๊ขับไม่เดิน พอมีผู้เฒ่าคนหนึ่งผมและหนวดขาวงามยืนตรงหน้ากองบู๊ ผู้เฒ่าจึงว่ากระบือตัวนี้จงคืนให้แก่เราเถิด กองบู๊ได้ฟังดังนั้นจึงลงจากหลังกระบือคำนับแล้วตอบว่า กระบือตัวนี้ช่วยชีวิตข้าพเจ้าพ้นจากความตายจงขายให้ข้าพเจ้าเสียเถิด จะเป็นราคามากน้อยเท่าใดจะคิดเงินให้ ผู้เฒ่าว่ากระบือเราไม่ขาย แล้วแกล้งลวงกองบู๊ว่าผู้ใดมายืนอยู่เบื้องหลังเล่า เจ้าจงเหลียวไปดูก่อน กองบู๊มิได้เห็นผู้ใดจึงเหลียวกลับมาเห็นผู้เฒ่าขี่กระบือเหาะขึ้นบนอากาศหายสูญไป กองบู๊ตกใจคิดว่าปีศาจ ได้กระดาษตกอยู่แผ่นหนึ่งจึงหยิบขึ้นมา เห็นอักษรจารึกไว้ใจความในหนังสือว่า ผู้ซึ่งมีบุญญาธิการแต่ก่อนเทพยดาให้ลงมาเกิดนั้น ต่อเมื่อใดวาสนาถึงที่จะมีบุญแล้ว เทพยดาก็จะช่วยทะนุบำรุงให้ได้เป็นกษัตริย์โดยง่าย ตัวท่านสู้ยากลำบากเดินกลางวันกลางคืนจนมาตกอยู่ในที่ล้อมทหารครั้งนี้ เทพยดาผู้ใหญ่เห็นว่าท่านจะมีอันตราย จึงให้เราลงมาแก้ไขได้พ้นจากความตายแล้ว จงไปอยู่บ้านแปะจุยฉิงเถิด อย่าทำใจเร็วด่วนนักมักมีความลำบากถึงตัว เบื้องหน้าท่านคงจะได้เป็นกษัตริย์สืบแซ่เชื้อวงศ์พระเจ้าฮั่นโกโจไปได้ถึงสองร้อยปีเศษ กองบู๊รู้แจ้งว่าเป็นเทพยดาลงมามีความยินดีนัก จึงพับหนังสือสอดใส่ในเสื้อ จับง้าวสำหรับมือขึ้นม้าออกหาทางจะไปบ้านแปะจุยฉิง ถึงตำบลหนึ่งเป็นหว่างเชิงเขาตกเห็นเรือนมุงใบไม้เอาหญ้าทำเป็นฝารอบ ได้ยินเสียงคนร้องเพลงอยู่ในเรือนเป็นภาษาจีนว่า ตุยโวยะตั้วคังขิมตึงทิจักตอกอ ฮั่นอ๋องนั้นฮ่วยมิ่นห้อหยิดคิกันข้อ แปลคำไทยว่าเวลาเที่ยงคืนพระจันทร์ส่องรัศมีสว่างฟ้า ดีดแต่กระจับปี่เปล่า ไม่มีผู้จะเป็นคู่ร้องเพลงรับขับประสานเสียง เวลากลางวันร้องเพลงสั้น หาผู้ดีดกระจับปี่ต่อกังวานเสียงมิได้ ที่สองประการนี้ไม่มีคู่ประกอบกับสำเนียงมิได้เพราะแก่หูผู้ฟัง ตั้งแต่พลัดพรากจากเจ้าแซ่เล่าเชื้อฮั่นมาช้านาน ไม่มีความสุขทุกข์ทนลำบากเที่ยวเดินป่าสืบหาทุกแห่งมิได้เห็น เวลาวันนี้ก็เป็นฤกษ์ดีแล้วเมื่อใดผู้มีบุญจะมาพบให้ค่อยคลายทุกข์บังเกิดสุขสบาย เปรียบเหมือนดีดกระจับปี่มีผู้เป็นคู่ร้องรับขับเพลงนั้น ถ้าได้พบผู้มีบุญจะคิดให้กำจัดศัตรูแผ่นดินเสียโดยเร็ว กองบู๊หยุดฟังอยู่ได้ยินดังนั้น ลงจากม้าเดินเข้ามาถึงเคาะประตูว่า ผู้ใดอยู่ในเรือนนี้จงกรุณาช่วยเปิดประตูรับข้าพเจ้าหนีมาแต่เมืองน่ำเอี๋ยงผู้เดียว จะขออาศัยอยู่ด้วย

ฝ่ายเตงอูมิได้รู้ว่าผู้ใด จึงออกไปเปิดประตูเห็นกองบู๊ เตงอูยินดีนักพาเข้ามานั่งในเรือนต่างคนคำนับกันแล้ว เตงอูจึงว่าเมื่อครั้งอองมังให้จับท่านนั้น ข้าพเจ้าผู้เดียวไม่รู้ที่จะแก้ไขประการใด แต่เห็นว่าท่านมีบุญญาธิการมาก ถึงมาตรว่าอองมังจะจับได้ก็ไม่เป็นอันตราย ข้าพเจ้าหนีมาสืบรู้ว่าอองมังปล่อยเสียแล้ว ท่านมาตั้งเกลี้ยกล่อมอยู่บ้านแปะจุยฉิง ข้าพเจ้าจะไปหา ท่านมาพบข้าพเจ้าวันนี้เหตุใดไม่มีทแกล้วทหารเห็นแต่ผู้เดียวมาฉะนี้เล่า กองบู๊จึงแจ้งความแต่หลังให้เตงอูฟังแล้วว่า ข้าพเจ้าไปยืมเครื่องมือเจ้าเมืองน่ำเอี๋ยง ซินโตเกียนพาทหารไล่ล้อมจับเข้าที่อับจนแล้ว พอกระบือแดงเขาเดียวพาข้าพเจ้าฝ่าทหารออกมาได้ มีผู้เฒ่ามาพากระบือหายไปได้แต่หนังสือฉบับหนึ่ง จึงส่งหนังสือให้เตงอูดู เตงอูแจ้งความดังนั้นจึงท่านมีบุญญาธิการยิ่งนัก ถึงที่อับจนแล้วเทพยดาจึงมาช่วยแก้ไขบำรุงรักษามิได้มีอันตราย กองบู๊จึงปรึกษาว่าซึ่งเราจะคิดไปกำจัดอองมังครั้งนี้ ทหารที่มีฝีมือกล้าแข็งนั้นยังหาเห็นผู้ใดไม่ข้าพเจ้าวิตกนัก เตงอูจึงว่าเมื่อข้าพเจ้าเที่ยวสืบหาท่านนั้น พบชายผู้หนึ่งชื่อเอียวกี๋อยู่บ้านป่าริมเชิงเขาข้างซ้ายมือ บอกข้าพเจ้าว่าได้พบท่านครั้งหนึ่ง เอียวกี๋มีกำลังและฝีมือกล้าแข็ง ถ้าได้ไว้เป็นนายทหารเอกทำการศึกไปภายหน้าพอจะวางใจได้ เตงอูว่าแล้วพากองบู๊ขึ้นม้าไปถึงบ้านป่า

ฝ่ายเอียวกี๋ออกมายืนอยู่ที่ประตูเรือน เห็นกองบู๊กับเตงอูมาถึงจึงไปคำนับเชิญขึ้นมานั่งบนเรือนแล้วถามกองบู๊ว่า ท่านไปอยู่บ้านแปะจุยฉิงแล้วกลับมาหาข้าพเจ้าด้วยธุระสิ่งใด กองบู๊ได้ยินดังนั้นจึงเล่าความแต่หลังให้เอียวกี๋ฟังทุกประการแล้วว่า บัดนี้ข้าพเจ้าตั้งซ่องสุมคนได้ไว้เป็นอันมาก คิดจะยกไปตีเมืองหลวงแต่หาผู้ซึ่งจะคุมทหารทำการศึกมิได้ ข้าพเจ้ามาหมายจะเชิญไปช่วยกำจัดอองมังศัตรูราชสมบัติท่านจะเห็นประการใด เอียวกี๋จึงว่าข้าพเจ้าก็คิดอยู่จะใคร่ไปช่วยในการใหญ่ แต่อาลัยด้วยมารดาชรานักหาผู้จะอยู่ปฏิบัติมิได้

ฝ่ายมารดาเอียวกี๋นั่งอยู่ในเรือน ได้ยินบุตรว่าดังนั้นจึงออกมาว่าแก่เอียวกี๋ เจ้าจงไปช่วยผู้มีบุญกำจัดศัตรูแผ่นดินเถิด ถ้าสำเร็จราชการแล้วความชอบซึ่งเจ้าได้ทำนั้น จะมีผู้ออกชื่อลือชาปรากฏไปได้หมื่นปี ถึงบิดาเจ้าเล่าก็มีกตัญญู สู้เสียชีวิตตายตามพระเจ้าเปงเต้อันเป็นเจ้าของตัวไป เจ้าก็เป็นชายเชื้อขุนนางผู้มีบุญมาเชิญถึงเรือนจะให้ช่วยกำจัดศัตรูแผ่นดินเป็นการใหญ่ เจ้าจะบิดพลิ้วเสียนั้นไม่ชอบ มารดาเอียวกี๋ว่ากล่าวเป็นหลายครั้ง เอียวกี๋นิ่งอยู่มิได้รับคำว่าจะไป ก็เข้าใจว่าเอียวกี๋มีความกตัญญูเป็นห่วงอยู่ด้วยมารดายิ่งนัก จึงคิดว่าตัวก็ชราชีวิตนับวันแต่จะตาย ซึ่งเอียวกี๋ไม่ไปช่วยผู้มีบุญเพราะเป็นห่วงอาลัยอยู่ มารดาเอียวกี๋จึงบอกแก่บุตรหวังจะมิให้สงสัย เจ้าจงนั่งพูดอยู่กับกองบู๊ มารดาจะเข้าไปหุงอาหารจัดโต๊ะมาเลี้ยง ว่าแล้วก็เข้าไปในครัวเรือนจึงเอาเชือกผูกคอตาย หมายจะตัดห่วงเอียวกี๋ผู้บุตรจะให้ไปช่วยผู้มีบุญ

ฝ่ายเอียวกี๋นั่งสนทนากันกับกองบู๊เตงอูเป็นช้านาน มิได้เห็นมารดาออกมาจึงตามเข้าไปในครัวเรือน เห็นมารดาผูกคอตายห้อยตัวอยู่ตกใจนัก โดดขึ้นด้วยกำลังตัดเชือกขาดลงมา เข้าแก้ไขเห็นว่ามารดาสิ้นใจแล้ว เอียวกี๋ร้องไห้กอดศพสลบนิ่งแน่ไป

ฝ่ายกองบู๊รู้ว่ามารดาเอียวกี๋ผูกคอตายมีความอาลัย จึงว่ากับเตงอูว่าเราทั้งสองมาทั้งนี้เหมือนจะแกล้งให้มารดาเอียวกี๋ตาย กองบู๊กับเตงอูวิ่งเข้าไปร้องไห้รักมารดาเอียวกี๋ เตงอูจึงเข้าแก้ไขเอียวกี๋ซึ่งสลบอยู่นั้น ครั้นฟื้นสมประดีขึ้นมาเอียวกี๋ร้องไห้รักมารดามิได้หยุด กองบู๊จึงว่ากล่าวเอาใจเอียวกี๋ว่ามารดาท่านตายแล้ว ถึงจะร้องไห้ไปมารดาก็มิได้คืนเป็นมา จงระงับดับความโศกช่วยกันคิดการฝังศพจึงจะชอบ เอียวกี๋ค่อยได้สติคืนมาจึงจัดแจงเครื่องฝังศพ ทั้งสามคนช่วยกันยกศพมารดาเอียวกี๋ไปฝังนอกบ้าน เอียวกี๋มีน้ำตามิได้ขาดหน้า ฝังศพมารดาแล้วจึงบอกกองบู๊ว่าเชิญท่านกลับไปก่อนเถิด ข้าพเจ้าจะขอนุ่งขาวเฝ้าหลุมศพมารดาสามปีแล้วจึงจะไปช่วยท่านทำการศึก กองบู๊ได้ฟังดังนั้นจึงว่าครั้งเมื่อข้าพเจ้าหนีโซเหี้ยนมาอาศัยศาลเจ้าอูอ๋อง ท่านไปรับมาไว้เรือนมารดาท่าน ท่านมีความกรุณาได้ปฎิบัติรักษา ซึ่งมารดาท่านตายเพราะด้วยข้าพเจ้ามาเชิญท่าน กลัวว่าท่านจะเป็นห่วงไม่ไปกับข้าพเจ้า มารดาท่านมีคุณแก่ข้าพเจ้ายิ่งนักยังมิได้สนองคุณ ซึ่งท่านจะนุ่งขาวเจ้าทุกข์ตามธรรเนียมนั้น ข้าพเจ้าจะขอกระทำแทนคุณมารดาท่านอย่าวิตกเลย กองบู๊จึงนุ่งขาวคำนับศพมารดาแทนเอียวกี๋

ฝ่ายเอียวกี๋เห็นดังนั้นมีความยินดีคิดว่ามารดามีวาสนาได้ผู้มีบุญเป็นบุตรเลี้ยง เอียวกี๋เห็นว่ากองบู๊รักโดยสุจริต จึงว่าซึ่งท่านกรุณาข้าพเจ้าครั้งนี้ขอบคุณนัก จะขอไปช่วยทำการศึกสนองคุณท่าน ว่าแล้วก็จัดแจงเกาทัณฑ์สำหรับมือขึ้นม้าตามกองบู๊กับเตงอูออกจากบ้านเดินตามทางไป

ฝ่ายซินโตเกียน ขณะเมื่อกองบู๊หนีไปจากที่ล้อมได้ จึงให้อองหลิบพาทหารเที่ยวสืบหากองบู๊ ฝ่ายหลีทองครั้นทหารซินโตเกียนไล่จับกองบู๊ ต่างคนพลัดกันกระจัดกระจายไปมิได้รู้ว่ากองบู๊ไปแห่งใดมีความวิตกนัก จึงรวบรวมทหารห้าร้อยมาพร้อมกันแล้ว หลีทองกับหลีเทียดผู้น้องพาทหารเที่ยวตามหากองบู๊ทุกตำบล

ฝ่ายอองหลิบพาทหารเที่ยวไป พอพบกองบู๊เดินสวนทางมา จึงขับม้าพาทหารจะเข้าล้อมจับ เอียวกี๋จึงขับม้าขึ้นหน้ากองบู๊เข้ารบกับอองหลิบ อองหลิบต้านทานมิได้ชักม้าหนี เอียวกี๋ขับม้าไล่ฆ่าฟันทหารอองหลิบแตกกระจัดกระจายไป แต่อองหลิบหนีเข้าแอบแฝงต้นไม้ใหญ่อยู่ พอหลีทองกับหลีเทียดขี่ม้ามาก็เข้าจับอองหลิบได้ เอียวกี๋ขับม้าเข้าไปจะชิงเอาตัวอองหลิบ กองบู๊จึงร้องห้ามว่าหลีทองเป็นพวกเราท่านอย่าชิงกันเลย หลีทองจึงเอาตัวอองหลิบเข้ามาคำนับกองบู๊แล้วว่า แต่ข้าพเจ้าเที่ยวหาท่านในแขวงเมืองน่ำเอี๋ยงทุกตำบล วิตกกลัวว่าท่านจะมีอันตราย ซึ่งมาพบท่านวันนี้ข้าพเจ้าดีใจนัก กองบู๊จึงว่าครั้งซินโตเกียนไล่จับข้าพเจ้าหนีมาเข้าที่ล้อม ชีวิตตกอยู่ในเงื้อมมือทหารซินโตเกียนแล้ว เดชะด้วยวาสนายังไม่ถึงที่ตาย พอกระบือแดงเขาเดียวพาข้าพเจ้าวิ่งไล่ฝ่าทหารออกมา กองบู๊ก็เล่าความแต่หลังให้หลีทองฟังทุกประการ หลีทองได้ฟังดังนั้นก็ดีใจนัก จึงว่าท่านมีบุญญาธิการมาก ถึงที่อับจนเทพยดาจึงมาช่วยได้เห็นเป็นอัศจรรย์ฉะนี้ ถ้าจะทำการศึกใหญ่ไปภายหน้า ก็จะมีชัยชนะแก่อองมังโดยง่าย ครั้นสนทนากันแล้วกองบู๊ขึ้นม้าพาหลีทองกับเตงอูเอียวกี๋หลีเทียดอองหลิบไปตามทางถึงบ้านแปะจุยฉิง กองบู๊เข้าไปคำนับเล่าเหลียงเล่าความให้เล่าเหลียงฟังทุกประการ เล่าเหลียงครั้นกองบู๊ผู้หลานได้ทหารมามีความยินดีนักจึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยง

ฝ่ายเตงอูนั่งกินโต๊ะเสพสุราปรึกษากองบู๊ว่า บัดนี้ทหารเอกทหารเลวและเสบียงอาหารก็พอจะทำศึกใหญ่ได้แล้ว แต่ยังหาเมืองซึ่งจะเป็นที่มั่นยังมิได้ อันเมืองฮูเหียงนั้นมีกำแพงสูงถึงข้าศึกจะปีนปล้นก็ยาก ทั้งประตูหอรบก็มั่นคงมีที่ทางช่องแคบ แอบอาศัยซุ่มทัพรับข้าศึกและทางหนีทีจะไล่ก็สะดวก เห็นจะเอาเป็นที่มั่นได้ ขอท่านจงจัดกองทัพไปตีเมืองฮูเหียงขนเสบียงอาหารที่จะเลี้ยงทแกล้วทหารขึ้นฉางน้อยใหญ่ไว้ให้มากแล้ว จะได้ไปตีเมืองน่ำเอี๋ยงและเมืองขึ้นสามสิบหกเมืองไว้เป็นกำลัง จึงจะคิดการยกเข้าตีเมืองหลวงสืบไป กองบู๊กับเล่าเหลียงได้ฟังเห็นชอบ จึงจัดทหารอันมีฝีมือดีได้พันห้าร้อย ทหารนอกเกณฑ์เล่าเหลียงเอาไว้ให้อยู่รักษาค่ายบ้านแปะจุยฉิง ครั้นถึงวันฤกษ์ดีเล่าเหลียงจึงตั้งเอียวกี๋เป็นแม่ทัพหน้าได้คุมทหารห้าร้อย ตั้งกองบู๊เป็นแม่ทัพหลวงคุมทหารพันหนึ่ง ยกออกจากค่ายไปถึงเมืองฮูเหียง กองบู๊ให้ตั้งค่ายมั่นลงหน้าเมือง

ฝ่ายฮั่นเตาเจ้าเมืองฮูเหียงรู้ว่ากองทัพเล่าสิ้วบุนซกยกมา จึงสั่งทหารให้ปิดประตูเมือง แล้วให้ขับชาวเมืองขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้ ฮั่นเตาขึ้นไปบนหอรบ แลเห็นเหล่าทหารเล่าสิ้วบุนซกล้วนมีฝีมือกล้าแข็งทุกตัวคน ออกมาสอบสวนเพลงอาวุธกันอยู่ที่หน้าค่าย ฮั่นเตาจึงคิดว่าจะแต่งกองทัพออกสู้รบต้านทานเห็นกำลังทหารฝ่ายเราจะสู้ฝีมือทหารเล่าสิ้วบุนซกมิได้ จำจะคิดอุบายให้เล่าสิ้วบุนซกถอยทัพ ฮั่นเตาเห็นเล่าสิ้วบุนซกขี่ม้ามายืนอยู่หน้าค่าย จึงร้องบอกออกไปว่าข้าพเจ้าจะยอมเข้าด้วย แต่ขอทุเลาสามวันพอจัดแจงสิ่งของเครื่องบรรณาการ แล้วจึงจะเปิดประตูเมืองออกไปคำนับ ขอท่านจงถอยทัพเสียเถิด กองบู๊ได้ยินดังนั้นสำคัญว่าฮั่นเตาจะยอมเข้าด้วยโดยดี จึงสั่งทหารให้ถอยทัพออกไปตั้งค่ายอยู่ห่างเมืองตามสัญญา

ฝ่ายฮั่นเตาเห็นเล่าสิ้วบุนซกถอยทัพดีใจนัก จึงลงจากหอรบสั่งให้ทหารเที่ยวสืบจับผู้ซึ่งรวมแซ่เล่าสิ้วบุนซก ทหารจับตัวเล่าปามาได้ ฮั่นเตาให้ซักถามแจ้งความว่าเป็นอาเล่าสิ้วบุนซก ฮั่นเตาให้ทหารคุมตัวเล่าปาไว้ ฝ่ายกองบู๊ครั้นครบกำหนดสามวันมิได้เห็นฮั่นเตาเปิดประตูเมืองตามสัญญา จึงให้ทหารร้องบอกเข้าไปว่าให้เร่งเปิดประตูเมืองรับกองทัพโดยดี ถ้าจะคิดแข็งเมืองจะให้ทหารปีนกำแพงเข้าไปฆ่าเสียให้สิ้นทั้งเมือง

ฝ่ายทหารซึ่งรักษาหน้าที่เชิงเทินได้ยินดังนั้น จึงเข้าไปแจ้งความแก่เจ้าเมืองฮูเหียง เจ้าเมืองฮูเหียงจึงมัดเล่าปาให้ทหารคุมตามฮั่นเตาขึ้นบนเชิงเทิน แล้วร้องบอกออกไปว่าให้เล่าสิ้วบุนซกออกมาเจรจากับเรานอกค่าย ทหารจึงไปแจ้งความแก่กองบู๊ตามคำฮั่นเตา กองบู๊จึงแต่งตัวขึ้นม้าถือง้าวพาเตงอูกับนายทหารทั้งปวงออกมายืนอยู่หน้าค่าย ฝ่ายฮั่นเตาจึงว่าแก่เล่าปาบัดนี้หลานตัวคบคิดกับพวกโจรยกมาตีเมืองเรา ตัวจงบอกให้เลิกทัพกลับไป ถ้าหลานตัวมิฟังจะยกเข้ามาเราจะตัดศีรษะตัวเสีย ฮั่นเตาจึงให้ทหารตีเร่งเล่าปาให้ร้องห้ามกองทัพ เล่าปากลัวความตายแลไปเห็นกองทัพกองบู๊ยืนม้าอยู่กลางทหาร เล่าปาจึงร้องบอกไปว่าเจ้าจงกรุณาอาเถิดเร่งถอยทัพกลับไปอาจึงจะรอดชีวิต ถ้ามิฟังจะยกเข้ามาต่อสู้เจ้าเมืองฮูเหียงก็จะฆ่าอาเสียเวลาวันนี้

ฝ่ายกองบู๊ได้ยินดังนั้น แลขึ้นไปเห็นเล่าปาทหารฮั่นเตามัดยืนอยู่บนเชิงเทิน กองบู๊มีความสงสารเสียใจสิ้นสติตกลงจากม้า ทหารเคียงเข้าประคองไว้ ฮั่นเตาแลเห็นจึงร้องออกไปว่า ท่านไม่รักอาจะเข้ามารบเราจะฆ่าอาท่านเสีย กองบู๊ครั้นได้สติขึ้นมาได้ยินดังนั้นมีความอาลัยนัก กลัวฮั่นเตาจะฆ่าเล่าปาเสีย จึงร้องบอกว่าท่านจงกรุณาอย่าเพ่อฆ่าอาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะถอยทัพกลับไปจัดแจงสิ่งของสามวันจะกลับมายอมเข้าด้วย จะแลกเอาชีวิตอาไว้ให้พ้นความตาย

ฝ่ายกองบู๊เลิกทัพกลับมายังบ้านแปะจุยฉิง จึงลงจากม้าเข้าไปร้องไห้บอกความแก่เล่าเหลียงทุกประการ แล้วปรึกษาทหารทั้งปวงว่าอาข้าพเจ้าฮั่นเตาจับไว้จะฆ่าเสีย ถ้าท่านไม่คิดกลอุบายแก้ไขอาข้าพเจ้าให้รอดจากความตายครั้งนี้ ข้าพเจ้าก็จะมัดตัวเข้าไปหาฮั่นเตา จะแลกเอาชีวิตอาไว้ให้รอดจากความตาย

ฝ่ายนายทหารทั้งปวงมิได้เห็นอุบายที่จะแก้ไขประการใดพากันนิ่งอยู่ เอียวกี๋จึงว่าซึ่งท่านไปรับข้าพเจ้ามาจนมารดาข้าพเจ้าตาย ข้าพเจ้าก็หมายจะช่วยท่านทำการปราบปรามศัตรูแผ่นดิน ฮั่นเตาจับอาท่านไว้ ท่านอาลัยด้วยเสียดายชีวิตเล่าปาเป็นการใหญ่กว่าการแผ่นดิน จะเข้าด้วยฮั่นเตาแลกเอาชีวิตนั้น ถ้ามารดาข้าพเจ้าที่ตายคืนเป็นมาเมื่อใด ข้าพเจ้าจึงจะยอมเข้าด้วยฮั่นเตาตามคำท่าน ซึ่งท่านจะทำใจอ่อนเหมือนสตรีไม่มีมานะจะเลิกการใหญ่เสียไม่ควร ทหารทั้งปวงก็ว่ากล่าวห้ามปรามมิให้กองบู๊ไปยอมเข้ากับเจ้าเมืองฮูเหียง ด้วยหาผู้ใดที่จะช่วยคิดอุบายแก้ไขเอาชีวิตเล่าปาให้รอดพ้นมือฮั่นเตามิได้

ฝ่ายตันจุ้นเดินทางมาถึงบ้านแปะจุยฉิง จึงหยุดอยู่ที่ประตูค่าย ให้นายประตูค่ายเข้าไปบอกกองบู๊ กองบู๊จึงว่าการใหญ่จะเลิกเสียแล้ว ถึงผู้ใดจะเข้ามาก็หาต้องการไม่ ตันจุ้นนั่งอยู่ประตูค่ายได้ยินดังนั้นจึงเดินเข้าไปคำนับกองบู๊ในที่ประชุมขุนนาง ตันจุ้นจึงว่าข้าพเจ้ารู้ว่าท่านเป็นผู้มีบุญจึงเข้ามาสามิภักดิ์จะช่วยทำการใหญ่ เหตุใดท่านจึงไม่ต้องการข้าพเจ้าเล่า กองบู๊จึงเล่าความให้ตันจุ้นฟังว่าเรายกไปตีเมืองฮูเหียง ฮั่นเตาจับอาเรามาไว้ ครั้นจะเข้าหักเอาเมืองเล่าฮั่นเตาจะฆ่าอาเสีย จะมีผู้นินทาว่ารักสมบัติยิ่งกว่าชีวิตอา หาผู้ใดจะช่วยคิดแก้ไขให้อารอดพ้นจากความตายมิได้ จึงให้ถอยทัพจะกลับเข้าไปยอมเข้าด้วยฮั่นเตา แลกชีวิตอาไว้ไม่คิดซ่องสุมผู้คนต่อไปเราจึงว่าไม่ต้องการ ตันจุ้นจึงว่าแต่เพียงนี้ทหารทั้งปวงจะช่วยคิดแก้ไขไม่ได้แล้ว ที่ไหนจะเป็นนายทัพนายกองคุมทหารทำการศึกใหญ่สืบไปได้เล่า กองบู๊ได้ยินตันจุ้นว่ากล่าวเป็นคนมีสติปัญญา จึงเลื่อนลงมานั่งใกล้ถามว่าท่านเห็นอุบายประการใด จงกรุณาช่วยคิดแก้ไขให้อาข้าพเจ้ารอดจากความตายครั้งนี้ ข้าพเจ้าจะได้ตีเมืองฮูเหียงจะสนองคุณท่านให้ถึงขนาด ตันจุ้นจึงว่าข้าพเจ้าจะปลอมเป็นคนหาบฟืนเข้าไปในเมือง ท่านจงยกกองทัพเข้าไปประชิดให้ถึงเชิงกำแพง ฮั่นเตารู้ว่ากองทัพไปถึงก็จะขับไล่ไพร่พลเมืองขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทิน ข้าพเจ้าจะปลอมเป็นทหารชาวเมืองเข้าไปใกล้ฮั่นเตา ถ้าชอบทีจะฟันฮั่นเตาเสียให้ตาย จะเปิดประตูเมืองรับกองทัพท่าน อุบายดังนี้มีประโยชน์ถึงสองประการ เข้าเมืองได้โดยง่ายไม่ต้องลำบากทหาร ทั้งอาท่านก็จะรอดชีวิต ข้าพเจ้าคิดฉะนี้ท่านเห็นประการใด กองบู๊กับเตงอูทหารทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบพร้อมกัน กองบู๊มีความยินดีนัก จึงสรรเสริญว่าท่านมีสติปัญญาควรที่จะเป็นนายทหาร ท่านจงเร่งเข้าไปทำอุบายให้สำเร็จโดยความคิด ข้าพเจ้าจะยกกองทัพเข้าประชิดตามคำท่าน ตันจุ้นคำนับลาออกจากค่ายเอาดาบสั้นซ่อนในเสื้อแต่งตัวให้เหมือนคนขายฟืน จึงหาบฟืนปลอมชาวเมืองเข้าไปทางประตูน้อย เดินตามถนนเที่ยวร้องขายฟืนในเมือง ชาวเมืองถามซื้อตันจุ้นบอกราคาแพงนักไม่มีผู้ซื้อ

ฝ่ายกองบู๊รู้ว่าตันจุ้นเข้าไปในเมืองได้แล้ว จึงยกกองทัพเข้าประชิดติดเชิงกำแพงเมืองฮูเหียง เสียงม้าล่อและกลองรบทหารโห่ร้องอื้ออึง เหมือนหนึ่งจะขึ้นปล้นปีนกำแพงหักเอาเมืองโดยฝีมือทหาร ฝ่ายคนซึ่งประจำรักษาเชิงเทินต่างคนตกใจวิ่งไปบอกฮั่นเตาว่ากองทัพยกมาอีกเป็นอันมาก ฮั่นเตาสั่งทหารให้ขับชาวเมืองขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทิน แล้วฮั่นเตาขึ้นตรวจตราทหารให้ประจำหน้าที่อยู่บนเชิงเทิน

ฝ่ายตันจุ้นเห็นดังนั้นจึงทิ้งหาบฟืนลงไว้มีแต่มือเปล่าขึ้นไปช่วยโห่ร้องวิ่งไปมา ครั้นเห็นฮั่นเตาประมาทไม่ระวังตัวได้ท่วงทีจึงวิ่งเข้ามาใกล้ ชักดาบออกจากเสื้อแทงถูกฮั่นเตาตกเชิงเทินตาย ตันจุ้นไล่ฆ่าฟันทหารซึ่งรักษาหน้าที่แตกตื่นหนี ตันจุ้นวิ่งลงไปเปิดประตูเมือง กองบู๊ขับทหารเข้าเมืองได้ จึงให้ทหารแก้มัดเล่าปาผู้อาพาเข้าไปนั่งที่ประชุมขุนนาง แล้วกำชับสั่งมิให้ทหารข่มเหงเก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของชาวเมือง กองบู๊เอาใจโอบอ้อมอารีแก่ราษฎรมิให้สะดุ้งตกใจ แล้วจึงหาตัวตันจุ้นเข้ามาว่าท่านคิดกลอุบายแก้ไขได้เมืองแล้ว ชีวิตอาข้าพเจ้ารอดจากความตาย ได้สำเร็จความคิดถึงสองประการฉะนี้ ท่านมีความชอบเป็นอันมาก กองบู๊จึงตั้งตันจุ้นเป็นนายทหาร จัดแจงทรัพย์สิ่งของให้แก่ตันจุ้นเป็นบำเหน็จโดยสมควร แล้วใช้ทหารไปแจ้งความแก่เล่าเหลียงทุกประการ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ